รัฐบาลเฉพาะกาลอัฟกานิสถาน เป้าหมายและความท้าทาย

ตาลีบัน 2021 หวังสร้างประเทศที่รุ่งเรืองเป็นเอกภาพซึ่งจะต้องไม่แบ่งแยกด้วยกองกำลังใดๆ อีก และยอมรับสิ่งต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาจากต่างแดน เป็นความท้าทายไม่ต่างจากหลายประเทศ

            ไม่ถึงเดือนนับจากเข้ายึดกรุงคาบูล กลุ่มตาลีบันประกาศนโยบายหลักของตน สถาปนารัฐอิสลาม Islamic Emirate of Afghanistan และประกาศรัฐบาลเฉพาะกาล ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) คือ Mullah Mohammad Hassan Akhund หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งตาลีบัน คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลเป็นสมาชิกตาลีบันทุกคน พร้อมสร้างสัมพันธ์ดีกับทุกประเทศบนความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน จะเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงต่างๆ ที่ไม่ขัดกฎหมายอิสลามและคุณค่าที่ประเทศยึดถือ

รัฐบาลเฉพาะกาล :

            การตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับข่าวกองกำลังตาลีบันเข้าปะทะกองกำลังปัญชีร์ (Panjshir) อันที่จริงกลุ่มปัญชีร์พูดย้ำตลอดว่าต้องการเจรจากับตาลีบัน แต่ข่าวที่เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ชัดว่าผลการเจรจาเป็นอย่างไร เป็นไปได้ว่ากลุ่มปัญชีร์มีข้อเรียกร้องที่ตาลีบันรับไม่ได้ เช่น แนวร่วมฝ่ายต่อต้านแห่งชาติอัฟกานิสถาน (National Resistance Front : NRF) ขอมีอำนาจปกครองตัวเองหรือกึ่งปกครองตัวเอง (แบบกรณีเคิร์ดอิรักที่มีกองทัพของตัวเอง มีรัฐบาลของตน)
            คำถามตามมาทันทีว่าตาลีบันทำตามหลักนโยบายที่ประกาศไว้หรือไม่ ดังที่ประกาศว่าจะตั้งรัฐบาลที่รวมทุกกลุ่มเข้ามา แต่ครม.ชุดนี้ไม่เป็นเช่นนั้น คำถามนี้ตอบได้หลายแนว เช่น

          ประการแรก จำต้องได้ครม.ที่ไว้ใจทำงานร่วมกันได้

            การที่ครม.ทั้งชุดเป็นสมาชิกตาลีบันไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นรัฐบาลของพวกตาลีบันหรือเอื้อประโยชน์แก่เผ่าพัชตุน (Pashtun) เท่านั้น (ถ้ายึดว่าตาลีบันคือพวกพัชตุน) แม้ตาลีบันกับ NRF ขัดแย้งกันสู้รบกัน แต่ตาลีบันในปี 2021 ประกาศแล้วว่า “จะไม่แก้แค้นใครทั้งสิ้น” หวังสร้างชาติที่รวมทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน

            อีกเหตุผลคือความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบริหารจัดการประเทศ ต้องมีผู้ดูแลระบบสาธารณูปโภค การขนส่งกระจายสินค้า มีผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติดูแลการเงินการคลัง ฯลฯ มีงานมากมายที่ต้องการคนเข้าบริหารจัดการ เป็นบทบาททั่วไปของรัฐบาลเฉพาะกาล สัปดาห์ก่อน Deborah Lyons ตัวแทนพิเศษของเลขาธิการ UN เรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลืออัฟกานิสถานโดยด่วน หาไม่แล้วจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สังคมปั่นป่วน หลายล้านคนกลายเป็นคนจนและอีกมากที่จะอพยพออกนอกประเทศ

          ประการที่ 2 ประเทศต้องมีเอกภาพ

            มองในแง่บวกอีกข้อคือคือ ตาลีบันประกาศชัดว่าประเทศจะไม่เป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ไม่เป็นเขตสงครามของใครอีกต่อไป ตาลีบันไม่เป็นปรปักษ์กับใครไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ อัฟกานิสถานเป็นบ้านของชาวอัฟกันทุกคนๆ ได้รับอภัยโทษ

            การจะเป็นเช่นนี้ประเทศต้องมีเอกภาพ ชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลกลาง เป็นที่รับรู้กันว่าอัฟกานิสถานแบ่งแยกด้วยชาติพันธุ์มานาน แม้แต่รัฐบาลตาลีบันยุคก่อน (1996-2001) กับรัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกันที่สหรัฐหนุนหลังต่างไม่สามารถรวมประเทศได้จริง

            20 ปีที่ผ่านมาตาลีบันเติบใหญ่ผ่านประสบการณ์ เมื่อมองโดยยึดเอกภาพประเทศเป็นที่ตั้ง จำต้องสยบกลุ่มต่างๆ ทั้งหมด ชาติที่เป็นเอกภาพเท่านั้นจึงจะพัฒนาง่าย การแบ่งแยกภายในหรือมีผู้พยายามตั้งตัวเป็นรัฐอิสระย่อมขัดขวางการค้าการลงทุน โครงการต่างๆ ไม่ควรแบ่งแยกว่าเป็นของพวกปัญชีร์หรือของตาลีบัน ควรเหลือเพียงประเทศ Islamic Emirate of Afghanistan

            คำถามคือ “เอกภาพ” ที่เอ่ยถึงหมายความว่าอย่างไร การเป็นพี่น้องมุสลิมเหมือนกันหมายความว่าอย่างไร กลุ่มต่างๆ ชาติพันธุ์อื่นๆ มีคุณค่า ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับตาลีบันหรือพัชตุนหรือไม่

          ประการที่ 3 แนวคิดตาลีบันกำราบมูจาฮิดีน

            มูจาฮิดีน (Mujahidin) มีความหมายตรงตัวว่าพวกทำญิฮาด ผู้ทำสงครามปกป้องอิสลาม การรุกรานของกองทัพโซเวียตเมื่อปี 1979 กระตุ้นให้เกิดมูจาฮิดีนมากมาย ทั้งจากคนอัฟกันกับมุสลิมชาติอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากปากีสถานกับรัฐอาหรับ

            อาจแยกมูจาฮิดีนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ พวกซุนนีที่ได้รับการสนับสนุนจากปากีสถาน ซาอุฯ และสหรัฐ กับอีกกลุ่มคือสายชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เช่น ให้อาวุธ ให้เงิน ช่วยฝึกรบ

            ด้วยความที่มูจาฮิดีนอัฟกันมาจากชาติพันธุ์หลากหลายและหลายประเทศหนุนหลัง ช่วงปี 1992-96 มูจาฮิดีนกลุ่มต่างๆ สู้กันเองอย่างดุเดือด สุดท้ายตาลีบันยึดกรุงคาบูลตั้งรัฐบาล (1996-2001) ก่อนถูกสหรัฐกับพวกโจมตีในสงครามต่อต้านก่อการร้าย

            รวมความแล้ว สมาชิกมูจาฮิดีนส่วนใหญ่คือคนอัฟกันและมีคนต่างชาติด้วย หลังขับไล่ทหารโซเวียตรัสเซียพ้นประเทศ พวกเขาบางคนอยู่ในอัฟกานิสถานต่อไป บางคนออกไปสู้รบนอกประเทศไม่ว่าจะด้วยเหตุผลญิฮาดหรืออื่นใด หลายประเทศมองมูจาฮิดีนในแง่ลบเป็นภัยต่อตน

            สำหรับสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐทำข้อตกลงกับตาลีบันแล้วว่าอัฟกานิสถานจะต้องไม่เป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้ายอีกและไม่โจมตีผลประโยชน์อเมริกา การที่ตาลีบันเข้าปราบปรามกลุ่มต่างๆ ที่เหลือมีค่าเท่ากับทำหน้าที่ดังกล่าว เปลี่ยนกองกำลังสารพัดกลุ่มให้กลายเป็นพลเรือน (หรืออย่างน้อยต้องเชื่อฟังตาลีบัน)

            ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่า แม้สหรัฐมีกองทัพนับล้าน มีหน่วยรบพิเศษมีเทคโนโลยีสูงสามารถปราบปรามผู้ก่อการร้ายแม้อยู่ห่างไกล แต่จะเป็นการดีกว่าประหยัดกว่าหากมีใครสักกลุ่มควบคุมพวกสุดโต่งที่เหลือ (ให้พวกสุดโต่งจัดการกันเอง ไม่ต้องส่งกองทัพนับแสนไปรบอีก) ตาลีบันกำลังทำหน้าที่ควบคุมกลุ่มต่างๆ ที่เหลือ ไม่ให้มีมูจาฮิดีนอยู่ในมือของประเทศใดอีกต่อไป อัฟกานิสถานจะเป็นแหล่งซ่องสุมกบดานของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ คำถามนี้หลายประเทศจะเอ่ยถึงอีกนาน เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลประเทศนี้

ความท้าทายที่รออยู่ :

            ชาวอัฟกันเป็นมุสลิมเกือบทั้งหมดแต่ต้องเข้าใจว่ามีความแตกต่างด้านนิกายสำนักคิด แม้ตาลีบันปี 2021 จะปรับตัวไม่ตีความเคร่งครัดเหมือนเช่นอดีต แต่ความแตกต่างกับชีอะห์มีแน่นอน หรือแม้กระทั่งกับซุนนีสายอื่นๆ น่าติดตามว่ารัฐธรรมนูญ กฎหมายต่างๆ นโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะต่อปากีสถาน อินเดีย อิหร่าน ชาติมหาอำนาจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อประเทศอย่างไร

            ในแง่กลุ่มภายในประเทศ รัฐบาลตาลีบันยุคนี้ไม่ต่างจากรัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกันที่ต้องกำกับสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆ ทำอย่างไรให้อยู่กับรัฐบาลได้ ไม่ต่างจากรัฐบาลของประเทศใดๆ ที่ต้องกำกับดูแลประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย สังคมนิยมหรืออื่นใด

            ประเด็นคือจะควบคุมอย่างไร ตาลีบันจะรวบอำนาจหลักไว้กับตัวเองหรือแบ่งสรรอำนาจแก่กลุ่มต่างๆ แบบหลังนี้คือแบบที่มหาอำนาจไม่ว่าจะตะวันตก รัสเซีย จีน ประเทศเพื่อนบ้านต้องการ เป็นเงื่อนไขความร่วมมือระหว่างประเทศ

            ตาลีบันยอมรับว่าฝิ่นเป็นปัญหาของประเทศ ร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ การค้าการลงทุนกับนานาชาติคือทางออกที่ดี ช่วยพัฒนาสังคมประเทศทุกมิติ บางประเทศแสดงท่าทีต้องการเข้าไปลงทุนเพิ่มอยู่แล้ว แต่รัฐอิสลามอัฟกานิสถานต้องมีนโยบายที่สอดรับนานาชาติที่แตกต่างหลากหลายยิ่งกว่าภายในประเทศตัวเอง แม้กระทั่งเรื่องทั่วไปเช่นจะให้คนต่างชาติแต่งกายอย่างไร กินอยู่อย่างไร ยอมรับพฤติกรรมคนต่างชาติที่สัมพันธ์กับศาสนาความเชื่อของเขาหรือไม่ สภาพเหล่านี้เห็นชัดในประเทศต่างๆ อยู่แล้ว

            ในอดีตพวกมูจาฮิดีนทำญิฮาดขับไล่การรุกรานของทหารต่างชาติ ในอนาคตผู้ที่เข้ามาจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างแดน แรงงานฝีมือ

            หลักนโยบายของตาลีบัน 2021 หวังเป็นชาติเอกภาพ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของทุกกลุ่ม ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ การจะทำเช่นนี้ได้ต้องสร้างชาติที่เป็นเอกภาพ ไม่แบ่งแยกด้วยชาติพันธุ์ กองกำลังใดๆ อีก หรืออย่างน้อยต้องไม่สู้รบกันเองอีก ถ้ามองให้กว้างขึ้นหากตาลีบันยอมรับการค้าการลงทุนจากนานาชาติ สิ่งต่างๆ ของนานาชาติจะหลั่งไหลเข้าไปไม่มากก็น้อย

            การสร้างชาติที่รวมทุกกลุ่มคนเป็นปณิธานยิ่งใหญ่ รัฐอิสลามอัฟกานิสถานที่สัมพันธ์กับนานาประเทศ เรื่องเหล่านี้จะเป็นจริงหรือทำได้ดีเพียงใด เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

19 กันยายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9077 วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐอิสลามของตาลีบันจะเป็นที่จับตาของนานาชาติอีกนาน ทั้งเรื่องการเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน การแก้ปัญหายาเสพติด แนวทางระบอบการปกครองอิสลามอีกรูปแบบหนึ่ง

บรรณานุกรม :

1. Seddon, David. (2004). A Political and Economic Dictionary of the Middle East. London: Routledge.

2. Taliban announce new government for Afghanistan. (2021, September 8). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-asia-58479750

3. Tarzi, Amin. (2004). Mujahidin. In Encyclopedia of Islam & the Muslim World (pp.490-491). USA: Macmillan Reference.

4. Transcript of Taliban’s first news conference in Kabul. (2021, August 17). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2021/8/17/transcript-of-talibans-first-press-conference-in-kabul

5. UN says Taliban-led Afghanistan needs funds to avoid collapse. (2021, September 10). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/asia/un-says-taliban-led-afghanistan-needs-funds-avoid-collapse-2167941

--------------------------

20 ปีสงครามอัฟกานิสถาน ความล้มเหลวของสหรัฐ

20 ปีที่สหรัฐกับพวกทำสงครามในอัฟกานิสถาน ทุ่มเทงบประมาณนับล้านล้านดอลลาร์ สุดท้ายประวัติศาสตร์หน้านี้อาจเขียนว่าพวกตาลีบันต่อต้านต่างชาติอย่างทรหดถึง 20 ปีจนได้ชัยชนะ

            มีผู้วิพากษ์ทั้งความสำเร็จและล้มเหลวของสหรัฐต่อสงครามอัฟกานิสถาน ในที่นี้จะนำเสนอมุมมองความล้มเหลว ดังนี้

          ประการแรก ตาลีบันครองกรุงคาบูลจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

            ย้อนหลังเมื่อสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถาน ธันวาคม 2001 Mullah Omar ผู้นำตาลีบันกับกองกำลังที่เหลือยอมแพ้ ยุติช่วงตาลีบันปกครองอัฟกานิสถาน 1996-2001 สหรัฐสามารถตั้งรัฐบาลปกครองกรุงคาบูล แต่เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านี้ เป็นจุดเริ่มของสงครามยืดเยื้อ 20 ปี และสุดท้ายตาลีบันกลับมาเป็นฝ่ายชนะ เนื้อหาประวัติศาสตร์หน้านี้อาจเขียนว่าพวกตาลีบันต่อต้านต่างชาติอย่างทรหดถึง 20 ปีจนได้ชัยชนะ คล้ายกับเวียดนามที่ต่อต้านฝรั่งเศส สหรัฐ

          ประการที่ 2 กองทัพรัฐบาลอัฟกันไม่ยอมรบ

            หัวข้อที่เอ่ยถึงกันมากคือทำไมทหารตำรวจของรัฐบาลประชาธิปไตยไม่รบหรือแทบไม่สู้เลย เรื่องนี้อาจอธิบายได้ว่าเป็นจุดอ่อนร้ายแรงและรับรู้นานแล้วนั่นคือ รัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกันไม่สามารถสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและยืนด้วยขาตนเอง

            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวเมื่อพฤษภาคม 2014 ว่านโยบายต่อจากนี้คือ “ขจัดภัยคุกคามจากอัลกออิดะห์ สนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน และช่วยให้ชาวอัฟกันได้โอกาสที่จะยืนด้วยลำแข้งของตนเอง”

            ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นไปกองทัพสหรัฐจะไม่ปฏิบัติภารกิจสู้รบ (combat mission) อีกต่อไป ซึ่งหมายถึงทหารสหรัฐจะไม่ตรวจตราสถานที่ต่างๆ ให้เป็นบทบาทของทหารอัฟกันโดยสมบูรณ์ บทบาทของกองทัพสหรัฐจะอยู่ใน 2 ภารกิจ คือ “ฝึกฝนกองกำลังอัฟกันและสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายอัลกออิดะห์” สังเกตว่าเรื่องของตาลีบันอยู่ในของความรับผิดชอบทหารรัฐบาลอัฟกันแล้ว

            นับจากปี 2009 ทหารสัมพันธมิตรเริ่มฝึกทหารตำรวจอัฟกัน จำนวนทหารตำรวจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 4 หมื่นนายเป็น 350,000 นาย มีข้อมูลว่าสหรัฐใช้งบประมาณถึง 83,000-145,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างและพัฒนากองกำลังดังกล่าว ตัวเลข 3 แสนนายไม่นับว่าน้อยแต่ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่าความจริงแล้วมีน้อยกว่านั้นมาก เป็นบัญชีปลอมที่มีแต่ชื่อแต่ไม่มีตัวตน เหตุเนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชัน

            ปี 2020 Transparency International จัดให้อัฟกานิสถานเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่คอร์รัปชันมากที่สุด การทุจริตพบมากในหมู่นักการเมือง เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ บางคนรับสินบนและไม่สนใจปราบปรามอาชญากร บ่อยครั้งที่หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจและยังคงขูดรีดประชาชนที่ตนดูแล

            กองทัพที่มากถึง 3 แสนจึงไม่ใช่ของจริง ไร้ประสิทธิภาพ

            เรื่องพึ่งพาเงินต่างชาติคืออีกปัจจัยสำคัญ ข้อมูลปี 2014 ระบุว่ารัฐบาลอัฟกันจัดเก็บภาษีได้เพียง 1,700 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เฉพาะงบกลาโหมต้องใช้ถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นาย Mark Sedra จาก University of Waterloo in Ontario กล่าวว่าสหรัฐกับชาตินาโตเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณกลาโหมแก่รัฐบาลอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะสหรัฐจะต้องจัดสรรให้เงิน 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากรัฐบาลอัฟกานิสถานขาดแคลนรายได้
            เกิดคำถามว่าสหรัฐจะต้องให้เงินอุดหนุนงบกลาโหมอัฟกานิสถานอีกกี่ปี ซ้ำร้ายกว่านั้นคือต้องรวมงบประมาณของทหารอเมริกันในประเทศนี้ด้วย คุ้มค่าหรือไม่

            Brown University ประเมินว่าในเวลา 20 ปีสหรัฐใช้เงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์กับประเทศนี้ (เฉลี่ยวันละ 300 ล้านดอลลาร์) ประธานาธิบดีไบเดนยอมรับว่าน่าจะนำเงินเหล่านี้ไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ไม่อาจทนแบกรับภาระนี้อีกต่อไป

            การที่สหรัฐหยุดหรือลดการสนับสนุนกำลังทางอากาศเป็นอีกเหตุผลที่น่าเชื่อว่าทำให้กองทัพรัฐบาลอัฟกันไม่คิดจะรบ เพราะที่ผ่านมาพวกเขารบภายใต้การสนับสนุนของหน่วยข่าว กำลังทางอากาศของอเมริกัน

            อันที่จริงแล้ว ฝ่ายข่าวสหรัฐรับรู้เรื่องที่กองทัพอัฟกันไม่มีใจรบมานานแล้ว รัฐบาลสหรัฐประเมินได้ว่าหากตนถอนทัพ ตาลีบันจะเข้ามาแทนที่รัฐบาลประชาธิปไตยแน่นอน ช้าหรือเร็วเท่านั้น

            บัดนี้กลายเป็นพวกตาลีบันได้อาวุธจำนวนมาก ตั้งแต่ปืนไรเฟิล M4 กับ M18 และปืนสุ่มยิง M24 ปืนใหญ่ มีข้อมูลว่าไม่กี่ปีมานี้สหรัฐมอบรถฮัมวี่แก่อัฟกานิสถานถึง 4,700 คัน ไม่นับเครื่องกระสุนอีกนับไม่ถ้วน ให้ตาลีบันใช้ฟรีได้อีกนาน ที่น่ากังวลคืออาวุธเหล่านี้จะถึงมือกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ เป็นไปได้มากว่าอาวุธบางส่วนจะถูกประเทศต่างๆ ซื้อไป

            ในอนาคตคงมีข้อมูลเพิ่มว่าทำไมกองทัพรัฐบาลไม่ยอมสู้ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง

          ประการที่ 3 การสร้างรัฐประชาธิปไตยล้มเหลว

            ในอดีตรัฐบาลสหรัฐสามารถสร้างรัฐประชาธิปไตยในหลายประเทศ เยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น) กับญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม สามารถเปลี่ยนนาซีกับพวกนิยมลัทธิทหารของญี่ปุ่น สร้างประชาธิปไตยเกาหลีใต้ ไต้หวัน แต่มาล้มเหลวในอัฟกานิสถานอย่างเหลือเชื่อ

            โจเซฟ ฟอนเทลส์ (Josep Fontelles) หัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศอียู ยอมรับว่าการทำให้อัฟกานิสถานเป็นรัฐสมัยใหม่ (รัฐประชาธิปไตย) ล้มเหลว แม้กระทั่งตาลีบันอาจยังงงว่าทำไมชนะง่ายดายเช่นนี้ หนึ่งบทเรียนที่สำคัญคือกองทัพอัฟกันสลายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่คิดต่อต้านตาลีบันเลย

            อาจวิพากษ์ว่าประชาธิปไตยอัฟกานิสถานล่มสลายเป็นผลพวงเมื่อตาลีบันกลับเข้ามาครองอำนาจ ในอีกด้านหนึ่งที่น่าคิดคือ 20 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างชาวอัฟกันที่มีใจประชาธิปไตยสักกี่คน ถ้ามีชาวอัฟกันผู้รักประชาธิปไตยมากพอ รัฐบาลอัฟกันคงไม่แพ้ง่ายๆ แท้จริงแล้วในขณะที่บางคนอาจคิดว่าประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับเช่นนี้ บางคนแสวงหาแนวทางที่ดีกว่า

          ประการที่ 4 ภาพลักษณ์มหาอำนาจเสื่อมเสีย

            ไม่ว่าความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐลดลงจริงหรือไม่ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ความเสื่อมถอยของสหรัฐ ตีความว่าเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือไม่ได้ เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทับถมการถดถอยของประเทศนี้

            พันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยเอเชียหลายประเทศกลับสู่คำถามเดิมอีกครั้งว่า พึ่งหวังการปกป้องคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐได้มากน้อยเพียงไร วันหนึ่งอเมริกาจะถอนการปกป้องหรือไม่ พันธมิตรนาโตฝั่งยุโรปเอ่ยเรื่องการพึ่งตนเองด้านความมั่นคงทางทหารอีกรอบ

            บางคนตีความในแง่ศาสนาว่าฝ่ายมุสลิมสุดโต่งได้ชัย ทำให้มุสลิมทั่วโลกที่ต่อต้านตะวันตกฮึกเหิม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            การที่กองทัพรัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกันไม่ยอมสู้ทำให้ภาพลักษณ์สหรัฐเสียหายโดยเฉพาะการสูญเสียกรุงคาบูล หากยอมรบต่อต้านตาลีบันไม่ให้เข้าเมืองพื้นที่สำคัญ การรบยืดเยื้อ เช่นนี้สถานการณ์อาจพลิกผัน เช่น สหรัฐอาจให้อาวุธเพิ่ม สนับสนุนข้อมูลการข่าว และอาจเกิดรัฐบาลใหม่ที่รวมฝ่ายอัฟกันประชาธิปไตยกับตาลีบัน หรือเจรจาสันติภาพที่ต่างคนต่างอยู่ การที่ตาลีบันยึดกรุงคาบูลง่ายๆ ทำให้ตาลีบันได้เปรียบชิงสถาปนารัฐอิสลาม ตั้งรัฐบาลที่ผู้นำของตนเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่เหลือเป็นการบริหารจัดสรรอำนาจให้กับกลุ่มต่างๆ

            20 ปีหลังตาลีบันสูญเสียกรุงคาบูลให้ฝ่ายอเมริกา บัดนี้กลับคืนมาเป็นของตาลีบันอีกครั้ง อาจตีความว่า หลังสงครามยืดเยื้อ 20 ปีสหรัฐกับพวกสูญเสียชีวิตทหารหลายพัน สหรัฐใช้เงินนับล้านล้านดอลลาร์ ท้ายที่สุดคือตาลีบันกลับมาครองประเทศอีกครั้ง

            เกิดคำถามตามมาอีกมากว่าการตัดสินใจเข้าทำสงครามอัฟกานิสถานถูกหรือผิด เพื่อที่จะปราบอัลกออิดะห์จำต้องส่งกองทัพนับแสนเข้าประเทศนี้หรือไม่ อะไรคือเป้าหมายของรัฐบาลสมัยนั้น อะไรคือยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐต่อภูมิภาคนี้และต่อโลก สิ่งที่ได้คุ้มกับสิ่งที่เสียหรือไม่ ผู้ที่ควรใคร่ครวญและหาคำตอบมากที่สุดคือพลเมืองอเมริกัน

12 กันยายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9070 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
กองทัพถอนตัวหลังเสร็จศึกเป็นเรื่องปกติ อัฟกานิสถานคือพื้นที่สมรภูมิเพื่อรักษาหรือแสดงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐ เป้าหมายสำคัญคือสหรัฐยังคงเป็นความเป็นมหาอำนาจของตน
ความเป็นไปของอัฟกานิสถานชี้ชัดว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอยู่ได้เพราะกองทัพกับเงินดอลลาร์ของอเมริกัน เป็นอีกครั้งที่ประชาธิปไตยอเมริกันพ่ายแพ้แก่ระบอบการปกครองอื่น

บรรณานุกรม :

1. 6 lies Joe Biden told about Afghanistan. (2021, September 1). New York Post. Retrieved from https://nypost.com/2021/09/01/6-lies-president-joe-biden-told-about-afghanistan/

2. Afghan failure haunts Washington as Biden stalls troop withdrawal. (2021, August 19). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/world/asia-pacific/afghan-failure-haunts-washington-as-biden-stalls-troop-withdrawal

3. Afghan mission far from ending. (2013, July 23). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/South_Asia/SOU-01-230713.html

4. Afghanistan collapsed because corruption had hollowed out the state. (2021, August 30). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/commentisfree/2021/aug/30/afghanistan-us-corruption-taliban

5. EU foreign policy chief: Taliban ‘WON THE WAR,’ we’ll have to talk to them – and acknowledge mistakes. (2021, August 17). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/532330-eu-taliban-won-war-afghanistan/

6. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html

7. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan

8. Taliban’s return to power in Afghanistan is ‘moral victory of Islamism over the West’ – top Merkel ally. (2021, August 19). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/532501-germany-afghanistan-moral-victory/

9. The White House. (2021, August 31). Remarks by President Biden on the End of the War in Afghanistan. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/speeches-remarks/2021/08/31/remarks-by-president-biden-on-the-end-of-the-war-in-afghanistan/

10. Three Historical Lessons from the Afghan Moment. (2021, August 19). Pravda. Retrieved from https://english.pravda.ru/opinion/38898-afghan_moment/

--------------------------

20 ปีสงครามอัฟกานิสถาน ชัยชนะของสหรัฐ

กองทัพถอนตัวหลังเสร็จศึกเป็นเรื่องปกติ อัฟกานิสถานคือพื้นที่สมรภูมิเพื่อรักษาหรือแสดงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐ เป้าหมายสำคัญคือสหรัฐยังคงเป็นความเป็นมหาอำนาจของตน

             การถอนทหารและอพยพคนของสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ บ้างว่ารัฐบาลสหรัฐไม่อาจทนจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาอำนาจในประเทศนี้ บ้างว่าสหรัฐกำลังถอนตัวออกจากภูมิภาค บ้างว่ารัฐบาลไบเดนคิดผิดที่ถอนทหาร

            บทความนี้นำเสนอมุมมองในแง่การถอนทหารของสหรัฐคือชัยชนะ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

          ประการแรก ตาลีบันใหม่ที่ไม่เป็นภัยคุกคามดังเช่นอดีต

            กลุ่มตาลีบันประกาศชัดว่านโยบายยุคปี 2021 ของตนต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อน แม้จะยึดหลักศาสนา สถาปนารัฐอิสลามในนาม Islamic Emirate of Afghanistan แต่ตีกฎหมายชารีอะห์ (sharia) ต่างจากเดิม ประเด็นสิทธิสตรีเป็นกรณีตัวอย่าง

            แม้ตาลีบันยังแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อรัฐบาลสหรัฐ มองว่าเป็นผู้รุกรานนักล่าอาณานิคม แต่อาจไม่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ที่เป็นเป้าหมายของสหรัฐดังเช่นอดีต ซึ่งหมายความว่าตาลีบันในปี 2021 นี้ไม่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐมากเช่นอดีต

            ความสำเร็จข้อนี้สำคัญที่สุดเป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกส่งกองทัพนับแสนบุกถล่มอัฟกานิสถานเมื่อ 20 ปีก่อน หลายประเทศแสดงท่าทีนี้ชัดเจน เช่น โจเซฟ ฟอนเทลส์ (Josep Fontelles) หัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศอียูชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับอัฟกานิสถานใหม่ขึ้นกับการตั้งรัฐบาลใหม่โดยสันติ เคารพสิทธิมนุษยชนของชาวอัฟกันทั้งมวล ไม่เป็นที่ซ่องสุมกบดานของผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะผู้ก่อการร้ายที่มุ่งโจมตีผลประโยชน์ของชาติตะวันตกกับพันธมิตร

            อัฟกานิสถานมีภูมิศาสตร์เป็นภูเขาซับซ้อน เป็นแหล่งกบดานซ่องสุมกำลังได้เป็นอย่างดี แม้สหรัฐมีหน่วยรบพิเศษมีเทคโนโลยีสูงสามารถปราบปรามผู้ก่อการร้ายแม้อยู่ห่างไกล แต่จะเป็นการดีกว่าประหยัดกว่าหากมีใครสักกลุ่มควบคุมพวกสุดโต่งที่เหลือ (ให้พวกสุดโต่งจัดการด้วยกันเอง ไม่ต้องส่งกองทัพนับแสนไปรบอีก) ตาลีบันที่รัฐบาลสหรัฐเดิมเคยตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นตัวเลือกที่ดี และได้ตกลงกันแล้วว่าตาลีบันจะไม่ปล่อยให้ใครใช้ประเทศนี้เป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้าย ไม่โจมตีผลประโยชน์สหรัฐ

            ข้อนี้จะทำสำเร็จได้มากน้อยเพียงไรเป็นเรื่องน่าติดตาม

          ประการที่ 2 ปรับนโยบายเพื่อสัมพันธ์กับประชาคมโลก

            ตาลีบันประกาศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สัมพันธ์กับนานาชาติ เพื่อเศรษฐกิจที่ประชาชนอยู่ดีกินดี คนอัฟกันต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตาลีบันจะส่งเสริมการค้าการลงทุนทั่วประเทศ ข้อมูลของธนาคารโลกเมื่อปี 2019 ระบุว่างบประมาณ 75% ของรัฐบาลมาจากความช่วยเหลือของต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐ

            ไม่ว่าจะเพื่อการพัฒนาประเทศหรือค่าใช้จ่ายพื้นฐานของรัฐ ตาลีบันจะต้องปรับความสัมพันธ์กับนานาชาติ เปิดประเทศต้อนรับการค้าการลงทุน หากเป็นเช่นนี้จริงตาลีบันจะไม่ยึดแนวทางสุดโต่งเป็นที่พอใจของนานาชาติ ทุกวันนี้บางประเทศอย่างอิหร่าน เกาหลีเหนือ เป็นตัวอย่างที่ถูกนานาชาติกดดันปิดล้อม ตาลีบันยุคใหม่คงเข้าใจประเด็นนี้ดีและไม่เลือกเดินตามทาง 2 ประเทศนั้น ประชาคมโลกกำลังจับตาดูอยู่

            ตาลีบันที่ไม่สุดโต่งสัมพันธ์ดีกับประชาคมโลกแม้ต่างศาสนานิกายคืออีกชัยชนะของสหรัฐและโลก

          ประการที่ 3 การถอนทัพไม่ใช่เพราะแพ้เสมอไป

            บางคนยกประวัติศาสตร์ว่ามหาอำนาจในอดีตกับปัจจุบันต่างไม่สามารถยึดครองอัฟกานิสถานถาวร เช่น สมัยอาณาจักรเปอร์เซีย สมัยอเล็กซานเดอร์มหาราช จักรวรรดิอังกฤษ โซเวียตรัสเซียและล่าสุดคือสหรัฐ แต่การยึดครองครอบงำต้องพิจารณาเป้าหมาย ผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่า รวมทั้งบริบทอื่นๆ ด้วย หากผลประโยชน์ที่ได้จากอาณานิคมน้อยกว่ารายจ่ายที่ต้องเสียไป เช่นนี้ย่อมไม่ใช่การลงทุนที่ดี

            20 ปีก่อนกองทัพสหรัฐกับพวกสามารถล้มรัฐบาลตีบัน ไล่ล่าพวกอัลกออิดะห์ แต่ความจริงแล้วทหารอเมริกันกับพวกยึดครองพื้นที่บางส่วนเท่านั้น พื้นที่หลักคือเมืองหลวง เมืองสำคัญและบางพื้นที่ๆ อิทธิพลไปถึง (กับท้องถิ่นที่ต่อต้านตาลีบัน) แม้ทหารสหรัฐกับทหารอัฟกันจะออกปฏิบัติการในบางพื้นที่เป็นระยะๆ แต่ไม่ได้ครอบครองจริง ยิ่งในระยะหลังพื้นที่อิทธิพลลดน้อยลงเมื่อสหรัฐพยายามลดปฏิบัติการทางทหารบนภาคพื้นดิน ปลายปี 2019 ฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานกล่าวว่าทุกวันนี้พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศยังอยู่ใต้การปกครองของพวกตาลีบัน ถ้ายึดตามขนาดพื้นที่ ตาลีบันในวันนี้เป็นผู้ปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่

            เรื่องนี้เป็นอีกหลักฐานว่ารัฐบาลสหรัฐไม่คิดยึดครองอัฟกานิสถานตั้งแต่ต้น ได้แต่เป็นฐานปฏิบัติการกวาดล้างอัลกออิดะห์ เกิดรัฐบาลประชาธิปไตย

            ในช่วงสงครามดุเดือดสหรัฐกับพวกมีทหารในอัฟกานิสถานกว่าแสนนาย เมื่อการสู้รบซาลงรัฐบาลสหรัฐเริ่มถอนทหาร เมื่อเข้าสู่รัฐบาลโอบามาประกาศนโยบายถอนทหาร ปี 2014 เกิดข้อตกลง Bilateral Security Agreement (BSA) สหรัฐจะคงทหารในอัฟกานิสถาน 9,800 นาย โดยจะไม่ส่งทหารราบปะทะกับศัตรูซึ่งหน้า (เช่นเดียวกับทหารนาโตอื่นๆ ที่ประจำการอยู่)

            การสังหารนายอุซามะห์ บินลาดิน หรือ โอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) ผู้นำอัลกออิดะห์ ที่รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 เป็นอีกเหตุผลของการถอนทหาร รัฐบาลโอบามาประกาศความสำเร็จในสงครามอัฟกานิสถาน แม้เป็นผลในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

            กุมภาพันธ์ 2020 รัฐบาลทรัมป์กับตาลีบันบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ระงับความรุนแรงระหว่างกันและเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพ สหรัฐจะถอนกำลังออกจากประเทศทั้งหมดภายใน 14 เดือน (ในขั้นแรกจะลดเหลือ 8,600 นายจากจำนวน 13,000 นาย) ตาลีบันต้องไม่ปล่อยให้อัลกออิดะห์หรือกลุ่มอื่นๆ ใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการ ส่วนอนาคตของอัฟกานิสถานเป็นเรื่องที่คนอัฟกันต้องตัดสินใจเอง

            หลักฐานมากมายชี้ว่าสหรัฐต้องการถอนทหารมานานแล้วและดำเนินการเรื่อยมา ไม่คิดคงทหารเพื่อยึดครอง รัฐบาลไบเดนคือรัฐบาลที่ต่อจากบุช โอบามาและทรัมป์ที่ทยอยถอนทหาร มาจบที่ไบเดนกินเวลาเกือบ 20 ปี การถอนทัพหลังเสร็จภารกิจเป็นเรื่องปกติทุกประเทศทำเช่นนี้

          ประการที่ 4 ทำสงครามเพื่อความเป็นอภิมหาอำนาจ

ถ้ามองในกรอบกว้างกว่าอัฟกานิสถาน นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสงครามอัฟกานิสถานเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “สร้างศัตรู” ตัวใหม่ของสหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกระแสหวาดกลัวมุสลิม (Islamophobia) ที่เกิดขึ้นหลังเหตุก่อการร้ายเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 กันยา 2001

James O. Ellis III วิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่าภัยก่อการร้าย (เน้นให้ชัดคือผู้ก่อการร้ายมุสลิม) กลายเป็นภัยคุกคามใหม่แทนที่คอมมิวนิสต์ เหตุ 9/11 คือจุดเริ่มต้น นับจากบัดนั้นเป็นต้นมาสงครามต่อต้านก่อการร้ายกลายเป็นสงครามหลักของสหรัฐ

            ในช่วงนั้น รัฐบาลสหรัฐประกาศให้นานาชาติเลือกข้างว่าจะสนับสนุนก่อการร้ายหรือต่อต้านก่อการร้าย เรื่องนี้เท่ากับสหรัฐกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจของตน อัฟกานิสถานเป็นแพะที่จะต้องถูกรุกรานทำลาย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            สงครามอัฟกานิสถานที่ยาวนาน 20 ปีสร้างความสูญเสียมากมาย มีข้อมูลว่าฝ่ายทหารอเมริกันเสียชีวิต 2,443 นายส่วนคนอัฟกันเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 114,000 ราย ประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวเมื่อปี 2014 อย่างน่าคิดว่า “ชาวอัฟกันต้องตายในสงครามที่ไม่ใช่ของเรา” การทำสงครามในอัฟกานิสถานมี “เพื่อความมั่นคงของสหรัฐและเพื่อผลประโยชน์ของชาติตะวันตก” คำพูดนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ดี บัดนี้กองทัพสหรัฐกับพวกถอนตัวเพราะบรรลุภารกิจ ทั้งนี้ทั้งนั้น สหรัฐไม่ได้ชนะทั้งหมด มีที่ไม่เป็นไปตามหวังเช่นกัน เรื่องราวของอัฟกานิสถานเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเทศนี้อีก การเป็นมหาอำนาจยังเป็นเป้าหมายหลักที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่งของอเมริกัน นี่คือข้อที่ต้องระลึกถึงเสมอ

5 กันยายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9063 วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
20 ปีสงครามอัฟกานิสถาน ความล้มเหลวของสหรัฐ
20 ปีที่สหรัฐกับพวกทำสงครามในอัฟกานิสถาน ทุ่มเทงบประมาณนับล้านล้านดอลลาร์ สุดท้ายประวัติศาสตร์หน้านี้อาจเขียนว่าพวกตาลีบันต่อต้านต่างชาติอย่างทรหดถึง 20 ปีจนได้ชัยชนะ
เป็นไปได้ว่าอาจสงบสุขขึ้นบ้างในระยะหนึ่ง แต่สันติภาพถาวรเป็นของหายาก ไม่มีตั้งแต่เมื่อกองทัพสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001 เพราะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการมีมากกว่าการถอนหรือลดจำนวนทหาร
รัฐบาลบุชกับพวกส่งกองทัพบุกอัฟกานิสถานทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย รัฐบาลชุดถัดมาเจรจากับตาลีบันที่สหรัฐตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ในที่สุดรัฐบาลไบเดนประกาศถอนทหารที่เหลือเพียงไม่กี่พันกลับบ้าน
 
บรรณานุกรม :

1. Afghanistan’s Karzai tells AP that US cash fed corruption. (2019, December 11). AP. Retrieved from https://apnews.com/1419420df4e2e7186222c38db3be707d

2. Afghanistan, U.S. sign long-delayed security pact. (2014, September 30). USA Today/AP. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2014/09/30/afghan-us-security-pact/16467441/

3. Baudrillard, Jean. (2003). The Spirit of Terrorism. UK: Verso.

4. Ellis, James O. (2011). The Impact of 9/11 on U.S. Foreign Policy. In The 9/11 encyclopedia. (2nd Ed. pp.1-4). USA: ABC-CLIO, LLC.

5. EU foreign policy chief: Taliban ‘WON THE WAR,’ we’ll have to talk to them – and acknowledge mistakes. (2021, August 17). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/532330-eu-taliban-won-war-afghanistan/

6. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html

7. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan

8. Taliban declares formation of the Islamic Emirate of Afghanistan, just days after taking over Kabul. (2021, August 19). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/532470-taliban-declares-islamic-emirate-afghanistan/

9. The Taliban Are Only Pretending They Aren’t Barbaric. (2021, August 18). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2021-08-17/the-taliban-is-only-pretending-they-aren-t-barbaric

10. The U.S. Once Wanted Peace in Afghanistan. (2020, February 29). The Atlantic. Retrieved from https://tass.com/world/1124783

11. What the US didn’t learn in Afghanistan. (2021, August 25). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2021/08/what-the-us-didnt-learn-in-afghanistan/

--------------------------

ความล้มเหลวของประชาธิปไตยอัฟกานิสถาน

ความเป็นไปของอัฟกานิสถานชี้ชัดว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอยู่ได้เพราะกองทัพกับเงินดอลลาร์ของอเมริกัน เป็นอีกครั้งที่ประชาธิปไตยอเมริกันพ่ายแพ้แก่ระบอบการปกครองอื่น

สูตรสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐ :

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐระบุว่าอเมริกาส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย การค้าเสรี หลักสิทธิมนุษยชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านก่อการร้ายของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) รัฐบาลสหรัฐเพิ่มความสำคัญเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี เป้าหมายคือเปลี่ยนรัฐบาลที่สนับสนุนก่อการร้ายมาเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย การโค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ในอัฟกานิสถานเป็นตัวอย่างที่สหรัฐส่งเสริมให้เป็นประชาธิปไตย ด้วยความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นภูมิคุ้มกันระบอบสุดโต่ง (extremist regimes) กับการก่อการร้าย

            จากบุชสู่โอบามา รัฐบาลโอบามาประกาศชัดว่าสหรัฐยังคงนโยบายสนับสนุนให้อัฟกานิสถานเป็น “ประเทศอธิปไตย มีเสถียรภาพ มีเอกภาพและเป็นประชาธิปไตย” ดำเนินความสัมพันธ์บนหลักเคารพต่อกันและกันและตรวจสอบได้ สนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคงของอัฟกานิสถาน ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อัฟกันเพื่อสร้างเสถียรภาพ การอยู่ดีกินดีแก่คนอัฟกัน

            เป็นสูตรสำเร็จที่เมื่อสหรัฐล้มรัฐบาลประเทศอื่นจะให้รัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

ประเทศเป็นมากกว่าเมืองหลวง :

            ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่มีข้อดีหลายอย่าง แต่ข้อดีจะปรากฏเมื่อมีปัจจัยรองรับ เช่น สำนึกความเป็นพลเมืองสูง ประชาชนรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ ยึดมั่นการเป็นคนชาติเดียวกันแม้แตกต่างหลากหลาย ซึ่งจำต้องอาศัยเวลาพัฒนาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปีขึ้นกับแต่ละสังคม พัฒนาการของอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ดี

            ประเด็นคือในระหว่างที่สังคมกำลังเรียนรู้เสรีนิยมประชาธิปไตย มีอุปสรรคขัดขวางหรือไม่ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อธิบายยกตัวอย่างอัฟกานิสถานได้ว่าอุปสรรคภายใน เช่น การรวมหรือประสานอำนาจของชนชั้นนำทำได้ดีเพียงไร การยึดมั่นชาติพันธุ์มากกว่าเป็นพลเมืองประเทศเดียวกัน อัฟกานิสถานมีกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญอย่างน้อย 16 กลุ่ม แยกกันอยู่ในแต่ละภูมิภาค ความแตกต่างระหว่างนิกายซุนนีกับชีอะห์เป็นอีกส่วนเหตุทำให้เข้ากันไม่ได้

            ย้อนหลังเมื่อรัฐบาลอัฟกันที่โซเวียตสนับสนุนล่มสลายในปี 1992 มีการตั้งรัฐบาลใหม่จากตัวแทนหลายชนเผ่า แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเหมือนแยกจากกันออกเป็นเสี่ยงๆ ขึ้นกับผู้นำท้องถิ่นหรือหัวหน้ากองกำลังที่ต่างเป็นอิสระต่อกัน ชนบทห่างไกลหลายแห่งยังเป็นสังคมชนเผ่าเข้มแข็ง วิถีชีวิตที่ขึ้นกับเผ่าอย่างเข้มข้นยังคงอยู่ในหลายพื้นที่ บางครั้งกลุ่มต่างๆ ต่อสู้กันเอง นักรบหรือกองกำลังติดอาวุธส่วนใหญ่คือประชาชนธรรมดา น้อยคนที่เป็นทหารอาชีพ รัฐบาลกลางปกครองได้เฉพาะกรุงคาบูลกับบางเมืองเท่านั้น คนส่วนใหญ่ขาดสำนึกความเป็นคนชาติเดียวกัน

            ความที่ผู้นำชนเผ่า หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นไม่ยอมรับอำนาจประธานาธิบดีจึงมีผู้ตั้งฉายาผู้นำประเทศว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคาบูลมากกว่าเป็นผู้ปกครองประเทศ

            ปลายปี 2019 ฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานกล่าวว่าทุกวันนี้พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศยังอยู่ใต้การปกครองของพวกตาลีบัน ถ้ายึดตามขนาดพื้นที่ ตาลีบันในวันนี้เป็นผู้ปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ข้อมูลนี้สะท้อนอำนาจของรัฐบาลกรุงคาบูลกับตาลีบัน

            ด้านอุปสรรคภายนอก กองกำลังสหรัฐกับนาโตเป็นปัญหาในตัวเอง คนอัฟกันบางคนอาจเห็นว่าพวกเขานำประชาธิปไตยมาให้ แต่อีกส่วนเห็นว่าคือต่างชาติต่างศาสนาผู้รุกราน ตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดของตน ตาลีบันผู้ปกครองเดิมจึงปฏิเสธอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย ยังคงต่อสู้ขับไล่ทหารต่างชาติให้พ้นประเทศ พวกเขาอยากดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลามของตน

            การที่รัฐบาลสหรัฐหวังสร้างประชาธิปไตยแก่ประเทศนี้คืออุปสรรคในตัวเอง ในมุมของคนอัฟกันคือการที่ต่างชาติยัดเยียดให้ ไม่ได้มาจากเจตจำนงของพวกเขาเอง

            การล้มระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นอีกเหตุผลที่สมควรต่อสู้

อีกครั้งที่สูตรสำเร็จอเมริกาล้มเหลว :

            ข้อมูลกรกฎาคม 2015 จาก The World Factbook ระบุว่าคนอัฟกัน 85% เป็นซุนนี 10-15% เป็นชีอะห์ รวมความแล้วเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิมและเป็นเช่นนี้หลายร้อยปีแล้ว

            ช่วงแรกที่อัฟกานิสถานอยู่ภายใต้ตาลีบัน (1996-2001) เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Islamic Emirate of Afghanistan นาย Mullah Omar ครูสอนศาสนาและผู้นำตาลีบันขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ปกครองตามหลักอิสลามอย่างเคร่งครัดตามแบบฉบับของตน เช่น ไม่อนุญาตให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือ แม้กระทั่งการศึกษาภายในบ้าน ห้ามผู้หญิงเดินทางออกจากบ้านโดยไม่มีสามีหรือญาติที่เป็นชายร่วมเดินทางไปด้วย และอีกหลายข้อที่แตกต่างจากมุสลิมสายหลักทั่วไป

            การมีรัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การค้ำจุนของสหรัฐกับพวกใน 20 ปีที่ผ่านมาช่วยปรับเปลี่ยนค่านิยมได้บ้างในบางพื้นที่ แต่โดยรวมแล้วศาสนายังคงสัมพันธ์กับคนอัฟกันอย่างลึกซึ้ง ศาสนาอิสลามไม่ใช่เพียงการปฏิบัติศาสนกิจแต่สัมพันธ์ทุกด้าน รวมการเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิถีชีวิต ซึ่งคนอัฟกันมีลักษณะเช่นนี้ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว

            ในบริบทปัจจุบัน แม้คนอัฟกันเป็นมุสลิมเกือบทั้งหมดแต่แยกออกได้หลายสาย เช่น สายประชาธิปไตย สายตาลีบัน และสายชนเผ่าต่างๆ (ยังแยกย่อยได้อีก) เป็นประเด็นน่าสนใจว่ามุสลิมเหล่านี้จะสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ อยู่ร่วมอย่างไรหลังนาโตถอนทหารกลับประเทศ เรื่องนี้เกี่ยวพันกันหมดไม่ว่าจะระบอบการปกครอง การแบ่งสรรอำนาจ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี ทั้งนี้กลุ่มตาลีบันแสดงท่าทีว่าตาลีบันในปีนี้ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าแตกต่างมากน้อยเพียงไร

            ถ้าวิพากษ์สหรัฐอาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐปรารถนาดีหวังให้อัฟกานิสถานเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องมองอีกด้านว่าประเทศนี้มีวัฒนธรรมค่านิยมของตัวเองที่ฝังลึก การพัฒนาเสรีประชาธิปไตยต้องกินเวลาหลายสิบปีหรือนับร้อยปี เกิดคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐจริงจังกับการสร้างประชาธิปไตยมากน้อยเพียงไรหรือทำเพราะมีวาระซ่อนเร้น

            สถานการณ์ล่าสุดให้ข้อสรุปชัดว่าเมื่อกองทัพสหรัฐกับพวกถอนออกไป รัฐบาลประชาธิปไตยล่มสลายทันที ตาลันบันกลับเข้ามาแทนที่ น่าสังเกตว่าคนอัฟกันผู้รักประชาธิปไตย (ถ้ามี) ไม่ออกมาปกป้องประชาธิปไตยของตน คงไม่เกินไปถ้าจะสรุปว่ารัฐบาลประชาธิปไตยอัฟกานิสถานอยู่ได้เพราะกองทัพกับเงินดอลลาร์ของอเมริกัน เป็นอีกครั้งที่ประชาธิปไตยอเมริกันพ่ายแพ้แก่ระบอบการปกครองอื่น ลองทบทวนว่านโยบายของรัฐบาลบุชกับโอบามาต่อประเทศนี้คืออะไร สำเร็จหรือไม่ บัดนี้นโยบายของไบเดนคืออนาคตของอัฟกานิสถานเป็นเรื่องที่คนอัฟกันต้องตัดสินใจกันเอง

            เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ว่าสูตรสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐใช้ไม่ได้ผลและอาจไม่ควรใช้ตั้งแต่ต้น หรือไม่ก็ต้องอธิบายด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เป็นเครื่องมือสร้างรัฐบาลหุ่นเชิดของตน เพราะรัฐบาลสหรัฐรู้ดีเช่นกันว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยใช่ว่าจะสำเร็จทุกราย

            ในทางวิชาการมีข้อสรุปชัดเจนว่า ระบอบประชาธิปไตยแท้จะดำรงอยู่ได้หรือไม่ขึ้นกับเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าเขาต้องการประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับความดีงามของประชาธิปไตย เพราะความดีงามของประชาธิปไตยอาจถูกตีความเป็นแง่ลบจากแนวคิดอื่น

            ความเป็นไปของอัฟกานิสถานเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่แผนสร้างประชาธิปไตยต่างแดนของสหรัฐล้มเหลวหลังพยามยาม 20 ปี เป็นอีกครั้งที่สหรัฐถอนการปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตยที่ตนวางรากฐานไว้ และอาจอธิบายได้ว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐไม่คิดสร้างประชาธิปไตยจริงๆ ที่ทำมา 20 ปีเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อประโยชน์บางอย่าง เป็นเหตุผลให้ฟังดูดีเท่านั้น

            ถ้ามองภาพกว้างอาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐนี่แหละทำให้ระบอบประชาธิปไตยเสื่อมเสีย

29 สิงหาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9056 วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564)

---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

หลักนโยบายตาลีบันผู้ครองอัฟกานิสถาน 2021
รัฐอิสลามของตาลีบันจะเป็นที่จับตาของนานาชาติอีกนาน ทั้งเรื่องการเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน การแก้ปัญหายาเสพติด แนวทางระบอบการปกครองอิสลามอีกรูปแบบหนึ่ง
เป็นไปได้ว่าอาจสงบสุขขึ้นบ้างในระยะหนึ่ง แต่สันติภาพถาวรเป็นของหายาก ไม่มีตั้งแต่เมื่อกองทัพสหรัฐกับพวกบุกอัฟกานิสถานเมื่อปี 2001 เพราะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการมีมากกว่าการถอนหรือลดจำนวนทหาร
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
บรรณานุกรม :

1. Afghanistan’s Karzai tells AP that US cash fed corruption. (2019, December 11). AP. Retrieved from https://apnews.com/1419420df4e2e7186222c38db3be707d

2. Bouris, Erica. (2006). National Security Strategy of the United States. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.502-505). California: Sage Publications.

3. Carlisle, Rodney P. (2010). Afghanistan War. New York: Chelsea House Publications.

4. Central Intelligence Agency. (2015, July). Afghanistan .In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/af.html

5. Cleveland, William L. Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press.

6. Readout of President Obama’s Call with President Karzai. (2014, February 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/02/25/readout-president-obama-s-call-president-karzai

7. Wahab, Shaista., Youngerman, Barry. (2007). A Brief History Of Afghanistan. New York: Infobase Publishing.

--------------------------