แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิม แสดงบทความทั้งหมด

มุมมองที่แตกต่างระหว่างซาอุฯ กับกาตาร์

รัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ต่างเห็นว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำคือการคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของตน ฝ่ายหนึ่งชี้ว่ากำลังบ่อนทำลายประเทศ อีกฝ่ายโต้ว่าถูกละเมิดอธิปไตย การตัดความสัมพันธ์กาตาร์ที่เริ่มต้นเมื่อต้นเดือนที่แล้วกำลังเข้าสู่หมวดยืดเยื้อ 
มุมมองซาอุฯ :
ขั้วซาอุฯ ยื่นคำขาดให้กาตาร์ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง 13 ข้อ เช่น ลดความสัมพันธ์กับอิหร่าน ยุติความร่วมมือทางทหารกับตุรกี รวมทั้งปิดฐานทัพตุรกีในกาตาร์ ปิดสื่อ Al Jazeera เลิกสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ชื่อที่เอ่ยถึงได้แก่ กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) Fateh Al-Sham (Nusra Front) อัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS ไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ดำเนินโยบายแนวเดียวกับชาติอาหรับอื่นๆ ทั้งด้านการทหาร การเมือง สังคม เศรษฐกิจ จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียทางการเงินจากนโยบายกาตาร์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา
แม้ 2 ประเทศมีความร่วมมือหลายอย่าง ในอีกด้านหนึ่งมีความขัดแย้งเช่นกัน เคยตัดสัมพันธ์เมื่อปี 2014 ด้วยเหตุผลกาตาร์สนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ครั้งนี้การสนับสนุนกลุ่มสุดโต่งยังคงอยู่ พร้อมกับรายชื่อใหม่ๆ อย่าง IS กับ Fateh Al-Sham

            กาตาร์ตอบเป็นเอกสารแก่ขั้วซาอุฯ (เนื้อหาไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) รวมความแล้วปฏิเสธข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ขั้วซาอุฯ จึงออกแถลงการณ์อีกฉบับ ยืนยันให้กาตาร์ยุติส่งเสริมลัทธิสุดโต่งและการก่อการร้าย การแทรกแซงกิจการภายในของชาติอาหรับ ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เห็นด้วยกับการให้กาตาร์ยุติส่งเสริมความสุดโต่งกับการก่อการร้ายโดยทันที
            จุดยืนของแถลงการณ์นี้ไม่ต่างจากจุดยืนที่ประกาศตั้งแต่ต้นเมื่อขั้วซาอุฯ ตัดสัมพันธ์การทูตกาตาร์

เมื่อซาอุฯ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง” :
เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ารัฐบาลซาอุฯ พยายามจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกลาง โลกมุสลิม เพื่อเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคกับโลกมุสลิม
ผลจากอาหรับสปริงคือการจากไปของผู้นำหลายประเทศที่มีปากมีเสียง เช่น มูบารักแห่งอียิปต์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย (ซัดดัม ไปนานแล้วอาจไม่เกี่ยวกับอาหรับสปริง) อัสซาดยังต้องลุ้นต่อไป จะเห็นได้ว่าผู้นำคนสำคัญเหล่านี้จากไป พร้อมกับที่ประเทศอิรักกับลิเบียกลายเป็นรัฐล้มเหลว ซีเรียยังไม่จบแต่เหลือเพียงซากปรักหักพัง อียิปต์อยู่ได้เพราะพึ่งเงินช่วยเหลือจาก GCC และองค์กรระหว่างประเทศ
กลุ่มประเทศที่ยังอยู่ดีมั่นคงคือกลุ่ม GCC มีซาอุฯ เป็นแกนนำ ส่งเสริมภาวะผู้นำของซาอุฯ โดยปริยาย
ถ้าพิจารณาเฉพาะในกรอบ GCC จะเห็นว่าซาอุฯ เมื่อ “ยิ่งใหญ่ขึ้น” กาตาร์จะ “ยิ่งเล็กลง”

รัฐบาลซาอุฯ อ้างว่ากาตาร์แทรกแซงกิจการภายในเพื่อนบ้าน แต่การที่ซาอุฯ ตั้งเงื่อนไขว่ากาตาร์ต้องดำเนินนโยบายหลายเรื่องตามแนวทางของชาติอาหรับนั้น ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกาตาร์หรือไม่ ทำไมรัฐอธิปไตยกาตาร์จำต้องทำตาม

แต่ถ้ามองจากมุมศาสนา มุสลิมทั่วโลกเป็นพี่น้องกัน พี่ใหญ่ย่อมต้องตักเตือนเมื่อน้องเล็กออกนอกลู่นอกทาง
หรืออาจอธิบายว่าการดื้อดึงของกาตาร์ที่เป็นชาติอาหรับเหมือนกัน มีพรมแดนติดกัน อยู่ในกลุ่ม GCC เดียวกัน เป็นอะไรที่รัฐบาลซาอุฯ ทนไม่ได้ ยอมไม่ได้ที่จะให้ประเทศใกล้ชิดขนาดนี้ตีตัวออกห่าง

ถ้ามองในเชิงรุก หากยอมให้กาตาร์คิดเห็นอิสระ แล้วประเทศมุสลิมอีก 50 กว่าประเทศจะเดินตามซาอุฯ หรือไม่ นี่คือผลประโยชน์ข้อสำคัญที่สุด ถ้ามองในเชิงตั้งรับ หากกาตาร์สามารถเป็นตัวของตัวเอง ชาติอาหรับอื่นจะเลียนแบบ นักวิชาการบางคนขยายความว่าเป็นแผนที่ต้องการแบ่งอาหรับ สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในบาห์เรนกับซาอุฯ ให้ตะวันออกกลางเป็นอีกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นแผนเล็กหรือแผนใหญ่ ถ้าวิเคราะห์โดยยึดผลซาอุฯ เป็นที่ตั้ง ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือซาอุฯ ดังนั้นจึงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ก่อนจะลุกลามบานปลายกว่านี้

มุมของกาตาร์ :
ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2013 Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani ประมุขกาตาร์ดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ ใช้แนวทางที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้นและอาจสวนทางจากชาติอาหรับอื่นๆ
            เมื่อขั้วซาอุฯ เพิ่มแรงกดดัน Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศประกาศว่ากาตาร์จะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอาหรับ จะไม่ยอมสูญเสียอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
            ถ้ามองในมุมศาสนา ดูเหมือนว่ารัฐบาลกาตาร์จะไม่ค่อยนับถือซาอุฯ ในฐานะพี่น้องมุสลิมเท่าไรนัก

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่ากาตาร์ไม่ได้บ่อนทำลายประเทศใด การเป็นมิตรกับอิหร่านเพราะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งยังแบ่งปันแหล่งน้ำมันด้วยกัน ส่วนการที่มีฐานทัพตุรกีในประเทศก็ไม่ได้รบกวนใคร ตุรกีเป็นสมาชิกนาโตไม่ได้เป็นศัตรูอาหรับ ความขัดแย้งรอบนี้มาจากรัฐบาลซาอุฯ กับ UAE เป็นหัวโจกเล่นงานกาตาร์ หวังให้สูญเสียอธิปไตย บางคนไม่ชอบ Al Jazeera เพราะเป็นสื่ออิสระ ไม่สังกัดฝ่าย พวกที่ควบคุมสื่อจึงไม่พอใจ พร้อมกับเอ่ยถึงสหรัฐว่า “กาตาร์มีสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอย่างแนบแน่น”

Al Jazeera เครื่องมือของรัฐบาลกาตาร์ :
ในช่วงอาหรับสปริง Al Jazeera สื่อที่รัฐบาลกาตาร์ให้งบประมาณสนับสนุนเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง หลายรายการถกประเด็นการชุมนุมอย่างกว้างขวาง เป็นสื่อที่ชาวอาหรับแทบทุกคนต้องดูและติดตาม
รายการของ Al Jazeera มักสนับสนุนการประท้วงล้มรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลกัดดาฟีแห่งลิเบียตรงกับนโยบายของชาติอาหรับอื่นๆ แต่ชาติอาหรับที่นำโดยซาอุฯ นั้นไม่ได้สนับสนุนการล้มรัฐบาลบางประเทศ เช่น เยเมน แต่ Al Jazeera กลับสนับสนุนให้ล้มประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ (Ali Abdullah Saleh) เป็นกรณีที่สวนทางกับรัฐบาลซาอุฯ
            ในการต่อสู้ระหว่างฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) กับอิสราเอลเมื่อปี 2006 และฮามาส (Hamas) กับอิสราเอลเมื่อปี 2008 Al Jazeera เห็นอกเห็นใจฮิซบอลเลาะห์กับฮามาสที่ต้องสู้กับเครื่องบินรถถังของอิสราเอล ชาวอาหรับซึ่งต่อต้านอิสราเอลเป็นทุนอยู่แล้วจึงนิยมชมชอบ เห็นว่าเป็นสื่อของคนอาหรับ Al Jazeera จึงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่งผ่านแนวคิดต่างๆ ต่อชาวอาหรับทั้งมวล

            ไม่เฉพาะต่อชาวอาหรับเท่านั้น Al Jazeera มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของคนทั่วโลก โดยเฉพาะชาวตะวันตกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บรรยายความโหดร้ายของรัฐบาลกัดดาฟี ทำให้เห็นว่านาโตควรแทรกแซงลิเบีย กำจัดกัดดาฟี ให้ความชอบธรรมแก่นาโตที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อปลดปล่อยพลเรือน
            ด้านรัฐบาลซาอุฯ เห็นความสำคัญของสื่อเช่นกัน ในทศวรรษ 1990 เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาอาราบิก จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม MBC หวังดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เป็นที่นิยมอย่าง Al Jazeera
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ Al Jazeera มีผลต่อความมั่นคงของชาติอาหรับไม่มากก็น้อย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

วิเคราะห์องค์รวม :
บางคนคิดว่าที่สุดแล้วต้องลงเอยด้วยความเด็ดขาด เช่น ต้องปิด Al Jazeera ต้องจับแกนนำภราดรภาพมุสลิมเข้าคุก ความจริงแล้วมีทางออกอื่นๆ เช่น ลดเสนอข่าวที่ซาอุฯ ไม่ชอบ ให้นักเคลื่อนไหวลดกิจกรรม
ส่วนการใช้กำลังทหารต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ เพราะกาตาร์มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐ
            แนวนโยบายของซาอุฯ ไม่ต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ หลักคิดคือความมั่นคงแห่งชาติของตนสำคัญสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ต้องมีอิทธิพลต่อประเทศอื่น อำนาจอิทธิพลที่ลดลงลดทอนความมั่นคง
            แต่การครอบงำที่รุนแรงจนรับไม่ได้ อาจเป็นเหตุให้ประเทศที่อยู่ใต้ตีตัวออกห่าง เพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ยิ่งในบริบทที่โลกมีหลายขั้ว และประเทศต่างๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้น (ผ่านการแผ่อิทธิพล ความสัมพันธ์ต่อกัน)
            สิ่งที่กาตาร์ต้องการไม่ใช่การถอนตัวออกจาก GCC และไม่เป็นผลดีถ้าทำเช่นนั้น แต่ต้องการอิสระมากกว่านี้ ไม่ใช่รัฐในอาณัติของใครหรือมีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศใด ดังที่กษัตริย์ซาอุฯ เมื่อปี 1935 แจ้งต่อประมุขกาตาร์ว่ากาตาร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐซาอุฯ

            ในกรณีซาอุฯ ต้องยอมรับว่าสมาชิกบางประเทศในอยู่สถานะใกล้เคียงกับกาตาร์ และกำลังจับตาดูว่าพี่ใหญ่จะทำอย่างไร การใช้ไม้อ่อนเกินไปอาจทำให้ชาติอื่นเลียนแบบกาตาร์ ส่วนการใช้ไม้แข็งที่รุนแรงเกินเหตุอาจทำให้ซาอุฯ ต้องจัดการประเทศอื่นๆ อีก เป็นคำถามว่ารัฐบาลซาอุฯ พร้อมรับมือสถานการณ์เช่นนั้นหรือไม่
            จึงต้องนำเรื่องสู่โต๊ะเจรจา ไม่เฉพาะกับกาตาร์ แต่หมายถึงทุกประเทศในกลุ่ม GCC ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ถ้าคิดในแง่บวก การปฏิเสธข้อตกลงของกาตาร์เป็นขั้นตอนแรกสู่การเจรจาต่อรอง เพื่อให้ถอยคนละก้าว บ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะไม่บานปลายถึงขั้นใช้กำลังทหาร

            บางคนอาจคิดว่าพวกเขาคือพี่น้องมุสลิม เป็นชาวอาหรับเหมือนกัน มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ปัจจุบันอยู่ร่วมกันในกลุ่ม GCC เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง แต่ในมุมมองของประมุข ราชวงศ์ของแต่ละรัฐนั้น รัฐเล็กๆ กังวลความเป็นจ้าวของซาอุฯ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายปฏิบัติต่อตนในฐานะพี่น้องมุสลิมอย่างถูกต้อง
            สิ่งที่รัฐเล็กอย่างกาตาร์ต้องการคือร่วมมือกับซาอุฯ บรรดาชาติอาหรับเพื่อต้านภัยคุกคามภายนอก เช่น อิสราเอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียอธิปไตย ความเป็นตัวของตัวเองให้แก่ใคร
กรกฎาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7548 วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2560)
----------------------
ขั้วซาอุฯ ไม่สนใจคำชี้แจงจากกาตาร์ ยืนยันว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน บั่นทอนความมั่นคงภูมิภาค ราวกับว่ากาตาร์เป็น “อิหร่าน 2” พร้อมออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แต่การคว่ำบาตรกระทบต่อเอกชนนานาชาติ บรรยากาศการค้าการลงทุนทั่วภูมิภาค อีกประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงคือการใช้กำลังซึ่งควรคำนึงผลกระทบที่จะตามมา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กำลังอีกหรือไม่
บรรณานุกรม:
1. Arab states issue list of demands to end Qatar crisis. (2017, June 23). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/arab-states-issue-list-demands-qatar-crisis-170623022133024.html
2. Deal with Qatar once and for all - analysts. (2017, June 4). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/gulf/qatar/deal-with-qatar-once-and-for-all-analysts-1.2038192
3. Eakin, Hugh. (2017, June 15). The Strange Power of Qatar. The New York Review of Books. Retrieved from http://www.nybooks.com/articles/2011/10/27/strange-power-qatar/
4. Erickson, Amanda. (2017, June 23). Why Saudi Arabia hates Al Jazeera so much. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/worldviews/wp/2017/06/23/why-saudi-arabia-hates-al-jazeera-so-much/
5. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
6. Qatar 'not prepared to change its foreign policy'. (2017, June 9). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/06/qatar-fm-ready-surrender-170608142453812.html
7. READ: Full joint statement of boycotting countries on Qatar crisis. (2017, July 5). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/07/05/READ-Full-joint-statement-of-boycotting-countries-on-Qatar-crisis.html
8. Saudi-led group: Qatar not serious about demands. (2017, July 5). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/07/saudi-led-group-qatar-demands-170705144209453.html
9. Saudi, allies trying to undermine Qatar's sovereignty: FM. (2017, July 6). Gulf Times. Retrieved from http://www.gulf-times.com/story/555653/Saudi-allies-trying-to-undermine-Qatar-s-sovereign
10. Ulrichsen, Kristian Coates. (2014). Qatar and the Arab Spring. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

สังคมออสเตรเลียกับปัญหาผู้ก่อการร้าย IS

ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลส่งเครื่องบินรบ ทหารพร้อมอาวุธจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร เข้าต่อต้านผู้ก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อประเทศซีเรีย อิรัก ภูมิภาคตะวันออกกลางดังที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกได้นำเสนออย่างต่อเนื่อง ในระยะหลังภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย IS ไม่จำกัดเฉพาะภูมิภาคตะวันออกลางเท่านั้น ได้คืบคลานมาถึงประเทศออสเตรเลีย มาถึงชาวบ้านในชุมชน สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่ดูเหมือนอยู่ไกลกลายเป็นภัยที่ใกล้สังคมออสเตรเลียทันที
            ภัยคุกคามที่ใกล้ตัวเริ่มจากการที่คนออสเตรเลียราว 60 คนได้เดินทางไปซีเรียกับอิรักเพื่อร่วมขบวนการก่อการร้าย บางส่วนได้เสียชีวิตในการรบ มีรายงานว่าชาวออสเตรเลีย 2 คนเสียชีวิตเพราะเป็นระเบิดพลีชีพ รัฐบาลเกรงว่าคนเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นบุคคลอันตราย เป็นภัยต่อความมั่นคง นายโทนี แอบบอตต์ (Tony Abbott) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยอมรับว่าราว 20 คนได้กลับประเทศแล้ว
ภัยก่อการร้ายหลอกหลอนสังคมออสเตรเลีย :
            ความกังวลเริ่มเป็นจริงเป็นจังเมื่อมีเบาะแสว่าพวก IS ในออสเตรเลียกำลังเตรียมก่อเหตุ ในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียยกระดับเตือนภัยจากระดับปานกลางเป็นระดับสูง ซึ่งหมายความว่ามีเป็นไปได้ (likely) ที่ประเทศจะเกิดเหตุก่อการร้าย ด้านนายเดวิด เออร์วิง (David Irvine) ผู้อำนวยการ Australian Security Intelligence Organisation (ASIO) ประเมินว่าผู้ก่อการร้ายอาจก่อเหตุ คล้ายรูปแบบที่บาหลี น่าจะเลือกก่อเหตุในสถานที่โดดเด่น เช่น Harbour Bridge หรือไม่ก็ย่านผู้คนหนาแน่น เช่น ตามศูนย์การค้า พร้อมกับเตือนว่า “หลายคนที่กลับมามีแนวโน้มใช้ความรุนแรงเพื่อศาสนา ... ซึ่งบิดเบือนอิสลาม และพวกเขาได้รับการฝึกการใช้อาวุธ รวมทั้งการประกอบระเบิด”
            ความวิตกกังวลต่อผู้ก่อการร้าย ชวนให้ชาวออสเตรเลียนึกถึงเหตุก่อการร้ายที่บาหลี อินโดนีเซีย เมื่อผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดในสถานที่แหล่งท่องเที่ยวของชาวตะวันตก ทำให้นักท่องเที่ยวออสเตรเลียเสียชีวิตจำนวนมาก แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ยังเป็นที่จดจำ

            2 สัปดาห์หลังยกระดับคำเตือน ความกังวลก็กลายเป็นความจริง เมื่อนาย Abdul Numan Haider อายุ 18 ปีที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ได้ใช้มีดทำร้ายตำรวจชุดต่อต้านก่อการร้ายบาดเจ็บ 2 นาย ฝ่ายตำรวจยิงโต้ตอบทำให้ชายผู้นี้ถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจคาดว่าชายผู้คนนี้น่าจะได้รับการดลใจจาก IS ให้ก่อเหตุร้ายที่ประเทศของตน และเชื่อว่าตั้งใจจะสังหารตำรวจ
            ก่อนหน้าเกิดเหตุไม่กี่วัน กลุ่มผู้ก่อการร้าย IS ประกาศให้สมาชิก IS ทั่วโลกสังหารเจ้าหน้าที่หรือพลเรือนตะวันตกด้วยทุกวิถีทาง “ถ้าคุณสามารถสังหารพวกนอกรีตชาวอเมริกันหรือยุโรป ให้สังหารด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะคนฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย” เป็นสงครามครูเสดในยุคปัจจุบัน โฆษกหญิงคนหนึ่งของ นายกฯ แอบบอตต์ กล่าวว่า ทางการออสเตรเลียเห็นว่า “แถลงการณ์จาก ISIL ที่เรียกร้องให้โจมตีชาติสมาชิกกองกำลังนานาชาติซึ่งรวมถึงชาวออสเตรเลียนั้นเป็นของจริง” “ISIL จะใช้การเข้าร่วมของเรา ... เป็นเหตุผลมุ่งเป้าต่อเรา”


เส้นบางๆ ระหว่าง “ระแวง “ กับ “ระวัง” :
            ตลอดเดือนกันยายนนับจากรัฐบาลประกาศยกระดับคำเตือนภัย ทางการได้ระดมเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เข้าตรวจสอบค้นหาตามจุดต่างๆ มีการจับกุมบุคคลต้องสงสัยหลายสิบคน
            แต่ปัญหามีมากกว่าการก่อเหตุร้าย การเสียชีวิตของนาย Haider และการจับกุมผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ ทำให้สังคมออสเตรเลียเกิดกระแสหลายอย่าง เริ่มจากการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสียชีวิตของนาย Haider มาจากการที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เกิดข้อกังขาต่อกระบวนการสืบสวนคดีว่ามีความโปร่งใสยุติธรรมมากเพียงใด

            กระแสที่แรงกว่าคือ ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตน ตามคำประกาศของ IS ที่ให้สมาชิกกลุ่มสังหารชาวออสเตรเลียด้วยทุกวิถีทาง คนในสังคมพูดถึงภัยก่อการร้ายที่ตอนนี้มาอยู่ในประเทศแล้ว ไม่จำกัดที่ตะวันออกลางหรืออินโดนีเซีย อีกทั้งมีผู้ก่อเหตุจริง ผู้คนพากันระแวดระวังป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะวิตกจริต

            ท่ามกลางกระแสระแวดระวังการก่อการร้ายในประเทศ ชาวมุสลิมในออสเตรเลียกลับเห็นว่าพวกตนกำลังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ จากคนในสังคมที่มองพวกเขาด้วยสายตาอันไม่เป็นมิตร จนฝ่ายมุสลิมต้องออกมาเรียกร้องว่าอย่าประพฤติต่อมุสลิมอย่างหวาดระแวง ดร. Ibrahim Abu Mohammad ผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมในออสเตรเลียถึงกับออกมาเรียกร้องให้ชาวออสเตรเลียไม่ต้องตื่นกลัวเพื่อนบ้านมุสลิม เพราะมุสลิมเป็นคนรักสันติ ต้องการอยู่ร่วมกับทุกศาสนาอย่างสงบ และเรียกร้องต่อนักการเมืองและสื่อไม่ให้สร้างความเกลียดชังต่อมุสลิม
            กลายเป็นว่ามุสลิมหลายคนโดยเฉพาะสตรีถูกดูหมิ่นดูแคลน ถูกคุกคามในที่สาธารณะ ฝ่ายมุสลิมต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม ร้อนถึงรัฐบาล นายกฯ แอบบอตต์ย้ำเตือนว่ารัฐบาลจะต่อสู้เพื่อรักษาพหุสังคมที่มีเสรีและยุติธรรม เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีเอกภาพในความหลากหลาย ด้านนายเดวิด เออร์วิง ผู้อำนวยการ ASIO ชี้ว่าการที่ชาวออสเตรเลียจำนวนหนึ่งเป็นแนวร่วม IS นั้นไม่เกี่ยวข้องกับมุสลิม 500,000 คนในออสเตรเลีย รัฐบาล “ต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย ไม่ใช่กับอิสลามและไม่ใช่กับชุมชนมุสลิมในประเทศ”

            ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีพื้นฐานเป็นมุสลิม IS ถูกจัดให้เป็นพวกตักฟีรี (takfiri) มุสลิมกระแสหลักไม่ยอมรับว่าพวก IS เป็นมุสลิมแท้ คนเหล่านี้เมื่อดูภายนอกจะเหมือนมุสลิมทั่วไป และมักอยู่ปะปนอยู่ในชุมชนมุสลิม จึงเป็นการยากที่คนที่ไม่ใช่มุสลิมจะแยกออกว่า ชายที่เดินตามหลังเขาในยามค่ำคืนจะเป็นมุสลิมหรือจะเป็นผู้ก่อการร้าย

ข้อเสนอ ฉวยโอกาสส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา :
            มีความเป็นไปได้ว่า คำประกาศของ IS ที่ให้พลพรรคของตนสังหารพลเรือนตะวันตกเป็นแผนการที่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบ เพราะวิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกอัลกออิดะห์เคยใช้มาก่อน เช่นเดียวกับการอ้างทำสงครามครูเสด เป้าหมายการสังหารพลเรือนคือเพื่อขยายสมรภูมิรบจากพื้นที่ซีเรียกับอิรัก กลายเป็นทุกหนทุกแห่งทั่วโลกที่มีมุสลิมอาศัย และเพิ่มจากการต่อสู้ด้วยอาวุธสงครามเพียงอย่างเดียว ให้เป็นการต่อสู้เรื่องอุดมการณ์ความเชื่ออีกทางหนึ่ง สร้างความบาดหมางระหว่างมุสลิมกับพวกที่ไม่ใช่มุสลิม

            ข้อเท็จจริงคือ ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ แนวทางของการก่อการร้ายคือการสร้างความกลัวให้กับสังคม เช่น ทุกคนมีสิทธิ์ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดๆ ความน่ากังวลทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเชื่อมโยงการก่อเหตุกับการใช้อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรือแม้กระทั่งการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ทำลายฐานข้อมูลของธนาคาร เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร
            อัลกออิดะห์ กองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) เป็นเพียง 2 กลุ่มในบรรดาหลายสิบหลายร้อยกลุ่ม อีกทั้งอาจมีกลุ่มใหม่ๆ ชื่อใหม่ๆ ในอนาคต จึงไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงกลุ่มก่อการร้าย เพียงแต่จะต้องจัดการควบคุมเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุร้ายรุนแรง

            ข้อเท็จจริงอีกประการคือ ในสังคมประชาธิปไตย ย่อมประกอบด้วยคนหลากหลายความเชื่อ ประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความเชื่อต่างๆ สังคมจึงต้องเน้นสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพทางความเชื่อ ปลูกฝังให้คนถือศาสนา มีความรักความปรารถนาดีต่อกันแม้ต่างความเชื่อ เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คนมีศาสนาย่อมดีกว่าคนไร้ศาสนา

            หาก IS สามารถสร้างความแตกแยก ความบาดหมาง ความหวาดระแวงระหว่างมุสลิมกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม จะเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพวกเขาในอีกสมรภูมิ

            สภาพการณ์ปัจจุบันเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่คนต่างศาสนาจะทำความรู้จักซึ่งกันและกันให้มากขึ้น สร้างความรักความผูกพันระหว่างคนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ และตั้งมั่นอยู่ในเหตุผลมากกว่าอารมณ์
            นาย Reem Sweid มุสลิมออสเตรเลียให้ข้อคิดที่ดีว่า ปัจจุบันมีมุสลิมในออสเตรเลียราว 382,000 คน ในจำนวนนี้ทางการเห็นว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยอยู่ราว 100 คน ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.03 ของมุสลิมทั้งประเทศ มุสลิมเกือบ 4 แสนคนนี้กำลังทุกข์โศกกับการที่ IS สังหารคนที่เป็นมุสลิมกับไม่เป็นมุสลิมอย่างโหดเหี้ยม ในขณะเดียวกันพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นมิตร เป็นที่หวาดระแวง และถูกกล่าวโทษอย่างผิดๆ
            ถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คนเพียง 100 คนเท่านั้นที่เป็นปัญหา เมื่อเทียบกับอีกเกือบ 4 แสนคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ 100 คนนี้กำลังสร้างปัญหาแก่คนออสเตรเลียทั้งประเทศ เกิดคำถามว่า ชาวออสเตรเลียทั้งประเทศควรยินยอมให้ 100 คนนี้ทำลายสังคมอันอบอุ่นร่มเย็นของตนหรือไม่

            ในยามนี้ เหล่าคนที่ไม่ใช่มุสลิมน่าจะเป็น “ฝ่ายเดินเข้าหา” แสดงการยอมรับนับถือต่อมุสลิม เช่น ไปเยี่ยมเยือน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ จัดกิจกรรมร่วมกันในทุกระดับ รวมทั้งการแสดงพลังร่วมต่อต้านผู้ก่อการร้าย
            ด้านมุสลิม มีความพยายามในการส่งเสียงต่อต้าน IS อยู่แล้ว มุสลิมทั่วโลกจำนวนมากประกาศตัวเองว่าต่อต้าน IS ขาดแต่เพียงสังคมจะต้องรับรู้รับฟังด้วย ที่สำคัญคือ พี่น้องมุสลิมย่อมเป็นฝ่ายที่รู้ดีมากที่สุดว่าใครเป็นตักฟีรี จึงควรรับภาระที่จะช่วยสังคมเฝ้าระวัง และดูแลคนในหมู่ของตนไม่ให้มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้าย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            พฤติกรรมของ IS เหมือนกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์และอีกหลายกลุ่ม ที่อ้างสงครามครูเสดเมื่อ 700-900 ปีก่อน หลายคนตีความว่าเป็นสงครามระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม อ้างความชอบธรรมที่จะทำญิฮาด สังคมออสเตรเลียขณะนี้กำลังต่อสู้ในสมรภูมิทางอุดมการณ์กับ IS เป็นภาวะที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนอยู่ในสมรภูมินี้ (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่) ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวหวาดระแวง สังคมควรมีสติ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา ดังที่นายกฯ แอบบอตต์ย้ำเตือนถึงเป้าหมายของสังคมออสเตรเลียว่าเป็นพหุสังคมที่มีเสรีและยุติธรรม

            สังคมที่เปิดกว้างเรื่องศาสนา ความเชื่อ สังคมที่ให้ความสำคัญกับการอบรมให้คนยึดถือศาสนา ย่อมส่งผลดีนานับประการต่อสังคมประเทศชาติ ดังที่กล่าวแล้วว่า ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คนมีศาสนาย่อมดีกว่าคนไร้ศาสนา ปัญหาต่างๆ ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล จนถึงระดับสังคมโลกมาจากการไม่ยึดถือศาสนามากกว่า
            สังคมที่น่าอยู่ สังคมที่อบอุ่นปลอดภัยจึงเป็นภารกิจของทุกคนในสังคม ทุกคนมีส่วนช่วยได้ และจะเกิดผลดีมากกว่าที่ตัวเขาคิดถ้าเขาทำอย่างจริงจัง เป็นบทบาทของพลเมืองทุกคนตามระบอบประชาธิปไตย
13 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1391)
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา
ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

บรรณานุกรม:
1. Australian counterterror officer shoots suspected terrorist dead. (2014, September 24). The Japan Times/AP. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/09/24/world/australian-counterterror-officer-shoots-suspected-terrorist-dead/#.VCIpt5SSz0c
2. Balogh, Stefanie. (2014, August 27). Blaming Australian Muslims for extremists grossly unfair: ASIO’s David Irvine. The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/national-affairs/foreign-affairs/blaming-australian-muslims-for-extremists-grossly-unfair-asios-david-irvine/story-fn59nm2j-1227038716200?nk=e3838bb47690a087db7c153862419b98
3. Bourke, Latika.,& Cox, Lisa. (2014, September 12). Terror risk high: Tony Abbott announces increase in National Terrorism Public Alert System. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/terror-risk-high-tony-abbott-announces-increase-in-national-terrorism-public-alert-system-20140912-10g1mz.html
4. Don’t fear your Muslim neighbours, urge Australian Islamic leaders. (2014, September 19). The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/in-depth/terror/dont-fear-your-muslim-neighbours-urge-australian-islamic-leaders/story-fnpdbcmu-1227063576268
5. Olding, Rachel., & Spooner, Rania. (2014, September 26). Muslim leaders fear anti-Islam violence could escalate to Cronulla-style riot. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/nsw/muslim-leaders-fear-antiislam-violence-could-escalate-to-cronullastyle-riot-20140926-10mqss.html
6. Percy, Karen. (2014, September 29). Abdul Numan Haider shooting: Victoria Police reject criticism of comments made after Haider shooting. ABC News. Retrieved from http://www.abc.net.au/news/2014-09-29/victoria-police-hit-back-at-haider-anti-terrorism-probe-concerns/5777412
7. Petersen, Freya. (2012. October 10). Bali on high alert over terror threat on bombings anniversary, Indonesia says. Global Post. Retrieved from http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/indonesia/121010/bali-bombings-indonesia-bombing-terrorism-islami
8. Ray, James Lee., & Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
9. Shanahan, Dennis. (2014, September 25). Tony Abbott: ‘utterly unflinching’ in campaign against Islamic State. The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/in-depth/terror/tony-abbott-utterly-unflinching-in-campaign-against-islamic-state/story-fnpdbcmu-1227069751013
10. Sweid, Reem. (2014, October 1). Muslims are speaking out but no one is listening. The Australian. Retrieved from http://www.theage.com.au/comment/muslims-are-speaking-out-but-no-one-is-listening-20140930-10nktr.html
11. Wroe, David. (2014, September 22). Islamic State followers urged to attack Australians by any means possible. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/islamic-state-followers-urged-to-attack-australians-by-any-means-possible-20140922-10kg74.html
-----------------------

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 แกะรอยโอบามาหาเสียงผ่านสหประชาชาติ

29 กันยายน 2012
ชาญชัย
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามาต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ บทวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่ในกรอบ การเอื้อประโยชน์แก่ปธน.โอบามาในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาทุกทีแล้ว 
ข้อสังเกตประการแรก คือ สุนทรพจน์ดังกล่าวพูดในกรอบสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมุสลิมอาหรับเป็นหลัก ไม่เอ่ยถึงประเด็นความมั่นคงอื่นๆ ไม่เอ่ยถึงจีน ไม่แตะเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้สำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากกว่าและเป็นประเด็นปัจจุบันเช่นกัน
เป็นไปได้ว่าในเวลาจำกัด ปธน.โอบามาเลือกพูดเพียงหมวดเดียว โดยไม่สนใจว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติมากที่สุดหรือไม่

สุนทรพจน์เริ่มด้วยการสดุดีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบียว่าเป็นผู้ที่เสียสละทำงานหนัก เป็นที่รักของชาวลิเบีย
ปธน.โอบามาแปรวิกฤตเหตุการณ์เผาโจมตีสถานกงสุลเบงกาซีเป็นโอกาสว่าสหรัฐฯ มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลลิเบียที่จัดตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลลิเบียไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุดังกล่าว อีกทั้งชาวลิเบียก็ไม่เห็นด้วยกับการเผาโจมตีสถานกงสุลด้วย
ในขณะเดียวกัน ตอกย้ำถึงความเข้มแข็งในนโยบายของตนว่าสหรัฐฯ จะจับตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน
            จากประเด็นสถานกงสุลเบงกาซี ปธน.โอบามาขยายกรอบพูดเรื่อง Arab Spring ที่ทำให้ผู้นำอำนาจนิยมในโลกอาหรับหลายคนต้องหลุดจากเก้าอี้ แล้วกล่าวถึงกรณีซีเรียที่ยังวุ่นวายอยู่ว่าต้องล้มระบอบของบาชาร์ อัล-อัสซาดเพื่อคนซีเรียจะไม่ทุกข์ยากต่อไป ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใส
            จากนั้นพูดถึงเรื่องหลักการ กล่าวถึงค่านิยมเรื่องเสรีภาพและการตัดสินใจด้วยตนเอง ว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงค่านิยมของชาติตะวันตก แต่เป็นค่านิยมสากล ย้ำว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ มีความมั่งคั่งและให้โอกาสปัจเจกบุคคล ปัจจัยทั้งหมดนี้เกื้อหนุนให้โลกมีสันติภาพ
            เมื่อเอื้อนเอ่ยหลักประชาธิปไตย ข้อดีต่างๆ แล้วจึงค่อยพูดเรื่องที่ผมเห็นว่าคือไฮไลท์ของงานนี้ คือการพูดว่าประชาธิปไตยยังหมายถึงการที่พลเมืองมีเสรีภาพในการพูดสิ่งที่เขากับกลุ่มของเขาคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ปกป้องสิทธิของทุกคน
            เหตุที่ยกเรื่องเสรีภาพการพูดเพราะต้องการโยงเข้าสู่เรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อันเป็นเหตุให้เกิดประท้วงทั่วโลก
ปธน.โอบามาย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อเมริกาเป็นประเทศที่ต้อนรับทุกคนทุกเผ่าพันธุ์ ทุกศาสนา เป็นบ้านของพวกมุสลิมที่อยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ ให้เสรีภาพแก่ศาสนา และมีกฎหมายเพื่อปกป้องปัจเจกบุคคลจากศาสนาที่เขานับถือ พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนต่อต้านภาพยนตร์หมิ่นศาสนานี้เช่นกัน
            ความผิดตกแก่พวกสุดโต่งพวกที่ประท้วงด้วยความรุนแรง เป็นพวกที่หว่านความเกลียดชัง

            ในสุนทรพจน์ยังได้ยกประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย กลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่ยังไม่สามารถทำตามข้อบังคับของสหประชาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลอเมริกาต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิถีทางการทูต
            สหรัฐฯ ได้ถอนทัพออกจากอิรักแล้ว และกองทหารของสหรัฐฯ กับพันธมิตรจะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานในปี 2014
            รวมความได้ว่สหรัฐอเมริกาซึ่งหมายถึงภายใต้รัฐบาลโอบามาสนับสนุนการอยู่ร่วมอย่างสันติระหว่างชาติมุสลิมกับประเทศอื่นๆ  และไม่มีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อโลกมุสลิมเช่นในอดีต
ข้อมูลหลายแหล่งชี้ว่าปัจจุบันมีชาวอเมริกันนับล้านคนที่นับถืออิสลาม แม้คนมุสลิมอาจไม่ถูกใจปธน.โอบามาเสียทุกเรื่อง  แต่ท่านน่าจะเป็นที่ชื่นชมในหมู่โลกมุสลิมมากกว่านายมิตต์ รอมนีย์คู่แข่งชิงปธน.
            ชาวมุสลิมกล่าวว่าภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ทำร้าย หัวใจของพวกเขาโดยตรง ในทางกลับกันคือการ ได้ใจ จากพวกเขา (อย่างน้อยก็น่าพอเพียงที่จะไปเทคะแนนให้)
ต่อคนอเมริกันทั่วไป ในสุนทรพจน์ปธน.โอบามากล่าวเองว่า พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนไม่เห็นด้วยกับการลบหลู่ศาสนา และน่าจะเห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะไม่แข็งกร้าวต่อภูมิภาคตะวันออกลางดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
            หากจะมองว่าสุนทรพจน์ที่กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติคือการหาเสียงเลือกตั้ง คาดว่าน่าจะได้คะแนนไม่น้อยทีเดียว
-------------------------------
(ดาวโหลดสุนทรพจน์ได้ที่ http://blogs.wsj.com/washwire/2012/09/25/full-text-of-obamas-remarks-to-united-nations/ และ วีดีโอสุนทรพจน์ของปธน.โอบามาฉบับเต็ม จาก: http://www.youtube.com/watch?v=Q_ijBilki-I)

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 24 – 30 กันยายน 2012

การชุมนุมประท้วงภาพยนตร์หมิ่นศาสนาจะยุติอย่างไร
22 กันยายน 2012
ชาญชัย
จากวีดีโอดูหมิ่นศาสนา ‘Innocence of Muslims’ กลายเป็นเหตุมุสลิมทั่วโลกลุกขึ้นประท้วง การชุมนุมในประเทศส่วนใหญ่เป็นไปโดยเรียบร้อย บางประเทศบางแห่งเกิดความรุนแรงมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต กรณีที่เกิดความรุนแรงเมื่อวันศุกร์คือที่ประเทศปากีสถาน รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศล่วงหน้าเตือนไม่ให้ชาวอเมริกันเดินทางไปประเทศดังกล่าวโดยไม่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของตนเอง สถานทูต องค์กรของสหรัฐฯ ต่างๆ ผิดทำการชั่วคราว
สถานการณ์ในปากีสถานเมื่อวันศุกร์เป็นกรณีที่น่าสนใจ ด้วยความเป็นรัฐอิสลาม ชาวมุสลิมมีหน้าที่ต้องปกป้องศาสนา รัฐบาลปากีสถานประกาศให้วันศุกร์ที่ 21 เป็นวันหยุดพิเศษ เป็นวัน ‘The Day of Love for Prophet (PBUH)’ หวังให้ประชาชนทั่วประเทศประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาด้วยความสงบ แต่เหตุประท้วงหลายเมืองทั่วประเทศลงเอยด้วยมีผู้เสียชีวิต 20 ราย คนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 200 คน เหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดที่นครการาจี การตะลุมบอนระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประท้วงเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงพยายามมุ่งหน้าไปยังสถานกงสุลสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสกัดกั้นผู้ชุมนุม ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงโดยไม่ทราบทิศทาง (The Nation)
            การชุมนุมประท้วงภาพยนตร์หมิ่นจึงเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชาวอเมริกัน โดยเฉพาะต่อความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สิน หากเรามองภาพกว้างในระดับโลก ณ ช่วงนี้ นักธุรกิจอเมริกันคงไม่อยากเดินทางไปประเทศรัฐอิสลามหรือประเทศที่มีการชุมนุมประท้วง หลายคนที่ทำงานอยู่ในประเทศเหล่านี้คงขอลาพักร้อนกลับประเทศตัวเองชั่วคราว พวกนักท่องเที่ยวคงคิดว่าทำไมต้องไปเสี่ยงเที่ยวในประเทศเหล่านี้ ในเมื่อยังมีประเทศอื่นๆ ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกมาก ฯลฯ
คำถามคือแล้วการประท้วงจะดำเนินต่อไปใช่หรือไม่ จะรุนแรงขึ้นหรือจะเบาบางลง จะดำเนินต่อไปอีกนานเพียงใด อะไรคือจุดหมายปลายทาง อะไรจะเป็นเหตุให้การชุมนุมยุติ
คนอเมริกันจำนวนหนึ่ง รวมทั้งชาวตะวันตกอีกประเทศคงกำลังหาคำตอบอยู่ เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกิจหน้าที่การงาน การท่องเที่ยว การดำเนินชีวิตของพวกเขา
ในแง่มุมของชาวมุสลิมก็น่าสนใจเช่นกัน ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร
ผู้ประท้วงกับผู้ถูกประท้วง รวมทั้งบรรดาผู้เกี่ยวข้อง ย่อมเป็นเหตุและผลต่อกันและกัน
ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน การประท้วงรายวันรายสัปดาห์จะดำเนินต่อไปหรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป
--------------------

มุสลิมลุกฮือประท้วงสหรัฐฯ เรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด

15 กันยายน 2012
ชาญชัย
จากภาพยนตร์ ‘Innocence of Muslims’ ที่มีเนื้อหาลบหลู่ศาสนาอิสลาม แต่งและสร้างโดยนายแซม เบซิล (Sam Bacile) เชื้อสายกึ่งอเมริกันกึ่งอิสราเอล เป็นตัวชุดชนวนให้มุสลิมจำนวนมากทั่วโลกลุกขึ้นประท้วง ล่าสุดการประท้วงได้ลุกลามสู่หลายประเทศ เรียกว่าที่ใดมีมุสลิมที่นั่นมีการประท้วง เช่นที่ประเทศออสเตรเลีย ผู้ประท้วงราว 500 คนชุมนุมหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองซิดนีย์ ขว้างปาขวดกับรองเท้า จำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากการประท้วงทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลโอบามามีปฏิกริยาตอบสนองทันที ประกาศใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทั้งขู่ทั้งปลอบ
            รมต.ต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตัน แสดงจุดยืนของรัฐบาลอเมริกาว่า “สำหรับเราแล้ว วีดีโอนี้น่ารังเกียจและควรถูกประณาม มีวัตถุประสงค์ลึกๆ ที่ต้องการเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ศาสนาสำคัญเสื่อมเสียและกระตุ้นให้เกิดการแก้แค้น ... รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวีดีโอนี้ เราไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาแม้แต่น้อย” พร้อมกับชี้ว่า “ไม่เป็นการยุติธรรมแม้แต่น้อยที่จะตอบโต้วีดีโอนี้ด้วยความรุนแรง” (Gulf Times)
            ล่าสุด ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวในทำนองเดียวกันว่า “ผมขอให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาเคารพทุกคนในทุกความเชื่อ... แต่การตอบโต้ด้วยความรุนแรงนั้นไม่เป็นการยุติธรรมเช่นกัน(Al Jazeera)
แนวทางที่รัฐบาลโอบามาใช้คือจำกัดขอบเขตความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องภาพยนตร์หมิ่นศาสนาที่รัฐบาลอเมริกาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดำเนินนโยบายต่อผู้ประท้วงอย่างละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการตอบโต้การปะทะกับกลุ่มประท้วง หวังไม่ให้เรื่องบานปลายมากกว่านี้
            แต่การชุมนุมต่อต้านกลายเป็นเรื่องซับซ้อนเพราะมีเรื่องเฉพาะกลุ่มเข้ามาผสมโรงด้วย ยกตัวอย่าง 2 เรื่อง
กรณีอัลกออิดะห์ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าประเทศอเมริกากำลังทำสงครามกับพวกที่ถูกตีตราว่าเป็นอัลกออิดะห์ เครือข่ายของกลุ่มมีมากมายเคลื่อนไหวกระจายหลายประเทศทั่วโลกถ้ายึดตามข้อมูลของอเมริกา
Al Qaeda in the Arabian Peninsula (AQAP) เครือข่ายอัลกออิดะห์ประเทศเยเมนเรียกร้องให้มุสลิมทั้งหลายลุกขึ้นประท้วงและสังหารทูตอเมริกาที่อยู่ในประเทศมุสลิม ตามอย่างที่ชาวลิเบียได้สังหารเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่เมืองเบงกาซี โจมตีว่าภาพยนตร์หมิ่นคือส่วนหนึ่งของการทำสงครามครูเสดกับอิสลาม พร้อมกับเรียกร้องต่อมุสลิมทั้งหลายว่า "จงเปลี่ยนการขับไล่พวกนักการทูตเป็นการปลดปล่อยประเทศมุสลิมจากครอบงำของอเมริกา” (Reuters)
กรณีอัฟกานิสถาน ชาวอัฟกานิสถานต่อต้านการรุกรานประเทศของนาโต้ เพราะกองทัพนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯ ได้โค่นล้มรัฐบาลตอลีบันแล้วช่วยจัดตั้งรัฐบาลอัฟกานิสถานใหม่ที่สนับสนุนชาติตะวันตก ปัจจุบันยังมีทหารนาโต้บนแผ่นดินประเทศอัฟกานิสถานนับหมื่นคน
นอกจาก 2 กรณีดังกล่าวยังมีกลุ่มมุสลิมอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่ปรากฎชัดว่าเคลื่อนไหวด้วยจุดประสงค์เฉพาะอะไร
เรื่องผสมโรงเหล่านี้ชี้ว่าเหตุประท้วงไม่ใช่เพราะเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาเท่านั้น สำหรับบางคนบางกลุ่มสิ่งที่อยู่หลังฉากของการประท้วงคือเรื่องต่างๆ อีกมากมายที่สร้างความขมขื่นใจแก่พวกเขามานานแล้ว เรื่องสำคัญร้ายแรงที่ชาวมุสลิมหลายคนขอเป็นระเบิดพลีชีพ ฯลฯ
ผมเชื่อว่าแม้จบเรื่องภาพยนตร์หมิ่นใช่ว่าจะจบประเด็นเฉพาะอื่นๆ เพราะเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของการลุกฮือจะเป็นตัวขับเคลื่อนว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงการประท้วงธรรมดาหรือเป็นเพียงขั้นแรกของแผนที่จะไปไกลกว่านี้
            ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะตีกรอบเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาจึงไม่น่าจะได้ผล ความจริงพวกเขาเข้าใจตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี เพียงแต่จะพูดหรือนำเสนอออกมาอย่างไร ทางเลือกที่เหมาะสมมีไม่มากนัก
            เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร การประท้วงจะยืดเยื้อไปอีกนานหรือไม่ ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นกับปัจจัยขับเคลื่อนการชุมนุม เช่น การนำทิศทางของผู้นำในแต่ละประเทศแต่ละกลุ่ม การบรรลุเป้าหมายของกลุ่มย่อยต่างๆ รวมถึงความสามารถของรัฐบาลของโอบามาที่จะระงับเหตุ อย่างน้อยก็ต้องให้สงบก่อนเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้
ประเมินว่าการลุกฮือต้านสหรัฐฯ หลายแห่งจะไม่บานปลาย แต่บางแห่งจะไม่สงบลงง่ายๆ เพราะการลุกฮือครั้งนี้คือการโต้กลับ เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นฝ่ายรุก
--------------------