สถานการณ์แบ่งแยกซีเรียหลังสหรัฐยึดบ่อน้ำมัน

ถ้าสังเกตให้ดีทุกวันนี้ประเทศซีเรียถูกแบ่งแยกโดยปริยายแล้ว เพียงแต่ไม่ใช้คำว่า แบ่งแยกหรือเป็น เขตปกครองตัวเองทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงและชัดเจนยิ่งขึ้น
            ปลายเดือนตุลาคม มาร์ค เอสเปอร์ (Mark Esper) รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่าสหรัฐอาจคงทหารจำนวนหนึ่งในซีเรีย เพื่อคุ้มกันบ่อน้ำมันไม่ให้ตกอยู่ในมือไอซิส ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่าควรคงทหารจำนวนหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียเหตุเพราะต้องคุ้มกันบ่อน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ให้เหตุผลว่าเป็นการสิ้นเปลืองที่จะคงทหารในซีเรียเพื่อทำสงครามที่ไม่รู้จบ ต้องพาทหารกลับบ้าน ความจริงคือทหารที่ว่ามีเพียงไม่กี่ร้อยนาย ในขณะที่กองทัพสหรัฐมีทหารนับแสนนาย ใช้งบกลาโหมกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เป็นประเทศที่ใช้งบกลาโหมสูงที่สุดในโลก และสวนทางกับที่พูดหลายครั้งว่าผู้ก่อการร้ายไอซิสไม่เป็นภัยร้ายแรงอีกแล้ว
            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังกองกำลังเคิร์ดซีเรียถอนตัวออกจากพื้นที่ ตุรกีเคลื่อนทัพเข้ามา รัฐบาลซีเรียส่งกองทัพขึ้นไปยันไว้ และรัสเซียส่งทหารจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นแนวกันชนระหว่างกองทัพตุรกีกับซีเรีย
การเข้ามาพัวพันของตุรกีกับสหรัฐ :
            ตั้งแต่เริ่มทำสงครามต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายไอซิส รัฐบาลตุรกีใช้เหตุผลนี้ส่งทหารเข้ามาในซีเรียหลายรอบด้วยหลายเหตุผล เช่น เพื่อช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้าย ต่อมาเมื่อชาติตะวันตกสนับสนุนกองกำลังเคิร์ดซีเรียเพราะหวังให้เป็นหัวหอกรบกับไอซิส ตุรกีเห็นว่าหากเคิร์ดซีเรียเข้มแข็งจะเป็นภัยต่อตนเอง พยายามหาทางเข้ามาปราบปรามสกัดกั้นพวกนี้ด้วย อ้างว่ากองกำลังเคิร์ดเป็นผู้ก่อการร้ายเหมือนไอซิส
            สถานการณ์ปัจจุบันคือไอซิสไม่เป็นภัยร้ายอีกต่อไปแล้ว เอกสารของสหรัฐเป็นผู้เอ่ยเรื่องนี้เอง  ที่น่าติดตามคือรัฐบาลตุรกีต้องการสร้างเขตปลอดภัยในซีเรีย ผลการเจรจากับรัสเซียคือตุรกีสามารถควบคุมดินแดนซีเรียลึกเข้ามา 32 กม. (20 ไมล์) ตั้งแต่เมือง Tal Abyad ถึง Ras al-Ain เป็นแนวยาว 120 กม. (75 ไมล์) คิดเป็นพื้นที่เท่ากับ 3,840 ตร.กม. (ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ กว่า 2 เท่า พื้นที่กรุงเทพฯ เท่ากับ 1,569 ตร.กม.) โดยที่ตุรกียอมรับบูรณภาพทางการเมืองและดินแดนของซีเรีย
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลสร้างเขตปลอดภัยเพื่อรองรับผู้อพยพลี้ภัยหรือเพื่อยึดครองดินแดน ตุรกีได้ส่วนนี้และส่วนอื่นๆ ที่ได้ก่อนหน้านี้แล้ว อาจกลายเป็นปัญหาในอนาคตแม้วันนี้รัฐบาลตุรกีจะยืนยันบูรณภาพแห่งดินแดนของซีเรียก็ตาม
            บ่อน้ำมันที่ทหารสหรัฐเข้าควบคุมเหล่านี้อยู่ในมือของผู้ก่อการร้ายในช่วงที่ผู้ก่อการร้ายขยายตัว จากนั้นตกอยู่ในมือของกองกำลังเคิร์ดซีเรียภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ (ถ้าไม่มีสหรัฐ เคิร์ดไม่สามารถยึดครองบ่อน้ำมัน) เมื่อเคิร์ดถอนตัวรัฐบาลสหรัฐจึงประกาศว่าจะเข้าดูแลด้วยตนเอง ความจริงคือรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ดูแลมานานแล้ว
การประกาศควบคุมพื้นที่บ่อน้ำมันแม้ไม่ได้ระบุว่าต้องการยึดครองถาวร น่าเชื่อว่าจะอยู่อีกนาน ประเด็นสำคัญคือไม่ว่าจะอยู่ภายใต้กองกำลังสหรัฐโดยตรงหรือไม่ เป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นผู้ดูแลหรือมีอิทธิพลต่อความเป็นไปของบ่อน้ำมันเหล่านี้
            เป็นวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่อยมา
            รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าจะนำเงินที่ได้จากบ่อน้ำมันเหล่านี้ให้แก่ฝ่ายต่อต้านสายกลาง (SDF) เรื่องนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ เพราะฝ่ายต่อต้านสายกลางใช้ในความหมายคนซีเรียที่ต่อต้านรัฐบาลอัสซาด ที่ผ่านมากองกำลังเคิร์ดซีเรียเป็นกองกำลังหลักของ SDF นี้
            แม้กองกำลังเคิร์ดแสดงความไม่พอใจเมื่อสหรัฐถอนทหารออกจากพื้นที่พรมแดนทางภาคเหนือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส ยอมให้กองทัพตุรกีเข้ามาและเคิร์ดต้องถอยออก ล่าสุดยังมีแนวโน้มว่าอยู่ฝ่ายสหรัฐมากกว่าฝ่ายรัฐบาลอัสซาด ความสัมพันธ์ระหว่างชาวเคิร์ดกับรัฐบาลสหรัฐเป็นเรื่องน่าติดตาม
            การเข้ามาของกองทัพตุรกี การคงอยู่ของกองทัพสหรัฐทั้งหมดล้วนมีผลต่ออนาคตของประเทศนี้
            ถ้าสังเกตให้ดีทุกวันนี้ประเทศซีเรียถูกแบ่งแยกโดยปริยายแล้ว เพียงแต่ไม่ใช้คำว่า “แบ่งแยก” หรือเป็น “เขตปกครองตัวเอง” ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงและชัดเจนยิ่งขึ้น
จุดเริ่มต้นคือต้องล้มระบอบอัสซาด :
ย้อนหลังปี 2011 ไม่กี่เดือนหลังการประท้วงเริ่มบานปลาย รัฐบาลโอบามาขอให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากตำแหน่ง ถ่ายโอนอำนาจแก่ประชาชนโดยสันติ เป็นขั้นตอนเปลี่ยนจากระบอบอำนาจนิยมเป็นประชาธิปไตย
ต่อมาเมื่อกลายสงครามกลางเมืองเต็มตัว เกิดการสู้รบฆ่าฟันไปทั่ว ยิ่งมีข้ออ้างว่ารัฐบาลอัสซาดเข่นฆ่าประชาชน
            ประธานาธิบดีอัสซาดเล่าย้อนความหลังที่มาของการชุมนุมประท้วงว่าส่วนหนึ่งมาจากเงินต่างชาติ มาจากประเทศกาตาร์ อุดหนุนให้คนในประท้วงต่อต้านรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นมาจากผู้ประท้วงบางคน จากนั้นไม่นั้นกลายเป็นสงครามกลางเมือง ทุกฝ่ายต่างมีและใช้อาวุธสงครามเข้าห้ำหั่น
            ไม่ว่าต้นเหตุที่มาคืออะไร การชุมนุมประท้วงลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซ้ำร้ายกว่านั้นผู้ก่อการร้ายหลายสิบกลุ่ม (ไอซิสเป็นเพียงกลุ่มที่มักเอ่ยถึง) กองกำลังมุสลิมหลายหมื่นคนกว่าร้อยสัญชาติเข้าร่วมรบเพื่อล้มระบอบอัสซาด การเข้าแทรกจากรัฐบาลหลายประเทศ ผู้เสียชีวิตจึงเพิ่มเป็นหลายแสน หลายล้านคนอพยพ บ้านเมืองพังพินาศ ยังไม่รู้ว่าจบลงที่ใด ที่สำคัญคือ ตราบใดรัฐบาลสหรัฐไม่เลิกนโยบายล้มระบอบอัสซาด การปรองดองย่อมเป็นไปไม่ได้ ซีเรียไม่มีวันสงบ
            เรื่องที่ต้องยึดไว้ให้มั่นคือจนถึงปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐยังคงนโยบายล้มระบอบอัสซาด ยังคงกระทำการต่างๆ เพื่อเป้าหมายดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้า :
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าความเป็นไปของซีเรียเป็นพัฒนาการครองความเป็นเจ้าของรัฐบาลสหรัฐที่เปลี่ยนจากการส่งกองทัพ ทุ่มงบประมาณมหาศาลเข้าทำสงคราม เช่นสงครามในอัฟกานิสถาน (รบกับตอลีบัน อัลกออิดะห์) อิรัก มาสู่รูปแบบใหม่ คราวนี้รัฐบาลสหรัฐจะไม่ทุ่มทหารเข้ารบด้วยตัวเอง กลายเป็นสงครามกลางเมือง นักรบมุสลิมกว่าร้อยสัญชาติเดินทางเข้ามาเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาด
            มีประเด็นน่าคิดว่าทางการสหรัฐชี้ว่าไอซิสยึดบ่อน้ำมันกับโรงกลั่นบางส่วนในอิรักกับซีเรียแล้วขายน้ำมันแก่ตลาดมืด พ่อค้าคนกลางรายเล็กรายน้อย น้ำมันเป็นหนึ่งในรายได้หลักของไอซิส ประเมินว่าอาจสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (หรือมากกว่า) รัฐบาลสหรัฐพยายามสุดกำลังที่จะสกัดหรือปิดกั้นการเงินของไอซิส
            คำถามคือสหรัฐรู้อยู่แล้วว่าบ่อน้ำมัน โรงกลั่นอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ส่งเครื่องบินทำลาย ป้องกันไม่ไอซิสใช้ประโยชน์ คำตอบคือมีการโจมตีทางอากาศบ่อน้ำมันเหล่านี้แต่ทำลายไม่หมด ที่สุดแล้วไอซิสยังสามารถขายน้ำมันต่อ ทั้งๆ ที่กองทัพสหรัฐเข้าถึงการเคลื่อนไหวทางภาคพื้นดินทั้งหมด ยากจะเล็ดลอดสายตา การที่ไอซิสยังสามารถขายน้ำมันเป็นประเด็นที่ค้านสายตาหลายคน
            ในช่วงนั้นนักวิชาการตะวันตกถกกันว่าใครเป็นภัยมากกว่ากันระหว่างระบอบอัสซาดกับผู้ก่อการร้ายไอซิส ควรจะให้ใครอยู่ใครไป เรียงลำดับก่อนหลังอย่างไร
            ถ้าวิเคราะห์ภาพกว้าง นโยบายล้มระบอบอัสซาดคือกลวิธีหรือข้ออ้างเพื่อให้รัฐบาลสหรัฐมีเหตุเข้ามาพัวพันซีเรีย เข้าไปในในตะวันออกกลางเพิ่มอีก 1 ประเด็น
            พูดให้กว้างกว่านั้นเป็นความพยายามรักษาความเป็นเจ้าของสหรัฐ ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมให้มีประเทศอื่นใดมาเทียบเคียงตนหรือบดบังอิทธิพลของตน แม้กระทั่งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส (ที่เป็นชาติประชาธิปไตยเหมือนกัน) เป็นนโยบายปล้นสะดมประเทศอื่นๆ ปล้นทรัพยากร สิทธิของประชาชนประเทศอื่นๆ ผลประโยชน์เรื่องน้ำมันหรือท่อส่งน้ำมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นสงครามระหว่างสหรัฐกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
17 พฤศจิกายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8407 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562)
                                                             -----------------------                                
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ผลจากการความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียที่ควบคุมไม่ได้ เปิดทางให้เพื่อนบ้านเข้าแทรกแซงด้วยหลายเหตุผลที่เพื่อนบ้านหยิบยกขึ้นมาอ้าง เช่น ต่อต้านผู้ก่อการร้าย เป็นที่รองรับผู้ลี้ภัย อธิปไตยชาติถูกบั่นทอน
ความไม่พอใจรัฐบาลเป็นเรื่องปกติของการเมืองการปกครอง แต่เมื่อบานปลายจนไร้การควบคุม ต่างชาติเข้าแทรก การชุมนุมประท้วงจึงกลายเป็นสงครามกลางเมือง ประเทศซีเรียไม่ใช่ของชาวซีเรียอีกต่อไป
บรรณานุกรม :
1. President al-Assad in an interview with Russian RT-UK TV Channel: In spite of all aggression, majority of Syrian people support their Government, Russia helps Syria as terrorism and its ideology have no borders. (2019, November 11). SANA. Retrieved from https://www.sana.sy/en/?p=178031
2. Russia has ‘political will’ for arms reduction deal, but ball is in US' court – Putin. (2019, July 4). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/463334-putin-arms-reduction-us/
3. Syria's Bashar al-Assad Reflects on Civil War, Oil, Terrorism and America in Rare Interview. (2019, November 11). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201911111077273037-syrias-bashar-al-assad-reflects-on-civil-war-oil-terrorism-and-america-in-rare-interview/
4. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
5. Turkey, Russia reach deal for YPG move out of Syria border area. (2019, October 23). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2019/10/turkey-russia-agree-set-syria-safe-zone-joint-patrols-191022171933484.html
6. U.S. Department of State. (2011, November 9). U.S Policy on Syria. Retrieved from http://www.state.gov/p/nea/rls/rm/176948.htm
7. U.S. Department of The Treasury. (2014, October 23). Remarks of Under Secretary for Terrorism and Financial Intelligence David S. Cohen at The Carnegie Endowment For International Peace, “Attacking ISIL’s Financial Foundation”. Retrieved from http://www.treasury.gov/press-center/press-releases/Pages/jl2672.aspx
8. US to deploy more troops to eastern Syrian to secure oil fields. (2019, October 24). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2019/10/deploy-troops-eastern-syrian-secure-oil-fields-191025022517393.html
9. US would attack foes & friends to protect its hegemony and doesn’t shy away from using terrorists as proxies – Assad to RT. (2019, November 11). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/473087-us-hegemony-assad-interview/
-----------------------------

unsplash-logoZbynek Burival

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีน ถ้ามองในมุมกว้างคือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง
            บทความนี้นำเสนอยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เผยแพร่เมื่อต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา ใช้ชื่อว่า “A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision” หรือ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง วิสัยทัศน์ร่วมอันก้าวหน้า” มีสาระสำคัญดังนี้
            ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ภายใต้วิสัยทัศน์ อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (free and open Indo-Pacific) ภูมิภาคที่ 35 ประเทศอยู่ร่วมกันโดยต่างมีอธิปไตย เป็นไท ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
            1. สหรัฐจะพัวพันกับประเทศในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง (deeply engaged) ความเป็นไปของสหรัฐสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้ทุกด้าน
            2. สหรัฐ พันธมิตรและหุ้นส่วนจะร่วมรักษาระเบียบที่ยึดหลักเสรีและเปิดกว้าง ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาหลักการนี้ สหรัฐจะเพิ่มขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค
            3. รัฐบาลสหรัฐจะตั้งงบประมาณช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์ บริษัทอเมริกันจะเข้ามาลงทุน เพื่อประกันความปลอดภัย ความมั่งคั่งและอนาคตของภูมิภาคนี้
            ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือสหรัฐอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (มีขอบเขตจากสหรัฐทางฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกจนถึงอินเดีย) ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาภูมิภาคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างเหลือเชื่อ หลายร้อยล้านคนพ้นความยากจน เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลก เป็นพื้นที่สำคัญผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เพราะยึดระเบียบที่เสรีและเปิดกว้าง แต่ความมั่นคงกับความมั่งคั่งจะสูญหายถ้าถูกบดบังด้วยพวกอำนาจนิยมที่ยึดผลประโยชน์อันคับแคบบนความสูญเสียของคนอื่น
            ยุทธศาสตร์นี้ยึดค่านิยม 4 ประการได้แก่ 1.เคารพอธิปไตยและอิสรภาพของประเทศต่างๆ 2.แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี 3.การค้าที่เปิดเสรี เป็นธรรมและต่างตอบแทน การลงทุนที่เปิดกว้าง ข้อตกลงที่โปร่งใส เชื่อมต่อกันและกัน 4.ยึดถือกฎกติการะหว่างประเทศ
พันธมิตรกับหุ้นส่วน :
ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์และไทย คือพันธมิตรของสหรัฐที่ช่วยผดุงสันติภาพและความมั่นคงมาอย่างยาวนาน อาเซียนตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์นี้
มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) ที่นำเสนอเมื่อมิถุนายน 2019 สอดรับค่านิยมของยุทธศาสตร์นี้ สหรัฐพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกด้าน เช่น ด้านพลังงาน ความมั่นคงทางไซเบอร์ การค้าดิจิทัล สร้างโอกาสแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่งเสริมกิจการของสตรีกับแนวคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ระบบขนส่งมวลชน ความมั่นคงด้านทางน้ำ (water security)
            ยกตัวอย่าง สหรัฐสนับสนุนการพัฒนาด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านทางน้ำ การพัฒนาสาธารณูปโภค และสถาบันต่างๆ ของลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทยและเวียดนาม)  ร่วมมือกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ปี 2018 จัดตั้ง U.S.-Support for Economic Growth in Asia (US-SEGA) เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนโดยเฉพาะ
            นอกจากอาเซียนแล้วจะให้ความสำคัญกับพหุภาคีกลุ่มเล็ก (minilateral) เช่นออสเตรเลียกับญี่ปุ่นเกิดการหารือเชิงยุทธศาสตร์ 3 ฝ่าย (Trilateral Strategic Dialogue) วิสัยทัศน์ตามยุทธศาสตร์นี้ใกล้เคียงกับของญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้และไต้หวัน
ในความสัมพันธ์ทวิภาคี ยุทธศาสตร์เอ่ยถึงการเพิ่มความร่วมมือกับทุกชาติในกลุ่มอาเซียน และเอ่ยถึงประเทศอื่นๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก ประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาคอินเดีย ไม่เว้นแม้กระทั่งติมอร์-เลสเต นับเป็นยุทธศาสตร์ที่เอ่ยครอบคลุมทุกประเทศในอินโด-แปซิฟิก
ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลสหรัฐเพิ่มงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการติดต่อการค้าระหว่างเอกชน สนับสนุนให้บริษัทเอกชนสหรัฐไปลงทุนในประเทศต่างๆ ลดการกีดกันทางการค้า กระตุ้นการส่งออก และโครงการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน
รัฐบาลสหรัฐหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภค ช่วยจัดหางบประมาณก่อสร้าง เช่น จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)
สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ประเมินว่าจนถึงปี 2040 ร้อยละ 60 ของพลังงานที่ใช้เพิ่มขึ้นจะมาจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ต้องลงทุนเรื่องการขุดเจาะ สร้างโรงกลั่น แหล่งพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด ฯลฯ อย่างน้อยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ รัฐบาลสหรัฐคาดหวังการลงทุนส่วนนี้และหวังขายน้ำมันให้กับภูมิภาคด้วย
อินเทอร์เน็ตกับเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มพลังเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนระบบที่เปิดกว้าง สามารถติดต่อทำงานร่วมกัน (interoperable) ปลอดภัย เชื่อถือได้ ไม่ตกอยู่ใต้การควบคุมของประเทศใดประเทศหนึ่ง สหรัฐมีระบบดังกล่าวและขอเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมระบบด้วยกัน
ในด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลสหรัฐมีหลายมาตรการต่อต้านรัฐบาลผู้ปฏิบัติมิชอบต่อพลเมืองตนเอง มีหลายโครงการที่ส่งเสริมประชาชนในภูมิภาค เช่น สร้างประชาสังคม ต่อต้านคอร์รัปชัน เสรีภาพสื่อ สิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม จีนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องเหล่านี้
รัฐบาลสหรัฐเสาะหาและต้องการสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนความมั่นคงทางทหารเพื่อเผชิญความท้าทายร่วมกัน ปัจจุบันมีทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือนอเมริกันที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกถึง 375,000 คนและต้องการรักษาไว้
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกใกล้เคียงกับยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของรัฐบาลโอบามา คือการที่สหรัฐปรับพลังอำนาจและความสนใจมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่อาจเพิ่มเติมคือรวมอนุภูมิภาคอินเดียเข้ามาและเอ่ยจีนในฐานะปรปักษ์อย่างชัดเจน (ผิดกับสมัยโอบามาที่แสดงออกว่าเป็นมิตร)
            ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเอ่ยถึงพันธมิตรเก่าแก่และพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับบางประเทศ นอกจากนี้กำลังหาพันธมิตรใหม่ อินเดียเป็นกรณีตัวอย่างที่ยุทธศาสตร์นี้ให้ความสำคัญ รัฐบาลสหรัฐพูดอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นพันธมิตรกับอินเดีย เพราะมีประโยชน์หลายอย่างดังที่นำเสนอในบทความก่อน
การที่อินเดียถอนตัวออกจากความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในนาทีสุดท้ายทั้งๆ ที่ร่วมโต๊ะเจรจาแต่แรก มีข้อสงสัยว่านอกจากเกรงสินค้าจีนตีตลาดแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ด้วยหรือไม่
ถ้ามองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจรวมอินเดียเข้ามาในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก รัฐบาลสหรัฐมองว่า RCEP เป็นเขตการค้าที่อยู่ใต้อิทธิพลจีน กระทบต่อยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของตน การปฏิเสธไม่เข้าร่วม RCEP ทำให้อินเดียถอยห่างออกจากการพัวพันในทางเศรษฐกิจ และอาจหมายถึงต้องการถอยห่างจากข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ด้วย เป็นประเด็นที่น่าติดตามว่าอินเดียจะอิงมหาอำนาจใดหรือพยายามรักษาสมดุลกับทุกมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ลงนามข้อตกลงเนื้อหา RCEP ทำให้ความเป็นพันธมิตร/หุ้นส่วนของประเทศเหล่านี้ซับซ้อนกว่าเดิม
เมื่อเอ่ยถึงปรปักษ์หรือภัยคุกคาม จีนคือประเทศที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุดและรุนแรงที่สุด ไม่อาจปฏิเสธว่ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีนโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่าประเทศใดที่เป็นพันธมิตรคือเครือข่ายต้านจีน
ถ้ามองในมุมกว้าง ยุทธศาสตร์นี้คือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง
รัฐบาลทรัมป์มักเอ่ยถึงการค้าที่เสรีและเป็นธรรม (free and fair trade) เล่นงานทุกประเทศที่เกินดุลตน แต่ไม่เอ่ยอีกหลายสิบประเทศที่ขาดดุลสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐจะลดความเสียเปรียบของประเทศเหล่านั้นอย่างไร
การใช้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายประเทศผิดกฎเกณฑ์องค์การค้าโลก เป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าการค้าที่เสรีและเป็นธรรมของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่
ลำพังนโยบายที่สวยหรูช่วยอะไรไม่ได้มาก อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่ออีกครั้ง ในยุคปัจจุบันสหรัฐต้องแข่งกันกับประเทศอื่นๆ ในเรื่องก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค การลงทุนในภาคต่างๆ บริษัทเอกชนสหรัฐไม่อาจเหมารวบฝ่ายเดียวดังอดีตกาลและต้องทำงานให้หนักกว่านี้
10 พฤศจิกายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8400 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
แม้ไม่เหมือนองค์กรนาโต เครือข่ายความมั่นของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกมีอยู่จริง อยู่ร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี แต่หลายประเทศร่วมมือมหาอำนาจอื่นด้วยเป็นโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ซับซ้อน
อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง
บรรณานุกรม :
1. India's exit from RCEP leaves Japan and China unsure about future direction of free trade pact. (2019, November 5). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/11/05/asia-pacific/asian-rcep-nations-effectively-give-year-end-goal-free-trade-deal/#.XcID5VUzbZ4
2. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. U.S. Department of Defense. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505
3. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/
4. U.S. underscores commitment to Indo-Pacific region after RCEP deal. (2019, November 5). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20191105000252325?section=national/diplomacy
-----------------------------

สถานการณ์ลุ่มน้ำโขง 2018

แม่น้ำโขงมีเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการมากขึ้น เหตุจากประชากรตามลุ่มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการลงทุนการก่อสร้างต่างๆ สภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เล็งถึงความสำเร็จของประชาคมอาเซียน
รายงาน State of the Basin report (SOBR) โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ฉบับล่าสุด 2018 นำเสนอภาพรวมของแม่น้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำตอนล่าง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทยและเวียดนามในหลายด้านเพื่อนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แบ่งบันผลประโยชน์ร่วมกัน ตามแผนพัฒนาที่จะทบทวนทุก 5 ปี มีสาระน่าสนใจดังนี้
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental dimension) :
            ตามระเบียบปฏิบัติจะต้องติดตามสภาวะการไหลของสายน้ำหลักสม่ำเสมอ ดูแลให้มีน้ำไหลต่อเนื่อง ทั้งยังต้องคำนึงฤดูกาลน้ำหลาก การย้ายถิ่นของปลา 5 ปีที่ผ่านมายังดำเนินไปด้วยดีแต่ก็มีกรณีที่ไม่เป็นไปตามคาด
            คุณภาพของน้ำจะให้ความสำคัญเรื่องผลต่อสุขภาพประชาชน ผลต่อสัตว์น้ำและการใช้ทางการเกษตร ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นบางจุดที่คุณภาพด้อยบ้างในบางขณะ ที่น่ากังวลคือจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น เมืองขยายตัว การใช้ปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงมากขึ้นจะส่งผลต่อคุณภาพน้ำในอนาคต น้ำเค็มจากทะเลที่ไหลย้อนกลับเข้าไปในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามเป็นอีกจุดที่ต้องเฝ้าติดตาม
            เขตพื้นที่ชุ่มน้ำในลุ่มน้ำตอนล่างมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมภูมิภาค พื้นที่ดังกล่าวกำลังเสื่อมโทรมและหดหายอันเนื่องจากการเกษตรและการพัฒนาด้านอื่นๆ จำต้องกำหนดยุทธศาสตร์แก้ปัญหาโดยด่วน รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์น้ำและพืชพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย
ด้านสังคม (Social dimension) :
            สภาพการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่จะดูเรื่องอาหาร น้ำ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ การมีไฟฟ้าประปา จนถึงขณะนี้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์จากข้อจำกัดหลายประการ พอสรุปได้ว่า 15 ปีที่ผ่านมาคุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ได้รับอาหารดีกว่าเดิม ปัญหาขาดสารอาหารลดลง มีน้ำประปาใช้ อัตราเสียชีวิตลดลง อายุขัยยืนยาวมากขึ้น แต่ปัญหาแล้งน้ำหรือน้ำท่วมยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ กัมพูชายังมีปัญหาไฟฟ้าไม่ทั่วถึง
            การจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ (Employment in MRC water-related sectors) เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเท่าเทียมทางเพศ งานที่เกี่ยวข้องกับน้ำหมายถึงการเกษตร การประมง การเดินเรือ รวมถึงการท่องเที่ยวกับป่าไม้ มีแนวโน้มว่าคนทำเกษตรกรรมจะหันไปทำอาชีพอื่นโดยเฉพาะด้านบริการกับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการประมงยังเป็นวิถีชีวิตหลักของหลายคน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเฟื่องฟูตามลำดับ ทำนองเดียวกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเรือโดยเฉพาะแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
            โดยรวมแล้วฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน เนื่องจากการจ้างงานในอาชีพหลากหลาย ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนความเท่าเทียมทางเพศข้อมูลยังน้อยเกินไป
ด้านเศรษฐกิจ (Economic dimension) :
มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำวัดเฉพาะลุ่มน้ำโขงตอนล่าง พบว่าพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นชัดเจน การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าส่งเสริมเศรษฐกิจ หลายประเทศในแถบนี้สร้างเขื่อนต่อเนื่อง แม่น้ำโขงยังคงเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญดังเช่นอดีต การสัญจรทางน้ำทั้งคนและเพื่อการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
            ด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกลายเป็นที่มาของรายได้ทั้งระดับประเทศกับประชาชน การรักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวจึงสำคัญ
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จากลุ่มน้ำ (Contribution to basin economy) หมายถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม เช่น วัดจากผลผลิตทางการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว พลังงานไฟฟ้าจากเขื่อน ผลผลิตข้าวร้อยละ 84 ของกัมพูชามาจากแม่น้ำโขง สปป.ลาวร้อยละ 69 สัตว์น้ำร้อยละ 25 ของกัมพูชามาจากแม่น้ำโขง
พื้นที่ลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ

ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (
Climate change dimension) :
4 ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึงร้อยละ 2 ของโลกแต่กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยทั้งโลก
แนวโน้มการเปลี่ยนสภาวะภูมิอากาศกับความรุนแรง (Climate change trends and extremes) มีการศึกษาคาดการณ์หลายแบบ เท่าที่ศึกษาพบว่าพายุยังคงรุนแรงเท่าเดิม แต่ระดับน้ำทะเลอันเป็นผลจากพายุเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามทิศทางโลก จำนวนวันที่อากาศหนาวเย็นจะลดลง เป็นไปได้ว่าภาวะแห้งแล้งอาจรุนแรงขึ้น รวมความแล้วที่ชัดเจนคืออุณหภูมิกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การปรับตัวรับมือเน้นการปรับตัวเตรียมพร้อมระดับชุมนุม ในระดับประเทศทุกประเทศมีแผนงาน แผนปฏิบัติการอยู่แล้ว ทั้ง 4 ประเทศลงนามปฏิญญาเกียวโต (Kyoto Protocol) และมี Mekong Climate Change Adaptation Strategy and Action Plan (MASAP) เป็นแนวทางปฏิบัติ แผนงานที่ยังต้องทำอีกมากคือการแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตร การรับมือหากเกิดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ด้านความร่วมมือ (Cooperation dimension) :
ผลประโยชน์จากระบบแม่น้ำโขงที่เท่าเทียม (Equity of benefits from the Mekong River system) ครอบคลุมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไทยกับเวียดนามคือผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะจากการเกษตรและประมง สปป.ลาวได้ประโยชน์มากขึ้นจากการทำเขื่อน เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ส่วนกัมพูชาได้ประโยชน์ด้านการประมงเพิ่มขึ้น
            ทั้ง 4 ประเทศได้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากแม่น้ำในช่วงหน้าแล้ง แต่มีปัญหาเรื่องการขนส่งทางน้ำ ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ต่อครั้งลดลง ไทยกับเวียดนามได้ประโยชน์ทางสังคมมากเนื่องจากได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ผลประโยชน์จากความร่วมเห็นได้ชัดนับตั้งแต่มี Mekong Agreement เมื่อปี 1995 เกิดความร่วมมือหลายโครงการ ลดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ยังต้องกระชับความร่วมมือให้มากกว่านี้ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และหวังว่านับจากปี 2030 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะมีรายได้สามารถดูแลตัวเองในยามที่กิจกรรมต่างๆ ต้องการงบประมาณมากขึ้น
วิเคราะห์องค์รวม :
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเรียกร้องให้ประเทศในกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างให้ความสำคัญกับการวางแผนร่วมกัน บริหารจัดการใช้ประโยชน์จากลำน้ำโขง ก่อนจะเกิดปัญหาต่อประชาชนหลายสิบล้านคนในกลุ่มประเทศที่ใช้ชีวิตร่วมกับลำน้ำแห่งนี้
แม่น้ำโขงมีเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการมากขึ้น เหตุจากประชากรตามลุ่มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการลงทุนการก่อสร้างต่างๆ สภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภัยธรรมชาติ เหล่านี้มีผลทั้งทางบวกกับลบต่อวิถีชีวิตผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากลำน้ำนี้ ไม่ลืมว่าการดำเนินชีวิตของประชาชนเกือบ 70 ล้านคนใน 4 ประเทศขึ้นกับแม่น้ำนี้ ในจำนวนนี้ 40 ล้านคนทำประมง การประมงคิดเป็นร้อยละ 18 ของจีดีพีกัมพูชาและร้อยละ 13 ของ สปป.ลาว
ปัญหาหนึ่งที่รายงานเอ่ยถึงหลายครั้งคือเรื่องข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่ทันสมัย ข้อมูลบางประเทศชัดเจนกว่าบางประเทศ ส่งผลต่อการวิเคราะห์ ข้อสรุป ตัวเลขหลายอย่างมีแนวโน้มต่ำกว่าความจริง ส่งผลต่อการวางแผน และเมื่อพิจารณาเรื่องการกระจายผลประโยชน์จึงมีปัญหาว่าเท่าเทียมหรือไม่ จุดเท่าเทียมอยู่ที่ตรงไหน หาข้อสรุปไม่ได้
            แม่น้ำโขงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมานานและมากมาย ปัจจุบันกำลังเผชิญความไม่ยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนา ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาดูแลแม่น้ำนี้ วางแผนอย่างรอบคอบว่าควรร่วมกันจัดการอย่างไร เพื่อรักษาสิ่งนี้แก่คนรุ่นหลัง
 ประชาคมอาเซียนกำหนดเป้าหมายเพิ่มขยายความร่วมมือ ความเป็นไปของลุ่มน้ำโขงคือตัวอย่างรูปธรรมถึงความสำเร็จของประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ระดับองค์กร ความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิก จนถึงประชาชนท้องถิ่น
3 พฤศจิกายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8393 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562)
-----------------------
บรรณานุกรม :
1. Mekong Countries Need To Take More Proactive Approach To Basin Planning. (2019, October 23). KPL. Retrieved from http://kpl.gov.la/En/Detail.aspx?id=48933
2. Mekong River Commission. (2019). State of the Basin Report 2018. Retrieved from http://www.mrcmekong.org/assets/Publications/SOBR-v8_Final-for-web.pdf

unsplash-logoGraphic Node