สันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ

พวกโลกสวยมักคิดไร้เดียงสาว่าทุกประเทศต้องการสันติภาพ ความขัดแย้งใดๆ จัดการได้ด้วยการทูต องค์กรระหว่างประเทศ แต่ในโลกแห่งความจริงสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ

            วลี “Peace through strength” หรือ “สันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ” เป็นยุทธศาสตร์และปรัชญาการเมืองที่เชื่อว่า สันติภาพที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศมีความเข้มแข็งทางทหารที่เหนือกว่า จนฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ที่อาจเป็นภัยคุกคามไม่กล้าใช้กำลังรุกราน เพราะเกรงผลที่จะตามมา

            แนวคิดนี้มีรากฐานย้อนถึงสมัยจักรวรรดิโรมัน ดังที่ปรากฏในภาษิตละติน “Si vis pacem, para bellum” ซึ่งหมายถึง “ถ้าท่านต้องการสันติภาพ ก็จงเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม” เชื่อว่าการเตรียมพร้อมทางทหารอยู่เสมอคือหนทางดีที่สุดในการรักษาสันติภาพ

            หลักการนี้กลายเป็นการป้องปราม (Deterrence) กลไกสันติภาพ ด้วยการสร้างกองทัพ ตระเตรียมกำลังพล ซ้อมรบสม่ำเสมอ พร้อมตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เพื่อป้องปรามการรุกรานจากศัตรู จนศัตรูไม่กล้าโจมตี

            โดยยึดว่าการมีกองทัพแข็งแกร่ง อาวุธล้ำสมัย ไม่ได้มีไว้เพื่อรุกรานใคร แต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตี จนศัตรูเห็นว่าต้นทุนของความรุนแรงนั้นสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ

            การป้องปรามเป็นแนวทางที่นานาชาติใช้ เพราะมีกองทัพเข้มแข็ง พร้อมทำให้ข้าศึกย่อยยับ ศัตรูจึงไม่กล้าทำสงคราม ในทางกลับกันหากกองทัพอ่อนแอ ไม่เป็นเอกภาพ ศัตรูย่อมคิดรุกราน

สหรัฐกับ Peace through strength:

            เมื่อพูดถึงสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ สหรัฐคือตัวอย่างที่โดดเด่น ยึดแนวทางนี้มานานแล้ว ที่เอ่ยถึงกันมากคือ สมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ใช้แนวคิดนี้ต่อกรสหภาพโซเวียต ด้วยการทุ่มงบประมาณมหาศาลเสริมสร้างแสนยานุภาพ ทั้งอาวุธนิวเคลียร์กับกองกำลังตามแบบ (Conventional forces) เพื่อกดดันสหภาพโซเวียต การเสริมสร้างกองทัพเป็นปัจจัยสำคัญนำสู่การเจรจาลดอาวุธ และท้ายที่สุดคือการสิ้นสุดของสงครามเย็น

            ทุกวันนี้ "Peace through strength" ยังเป็นรากฐานนโยบายความมั่นคงของสหรัฐ โดยเฉพาะในพรรคริพับลิกัน รวมทั้งรัฐบาลโดลันด์ ทรัมป์ เน้นย้ำความจำเป็นต้องมีกองทัพแข็งแกร่ง สามารถเผชิญภัยคุกคามจากคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อย่างจีนกับรัสเซีย

            ดังจะเห็นว่าตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กองทัพสหรัฐเข้มแข็งที่สุดในโลก ปี 2024 งบกลาโหมสหรัฐเท่ากับ 886,000 ล้านดอลลาร์ เป็นงบกลาโหมที่สูงสุด ทั้งๆ ที่ประเทศมีปัญหาขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก ตั้งงบกลาโหมมากกว่าจีนเกือบ 4 เท่า งบกลาโหมจีนเท่ากับ 1.3% ของจีดีพี ส่วนสหรัฐเท่ากับ 3.5%

            ถ้าเจาะลึกลงไป ปี 2023 Quincy Institute for Responsible Statecraft ประเมินว่าสหรัฐมีฐานทัพต่างแดนกว่า 750 แห่งใน 80 ประเทศทั่วโลก ต้องใช้งบประมาณกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และยังขยายฐานทัพต่อเนื่อง เช่นที่ฟิลิปปินส์

            วิเคราะห์: การสร้างกองทัพใหญ่โต มีฐานทัพต่างแดนมากมาย ยังสะท้อนความเป็นอภิมหาอำนาจโลก ผู้นำโลกเสรีที่ใช้พลังกองทัพควบคุมระบบโลก จะเห็นว่าสหรัฐมีส่วนร่วมสงครามใหญ่น้อย (ทั้งทางตรงทางอ้อม) ในแทบทุกภูมิภาคทั่วโลกอยู่เสมอ

            สหรัฐคือประเทศที่ยึดหลักสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพแบบขีดสุด ที่อาจมากเกินจำเป็นสำหรับประเทศทั่วไป เพราะเป็นมหาอำนาจและพยายามรักษาความเป็นมหาอำนาจ

ตัวอย่างสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ:

            พวกโลกสวยชี้ว่ากองทัพไม่สำคัญอีกแล้ว หรือมีศักยภาพแต่น้อยก็พอ ในส่วนนี้นำเสนอตัวอย่างโลกแห่งความจริงที่ไม่ไร้เดียงสา ดังนี้

          1. สงครามยูเครน

            การรบระหว่างยูเครนกับรัสเซียเป็นเรื่องที่นานาชาติจับตา เพราะไม่คิดว่ายูเครนจะทำสงครามกับมหาอำนาจทางทหารอย่างรัสเซีย แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิด

            เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ยูเครนเป็นสมรภูมิสงครามตัวแทนระหว่างรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐ (Grand Strategy)

            รัฐบาลตะวันตกชี้ว่าสงครามยูเครนเกี่ยวข้องกับยุโรปโดยตรง เกี่ยวข้องกับการปกป้องเสรีประชาธิปไตยยุโรป ผู้นำปูตินจะไม่หยุดที่ยูเครนแต่จะรุกรานไปเรื่อยหวังยึดยุโรปทั้งหมด ด้วยเหตุผลข้ออ้างนี้นาโตจึงช่วยยูเครนรบรัสเซียเรื่อยมา

            ตั้งแต่เริ่มสงคราม (กุมภาพันธ์ 2022) นาโตให้เหตุผลชัดเจนว่าทหารนาโตจะไม่รบกับรัสเซียโดยตรง เพราะอาจนำสู่สงครามใหญ่ อีกทั้งไม่จำต้องส่งทหารช่วยยูเครนเพราะยูเครนไม่ใช่สมาชิกนาโต 2 ข้อนี้น่ารับฟังและสมเหตุผล ทำไมต้องให้ความเป็นไปของยูเครนนำสู่สงครามใหญ่ที่ประชาชนหลายประเทศอาจบาดเจ็บล้มตายหลายล้านคน (ระดับสงครามโลก) เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด

            ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐกับพวกจึงตีกรอบว่าจะไม่รบโดยตรงเด็ดขาด เพียงแค่ส่งความช่วยเหลือเสบียง กระสุน อาวุธแก่ยูเครนเท่านั้น ทุกวันนี้ที่ยูเครนยังรบได้เพราะอาวุธกับเสบียงจากรัฐบาลสหรัฐและพวก

            ไม่ว่าจะมองจากมุมยูเครนหรือรัสเซีย สงครามใหญ่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้และส่อว่าจะเกิดอีกหลายที่ ใครคิดว่าจะไม่เกิดสงครามเป็นพวกโลกสวยไร้เดียงสา

          2. ข้อตกลงอับราฮัม

            ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เป็นข้อตกลงปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล ประเทศที่ยอมรับข้อตกลงนี้เท่ากับยอมรับความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ของอิสราเอล เป็นจุดเริ่มสู่ความสัมพันธ์การทูตระดับปกติ พวกรัฐอาหรับคือประเทศเป้าหมายที่อิสราเอลหวังให้ร่วมข้อตกลงนี้

            ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดข้อตกลงอับราฮัม ประเทศอาหรับบางประเทศร่วมข้อตกลงแล้ว เหตุที่ยอมรับข้อตกลงส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของรัฐบาลสหรัฐ (ที่สนับสนุนอิสราเอล) อีกส่วนหนึ่งถูกมองว่าเพราะกองทัพอิสราเอลน่าเกรงขาม ชาติอาหรับไม่สามารถต่อกรได้อีกแล้ว การทำสงครามมีแต่จะเสียมากกว่า จึงจำต้องยอมรับอิสราเอล

            การที่ชาติอาหรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอิสราเอลมาตลอด ชาติอาหรับกับอียิปต์เคยล้อมกรอบอิสราเอล เคยทำสงครามน้อยใหญ่หลายครั้ง พยายามต่อต้านอิสราเอลที่รุกรานปาเลสไตน์ มาบัดนี้ไม่กล้าทำสงครามอีก ความมั่นคงของอิสราเอลมาจากหลักสันติภาพได้มาด้วยแสนยานุภาพ

            กองทัพอิสราเอลแข็งแกร่งจนเพื่อนบ้านไม่กล้ารบด้วย

          3. การป้องปรามนิวเคลียร์

            เมื่อพูดถึงนโยบายป้องปราม การป้องปรามนิวเคลียร์เป็นตัวอย่างที่มักเอ่ยถึง ป้องปรามไม่ให้อีกฝ่ายใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีหรือคุกคาม

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศคู่สงครามเร่งวิจัยอาวุธนิวเคลียร์ ลงเอยด้วยการใช้นิวเคลียร์กับญี่ปุ่น 2 ลูก เมื่อเข้าสงครามเย็นทั้งสหรัฐกับสหภาพโซเวียตต่างเร่งสะสมอาวุธนี้ และเริ่มตระหนักว่าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์จะวอดวายด้วยกันทั้งหมด ตั้งคำถามว่าประโยชน์ของอาวุธนิวเคลียร์คืออะไร ควรแข่งกันสะสมมากน้อยแค่ไหน

            ความกลัวหายนะกลายเป็นแรงต้านไม่คิดใช้อาวุธนี้ เป็นที่มาของการใช้นิวเคลียร์เพื่อป้องปรามโดยเฉพาะกับประเทศที่มีนิวเคลียร์ด้วยกัน สหรัฐขอเจรจากับโซเวียตเพื่อลดความตึงเครียด ลดหรือชะลอสร้างอาวุธนิวเคลียร์

            การป้องปรามด้วยนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่มหาอำนาจจะไม่ทำสงครามโดยตรงต่อกัน เพราะเสี่ยงกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ หายนะด้วยกันทั้งคู่ (mutually assured destruction: MAD)

            นี่คือความเข้มแข็งของมหาอำนาจที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าปะทะโดยตรง

            อย่างไรก็ตาม “สันติภาพจะได้มาด้วยแสนยานุภาพ” มีข้อควรระวัง เช่น การแข่งขันทางอาวุธ (Arms Race) จนรุนแรงเกินไป คำนึงงบประมาณที่ต้องใช้ ไม่ยั่วยุจนบานปลาย ยึดเป้าหมายสุดท้ายคือสันติภาพที่เป็นจริง

            สันติภาพที่เป็นจริงไม่ได้มาเพราะความคิดแบบคนโลกสวย ที่คิดว่าทุกประเทศหวังอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยการเจรจา ไม่ต้องใช้กำลัง ความจริงแล้วถ้าเข้มแข็งมากพอจนฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าลงมือ สันติภาพจะมาเอง

24 สิงหาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใคอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10508 วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568)

--------------------

บรรณานุกรม :

1. China raises defense budget by 7.2% for 2024, 'conducive to peace, stability'. (2024, March 5). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202403/1308188.shtml

2. Gray, Colin S. (2007). War Peace and International Relations: An introduction to strategic history. Oxon: Routledge.

3. How likely is the use of nuclear weapons by Russia? (2023, June 22). Chatham House. Retrieved from https://www.chathamhouse.org/2022/03/how-likely-use-nuclear-weapons-russia

4. Quester, George H. (2011). Deterrence. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.414-415). DC: CQ Press.

5. US military bases: the lingering shadow over the world. (2023, July 14). China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/a/202307/14/WS64b0b01da31035260b81670d.html

6. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.

-----------------

ป้องกันตัวเองด้วยการชิงโจมตีก่อน

ประเด็นที่ถกเถียงเรื่อยมาคือ ต้องรอให้คนของเราบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมากก่อนหรือ จึงจะโจมตีโต้กลับ กับบางประเทศใช้หลักป้องกันตัวเองเป็นข้ออ้างเพื่อรุกรานคนอื่น

            ถ้ามีผู้หนึ่งแสดงท่าทีอาฆาตมาดร้าย ถืออาวุธเดินตรงเข้ามาทำท่าจะทำร้าย เราสามารถยิงผู้นี้ก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีเหตุที่ประเทศสามารถป้องกันตัวเองด้วยการชิงโจมตีก่อน เรื่องนี้ใช้หลักการ 2 ข้อ คือ การป้องกันตัวเองกับการชิงโจมตีก่อน

            การโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตัวเองมีมากนานแล้ว ในทางวิชาการยึดหลักการที่ได้จาก Caroline Case เมื่อ ค.ศ. 1837 สามารถใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อดังนี้

            1) ความจำเป็น (Necessity) มีความจำเป็นอย่างท่วมท้นและไม่มีทางเลือกอื่น

            2) ความทันที (Instant) ต้องกระทำอย่างทันท่วงที ไม่มีเวลาให้พิจารณา ต้องรีบลงมือ

            3) ความได้สัดส่วน (Proportionality) การใช้กำลังต้องได้สัดส่วนกับภัยคุกคามที่เผชิญอยู่ ไม่ใช้กำลังมากเกินความจำเป็น

(YouTube:โจมตีก่อนเส้นแบ่งป้องกันกับรุกราน)

มาตรา 51 การตีความที่แตกต่าง:

            ภายใต้มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ รัฐสมาชิกมีสิทธิป้องกันตนเอง

            มาตรา 51 บัญญัติว่า “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรนี้จะรอนสิทธิโดยธรรมชาติในการป้องกันตนเองโดยลำพัง หรือโดยร่วมกัน หากการโจมตีด้วยกำลังอาวุธบังเกิดแก่สมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะ มนตรีความมั่นคงจะได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศมาตรการที่สมาชิกได้ดำเนินไปในการใช้สิทธิป้องกันตนเองนี้จะต้องรายงานให้คณะมนตรี ความมั่นคงทราบโดยทันที และจะต้องไม่กระทบกระเทือนอำนาจและความรับผิดชอบของคณะ มนตรีความมั่นคงตามกฎบัตรฉบับปัจจุบันแต่ประการใด ในอันที่จะดำเนินการเช่นที่เห็นจำเป็นไม่ว่าในเวลาใด เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

            มาตรา 51 ระบุว่า รัฐสมาชิกสามารถใช้กำลังป้องกันตัวเองเมื่อโดนโจมตีแล้วเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความจริงบางครั้งรอให้โดนโจมตีก่อนไม่ได้ เป็นประเด็นถกเถียงใน 2 มุมมอง

            1) มุมมองที่เคร่งครัด (Strict Interpretation)

            มุมมองนี้ชี้ว่ามาตรา 51 ระบุชัดว่าต้องมีการโจมตีเกิดขึ้นจริงแล้วเท่านั้น จึงจะใช้สิทธิป้องกันตนเองได้
            2) มุมมองที่ยืดหยุ่น (Liberal Interpretation)

            บางคนแย้งว่าในโลกยุคใหม่ที่ภัยคุกคามรวดเร็วและรุนแรง เช่น อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) เช่น ระเบิดนิวเคลียร์ การโจมตีทางไซเบอร์ การรอให้ถูกโจมตีก่อนอาจสายเกินไป จึงควรอ้างสิทธิป้องกันตนเองได้หากมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าภัยคุกคามนั้น "ใกล้จะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง"

            ต้องรอให้คนของเราบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมากก่อนหรือ จึงจะโจมตีโต้กลับได้

การป้องกันตัวเองล่วงหน้า:

            การป้องกันตัวเองล่วงหน้า เป็นประเด็นย่อยของการป้องกันตัวเอง

            การป้องกันตนเองล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) คือ การที่รัฐใช้กำลังทหารโจมตีฝ่ายตรงข้ามก่อนฝ่ายเราถูกโจมตีจริง โดยชี้ว่ามีภัยคุกคามที่ "ใกล้จะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง" (imminent threat) และจำเป็นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตนเอง

            กรณีตัวอย่างที่ใช้กันมากคือ ไม่สามารถปล่อยให้ข้าศึกใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอื่นๆ (WMD) เช่น อาวุธเคมี ชีวภาพ เพราะอานุภาพทำลายร้ายแรง พลเรือนจำนวนมากเสี่ยงถูกทำร้าย

            เรื่องการป้องกันตัวเองด้วยการชิงโจมตีก่อน ยิ่งลงรายละเอียดยิ่งมีประเด็นถกเถียง จากกฎเกณฑ์กับสถานการณ์ที่ขัดกัน และยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ ไม่ว่ากติกาเป็นอย่างไร ศตวรรษที่ 21 ยังใช้หลักการเหล่านี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นสะท้อนความเป็นไปของโลกนี้ หลักการกับภาคปฏิบัติ

ตัวอย่างการป้องกันตนเองล่วงหน้า:

            บทความนี้ยก 2 ตัวอย่าง คือ การโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับ WMD ของซัดดัม

          ประการแรก การโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

            มิถุนายน 2025 อิสราเอลกับสหรัฐร่วมกันใช้กำลังทางอากาศโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าต้องการขจัดภัยนิวเคลียร์นี้อย่างราบคาบ

            ด้านรัฐบาลอิหร่านประกาศซ้ำหลายครั้งว่าใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเท่านั้น ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ เช่น ใช้ในทางการแพทย์ การถนอมอาหาร ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ประกาศฟัตวา (fatwa) ซ้ำหลายครั้งว่าการผลิต การเก็บและการใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นที่ต้องห้ามภายใต้ศาสนาอิสลาม อิหร่านจึงไม่มีและไม่คิดจะมีอาวุธนิวเคลียร์

            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสนับสนุนอิหร่านว่า IAEA “ไม่พบหลักฐานชี้ว่าอิหร่านมีหรือกำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์” และมีสิทธิ์ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ

            ทุกวันนี้ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลต่างยอมรับว่าอิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ข้อสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านไม่เป็นภัยคุกคาม เพราะเจ้าหน้าที่สหรัฐชี้ว่าอิหร่านสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในไม่กี่สัปดาห์ บ้างวิเคราะห์ว่าสามารถผลิตนิวเคลียร์ถึง 5 ลูก ไม่ว่าเรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร ข้อมูลจากสหรัฐระบุเช่นนั้น ที่สำคัญคือการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐจะยึดข้อมูลของตัวเอง บางครั้งขัดกับข้อมูลของนานาชาติ แต่รัฐบาลสหรัฐไม่สนใจ

            รวมความแล้วรัฐบาลอิสราเอลกับสหรัฐเห็นว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นภัยคุกคาม (แม้ยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์) จึงชิงโจมตีก่อน ทำลายโครงการนิวเคลียร์อิหร่านหลายจุด


(ํYouTube: นาโตคิดชิงโจมตีรัสเซีย)

          ประการที่ 2 WMD ของซัดดัม

            รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ใช้หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” เพื่อเปิดฉากทำสงครามกับอิรัก อ้างว่ารัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนสั่งสม WMD จำนวนมาก และมีประวัติใช้ WMD กับประชาชนตนเอง (ข้อหลังนี้เป็นความจริง รัฐบาลซัดดัมใช้อาวุธเคมีสังหารคนอิรักจำนวนมาก) ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐอ้างว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ และอาจส่งมอบอาวุธนี้แก่ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐ จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว

            ก่อนที่รัฐบาลบุชจะส่งกองทัพบุกอิรัก ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการโจมตีต่างประเทศก่อน บางคนเกรงว่าจะยิ่งเป็นเหตุให้ประเทศตกเป็นเป้าก่อการร้าย พันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่อาจทัดทานการตัดสินใจของรัฐบาลบุช

            หลังสงครามสิ้นสุด ระบอบซัดดัมล่มสลาย กระแสต่อต้านรัฐบาลสหรัฐพุ่งถึงขีดสุดเมื่อรัฐบาลบุชไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี WMD ในอิรัก ขัดแย้งกับหลักนิยมชิงโจมตีก่อนที่ยึดเกณฑ์ “ภัยคุกคามจวนตัวนั้นมีจริง”

            จะเห็นว่าการป้องกันตัวเองด้วยการชิงโจมตีก่อนบางครั้งเป็นข้ออ้างเพื่อรุกราน แต่ในโลกแห่งความจริงก็เป็นเช่นนี้ หลักการที่ดีไม่ใช่หลักการที่สมบูรณ์ตามอุดมคติ บางครั้งถูกใช้อย่างบิดเบือนและไม่มีใครห้ามได้ โลกเป็นเช่นนี้

            หากจะกระทำอย่างชอบธรรมจำต้องรับฟังความเห็นของนานาชาติก่อน กระทำอย่างเปิดเผย ดำเนินการเป็นขั้นตอน ยึดกติกาสากล วิธีนี้ช่วยให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาคมโลก

            ในระบบโลกอนาธิปไตย รัฐทั้งหลายจะให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคงมากที่สุด โดยอาศัยอำนาจเป็นเครื่องมือ จึงจำต้องสร้างสมกำลังทหารเพื่อป้องกันประเทศ เพิ่มขยายอำนาจต่างๆ ที่จะส่งเสริมอำนาจรัฐ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม เกียรติภูมิของชาติ ฯลฯ เพื่อความอยู่รอดของตน

            การอยู่รอดรวมถึงการรุกรานประเทศอื่น ด้วยความเชื่อว่าวิธีการอยู่รอดที่ดีที่สุด คือการขยายอำนาจประเทศของตนให้มากที่สุด รวมถึงการบั่นทอนทำลายต่างชาติ

            รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ตั้งอยู่บนหลักคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่น ขัดแย้งศีลธรรมคุณธรรม ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลทุกประเทศเป็นเช่นนี้ ที่ต้องบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตน และรัฐบาลทรัมป์ทำจริงตามที่พูด มีหลักฐานมากมายปรากฎเป็นที่ประจักษ์

            การป้องกันตัวเองด้วยการชิงโจมตีก่อน เป็นรูปธรรมหนึ่งของการใช้ทฤษฎีสัจนิยม

17 สิงหาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10501 วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568)

-------------

บรรณานุกรม :

1. Cook, Jonathan. (2008). Israel and the Clash of Civilisations: Iraq, Iran and the Plan to Remake the Middle East. USA: Pluto Press.

2. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821

3. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.

4. Russian President's Latest Statements on Ukraine and Iran-Israel Conflict. (2025, June 21). Sputnik Globe. Retrieved from https://sputnikglobe.com/20250621/russian-presidents-latest-statements-on-ukraine-and-iran-israel-conflict-1122307957.html

5. Trump Calls for Iran to ‘Surrender’ as He Weighs Military Action. (2025, June 17). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/world/middle-east/trump-calls-for-unconditional-surrender-as-he-loses-patience-with-iran-773cb20d

-----------------

ทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency theory) ในศตวรรษที่ 21

ทฤษฎีพึ่งพิงช่วยมองโลกผ่านเลนส์ตัวหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์แต่ไม่ล้าสมัย ช่วยให้เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            ทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency theory) ในระยะหลังไม่ค่อยเอ่ยถึงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะตำรากับสื่อตะวันตกเน้นใช้แนวคิดอื่นมากกว่า เช่น โลกาภิวัตน์ แต่สาระของทฤษฎีพึ่งพิงแทรกอยู่ในหลายแนวคิด การวิเคราะห์ต่างๆ

ทฤษฎีพึ่งพิง:

            ความช่วยเหลือที่ไม่ให้เปล่าจริงๆ การครอบงำในรูปแบบต่างๆ ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม นำสู่ทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            ทฤษฎีพึ่งพิงเป็นแนวคิดอธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับการเมืองที่ไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา

            ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากโครงสร้างโลกที่ตั้งใจสร้างเพื่อประโยชน์ของบางประเทศ ทฤษฎีพึ่งพิงมองว่าระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอยู่ภายใต้โครงสร้างที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศพัฒนาแล้ว (บางตำราใช้คำว่าพวกตะวันตกหรือประเทศแกนกลาง) และทำให้ประเทศกำลังพัฒนา (บางตำราใช้คำว่าประเทศที่ถูกขูดรีด ประเทศชายขอบ) ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิง ถูกเอารัดเอาเปรียบ

            นักวิชาการสายนี้อธิบายว่า ความยากจนของกลุ่มประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา เกิดจากการขูดรีดของประเทศนายทุนใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ประเทศนายทุนใหญ่หรือประเทศที่พัฒนาแล้วผลิตสินค้าที่ขายในราคาสูง แลกกับสินค้าราคาถูกของประเทศกำลังพัฒนา เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ไม่เท่าเทียมกัน

            เรื่องนี้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อารยธรรมที่รุ่งเรืองมาจากการรวบรวมความมั่งคั่งของอาณาจักรอื่นๆ ที่ด้อยกว่า ความมั่งคั่งที่กอบโกยช่วยให้มหาอำนาจมีทรัพยกรสำหรับการพัฒนาประเทศมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ อาวุธ สร้างกองทัพขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครสู้ได้

            ความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจจึงเป็นผลมาจากการที่พวกเขาได้เปรียบ และแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร แรงงาน และตลาดของประเทศกำลังพัฒนา ผลคือประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถพัฒนาเต็มศักยภาพ หรือถูกกดทับ ในขณะที่ชาติมหาอำนาจสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ของตน หรือสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ความสัมพันธ์พึ่งพิงหลายด้าน:

            ที่ร้ายกว่านั้นคือ เกิดความสัมพันธ์พึ่งพิงหลายด้าน

            บางกรณีอาจพูดว่าการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจเป็นจุดเริ่ม เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ บนฐานคำว่า “เพื่อช่วยพัฒนาประเทศ” แต่ความจริงแล้วลึกซึ้งกว่านั้นมาก ลักษณะหนึ่งที่เห็นชัดคือประเทศผู้ถูกกดขี่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าเกษตรไปยังมหาอำนาจกับพวก และพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว

            สงครามเย็นเป็นตัวอย่างการพึ่งพิงหลายด้าน ด้วยเหตุผลช่วยต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลสหรัฐให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาหลายอย่าง ด้วยหวังว่าจะชี้นำเศรษฐกิจของพวกเขา รวมถึงการเมือง การศึกษา ค่านิยม วัฒนธรรม ประเทศเหล่านี้จึงดำเนินนโยบาย “พัฒนาแบบตะวันตก”

            หนึ่งในหลักการที่ชาติตะวันตกใช้คือหลักแบ่งงานการทำ ทุกประเทศผลิตในสิ่งที่ตนถนัด มีประสิทธิภาพ และนำเข้าสินค้าอื่นๆ ที่ตนไม่ได้ผลิตจากประเทศอื่น พวกตะวันตกชี้ว่าภายใต้หลักการดังกล่าว ทุกประเทศจะผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วโลกได้บริโภคอย่างเต็มที่

            แต่ภายใต้หลักดังกล่าว ประเทศกำลังพัฒนาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากผลิตสินค้าเกษตร ส่งออกสินแร่ในราคาถูก ในขณะที่ต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรมในราคาแพงกว่าหลายเท่า จึงเกิดภาวะขายถูก-ซื้อแพง เกิดปัญหาด้านงบประมาณ

            เป็นที่มาของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ (economic inequalities) ที่ขยายตัวถ่างออกมากขึ้น เหมือนคนรวยกับคนจนที่ต่างกันมากขึ้นทุกที

            บางประเทศจึงปรับเปลี่ยนนโยบาย ใช้หลัก “ทดแทนการนำเข้า” (import-substitution) คือส่งเสริมอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าบางอย่างที่จำเป็น ลดการนำเข้า พร้อมๆ กับที่ไม่มุ่งผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น

            อีกลักษณะที่เห็นชัดคือประเทศผู้ถูกกดขี่ต้องพึ่งพาเงินกู้และการลงทุนจากมหาอำนาจกับพวก ซึ่งมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์เจ้าหนี้ รัฐบาลผู้รับเงินกู้ต้องคอยปกปิด กลบเกลื่อนประชาชนตัวเองไม่ให้รู้ว่าประเทศเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับข้อตกลงที่เสียเปรียบ ด้วยเหตุผลข้อตกลงเป็นเอกสารลับราชการ และคนที่รู้ไม่กล้าเปิดเผย (เพราะผิดกฎหมาย) ประชาชนจึงไม่รู้ว่าข้อตกลงที่เสียเปรียบเป็นอย่างไร เป็นเช่นนี้ร่ำไป

            การครอบงำที่ร้ายแรงสุดคือ การพึ่งพิงทางวัฒนธรรม/อุดมการณ์ ประเทศโลกที่ 3 (กำลังพัฒนา) มักรับวัฒนธรรมและแนวคิดการเมืองการปกครองจากมหาอำนาจ ประเทศผู้เป็นมหาอำนาจพยายามชี้ว่าอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจของตนดีที่สุด (โดยไม่พูดว่าที่ตนเจริญนั้นมาจากการกอบโกยผลประโยชน์ต่างแดน)

            พวกมหาอำนาจจะพยายามให้เลือกข้าง เป้าหมายคือให้เลือกอยู่ฝ่ายตน ซึ่งหมายถึงต้องพึ่งพิงมหาอำนาจฝ่ายนั้นนั่นเอง ถูกใช้ประโยชน์ แม้กระทั่งต้องเข้าสู่สงครามตัวแทน ทำสงครามที่ไม่ได้ก่อ แต่มหาอำนาจผลักให้เข้าสู่สงคราม ประเทศกลายเป็นสนามรบ ยิ่งรบยิ่งพัง

            ดังนั้น แม้มหาอำนาจจะบอกว่าเคารพอธิปไตย เสรีภาพการตัดสินใจของประเทศอื่น ความจริงแล้วพยายามกดดันให้อยู่ฝ่ายเดียวกับเขา รับค่านิยมวัฒนธรรมของเขา ไม่สนใจว่าบริบทประเทศโลกที่ 3 นั้นพร้อมรับหรือไม่ ต้องรับนโยบาย ทำตามคำสั่ง แรงกดดัน

ความร่วมมือของชนชั้นนำ:

             มหาอำนาจตระหนักว่าการใช้กำลังทหารไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป ทางที่ดีกว่าคือให้อีกฝ่ายมีรัฐบาลที่เป็นพวกเดียวกันตน จึงสนับสนุนผู้นำประเทศ นักการเมือง พรรคการเมืองที่ตอบสนองผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ดังจะเห็นว่าบางประเทศที่มีการเลือกตั้ง เมื่อได้รัฐบาลหนึ่งจะอยู่ฝ่ายมหาอำนาจขั้วหนึ่ง เมื่อเลือกตั้งอีกครั้งได้รัฐบาลอีกขั้วก็จะเป็นมิตรกับมหาอำนาจอีกฝ่าย เป็นเช่นนี้สลับไปมา

            หรือหากประเทศฝ่ายตรงข้ามมีผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่เข้มแข็ง จะใช้วิธีกัดเซาะบ่อนทำลาย ดังมีข่าวว่ามหาอำนาจมักคิดล้มล้างรัฐบาลหรือระบอบฝ่ายตรงข้าม ยุทธศาสตร์นี้จะวางแผนและดำเนินการต่อเนื่องหลายปี บางกรณีหลายทศวรรษ

ไม่ใช่การพึ่งพิงโดยสมบูรณ์:

            ทฤษฎีพึ่งพิงเป็นแนวการมองโลกแบบหนึ่ง ความเป็นไปในโลกไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บางครั้งเป็นความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งคู่ ประเทศผู้ถูกดขี่พยายามเอาตัวรอด ติดต่อสัมพันธ์หลายมหาอำนาจ เพื่อทำให้เกิดการถ่วงดุล

            อีกทั้งประเทศจะพัฒนาหรือไม่ ประชาชนจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมากนอกเหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            การพึ่งพิงช่วยให้ประเทศเติบโตพัฒนาขึ้น ประชาชนอยู่ดีมีสุขมากขึ้น โดยนัยนี้การพึ่งพิงได้ประโยชน์เช่นกัน เพียงแต่ได้น้อยกว่า อนาคตประเทศอยู่ใต้การกำกับหรือแรงกดดันของรัฐบาลต่างชาติ ไม่สามารถเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นเบี้ยล่างอยู่เสมอ

            ในศตวรรษที่ 21 ไม่ค่อยเอ่ยถึงทฤษฎีพึ่งพิง เพราะมีแนวคิดอื่นที่เด่นกล่าว ตั้งแต่โลกไร้พรมแดน โลกาภิวัตน์ รัฐบาลทรัมป์กำลังวางระบบใหม่ตาม "Mar-a-Lago Accord" ด้าน BRICS กำลังสร้างระบบพหุภาคีใหม่ที่เท่าเทียมกว่าเดิม ถึงกระนั้นทฤษฎีพึ่งพิงยังทำหน้าที่ช่วยมองโลกผ่านเลนส์ตัวหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์แต่ไม่ล้าสมัย ช่วยให้เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจ เพราะไม่เข้าถึงข้อมูลเอกสารลับต่างๆ รัฐบาลที่พยายามปกปิด กลบเกลื่อนความจริง และความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ

10 สิงหาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10494 วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568)

------------------

บรรณานุกรม:

Kegley, Charles W., Blanton, Shannon L. (2011). World Politics: Trend and Transformation, (2010-2011 Ed.). MA: Wadsworth Publishing. 

กฎแห่งป่า...โลกที่ไม่ไร้เดียงสา

หลายครั้งที่สงครามหรือสันติภาพขึ้นกับมหาอำนาจ โลกจะสงบสุขหรืออยู่ในสงครามขึ้นกับว่าแบบไหนที่มหาอำนาจได้ประโยชน์มากกว่า โลกไม่สวย อย่าไร้เดียงสา

            ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มนุษย์อยู่ในโลกโดยไร้การควบคุมหรือเรียกอีกอย่างว่ากฎแห่งป่า (law of the jungle) อันหมายถึง สัตว์ที่แข็งแรงกว่าฉลาดกว่าคือตัวที่อยู่รอด ส่วนที่อ่อนแอฉลาดน้อยจะกลายเป็นเหยื่อ

            คนจีนฮั่นโจมตีมองโกล คนมองโกลรุกรานฮั่น ไทยรบกับพม่า พม่าตีไทย ไทยตีพม่า ไม่มีกติกาว่าห้ามฆ่าทำลายอีกฝ่าย ห้ามยึดครองหรือจับเชลยเป็นทาส

            เมื่อพิจารณาภาพรวมโลกปัจจุบัน เมืองมีเจ้าเมือง ประเทศมีผู้ปกครอง แต่โลกยังไม่มีรัฐบาลโลกที่สามารถบริหารจัดการให้นานาชาติอยู่ร่วมกันโดยสันติอย่างแท้จริง ตลอดประวัติศาสตร์จนถึงทุกวันนี้เต็มด้วยการต่อสู้แย่งชิง

            "กฎแห่งป่า" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน หมายถึง สถานการณ์ที่อำนาจและผลประโยชน์ของรัฐเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ ความต้องการของประเทศต่างๆ อยู่เหนือกฎเกณฑ์ กฎหมาย หลักศีลธรรม เปรียบเสมือนการเอาตัวรอดในป่าใหญ่ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด

อนาธิปไตย:

            บางคนอธิบายการช่วงชิงแข่งขันระดับโลกโดยใช้หลักอนาธิปไตย (Anarchy)

            ถ้ายึดรัฐเป็นตัวตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีลักษณะอนาธิปไตย (Anarchy) คือภาวะที่ไม่มีอำนาจกลางที่สามารถกำกับควบคุมรัฐต่างๆ หรือไม่มีรัฐบาลโลกที่มีอำนาจสูงสุดในการบังคับใช้กฎเกณฑ์ ควบคุมพฤติกรรมของรัฐต่างๆ

            บางรัฐจึงเป็นมิตรต่อกัน และกับบางรัฐเป็นศัตรูต่อกัน

            สภาพอนาธิปไตยทำให้ทุกประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง พร้อมทำสงครามกับทุกประเทศ แม้กระทั่งประเทศที่เป็นมิตร การพึ่งพาตัวเองในที่นี้ไม่ใช่การไม่สัมพันธ์กับใคร ในทางกลับกันต่างพยายามร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน การอยู่โดดเดี่ยวเสียประโยชน์ทั้งในภาวะปกติกับภาวะสงคราม

            ประเทศเพื่อนบ้านมักเป็นทั้งมิตรกับศัตรูพร้อมกัน บางกรณีต่อหน้าเป็นมิตรแต่ใช้ปฏิบัติการลับเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์ บ่อนทำลายเพื่อนบ้าน 2 ประเทศเห็นตรงกันบางเรื่องและเห็นต่างบางเรื่อง มักเป็นเช่นนี้เสมอ

            เกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วเพื่อนบ้านเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ คำตอบคือเป็นสภาพของความร่วมมือคู่ความขัดแย้ง เฝ้าระวังกันและกัน หวาดระแวงตลอดเวลา

            ดังคำกล่าวว่า ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร มีแต่ผลประโยชน์ร่วมเท่านั้น

            ทุกประเทศ (รัฐบาล) มีอุดมคติ มีอุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุด แต่ยากจะบรรลุอุดมคติ ในทางปฏิบัติจึงมุ่งบรรลุเป้าหมายที่ทำได้จริงหรือเท่าที่ทำได้ ภายใต้บริบทที่เป็นอยู่

            หากจำต้องเสียหาย ขอให้ความฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้สูญเสียมากกว่า แม้จะเกิดจากความเข้าใจผิดก็ตาม

            ภายใต้อนาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าโลกจะต้องอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายตลอดเวลา รัฐต่างๆ พยายามควบคุมให้อยู่ในการแข่งขันช่วงชิงที่ควบคุมได้ เพราะการควบคุมได้คือควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายหรือทิศทางที่ต้องการ ได้ประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์

            ถ้าติดตามข่าวจะพบว่าเมื่อเกิดความขัดแย้ง ประเทศเพื่อนบ้านจะร้องขอให้เจรจา สหประชาชาติขอให้ยับยั้งชั่งใจ ไม่ขยายความรุนแรง จะมีบางประเทศเสนอตัวช่วยเจรจาให้กลับสู่ความสงบ เป็นภาพที่นานาชาติไม่อยากเห็นความขัดแย้งลุกลามบานปลาย โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อเพื่อนบ้าน ต่อนานาชาติ

            หากมีประเด็นขัดแย้งเรื่องความมั่นคงทางทหาร ต่างฝ่ายจะเพิ่มพลังอำนาจทางทหาร พัฒนากำลังรบ ซื้อหาอาวุธใหม่ เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธ เกิดคำถามว่าควรปล่อยเช่นนี้หรือควรเจรจาเพื่อลดความร้อนแรง

ระบบโลกไม่สมบูรณ์:

            เราผ่านสงครามโลกมาแล้ว 2 ครั้งกับสงครามเย็นอีก 1 ครั้ง นานาชาติเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากอดีต เกิดสหประชาชาติเพื่อรักษาสันติภาพกับความมั่นคงระหว่างประเทศ พัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชาติทั้งหลาย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ช่วยกันแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือมนุษยธรรม และเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการดำเนินการของประชาชาติ

            อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา ความขัดแย้งหลายอย่างคงอยู่ อีกทั้งตัวองค์กรมีปัญหาเฉพาะของตัวเอง

            ตัวอย่าง องค์การค้าโลก (WTO) เป็นองค์การภายใต้สหประชาชาติ เป็นครั้งแรกของโลกที่มีองค์การดูแลการค้าทั้งโลก แต่หลายครั้งที่องค์กรนี้ไม่สามารถจัดการปัญหาการค้าระหว่างสมาชิก

            องค์การค้าโลกสร้างคุณประโยชน์มหาศาล แต่ไม่สามารถจัดการแก้ทุกปัญหา

            องค์การระหว่างประเทศไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง ประเทศจึงไม่สามารถฝากความหวังไว้กับองค์การระหว่างประเทศ ด้วยความเชื่อว่าองค์การเหล่านี้จะให้ชาติมั่นคงมั่งคั่งสืบไป

            โลกไม่ได้สวยงามถึงขนาดสามารถฝากความมั่นคงไว้กับองค์การเหล่านั้น ถ้าพูดให้ลึกกว่านั้น องค์การระหว่างประเทศเป็นการกดขี่ขูดรีดระดับโลก ที่บางประเทศได้ประโยชน์มากกว่า

อำนาจที่ไม่เท่าเทียม:

            คณะมนตรีความมั่นคงเป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติ ที่สะท้อนความไม่เป็นกลางมากที่สุด Richard N. Haass สรุปว่า บทบาทของสหประชาชาติจะเป็นอย่างไรขึ้นกับมหาอำนาจต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพราะสหประชาชาติไม่มีอธิปไตยในตัวเอง มหาอำนาจต้องเห็นพ้องกันก่อน สหประชาชาติจึงลงมือทำตาม หากมหาอำนาจตกลงกันไม่ได้ สหประชาชาติได้แต่นั่งดูเฉยๆ นี่คือแนวคิดของคณะมนตรีความมั่นคง

          คณะมนตรีความมั่นคงคืออีกตัวอย่างที่ชี้ว่า โลกไม่สวย อย่าไร้เดียง ระบบโลกปัจจุบันอยู่ใต้อิทธิพลของมหาอำนาจ

            นักวิชาการบางคนอธิบายเหตุที่สหประชาชาติไม่อาจแสดงบทบาทเท่าเทียม เพราะองค์กรนี้กำเนิดบนรากฐานสำนักคิดแบบอุมดคตินิยม (Idealism) ร่วมกับสัจนิยม (Realism) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งสัจนิยมจะโดดเด่นกว่า

            วิเคราะห์ได้ว่า สหประชาชาติคือองค์กรที่เกิดขึ้นจากการจัดระเบียบโลกของชาติมหาอำนาจในช่วงหลังสงครามโลก เป้าหมายเฉพาะหน้าคือการเข้าควบคุมความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจ 5 ชาติ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนและรัสเซีย ระบบการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงเป็นหลักฐานที่บ่งชี้เรื่องนี้ได้ดีที่สุด

มหาอำนาจได้ประโยชน์สูงสุด:

            ประวัติศาสตร์หลายพันปีให้ข้อสรุปว่าชาติที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ประเทศอ่อนแอจะถูกกดขี่ข่มเหง เสียประโยชน์ บ้างอยู่ใต้การชักนำของรัฐบาลต่างชาติ มหาอำนาจคือผู้กอบโกยผลประโยชน์มากที่สุด และจะพยายามกดขี่นานาชาติต่อไป เพราะนี่คือวิถีของการรักษาความเป็นมหาอำนาจ

            นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวในงานประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 2022 ว่า ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเงินโลกที่สร้างโดยประเทศที่ร่ำรวย และเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากระบบการเงินโลก ต้นเหตุความไม่เท่าเทียม นับวันประเทศพัฒนากับกำลังพัฒนาจะแตกต่างมากขึ้น ไม่ไว้วางใจต่อกัน ไม่อยากร่วมมือกัน จำต้องแสวงหาทางออกร่วมกัน บนพื้นฐานความปรารถนาดี ร่วมมือกันภายใต้สหประชาชาติ

            หลายครั้งที่สงครามหรือสันติภาพขึ้นกับมหาอำนาจ โลกจะสงบสุขหรืออยู่ในสงครามขึ้นกับว่าแบบไหนที่มหาอำนาจได้ประโยชน์มากกว่า ดังจะสังเกตว่าสงครามมักมีมหาอำนาจอยู่ด้วย ทั้งทางตรงทางอ้อม โลกในศตวรรษที่ 21 ยังเป็นเช่นนั้น ประเทศของคุณกำลังล่าหรือถูกไล่ล่า ประชาชนคนรากหญ้าจะรับผลกระทบก่อนและต้องทนทุกข์มากที่สุด

3 สิงหาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10487 วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568)

--------------

บรรณานุกรม :

1. Art, Robert J., Jervis, Robert. (2017). In International Politics: Enduring Concepts and Contemporary Issues (13th Ed.). New York: Pearson.

2. Haass, Richard N. (2005). The Politics of Power: New Forces and New Challenges. Defining Power, 27 (2), Summer 2005, Retrieved from http://hir.harvard.edu/articles/1340/1/>

3. Kegley, Charles W., & Blanton, Shannon L. (2011). World Politics: Trend and Transformation, (2010-2011 Ed.). MA: Wadsworth Publishing.

-----------------