เสรีภาพการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย

หากประชาชนไม่กำกับตรวจสอบฝ่ายการเมืองและมีส่วนร่วมในการปฏิรูป (ไม่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองทำเพียงลำพัง) เช่นนั้นย่อมโทษใครไม่ได้ และไม่อาจเรียกว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย 

            เสรีนิยม (Liberalism) เป็นลัทธิการเมืองที่เป็นรากฐานระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เป็นลัทธินำของโลกปัจจุบัน ประเทศยุโรปตะวันตกกับอเมริกาเหนือซึ่งเป็นแนวหน้าให้กำเนิดระบอบเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy - หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่าประชาธิปไตย) ล้วนเป็น เสรีนิยม” (Liberal) ก่อน และค่อยพัฒนาเป็นประชาธิปไตย (Democratic) ในภายหลัง

             “ลัทธิเสรีนิยม” สัมพันธ์กับ “เสรีภาพ” แต่ไม่ไปในทางเดียวกันเต็มร้อย เสรีนิยมเป็นลัทธิที่พัฒนาไปเรื่อย พอๆ กับแนวคิดเสรีภาพ ต่างฝ่ายต่างพัฒนาตามทางของตน ดังนั้นแม้แนวคิดเสรีภาพมีส่วนสำคัญในเสรีนิยมแต่ไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน ลัทธิเสรีนิยมไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพเท่านั้น


นิยามเสรีนิยม :

            ลัทธิ “เสรีนิยม” มีรากฐานนิยาม 2 แนว แนวแรกมีรากฐานจากพวกโปรเตสแตนต์ กับอีกแนวเป็นเรื่องลดอำนาจกษัตริย์ขุนนางสู่ประชาชน

          นิยามเสรีนิยม 1 จากพวกโปรเตสแตนต์

            เสรีนิยมคือชื่อของกลุ่มแนวคิดเกี่ยวกับรัฐบาลและสังคมที่ปรากฏตัวในยุโรปหลังจากปฏิวัติศาสนาของพวกโปรเตสแตนต์ (Protestant Reformation)

            เสรีนิยมไม่ใช่แนวคิดเดียวโดดๆ ประกอบด้วยแนวคิดย่อย มีจุดยึดหลักร่วมกันในเรื่องการอดกลั้น ให้เสรีภาพแก่มุมมองเรื่องความหมายของชีวิต ชีวิตหลังความตาย แนวคิดลดทอนบทบาทรัฐ หลักนิติธรรม ทรัพย์สินส่วนบุคคล การคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคล

          นิยามเสรีนิยม 2 การลดอำนาจกษัตริย์สู่ประชาชน

             แนวนิยามนี้เอ่ยถึงการส่งถ่ายอำนาจจากกษัตริย์สู่ขุนนางและประชาชน พูดถึงการปฏิวัติอังกฤษ (English Revolution) ในศตวรรษที่ 17 การปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) เมื่อปี 1776 และการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) เมื่อปี 1789

            แนวทางนี้ต่อต้านอำนาจจากสวรรค์ของกษัตริย์ (divine right) เริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญ (เพื่อจำกัดอำนาจกษัตริย์ให้อยู่ใต้กฎหมาย) ต่อมาพัฒนาเป็นรัฐบาลตัวแทน (ส.ส. ส.ว.) ต่อต้าน Absolutism (ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์) สิทธิพิเศษของพวกอภิสิทธิ์ชน (รวมทั้งขุนนาง) อำนาจของสถาบันศาสนา

            ในศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องที่ชาติตะวันตกให้ความสำคัญ ต้องการระบบเศรษฐกิจที่รัฐไม่แทรกแซง เป็นที่มาของการค้าเสรี อังกฤษก้าวหน้าเรื่องนี้มากที่สุด และกระจายสู่ทวีปอื่นๆ ในศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่ลัทธิเสรีนิยมต้องแข่งขันกับลัทธิอื่นๆ เช่น ชาตินิยม สังคมนิยม การต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า

เสรีภาพไม่ใช่ทำตามใจทุกอย่าง :

            จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, ค.ศ. 1806-1873) ผู้วางรากฐานเสรีภาพพูดในหนังสือ ว่าด้วยเสรีภาพ” (On Liberty) กล่าวว่าเสรีภาพของปัจเจกบุคคลกับการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกัน มองว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างความดีงามทั้งหลาย ดังนั้นต้องให้เสรีภาพกับมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถสร้างความดีงาม มนุษย์จำต้องสามารถเลือกทางเดินชีวิตด้วยตนเองซึ่งจะเป็นเหตุให้เขาใช้ขีดความสามารถในตัวเพื่อพัฒนาชีวิต แต่ไม่ได้หมายถึงการเลือกความสุขชั่วครั้งครั่งคราว ตอบสนองความรู้สึกพื้นฐาน และยังหมายถึงความสุขความพอใจในสติปัญญา ศีลธรรมความดีด้วย

            Jan Narveson นักคิดยุคปัจจุบันกล่าวว่าถ้าคิดว่าเสรีภาพของมนุษย์สำคัญ ควรคิดต่อว่าต้องไม่ใช้เสรีภาพเพื่อการทำลาย แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะถูกเรียกว่า “เสรีภาพ” ก็ตาม

            เสรีภาพการพูด เสรีภาพทางการเมืองคือเสรีภาพสำคัญ เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช่ประท้วงพร้อมกับทำลายข้าวของ ปล้นสะดมร้านค้า จุดไฟเผารถเผาบ้าน ทำร้ายร่างกายคนอื่น

            ดังนั้นเสรีนิยมไม่ใช่เสรีเต็มร้อย มีระดับเสรีภาพสูงต่ำ เมื่อ 2 คนเอ่ยว่าเป็นนักเสรีนิยม ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่มีระดับเสรีเท่ากัน

            แนวคิดเสรีนิยมเป็นแนวคิดที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่มีมาตรฐานในตัวเอง เช่น ยุคหนึ่งส่งเสริมให้เสรีภาพ เป็นไปตามกลไกตลาดเต็มที่ ต่อมาเมื่อบริบทเปลี่ยนไปเสรีภาพลดลง ดังนั้นเมื่อเอ่ยถึงเสรีภาพการแสดงออกจึงยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนตาม “ระดับเสรีภาพ” ที่กฎหมายหรืออำนาจรัฐมอบให้

ความอดกลั้นภายใต้เสรีนิยม :

            “ความอดกลั้น” ต่อความเห็นต่างคิดต่างเป็นพื้นฐานของเสรีนิยม ต้นกำเนิดมาจากความขัดแย้งระหว่างพวกโปรเตสแตนต์กับพวกคาทอลิก ในที่สุดยุติด้วยการให้แต่ละรัฐมีอิสระนับถือศาสนา เป็นที่มาของ Peace of Westphalia 1648 ความอดกลั้นต่อความแตกต่างด้านศาสนาความเชื่อจึงเปิดทางให้ “เสรีภาพ” แก่การนับถือศาสนาความเชื่อต่างๆ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุโรป เป็นที่มาของแนวคิดความอดกลั้นภายใต้เสรีนิยม (liberalism as toleration) กลายเป็นพื้นฐานของหลักเสรีภาพ ให้เสรีแก่มนุษย์ที่จะคิดต่างเห็นต่างชอบต่าง เพื่ออยู่ร่วมกันโดยสันติท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายนั้น

พันธะสัญญานิยม” (Contractarianism) :

            เป็นอีกหลักคิดสำคัญของเสรีนิยม ชี้ว่าในสภาพที่ทุกคนมีเสรีภาพมากที่สุดคือสภาวะที่เสรีภาพของทุกคนได้รับความคุ้มครองจากรัฐ โดยแต่ละคนยินยอมเสียสละเสรีภาพบางส่วนเพื่อเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพส่วนใหญ่ของตนถูกรักษาไว้

            รัฐหรือส่วนกลางทำหน้าที่วางระบบระเบียบที่เชื่อว่าเป็นภาวะที่ทุกคนมีเสรีภาพมากที่สุดอย่างสมควร เช่น ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย (สูญเสียเสรีภาพที่จะกระทำตามอำเภอใจอย่างไรขอบเขต) แต่ด้วยการที่สังคมมีกฎหมายทำให้เสรีภาพ (ส่วนใหญ่ที่คงอยู่) ของทุกคนได้รับความคุ้มครอง

            จุดอ่อนคือกฎหมายทั้งสิ้นมีเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากน้อยเพียงไร เอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มใดเป็นพิเศษหรือไม่ เกิดคำถามว่าประชาชนส่วนใหญ่ควรยอมรับเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มน้อย เพื่อรักษาเสรีภาพของตนหรือไม่ เช่น ยอมให้ชนชั้นปกครองขูดรีดบ้างเพื่อแลกกับความมั่นคงในชีวิต ยังมีเสรีภาพบางส่วน

            นักเสรีนิยมแม้จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ใช่พวกมองโลกสวย ยอมรับว่าหากปล่อยให้ทุกคนใช้เสรีภาพโดยไร้การควบคุมจะมีบางคนที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น บังคับผู้อื่นให้กลายเป็นทาส นักเสรีนิยมจึงเห็นด้วยกับการมีรัฐและกฎหมาย บังคับควบคุมพลเมืองให้ใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขต เสรีภาพไม่ใช่สิทธิที่จะทำร้ายทำลายผู้อื่นโดยเสรี จะต้องอยู่ใต้สัญญาประชาคมที่จะอยู่ร่วมอย่างสงบสุข

            ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจริงต้องเป็น สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้ผู้ปกครองประชาธิปไตย (สมมุติว่าเป็นเช่นนั้น) แต่ประชาชนไม่สนใจ ไม่ต้องการประชาธิปไตย ดังนั้น ทุกคนต้องเรียนรู้ สนใจการเมืองการปกครอง มีส่วนร่วมสม่ำเสมอ การเมืองไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่หรือผู้มีการศึกษาเท่านั้น ทุกคนทุกฝ่ายต้องแสดงออก

ต้องส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วมทางการเมือง :

            ยกตัวอย่าง ผลการเลือกตั้งของประเทศเบลารุสเมื่อสิงหาคม ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก (Alexander Lukashenko) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้ง ได้เสียงสนับสนุนถึง 80% ของผู้ไปลงคะแนน  ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคิดว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง จึงเดินขบวนประท้วงนับแสน

            เป็นการถูกต้องที่ฝ่ายต่อต้านใช้สิทธิคัดค้านผลเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลหากคิดว่าผลการเลือกตั้งยอมรับได้ควรออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาล พร้อมกับให้ต่างฝ่ายต่างแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ปรึกษาหารือร่วมกัน เช่นนี้คือการใช้เสรีภาพการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย

            ประชาธิปไตยแท้ ผู้ปกครองทุกระดับต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่หลอกล่อด้วยการตั้งกรรมาธิการ คณะรับฟังความคิดเห็นมากมายแต่ไม่มีผลบังเกิดขึ้นจริง นานวันเข้าประชาชนจะรู้สึกแปลกแยก รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลของเขา ผู้ปกครองไม่ชอบธรรม

            กรณีตัวอย่างสหรัฐ 240 กว่าปีนับจากก่อตั้งประเทศ มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเรื่อยมา ไม่เคยรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ประชาชนไม่น้อยคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อพวกเขาจริง ไม่ว่านักการเมือง รัฐบาลจะพูดอย่างไร นับวันชาวอเมริกันจะไม่เชื่อและไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่พูด เพราะการทำงานของนักการเมือง การบริหารประเทศไม่ได้สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชน ที่พวกเขาทำจริงคือผลประโยชน์ของพวกเขาเอง

            ในอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าในบางเรื่องชาวอเมริกันมีความต้องการแตกต่างกัน รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองทุกฝ่าย เพราะเมื่อให้ฝ่ายหนึ่งได้อีกฝ่ายจะเสีย เช่น ควรใช้งบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องราคาพืชผลเท่าใด ตั้งงบรักษาสุขภาพมากแค่ไหน หรือควรลดงบประมาณเพื่อลดภาษี

            การเมืองประชาธิปไตยคือการเมืองของประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ไม่ปล่อยให้ ส.ส. ส.ว. หรือผู้มีอำนาจไปทำการแทนตนเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนเจ้าของประเทศหากปล่อยปละละเลย ปล่อยให้นักการเมืองใช้อำนาจแทนตนตามอำเภอใจ เท่ากับมอบความเป็นเจ้าของประเทศแก่นักการเมืองโดยปริยาย

            หากประชาชนไม่กำกับตรวจสอบเท่ากับยอมให้ผู้ปกครองกดขี่ เช่นนั้นโทษใครไม่ได้ และไม่อาจเรียกว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

            นอกจากนี้การมีส่วนร่วมทางการเมืองมิได้หมายถึงการชุมนุมประท้วงเท่านั้น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของหมู่บ้านชุมชน อาจเป็นเรื่องถนนซอย ขยะหมู่บ้าน การแบ่งสันน้ำในคลอง ล้วนหมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงออกต่อเรื่องใกล้ตัว มีส่วนร่วมแก้ปัญหา ไม่จำต้องเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศเสมอไป

            ถ้าอยากสอนลูกสอนหลานให้เป็นประชาธิปไตย จงเริ่มจากเรื่องรอบตัวเขาแล้ววันหนึ่งเขาจะพัฒนาตัวเองให้เข้าใจการเมืองที่ซับซ้อน ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

23 สิงหาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8686 วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563)

-----------------------------

บทความใหม่ 

ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังคือหายนะ

ประชาธิปไตยที่ทำลายตัวเองย่อมไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยแท้ เพราะระบอบการปกครองดังกล่าวมีเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขยั่งยืน

บรรณานุกรม :

1. สมเกียรติ วันทะนะ. อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: อักษรข้าวสวย, 2551

2. Democrats announce two impeachment charges against Trump. (2019, December 10). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/democrats-announce-two-impeachment-charges-against-trump-doc-1my53n3

3. Barry, Norman. (2001). liberalism. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 510-516). London: Routledge.

4. Belarus election: Lukashenko wins another term, election commission says. (2020, August 18). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/alexander-lukashenko-wins-belarus-election/a-54506718

5. Belarus' Opposition Leaders Reemerge After Post-Election Crackdown. (2020, August 14). NPR News. Retrieved from https://www.npr.org/2020/08/14/902488755/belarus-opposition-leaders-reemerge-after-post-election-crackdown

6. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.

7. Gaus, Gerald F. (1996). Liberalism. In Stanford Encyclopedia of Philosophy. Retrieved from http://plato.stanford.edu/entries/liberalism/

8. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.

9. Heywood, Andrew. (2017). Political Ideologies: An Introduction (6th Ed.). UK: Palgrave.

10. Hoffman, John., Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.

11. Johnston, David C. (2007). Liberalism. In Encyclopedia of Governance. ( pp.524-528). USA: SAGE Publications.

--------------------------

ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังคือหายนะ

ประชาธิปไตยที่ทำลายตัวเองย่อมไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยแท้ เพราะระบอบการปกครองดังกล่าวมีเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขยั่งยืน

            ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การชนะเลือกตั้ง ชนะในรัฐสภาจำต้องมีเสียงข้างมาก ฝ่ายการเมืองหรือผู้ถืออำนาจการเมืองจะต้องหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน เป็นหลักพื้นฐานประชาธิปไตย แต่นับวันประชาชนจะเบื่อหน่ายระบอบ ไม่เห็นว่าพวกถืออำนาจการเมืองแก้ปัญหาของพวกเขาได้จริง หรือใส่ใจพวกเขาจริง ผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อย
            คนหันหลังให้การเมืองกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ถืออำนาจต้องแก้ ทำอย่างไรจึงจะผลักดันให้คนออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง สนับสนุนพวกตน หนึ่งในวิธีการที่ใช้ได้ผลคือทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกความเป็นพวกมากกว่าคำนึงเหตุผล ผลที่ตามมาคือการแบ่งเป็นฝักฝ่ายชัดเจน เกิดการเผชิญหน้า ขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงอยู่เสมอ

            ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ฟังดูดี ต่างมีแฟนคลับสมาชิกที่สนับสนุนแบบไม่ลืมหูลืมตา ขอเพียงฝ่ายตนชนะก็เป็นพอ มีการสร้างสถานการณ์ว่าจะต้องเอาชนะให้ได้หรือแพ้ไม่ได้

            ตามหน้าสื่อจะปรากฏข่าวการแบ่งขั้ว ความขัดแข้งระหว่างขั้วทุกวี่วัน เพราะฝ่ายค้านต้องบั่นทอนคะแนนนิยมรัฐบาลไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างพลพรรค กล่อมเกลาให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม สะสมกำลังพลให้มากพอจนแน่ใจว่าจะเป็นฝ่ายได้คะแนนเสียงข้างมาก ด้านฝ่ายรัฐบาลต่อต้านสุดฤทธิ์รักษาฐานเสียงของตน ความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง (หรือพยายามให้เกิดล้มล้าง ถอดถอนผู้นำประเทศ ให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่)

ย้อนหลังเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 :

            โดนัลด์ ทรัมป์แม้จะสังกัดพรรครีพับลิกันแต่ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองอิสระ ไม่ใช่พวกชนชั้นปกครองของเดโมแครทหรือรีพับลิกัน คนอเมริกันตระหนักว่าทรัมป์มีข้อเสียมากมายแต่ลงคะแนนให้เพราะคิดว่าท่านจะเป็นประธานาธิบดีที่รักคนอเมริกัน สามารถปฏิรูปประเทศได้จริง ไม่ใช่คำมั่นสัญญาที่ลอยมาและหายไปเหมือนประธานาธิบดีคนก่อนๆ

            หากเลือกฮิลลารี คลินตัน (สมัยเลือกตั้ง 2016) การเมืองจะเป็นเหมือนเดิม เพราะคิดว่าคลินตันคือตัวแทนของชนชั้นปกครองดั้งเดิม เมื่อการเมืองไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องคิดจะปฏิรูปด้านอื่นใดอีก

จอมเผด็จการทรัมป์ :

            ไม่นานหลังเริ่มบริหารประเทศ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามาแทบทุกวัน พวกเดโมแครทเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็น “จอมเผด็จการ” (dictator) “กษัตริย์” (king) หรือไม่ก็ “ฟาสซิสต์” (fascist) ความหมายคำเหล่านี้ไม่แตกต่างกันในแง่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” มีหลักฐานมากมายชี้ไปที่คำเหล่านี้ ไม่ว่าจากนโยบายในประเทศหรือนโยบายต่างประเทศของทรัมป์

แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) แกนนำพรรคเดโมแครทกล่าวว่าถ้าเรายอมให้มีประธานาธิบดีแบบนี้เท่ากับปล่อยให้ระบบสาธารณรัฐล่มสลาย ยอมรับประธานาธิบดีที่เหมือนกษัตริย์ (president king) ผู้นำประเทศที่อยู่เหนือกฎหมาย ทำได้ก็ได้ตามใจชอบ การถอดถอนทรัมป์เป็นเรื่องการปกป้องประชาธิปไตย เพื่อประชาชน ทรัมป์คือภัยคุกคามประเทศ

            สังเกตว่าในขณะที่คนหนึ่งโจมตีนักการเมืองเดโมแครทว่าเป็นตัวแทนชนชั้นปกครอง พวกเดโมแครทจะตราหน้าทรัมป์ว่าพวกเผด็จการ ทำลายประชาธิปไตย

ต้องการรัฐบาลที่บริหารได้ดีมากกว่าเป็นประชาธิปไตย :

คนอเมริกันส่วนใหญ่ยอมรับว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลโพลเมื่อพฤศจิกายน  2019 ของ AP-NORC ระบุว่า คนอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าทรัมป์ไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ในจำนวนนี้ร้อยละ 26 เป็นพวกรีพับลิกัน

            ผลโพลเดียวกันนี้ยังระบุอีกว่าร้อยละ 85 ของพวกรีพับลิกันสนับสนุนให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย แม้หลายคนยอมรับว่าทรัมป์มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ มักพูดเรื่องที่ผิดจากข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามคนที่สนับสนุนทรัมป์ยังชี้ว่าการ “สู้เพื่อทรัมป์คือการสู้เพื่อประชาธิปไตย”

            สังเกตว่าพวกเดโมแครทบอกว่าทรัมป์ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พวกรีพับลิกันกลับชี้ว่าแบบทรัมป์นี่แหละประชาธิปไตย ... เป็นอีกความขัดแย้งใครกันแน่ที่เป็นประชาธิปไตย

            นักวิเคราะห์ Robert Boxwell มีความเห็นว่าแท้จริงแล้ว พวกที่เลือกทรัมป์จะดูว่าท่านดูแลเศรษฐกิจได้ดีเพียงใด ซึ่งหมายถึงเรื่องปากท้อง พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ รัฐบาลจะเผด็จการหรือไม่ ไม่น่ากลัวเท่ากับความอดอยาก

            คนอเมริกันไม่แตกต่างจากทั่วไปคือสนใจเรื่องปากท้องเป็นหลัก เรื่องเศรษฐกิจคือเรื่องที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอันดับ 1 ไม่แปลกใจที่ 2 พรรคใหญ่จะต้องออกนโยบายที่ “โดนใจ” มากที่สุด เสรีภาพประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญยิ่งแต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง ความเป็นทรัมป์เป็นหลักฐานเรื่องนี้อีกครั้ง ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ระหว่างไบเดนกับทรัมป์ใครมีข้อเสียน้อยกว่า พูดให้ชัดคือ จะเลือกนักอำนาจนิยมทรัมป์หรือพรรคอำนาจนิยมเดโมแครท หรือกษัตริย์ทรัมป์กับราชวงศ์เดโมแครท

            ดีที่ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันยังมีการเลือกตั้ง แต่ตัวเลือกที่มีนั้นดีพอหรือไม่

            การเมืองอเมริกาในขณะนี้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว สู้กันอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ประชาชนต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะระบบการต่อสู้ทางการเมืองชักนำให้อยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงมีคนที่รักทรัมป์แบบหัวปักหัวปำกับฝ่ายที่ต่อต้าน หรืออธิบายอีกอย่างว่านี่คือต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยตราบเท่าที่ยังอยู่ภายใต้กฎหมาย

.           มองในกรอบกว้างขึ้น ส.ส. ส.ว. ของ 2 พรรคใหญ่ พวกผู้มีอำนาจบารมีในระบบได้ประโยชน์และเป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน เลือกตั้งอีกกี่รอบก็จะเป็นเช่นนี้ ... นี่คือประเด็นที่ต้องสนใจไม่น้อยกว่าตัวผู้นำประเทศเพียงคนเดียว

ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังคือหายนะ :

            ระบอบประชาธิปไตยให้คนที่คิดต่างชอบต่างอยู่ด้วยกันได้ แต่หากใช้เสรีภาพโดยไม่เคารพเสรีภาพคนอื่น ไม่ตั้งอยู่บนกฎกติกา ระบอบจะค่อยๆ ทำลายตัวเอง 2 คนที่ไม่อยากอยู่ด้วยกันอีกมักลงเอยด้วยการแยกย้ายกันไปในที่สุด ประชาธิปไตยไม่ประกันว่าชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวตลอดไป

            หลักสำคัญคือหากจะอยู่ดีมีสุขอย่างถาวรคนในชาติต้องมีใจปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมที่สุด มีผู้นำ คณะผู้ปกครองที่ทำงานเพื่อปวงชนจริงๆ

            นักเมืองทุกคนรู้ดีว่าประเทศจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าคนในประเทศต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่บางคนเพียงเพราะต้องการเอาชนะ ใช้ทุกวิถีทางแม้กระทั่งหว่านความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก หลอกล่อด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อดึงคนไปเป็นพวก การเมืองจึงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม สร้างสถานการณ์ผลักดันให้คนไปเลือกตั้ง แต่สังคมยังคงเหลื่อมล้ำและปัญหาหมักหมม ประชาชนคนส่วนใหญ่คือเหยื่อของระบอบการเมืองเช่นนี้ ไม่ว่าจะเรียกมันด้วยชื่อใด

            หากไม่ยับยั้งไว้ พัฒนาขั้นสุดท้ายคือสงครามกลางเมือง แบ่งแยกดินแดน และอย่าคิดว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ เพราะอาจเป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้าแทรกตักตวงผลประโยชน์ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย เช่น อดีตเวียดนามหรือกับใต้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ประชาชนล้มตายในสงครามนับสิบล้าน และอีกหลายล้านที่กลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย หรืออิรัก ซีเรีย ลิเบียในปัจจุบัน

            หลักฐานข้อมูลมีมากมาย เปิดใจให้กว้างแล้วจะค้นพบความจริง

            ทุกรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะพูดว่าประเทศเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพภายใต้กฎหมาย แต่หากเป็นเสรีภาพเทียมผลที่ตามมาคือประชาชนจะรู้สึกแปลกแยก ไม่คิดว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่เพื่อตนเองมากพอ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเมืองผ่านสถาบันการเมืองที่มีอยู่ คนจะหันไปหาทางอื่นเพื่อแสดงออก มีส่วนร่วมทางการเมืองในช่องทางอื่นๆ ที่ระบอบไม่มีให้หรือไม่เอื้ออำนวยมากพอ

            ในขณะเดียวกันเป็นไปได้ว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่สามารถชนะภายใต้วิถีที่กำหนด จึงหันไปใช้วิธีอื่นๆ เพื่อหวังเอาชนะให้จงได้

            ความคิดเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ การแข่งขันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่ ประชาธิปไตยที่ทำลายตัวเองย่อมไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยแท้ เพราะระบอบการปกครองนี้มีเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขยั่งยืน ระบอบหรือสังคมที่บั่นทอนทำลายตัวเองย่อมต้องมลายตายจากไปในที่สุด มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วมากมาย

16 สิงหาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8679 วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563)

----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 

การถดถอยของเสรีประชาธิปไตย

นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน

ภาพลักษณ์ของทรัมป์กับสหรัฐในสายตาโลก

งานศึกษาของ Pew Research Center ชี้ว่าประชาชนหลายประเทศทั่วโลกมองแง่ลบต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ที่น่าตกใจคือประเทศเหล่านี้คือยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ผลลัพธ์คือบั่นทอนพลังอำนาจอ่อน (soft power) ทั้งนี้เพราะทรัมป์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีตั้งแต่ต้น เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

อย่างไรดีกว่า โค่นเผด็จการหรือให้เป็นรัฐล้มเหลว

อิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด กลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า การกำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ถ้ามองว่าเผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า แต่รัฐบาลโอบามายังยืนหยัดนโยบายโค่นเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบุชและอีกหลายชุด

บรรณานุกรม :

1. 61% say Trump doesn't respect democratic norms, 56% say 'honesty' doesn't describe him: AP-NORC poll. (2019, November 1). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/11/01/world/politics-diplomacy-world/61-say-trump-doesnt-respect-democratic-norms-56-say-honesty-doesnt-describe-ap-norc-poll/#.Xbt2m5IzbZ4

2. Democrats announce two impeachment charges against Trump. (2019, December 10). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/democrats-announce-two-impeachment-charges-against-trump-doc-1my53n3

3. House nears nighttime impeachment vote as Trump cries foul. (2019, December 18). AP. Retrieved from https://apnews.com/d78192d45b176f73ad435ae9fb926ed3

4. How Donald Trump wins again, in 3 sentences. (2020, May 18). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/05/18/politics/donald-trump-james-woods-2020-reelection/index.html

5. Mouffe, Chantal. (2005). On the Political. London: Routledge.

--------------------------

แบน TikTok เพื่อชาติหรือปู่ทรัมป์โดนปั่นหัว

การแบน TikTok อาจตีความว่าคือการปิดล้อมจีน เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ แต่ในอีกมุมอาจเป็นเพียงแค่เด็กเล่นสนุก รวมหัวปั่นประธานาธิบดีทรัมป์ตามประสาที่พวกเขาทำได้และคิดว่าสนุกดี

            ทั่วโลกรู้จักและใช้ TikTok โดยเฉพาะคนวัยรุ่นหนุ่มสาว แอปนี้เริ่มเข้าสหรัฐเมื่อปี 2018 ในช่วงเวลา 2 ปีมีผู้ใช้ 100 ล้านคน ทั่วโลกมีผู้ใช้จริงราว 1,000 ล้านคนใน 150 ประเทศ เป็นแอปยอดนิยมระดับโลกและมากขึ้นในยุคโควิด-19 เฉกเช่นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อ TikTok :

            ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าตนกำลังเดินเรื่องห้ามใช้ TikTok กำหนดเส้นตาย 15 กันยายน หลังจากนั้นจะโดนแบนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกนอกประเทศ สหรัฐมีกฎหมายเข้มงวดคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทางออกคือ TikTok ต้องเป็นของบริษัทอเมริกัน ถ้าอยู่ใต้กฎหมายอเมริกาจะไม่มีปัญหาความมั่นคง

            รัฐบาลสหรัฐแสดงท่าทีกังวล TikTok ตั้งแต่ปีก่อน ถ้ามองจากมุมความมั่นคงแห่งชาติ เรื่องที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยไม่ผิด ทุกอย่างที่เกี่ยวกับจีนเป็นภัยคุกคามได้หมด จีนกำลังก้าวขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ผู้นำจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์บั่นทอนระบบระหว่างประเทศ เบียดบังเอาประโยชน์และค่อยๆ ทำลายค่านิยม หลักการต่างๆ กดดันประเทศอื่นด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เป็นภัยคุกคามร้ายแรง

            เป็นเหตุผลที่ต้องขึ้นภาษีสินค้าจีน คิดกีดกันนักเรียนนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาต่อในอเมริกานับแสนคน เทคโนโลยี 5G ของจีน สินค้าหัวเว่ย ฯลฯ TikTok ถูกตีความเช่นนี้เหมือนกัน

            อะไรที่เป็นของจีน เกี่ยวข้องกับจีน เป็นภัยคุกคามได้ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่ารัฐบาลสหรัฐจะหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นหรือไม่ เหตุผลความมั่นคงแห่งชาติเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้เสมอ แม้ขัดแย้งหลักเสรีภาพประชาธิปไตย

ข้อโต้แย้งจากฝ่ายจีน :

            จีนชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์มุ่งผลทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและต้องการทำลายบริษัทสัญชาติจีน ขัดหลักการค้าระหว่างประเทศ กล่าวหาโดยไร้หลักฐาน สิ่งที่ทำมีแต่กระตุ้นความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ จีนจะไม่นิ่งเฉยปล่อยให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว

            นักวิเคราะห์บางคนตีความว่ารัฐบาลสหรัฐทำตัวเหมือนมาเฟียใช้อำนาจข่มขู่ฉกฉวยสิ่งที่ตนอยากได้อยากมี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เพราะรัฐบาลสหรัฐเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท เกิดคำถามว่าอย่างไรที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าสนับสนุนการค้าเสรี ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ

            ด้านบริษัท ByteDance เจ้าของ TikTok ประกาศว่าตนเป็นเพียงบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ไม่คิดยุ่งการเมืองความขัดแย้งระหว่างประเทศ พร้อมขายกิจการส่วนที่อยู่กับสหรัฐให้บริษัทอื่น ตนไม่ได้ทำอะไรผิดและพร้อมอยู่ใต้กฎหมายอเมริกา อย่างไรก็ตามคิดว่าเป้าหมายเบื้องลึกของรัฐบาลสหรัฐคือแบน TikTok จริงๆ ไม่หวังซื้อกิจการ บริษัทเตรียมใจมาพักหนึ่งแล้วหลังกระแสต้านจีนโหมแรงขึ้นทุกที

            ประเด็นซื้อกิจการน่าติดตามเพราะที่เป็นข่าวขณะนี้ไม่ได้ซื้อเฉพาะส่วนสหรัฐแต่จะซื้อส่วนที่อยู่ในแคนนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์หรือมากกว่านั้น ประเทศที่เอ่ยถึงเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนความมั่นคงของอเมริกา

มุมมองที่ 3 เพื่อชาติหรือโดนปั่นหัว :

            แนวคิดนี้ชี้ว่าแท้จริงแล้วการแบน TikTok มาจากเรื่องส่วนตัวของทรัมป์ จากเหตุการณ์คนเข้าฟังงานปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์โหรงเหรงที่เมือง Tulsa เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา พวกวัยรุ่นในกลุ่ม TikTok รวมหัวจองเข้าร่วมงานเกือบล้านชื่อแต่ผู้ไปร่วมงานจริงมีแค่ 6 พันกว่าคน 2 สัปดาห์ต่อมา ไมค์ ปอมเปโอ รมต.กระทรวงต่างประเทศสหรัฐประกาศตรวจสอบ TikTok

            สรุปคือทรัมป์ขายหน้าและต้องการแก้แค้นจึงเล่นงานแอป TikTok ส่งผลถึงผู้ใช้ที่โกหกว่าจะไปร่วมฟังปราศรัยเมื่อครั้งนั้น

            อันที่จริงแล้วมุมมองนี้ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดแต่หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับทรัมป์เอาความมั่นคงแห่งชาติ ผลประโยชน์ของประเทศมาแลกกับการแก้แค้นส่วนตัว กระทบคนอเมริกันที่ใช้ทั้งหมด 100 ล้านคนไม่แยกแยะว่าใครเป็นใคร

            คำถามตามมาคือการตอบโต้จากทรัมป์ช่วยอะไรได้หรือไม่ เด็กวัยรุ่นจะคิดอย่างไร สนุกกับการได้ปั่นหัวผู้นำประเทศของเขาหรือไม่ จะกระตุ้นให้พวกเขาคิดทำสิ่งอื่นๆ อีกไหม เหมือนปู่ทรัมป์ในวัย 74 กำลังเล่นไล่จับ เด็กๆ สนุกสนานที่ได้ปั่นหัวผู้ใหญ่

            ประธานาธิบดีผู้นำชาติมหาอำนาจกำลังโดนเด็กปั่นหัวเล่น

            ความจริงแล้วด้วยความดังของ TikTok มีแอปทำเลียนแบบอีกมากมายหลายยี่ห้อ เพียงแต่แอปนี้ดังกว่า มีสมาชิกผู้ใช้มากกว่า หากแบน TikTok คนจะหันไปใช้แอปอื่น รัฐบาลสหรัฐไม่อาจห้ามเสรีภาพการแสดงออกของพวกเขา

วิเคราะห์องค์รวม :

          ประการแรก สื่อออนไลน์เผยแพร่ทั้งด้านสว่างด้านมืด

            ทุกคนที่ใช้สื่อออนไลน์ไม่ว่าจะ Facebook Twitter Youtube ฯลฯ ต่างรู้ดีว่ามีทั้งข้อมูลเรื่องราวที่เป็นด้านสว่างกับด้านมืด มีทั้งที่ต่อต้านจีนกับสนับสนุนจีน ที่ต่อต้านทรัมป์กับที่ชื่นชอบทรัมป์ เรื่องที่เป็นประโยชน์กับที่เป็นโทษ ข้อมูลจริงที่ไม่พบในสื่อกระแสหลักกับการปล่อยข่าวเท็จอย่างเป็นระบบ แม้ว่าเจ้าของแพลตฟอร์มจะพยายามแก้ไขจัดการแต่ทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

            ตัวทรัมป์เองใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวส่งผ่านคำพูดของตนแทบทุกวัน จริงบ้างเท็จบ้างตามประสาทรัมป์ จนโดน Twitter แบนหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน Facebook ลบโพสต์ของประธานาธิบดีที่พูดว่าเด็กส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันโควิด-19

          ประการที่ 2 เสรีภาพหรือบ่อนทำลายประเทศ

            ความเข้าใจสำคัญข้อหนึ่งคือถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ต้านจีน การต่อต้าน TikTok ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของทรัมป์ดังที่นำเสนอข้างต้น พวกสายเหยี่ยวรีพับลิกันมองว่า TikTok เป็น “Trojan horse” เป็นวิธีแทรกซึมเพื่อบ่อนทำลายประเทศ เข้ามาสอดแนมดูชีวิตคนอเมริกัน สอดส่องติดตาม เป็นอาวุธอันร้ายกาจของรัฐบาลจีน กระทรวงกลาโหมสหรัฐห้ามเจ้าหน้าที่ใช้แอปดังกล่าว

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดนกล่าวหาเช่นนี้เหมือนกัน

            ด้านบริษัท ByteDance ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อมูลสมาชิกให้กับรัฐบาลประเทศใด ยินดีให้ตรวจสอบความโปร่งใส ปัจจุบันข้อมูลของผู้ใช้สหรัฐเก็บในเซิร์ฟเวอร์ที่สหรัฐ แต่พวกรีพับลิกันย่อมไม่ยอมรับเพราะประเด็นไม่อยู่ที่ข้อเท็จจริงแต่ขึ้นกับว่าต้องการหาเรื่องหรือไม่

            อันที่จริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐแอบคิดหวังว่าโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดนจะล้มล้างระบอบการปกครองจีน แต่มาวันนี้เมื่อนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่สร้างสื่อออนไลน์อย่าง TikTok ที่เปิดกว้างให้แสดงออก รัฐบาลสหรัฐกลับคิดว่าเป็นแผนของรัฐบาลจีนเพื่อบ่อนทำลายอเมริกา

            ในแง่หนึ่ง TikTok ไม่ได้ต่างจาก Facebook Twitter ที่แชร์ภาพแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล ทำให้คนทั่วโลกใกล้ชิดกันยิ่งกว่าทุกยุคสมัย

          ประการที่ 3 TikTok เป็นคู่แข่ง Facebook Twitter

            ถ้ามองในแง่ธุรกิจสื่อโลกโซเชียล TikTok เป็นคู่แข่ง Facebook Twitter ที่บริษัทอเมริกันเป็นเจ้าของ TikTok กำลังเป็นเหมือนระบบเครือข่าย 5G ของจีนที่รัฐบาลสหรัฐชี้ว่าเป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ ภัยคุกคามจะหมดไปถ้าประเทศนั้นๆ ใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือของบริษัทสัญชาติอเมริกัน นี่คือแนวนโยบายของรัฐบาลทรัมป์

            ประเด็น TikTok เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ถ้าอธิบายตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจตีความว่าคือการปิดล้อมจีน เป็นยุทธศาสตร์แข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจ เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่กลุ่มเด็กเล่นสนุก รวมหัวปั่นประธานาธิบดีตามประสาที่พวกเขาทำได้และคิดว่าสนุกดี

            ในเรื่องการควบคุมสื่อ นักวิชาการบางคนเห็นด้วยกับการควบคุมโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะสังกัดชาติใด ควรให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบนานาชาติ ป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนตัวในทางมิชอบ ป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐดังที่รัฐบาลสหรัฐกำลังกล่าวหา แต่แนวทางนี้กลับไม่เป็นที่ยอมรับ การจะแบนจะควบคุมแค่ไหนอย่างไรจึงเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

9 สิงหาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8672 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563)

----------------------

บรรณานุกรม :

1. ByteDance founder defends TikTok's U.S. strategy in staff letter. (2020, August 4). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-tiktok/bytedance-founder-defends-tiktoks-u-s-strategy-in-staff-letter-idUSKCN250140

2. Facebook removes Trump post falsely claiming children are 'almost immune' to Covid-19. (2020, August 5). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/08/05/tech/trump-facebook-misinformation/index.html

3. Is This The Real Reason Why Trump Wants To Ban TikTok? (2020, August 1). Forbes. Retrieved from https://www.forbes.com/sites/abrambrown/2020/08/01/is-this-the-real-reason-why-trump-wants-to-ban-tiktok/#612d5f934aed

4. Microsoft aiming to buy TikTok's entire global business, reports say. (2020, August 6). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/business/tech/microsoft-aiming-to-buy-tiktoks-entire-global-business-reports-say

5. TikTok stars blast Trump after US president’s ban threat. (2020, August 4). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/business/2020/08/04/tiktok-stars-blast-trump-after-us-presidents-ban-threat/

6. Trump says he will ban TikTok from operating in the US. (2020, July 31). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/technology/510100-trump-says-he-will-ban-tiktok-from-operating-in-the-us

7. Trump told reporters on Air Force One he is banning TikTok from the US. (2020, August 1). Business Insider. Retrieved from https://www.businessinsider.com/trump-told-reporters-air-force-one-ban-tiktok-2020-7

8. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

9. US' 'Mafia-Style Tactic' on TikTok Strips Last Layer of Decency, Professor Says. (2020, August 5). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/202008051080070786-us-mafia-style-tactic-on-tiktok-strips-last-layer-of-decency-professor-says/

10. Why America Is Afraid of TikTok. (2020, July 30). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2020/07/tiktok-ban-china-america/614725/

--------------------------

ที่มารูป : https://unsplash.com/photos/QKEeVYu0d7U