Nuclear sharing ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสหรัฐกับเยอรมนี
สังคมเยอรมันถกแถลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เรื่อยมา แต่จนทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐยังประจำการที่นี่และอาจอยู่อีกนาน เพราะเป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อน ผลประโยชน์มหาศาล
ปลายเดือนเมษายน กองทัพเยอรมันประกาศซื้อเครื่องบินรบ
F-18s จำนวน 45 ลำ เพื่อติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกันนี้มีกระแสข่าวว่าสหรัฐกำลังปรับเปลี่ยนระเบิดนิวเคลียร์
B-61 20 ลูกที่ประจำการในเยอรมนีให้เป็นรุ่นใหม่ทันสมัยขึ้น
เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการซื้อเครื่องบิน F-18s โดยตรง
เป็นระบบอาวุธที่สอดประสานและสอดคล้องกับข้อตกลง Nuclear sharing
อะไรคือ Nuclear sharing :
Nuclear sharing คือข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต
โดยประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในประเทศพันธมิตร
รากฐานมาจากความเป็นพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 ต่อเนื่องเมื่อเข้ายุคสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐไม่อาจต่อสู้เพียงลำพังต้องอาศัยความร่วมมือจากชาติพันธมิตร
หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือทางทหาร รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะยุคต้นสงครามเย็นที่จำต้องติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศที่พรมแดนติดหรือใกล้ฝ่ายคอมมิวนิสต์
อีกทั้ง รัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นอภิมหาอำนาจนิวเคลียร์เพียงลำพัง
Nuclear sharing ตอบโจทย์เพราะช่วยกีดกันชาติพันธมิตรที่จะพัฒนาสร้างใช้เอง ในสมัยนั้นมีเพียงฝรั่งเศสที่ไม่ยอมรับ Nuclear sharing จึงสร้างนิวเคลียร์ด้วยตัวเองและใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ต้องย้ำว่า Nuclear
sharing ไม่ใช่การห้ามประเทศปรปักษ์ แต่เป็นการกีดกันมิตรประเทศแม้กระทั่งพันธมิตร
ทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐยังจำกัดการแบ่งปันเทคโนโลยี ข้อมูลต่างๆ
แม้เป็นพันธมิตรใกล้ชิดก็ตาม
ปัจจุบันอาวุธมาจากสหรัฐนำไปติดตั้งในยุโรป
ทหารอเมริกันเป็นผู้คุ้มกันอาวุธที่อยู่ในประเทศเหล่านั้น เช่น เยอรมนี ตุรกี
เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี การตัดสินใจใช้อาวุธเป็นระบบตัดสินใจร่วม สหรัฐจะเป็นผู้เตรียมอาวุธให้พร้อมใช้งาน
ส่วนชาติยุโรปจะทำหน้าที่ปล่อยอาวุธ
มีข้อมูลว่าปี 2019
มีระเบิดนิวเคลียร์ B61 จำนวน 150 ลูกที่อยู่ในยุโรปภายใต้ Nuclear
sharing
Nuclear sharing ในบริบทเยอรมนี :
เยอรมนีไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองและไม่อาจมีได้
ภายใต้พันธมิตรนาโต รัฐบาลสหรัฐกับเยอรมนีตกลงประจำการนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งในเยอรมนี
มีข้อมูลว่าอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐที่ประจำการเยอรมันปัจจุบันคือรุ่น B61 จำนวน 20 ลูก
การประจำการอาวุธนิวเคลียร์
มีประเด็นถกแถลงสำคัญดังนี้
ประการแรก มีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต้านใคร
ระเบิดนิวเคลียร์ B61 ติดตั้งบนเครื่องบินรบ ขีดความสามารถขึ้นกับว่าเป็นเครื่องบินรุ่นใด
ยกตัวอย่าง PA-200 Tornado IDS
ของเยอรมนีมีรัศมีทำการ 1,390 กิโลเมตร (870 ไมล์) อาจจะบินได้ไกลกว่านั้นแต่ไปไม่ถึงจีน เป้าหมายที่น่าจะเป็นคือรัสเซีย
ยุโรปตะวันออก เป็นไปตามหลักยุทธวิธีสมัยสงครามเย็น
หากยึดตามแนวคิดสงครามเย็น
มีคำถามว่าสงครามเย็นสิ้นสุดไปแล้ว รัสเซียในปัจจุบันเป็นภัยคุกคามมากเพียงไร ที่น่าจะพอพูดได้คือการผนวกไครเมีย
(Crimea) กลับเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเมื่อปี 2014
กระแสความขัดแย้งระหว่างนาโตกับรัสเซียดูเหมือนจะครุกรุ่นมากขึ้น ยิ่งรัสเซียฟื้นฟูกองทัพมากเท่าไร
ความจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น
มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
ประการที่ 2 มีประสิทธิภาพแค่ไหน
เครื่องบินจะต้องบินเข้าไปถึงจุดทิ้งระเบิดเพื่อปล่อยอาวุธ
หากมุ่งเป้าโจมตีรัสเซีย เครื่องบินจะโดนสกัดร่วงก่อนถึงเป้าหมายหรือไม่ โอกาสสำเร็จมีมากน้อยเพียงไร
เครื่องบิน F-16 กับ F-18
สามารถฝ่าระบบป้องกันได้ดีแค่ไหน
นำสู่คำถามว่าหากต้องใช้งบประมาณทำไมไม่เปลี่ยนเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ป้องกันการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ การทดแทนหัวรบนิวเคลียร์ด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศแสดงความเป็นมิตรมากกว่า
ค่าใช้จ่ายประจำการสูงมาก
ประเด็นค่าใช้จ่ายกำลังร้อนแรงในยุคทรัมป์ที่ขอให้ยุโรปร่วมออกค่าใช้จ่ายเพิ่ม นักการเมืองเยอรมันบางคนกล่าวว่าถ้าสหรัฐจะขนระเบิดนิวเคลียร์กลับประเทศจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก
ประการที่ 3 พาตัวเองไปเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์หรือไม่
คนเยอรมันจำนวนไม่น้อยเห็นว่าการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ไม่ช่วยให้ประเทศมั่นคงขึ้น
พาตัวเองให้ตกเป็นเป้าหมายโจมตีด้วยนิวเคลียร์มากกว่า
และเป็นเช่นนั้นจริงเพราะยุทธศาสตร์นิวเคลียร์จะกำหนดให้โจมตีคลังเก็บหรือฐานปล่อยนิวเคลียร์ฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้นเยอรมนีจะตกเป็นเป้าโจมตีด้วยนิวเคลียร์หากเกิดสงครามนิวเคลียร์
แนวคิดนี้ต้องการให้เยอรมนีปลอดนิวเคลียร์
มีนาคม 2010 รัฐสภาเยอรมันลงมติให้รัฐบาลเดินเรื่องถอนอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐออกทั้งหมด
ตรงกับสมัยโอบามาที่อยากเห็นโลกปลอดนิวเคลียร์ แต่ไม่คืบหน้าและกระแสนิวเคลียร์ร้อนแรงมากขึ้นในยุคทรัมป์
ประการที่ 4 ทำไมไม่พึ่งตนเอง
แนวคิดนี้ชี้ว่าเยอรมนีในวันนี้ไม่ใช่ประเทศที่ย่อยยับจากสงครามโลก
แต่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจสังคมรุ่นเรือง ได้รับการยกย่องว่าเป็นแกนนำฝั่งยุโรป
ทำไมยังต้องพึ่งพาประเทศอื่น ไม่คิดมีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง
เป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ
มองว่าชาติมหาอำนาจจะต้องสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง
เป็นนโยบายที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากที่สุด แทนการอยู่ใต้ร่มมหาอำนาจอื่น
โดนมหาอำนาจอื่นข่มขู่
สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระดับโลก :
ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการนาโตกล่าวย้ำว่าจำต้องมีนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามต่อไป
ชี้ความสำคัญของข้อตกลง Nuclear sharing ว่าเป็นหัวใจของความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงนิวเคลียร์ในหมู่ประเทศยุโรปด้วยกัน
ตราบใดที่ยังประจำการอาวุธนิวเคลียร์แม้เพียงเล็กน้อย นาโตยังเป็นพันธมิตรนิวเคลียร์ต่อกัน
ไม่ว่าจะประกาศตัวชัดหรือไม่
ทุกวันนี้เยอรมนีมีฐานะเป็นผู้นำนาโตฝั่งยุโรป
การตัดสินใจของรัฐบาลเยอรมันอาจหมายถึงการตัดสินใจของอีกหลายประเทศ
มีผลต่อภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของเยอรมนีจึงสำคัญเป็นพิเศษ
และอาจหมายถึงนโยบายความมั่นคงของยุโรป การคงอยู่ของนาโต
อันที่จริงแล้วข้อตกลงประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในเยอรมนีเป็นเรื่องซับซ้อน
ไม่อาจพิจารณาด้วยเหตุผลบางด้าน มีทั้งข้อดีข้อเสีย ลึกที่สุดเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แม่บท
(Grand strategy) ของแต่ละประเทศว่าเลือกเส้นทางใด
เกี่ยวข้องกับระบบอำนาจโลก เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกข้างว่าอยู่ฝ่ายใด และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยอรมนีเป็นพวกตนด้วย
ด้วยเหตุนี้ทั้งเยอรมนีกับสหรัฐไม่ปล่อยให้นาโตแตก
เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากสนธิสัญญาดังกล่าว
ความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารของ 2 ฝั่งแอตแลนติกผูกโยงกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ
ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศ ฯลฯ ความขัดแย้งอยู่คู่ความร่วมมือ
แม้จะขัดแย้งรุนแรงในบางประเด็นถือเป็นเรื่องธรรมดา
แท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้เรื่อยมา นาโตกับนิวเคลียร์สหรัฐในยุโรปจะอยู่อีกนานจนกว่าบริบทโลกจะเปลี่ยนแปลงมากจริงๆ
แม้จะมีผู้คิดเห็นต่างมากมาย เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย (อย่างที่เป็นอยู่) ที่ให้ประชาชนได้แสดงมุมมองหลากหลายแตกต่าง
แต่สุดท้ายการตัดสินใจบางเรื่องขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของคนกลุ่มเล็กเท่านั้น
17 พฤษภาคม
2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน
คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่
24 ฉบับที่ 8588 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
วิพากษ์ความคิดรัฐบาลสหรัฐผู้ล้างสัญญานิวเคลียร์ INF
การล้มสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ของตนใหม่ทั้งหมด คงความเป็นเจ้าโลกด้านอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปอีกนาน
โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ
1. German government cites US ties in choice of F-18 planes
for nuclear, jamming missions. (2020, April 24). Defense News. Retrieved from https://www.defensenews.com/global/europe/2020/04/22/german-government-cites-us-ties-in-choice-of-f-18-planes-for-nuclear-jamming-missions/
2. ‘If Trump launched nukes, could we
stop him?’ Germany’s SPD clashes with coalition allies over NATO nuclear
sharing. (2020, May 4). RT.
Retrieved from https://www.rt.com/news/487681-germany-us-nuclear-weapons/
3. Maddock, Shane J. (2010). Nuclear Apartheid: The Quest
for American Atomic Supremacy from World War II to the Present. USA: The
University of North Carolina Press.
4. Stoltenberg Vows NATO to ‘Remain Nuclear Alliance as Long
as Atomic Weapons Exist’. (2020, May 7). Sputnik
News. Retrieved from https://sputniknews.com/europe/202005071079229238-stoltenberg-vows-nato-to-remain-nuclear-alliance-as-long-as-atomic-weapons-exist/
-----------------------------
การดึงราคาน้ำมันจากวิกฤตโควิด-19
การปรากฏของคำว่า “OPEC+” ป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้าระบบโควตาตามปกติ ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐมีส่วนเจรจาต่อรองโดยตรง ผลจากโควิด-19 ทำให้ผู้ส่งน้ำมันต้องร่วมมือกัน
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เมื่อปลายเมษายนลดฮวบมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ประการแรก
ความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตน้ำมัน
เมื่อกลุ่มโอเปกกับนอกโอเปก
(non-OPEC) ที่มีรัสเซียเป็นแกนนำไม่สามารถทำข้อตกลงฉบับใหม่
กลายเป็นว่านับจากนี้ใครจะผลิตเท่าไหร่ก็ได้ เข้าสู่ภาวะไร้โควตา
ต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุทำให้ระบบโควตาล่ม
รัฐบาลซาอุฯ ถือว่าเป็นสงครามราคาครั้งใหม่ ร่วมกับพรรคพวกของตนเร่งผลิตน้ำมันส่งออกให้มากที่สุด
มีข้อมูลว่าเดือนเมษากลุ่มโอเปกผลิตน้ำมัน 30.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.61
ล้านบาร์เรลเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านั้น ซาอุฯ ผลิตมากที่สุดถึง 11.3
ล้านบาร์เรลต่อวัน
ประการที่
2 โควิด-19
ท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
สถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาโควิด-19 แพร่ระบาดหนักขึ้นตามลำดับ
จากเอเชียสู่ยุโรปและอเมริกา
มาตรการปิดเมืองปิดประเทศเพื่อกักโรคลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว เป็นที่กังวลว่าการแพร่ระบาดจะยืดเยื้อยาวนาน
Morgan Stanley ประเมินว่าต้องรอจนถึงสิ้นปี 2021
กว่าความต้องการใช้น้ำมันจะฟื้นสู่ระดับปี 2019
เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยน ถ้ายึดแนวคิดของ Morgan Stanley จะต้องใช้เวลาอีก 20 เดือนกว่าเศรษฐกิจสังคมจะฟื้นสู่ปกติ
ประการที่
3 ระบบซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า
เมื่ออุปสงค์ลดฮวบแต่อุปทานเพิ่มผิดปกติจึงเป็นเหตุให้น้ำมันในคลังสำรองต่างๆ
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดประเด็นหาที่เก็บไม่ได้หรือมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
นักลงทุนในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าตอบสนองอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมัน WTI เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงอย่างรุนแรง
การจะดึงราคาน้ำมันให้ขึ้นมาอีกครั้งขึ้นกับทั้ง 3 ปัจจัย
โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตน้ำมันและโรคระบาด
การเบี่ยงประเด็น :
ถ้ามองในมุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีเรื่องน่าสนใจคือการเบี่ยงเบนประเด็น
ดังนี้
จนถึงทุกวันนี้โอเปกคือกลุ่มความร่วมมือเพียงกลุ่มเดียวที่มีฐานะเป็นองค์การระหว่างประเทศ
ส่วนประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้มีการจับกลุ่ม ขนานนามว่า
“กลุ่มนอกโอเปก” (non-OPEC) โดยมีรัสเซียเป็นแกนนำ
ในเหตุการณ์ล่าสุดมีคำใหม่เกิดขึ้นคือคำว่า
“OPEC+” (โอเปกพลัส)
ไม่ใช่องค์กรเป็นเพียงชื่อกลุ่มที่ถูกตั้งขึ้นลอยๆ
OPEC+
เป็นชื่อเรียกประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่รวมกลุ่มโอเปกกับนอกโอเปกเข้าด้วยกัน
ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงเป็นประจำคือซาอุฯ กับรัสเซีย 2 แกนนำสำคัญ และมักถูกนำเสนอว่าราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นกับการเจรจาต่อรองของสมาชิกกลุ่มนี้
ประเด็นคือ การใช้คำ OPEC+ และมักเอ่ยนามซาอุฯ
กับรัสเซียเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ตัดสหรัฐผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลกออกไป ราคาน้ำมันดิบโลกจะแพงหรือถูกขึ้นกับ OPEC+
ไม่เกี่ยวกับสหรัฐ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐกำลังทำหน้าที่ประสานให้ซาอุฯ
กับรัสเซียเลิกขัดแย้งด้วย โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง
เริ่มจากขู่ว่าจะขึ้นภาษีน้ำมันซาอุฯ
ต่อมาขู่ว่าจะไม่สนับสนุนช่วยเหลือทางทหารแก่ซาอุฯ อย่างเคย
แม้พูดชัดแต่ความหมายกำกวม
เพราะเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าซาอุฯ เป็นพันธมิตรความมั่นคงทางทหาร
คำว่าลดการสนับสนุนมีความหมายอย่างไร ระงับการเป็นพันธมิตรหรือไม่
จะถอนทหารอเมริกัน 3,000 นายออกจากซาอุฯ หรือเปล่า หรือไม่ขายอาวุธบางชิ้นแก่ซาอุฯ
ผู้เป็นลูกค้ารายใหญ่ยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ในยุคทรัมป์ หากทำจริงจะส่งผลต่อความมั่นคงภูมิภาคอย่างไร
ยุทธศาสตร์ต่อต้านอิหร่าน สงครามต่อต้านก่อการร้าย กระทบความมั่นคงด้านพลังงานหรือไม่
ไม่แน่ใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์คิดลงรายละเอียดเหล่านี้
มองอีกมุมหนึ่งคือไม่มีอะไรน่าสนใจ
เป็นแนวทางเดิมๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่พูดอะไรก็ได้ พูดไปเรื่อยๆ
จริงบ้างเท็จบ้าง ถ้อยคำเหล่านั้นจะจางหายไปเอง ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ดูได้จากผลลัพธ์สุดท้ายว่าการเจรจาลดกำลังผลิตชั่วคราวบรรลุผล
ส่วนความดุเดือดของถ้อยคำ
ความไม่แน่นอนขณะเจรจาเป็นเพียงกระบวนการหรืออาจเป็นเพียงปาหี่เท่านั้น เพื่อให้พระเอกได้แสดงบทบาท
คำถาม ปรับลดเท่าไหร่ ตามโควตาเดิมใช่ไหม
:
ถ้ายึดระบบโควตาเดิมการปรับลดอุปทานย่อมทำได้ง่ายโดยปรับตามสัดส่วน
แต่ดังที่นำเสนอข้างต้นว่าในหมู่ประเทศผู้ส่งออกกำลังขัดแย้งซึ่งน่าจะเป็นเรื่องโควตาใหม่
นี่คือปริศนาระบบโควตาน้ำมันโลก ใครเป็นคนกำหนด มีกฎเกณฑ์อย่างไร
ทำไมปรับขึ้นลงในสัดส่วนไม่เท่ากัน และทำไมจึงยังตกลงกันไม่ได้ ทั้งๆ
ที่ราคาน้ำมันสูงหรือต่ำเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
ถ้ามองเฉพาะสหรัฐซึ่งผลิต
12-13 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะต้องปรับลดเท่าไหร่ ในข้อตกลงปรับลด 9.7 ล้านบาร์เรลล่าสุด
ไม่ปรากฏว่าสหรัฐเกี่ยวข้องด้วย
ต้นเดือนเมษายนประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะไม่ลดกำลังผลิตเด็ดขาด
พร้อมกับกล่าวว่ารัฐบาลกำลังออกหลายมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมน้ำมัน รวมทั้งให้เก็บน้ำมันเอกชนในแหล่งเก็บน้ำมันสำรองแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม 2-3 วันต่อมาทรัมป์เปลี่ยนท่าที ประกาศว่าอาจพิจารณาลดกำลังการผลิต
ยืนยันจะปกป้องแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันอเมริกา และกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าตอนนี้สหรัฐเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ
1 ของโลก
ข้อมูลบางชิ้นอ้างว่าเหตุที่สหรัฐปรับลดไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายตัวเอง
แต่ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอ
ต่อมามีข่าวว่าผู้ผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานในสหรัฐจะลดกำลังการผลิต
150,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคมกับมิถุนายน 6
บริษัทที่จะปรับลดกำลังผลิต ได้แก่ Continental Resources, Cimarex Energy,
ConocoPhillips, PDC Energy, Parsley Energy และ Enerplus
Corporation
ในขณะที่อุปทานน้ำมันจะลดลง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผู้ประเมินว่าปัจจัยโควิด-19 ทำให้อุปสงค์น้ำมันดิบโลกลดลง 30 เปอร์เซ็นต์หรือราว 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น ถ้าพิจารณาเฉพาะปัจจัยนี้หากจะดึงราคาน้ำมันต้องปรับลดกำลังผลิตให้ได้อย่างน้อย 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ถ้ามองในแง่บวกครึ่งปีหลังกิจกรรมเศรษฐกิจฟื้นตัว
การปรับลดแค่ 9.7 ล้านบาร์เรลอาจเพียงพอ หรืออยู่ในระดับที่รับได้ ถ้ามองในแง่ลบ
หากเกิดแพร่ระบาดระลอก 2 หรือยืดเยื้อกว่าคาด
ใช้มาตรการปิดเมืองปิดประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้ง
เมื่อนั้นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันน่าจะปรับลดกำลังผลิตเพื่อดึงราคาอีกครั้ง เพราะนั่นคือรายได้หลัก
ความเป็นความตายของประเทศของพวกเขา
และเมื่อนั้นโลกจะอาจเข้าใจระบบโควตาน้ำมันมากขึ้น
ชี้ให้เห็นอำนาจต่อรองของแต่ละประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปมา ใครมีอำนาจมากย่อมต่อรองได้มาก
ผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งอย่างเท่าเทียม
ข้อมูลเหล่านี้น่าจะเปิดเผยในรายงานสรุปยอดส่งออกนำเข้าน้ำมันดิบโลกฉบับปีหน้า
10 พฤษภาคม 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน
คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่
24 ฉบับที่ 8581 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563)
----------------------
1. Global oil demand will not recover to 2019 levels until
end of 2021: Morgan Stanley. (2020, April 30).
Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/business/economy/2020/04/29/Global-oil-demand-will-not-recover-to-2019-levels-until-end-of-2021-Morgan-Stanley.html
2. Oil falls after Saudi Aramco asked to raise output
capacity. (2020, March 11). Daily
Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/business/energy/oil-falls-after-saudi-aramco-asked-to-raise-output-capacity
3. OPEC+ debates biggest-ever oil cut,
awaits U.S. efforts. (2020, April 3). Reuters.
Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-oil-opec-cut-size/opec-debates-biggest-ever-oil-cut-awaits-u-s-efforts-idUSKBN21L15A
4. OPEC+ oil producers to cut output by 9.7m barrels. (2020, April 12). Arab News.
Retrieved from https://www.arabnews.com/node/1657651/business-economy
5. OPEC+ Oil Production Hits 13-Month High As Output Cuts
Start. (2020, April 30). Oil price
dot com. Retrieved from https://oilprice.com/Latest-Energy-News/World-News/OPEC-Oil-Production-Hits-13-Month-High-As-Output-Cuts-Start.html
6. Organization of the Petroleum Exporting Countries. (2019).
Declaration of Cooperation. Retrieved from
https://www.iea.org/newsroom/news/2019/november/world-energy-outlook-2019-highlights-deep-disparities-in-the-global-energy-system.html
7. Six US oil firms are expected to
shut 300,000 barrels per day of production in May and June. (2020,
April 29). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2020/04/29/us-oil-firms-expected-to-shut-in-far-more-production-in-may-and-june.html
8. Special Report: Trump told Saudis: Cut oil supply or lose
U.S. military support - sources. (2020, April 30). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-global-oil-trump-saudi-specialreport/special-report-trump-told-saudis-cut-oil-supply-or-lose-u-s-military-support-sources-idUSKBN22C1V4
9. Tankers thrive while oil tanks in
Singapore. (2020, April 28). Asia
Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/04/tankers-thrive-while-oil-tanks-in-singapore/
10. Trump Considers Slashing US Oil
Production After OPEC+ Meeting. (2020, April 7). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/us/202004071078862421-trump-considers-slashing-us-oil-production-after-opec-meeting/
-----------------------------
ภาพ : https://www.opec.org/opec_web/en/publications/338.html, Kristaps Ungurs on Unsplash
-
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามา...
-
ติดต่อพูดคุย: หากต้องการแสดงความเห็นหรือมีคำถามเกี่ยวกับบทความ ยินดีให้คำปรึกษา การหาข้อมูล การวิเคราะห์ พูดคุยสอบถามได้ที่อีเมล์ ckg55...




