นโยบายต่างประเทศสหรัฐต่อจีนโดยแอนโทนี บลิงเคน

สหรัฐไม่แสวงหาความขัดแย้งหรือสงครามเย็นใหม่ (new Cold War) รัฐบาลสหรัฐจะสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์ในทุกเรื่องที่ทำได้ โดยที่สหรัฐจะไม่ทิ้งหลักการของตน

        เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2022 แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐบรรยายนโยบายต่อจีน มีสาระสำคัญดังนี้

บริบทประเทศ :

        2 ปีมานี้สหรัฐต้องสู้กับโรคระบาดโควิด-19 เตรียมรับมือโรคระบาดอื่นๆ ในอนาคต ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตหนี้สิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานที่สะอาดมั่นคงขึ้นในราคาซื้อได้ จำต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยี ส่งเสริมการค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกรรมกร ขึ้นค่าแรง สร้างโอกาส ยึดมั่นสิทธิมนุษยชน ประเทศมั่นคงปลอดภัย

        ในการนี้จำต้องสร้างและปฏิรูประเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา เฉกเช่นกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ละประเทศสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง มีอธิปไตย แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี เป็นหลักการที่โลกเห็นร่วมกัน

        ประธานาธิบดีปูตินเป็นภัยในตอนนี้แต่จีนคือประเทศที่สหรัฐให้ความสนใจเป็นความท้ายระยะยาวที่ร้ายแรงที่สุด (most serious long-term challenge) ต่อระเบียบโลก

ภัยคุกคามจากจีน :

        จีนเป็นประเทศเดียวที่มีทั้งความตั้งใจเปลี่ยนระเบียบโลกและมีพลังอำนาจที่จะทำ มีทั้งพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การทูต การทหารและเทคโนโลยี วิสัยทัศน์ของจีนอาจเปลี่ยนค่านิยมสากลที่ดำรงมาแล้ว 75 ปี ในขณะเดียวกันจีนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอีกหลายเรื่องจึงเป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนของโลกวันนี้

        สหรัฐไม่แสวงหาความขัดแย้งหรือสงครามเย็นใหม่ (new Cold War) แท้จริงแล้วเราพยายามหลีกเลี่ยง สหรัฐไม่ห้ามหากจีนหรือประเทศใดจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ หากเศรษฐกิจเติบโตเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของเขา แต่สหรัฐจะปกป้องและทำให้กฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลง หลักการและสถาบันต่างๆ เข้มแข็ง ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง ปกป้องสิทธิส่วนบุคคล อธิปไตยของประเทศต่างๆ ให้ประเทศทั้งหลายอยู่ร่วมกันและร่วมมือกัน

          ทุกวันนี้อำนาจจีนแผ่ขยายทั่วโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีเมืองและเครือข่ายขนส่งที่เจริญทันสมัยระดับโลก เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่สุดของโลก ตั้งใจครอบงำเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต กองทัพจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วและหวังแผ่กองทัพไปทั่วโลก เป็นผู้นำโลก

          แต่จีนบ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงหลักการต่างๆ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกดทับคนจีนและแสดงความก้าวร้าวต่อภายนอกประเทศ รัฐบาลจีนตรวจสอบติดตามคนจีนอย่างกว้างขวาง อ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย บั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง เสรีภาพการเดินเรือและการค้า ส่งผลเสียต่อกรรมกรและบริษัทอเมริกันทั่วโลก การที่จีนปกป้องรัสเซียที่ทำสงครามยูเครน ขยายอิทธิพลในยุโรปสร้างความหวาดวิตกแก่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

        ด้วยเหตุผลทั้งมวลรัฐบาลสหรัฐจึงจำต้องปรับปรุงบริบทภูมิภาคให้เอื้อต่อวิสัยทัศน์เปิดกว้าง รวมระบบนานาชาติเข้าด้วยกัน ตามยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีไบเดน รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรมและประชาธิปไตย ทำให้พันธมิตรกับหุ้นส่วนอยู่ในระเบียบ ร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน และแข่งกับจีนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา มุ่งสู่วิสัยทัศน์ของเรา แยกเป็นนโยบายได้ดังนี้

นโยบายสหรัฐต่อจีน :

       ประการแรก ลงทุนสร้างชาติให้เข้มแข็ง

        รัฐบาลมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเรื่องสำคัญที่สุด สร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่อันส่งเสริมเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สร้างเศรษฐกิจกับห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นแข่งขันได้

        จีนได้ลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก รัฐบาลไบเดนก็เช่นกันแต่การใช้ของเราส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ใช่อำนาจนิยม
        จำต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเพราะสินค้าบริการขนส่งตลอดเวลา ถ้าสหรัฐไม่สร้างก็จะมีประเทศใดประเทศหนึ่งสร้าง เรื่องนี้มีผลต่อความเข้มแข็งไม่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นมีผลต่อพันธมิตรและหุ้นส่วน จึงรอช้าไม่ได้

        รัฐบาลยังต้อนรับนักศึกษาจีน ปีการศึกษาล่าสุดนักศึกษาจีนกว่าแสนคนทะเบียนเรียน ราว 80% เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นประโยชน์แก่สหรัฐด้วย การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติและความเกลียดชังไม่ช่วยสร้างชาติ ตลอดประวัติศาสตร์คนต่างด้าวช่วยสร้างชาติ คนอเมริกันเชื้อสายจีนทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ หากใครปฏิบัติต่อคนจีนไม่ถูกไม่ควรเท่ากับทำลายจุดยืนของประเทศ

        คนอเมริกันเคารพนับถือคนจีนแต่กลับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนนั้นเป็นคนละเรื่อง

       ประการที่ 2 ประชาธิปไตยของสหรัฐ

        ประชาธิปไตยคือเสาหลักความเข้มแข็งของชาติ ในศตวรรษที่ 21 ความมั่งคั่งที่แท้อยู่ที่ประชาชนหรือทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถที่จะให้คนปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมดที่มี

        ระบอบประชาธิปไตยให้เราอภิปราย ถกแถลง ไม่เห็นด้วย ท้าทายกันและกันแม้กระทั่งต่อผู้นำที่เราเลือก เราไม่สมบูรณ์แต่ทำอย่างดีที่สุด ระบอบประชาธิปไตยมีเพื่อสิ่งเหล่านี้

       จีนคิดว่าระบอบของเขาดีกว่า มีพรรคเป็นศูนย์กลางของทั้งระบบ ไม่วุ่นวายยุ่งเหยิง รัฐบาลสหรัฐไม่ต้องการเปลี่ยนการเมืองจีนแต่จะแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยสามารถเผชิญหน้าทุกความท้าทาย สร้างโอกาส ทำให้มนุษยชาติพัฒนา

        ประชาธิปไตยอเมริกาทำงานร่วมกันพันธมิตรและหุ้นส่วน สร้างอินโด-แปซิฟกที่เปิดเสรีและเปิดกว้าง อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ทำขึ้นอย่างโปร่งใสใช้อย่างยุติธรรม ทุกประเทศตัดสินใจได้เอง สิ่งต่างๆเคลื่อนไหวเคลื่อนย้ายโดยเสรี

        สหรัฐต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี การแก้ปัญหาโลกร้อน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสุขภาพอนามัยโลก เศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม หวังร่วมมือกับประเทศต่างๆ ให้มากประเทศที่สุด แก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานเป็นรัฐอธิปไตยเท่าเทียม

        สิทธิมนุษยชนเป็นอีกประเด็นที่สหรัฐจะยึดถือร่วมกับพันธมิตรและหุ้นส่วน ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่รัฐบาลจีนทำต่อหลายพื้นที่ของตน ใช้มาตรการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ผิดเพราะละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่อยู่ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ

       ประการที่ 3 ประเด็นสำคัญอื่นๆ

        จีนมักลักลอบขโมยเทคโนโลยีของประเทศอื่นด้วยเหตุนี้สหรัฐจะต้องปกป้องตัวเอง เช่น ควบคุมการส่งออกให้เข้มงวดขึ้นให้มั่นใจว่านวัตกรรมสำคัญจะไม่ตกอยู่ในมือคนที่ไม่ควรได้

        จีนใช้นโยบายทุ่มตลาด ตัวอย่างที่เห็นชัดคือตลาดเหล็กกล้าที่ผลิตจำนวนมากและขายถูกโดยไม่หวังกำไรเพราะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลจีน ต้นทุนต่ำเพราะไม่คำนึงสิ่งแวดล้อม ไม่ปกป้องสิทธิคนงาน โรงงานอเมริกันจึงสู้ไม่ได้ เหล็กกล้าจีนเข้าแทนที่ในหลายประเทศ ตัวอย่างอื่นๆ เช่น แผงโซล่าเซลล์ แบตเตอร์รีรถไฟฟ้า เป็นเหตุผลที่คนอเมริกันหลายล้านคนตกงาน ประเทศอื่นๆ ตกอยู่ในสภาพนี้เช่นกัน

        ประเด็นไต้หวัน นโยบายสหรัฐต่อไต้หวันยังคงเหมือนเดิม ยึดถือนโยบายจีนเดียว (one China policy) ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทุกฝ่าย (ทั้งจีนกับไต้หวัน) ไม่สนับสนุนให้ไต้หวันประกาศเป็นรัฐอธิปไตย พร้อมกับสนับสนุนให้ไต้หวันมีกองทัพที่ป้องกันตนเองได้ มีสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการกับไต้หวันแต่ติดต่อร่วมมือกับไต้หวันต่อไปและมากขึ้น

        ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายปีที่ผ่านมาจีนกับสหรัฐมีจุดที่เห็นไม่ตรงกันและมีส่วนที่ไปด้วยกันสนับสนุนกัน

        โดยสรุป รัฐบาลสหรัฐจะสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์ในทุกเรื่องที่ทำได้ โดยที่สหรัฐจะไม่ทิ้งหลักการของตน ไม่มีเหตุใดที่ 2 ชาติมหาอำนาจจะอยู่ร่วมกันโดยสันติไม่ได้ สามารถแบ่งปันร่วมมือเพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์ มีสันติภาพ อยู่ดีกินดีและเสรีนี้กว่านี้

29 พฤษภาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9328 วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
สหรัฐฯ หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย เป้าหมายหลักคือต่อต้านจีน อเมริกาครองความเป็นเจ้าในอินโด-แปซิฟิก
เมื่อเทียบจีน 50 ปีก่อนกับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจสังคมจีนมีความเป็นทุนนิยมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับที่รัฐบาลสหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงมากขึ้นทุกที
บรรณานุกรม :

U.S. Department of State. (2022, May 26). The Administration’s Approach to the People’s Republic of China. Retrieved from https://www.state.gov/the-administrations-approach-to-the-peoples-republic-of-china/

สวีเดนเลือกข้าง ขอเข้าร่วมนาโต

การเลือกข้างก่อให้เกิดคำถามว่าคือการเปลี่ยนปรปักษ์ให้กลายเป็นศัตรูจริงๆ ใช่หรือไม่ ทำอย่างไรรัสเซียจึงจะวางใจแม้สวีเดนเลือกข้าง 

        หลังสวีเดนสูญเสียฟินแลนด์แก่จักรวรรดิรัสเซียในสงครามช่วง ค.ศ.18081809 นับจากนั้นเป็นต้นมาเปลี่ยนจากประเทศที่ขยายดินแดนด้วยการทำสงครามสู่ประเทศที่หลีกเลี่ยงสงคราม ยึดนโยบายเป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถึงกระนั้นทุกวันนี้ชาวสวีเดนจำนวนหนึ่งยังมองรัสเซียเป็นภัยคุกคาม บรรดาพรรคการเมืองโน้มเอียงเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก (นาโตคือตัวแทนความสัมพันธ์นี้) ล่าสุดรัฐบาลสวีเดนยื่นเรื่องขอเข้าร่วมนาโตแล้ว เปลี่ยนนโยบายที่ยึดถือมากว่า 2 ศตวรรษ

มุมมองของสวีเดน :

        ประการแรก สัมพันธ์ที่เลวร้ายลง

        รัสเซียบุกไครเมียเมื่อกุมภาพันธ์ 2014 เป็นเหตุการณ์สำคัญทำให้สวีเดนมองรัสเซียในแง่ลบเพิ่มขึ้นชัดเจน Peter Hultqvist รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสมัยนั้นกล่าวว่าเรื่องนี้ผลักดันให้สวีเดนต้องเพิ่มงบป้องกันประเทศ นักการเมืองหลายพรรคเห็นพ้องว่าถึงเวลาแล้วที่สวีเดนต้องเป็นสมาชิกนาโต หันไปร่วมมือทางทหารกับสหรัฐมากขึ้น

        ปี 2015 สวีเดนมีสัมพันธ์ทางการกับรัสเซียเพียงเล็กน้อย เฉพาะด้านการค้าที่ดำเนินได้ดี คิดว่ารัฐบาลรัสเซียมักถือว่าสวีเดนมีอำนาจน้อยกว่าตน ความสัมพันธ์อยู่ในสภาพเป็นมิตรภาพอันเยือกเย็น (cold friendship)

        กองทัพรัสเซียบุกเข้ายูเครนเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ชี้ว่ารัสเซียทำลายความมั่นคงยุโรป

        ประการที่ 2 มีทั้งที่มองว่าเป็นภัยคุกคามและไม่เป็น

        เป็นธรรมดาที่มีทั้งพวกที่มองรัสเซียเป็นภัยคุกคามกับไม่เป็น ฝ่ายที่ไม่ถือว่ารัสเซียเป็นศัตรูอธิบายว่ารัสเซียไม่คิดจะรุกรานสวีเดน ไม่มีสัญญาณเช่นนั้นเลย แต่ถ้าสวีเดนเข้าร่วมนาโต รัสเซียย่อมถือว่าสวีเดนมีโอกาสเป็นศัตรูทันที (potentially hostile state) ไม่แปลกเมื่อถึงตอนนั้นรัสเซียจะต้องคิดแผนโจมตีเป้าหมายในสวีเดน (หากเกิดสงคราม)

        พวกที่สนับสนุนเข้านาโตจะชี้ภัยคุกคามรัสเซีย อ้างเหตุต่างๆ จากรัสเซียตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนถึงแทรกแซงเลือกตั้ง คิดอยู่เสมอว่ารัสเซียจะบุกสวีเดนในที่สุด มีกระบวนการปั่นกระแสภัยคุกคามรัสเซียอยู่เสมอจนสังคมแบ่งขั้ว

        ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สังคมสวีเดนถูกครอบงำด้วยกระแสหวาดกลัวรัสเซีย สื่อจะนำเสนอภัยรัสเซียเป็นระยะๆ ผู้คนเอ่ยถึงจนเป็นนิสัย ที่น่าสนใจคือทุกภัยจากรัสเซียมักจะลงเอยด้วยการเข้านาโต

       ประการที่ 3 ทางเลือกมีทางเดียวคือนาโต

        เป็นความจริงที่ว่าหากสวีเดนทิ้งหลักการเป็นกลาง องค์การนาโตย่อมเป็นทางเลือกที่ดีและอาจเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ Mark Brzezinski อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสวีเดนกล่าวว่านาโตคือบริษัทประกันภัย (insurance company) ของสวีเดน ความคุ้มครองจะเกิดขึ้นหากคุณซื้อประกันก่อนประสบเหตุร้าย นาโตเท่านั้นที่จะช่วยปกปักษ์รักษา

       ประการที่ 4 มุมมองเข้านาโตเสี่ยงกว่าเดิม

        Anders Österberg จากพรรค Social Democrat ชี้ว่าหากเป้าหมายคือเลี่ยงสงครามก็ไม่ควรเข้านาโต การเข้าร่วมจะยิ่งเสี่ยงเกิดสงครามกว่าเดิม ทางออกคือต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายความตึงเครียด (détente) ลดความตึงเครียดในภูมิภาค หลักการไม่เข้าร่วมพันธมิตรทางทหารพิสูจน์นับร้อยปีแล้วว่าใช้ได้ผล ดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นต้องทิ้งหลักนิยมนี้

        อีกทั้งจะสูญเสียการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ภาพลักษณ์ของประเทศเปลี่ยนไป

มุมมองแบบรัสเซีย :

       ประการแรก ไม่ได้ให้ความสำคัญ

        ในขณะที่สวีเดนมองรัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ฝ่ายรัสเซียตอบกลับว่าตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวีเดนมากนัก มีประเด็นหรือประเทศอื่นที่รัสเซียต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่าสวีเดนมากนัก

       ประการที่ 2 สวีเดนกลัวเกินเหตุ ไร้เหตุผล

        เนื่องจากสวีเดนกังวลต่อเนื่องไม่หยุด ฝ่ายรัสเซียจึงชี้ว่าเป็นความกังวลเกินเหตุ คิดไปเอง มีโอกาสเพียงน้อยนิดที่กองทัพรัสเซียจะบุกสวีเดนตราบเท่าที่ยังยึดความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รัสเซียไม่ค่อยคาดหวังประโยชน์จากสวีเดน มองมุมบวกต่อประวัติศาสตร์สวีเดนที่ยึดมั่นความเป็นกลาง

       ประการที่ 3 ที่ผ่านมาสวีเดนอิงอียู

        รัสเซียเห็นว่าอียูมีอิทธิพลต่อนโยบายสวีเดน (สวีเดนเป็นสมาชิกอียู) ดังนั้นความสัมพันธ์ทวิภาคีจึงขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียู ถ้าสวีเดนเข้าร่วมนาโตย่อมต้องยึดแนวนโยบายนาโต

ท่าทีนาโต :

       ประการแรก หวังให้สวีเดนร่วมเป็นสมาชิกเสมอ

        แม้ในช่วงแรกเมื่อสิ้นสงครามเย็นภัยคุกคามจากโซเวียตรัสเซียหมดไปแต่นาโตยังอยากให้สวีเดนเป็นสมาชิก (นาโตเกิดขึ้นเพื่อต้านโซเวียตในสมัยสงครามเย็น) ข้อนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว (NATO Enlargement, NATO expansion) ที่ตั้งเป้าให้ยุโรปทุกประเทศเป็นสมาชิกนาโตรวมทั้งรัสเซียด้วย บนหลักคิดที่ว่าถ้าอยู่องค์กรเดียวกันจะไม่เป็นศัตรูต่อกัน

        ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในยุคสงครามเย็น สิ้นสงครามเย็น รัสเซียกับจีนที่ก้าวขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 21 นาโตพยายามดึงสวีเดนเข้าเป็นสมาชิกอยู่เสมอ

       ประการที่ 2 ใช้ทุกเหตุการณ์เพื่อโน้มน้าวใจ

        ทุกเหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงภัยรัสเซียไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก นาโตไม่พลาดที่จะเข้าหาหว่านล้อมทั้งทางตรงทางอ้อมให้เห็นว่าการเข้าร่วมนาโตคือทางออก

       ประการที่ ภัยรัสเซียนั้นรุนแรงเหลือเกิน

        ในบางกรณีรัสเซียเป็นภัยจริงแต่ถูกนำเสนอให้รุนแรงเกินควร คาดการณ์หรือจินตนาการให้ใหญ่โตรุนแรงอยู่เสมอ มักนำสู่ความขัดแย้งทางทหาร กองทัพรัสเซียคิดจะรุกรานฟินแลนด์กับสวีเดน ซึ่งหากพิจารณาลงรายละเอียดจะพบว่าภัยคุกคามที่เอ่ยถึงไม่มีข้อมูลหลักฐานชัดเจน มักจะระบุว่า “เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” (credible information) “มีความเป็นไปได้สูง” (highly likely) หรือด้วยการคาดเดาว่ามีแต่รัสเซียที่จะทำเช่นนั้น อ้างอิงภาพถ่ายมัวๆ (hazy photos) บางครั้งกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก็ถูกตีความล่วงหน้าแล้วว่าต้องเป็นรัสเซีย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

        ล่าสุดสวีเดนขอเข้าร่วมนาโตอย่างเป็นทางการแล้ว Magdalena Andersson นายกฯ สวีเดนกล่าวว่าเพราะต้องการหลักประกันความมั่นคง รัสเซียบุกยูเครนได้ทำลายระบบความมั่นคงของสวีเดนและยุโรปทั้งมวล Ann Linde รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยอมรับว่าการเข้านาโตจะขัดแย้งรัสเซีย แต่ไม่ถึงขั้นทำสงครามต่อกัน

        ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่าฝ่ายการเมืองของสวีเดนถูกอำนาจรัฐบาลสหรัฐกดดันให้เลิกสัมพันธ์กับรัสเซีย

        สงครามในอดีตระหว่างสวีเดนกับรัสเซียยังฝังจิตฝังใจคนสวีเดนแม้จะผ่านไปกว่า 200 ปีแล้ว รัสเซียในวันนี้ไม่ใช่ระบอบกษัตริย์ สังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนไปมาก แต่คนสวีเดนจำนวนมากไม่ลืมอดีตและนำมาผนวกกับสถานการณ์ปัจจุบันมองรัสเซียเป็นปรปักษ์หลัก แต่การเลือกข้างก่อให้เกิดคำถามว่าคือการเปลี่ยนปรปักษ์ให้กลายเป็นศัตรูจริงๆ ใช่หรือไม่ นำสู่การเผชิญหน้าใช่หรือไม่ ต้องคิดหนักว่าทำอย่างไรรัสเซียจึงจะวางใจแม้สวีเดนเลือกข้าง แม้สุ่มเสี่ยงแต่จำต้องไหลไปตามบริบทของโลกแห่งการช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจ

        อย่างไรก็ตามลึกๆ แล้วนาโตไม่ได้เป็นเอกภาพ สงครามยูเครนเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ชาติสมาชิกแสดงตัวให้ความร่วมมือต่อต้านรัสเซีย แท้จริงแล้วภายในนาโตแยกออกเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการเป็นอิสระอย่างแท้จริงกับกลุ่มประเทศที่หวังอิงความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ การเข้ามาของสวีเดนกับฟินแลนด์อาจยิ่งทำให้ความเป็นเอกภาพลดน้อยลง อาจเป็นผลดีต่อประเทศที่ใฝ่หาสันติมากกว่าสงคราม ในระยะยาวจะเห็นภาพเหล่านี้เด่นชัดขึ้น

22 พฤษภาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9321 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
ข้อวิพากษ์ทั้งหมดนำสู่คำถามว่ายุทธศาสตร์นาโตขยายตัวมีไว้เพื่อสันติภาพ เคารพอธิปไตยของกันและกันหรือเป็นเครื่องมือที่บางประเทศใช้ขยายอำนาจอิทธิพล
ชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ

บรรณานุกรม :

1. Simons, Greg., Manoylo, Andrey Viktorovich. (2019). Sweden and the NATO debate: views from Sweden and Russia. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/336952060_Sweden_and_the_NATO_debate_views_from_Sweden_and_Russia

2. Sweden joining NATO would 'deter the threat of military conflict in northern Europe', says report. (2022, May 13). Euro News. Retrieved from http://www.euronews.com/my-europe/2022/05/13/sweden-joining-nato-would-deter-the-threat-of-military-conflict-in-northern-europe-says-re

3. Swedish PM says ‘best thing’ for her country’s security is to join Nato. (2022, May 16). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/world/2022/05/15/swedish-pm-says-best-thing-for-her-countrys-security-is-to-join-nato/

4. US Frees Russia’s Hands to Act by Forcing Finland, Sweden to Join NATO - Moscow. (2022, May 17). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/20220517/us-frees-russias-hands-to-act-by-forcing-finland-sweden-to-join-nato---moscow-1095562362.html

-----------------------

ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้ (MNNA)

ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโตไม่ใช่สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วม เป็นประเทศที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐมีความร่วมมือด้านความมั่นคงหลายอย่าง

        สหรัฐทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรทางทหารกับหลายประเทศ หลายฉบับ ต่างมีข้อตกลงเฉพาะมักขึ้นกับบริบทของยุคสมัย เช่น เกาหลีใต้เป็นพันธมิตรสหรัฐภายใต้สนธิสัญญา Mutual Defense Treaty 1953 ตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และสหรัฐมีสนธิสัญญา Security Treaty Between Australia, New Zealand, and the United States of America (ANZUS) 1951 ปัจจุบันลดเหลือสนธิสัญญาระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐเท่านั้น ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้เป็นสนธิสัญญาด้านความมั่นคงอีกฉบับ บางประเทศผูกพันกับสหรัฐทั้ง 2 สนธิสัญญา

        ก่อนจะเข้าใจชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโตควรเข้าใจนาโตก่อน องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เกิดขึ้นเพื่อต้านภัยคุกคามจากรัสเซียหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นกองทัพรัสเซียเข้ายึดหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันออก ยึดอุดมการณ์เศรษฐกิจการเมืองแบบสังคมนิยม ชาติยุโรปตะวันตกอยู่ในสภาพอ่อนแอจากการทำลายล้างของสงคราม การตั้งกลุ่มพันธมิตรทางทหารโดยมีสหรัฐร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นประโยชน์

        บทบาทของนาโตปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยตาม ปัจจุบันเป็นเสาหลักความมั่นคงของสหรัฐกับพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก เป็นพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

        นาโตทวีความสำคัญขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 เมื่อรัฐบาลสหรัฐกับพวกมองจีนที่กำลังก้าวขึ้นมากับรัสเซียที่ฟื้นฟูในยุคปูตินว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงขึ้นทุกที

ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต :

        แม้จะชื่อว่า “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต” (Major Non-NATO Ally: MNNA) แต่เป็นพันธมิตรหรือข้อตกลงทวิภาคี ไม่อยู่ภายใต้องค์การนาโต

       1) นิยาม MNNA กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐให้นิยามว่า Major Non-NATO Ally หมายถึง ประเทศที่ได้ประโยชน์บางอย่างด้านการป้องกันประเทศ การค้าและความมั่นคงตามที่ระบุไว้ เล็งถึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ให้ความเคารพกันและกันอย่างสูง แต่ไม่ถึงขั้นให้หลักประกันความมั่นคงแต่อย่างใด

        กระทรวงการต่างประเทศไทยอธิบายการได้รับสถานะเป็นชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต “ไม่ได้หมายถึงการมีหลักประกันด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศร่วมกันเช่นเดียวกับที่สหรัฐมีกับประเทศสมาชิกนาโต แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สหรัฐให้แก่ความสัมพันธ์ในลักษณะพันธมิตร”

        ดังนั้นแม้จะเอ่ยว่าเป็นพันธมิตร (Ally) แต่ MNNA ไม่ใช่สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วม (Mutual Defense Treaty)

        เนื่องจากเป็นพันธมิตรที่ไม่ใช่นาโต ประเทศเหล่านี้จึงกระจายอยู่ในทวีปต่างๆ ยกตัวอย่าง อิสราเอล อียิปต์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา ไต้หวัน โคลอมเบียและกาตาร์ (2 ประเทศหลังเป็นประเทศล่าสุด 2022) ส่วนชาติสมาชิกอาเซียนมีเพียง 2 ประทศที่ทำข้อตกลงนี้คือฟิลิปปินส์กับไทย (ทำสนธิสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2546)

        ดังที่กล่าวแล้วว่าสถานะ MNNA ไม่ถึงขั้นสหรัฐจะเข้ารบช่วยปกป้องประเทศนั้น แต่บางประเทศมีสนธิสัญญาทางทหารอื่นๆ ที่สหรัฐจะส่งกองทัพเข้าปกป้อง MNNA มีจุดเด่นเป็นสนธิสัญญาสดใหม่ ไม่ใช่ของเก่าจากยุคสงครามเย็นในอดีต

       2) ลักษณะสำคัญ MNNA แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามการเกิดก่อนหลัง ลักษณะความร่วมมือแตกต่างกัน บางประเทศอยู่ในประเภทเดียว บางประเทศอยู่ในทั้ง 2 ประเภท มีขอบเขตความร่วมมือที่พอจะสรุปรวมๆ ได้แก่ สามารถซ่อมแซมอาวุธสหรัฐนอกแผ่นดินสหรัฐ ร่วมวิจัยโครงการต่อต้านก่อการร้ายบางโครงการ สหรัฐช่วยเหลือโครงการวิจัยเพื่อการป้องกันประเทศ ได้รับอาวุธอุปกรณ์ทางทหารจากสหรัฐ สิทธิ์ในการซื้อกระสุน depleted uranium ammunition สหรัฐช่วยฝึกหรือซ้อมรบร่วม สามารถเช่าหรือยืมอุปกรณ์ทางทหารบางอย่าง ความร่วมมือด้านดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์

       3) เหตุและผล ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้ (MNNA) ให้ภาพว่าเป็นประเทศที่มีสัมพันธ์ทางทหารใกล้ชิด ได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ แม้กระทั่งไต้หวันที่ไม่เป็นประเทศแต่อยู่ในข้อตกลงนี้ถือเป็นกรณีพิเศษ แน่นอนว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะมีเหตุผลเฉพาะ เช่น หวังให้โคลอมเบียสนับสนุนนโยบายต่อต้านเวเนซุเอลา รัฐบาลไบเดนหวังให้กาตาร์ขายน้ำมันก๊าซธรรมชาติแก่ยุโรปในช่วงนี้ที่กำลังคว่ำบาตรรัสเซีย เป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน

        อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยน เช่นสมัยรัฐบาลโอบามากล่าวว่าอียิปต์ไม่เป็นมิตรและไม่เป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอียิปต์มีสถานะ MNNA เหตุการณ์นี้ตรงกับสมัยประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี (Muhammad Morsi) ที่มาจากการเลือกตั้งแต่ดำเนินนโยบายยึดมั่นศาสนาอิสลามตามแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood)

        ฟิลิปปินส์ในสมัยรัฐบาลโรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ก็เช่นกันดำเนินนโยบายใกล้ชิดจีนกับรัสเซียมากขึ้น มีบางเรื่องที่คิดเห็นตรงข้ามกับสหรัฐแต่ยังคงความเป็น MNNA กันยายน 2016 ดูเตร์เตกล่าวว่า “ไม่ได้ตัดความเป็นพันธมิตร รวมทั้งด้านการทหาร” แต่ฟิลิปปินส์จะเป็นอิสระมากขึ้น มีนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ จะเห็นว่าความสัมพันธ์ขึ้นกับตัวรัฐบาลด้วย

ความร่วมมือเชิงประจักษ์ :

        ลำพังการเป็น MNNA ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทั้งหมด มีนโยบายอื่นที่ทำสำเร็จแล้ว บางอย่างกำลังทำ ในที่นี้ขอนำเสนอ 2 ตัวอย่าง

       1) AUKUS

        พันธมิตรทางทหารอินโด-แปซิฟิก สหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย (AUKUS) ที่เริ่มเมื่อกันยายน 2021 ใน 3 ประเทศนี้ออสเตรเลียมีฐานะเป็น MNNA และมีจุดเด่นคืออังกฤษเป็นประเทศนอกภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย หมายความว่าเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์อังกฤษจะมีภารกิจอย่างสม่ำเสมอในย่านนี้ ด้วยแนวทางนี้อนาคตอาจมีสมาชิกอื่นนอกภูมิภาคเข้าร่วมอีก

       2) กรณีติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลาง

        รัฐบาลสหรัฐประกาศตั้งแต่สมัยทรัมป์ว่าหวังจะติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในอินโด-แปซิฟิก ล่าสุดเอ่ยถึงออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย ทั้ง 5 ชาติล้วนเป็นพันธมิตรเก่าแก่และเป็น MNNA 10 ชาติอาเซียนมีเฉพาะฟิลิปปินส์กับไทยเท่านั้นที่ทำข้อตกลง MNNA กับสหรัฐจึงไม่แปลกที่ 2 ประเทศนี้อยู่ในรายชื่อคาดหวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลาง

        ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์หรือหัวรบธรรมดาล้วนมีอานุภาพทำลายสูง มุ่งยิงเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ และชัดเจนว่าเป้าหมายคือจีน (อาจรวมรัสเซียฝั่งเอเชียตะวันออกไกล) และต้องมองไกลกว่าตัวตัวขีปนาวุธ เพราะจะรวมระบบป้องกันทางอากาศ มีฐานทัพอากาศ ศูนย์บัญชาการ ฯลฯ รวมความแล้วเป็นฐานทัพถาวรขนาดใหญ่นั่นเอง ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นการประกาศการเป็นศัตรูกับจีนอย่างชัดเจน และคงยากจะเปลี่ยนแปลง (ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือญี่ปุ่นที่มีฐานทัพสหรัฐในประเทศตนหลายทศวรรษแล้ว ปัจจุบันมีทหารพร้อมอาวุธหนักประการอยู่ราว 54,000 นาย)

        น่าติดตามว่าบรรดาประเทศที่เป็น MNNA จะตอบสนองต่อการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างไร

        ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้ (MNNA) อาจมองว่าเป็นเพียงสนธิสัญญาความมั่นอีกฉบับ แต่เมื่อพิจารณาชื่อและข้อมูลอื่นๆ พบว่ามีความสำคัญในตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาเครือข่ายหรือโครงสร้างความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกตามแนวทางของตน การปรากฏตัวของ AUKUS ทั้งหมดเกิดภาพการสร้างเครือข่ายความมั่นคงที่อาจรวมประเทศอื่นนอกภูมิภาคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอินโด-แปซิฟิก การแข่งขันทางทหาร ความตึงเครียดจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดความขัดแย้งซ้อนความขัดแย้ง ทุกเรื่องถูกทำให้สัมพันธ์กันหมด ประเทศที่อยู่ใน MNNA มักจะถูกเอ่ยถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

15 พฤษภาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9314 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
สหรัฐฯ หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย เป้าหมายหลักคือต่อต้านจีน อเมริกาครองความเป็นเจ้าในอินโด-แปซิฟิก
บรรณานุกรม :

1. กระทรวงการต่างประเทศ. (2555, มิถุนายน 28). องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation - NATO). Retrieved From https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc2715e39c306000a364?cate=5d5bcb4e15e39c3060006872

2. Biden announces Indo-Pacific alliance with UK, Australia. (2021, September 16). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/14441547

3. Biden announces major non-NATO ally status for Colombia. (2022, March 10). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/biden-nato-colombia-c8d49d29f654ced2a1112f4b1c01461f

4. Boros-McGee, Anna. (2008). North Atlantic Treaty Organization, Origins and Formation of. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1514-1516). USA: ABC-CLIO.

5. Major Non-NATO Ally (MNNA). (2022). Global Security. Retrieved from https://www.globalsecurity.org/military/agency/dod/mnna.htm

6. Philippine leader seeks arms from Russia & China, pursues policies independent from US. (2016, September 14). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/359255-philippines-us-independent-policies/

7. RAND. (2022). Ground-Based Intermediate-Range Missiles in the Indo-Pacific. Retrieved from https://www.rand.org/pubs/research_reports/RRA393-3.html

8. Sandier, Todd., Hartley, Keith. (1999). The Political Economy of NATO: Past, Present and into the 21st Century. New York: Cambridge University Press.

9. U.S. Department of State. (2021, January 20). Major Non-NATO Ally Status. Retrieved from https://www.state.gov/major-non-nato-ally-status/

10. US officially designates Qatar as major non-NATO ally. (2022, March 11). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/03/11/US-officially-designates-Qatar-as-major-non-NATO-ally

-----------------------

แผนติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ

สหรัฐหวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้และไทย เป้าหมายหลักคือต่อต้านจีน อเมริกาครองความเป็นเจ้าในอินโด-แปซิฟิก

        สิงหาคม 2019 รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กับรัสเซียต่างถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ทันทีที่ถอนตัวมาร์ก เอสเปอร์ (Mark Esper) รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่าสหรัฐอาจเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ติดตั้งภาคพื้นดินอีกครั้ง หวังจะติดตั้งที่ใดที่หนึ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เป็นเรื่องน่าคิดว่า INF เป็นสนธิสัญญาที่จะไม่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางในยุโรป แต่เมื่อสหรัฐยกเลิกข้อตกลงกลับเอ่ยถึงการติดตั้งขีปนาวุธนี้ที่เอเชียทันที อ้างเหตุผลจีนมีขีปนาวุธดังกล่าว (เช่น DF-26) และไม่ได้ลงนามใน INF

        รายงาน Ground-Based Intermediate-Range Missiles in the Indo-Pacific ของ RAND เป็นรายงานล่าสุด (2022) ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ช่วยให้เข้าใจความคืบหน้าและวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้

สหรัฐหวังติดขีปนาวุธใน 5 ประเทศ :

        แผนคือติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางใน 5 ประเทศที่เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น

        1) กรณีไทย งานวิจัยของ RAND ชี้ว่ายากจะร่วมมือกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แม้ในเวลาต่อมากลายเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สหรัฐคาดหวังความร่วมมือจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตมากกว่า

        2) กรณีฟิลิปปินส์ เคยเป็นพันธมิตรสำคัญในยุคสงครามเย็น แต่เนื่องจากหลังสงครามเย็นคนฟิลิปปินส์บางส่วนไม่เห็นด้วยกับกองทัพอเมริกันที่ประจำการที่นั่น สหรัฐต้องถอนตัวออกจากฐานทัพเรืออ่าวซูบิก (Subic Bay) นับจากนั้นบทบาทกองทัพอเมริกันในประเทศนี้จึงลดลงมาก

        รัฐบาลโรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) เป็นอุปสรรคสำคัญ สัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้น ร่วมมือกับจีนสำรวจทรัพยากรน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในทะเลจีนใต้ ความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอ่อนแอลง

        วิเคราะห์ : ฟิลิปปินส์พิพาทกับจีนเรื่องสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ การรุกคืบแสดงความเป็นเจ้าของจากจีนจะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ การได้รัฐบาลชุดใหม่เป็นอีกปัจจัยที่จะชี้ว่าฟิลิปปินส์จะสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างไร ในสมัยเบนิกโน อากีโนที่ 3 (Benigno Aquino III) มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอย่างชัดเจน แต่จะยอมให้ติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางหรือไม่ต้องรอดูรัฐบาลชุดหน้า

        3) กรณีเกาหลีใต้ เป็นพันธมิตรสหรัฐตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี ปัจจุบันมีทหารอเมริกันในเกาหลีใต้กว่า 26,000 นาย แต่การคงอยู่มีปัญหาบางประการ ที่เอ่ยถึงมากคือการแบ่งเบาภาระงบประมาณจากเกาหลีใต้ ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเกาหลีใต้จึงต้องระมัดระวังหากจะทำเรื่องที่จีนกังวลใจ สมัยประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงท่าทีว่ายังไม่ต้องการ จึงต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันและอนาคต

        วิเคราะห์ : ที่ผ่านมาการคงอยู่ของฐานทัพอเมริกันมุ่งชี้ว่าเพื่อป้องกันเกาหลีเหนือ แต่การติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางยากจะอ้างว่ามีไว้เพื่อยิงเกาหลีเหนือ ประเด็นต้องช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเป็นอีกส่วนที่ต้องคิดหนักว่าคุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าในอดีตสหรัฐเคยประจำการอาวุธนิวเคลียร์ที่นี่ทั้งแบบเปิดเผยกับปิดลับ

        ประเด็นสุดท้ายที่เกาหลีใต้ต้องใคร่ครวญคือหวังล่มหัวจมท้ายกับสหรัฐหรือจะเป็นประเทศที่มีอิสระด้านการป้องกันประเทศ เพราะจะสัมพันธ์กับด้านอื่นๆ ทั้งหมด หากวันหนึ่งสหรัฐประกาศคว่ำบาตรห้ามติดต่อค้าขายกับจีน รัฐบาลเกาหลีใต้พร้อมทำตามหรือไม่

        4) กรณีออสเตรเลีย เป็นอีกพันธมิตรเก่าแก่ ปัจจุบันมีทหารอเมริกันประจำการราว 1 พันนาย ไม่รวมนาวิกโยธินอีก 2,500 นายพร้อมอาวุธหนักที่ประจำการในออสเตรเลียปีละ 6 เดือน นอกจากนี้ออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของระบบสอดแนมที่สำคัญสุดของสหรัฐ (Five Eyes)

        คำถามคือออสเตรเลียพร้อมแตกหักกับจีนหรือไม่ พร้อมสละความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนหรือไม่

        วิเคราะห์ : พันธมิตรทางทหารอินโด-แปซิฟิก สหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย (AUKUS) ที่เพิ่งประกาศเมื่อกันยายน 2021 กับการช่วยให้ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์เป็นหลักฐานว่ารัฐบาลออสเตรเลียตัดสินใจใกล้ชิดอเมริกามากขึ้น

        ที่น่าคิดคือออสเตรเลียอยู่ห่างจีนมาก ไม่เหมาะเป็นจุดติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลาง ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ที่กำลังสร้างอาจสามารถจะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ ด้วยเหตุนี้ AUKUS จะเป็นพันธมิตรที่ล้วนมีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์แล่นไปแล่นมาในอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลออสเตรเลียชุดถัดๆ ไป คนออสเตรเลียเห็นดีเห็นงามด้วย

        5) กรณีญี่ปุ่น ปัจจุบันมีทหารอเมริกันอยู่ราว 54,000 นาย ทั้งจากกองทัพเรือ นาวิกโยธินและกองทัพอากาศ ญี่ปุ่นมองจีนเป็นภัยคุกคามเรื่อยมาและกังวลมากขึ้น มีประเด็นพิพาทหมู่เกาะเซนกากุที่พร้อมจะปะทุขึ้นอีก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นไม่เห็นด้วยที่สหรัฐถอนตัวจาก INF

        วิเคราะห์ : รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินนโยบายต้านจีนสอดคล้องกับรัฐบาลสหรัฐแม้จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ญี่ปุ่นต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองหรือไม่ ที่ผ่านมามีการเอ่ยถึงเรื่องนี้เป็นระยะแต่ติดขัดที่ชาวญี่ปุ่นบางส่วนต่อต้านอย่างรุนแรง หากเข้าร่วมโครงการขีปนาวุธพิสัยกลางจะเป็นอีกก้าวช่วยให้บรรลุเป้าหมาย ถ้าคิดว่าที่สุดแล้วกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นจะร่วมหัวจมท้ายกับกองทัพอเมริกัน การสู้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ย่อมอยู่ในพิสัยที่ควรเตรียมพร้อม

        นอกจากนี้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งที่ดีสามารถโจมตีได้ทั้งจีน เกาหลีเหนือและเป้าหมายทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลกว้างใหญ่ ท้ายที่สุดจึงขึ้นกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของญี่ปุ่นและโลกจะได้คำตอบในที่สุด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

       ประการแรก มุ่งต่อต้านจีนทุกด้าน

        โครงการนี้จะสัมพันธ์ทุกด้านไม่เฉพาะเรื่องการทหาร ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจติดตั้งระบบอาวุธนี้ต้องคิดให้รอบคอบว่าจะถือจีนเป็นศัตรูหรือมิตร กรณีอียูกับรัสเซียอันเนื่องจากสงครามยูเครนเป็นตัวอย่างที่ดี
        ในอีกมุมจะหมายถึงการร่วมหัวจมท้ายกับสหรัฐ จะมีทหารอเมริกันประจำการถาวรอยู่ในประเทศนั้น มีฐานทัพอเมริกันที่นั่น ความเข้าใจนี้ปรากฏชัดในงานวิจัยของ
RAND ฝ่ายสหรัฐคาดหวังว่าจะมีรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งที่รับข้อเสนอและดำเนินนโยบายต้านจีนตลอดไป

       ประการที่ 2 นิวเคลียร์หรือไม่นิวเคลียร์

        ประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือเป้าหมายสุดท้ายจะเป็นแค่หัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะสับสนเพราะสหรัฐถอนตัวออกจาก INF ซึ่งเป็นอาวุธนิวเคลียร์ แต่พอพูดถึงการติดตั้งขีปนาวุธประเภทนี้ในอินโด-แปซิฟิกบางครั้งใช้คำว่าเป็นหัวรบธรรมดา

        ที่น่าจะเป็นไปได้คือระบบปล่อยขีปนาวุธที่ว่าสามารถติดหัวรบได้หลายแบบหรือสามารถเปลี่ยนเป็นขีปนาวุธหลายประเภท กรณีนี้จะคล้ายกับข้อกล่าวหาระบบปล่อยขีปนาวุธที่สหรัฐติดตั้งในโรมาเนียกับโปแลนด์ แม้ในเบื้องต้นจะเป็นชนิดพื้นสู่อากาศแต่สามารถเปลี่ยนเป็นขีปนาวุธพื้นสู่พื้น เช่นเปลี่ยนเป็นจรวดร่อนโทมาฮอว์คที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ เรื่องนี้กลายเป็นข้อพิพาททำให้ทั้งสหรัฐกับรัสเซียถอนตัวจาก INF และมีส่วนพัฒนาความขัดแย้งจนเกิดสงครามยูเครน เมื่อยูเครนมีแผนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตซึ่งอาจนำสู่การติดตั้งระบบขีปนาวุธแบบโรมาเนีย เป็นเส้นต้องห้าม (red line) ที่รัสเซียยอมไม่ได้จึงส่งกองทัพบุกยูเครน

        ดังนั้น ลำพังการติดตั้งระบบปล่อยอาวุธก็เป็นปัญหาแล้ว ไม่ต้องสรุปว่าเป็นนิวเคลียร์หรือไม่

       ประการที่ 3 อาจเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิค

        ที่ชัดเจนข้อหนึ่งคือเป็นแผนระยะยาวที่กินเวลานับสิบปี ไม่ว่าจะเป็นการรอให้รัฐบาล 5 ประเทศยินยอม เวลาที่ใช้ในการออกแบบสร้างฐานปล่อย ควรเข้าใจว่าจะไม่ใช่แค่ฐานปล่อยขีปนาวุธ แต่เป็นระบบใหญ่กว่านั้น เช่น มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ มีฐานทัพอากาศ ศูนย์บัญชาการ ฯลฯ รวมความแล้วเป็นฐานทัพถาวรขนาดใหญ่นั่นเอง (อาจเทียบกับฐานทัพสหรัฐในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น) และจะเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานดังที่กองทัพสหรัฐยังอยู่ที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นแม้สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะ 8 ทศวรรษแล้วก็ตาม

        ตัวขีปนาวุธที่ว่าเป็นรุ่นใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี เป็นไปได้ว่าอาจเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคที่กำลังพัฒนา

        รวมความแล้วเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกำลังเสริมสร้างอิทธิพลของตนในระดับโลกด้วยการเล่นงานปรปักษ์สำคัญ คือการจัดระเบียบโลกที่รัฐบาลสหรัฐทำเรื่อยมา สร้างกระแสสงครามเย็นใหม่

8 พฤษภาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9307 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)

---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ
รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง
บรรณานุกรม :

1. Biden announces Indo-Pacific alliance with UK, Australia. (2021, September 16). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/14441547

2. Biden seeks five-year extension of New START arms treaty with Russia. (2021, January 22). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-russia-nuclear/biden-seeks-five-year-extension-of-new-start-arms-treaty-with-russia-idUSKBN29Q2I4

3. INF Treaty: Is the world without Russia possible? (2018, October 22). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/world/americas/22-10-2018/141834-inf_treaty-0/

4. Japan, U.K. agree on defense pact amid China's rise in Indo-Pacific. (2022, May 6). Kyodo News. Retrieved from https://english.kyodonews.net/news/2022/05/7323f9ef85f8-urgent-japan-britain-agree-on-defense-cooperation-pact.html

5. RAND. (2022). Ground-Based Intermediate-Range Missiles in the Indo-Pacific. Retrieved from https://www.rand.org/pubs/research_reports/RRA393-3.html

6. Russia and the US nuke 32-year-old INF treaty. (2019, August 2). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/russia-and-the-us-nuke-32-year-old-inf-treaty/a-49863508

7. The Death of the INF Treaty Could Signal a U.S.-Russia Missile Race. (2017, December 6). The National Interest. Retrieved from https://nationalinterest.org/feature/the-death-the-inf-treaty-could-signal-us-russia-missile-race-23532

8. US Defence Secretary says he favours placing intermediate-range missiles in Asia. (2019, August 3). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/638168/US-Defence-Secretary-says-he-favours-placing-inter

9. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF

-----------------------