เรื่องโรฮีนจาเริ่มเข้าเขตอันตราย

“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เป็นคำที่กดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้นทุกที หลายประเทศแสดงท่าทีให้รับคืนผู้อพยพทั้งหมด การกดดันรุนแรงมากขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
            ความวุ่นวายรอบนี้เริ่มต้นจากข่าวเมื่อปลายสิงหาคม เจ้าหน้าที่เมียนมาราว 20 นายถูกโจมตีจากกองกำลังโรฮีนจา ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้กลับอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตทันทีหลายร้อยคน ตามมาด้วยการเผาหมู่บ้านนับร้อยแห่ง ผู้คนในรัฐยะไข่เริ่มอพยพหนีออกจากพื้นที่เข้าบังคลาเทศ คลื่นผู้อพยพหลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ จากหลายหมื่น เป็นแสน และล่าสุดกว่า 600,000 คนแล้ว
            ไม่น่าเชื่อว่าการโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวจะเกิดผลตามมาถึงเพียงนี้ ทางการเมียนมาอธิบายว่าที่โรฮีนจาหลบหนีเพราะกลัวความผิด กลัวติดร่างแหร่วมกับกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่หลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่เมียนมากดขี่ข่มเหง ทำเกินกว่าเหตุ
            ผลจากการอพยพรอบใหม่ ผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นโรฮีนจากว่า 600,000 คนมากระจุกตัวตามชายแดนติดกับบังคลาเทศ แม้หลายหน่วยงานหลายประเทศให้ความช่วยเหลือ แต่การดูแล 600,000 ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพิ่มภาระต่อการดูแลผู้ลี้ภัยทั่วโลก
ชมคลิปสั้น 2 นาที
Tirana Hassan ผู้อำนวยการ Amnesty International กล่าวว่าหลักฐานมัดแน่นว่ากองกำลังเมียนมาเป็นผู้วางเพลิงเพื่อขับไล่โรฮีนจาออกจากประเทศ วิธีการที่ใช้คือเจ้าหน้าที่เข้าล้อมหมู่บ้าน จากนั้นเริ่มยิงปืน ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นหนีตายออกจากหมู่บ้าน จากนั้นก็ลงมือเผา
            หลังเหตุการณ์วุ่นวาย อองซาน ซูจี ในนามรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาล ขอประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการกระทำผิดกฎหมายทุกอย่าง รัฐบาลยืนยันฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และการยึดกฎหมายทั่วประเทศเสียใจอย่างยิ่งต่อประชาชนที่ต้องทุกข์ยากอันเนื่องจากความขัดแย้ง
            นางซูจียอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าผู้ใดทำผิด ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้าย รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการขับไล่โรฮีนจา

จีนยืนเคียงข้างเมียนมา :
ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ประณามเมียนมา รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างอย่างเปิดเผย
Guo Yezhouในฐานะ vice minister of the party’s International Department กล่าวว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนให้เมียนมารักษาความสงบและเสถียรภาพ และจะไม่ร่วมกับชาติอื่นประณามการจัดการโรฮีนจา ขอประณามการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายโรฮีนจา 2 ประเทศมีพรมแดนติดกัน หากเมียนมาไม่สงบย่อมกระทบจีนด้วย
            ไม่นานนี้ด้วยความร่วมมือของ 2 ประเทศได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ท่อนี้เริ่มจากรัฐยะไข่เข้าสู่มณฑลยูนานความยาว 771 กิโลเมตร ความเจริญของยูนานจำต้องใช้น้ำมันเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยง ความเป็นไปของรัฐยะไข่มีผลต่อยูนานโดยตรง
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลท่อส่งน้ำมัน ทรัพยากรน้ำมันที่คาดว่ามีมากในยะไข่ รัฐบาลจีนประกาศชัดว่าอยู่ข้างเมียนมาที่พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ เป็นประโยชน์ต่อเมียนมาไม่มากก็น้อย

หลายประเทศเห็นว่าทางออกที่ดีคือกลับเมียนมา :
ตั้งแต่เริ่มมีการอพยพ Zeid Ra’ad Al-Hussein จาก UN High Commissioner for Human Rights เห็นว่าการขับไล่โรฮีนจานับแสนออกจากพื้นที่เป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า และไม่ต้องการให้กลับเข้าประเทศอีก
ไม่ว่าโรฮีนจาจะอพยพด้วยเหตุใด บัดนี้คำถามคือเมียนมาจะรับกลับหรือไม่
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
Sushma Swaraj รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินเดียกล่าวว่า “เมียนมาจะต้องรับคนของตนกลับ” ผู้อพยพตอนนี้เป็นภาระแก่บังคลาเทศ บังคลาเทศจะต้องแบกรับอีกนานแค่ไหน ต้องหาทางแก้เรื่องนี้อย่างถาวร ทางออกคือต้องพัฒนารัฐยะไข่ให้เป็นเมืองน่าอยู่
เช่นเดียวกับ นายกฯ อาเบะเรียกร้องให้เมียนมารับผู้อพยพหลายแสนคนกลับประเทศ พร้อมกับให้เงินกู้ 1,100 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างทางรถไฟเชื่อมย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางเล็ก ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยต่างๆ

            ทางการเมียนมาชี้ว่าสามารถรับผู้อพยพกลับวันละไม่เกิน 300 คนตามกำลังเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญคือต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติเมียนมาหรือมีเอกสารที่ยอมรับคืนได้ ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับบังคลาเทศเมื่อปี 1993
            เงื่อนไขการรับคืนเป็นจุดยืนเดิมที่ว่าโรฮีนจาเป็นพวกเบงกาลี ไม่ใช่พม่า การรับคืนไม่ว่าจะมากหรือน้อยอยู่ภายใต้จุดยืนนี้

สหรัฐเพิ่มแรงกดดัน :
            กันยายน นิกกี ฮาลีย์ (Nikki Haley) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการกดขี่ข่มเหง ขับไล่โรฮีนจาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน (brutal) กวาดล้างชนกลุ่มน้อยของประเทศอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เมียนมาต้องรับผิดชอบ และกำลังหารือมาตรการคว่ำบาตรร่วมกับหลายประเทศ
กลางเดือนตุลาคม ส.ส.ทั้งจากพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทกว่า 40 ท่านเรียกร้องให้คว่ำบาตรด้วยการไม่อนุมัติวีซาแก่ผู้นำทหารเมียนมาและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศประกาศแล้วว่ากองกำลังรัฐบาลเมียนมา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing) โรฮีนจา แถลงการณ์ระบุว่าชัดว่า กองกำลังพม่า กองกำลังความมั่นคง และคนท้องถิ่นที่เป็นชาวพม่าเป็นผู้กดขี่ข่มเหง ทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่
บางคนเห็นว่าควรลงโทษผู้นำกองทัพเมียนมาเหมือนที่เคยทำกับบางประเทศ
รัฐบาลหลายประเทศ องค์กรระหว่างประเทศบางแห่งได้ประกาศไปล่วงหน้าแล้วว่าต้องคว่ำบาตร จากนี้ติดตามว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศเช่นนี้ เท่ากับเตรียมมาตรการไว้แล้ว รอเวลาเท่านั้น

เมื่อมีดาบแรกย่อมง่ายที่จะมีดาบ 2 :
            ที่ผ่านมาหลายประเทศลงโทษเมียนมาด้วยการประณามเป็นหลัก อาจมองว่าทำตามขั้นตอน คือเริ่มจากการตักเตือนให้เวลาแก้ไข หรืออาจมองว่ายังร้ายแรงไม่พอ หรือยังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง
            บัดนี้รัฐบาลทรัมป์ประกาศชัดว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีกระแสให้คว่ำบาตร อีกทั้งเป็นมาตรการที่มุ่งจัดการนายทหาร ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดปัจจุบัน
แม้ว่าล่าสุดเมียนมากับบังคลาเทศได้ลงนาม MoU รับผู้อพยพลี้ภัยกลับแล้ว MoU ดังกล่าวคล้ายกับข้อตกลงปี 1993 จึงคาดเดาว่าจะมีผู้ลี้ภัยตกค้างจำนวนมาก กลับสู่คำถามเดิมว่าใครจะเป็นผู้แบกภาระดูแล
            หากทบทวนเรื่องราวย้อนหลังตั้งแต่ต้น การโจมตีเจ้าหน้าที่เพียงรอบเดียวส่งผลทำให้โรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่กว่า 600,000 คนเป็นเรื่องราวที่แปลกพิกล การอ้างว่าพวกเขาหลบหนีเพราะกลัวความผิด เกรงว่าจะถูกลงโทษในฐานะสมรู้ร่วมคิด ไม่น่าจะสมเหตุสมผลกับคนจำนวนถึง 6 แสน และเมื่อเริ่มกระบวนการรับคืน เกิดคำถามว่าควรรับคืนทั้งหมดหรือไม่ ไม่ใช่เพียงคนที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น ในระยะนี้รัฐบาลเมียนมาสามารถอ้าง MoU แต่แรงกดดันจากต่างชาติจะหยุดเพียงเท่านี้หรือ เสียงเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะดังขึ้นเรื่อยๆ
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์ลง “ดาบแรก” ย่อมมีโอกาสที่จะใช้ “ดาบ 2” เรื่องโรฮีนจาจึงเริ่มเข้าเขตอันตราย มีผลต่อประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม
          ยิ่งถ้าคิดว่าเป็นแผนผลักดันโรฮีนจาออกประเทศ ย่อมมีพวกที่ไม่ยอมแน่นอน
            ในอีกมุมหนึ่ง หากนานาชาติคว่ำบาตรอย่างจริงจัง ผู้รับผลกระทบก่อนคือประชาชน ไม่ใช่นายกองนายพล และจะกระทบต่อผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหมายถึงนางอองซาน ซูจี การลงทุนหลายหมื่นล้านจากต่างชาติอาจต้องสิ้นสูญ สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์อาจเป็นจีน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดถึง

ข้อเท็จจริงกับการปฏิบัติ :
            ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ รัฐบาลเมียนมาจะไม่ยอมรับหากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ หลายคนปราศจากหลักฐานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
            ในอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าโรฮีนจาเป็นพม่าหรือไม่ หลายประเทศกำลังกดดันให้รัฐบาลเมียนมารับคืน เพราะลดภาระต่อนานาชาติ หรือใช้เรื่องนี้เพื่อต่อรองขอผลประโยชน์เพิ่ม
            เป็นอีกกรณีศึกษาให้เห็นว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น “ข้อเท็จจริง” เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน “การปฏิบัติ” ดำเนินตามนโยบายเป็นอีกเรื่อง ไม่จำต้องสอดคล้องกัน
            การรับคืนส่วนหนึ่งสามารถคลายแรงกดดันจากนานาชาติ แต่จะเพียงพอหรือไม่
26 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7688 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

บรรณานุกรม:
1. Abe urges Aung San Suu Kyi to let Rakhine’s displaced people return home. (2017, November 14). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/11/14/national/politics-diplomacy/abe-urges-aung-san-suu-kyi-let-rakhines-displaced-people-return-home/#.WgvPVluCzZ4
2. Aung San Suu Kyi says Myanmar does not fear global scrutiny over Rohingya crisis. (2017, September 19). The National/Reuters. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/asia/aung-san-suu-kyi-says-myanmar-does-not-fear-global-scrutiny-over-rohingya-crisis-1.629799
3. China supports Myanmar ‘safeguarding peace and stability’. (2017, October 21). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/china-supports-myanmar-safeguarding-peace-and-stability/2017/10/21/90205e4a-b625-11e7-9b93-b97043e57a22_story.html?utm_term=.c805e0954647
4. Govt Suggests Possible Daily Repatriation of 300 Rohingya Refugees. (2017, October 30). The Irrawaddy. Retrieved from https://www.irrawaddy.com/news/burma/govt-suggests-possible-daily-repatriation-300-rohingya-refugees.html
5. India says Myanmar must take back Rohingya Muslims. (2017, October 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1181971/world
6. Lawmakers urge US to craft targeted sanctions on Myanmar military. (2017, October 19). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/world/lawmakers-urge-us-to-craft-targeted-sanctions-on-myanmar-military-9322894
7. Myanmar army chief says Rohingya Muslims not native, refugee numbers exaggerated. (2017, October 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1176421/world
8. Myanmar, Bangladesh ink Rohingya return deal. (2017, November 23). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/myanmar-bangladesh-ink-rohingya-return-deal-9432828
9. Rohingya Muslim crisis: Burma's security forces using scorched earth tactics to drive out minority, new evidence finds. (2017, September 14). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/asia/rohingya-muslim-burma-myanmar-latest-ethnic-cleansing-claims-scorched-earth-tactics-a7947476.html
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
11. U.S. declares attacks on Burmese Rohingya Muslims ‘ethnic cleansing’. (2017, November 22). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/us-declares-attacks-on-burmese-rohingya-muslims-ethnic-cleansing/2017/11/22/cfde1a32-cfd8-11e7-81bc-c55a220c8cbe_story.html?utm_term=.2833f6bcd963
12. U.S. Department of State. (2017, November 22). Efforts To Address Burma's Rakhine State Crisis. Retrieved from https://www.state.gov/secretary/remarks/2017/11/275848.htm
-----------------------------

การเป็นหุ้นส่วนเพื่อความเปลี่ยนแปลง การเข้าพัวพันกับโลกของอาเซียน

หัวข้อการประชุมพูดถึงการเข้าพัวพันกับโลก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ภายในหมู่ชาติสมาชิกที่ซับซ้อนลงรายละเอียดมากขึ้น การปฏิบัติตามแผนยังเป็นความท้าทายหลัก

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summits) เมื่อพฤศจิกายน 2017 ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เป็นการประชุมครั้งที่ 31 ภายใต้หัวข้อ "Partnering for Change, Engaging the World" หรือ การเป็นหุ้นส่วนเพื่อความเปลี่ยนแปลง การเข้าพัวพันกับโลก บ่งบอกชัดเจนว่าอาเซียนต้องการเข้าไปมีส่วนในความเป็นไปของโลก ร่วมกับนานาประเทศเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า
แถลงการณ์เจ้าภาพหลังประชุมครั้งนี้ออกล่าช้าเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ราวกับเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งแล้ว มีสาระน่าสนใจพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้
รับชมคลิปสั้น 2 นาที 
            แถลงการณ์เริ่มด้วยการพูดตรงไปตรงมาว่าอาเซียนจัดประชุมดังกล่าวเพื่อแสดงบทบาทนำในภูมิภาคและเป็นตัวแสดงระดับโลก เพื่อขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง-การเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
            สมาชิกได้ร่วมลงนาม "ฉันทามติอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว” (ASEAN Consensus on the Protection and Promotion of the Rights of Migrant Workers) เป็นความก้าวหน้าอีกขั้นในเรื่องการคุ้มครองแรงงานต่างด้าว แสดงถึงความสมานฉันท์อย่างเป็นรูปธรรมในหมู่สมาชิกอาเซียน
การเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity) ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration) แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน 2025 (Master Plan on ASEAN Connectivity 2025) มีความคืบหน้าด้วยดี
คณะทำงานชุดปรับปรุงแก้ไข กฎบัตรอาเซียน  (ASEAN Charter) กำลังลงลึกในรายละเอียด ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป

ยืนยันว่าสมาชิกทุกชาติพร้อมใจยึดมั่นว่าอาเซียนเป็นเอกภาพต่อการจัดการความท้าทายทางด้านความมั่นคงภูมิภาค ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนเป็นเรื่องของอาเซียน ความหมายข้อนี้เกี่ยวข้องกับการเข้ามาพัวพันของมหาอำนาจ เช่น รัฐบาลสหรัฐกำลังคิดโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค ซึ่งหมายถึงโครงสร้างที่มุ่งผลประโยชน์สหรัฐเป็นหลัก ญี่ปุ่นพยายามครั้งแล้วครั้งเล่ายื่นเสนอผลประโยชน์เพื่อดึงสมาชิกอาเซียนบางประเทศให้เป็นพวกเดียวกับตน อาจทำให้อาเซียนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย นับวันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนเพิ่มมากขึ้น กังวลการครอบงำจากจีน
ถ้ามองในแง่ลบ ดูเหมือนว่ารอบด้านมีแต่ภัยคุกคาม ต้องบริหารจัดการให้ดี ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

อาเซียนยึดมั่นปฏิญญาลังกาวีว่าด้วยขบวนการผู้ยึดถือทางสายกลางระดับโลก (Langkawi Declaration on Global Movement of Moderates) สนับสนุนพหุสังคม ต่อต้านความสุดโต่งทุกรูปแบบ รวมทั้งกระแสกลัวอิสลาม (Islamophobia) มีแถลงการณ์มะนิลาว่าด้วยการต่อต้านการเพิ่มขึ้นของลัทธินิยมความรุนแรงและกลุ่มคนหัวรุนแรง (Manila Declaration to Combat the Rise of Radicalization and Violent Extremism) การสนับสนุนพหุสังคมเป็นหลักพื้นฐานของอาเซียน เพราะ ชาติสมาชิกรวมตัวกันแม้แตกต่างทางการเมืองการปกครอง ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย หากไม่ยึดมั่นพหุสังคมเท่ากับทำลายตัวเอง ความสุดโต่งบางรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในโลกมีผลต่ออาเซียน เป็นความท้าทายที่ต้องจัดการและอยู่กับโลกอีกนาน

แถลงการณ์เอ่ยถึงความร่วมมือต่อต้านการลักพาตัว ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเรื่องน่าชื่นชมและสนับสนุน เรื่องเหล่านี้เป็นภัยใกล้ตัวจับต้องได้ สร้างความสูญเสียมหาศาล หากต้องการให้อาเซียนเข้มแข็งต้องเร่งจัดการความท้าทายเหล่านี้

ด้านเศรษฐกิจ คาดว่าปี 2017 นี้เศรษฐกิจอาเซียนจะโตถึงร้อยละ 5 การค้าในหมู่สมาชิกเมื่อปี 2016 สูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับร้อยละ 23.1 ของมูลค่าการค้าสมาชิกอาเซียนทั้งหมด และคาดว่าปี 2017 จะมากกว่านี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในปี 2016 อยู่ที่ 98,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ร้อยละ 25.2 เป็นการลงทุนระหว่างชาติสมาชิกด้วยกัน อาเซียนจึงยังเป็นภูมิภาคที่ดึงดูดการลงทุน

ประเด็นน่าสนใจคือ จะให้ความสำคัญกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth industrial revolution: 4IR) ให้การศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ 4IR คือการต่อยอดและผสมผสานของเทคโนโลยีหลายด้าน เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ การพิมพ์สามมิติ ไบโอเทคโนโลยี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) พันธุวิศวกรรม ฯลฯ ผลลัพธ์คือรถยนต์ที่ไม่ใช้คนขับ เครื่องมือตรวจร่างกายแทนแพทย์ หุ่นยนต์ทำงานรับใช้งานบ้าน ยาเม็ดขนาดเล็กที่มีวงจรไฟฟ้าขนาดมองไม่เห็นเพื่อรักษาโรค และแก้ไขยีนส์ ฯลฯ
Jay Menon กับ Anna Fink เห็นว่าผู้ที่ได้ผลกระทบคือพวกแรงงานไร้ฝีมือ งานที่ทำซ้ำ เช่น งานประกอบชิ้นส่วน รวมทั้งงานบริการบางประเภท ภาวะรวยกระจุกจนกระจายจะหนักขึ้น แรงงานต้องการทักษะใหม่ๆ ต้องมีความคิดริเริ่ม สามารถแก้ปัญหารูปแบบใหม่ คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และมองว่า 4IR เป็นโอกาสแก่ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก เช่นเดียวกับบล็อคเชน (Blockchain) อี-คอมเมิร์ซ
จะเห็นว่ามีนวัตกรรมใหม่ๆ หลายอย่างภายใต้ 4IR

แผนงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (ASEAN Work Programme on e-Commerce) แผนนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2015 เป็นส่วนหนึ่งของ AEC Blueprint 2025 แต่ละประเทศจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย เช่น โครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ (Broadband Infrastructure) จัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำมาตรฐานการยอมรับร่วม (MRAs) ในด้านการรักษาความปลอดภัย การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การรักษาความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งระบบการชำระเงินที่มีความปลอดภัย
การจัดทำกรอบการดำเนินการอี-คอมเมิร์ซของอาเซียน กำหนดเป้าหมายแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 (2019) จะเห็นว่าอาเซียนกำลังรีบเร่งและจริงจังกับแผนอี-คอมเมิร์ซ

            เรื่องหนึ่งที่อาเซียนให้ความสำคัญและเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน คือ เชื้อโรคดื้อยา (Antimicrobial Resistance) เป็นปัญหาระดับโลก การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นทำให้เชื้อดื้อยา นับวันคนจะติดเชื้อด้วยเชื้อโรคที่ต้านยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ยาตัวใหม่ที่ราคาแพงมาก บางรายรักษาไม่หาย นานาชาติกำลังหาวิธีแก้ไข อาเซียนกำลังจัดทำแนวทางใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์อย่างถูกต้อง

            แถลงการณ์เอ่ยถึงสถานการณ์ทะเลจีนใต้ ระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนดีขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับกรอบแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct:  COC) คาดว่าปีหน้า (2018) จะเริ่มเจรจาส่วนเนื้อหา
            Harry Roque โฆษกประธานาธิบดีดูเตร์เต กล่าวว่า อาเซียนยืนยัน COC ต้องมีสถานะบางอย่างที่เป็นกฎหมาย ถ้าไม่ได้ตามนี้เท่ากับไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
หากไม่มีสถานะทางกฎหมายเท่ากับไม่มีผล บังคับเท่ากับไม่ต่างจาก DOC ที่ใช้ขณะนี้ อาเซียนเจรจามาเป็นสิบปีเพราะต้องการสถานะทางกฎหมาย เกิดคำถามว่าเรื่องนี้เจรจากว่าสิบปีแล้ว ต้องรออีกสิบปีไหม
ถ้าวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง อาจตีความว่าสภาพที่เป็นอยู่คือแบบที่ทุกฝ่ายต้องการ คือ พูดกันไปเจรจากันไป แต่ที่สุดแล้วจะไม่ได้ COC ที่มีสถานะทางกฎหมาย มีการเจรจาเพื่อให้มีการเจรจาเท่านั้น แต่ที่ต้องพูดถึงเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นทางออกอย่างหนึ่ง การเจรจาไม่มีกรอบว่าต้องจบสิ้นเมื่อใด
ในอีกแนวคิดหนึ่ง อธิบายว่านับจากแรกเริ่มจนบัดนี้ ฝ่ายจีนยืนยันท่าทีเดิม เพียงระมัดระวังไม่ทำอะไรที่อาเซียนรับไม่ได้ รุก 2 ก้าวถอย 1 ก้าว
เรื่องราวเกี่ยวกับ COC เป็นเรื่องน่าศึกษา ช่วยเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นอยู่จริง

ประเด็นความสัมพันธ์กับนอกภูมิภาค นอกจากเรื่องทะเลจีนใต้ เอ่ยถึงความร่วมมือและความมั่นคงทางทะเล กรณีเกาหลีเหนือ ก่อการร้ายกับลัทธิสุดโต่ง ทั้ง 4 เรื่องมีเนื้อหาสั้นๆ รวมความยาวหน้าครึ่งจากทั้งหมด 28 หน้า ไม่ได้พูดประเด็นโรฮีนจา แต่การที่เนื้อหาไม่ได้เอ่ยถึงไม่ได้หมายความว่าที่ประชุมไม่ได้หารือ
อันที่จริงแล้ว อาเซียนออกแถลงการณ์ประเด็นโรฮีนจาเมื่อ 24 กันยายนที่ผ่านมา ใจความสำคัญว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้ไขรากปัญหา
ดังที่เคยนำเสนอในบทความครั้งก่อนว่า ความมั่นคงของเมียนมาคือความมั่นคงของอาเซียน ในขณะเดียวกันการเคารพสิทธิมนุษยชนในกรอบอาเซียนได้พัฒนาเข้าใกล้สากลมากขึ้น หากการระบุในแถลงการณ์ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงเมียนมา ย่อมจะไม่ปรากฏสิ่งนี้ เป็นลักษณะพื้นฐานของอาเซียน

ความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการ :
แถลงการณ์รอบนี้ชมเชยหลายหน่วยที่ทำงานแข็งขัน พร้อมกับเอ่ยถึงความท้าทายอีกมาก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพแก่สำนักเลขาธิการอาเซียน ช่วยเหลือ CLMV(Cambodia-Laos-Myanmar-Vietnam) ที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนหลังสุดให้สามารถเคลื่อนไปพร้อมกับสมาชิกส่วนใหญ่ การจัดตั้งหลายทีมหลายหน่วยเพื่อการประสานงาน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
นับวันทีมปฏิบัติการ โครงการ การประชุมของกลุ่มต่างๆ มีแต่จะเพิ่มขึ้น มีชื่อย่อแปลกใหม่เกิดขึ้นเสมอ ความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการจึงมีตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับความสำเร็จขององค์กรระดับภูมิภาคแห่งนี้ ประชาคมอาเซียนไม่ใช่เพียงแค่เวทีพูดคุย แต่เป็นองค์กรที่ซับซ้อนตามความซับซ้อนของโลก
หากปฏิบัติได้ตามเป้าหมายทุกประเทศจะเข้มแข็ง อาเซียนจะแข็งแกร่งกว่านี้มาก
19 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7681 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
นับแต่ก่อตั้งอาเซียนเมื่อ 50 ปีก่อน หลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นเสาหลักของกลุ่ม ประเด็นโรฮีนจาเป็นกรณีพิเศษที่อาเซียนละเมิดหลักการ แต่เพราะเมียนมาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
อาเซียนกับจีนบรรลุกรอบเจรจา COC นับจากนี้คือการเจรจาเพื่อให้ได้ COC แต่ยากจะตอบว่าจะแล้วเสร็จช้าหรือเร็ว เพราะ COC จึงไม่ใช่เรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองภายในของบางประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างบางประเทศ การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาจเป็นมหากาพย์ที่ต้องติดตามอีกนาน

บรรณานุกรม:
1. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. (2015). แผนงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน. Retrieved from http://www.dtn.go.th/files/ASEAN/e-Commerce.pdf
2. วรากรณ์ สามโกเศศ. (2016, มีนาคม 9). การปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่4. ไทยพับลิก้า. Retrieved from https://thaipublica.org/2016/03/varakorn-153/
3. Asean Should Embrace Fourth Industrial Revolution. (2017, November 6). Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/opinion/asean-embrace-fourth-industrial-revolution/
4. Asean wants legally binding sea code – Palace. (2017, November 16). Inquirer. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/162646/philippine-news-updates-asean-2017-code-of-conduct-on-the-south-china-sea-china-president-duterte-asean
5. FULL TEXT: Chairman’s statement for the 31st ASEAN Summit. (2017, November). Philstar Global. Retrieved from http://www.philstar.com/headlines/2017/11/16/1759486/full-text-chairmans-statement-31st-asean-summit
6. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s
-----------------------------

เรื่องอื้อฉาวของพรรคเดโมแครท คณาธิปไตย และข้อเสนอแนะ

ฮิลลารี คลินตันถูกครหาว่าเข้าควบคุมพรรคก่อนได้เป็นตัวแทนพรรค สะท้อนคณาธิปไตยในพรรค แต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ สำคัญว่ายึดถืออุดมการณ์หรือไม่
 คลิกที่รูปเพื่อฟังคลิป
1 ปีหลังเลือกตั้งประธานาธิบดี ดอนนา ลีซ บราซิล (Donna Lease Brazile) อดีตประธานคณะกรรมการใหญ่พรรคเดโมแครท (DNC - ช่วงกรกฎาคม 2016-กุมภาพันธ์ 2017) พูดถึงความอื้อฉาวของพรรคเดโมแครทในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน ช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ครั้งนั้นมากขึ้น
            ข้อสรุปคือ ฝ่ายฮิลลารี คลินตันสามารถควบคุมการทำธุรกรรมการเงินของแกนกลางพรรค ใช้ชื่อพรรคเพื่อขอรับบริจาคแล้วเข้ากระเป๋าทีมฮิลลารี แม้ไม่ผิดกฎหมายเพราะได้ทำข้อตกลงกับแกนกลางแล้ว แต่ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สิงหาคม 2015 ก่อนฮิลลารีเป็นตัวแทนพรรคเกือบ 1 ปีเต็ม เท่ากับว่าเข้าควบคุมพรรคตั้งแต่บัดนั้น เป็นที่มาของคำครหาว่าผู้ใหญ่พรรควางตัวให้ฮิลลารีเป็นตัวแทนพรรคตั้งแต่ต้น
            เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยฮิลลารีชนะการแข่งขันภายใน ได้เป็นตัวแทนพรรค
            เรื่องราวที่เกิดขึ้นบางคนตีความว่าเป็นเรื่องการแข่งขันภายใน เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง ฝ่ายฮิลลารีไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผู้ใหญ่พรรคถ้าจะสนับสนุนฮิลลารีก็ไม่ผิดอะไร ขณะที่บางคนตีความว่าสะท้อนความไม่ชอบมาพากล พรรคอยู่ใต้การควบคุมของคนกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้ชี้นำพรรค เมื่อผนวกกับประชาชนไม่เชื่อมั่นพรรคกับนักการเมือง คนเหล่านี้จึงตีความแง่ลบ ดังที่เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) คู่แข่งฮิลลารีพูดโจมตีว่าพรรคไม่เป็นกลาง ผู้ใหญ่พรรคเข้าข้างฮิลลารีเป็นเหตุให้ตนพ่ายแพ้การแข่งขันภายใน เป็นเรื่องอื้อฉาวของพรรคกับฮิลลารี คลินตันจนบัดนี้


บทเรียน ข้อเสนอเรื่องพรรคการเมือง :
            พรรคการเมืองมักประกาศว่าเป็นพรรคของมหาชน สมาชิกทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของพรรค มีสิทธิ์แสดงความเห็น ช่วยกันนำพรรคไปข้างหน้า เป็นอนาคตของชาติ ในขณะที่บางคนเห็นว่าในพรรคแฝงด้วยความไม่ชอบมาพากล อำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่ในมือไม่กี่คน           
ความเข้าใจสำคัญคือ การบริหารพรรคเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือพรรคทำหน้าที่เพื่อสมาชิกพรรคจริงแท้แค่ไหน เพราะคือส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกและต่อประเทศ
            การแข่งขันภายในเป็นเรื่องปกติ เช่น มีผู้สมัครเกินจำนวนจึงต้องแข่งขันภายในก่อน เพื่อได้ตัวแทนที่เหมาะสม การมีกลุ่มก๊วนทั้งแบบทางการกับไม่เป็นทางการบางครั้งเป็นผลดี เช่น จับกลุ่มเพราะอยู่พื้นที่เดียวกัน เขตเลือกตั้งเดียวกัน ช่วยให้สนิทสนมทำงานสอดประสาน หลักสำคัญคือการแข่งขันภายใน การตั้งกลุ่มก๊วนต้องไม่บั่นทอนพรรค ทุกคนพยายามทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ประชาธิปไตยจะลงเอยด้วยคณาธิปไตยเสมอ :
ในขณะที่สังคมเรียกร้องประชาธิปไตย นักการเมืองเชิดชูประชาธิปไตย มีงานวิจัยพบว่า การบริหารจัดการภายในพรรคสุดท้ายเป็นระบบคณาธิปไตยเสมอ
Robert Michels (1876-1936) ศึกษาพรรค German Social Democratic Party ที่ในสมัยนั้นขึ้นเชื่อว่าเป็นพรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ได้ข้อสรุป “กฎเหล็กคณาธิปไตย” (iron law of oligarchy) ชี้ว่าองค์กรขนาดใหญ่ (เช่น พรรคการเมือง ระบบราชการ กลุ่มประชาสังคม) ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยความเป็นประชาธิปไตยสูงเพียงใดจะมีแนวโน้มเป็นคณาธิปไตย (อำนาจตัดสินสุดท้ายอยู่ในมือไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม)

            ต้นเหตุมาจากระบบราชการและความรู้ทางเทคนิค องค์กรไม่สามารถเคลื่อนด้วยคนกลุ่มใหญ่ ภารกิจประจำวันอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ประจำกับผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจอยู่ในกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น การให้ทุกคนร่วมตัดสินใจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
            สุดท้ายอำนาจตกแก่คน 3 กลุ่มคือ ผู้นำองค์กร ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ประจำ และจำต้องเป็นเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในบริหารจัดการ Michels เห็นว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำงานหรือใช้ตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ของตน
ผู้นำระดับสูงเข้าถึงทั้งข้อมูล เงินทุน สามารถสั่งการให้องค์กรไปในทิศทางที่ต้องการ ชี้นำให้คนอื่นๆ สนับสนุนการตัดสินใจของตน การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ระดับสูงตกอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจเรื่องประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ประจำไม่ถึงมือผู้บริหารระดับสูง จะเห็นว่าอำนาจการตัดสินใจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนวงในที่คนนอกเข้าไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนไม่เห็นด้วย การศึกษาของ Samuel Eldersveld ให้ข้อสรุปว่าอำนาจพรรคกระจายตัวในแต่ละระดับๆ ต่างมีขอบเขตอำนาจ Judith Stephen-Norris กับ Maurice Zeitlin เห็นว่าถ้าภายในองค์กรมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้นำกับสมาชิก จะเกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจ คณาธิปไตยจะไม่เกิด
หากเชื่อแนวคิดคณาธิปไตย พัฒนาการของประชาธิปไตยถ้าเริ่มต้นที่ประชาธิปไตยจะไปสู่คณาธิปไตยและทรราชย์หรือเผด็จการในที่สุด จากนั้นอาจเกิดการปฏิวัติ/ปฏิรูปฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นวงจรเช่นนี้ โดยรวมแล้วถ้ามองในเชิงระยะเวลา อำนาจการการตัดสินใจมักอยู่ในคนกลุ่มน้อย

ประชาธิปไตยตัวแทนแปลงคณาธิปไตยเป็นองค์การ :
            ทำนองเดียวกัน อีกแนวทางหนึ่งอธิบายว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นการมองข้ามคณาธิปไตยในเชิงรูปแบบการปกครอง แต่มองเป็น “องค์การ” (organization)
ประชาธิปไตยแบบทางอ้อมหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทนคือคณาธิปไตย ที่ถูกกำหนดหรือตีตราให้มีความชอบธรรม โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยทางตรง คณาธิปไตยเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงพบเห็นทั่วไป ทุกองค์กรจะมีสภาพเช่นนี้ เป็นไปตามโครงสร้าง ผู้ตัดสินใจหรือผู้มีอำนาจอยู่บนสุดของโครงสร้าง
            ผู้ที่ยึดถือแนวคิดนี้เห็นว่ายิ่งมีสมาชิกมาก การรอความเห็นจากสมาชิกจะยิ่งล่าช้าไม่ทันการ บ่อยครั้งที่ผู้บริหารพรรคต้องตัดสินใจ สำคัญว่ายึดถือหลักการพรรค นโยบายพรรค และผลประโยชน์สมาชิกหรือไม่

            ระบบการบริหารจัดการเป็นเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญกว่าคือความตั้งใจของฝ่ายบริหาร สะท้อนออกมาในรูปผลงานของพรรค สมาชิกกับประชาชนควรยึดถือผลงานมากกว่าการบริการจัดการภายในพรรคซึ่งต้องการประสิทธิภาพ

น้อยคนที่สนใจการเมืองการปกครอง :
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเมืองมากเพียงพอ แม้จะมอบสิทธิ์แก่ประชาชนก็ใช่หาพวกเขาจะใช้สิทธิ์ และจะเป็นข้อเสียด้วยซ้ำถ้ามีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบ ดังนั้น การปกครองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองควรอยู่ในมือของคนที่สนใจเอาใจใส่ คนที่ผ่านการเตรียมพร้อมและมีความรับผิดชอบ
สภาพเช่นนี้เกิดในสังคมทุกภาคส่วนที่ผู้สนใจจริงเป็นคนส่วนน้อย คนที่ให้เวลาเต็มที่กลายเป็นผู้ตัดสินใจ

            แนวคิดคณาธิปไตยที่เอ่ยถึงนี้ไม่มองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป สะท้อนความจริงว่าในคนหมู่มาก ยิ่งมากเท่าใด การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คน สำคัญที่คนเหล่านี้จะทำหน้าที่ด้วยใจเที่ยงธรรมหรือไม่ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่
แนวคิดยึดอุดมการณ์พรรค :
            ระบบประชาธิปไตยอเมริกาต้องการให้ตัวแทนพรรคคือตัวแทนประชาชน มองว่าตัวแทนพรรคจะยึดมั่นผลประโยชน์สมาชิก ระบบอเมริกาและอีกหลายประเทศในปัจจุบันยึดตัวบุคคลเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายบริหารเมื่อชนะเลือกตั้งจะบริหารประเทศตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งอาจจะใกล้เคียงหรือแตกต่างจากนโยบายในอดีตมาก อุดมการณ์คือเพื่อประชาชน
            อีกแนวคิดหนึ่งคือ ยึดอุดมการณ์พรรคเป็นแกนสำคัญ ตัวอุดมการณ์มีรายละเอียดมากพอ สามารถตีความใช้ในบริบทต่างๆ ไม่ใช่แค่คำขวัญ (ไม่ใช่แค่วลียึดมั่นประชาธิปไตย การค้าเสรี ประเทศมั่นคงมั่งคั่ง)
พรรคกรีน (Green party) เป็นตัวอย่างพรรคการเมืองสมัยใหม่ที่ยึดอุดมการณ์มากกว่าตัวบุคคล ยึดหลักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรมทางสังคม (social justice) ประชาธิปไตยรากหญ้า แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ฯลฯ พรรคกรีนมีอยู่ในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและอีกหลายประเทศ

ผู้สมัครเป็น “ตัวแทน” พรรคและตัวแทนอุดมการณ์ นักการเมือง ผู้ถืออำนาจไม่ว่าตำแหน่งใหญ่เล็กทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” เท่านั้น อุดมการณ์พรรคเป็นสิ่งคงทน สำคัญกว่าตัวแทนที่ปรับเปลี่ยนไปมาตามรอบบริหาร หรือนโยบายปลีกย่อยที่แปรเปลี่ยนตามบริบท
ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของพรรค ผู้สมัครในนามพรรค จะต้องมีคุณสมบัติผ่านการรับรองแล้วว่าเป็นผู้เข้าใจอุดมการณ์ ยึดอุดมการณ์ ปฏิบัติตามจนเกิดผลเหนือกว่าสมาชิกทั่วไป เช่น เป็นสุจริตชน ซื่อสัตย์ไม่คดโกง เสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม มีความรู้ความสามารถ บริการคนบริหารงาน เป็นผู้พัฒนาตนให้ก้าวหน้าอย่างไม่สิ้นสุด
ผู้ใดที่ละเลย ละทิ้งอุดมการณ์จะถูกพรรคปรับโทษ

การยึดถืออุดมการณ์ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้นำสูงสุดจนถึงสมาชิกสุดท้าย เป็นเครื่องประกันว่าทุกคนจะมุ่งรักษาอุดมการณ์ที่ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจหรือการกระทำของระดับใดจะตั้งอยู่บนอุดมการณ์นั้น

            พรรคการเมืองที่แตกต่างในบางบริบทอาจไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นพรรคเล็กที่ไม่มีใครสนใจ แต่หากอยู่ในบริบทที่เหมาะสม สังคมกำลังเรียกร้อง พรรคที่เริ่มต้นบนฐานคิดที่แตกต่าง อาจกลายเป็นพรรคที่ประชาชนร่วมใจเทคะแนนให้
12 พฤศจิกายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7674 วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2560)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 

ข้อมูลจากสุดชี้ว่าแกนกลางพรรคช่วยฮิลลารีให้เป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ร้ายแรงคือเป็นอีกครั้งที่ทำให้ชาวอเมริกันไม่เชื่อถือพรรค เห็นว่าเป็นพรรคของพวกชนชั้นปกครองกับนายทุน
  
บรรณานุกรม:
1. Bird, Colin. (2006). An Introduction to Political Philosophy. UK: Cambridge University Press.
2. Brazile: I found no evidence Democratic primary was rigged. (2017, November 6). CNN. Retrieved from https://www.theatlantic.com/politics/archive/2017/11/donna-braziles-curious-account-of-the-2016-election/544778
3. Breiner, Peter. (2006). Oligarchy. In Governments Of The World: A Global Guide to Citizens’ Rights and Responsibilities (Vol. 3, pp.219-222). USA: Thomson Gale.
4. Cebi, Sezgin S. (2011). Oligarchy, Iron Law of. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1142-1143). DC: CQ Press.
5. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.
6. Inside Hillary Clinton’s Secret Takeover of the DNC. (2017, November 2). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/magazine/story/2017/11/02/clinton-brazile-hacks-2016-215774
7. Katz, Richard S., Crotty, William J. (2006). Handbook of Party Politics. London :
SAGE Publications.
8. The Green Party of the United States. (2017). Retrieved from http://www.gp.org/
-----------------------------

ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของโรฮานีที่ได้ผลและไม่ได้ผล

ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีมุ่งปรับสัมพันธ์กับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถสานสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่กับสหรัฐ อิสราเอลและพวกซาอุฯ ตามที่ประกาศไว้
ความแข็งกร้าวสมัยอามาดีเนจาด :
ย้อนสมัยประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ พร้อมกับพยายามชักชวนมุสลิมทั่วโลกต่อต้านตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐที่กำลังยึดครองดินแดนอิรัก
ประเด็นต่อต้านไซออนิสต์ (Zionism) การยึดครองปาเลสไตน์ และต่อต้านตะวันตกคือประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม เมื่อรวมกับการเป็นมุสลิมเหมือนกัน เกิดพลังร่วมระดับโลก เป็นแนวทางที่อิหร่านใช้เรื่อยมาตั้งแต่สมัยอยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini)
            ในระยะหลังแนวทางนี้เริ่มอ่อนกำลัง ทั้งจากการปรากฏตัวของ ISIS/ISIL ความเป็นมิตรระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ และพวกปรากฏชัดเจนขึ้นทุกที ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านคนปัจจุบัน อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ถึงกับกล่าวว่าความเป็นเอกภาพ “คือประเด็นสำคัญที่สุดของโลกมุสลิม” ชาติมหาอำนาเจ้าโลกพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม เป็นผู้ก่อสงครามกลางเมืองในประเทศอิสลาม สนับสนุนลัทธิสุดโต่ง (extremism) สร้างสถานการณ์เพื่อเบี่ยงเบนให้มุสลิมสนใจเรื่องเหล่านี้แทนเรื่องปาเลสไตน์ 
รับชมคลิป 2 นาที :
การก้าวขึ้นมาของโรฮานีและยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ :
เมื่อสหรัฐได้ประธานาธิบดีโอบามาดำเนินนโยบายถอนทหารออกจากอิรักกับอัฟกานิสถาน รัฐบาลอิหร่านได้ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) พร้อมกับนโยบายปรับสัมพันธ์รอบทิศ ทั้งกับชาติตะวันตกกับซาอุฯ และพวกซึ่งบัดนี้พิสูจน์แล้วว่ามีทั้งส่วนที่ได้ผลกับไม่ได้ผล

ส่วนที่ไม่ได้ผล :
          ประการแรก สหรัฐยังมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านไม่เป็นภัยอีกแล้ว แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ปรับ “ลดระดับ” ภัยคุกคามตามความเป็นจริง คงจุดยืนว่าอิหร่านคือปรปักษ์ที่อันตรายที่สุด
ล่าสุด ไม่กี่วันก่อน CIA ปล่อยเอกสารชุดใหม่ 470,000 ไฟล์ เอกสารบางส่วนชี้ว่าอัลกออิดะห์กับอิหร่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เจ้าหน้าที่บางคนเห็นว่าเป็นหลักฐานอิหร่านสนับสนุนอัลกออิดะห์ทำสงครามกับสหรัฐ ไม่ว่าข้อมูลน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐพยายามชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เรื่องนี้สามารถนำไปขยายผลได้อีก

          ประการที่ 2 พวกซาอุฯ ยังมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม
            ในขณะที่อิหร่านพยายามรวบรวมมุสลิมทั่วโลก พวกซุนนี (บางกลุ่ม) พยายามรวมตัวเช่นกัน รัฐบาลซาอุฯ กับพวกแสดงบทบาทโดดเด่นในทางนี้ จึงมี 2 ขั้ว/พวกที่ต่างพยายามช่วงชิงการนำ พวกซาอุฯ ไม่ยอมเป็นมิตรกับชีอะห์ ชี้ว่ารัฐบาลอิหร่านกับพวกเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา กษัตริย์ Salman Bin Abdul Aziz ตรัสผูกโยงอิหร่านกับกลุ่มก่อการร้ายว่า “ระบอบอิหร่านกับกลุ่มและองค์กรใกล้ชิดอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส รวมทั้ง ISIS (Daesh) อัลกออิดะห์ และอีกหลายกลุ่มเป็นตัวอย่างชัดเจน” พวกนี้ “พยายามหาประโยชน์จากอิสลาม (exploit Islam) เพื่อปิดบังเป้าหมายทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชัง ความสุดโต่ง การก่อการร้าย ความขัดแย้งทางศาสนาและนิกาย” “ตั้งแต่ปฏิวัติโคไมนีจนถึงทุกวันนี้ ระบอบอิหร่านคือหัวหอกก่อการร้ายโลก” อิหร่านปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนบ้าน เป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ชอบขยายอำนาจ (expansionist ambitions) พวกก่ออาชญากรรม แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน การเคารพซึ่งกันและกัน
            ทุกวันนี้ประเด็นความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกายถูกโหมกระพือ
            ใครๆ ก็รู้ดีว่าหากชูประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา ย่อมยากจะแก้ไข เว้นแต่ฝ่ายที่โหมกระพือจะหยุด คำถามคือฝ่ายที่โหมกระพือจะยอมหยุดหรือ

          ประการที่ 3 ตัวแปรอิสราเอล
ในขณะที่ระบอบอิหร่านพยายามปลุกระดมให้มุสลิมทั่วโลกต่อต้านไซออนนิสต์ รัฐบาลอิสราเอลชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดเช่นกัน เพราะต้องการทำลายล้างอิสราเอล เชื่อมโยงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว คำพูดของผู้นำอิหร่านที่ต้องการลบอิสราเอลออกจากแผนที่
ย้อนหลังปี 2002 เอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) กล่าวว่า อิหร่านเป็นศูนย์ก่อการร้ายโลก พยายามครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) รวมทั้งขีปนาวุธ เป็นอันตรายต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง อิสราเอลและต่อยุโรป
            จะสังเกตว่าเหตุผลเรื่องอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย ต้องการมีระเบิดนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ยังคงพูดกันในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากสหรัฐ ซาอุฯ และอิสราเอล

ส่วนที่ได้ผล อียูไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม :
            อียูเห็นต่างจากฝ่ายสหรัฐ ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม หวังสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ใช้ทรัพยากรน้ำมันของอิหร่าน คิดว่าการคงอยู่ของอิหร่านจะช่วยสร้างสมดุลอำนาจได้ดีกว่า
            หลักคิดของอียูคือ ไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนให้เกิดระบบความมั่นคงร่วมในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันหมายถึงมีอิหร่านอยู่ในกลุ่มด้วย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
          ประการแรก ความขัดแย้งทางศาสนากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
            ถ้าพิจารณารากความขัดแย้ง ความขัดแย้งทางศาสนากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือสาเหตุหลักที่ประกาศอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องร้ายแรงและแก้ยากทั้งคู่
            พวกซาอุฯ อ้างความเชื่อทางศาสนา ตราบใดที่ยังเคร่งครัดในศาสนา ตีความในทำนองไม่ต้องการอยู่ร่วมกับชีอะห์ ความขัดแย้งย่อมดำเนินต่อไป ความพยายามของอิหร่านผู้นำขั้วชีอะห์จะรวมมุสลิมทั่วโลกกลายเป็นต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างมุสลิม 2 นิกายใหญ่แบบไร้จุดจบ ยิ่งเห็นว่าชีอะห์เข้มแข็งเท่าใด พวกซาอุฯ จะยิ่งเพิ่มแรงต่อต้าน
            ด้านอิสราเอลมองว่าคือความมั่นคงของประเทศ การขยายดินแดน ตราบใดที่รัฐบาลอิหร่านไม่ปรับเปลี่ยนท่าทีต่ออิสราเอล ความขัดแย้งย่อมต้องดำเนินต่อไป รัฐบาลอิสราเอลย่อมต้องหาทาง “จัดการ” อิหร่านก่อนที่ตัวเองจะถูก “จัดการ” เป็นกรณีที่อยู่ร่วมกันไม่ได้

            ประการที่ 2 เพราะมุมมองต่างกันจึงดำเนินนโยบายต่างกัน
            อียูมองมุมต่างที่ก่อประโยชน์ต่อตัวเอง ไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ เมื่ออิหร่านปลอดนิวเคลียร์ อียูก็พร้อมจะติดต่อสานสัมพันธ์ทุกด้าน
ถ้ามองจากมุมอียู การบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์คือความสำเร็จของอียูโดยแท้ เพราะโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอยู่ภายใต้การตรวจสอบอีกครั้ง รัฐบาลอียูกับนักธุรกิจเดินทางเยือนอิหร่าน สานสัมพันธ์การค้าการลงทุนในยามที่อิหร่านต้องการอย่างยิ่ง ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในขณะที่สหรัฐกับพวกยังคงคว่ำบาตรต่อไป เป็นอีกครั้งที่อียูดำเนินนโยบายแตกต่างจากสหรัฐและได้ประโยชน์จากการนี้

          ประการที่ 3 รัฐบาลสหรัฐ คือตัวแปรแห่งความเปลี่ยนแปลง
            ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ-อิสราเอลอาจคลายตัวลงมาก ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่ดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์ต่ออิหร่าน หากไม่มีรัฐบาลสหรัฐที่คอยสนับสนุนอิสราเอลกับพวกซาอุฯ เหลือเพียงอิสราเอลกับพวกซาอุฯ เท่านั้น เช่นนี้ สมดุลอำนาจภูมิภาคจะเปลี่ยน พวกซาอุฯ อาจเลือกที่ปรับความสัมพันธ์ อยู่ร่วมโดยสันติกับชีอะห์หรือลดระดับความขัดแย้ง
            เมื่อนั้นอิสราเอลจะโดดเดี่ยว ไม่สามารถทำอะไรได้ สมดุลอำนาจจะเปลี่ยน ความขัดแย้งภูมิภาคจะคลายตัว
            ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐจึงมีผลอย่างยิ่งต่อความเป็นไปในภูมิภาคนี้

          ประการที่ 4 นโยบายปรับสัมพันธ์ได้ผลหรือไม่
            ถ้าจะสรุปว่านโยบายปรับสัมพันธ์ได้ผลหรือไม่ ขอตอบว่าได้ผล เพราะอิหร่านไม่คิดปรับสัมพันธ์กับอิสราเอลอยู่แล้ว จุดยืนทางศาสนาของรัฐบาลซาอุฯ ต่ออิหร่านยากจะเปลี่ยนแปลง (ตราบใดที่ผู้ปกครองซาอุฯ ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงของระบอบตนเอง) ความขัดแย้งกับอิสราเอลและพวกซาอุฯ เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐต้องดำเนินนโยบายต่อต้านอิหร่าน ไม่รวมจุดยืนดั้งเดิมที่สหรัฐต่อต้านอิหร่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
            ยิ่งได้รัฐบาลอย่างทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสราเอล เป็นมิตรแท้อิสลาม แนวร่วมไตรภาคีต่อต้านอิหร่าน (สหรัฐ-พวกซาอุฯ-อิสราเอล) จึงดำเนินต่อไปอย่างที่เห็น

            ดังนั้น เมื่อตัดไตรภาคีต่อต้านอิหร่านออกไป ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีจึงมุ่งความสำเร็จกับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถปรับสัมพันธ์ จุดเริ่มต้นของสิ่งนี้คือการทำข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านนั่นเอง
          นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของผู้นำอิหร่าน สมควรได้รับการชื่นชม
5 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7660 วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2560)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
หากยึดว่าความสำเร็จจากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ไม่ลดความหวาดระแวง ความไม่เป็นมิตรต่อกัน รัฐบาลสหรัฐยังคงคว่ำบาตรอิหร่านด้วยเหตุผลอื่นๆ อิสราเอลยังเชื่อว่าอิหร่านจะผลิตและสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต ผลประโยชน์ของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์จึงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน แต่น่าจะเป็นประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปมีส่วนโครงการฟื้นฟูอิหร่าน หลายประเทศขายอาวุธให้แก่อิหร่าน
การทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางของอิหร่านกลายเป็นประเด็นข่าว เพราะไม่เพียงยิงไกลถึงอิสราเอล อาจผิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง ที่สำคัญคือมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” บ่งบอกถึงทัศนคติที่อิหร่านมีต่ออิสราเอล แต่ถ้าวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ อิสราเอลในวันนี้มีศักยภาพที่จะ “ลบ” อิหร่านออกจากแผนที่โลกมากกว่า

บรรณานุกรม:
1. Cook, Jonathan. (2008). Israel and the Clash of Civilisations: Iraq, Iran and the Plan to Remake the Middle East. USA: Pluto Press.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Ifantis, Kostas., Galariotis, Ioannis. (2012). The Quest for the Holy Grail: Europe’s Global Strategy. In Tzifakis, Nikolaos (Ed.), International Politics in Times of Change (pp.61-78). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
4. ‘Iran at forefront of global terrorism,’ says King Salman. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/05/21/-Iran-at-forefront-of-global-terrorism-says-King-Salman.html
5. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html
6. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
7. Leader calls for promotion of Islamic unity. (2014, January 19). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/113532-leader-calls-for-promotion-of-islamic-unity-
8. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. Retrieved from http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
9. Newly Released Bin Laden Document Describes Iran, Al Qaeda Link. (2017, November 1). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/news/world/newly-released-bin-laden-document-describes-iran-al-qaeda-link-n816681
10. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
11. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.
12. Statement by the President on Afghanistan. (2014, May 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/05/27/statement-president-afghanistan
-----------------------------