นโยบายของเวียดนามต่อทะเลจีนใต้

ไม่ว่าจะอย่างไรเวียดนามต้องรักษาผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ พร้อมกับที่ต้องพยายามหาทางอยู่ร่วมกับชาติมหาอำนาจ มีความร่วมมืออยู่คู่ความขัดแย้ง หวังเพียงไม่ขัดแย้งจนควบคุมไม่ได้

             ในบรรดาชาติที่พิพาทกับจีนเรื่องสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ เวียดนามพิพาทกับจีนแรงสุด เคยปะทะด้วยกำลังทหารมาแล้ว เผชิญหน้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและน่าจะตึงเครียดมากขึ้น ทั้งคู่มีข้อพิพาทหลายจุดตั้งแต่หมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) หมู่เกาะพาราเซล (Paracel) เวียดนามเรียก Hoang Sa ส่วนจีนเรียกหมู่เกาะซีซา (Xisha Islands) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ)

            การจะเข้าใจท่าทีจุดยืนเวียดนามต้องเข้าใจเป้าหมายก่อน

            เวียดนามไม่ต่างจากประเทศทั่วไปที่ประกาศต้องการสันติภาพ เสถียรภาพ เพราะสันติภาพเท่านั้นที่ส่งเสริมบรรยากาศการพัฒนาเป็นประโยชน์ทั้งต่อเวียดนาม ภูมิภาคและโลก รัฐบาลเวียดนามเห็นว่าสันติภาพกำลังถูกคุกคามและเป็นอันตรายหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ยับยั้งชั่งใจ ต้องแสวงหาความร่วมมือแทนหาเรื่องใส่กัน อีกทั้งดุลอำนาจกำลังเปลี่ยนแปลง (จีนก้าวขึ้นมา) เกิดการเผชิญหน้า แสดงการยั่วยุเสมอ

เหตุที่เวียดนามต้องปกป้องทะเลจีนใต้ :

            ถ้าไม่นับเหตุผลเรื่องปกป้องอธิปไตย ทะเลจีนใต้เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของเวียดนาม คาดว่าพื้นที่ทับซ้อนมีทรัพยากรมหาศาล นับจากปี 2007 เป็นต้นมาจีนพยายามกดดันบริษัทน้ำมันต่างชาติให้หยุดช่วยเวียดนามสำรวจทรัพยากรน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติแต่เวียดนามยังคงพยายามไม่ลดละ เกิดการตอบโต้ไปมาหลายครั้ง

            และในขณะที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์ในย่านนี้ เวียดนามเข้าเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวียดนามใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศเหมือนกัน

ท่าทีเวียดนามต่อทะเลจีนใต้ :

          ประการแรก หมู่เกาะสแปรตลีย์กับพาราเซลเป็นของเวียดนาม

            รัฐบาลเวียดนามเรียกร้องให้จีนยุติการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะแก่งต่างๆ ใน Truong Sa (หมู่เกาะสแปรตลีย์) กับ Hoang Sa (หมู่เกาะพาราเซลตามชื่อเวียดนาม) ย้ำว่าเวียดนามมีทั้งหลักฐานตามกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ว่าทั้ง 2 เกาะเป็นของเวียดนาม

การสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ Chau Vien (Cuarteron Reef) กับ Gac Ma (Johnson South Reef- ทั้ง 2 เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์) ละเมิดอธิปไตยเวียดนามและ DOC ขอให้ปฏิบัติตาม UNCLOS

          ประการที่ 2 ใช้ทั้งความร่วมมือและดิ้นรนต่อต้าน

            เวียดนามเรียกร้องรักษาสิทธิ อธิปไตยของตน ความสัมพันธ์สองประเทศมีทั้งความร่วมมือคู่ความขัดแย้ง แม้ขัดแย้งแต่ยังเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ จีนเข้าลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่องเป็นผลประโยชน์ร่วม

            ในภาคปฏิบัติสองฝ่ายต่างมีช่องทางการพูดคุยทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งระดับรัฐ ระดับพรรค ระดับรัฐมนตรี เช่น รัฐมนตรีกลาโหม เป็นกลไกควบคุมความขัดแย้ง

            เวียดนามใช้ความพยายามทั้งระดับพหุภาคีกับทวิภาคี ดังนั้นไม่ว่าจะมีอาเซียนหรือไม่ การเจรจาต่อรองระหว่างสองประเทศดำเนินไป ไม่ต้องขึ้นกับอาเซียนเสมอไป

          ประการที่ 3 ยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง

            การแก้ไขข้อพิพาทให้ยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) ฉบับปี 1982 แนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the conduct of Parties in the South China Sea: DOC) และแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct on South China Sea: COC) ที่กำลังหารือกันอยู่

          ประการที่ 4 ใช้สันติวิธี

            เป้าหมายบางข้อของเวียดนามสร้างความตึงเครียดขัดแย้งแต่จะยึดแนวทางสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนแนวทางนี้ รัฐบาลเวียดนามคิดเสมอว่าต้องหากลไกควบคุมความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ ยึดสันติภาพเป็นเป้าหมายไม่ใช่สงคราม

            เวียดนามมักให้อาเซียนเป็นผู้แสดงหลักในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในภูมิภาค ยึดมั่นสันติวิธี ตามกระบวนการกฎหมายและการทูต

          ประการที่ 5 ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคำนึงผลประโยชน์ของอีกฝ่าย

            การแก้ไขข้อพิพาทดินแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกฝ่ายจำต้องคำนึงผลประโยชน์ของอีกฝ่าย ถ้ายึดผลประโยชน์เป็นที่ตั้งสิ่งที่ได้จากพื้นที่พิพาทเป็นชิ้นเล็กเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ระหว่างประเทศโดยรวม โอกาสความร่วมมือต่างๆ การปล่อยให้ผลประโยชน์ชิ้นเล็กทำลายผลประโยชน์ชิ้นใหญ่เป็นเรื่องไร้เหตุผล เพียงแต่เรื่องสูญเสียอธิปไตยบูรณภาพแห่งดินแดนเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ต่างยอมให้แก่กันไม่ได้

          ประการที่ 6 รับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ

หลายครั้งที่เมื่อเผชิญหน้าจีนรัฐบาลเวียดนามจะร้องขอให้สหรัฐแสดงบทบาทเข้มแข็งขึ้น กีดกันไม่ให้จีนสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างทางทหารตามเกาะแก่งต่างๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิทธิ์

            นอกจากขอความช่วยเหลือจากสหรัฐแล้ว เวียดนามขอความช่วยเหลือจากอีกหลายประเทศ เช่นจากญี่ปุ่นซึ่งพยายามขยายบทบาท ยกตัวอย่างปี 2014 ญี่ปุ่นส่งมอบเรือรบ 6 ลำแก่เวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการปกป้องน่านน้ำเวียดนาม นาย Fumio Kishida รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “หวังว่าความช่วยเหลือนี้จะช่วยเวียดนามให้สามารถบังคับใช้กฎหมายทะเลได้ดียิ่งขึ้น”

            เป็นประเทศที่ 2 ของอาเซียนที่ได้รับเรือตรวจการณ์จากญี่ปุ่นในช่วงนั้น

            โดยสรุปแล้วนโยบายของเวียดนามคือรักษาสันติภาพความมั่นคงแก่ประเทศกับภูมิภาค ยึดมั่นการเดินเรือเสรีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ให้ทุกชาติค้าขายต่อไป ต่อต้านการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือบั่นทอนทำลาย เป็นแนวทางเดียวกับอาเซียนและมิตรประเทศที่หวังสร้างระเบียบความมั่นคงบนกฎเกณฑ์

ทำอย่างไรจะจึงอยู่ร่วมกับมหาอำนาจในระยะยาว :

            เวียดนามกับอาเซียนหวังสร้างระเบียบความมั่นคงที่ทุกชาติต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่จีนซึ่งเป็นสมาชิก UNCLOS วางเงื่อนไขแต่แรกว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดกฎหมายจีน ด้านสหรัฐที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ข้อเท็จจริงคือสหรัฐไม่เป็นสมาชิก UNCLOS ไม่มีใครสามารถกล่าวโทษสหรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว

            เพียงเท่านี้ก็ทราบเจตจำนงของชาติมหาอำนาจทั้งสอง

          โจทย์ที่เวียดนามคิดถึงเสมอคือทำอย่างไรจะจึงอยู่ร่วมกับมหาอำนาจในระยะยาว เวียดนามไม่อาจห้ามจีนที่ก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ แผ่ขยายอิทธิพล เสริมสร้างกองทัพ ในขณะที่สหรัฐเห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงขึ้นทุกที มีผลประโยชน์มหาศาลที่ต้องรักษา รัฐบาลทรัมป์ประกาศความเป็นปรปักษ์กับจีนอย่างชัดเจน

            เป็นความจริงที่สถานการณ์โดยรวมยังเป็นปกติ เรือสินค้าเครื่องบินโดยสารเดินทางไปมาสะดวก แต่บรรยากาศของ 2 มหาอำนาจตึงเครียดมากขึ้น รัฐบาลสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน หากรัฐบาลชุดต่อไปเป็นโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครทน่าติดตามว่าความตึงเครียดจะลดลงหรือไม่

26 กรกฎาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8658 วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563)

------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

อนาคตของการเจรจา “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (COC)

อาเซียนกับจีนบรรลุกรอบเจรจา COC นับจากนี้คือการเจรจาเพื่อให้ได้ COC แต่ยากจะตอบว่าจะแล้วเสร็จช้าหรือเร็ว เพราะ COC จึงไม่ใช่เรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองภายในของบางประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างบางประเทศ การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาจเป็นมหากาพย์ที่ต้องติดตามอีกนาน

จีนเดินหน้าต่อต้านระเบียบโลกตะวันตก สร้างระเบียบโลกใหม่

สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

บรรณานุกรม :

1. ASEAN-US Summit discusses peace, security in Asia-Pacific. (2016, February 17). VNS. Retrieved from http://vietnamnews.vn/politics-laws/282441/asean-us-summit-discusses-peace-security-in-asia-pacific.html

2. In California, Vietnam PM calls for greater US role in East Sea. (2016, February 17). Thanh Nien News. Retrieved from http://www.thanhniennews.com/politics/in-california-vietnam-pm-calls-for-greater-us-role-in-east-sea-59342.html

3. Hanoi demands that Beijing stop illegal construction in East Vietnam Sea. (2015, May 29). Tuoi Tre News. Retrieved from http://tuoitrenews.vn/politics/28382/hanoi-demands-that-beijing-stop-illegal-construction-in-east-vietnam-sea

4. Japan provides Vietnam with 6 vessels. (2014, August 1). China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/world/2014-08/01/content_18232528.htm

5. Ponnudurai, Parameswaran. (2014, February 9). US Draws Own Line Over South China Sea Dispute. Radio Free Asia. Retrieved from http://www.rfa.org/english/commentaries/east-asia-beat/claim-02092014205453.html

6. Vietnam welcomes countries’ East Vietnam Sea stances in line with international law. (2020, July 16). Tuoi Tre News. Retrieved from https://tuoitrenews.vn/news/politics/20200716/vietnam-welcomes-countries-east-vietnam-sea-stances-in-line-with-international-law/55623.html

7. Vision needed for East Sea stability. (2015, May 29). Vietnam News. Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/278928/vision-needed-for-east-sea-stability.html

8. Womack, Brantly. (2006). China and Vietnam: The Politics of Asymmetry. New York: Cambridge University Press.

9. Zewei, Yang. (2014, May 26). Sovereignty is indisputable. Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/indepth/2014-05/26/c_133361191.htm

--------------------------


อุดมการณ์พรรคกรีน (Green Party)

ความเป็นกรีนเห็นได้จากการใช้ชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ตลอดเวลาไม่สิ้นสุด เป็นวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่ง

             รากฐานกลุ่มเคลื่อนไหวสีเขียวหรือกลุ่มกรีนให้ความสำคัญระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ถอยห่างจากโลกวัตถุนิยม (postmaterialist values) เคลื่อนไหวทั้งระดับลึกกับระดับกว้างตามระบอบประชาธิปไตย ก่อตั้งพรรคกรีน (Green Party) ครั้งแรกในยุโรปเมื่อปลายทศวรรษ 1970 แนวคิดนี้ขยายไปทั่วโลกเกิดพรรคกรีนในหลายประเทศ ผู้สนับสนุนแนวทางนี้มักเรียกตัวเองว่า “พวกกรีน” หรือ “พวกสีเขียว” (Greens)

            แนวคิดทางการเมืองของกลุ่มพัฒนาตามลำดับ จากสิ่งแวดล้อมสู่ประเด็นอื่นๆ อย่างกว้างขวาง

เสาหลัก 4 เสาของพรรคกรีน :

            ปลายทศวรรษ 1970 เกิดพรรคกรีนเยอรมนีที่เรียกว่า “German Greens(Die Grünen) ประกาศนโยบายหลักที่เรียกว่า เสาหลัก 4 เสาของพรรคกรีน (Four Pillars of the Green Party)

          ประการแรก Ecological wisdom

            คำว่า “Ecological wisdom” ไม่จำกัดกรอบเรื่องสิ่งแวดล้อมกับธรรมชาติเท่านั้น (environment and nature) เป็นคำที่กินความหมายกว้าง หมายถึงภูมิปัญญาทั้งหมดของโลกนี้ เช่น ความรู้เรื่องธรรมชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้าน การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อต้านทุกอย่างที่ขัดขวางความยั่งยืน

          ประการที่ 2 Social justice

            ความยุติธรรมทางสังคมหมายถึงความยุติธรรมในมิติรอบด้าน ไม่แบ่งแยกชนชั้น เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรม ต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบ

          ประการที่ 3 Grassroots democracy

            ยึดหลักประชาธิปไตยรากหญ้า (Grassroots democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) ต่างจากประชาธิปไตยที่สั่งการจากผู้นำระดับบน อิทธิพลของเจ้าหน้าที่พรรค (party bureaucracy)

          ประการที่ 4 Nonviolence

            ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ  

            เสาหลัก 4 เสาของพรรคกรีน (Four Pillars of the Green Party) ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ให้ความสำคัญแก่กันและกัน ต้องขับเคลื่อนทั้ง 4 เสาพร้อมกันให้สำเร็จไปด้วยกัน ไม่สามารถแยกเสาใดเสาหนึ่งออกจากกัน ยกตัวอย่างการขับเคลื่อน Ecological wisdom จะขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงไม่ได้

ค่านิยมหลัก 10 ประการ :

ในที่ประชุมใหญ่ Green Party เมื่อมิถุนายน 2000 รัฐโคโลราโด สหรัฐ ประกาศค่านิยมหลัก 10 ประการ (Ten Key Values) พัฒนาขยายความจากเสาหลัก 4 เสาของพรรคกรีน ดังนี้

          ประการแรก Grassroots democracy

            ความเห็นของทุกคนสำคัญ จะต้องรับฟังให้ครบถ้วนหรือมากที่สุด ประชาชนสามารถเข้าถึงตรวจสอบการบริการของรัฐทุกลำดับชั้น มีส่วนร่วมตัดสินใจนโยบายต่างๆ

          ประการที่ 2 Social justice and equal opportunity

            แก้ไขอุปสรรคสิ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียม เช่น การเหยียดเชื้อชาติ (racism) การเหยียดเพศ คนสูงวัย homophobia (การเลือกปฏิบัติ) ทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย

          ประการที่ 3 Ecological wisdom

            คนกับธรรมชาติต้องอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายธรรมชาติ สร้างระบบนิเวศน์สมดุล

          ประการที่ 4 Nonviolence

            เป็นสังคมปราศจากความรุนแรงในทุกระดับทุกด้าน ลดอาวุธโดยเฉพาะอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) ด้วยตระหนักว่าโลกมีความขัดแย้ง ประเทศจำต้องป้องกันตัวเองและผู้อื่น พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา สร้างสันติภาพในทุกระดับจนสู่สันติภาพโลก

          ประการที่ 5 Decentralization

            เน้นการกระจายอำนาจบนความคิดว่าการรวบอำนาจและความมั่งคั่งนำสู่ความอยุติธรรม ทำลายสิ่งแวดล้อม สงคราม จึงต้องปฏิรูปทั้งด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจเพื่อสร้างระบอบที่อำนาจไม่กระจุกตัวในคนกลุ่มเล็ก การตัดสินใจใดๆ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด องค์กรสิทธิมนุษยชนต้องทำงานเพื่อดูแลทุกคน

          ประการที่ 6 Community-based economics and economic justice

            สร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำงานที่มีคุณค่า ได้รับการค่าตอบอย่างเหมาะสม ได้รับการดูแลด้านสุขภาพอนามัย บริษัทเอกชนมีความรับผิดชอบต่อสังคม

          ประการที่ 7 Feminism and gender equity

            ความเท่าเทียมทางเพศ ทุกคนยึดหลักศีลธรรม

          ประการที่ 8 Respect for diversity

            เคารพความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ เพศ ศาสนา ภาษา เชื้อชาติ

          ประการที่ 9 Personal and global responsibility

            ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งเพื่อตนเองและความเป็นอยู่ที่ดีของส่วนรวม สอดคล้องกับค่านิยมอื่นๆ ข้างต้น ร่วมมือกับทุกคนทุกองค์กร

          ประการที่ 10 Future focus and sustainability

            การพัฒนา การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงความยั่งยืน มองการณ์ไกล คิดถึงผลประโยชน์ระยะยาวแทนประโยชน์ระยะสั้น

            นอกจากนี้ยังมีกฎบัตรกรีนโลก (Global Greens Charter) เมื่อปี 2001 จากการประชุมของสมาชิกกรีนทั่วโลก 72 ประเทศ ส่วนใหญ่มาจากพรรคกรีนสหรัฐกับยุโรป

พรรคกรีน (Green Party) พรรคทางเลือก :

            แนวคิดของพรรคกรีนเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ถ้าเทียบกับพรรคใหญ่ถือว่าเป็นพรรคน้องใหม่ พรรคกรีนในประเทศต่างๆ เป็นพรรคเล็ก เป็นพรรคนอกกระแสหรือพรรคทางเลือก ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เยอรมนี แม้ยังไม่ถึงขั้นครองเสียงข้างมากในสภา

            การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) หรือภาวะโลกร้อน โรคระบาดโควิด-19 ส่งเสริมให้เป็นที่นิยมมากขึ้น หลายคนให้ความสำคัญกับชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อย่างไรก็ตามผู้คนอีกจำนวนมากที่สนับสนุนพรรคกระแสหลัก สนับสนุนการผลิตอุตสาหกรรมแบบปัจจุบัน พรรคกระแสหลักที่ออกนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่บริโภคนิยม ทั้งนี้เป็นเพราะประชาชนมองภาพรวม มองนโยบายด้านอื่นๆ ด้วย ฐานคะแนนเสียงส่วนใหญ่ยังอยู่ที่พรรคหลัก

เป็นวิถีชีวิตไม่ใช่แค่กลุ่มการเมือง:

            แนวคิดใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติไม่ใช่ของใหม่ แต่ด้วยการยึดตำราตะวันตก การใช้คำว่า Green movement หรือ Green Party ทำให้ชาติตะวันตกกลายเป็นแกนนำ อย่างไรก็ตามการเป็นพรรคกรีนไม่จำต้องขึ้นกับกลุ่มใดๆ สามารถมีแนวคิดของตนอาจตรงหรือไม่ตรงกับพรรคกรีนประเทศอื่นๆ

            พวกกรีนส่งเสริมความยั่งยืนสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ แต่ผู้นิยมทุนนิยมหลายคนมองว่าเป็นความล้าหลัง แต่บางประเด็นสามารถชักนำให้เกิดการเคลื่อนไหว เช่น การรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ต่อต้านประจำการขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางในยุโรป หรือโรคระบาดโควิด-19

            การเป็นพวกกรีนมีความหมายมากกว่าคำว่ากลุ่มเคลื่อนไหว มีบัตรสมาชิกพรรค ไปเลือกตั้งหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พื้นฐานของผู้ยึดอุดมการณ์นี้คือวิถีชีวิต เช่น ใส่ใจรักษาสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่มุ่งรักษาความยั่งยืน จะเห็นความเป็นกรีนเห็นได้จากการใช้ชีวิตของพวกเขา และสิ่งนี้แหละที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์อยู่ตลอดเวลาไม่สิ้นสุด

            นับจากพวกกรีนเริ่มต้นเคลื่อนไหวในทศวรรษ 1970 กลุ่มค่อยๆ เติบโต ผ่านร้อนผ่านหนาว เกิดพรรคกรีนในหลายประเทศ การเคลื่อนไหวดำเนินอย่างมียุทธศาสตร์ มีการหารือตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก ไม่ได้เติบใหญ่รวดเร็วแต่ก้าวไปอย่างมั่นคง กลายเป็นวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่ง มีผลต่อนโยบายประเทศไม่มากก็น้อย

19 กรกฎาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8651 วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563)

-------------------------

บรรณานุกรม :

1. Celep, Odul. (2007). Green Party. In Encyclopedia Of American Political Parties And Elections. (NY: Infobase Publishing.) pp.166-167.

2. Coronavirus: Angela Merkel's approval ratings up amid health crisis. (2020, April 3). Al Jazeera. Retrieved from https://www.dw.com/en/coronavirus-angela-merkels-approval-ratings-up-amid-health-crisis/a-53001405

3. Ecological Wisdom: What Does It Really Mean? (2013, January 18). Green Horizon Magazine. Retrieved from https://green-horizon.org/eco-wisdom/

4. Four Pillars of the Green Party. (2020). Fandom. Retrieved from https://greenpolitics.fandom.com/wiki/Four_Pillars_of_the_Green_Party

5. Global Greens Charter. (2020). Fandom. Retrieved from https://greenpolitics.fandom.com/wiki/Global_Greens_Charter

7. Green politics. (2020). Fandom. Retrieved from https://greenpolitics.fandom.com/wiki/Green_politics

8. Müller-Rommel, Ferdinand. (2011). Green Parties. In International Encyclopedia of Political Science. (pp. 1051-1054). USA: SAGE Publications.

9. Opinion: A European Green wave may be coming — finally. (2020, July 5). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/opinion-a-european-green-wave-may-be-coming-finally/a-54042567

10. Ruling party's landslide election win to give boost to President Moon's reform drive. (2020, April 16). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20200416001751315?section=national/politics

11. United Nations Thailand. (2015). เกี่ยวกับสหประชาชาติในไทย. Retrieved from http://un.or.th/thai/aboutun/priorities.html

--------------------------

3 ทศวรรษยุทธศาสตร์ความเป็นเจ้าอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ

ความเข้าใจสำคัญที่ต้องยึดให้มั่นคือสหรัฐเป็นเจ้ามานาน รัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นเจ้าโลก ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกคือส่วนหนึ่งในความเป็นเจ้า ยุทธศาสตร์ของแต่ละรัฐบาลคือการปรับเปลี่ยนตามบริบท

3 ทศวรรษนับจากสิ้นสงครามเย็นจนถึงรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์สหรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รวมอินเดีย) คือต้องเป็นอภิมหาอำนาจผู้เป็นเจ้า จีนเป็นมหาอำนาจที่กำลังก้าวขึ้นมา เกิดแรงเสียดทานระหว่างผลประโยชน์ของ 2 มหาอำนาจ

            สหรัฐที่เป็นแชมป์ต้องรักษาความเป็นเจ้าพยายามขัดขวางการก้าวขึ้นมาของจีน ในกรอบที่กว้างขึ้นคือจัดความสัมพันธ์กับทุกประเทศที่เรียกว่าจัดระเบียบภูมิภาค ยุทธศาสตร์แต่ละฉบับปรับเปลี่ยนตามบริบทและแนวทางของรัฐบาลแต่ละชุด พยายามรักษาหรือขยายผลประโยชน์ของตนให้มากที่สุด บทความนี้นำเสนอให้เห็นภาพสรุป ดังนี้

พัฒนาการนโยบายความมั่นคงของสหรัฐในเอเชีย-แปซิฟิก :

            สมัยสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐสร้างพันธมิตรกับประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกเพื่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ศัตรูตัวสำคัญคือสหภาพโซเวียต เมื่อแรกสิ้นสงครามเย็นสหรัฐลดความสำคัญภูมิภาคนี้ ตัดงบกลาโหม ลดกำลังทหาร ปิดฐานทัพฟิลิปปินส์เมื่อปี 1992 โดยที่ยังพูดว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญ มีผลประโยชน์ต้องรักษาไม่แพ้ด้านแอตแลนติก พร้อมจะเข้าแทรกแซงถ้าจำเป็น

            ในฐานะอภิมหาอำนาจเป็นผู้เจ้า รัฐบาลสหรัฐวางเป้าหมาย 5 ข้อ ได้แก่ สกัดกั้นไม่ให้เกิดชาติมหาอำนาจในยูเรเชีย (Eurasia-พื้นที่เอเชียกับยุโรป) ลดความขัดแย้งที่รุนแรง สนับสนุนการควบคุมอาวุธและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน พัฒนาระบบป้องกันวิกฤต และสกัดการกระจายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD)

            เมื่อเข้าสู่สมัยรัฐบาลคลินตันใช้ยุทธศาสตร์ “preventative defense” และสร้าง “New Pacific Community” อันหมายถึงระบบเครือข่ายพันธมิตร ย้ำว่าจะรักษาทหาร 100,000 นายในเอเชียต่อไป (ในญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้) ปี 1997 ใช้ยุทธศาสตร์เข้าพัวพัน (engagement strategy) รับรู้ว่าจีนกำลังเติบใหญ่หวังร่วมมือกับจีน ให้จีนแสดงบทบาทในภูมิภาคด้วยความรับผิดชอบ

เหตุวินาศกรรมเมื่อ 11 กันยายน 2001 รัฐบาลสหรัฐชี้ว่าคือฝีมืออัลกออิดะห์ เหตุการณ์นี้นำสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George W. Bush) ฉบับปี 2002 ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชิงลงมือก่อน (preemptive) จะชิงโจมตีผู้ก่อการร้ายและประเทศปรปักษ์ (hostile states) อันประกอบด้วยอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ ในช่วงนั้นให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำสงครามในอิรัก อัฟกานิสถาน

ที่น่าคิดคือ รัฐบาลบุชใช้โอกาสดังกล่าวแผ่ขยายอิทธิพลทั่วโลก ด้วยการประกาศว่าประเทศที่ให้แหล่งพักพิงแก่ผู้ก่อการร้ายมีความผิดเท่ากับผู้ก่อการร้าย หรือหากไม่ร่วมต้านก่อการร้าย สหรัฐจะถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรูซึ่งเท่ากับลดทอนปิดกั้นอิทธิพลของรัสเซียกับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา

            นอกจากนี้บุชประกาศเสริมสร้างกำลังรบในเกาะกวม ฮาวาย กระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศทั้งหลาย สร้างเครือข่ายความมั่นคงในภูมิภาค (หมายถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทยและออสเตรเลีย) โดยที่สหรัฐจะต้องแสดงบทบาทนำอย่างชัดเจนและขอเป็นมิตรกับอินเดีย

            เมื่อเข้าสู่สมัยรัฐบาลบารัก โอบามา (Barack Obama) สงครามต่อต้านก่อการร้ายลดความร้อนแรงเพราะคนอเมริกันต่อต้านสงครามในอิรัก อีกทั้งบริบทโลกเปลี่ยนไปเป็นยุคทองของเอเชียแปซิฟิก รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับเอเชียแปซิฟิกรวมอนุภูมิภาคเอเชียใต้เป็นอันดับต้นๆ ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิกหรือปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) เมื่อพฤศจิกายน 2011 ด้วยการเสริมความเข้มแข็งแก่พันธมิตร กระชับความเป็นหุ้นส่วนกับอำนาจใหม่ (emerging powers) สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง เกิดผลและสร้างสรรค์กับจีน เสริมบทบาทของสถาบันระดับภูมิภาค ช่วยวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่แบ่งปันความมั่งคั่งยั่งยืน

ในด้านกำลังรบ ร้อยละ 60 ของกองเรือรบสหรัฐและเครื่องบินรบจะมาประจำการในฐานทัพแปซิฟิก เพียบพร้อมด้วยอาวุธรุ่นล่าสุด ไม่วาจะเป็นเรือดำน้ำรุ่นใหม่ เครื่องบินรบ F-22s F-35s ระบบสอดแนม

            นอกจากขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเก่าแล้ว เพิ่มสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมา (รัฐบาลโอบามาคืนความสัมพันธ์การทูตปกติกับเมียนมา โอบามาเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เยือนเมียนมา) พยายามผูกสัมพันธ์กับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก

ในด้านเศรษฐกิจภูมิศาสตร์ ใช้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) นักวิชาการบางคนอธิบายว่าเป็นเครื่องมือกีดกันเศรษฐกิจจีน ต่อต้านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ตามยุทธศาสตร์ควบคุมเส้นทางทะเล ใครคุมได้ชนะ

            ปี 2015 กระทรวงกลาโหมออก Asia-Pacific Maritime Security Strategy ฉบับแรก เน้นความมั่นคงทางทะเล การเดินเรือเสรีตามแนวทางสหรัฐพร้อมกับเสริมสร้างกำลังรบภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว โครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค

รวมความแล้วรัฐบาลโอบามาเข้าพัวพันมากขึ้นและเพิ่มกำลังปิดล้อมจีนทั้งการเมืองระหว่างประเทศ การทหาร เศรษฐกิจ

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาลทรัมป์ใช้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Strategy) ประกาศความเป็นศัตรูกับจีนผู้เป็นมหาอำนาจคู่แข่ง เพิ่มความสำคัญของอินเดีย พยายามจะผูกมิตรกับอินเดีย

กล่าวถึงจีนในฐานะปรปักษ์สำคัญว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ผู้นำจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์บั่นทอนระบบระหว่างประเทศ เบียดบังเอาประโยชน์และค่อยๆ ทำลายค่านิยมและหลักการต่างๆ กดดันประเทศอื่นด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์ประกาศเสริมสร้างกำลังรบครั้งใหญ่ เร่งเสาะหาและสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนความมั่นคงทางทหาร เกิดเครือข่ายหรือโครงสร้างความมั่นคงตามนโยบายของตน (ไม่ว่าจะประกาศต่อสาธารณะหรือไม่)

ยุทธศาสตร์ในยุคทรัมป์มีลักษณะพยายามบ่งบอกความเป็นรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ปลุกความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองแบบยุคสงครามเย็น พูดเป็นนัยว่ายุคสงครามเย็นกำลังกลับมา

สิ่งที่แตกต่างกับไม่แตกต่าง :

ถ้าเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโอบามากับทรัมป์ โอบามาแสดงตัวเป็นมิตรกับจีนแต่ทรัมป์ไม่ โอบามามีนโยบายปรับลดงบกลาโหมโดยเฉพาะช่วงปลายสมัยของตนแต่ทรัมป์เพิ่มงบมหาศาล โอบามาแสดงตัวพยายามลดอาวุธนิวเคลียร์แต่ทรัมป์ประกาศปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ ทำสงครามการค้า ใส่ความจงเกลียดจงชังจีนในระดับประชาชน

            ที่เหมือนกันคือสหรัฐต้องเป็นเจ้าเท่านั้น

            ภาพรวม 3 ทศวรรษหลักยุทธศาสตร์สหรัฐต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรืออินโด-แปซิฟิกไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ รักษาความเป็นเจ้า ร่วมมือกับพันธมิตร มิตรประเทศ วางระบบโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค และจัดระเบียบภูมิภาคทุกมิติทั้งด้านการเมืองภายในประเทศ (ส่งเสริมประชาธิปไตย) ระบบเศรษฐกิจ (ทุนนิยมเสรี) กติกาการค้าระหว่างประเทศ วัฒนธรรมสังคม (ส่งเสริมค่านิยมแบบตะวันตก)

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

ความเข้าใจสำคัญที่ต้องยึดให้มั่นคือสหรัฐเป็นเจ้ามานาน รัฐบาลสหรัฐต้องการเป็นเจ้าโลก ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกคือส่วนหนึ่งของความเป็นเจ้าโลก ยุทธศาสตร์แต่ละรัฐบาลคือการปรับเปลี่ยนตามบริบท เมื่อจีนก้าวขึ้นมาและร่วมมือกับรัสเซียภัยคุกคามเพิ่มขึ้น รัฐบาลสหรัฐต้องพยายามหาเหตุเล่นงานจีน เช่น รัฐบาลทรัมป์ชี้ความเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน แต่หากย้อนอดีตสมัยสงครามเย็นที่พูดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยมกับสังคมนิยม รัฐบาลสหรัฐในยุคนั้นร่วมมือกับจีนคอมมิวนิสต์ต่อต้านค่ายโซเวียต

            ปัจจัยภาวะผู้นำกับความที่เป็นรัฐบาลจากพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกันอาจแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่างกัน แต่ท่าทีที่อ่อนนุ่มพูดจาสุภาพกว่าไม่ได้หมายความว่าถือจีนเป็นพวก การเอ่ยว่าจีนเป็นมิตรก็อาจไม่ได้หมายถึงไม่คิดบั่นทอนโค่นล้มระบอบจีน วิธีการแสดงออกอาจแตกต่างกันแต่เป้าหมายเบื้องลึกเหมือนกัน สหรัฐต้องเป็นเจ้าและไม่ยอมให้ใครขึ้นมาเทียบเคียง การสูญเสียความเป็นเจ้าในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกคือการสูญเสียความเป็นเจ้าโลก ในขณะที่จีนพยายามก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจภูมิภาค การเผชิญหน้าจึงเกิดขึ้นและจะดำเนินไปอีกนาน

5 กรกฎาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8637 วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563)

---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

ยุทธศาสตร์สร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน

รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีน ถ้ามองในมุมกว้างคือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง

บรรณานุกรม :

1. Cirincione, Joseph. (2013). Nuclear Nightmares: Securing the World Before It Is Too Late. USA: Columbia University Press.

2. Ellis, James O. (2011). The Impact of 9/11 on U.S. Foreign Policy. In The 9/11 encyclopedia. (2nd Ed. pp.1-4). USA: ABC-CLIO, LLC.

3. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.

4. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. U.S. Department of Defense. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505

5. National Institute for South China Sea Studies. (2020, June). The U.S. Military Present in the Asia-Pacific 2020. Retrieved from http://www.nanhai.org.cn/uploads/file/20200623/jlbg.pdf

6. Reis, Joao Arthur. (2014, January 24). China's dual response to the US 'pivot'. Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/China/CHIN-01-240114.html

7. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Axis of Evil. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.57). California: Sage Publications.

8. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

--------------------------