สงครามการค้าสหรัฐกับจีนใครอึดกว่าชนะ

มหาอำนาจตักตวงผลประโยชน์จากประเทศอื่นๆ ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจด้วยกัน พวกเขาสร้างความขัดแย้งเพื่อได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อเสียประโยชน์

            ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าคนอเมริกันต้องแบกรับภาระครึ่งหนึ่งของภาษีทรัมป์ 2.0 ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติจะเป็นแบกรับภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะพวกสนับสนุนทรัมป์ที่คิดเช่นนั้น

            เหตุที่คนอเมริกันคิดว่าต่างชาติคือผู้จ่ายภาษี เพราะทรัมป์พูดซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าสหรัฐถูกต่างชาติเอาเปรียบ อยู่ในระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ทั้งๆ ที่เป็นการค้าเสรีใช้ทั้งโลก) ต้นเหตุคนอเมริกันตกงาน โรงงานล้มละลาย วิธีแก้ของเขาคือใช้มาตรการภาษีศุลกากร ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว กลายเป็นสงครามการค้าที่ยังคงร้อนแรงในตอนนี้

(YouTube: สงครามไฮบริดยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน)

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 2,400 ดอลลาร์:

            ตุลาคม 2025 Goldman Sachs พบว่า 6 เดือนหลังมาตรการภาษี คนอเมริกันต้องแบกภาระ 55% ของภาษีดังกล่าว ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติจะเป็นแบกรับภาษีเกือบทั้งหมด คนอเมริกันควรยอมรับแล้วว่าเขาคือผู้เสียภาษีหลักเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนต่างชาติกระจายภาษีนั้นในหลายประเทศมากบ้างน้อยบ้าง

          วิเคราะห์: ต้องไม่ลืมว่ามาตรการภาษียังทำงานไม่เต็มที่ ข้อมูลปีหน้าจะชัดเจนกว่า

            รายงานของ Goldman Sachs ตอกย้ำรายงานของสถาบันอื่นๆ ที่ชี้ในทางเดียวกัน ยกตัวอย่าง สิงหาคม 2025 สถาบันวิจัย Yale Budget Lab ประเมินว่านโยบายภาษีศุลกากร (Tariffs) ของรัฐบาลจะส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมสูงขึ้น เฉพาะปี 2025 ครัวเรือนอเมริกันต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 2,400 ดอลลาร์

            แต่ตัวเลข 2,400 ดอลลาร์ไม่ใช่ภาษีที่เรียกเก็บจากประชาชนโดยตรงทั้งหมด บางส่วนเป็น "ต้นทุนแฝง" ที่เกิดจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิดที่แพงขึ้นตลอดทั้งปี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ (ที่ผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนจากต่างประเทศ) แม้แต่อาหารบางชนิด

            Yale Budget Lab ชี้ว่าแม้นโยบายภาษีมีเป้าหมายปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่สร้างภาระให้กับผู้บริโภคในประเทศเช่นกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายทางการเมือง (ปกป้องอุตสาหกรรม ต่อรองกับจีน) กับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชน

            หากค่าครองชีพสูงขึ้น อำนาจจับจ่ายลดลง การบริโภคโดยรวมของประเทศย่อมชะลอตัว กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

            วิเคราะห์: สิ่งที่ตามมาคือรัฐบาลสหรัฐจะจับตาดัชนีต่างๆ และปรับอัตราภาษีขึ้นลง เพื่อให้นโยบายภาษีก่อประโยชน์มากที่สุด ประโยชน์ที่ได้ครอบคลุมหลายด้านนอกเหนือประเด็นขาดดุลการค้า

สหรัฐกับจีนใครอึดกว่าชนะ:

            เมื่อสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องจ่ายเพิ่ม รัฐบาลทรัมป์จึงออกมาตรการแจก 2,000 ดอลลาร์ต่อคน ใช้คำว่าเป็นเงินปันผลจากภาษีศุลกากร (tariff dividend) เชื่อว่าเงินช่วยนี้จะลดแรงต้านภาษีนำเข้าที่ทำให้สินค้าขึ้นราคา

            ในขณะเดียวกัน จีนเสียหายไม่น้อยเช่นกัน แม้จีนมีประสบการณ์มาแล้วตั้งแต่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก (ครั้งนั้นโดนภาษีสหรัฐ 20-30%) เอกชนปรับตัวมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ครั้งนี้กระแสภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) แรงมาก

            ถ้าจำได้ช่วงหนึ่งทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจีน 145% จนทางการจีนประกาศว่าจะไม่โต้กลับด้วยภาษีแล้ว เพราะระดับภาษีสูงเกินกว่าจะซื้ออีกแล้ว

            และน่ากังวลยิ่งขึ้นเพราะทรัมป์เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจปรับขึ้นภาษีตามใจชอบทุกเวลา ช่วงตุลาคมมีข่าวว่าจะขึ้นภาษีอีก 100% และกลับไปกลับมา จนนักลงทุนต้องหวาดผวา ตลาดทุนตลาดเงินปั่นป่วนตาม “คำพูดรายวัน” ของผู้นำสหรัฐ

            ตราบใดที่ยังใช้กำแพงภาษี ควรคาดว่าจีนเสี่ยงโดนภาษีตอบโต้จากสหรัฐ จะช้าหรือเร็ว จะมากหรือน้อยขึ้นกับการเจรจาต่อรอง และอาจขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่ว่าผู้นำสหรัฐสบอารมณ์หรือไม่ มีข้ออ้างเหตุผลขึ้นภาษี

สงครามไฮบริดระหว่างสหรัฐกับจีน:

            ที่น่าติดตามคือมาตรการที่มิใช่ภาษีที่ทรัมป์ 2.0 ใช้กับหลายประเทศและหลายเรื่องส่งผลเสียต่อจีน ดังที่ทางการจีนเตือนนานาชาติเรื่อยมาให้ระวังอย่าต่อต้านจีนเพราะแรงกดดันจากภาษีทรัมป์

            สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการค้าเท่านั้น ควรเรียกว่าเป็นสงครามไฮบริด (Hybrid War or Warfare: HW) ที่รวมสงครามทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน การค้าหรือเศรษฐกิจเป็นเพียงแนวรบหนึ่งเท่านั้น

            สงครามไฮบริดที่มหาอำนาจกระทำต่อกันมักจะกินเวลายาวนาน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปิดล้อมที่สหรัฐปิดล้อมจีนทุกด้าน รัฐบาลสหรัฐพยายามเรื่อยมาที่จะสกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นพลังขับเคลื่อนพลังอื่นๆ เช่น พลังด้านเทคโนโลยี พลังอำนาจทางทหาร พลังการทูต จึงไม่แปลกที่รัฐบาลไบเดนคงมาตรการภาษีของทรัมป์สมัยแรก (สังเกตว่าอยู่คนละพรรคแต่ไบเดนยึดแนวทางทรัมป์แบบเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเรื่องภาษีที่เก็บจีน 20-30%) นอกจากนี้รัฐบาลไบเดนเพิ่มนโยบายสร้างระบบซับพลายเชนใหม่ แม้อ้างว่าแก้ปัญญาโรคระบาดโควิด-19 แต่ลึกๆ แล้วคือยึดตามยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนหรือสงครามไฮบริดนั่นเอง (ซับพลายเชนใหม่ที่ไบเดนคิดสร้าง ไม่มีจีนในระบบ สหรัฐจะเน้นค้าขายกับพวกเดียวกันเท่านั้น)

ดีต่อเนื่องจนถึงกลางปีหน้า:

            ในการเจรจาการค้าล่าสุด สหรัฐ-จีนบรรลุกรอบข้อตกลงการค้า ทรัมป์ระงับภาษีตอบโต้ที่เคยขู่ไว้ โดยจะคงสถานะนี้ไปจนถึงพฤศจิกายน 2026 ภาษีสินค้าจีนที่เก็บจริงๆ ตอนนี้ถอยลงมาเหลือ 10-32%

            ทั้งสองประเทศจะระงับเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือต่อกัน จีนจะช่วยซื้อสินค้าเกษตร สหรัฐเข้าถึงแร่หายากง่ายขึ้น ส่วนทรัมป์ไม่ขึ้นภาษีตอบโต้ตามคำขู่ และเพิ่งกล่าวไม่นานนี้ว่าในสมัยของท่านจะไม่เกิดสงครามจีน-ไต้หวันซึ่งเป็นประเด็นที่จีนให้ความสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของสมการความสัมพันธ์กับทุกประเทศ

            จากสถานการณ์ความตึงเครียดลดลง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า จีนกับสหรัฐควรรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้และยึดแนวทางนี้ต่อเนื่อง เห็นชัดว่ารัฐบาลจีนพอใจกับความสัมพันธ์ทวิภาคีในตอนนี้ ข่าวดีอีกชิ้นคือประธานาธิบดีทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีนในเดือนเมษาปีหน้า จากสถานการณ์ทั้งหมด คาดว่าความสัมพันธ์สหรัฐกับจีนจะดีต่อเนื่องจนถึงกลางปีหน้า และอาจดีจนถึงสิ้นปี 2026

            เป็นข่าวดีทั้งต่อตลาดทุนตลาดเงิน การค้าระหว่างประเทศ ล่าสุด Goldman Sachs ประเมินว่าปี 2026 เศรษฐกิจจีนจะโตถึง 6% หลังทรัมป์ระงับภาษีตอบโต้เป็นเวลา 1 ปี ช่วยให้ภาพเศรษฐกิจจีนดูดีขึ้น ปัจจัยบวกอื่นๆ คือทางการจีนยังคงส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี โครงการขนาดใหญ่ต่างๆ การส่งออกยังคงสดใส คาดว่าปีนี้ส่งออกน่าจะโตอีก 8% ส่วนปัจจัยลบคือภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาวะเงินฝืด และการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศที่มีปัญหาหนัก คนหนุ่มสาวว่างงานมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ต่อไป

            ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันเติบโตแต่เปราะบางจากสงครามการค้า ตามนโยบาย "America First" พยายามดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังมีอยู่ แม้ตัวเลขการจ้างงานยังดูดี แต่ราคาสินค้ามีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากต้นทุนภาษีที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค (Cost-push inflation) นักลงทุนมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายรายวัน แต่ตลาดทุนยังอยู่ในภาวะดี คนอเมริกันกังวลสินค้าแพง

            วิเคราะห์: สงครามการค้าเป็นสงครามที่ปรับความเข้มข้นตลอดเวลา ฝ่ายตัวเองต้องไม่เสียหายจนรับไม่ได้ มหาอำนาจสร้างความขัดแย้งเพื่อได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อเสียประโยชน์ และเป็นประโยชน์รอบด้าน ไม่ใช่เรื่องการค้าหรือแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณเท่านั้น

            การแข่งขันช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจยังไม่จบ และคงไม่จบง่ายๆ ที่ควรเข้าใจคือ มหาอำนาจตักตวงผลประโยชน์จากประเทศอื่นๆ ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจด้วยกัน ดังนั้น แม้ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจไม่จบ แต่ยิ่งนานวันยิ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากขึ้น

            สงครามการค้าสหรัฐกับจีนหรือพูดให้กว้างขึ้นคือสงครามไฮบริด จะดำเนินต่ออีกยาวนาน จะเห็น minor power (รัฐขนาดเล็กหรืออำนาจรอง) หลายประเทศพังก่อนหรือกลายเป็นรัฐล้มเหลว

30 พฤศจิกายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10606 วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)

-----------

บรรณานุกรม :

1. Trump is losing his foolish trade war. This will cost ordinary Americans greatly. (2025, August 11). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/commentisfree/2025/aug/11/trump-losing-trade-war

2. U.S. consumers bearing more than half the cost of tariffs so far, Goldman Sachs says. (2025, October 13). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/business/consumer/us-consumers-bearing-half-cost-tariffs-far-goldman-sachs-says-rcna237283

3. Who qualifies for the potential $2,000 tariff dividend? Here's what to know. (2025, November 4). yahoodotcom. Retrieved from https://www.yahoo.com/gma/know-trumps-promise-2-000-193000257.html

4. Why Goldman Sachs is so optimistic about China. (2025, November 25). Asia Time. Retrieved from https://asiatimes.com/2025/11/why-goldman-sachs-is-so-optimistic-about-china/

5. Xi says China, U.S. should keep up momentum in ties, move forward in right direction. (2025, November 25). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/genesis-mission-trump-ai-25acaea44113c2b60111e8b142344737

-----------------

4+4 ประเทศสำคัญของศักยภาพทหารโลก

ในภาพระดับโลกมี 8 ประเทศสำคัญมากสุดและสามารถแยกเป็น 2 ระดับ สหรัฐอเมริกามีกองทัพเข้มแข็งที่สุด และใช้ประโยชน์จากกองทัพได้มากที่สุด

            Global Firepower (GFP) เป็นองค์กรอิสระจัดอันดับความแข็งแกร่งและศักยภาพทางทหารแบบดั้งเดิม (Conventional Fighting Capability) ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก (145 ประเทศ) GFP ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลปี 2025

            เป้าหมายหลักคือจัดลำดับแสนยานุภาพทางทหารของชาติต่างๆ โดยระบบคำนวณที่ชื่อ PowerIndex (PwrIndx) ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยกว่า 60 รายการ ในหลายหมวดหมู่เพื่อกำหนดคะแนน PowerIndex (PwrIndx) ของแต่ละประเทศ

            ค่า PwrIndx ต่ำ หมายถึง ศักยภาพการรบแบบดั้งเดิมของประเทศนั้นสูง

            สิ่งที่ GFP ไม่ได้ประเมิน คือ เจตนา (Intent) นโยบายต่างประเทศ และทัศนคติของรัฐบาลต่อการทำสงคราม

            นอกจากนี้ PwrIndx จะไม่รวมอาวุธนิวเคลียร์ ในระยะหลังนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาคำนวณด้วย


(Youtube: กองทัพไทยกับกัมพูชาใครเหนือกว่ากัน)

4+4 ประเทศสำคัญ:

            ตามดัชนีของ Global Firepower (GFP) 4 ประเทศที่ครองพลังอำนาจทางทหารสูงสุดเรื่อยมาคือ สหรัฐ รัสเซีย จีนและอินเดีย เพราะนโยบายกับทรัพยากรของประเทศเหล่านี้เอื้อและจำต้องสร้างกองทัพขนาดใหญ่

            3 ลำดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน มีคะแนนใกล้เคียงกันมาก คือ 0.0744, 0.0788, 0.0788 (รัสเซียกับจีนได้คะแนนเท่ากัน) อินเดียตามมาเป็นลำดับ 4 ด้วยคะแนน 0.1184 (คะแนนยิ่งต่ำยิ่งดี)

            สหรัฐอเมริกาครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับของ GFP ต่อเนื่อง มีขีดความสามารถทางทหารสูงที่สุด งบประมาณกลาโหมมหาศาล เทคโนโลยีกองทัพล้ำสมัย มีฐานทัพทั่วโลก กองทัพอากาศเข้มแข็งที่สุดในโลก กองเรือบรรทุกเครื่องบินทำให้สหรัฐเหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด สามารถส่งกองทัพสู่ทุกจุดในโลกนี้

            รัสเซียขึ้นชื่อเรื่องเหนือกว่าด้านนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ มีกำลังพลถึง 3,570,000 นาย แม้รัสเซียจะสูญเสียในสงครามยูเครน แต่ยังรักษาตำแหน่งมหาอำนาจทางทหารอันดับต้นๆ ของโลกไว้ได้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถผลิตอาวุธสนับสนุนสงครามยืดเยื้อ

            กองทัพจีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว งบประมาณกลาโหมสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ราว 267,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลบางแหล่งสูงถึง 314,000 ล้านดอลลลาร์) มีเครื่องบินรบสเตลท์อย่าง J-20 กับ J-35 ขีปนาวุธต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน DF-21D กับ DF-26 ซึ่งได้รับสมญาว่า "Carrier-Killer" นอกจากนี้เชื่อว่าจีนเชี่ยวชาญสงครามหลายมิติ (Multi-Domain Warfare) ประกอบด้วยด้านไซเบอร์ อวกาศ (Space) และสงครามข้อมูลข่าวสาร

            แม้กองทัพจีนขาดประสบการณ์การรบจริงในระดับใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาวุธสมัยใหม่ ชี้ว่ากองทัพจีนน่าเกรงขาม

อินเดียผู้ครองตำแหน่งลำดับ4:

            อินเดียเป็นกรณีที่น่าสนใจ ครองตำแหน่งลำดับที่ 4 เรื่อยมา พยายามวางตัวไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement: NAM) ตามที่อินเดียยึดมั่นตั้งแต่สงครามเย็น ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจตีความว่าอินเดียพยายามเป็นมิตรกับมหาอำนาจทั้งสหรัฐ รัสเซียและจีน มีความร่วมมือคู่ความขัดแย้ง

            อินเดียเป็นประเทศที่รัฐบาลสหรัฐต้องการดึงมาเป็นพวก สำคัญต่อสมดุลอำนาจ การปิดล้อมจีนตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก สหรัฐหวังกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารเพื่อต้านจีน ขายอาวุธแก่อินเดีย

            ในมุมใกล้ชิดสหรัฐ อินเดียอยู่ในกลุ่ม Quad (Quadrilateral Security Dialogue) อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นและอินเดีย ทั้ง 4 ประเทศล้วนมีอิทธิพลอำนาจสูง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า Quad คือกลไกหนึ่งของยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้าของสหรัฐ สกัดกั้นอิทธิพลจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา

            ในอีกด้าน อินเดียกระชับสัมพันธ์รัสเซียกับจีน

            ยกตัวอย่าง กรกฎาคม 2024 นเรนทร โมที (Narendra Modi) นายกฯ อินเดียเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ กล่าวกับปูตินว่าอยากเห็นสงครามยูเครนยุติ สนับสนุนโลกพหุภาคีที่สหรัฐยังเป็นผู้นำอยู่

            ความร่วมมือที่สำคัญคือ อินเดียเป็นสมาชิกสำคัญของ BRICS ที่หวังสร้างโลกพหุภาคี ต่อต้านสหรัฐชัดเจน

            อาจตีความว่ารัฐบาลอินเดียยึดผลประโยชน์แห่งชาติ มีความสัมพันธ์ดีกับทุกฝ่าย พยายามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทุกมหาอำนาจ ไม่พาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้งรุนแรง

            ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทรัมป์ 2.0 ขู่ขึ้นภาษีสินค้าอินเดียอีก 25% กลายเป็นรวม 50% หากอินเดียยังซื้อน้ำมันรัสเซีย แต่อินเดียไม่สนใจคำขู่ ล่าสุดมีข่าวว่าทรัมป์จะขึ้นภาษีสูงกว่านี้อีกนับร้อยเปอร์เซ็นต์

            รัฐบาลอินเดียคำนวณแล้วว่าผลประโยชน์ที่ได้มากกว่าเสีย เพราะอินเดียกับสหรัฐยังมีความร่วมมืออีกมากและน่าจะมากขึ้นในอนาคต อินเดียยังอยู่ในกลุ่ม Quad ซ้อมรบกับสมาชิกกลุ่มสม่ำเสมอ เพียงแต่ช่วงนี้ห่างสหรัฐมากขึ้น ภาษีทรัมป์ไม่ใช่ทุกอย่าง เป็นเพียงความสัมพันธ์ฉากหนึ่งเท่านั้น

เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น:

            ถัดจาก 4 ประเทศแรก 6 ประเทศต่อมาที่มีพลังอำนาจทางทหารสูงสุด คือ เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ตุรเคียและอิตาลี บางปีอาจมีปากีสถาน บราซิล อียิปต์เข้ามาแทนที่

            มีข้อสังเกตว่า ถัดจาก 4 ประเทศแรก 4 ประเทศต่อมาคือ เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ทั้งหมดเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐ มีฐานทัพสหรัฐในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น

            ในแง่ของพันธมิตรทางทหาร ฝ่ายสหรัฐมีพวกมากกว่าอย่างชัดเจน ใช้ยุทธศาสตร์สร้างพันธมิตรทางทหารต่อเนื่อง มีข้อมูลชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐหวังสร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกแบบนาโต และมีความคืบหน้าตามลำดับ ญี่ปุ่นแสดงตัวเป็นแกนนำ เรื่องนี้น่าจะคืบหน้าในรัฐบาลญี่ปุ่นชุดล่าสุด

            รวมความแล้ว รัฐบาลสหรัฐหวังสร้างนาโตเอเชีย เทียบเคียงนาโตปัจจุบันและอาจรวมเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น 4 ลำดับที่กองทัพแข็งแกร่งรองจาก 4 ลำดับแรกของโลกจึงสำคัญ รัฐบาลสหรัฐจะพยายามให้ 4 ประเทศหลังนี้เพิ่มงบกลาโหม เสริมสร้างกองทัพต่อเนื่อง

            ล่าสุด ทั้งเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่างมุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีใต้คืบหน้ามากแล้ว ส่วนญี่ปุ่นกำลังมาแรงในรัฐบาลใหม่ของคุณซานาเอะ ทาคาอิจิ จากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) แม้ PowerIndex (PwrIndx) ไม่คำนวณอาวุธนิวเคลียร์ แต่อาวุธร้ายแรงนี้เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจทางทหาร เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่นับวันจะร้อนแรงขึ้นทุกที

ไทยกับกัมพูชา:

            Global Firepower (GFP) ชี้ว่ากองทัพไทยอยู่ในลำดับที่ 25 (จากจำนวนรวม 145 ประเทศ) อยู่ในลำดับ 3 ของอาเซียน (รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม) มีกำลังพลมากพอ มีสมดุลของยุทโธปกรณ์ทั้งทางบกทางเรือและทางอากาศ มีศักยภาพสูงในการป้องกันประเทศจากภัยภูมิภาค

            กองทัพกัมพูชาอยู่ในลำดับ 95 เป็นลำดับสุดท้ายของอาเซียน (จากประเทศที่ถูกจัดลำดับ) กัมพูชามีกำลังพลประจำการมากและยุทโธปกรณ์ภาคพื้นดินบางประเภทมาก (โดยเฉพาะรถถังกับเครื่องยิงจรวด) แต่มีจุดอ่อนด้านกองทัพอากาศกับกองทัพเรือ การรบของกัมพูชาขึ้นกับการใช้กองทัพบกเท่านั้น อีกทั้งอาวุธส่วนใหญ่ล้าสมัย ขาดการบำรุงรักษา

            สรุป ควรระลึกว่าสิ่งที่ Global Firepower (GFP) ไม่ได้ประเมิน คือ เจตนา (Intent) นโยบายต่างประเทศ และทัศนคติของรัฐบาลต่อการทำสงคราม การจะชนะศึกหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัยนอกเหนือกำลังพลกับจำนวนอาวุธ

            ต้องชมเชยว่าสหรัฐอเมริกามีกองทัพเข้มแข็งที่สุด และใช้ประโยชน์จากกองทัพได้มากที่สุด ใช้พลังอำนาจทางทหารขยายอิทธิพล สร้างผลประโยชน์แก่ประเทศมหาศาล ไม่ใช่กองทัพเพื่อตั้งรับเท่านั้น

23 พฤศจิกายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10599 วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)

-------------

 

บรรณานุกรม :

1. Global Firepower (GFP). (2025). 2025 Military Strength Ranking. Retrieved from https://www.globalfirepower.com/countries-listing.php

2. India, US are firming up a counter to China. (2023, June 5). Hindustan Times. Retrieved from https://www.hindustantimes.com/editorials/india-us-are-firming-up-a-counter-to-china-101685971548059.html

3. Modi’s Moscow Visit Spotlights India’s Tricky Balancing Act on Russia. (2024, July 9). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/world/india/modis-moscow-visit-spotlights-indias-tricky-balancing-act-on-russia-a4612dda?mod=world_lead_pos2

4. Trump orders India tariff hike to 50% for buying Russian oil. (2025, August 6). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/articles/c1dxr1g4y7yo

-----------------

ฮูโก ชาเวซผู้ต้านการกดทับของชนชั้นนำกับมหาอำนาจ

ลัทธิโบลิเวียเรียนชี้ว่าต้นเหตุความยากจนมาจากการกดทับของชนชั้นนำที่ร่วมมือกับมหาอำนาจ จึงต้องการปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของ 2 อำนาจดังกล่าว

            ในช่วงทศวรรษ 1980 ขณะอยู่ในกองทัพ ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) ก่อตั้งขบวนการใต้ดินชื่อ MBR-200 (Revolutionary Bolivarian Movement-200) ร่วมกับเพื่อนนายทหาร เป็น "กลุ่มตั้งต้น" หรือ "เซลล์ปฏิวัติ" เพื่อเตรียมเปลี่ยนแปลงประเทศ

            อุดมการณ์หลักของ MBR-200 คือ "ลัทธิโบลิเวียเรียน" (Bolivarianism) มีเป้าหมาย 3 ข้อ

            1) ต่อต้านการคอร์รัปชัน อันเป็นการโจมตีชนชั้นนำทางการเมืองที่ผูกขาดอำนาจและคอร์รัปชันในระบบ (สมัยนั้นเป็นระบบสองพรรคที่สลับกันเป็นรัฐบาล ทั้งสองพรรคไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ)

            2) ส่งเสริมชาตินิยมและต่อต้านจักรวรรดินิยม แม้เป็นประเทศอธิปไตยแต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงต้องการเอกราชที่แท้จริง ขจัดอิทธิพลต่างแดน

            3) สร้างความยุติธรรมทางสังคม กระจายความมั่งคั่งมหาศาลจากน้ำมัน ไม่ใช่กระจุกเพื่อใครบางกลุ่มเท่านั้น ต้องการสร้างระบบที่เท่าเทียมกว่านี้

            สังเกตว่า ต้นเหตุความไม่เท่าเทียม ความยากจน มาจากการกดทับของชนชั้นนำทางการเมืองที่ร่วมมือกับมหาอำนาจ ลัทธิโบลิเวียเรียนต้องการปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของ 2 อำนาจดังกล่าว

ก้าวสู่การเมืองและรัฐประหาร 1992:

            จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาเวซเป็นที่รู้จักคือ ความพยายามก่อรัฐประหารในปี 1992

            ชาเวซนำกลุ่ม MBR-200 พยายามยึดอำนาจจากประธานาธิบดี การ์โลส อันเดรส เปเรซ (Carlos Andrés Pérez) ซึ่งไม่เป็นที่นิยมจากวิกฤตเศรษฐกิจและนโยบายรัดเข็มขัด แต่การยึดอำนาจล้มเหลว ชาเวซถูกจับกุม

            แม้จะล้มเหลวแต่ชาเวซกลายเป็น สัญลักษณ์ของการต่อต้านชนชั้นนำที่คอร์รัปชัน ในสายตาคนจน เขาถูกจำคุก 2 ปีแล้วได้รับการอภัยโทษ หลังจากนั้นเปลี่ยนกลยุทธ์จากการใช้กำลังเป็นการต่อสู้ในระบบการเลือกตั้ง

            ฮูโก ชาเวซ โด่งดังมากขึ้นในฐานะฝ่ายค้านใหม่ต่อต้านพรรคการเมืองหลัก 2 พรรคใหญ่ที่เดิมเป็นฝ่ายตรงข้ามกันเสมอ 2 พรรคใหญ่หันมาจับมือเพื่อต่อต้านฝ่ายชาเวซโดยเฉพาะ

            2 พรรคใหญ่มีฐานเสียงเดิม มีเงินทุนและสื่อในมือ ส่วนชาเวซหาเสียงโดยชูนโยบายประชานิยม สัญญาว่าจะกวาดล้างการคอร์รัปชันและกระจายความมั่งคั่ง (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากน้ำมัน) ออกนโยบายสวัสดิการสังคมจำนวนมาก

            ชาเวซเทิดทูนฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นำคิวบาและสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ ธันวาคม 1998 ชนะการเลือกตั้ง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนกุมภาพันธ์ 1999 เป็นจุดเริ่มต้นของ "การปฏิวัติโบลิเวียเรียน"

เหตุผลที่ชาเวซชนะเลือกตั้ง:

            จากหลักฐานต่างๆ สรุปว่า

          1) คนรากหญ้าทนสภาพเดิมไม่ไหว

            เหตุผลแรกสุดที่ควรเอ่ยถึงคือ แม้ประเทศมีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย มีฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ชีวิตคนรากหญ้าไม่ดีขึ้นจริง ชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่อย่างปากกัดตีนถีบ

          2) บุคลิกภาพต้องตาต้องใจ

            ฮูโก ชาเวซพื้นฐานเป็นทหารพลร่ม เป็นคนห้าวหาญ พูดจริงทำจริง กล้าออกหน้าเพื่อประชาชน ชาวบ้านคนรากหญ้าผู้โหยหาชีวิตที่ดีกว่า เมื่อพบคนอย่างชาเวซจึงฝากความหวังว่าเขาจะเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

            ชัยชนะของชาเวซคือให้ความหวังแก่ประชาชน เห็นความหวังจะได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง

          3) นโยบายประชานิยมจับต้องได้

            คนชอบนโยบายประชานิยมเพราะจับต้องได้ เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคมที่ส่งตรงถึงประชาชน ชาวบ้านได้รับจริง อาศัยรายได้จากน้ำมันสร้างผลประโยชน์กระจายสู่สังคม

            แต่จุดอ่อนของนโยบายนี้คือความยั่งยืน ไม่นำสู่การพัฒนาจริง

            แต่ไม่ว่าประชานิยมยั่งยืนหรือไม่ คนรากหญ้าไม่สนใจ ไม่มีเวลาคิดถึงอนาคต เพราะต้องการ “อยู่รอด” วันนี้ก่อน ให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของมากกว่าความเป็นไปของสังคม อันเป็นการยึดแนวทางพัฒนาสู่ความทันสมัยแบบชาติตะวันตก ชาวลาตินอเมริกาจึงมุ่งหน้าสู่เมือง แสวงหาความเจริญทางวัตถุ อย่างน้อยขอให้อิ่มท้อง ได้สนุกสนานอีกวัน

การบริหารประเทศ:

          ประการแรก โครงการสวัสดิการสังคมขนาดใหญ่

            รัฐบาลชาเวซดำเนินโครงการมิซิโอเนส (Bolivarian Missions) ใช้งบประมาณมหาศาลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงนั้น สร้างโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือ

            1) Misión Barrio Adentro: โครงการด้านสาธารณสุข โดยนำแพทย์หลายพันคนจากคิวบามาประจำการในคลินิกตามชุมชนแออัด

            2) Misión Robinson: โครงการรณรงค์การรู้หนังสือ

            3) Mercal: โครงการร้านค้าอุดหนุนราคาอาหารและของใช้ที่จำเป็น

          ประการที่ 2 การยึดกิจการเป็นของรัฐ  

            แต่ไหนแต่ไรบริษัท PDVSA (อ่านว่า เปเดเบซา) หรือบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งชาติของเวเนซุเอลา เป็นแหล่งรายได้หลักเกือบทั้งหมดของประเทศ (รายได้จากการส่งออกกว่า 95% มาจากน้ำมัน) เป็นตัวขับเคลื่อนโครงการทั้งหลายของรัฐ

            การที่ประเทศขาดเงินทุนกับเทคโนโลยี จึงต้องเปิดรับการลงทุนจากบรรษัทน้ำมันต่างชาติ (เช่น ConocoPhillips, ExxonMobil, Total, Chevron) ในรูปแบบสัญญาร่วมทุน (Joint Ventures) และสัญญาบริการ (Operating Agreements) ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่ถูกวิพากษ์ว่าเป็นสัญญาที่เสียเปรียบ เพราะรัฐบาลเวเนซุเอลา (ก่อนชาเวซ) ให้เงื่อนไขที่เสียเปรียบมาก เช่น เก็บอัตราค่าภาคหลวง (Royalty) เพียง 1% (เทียบกับปกติที่ 16.7%) รัฐจึงมีรายได้เพียงน้อยนิดจากน้ำมันของประเทศ ชาเวซหาเสียงโจมตีรัฐบาลชุดเก่าว่า "ขายชาติ" "ยอมให้ต่างชาติปล้นทรัพยากร"

            เมื่อเข้าสู่สมัยชาเวซ รัฐบาลของเขาเข้าควบคุมและยึดกิจการสำคัญๆ หลายแห่งเป็นของรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน รวมทั้งโทรคมนาคม พลังงาน และที่ดินการเกษตร

          ประการที่ 3 นโยบายต่อต้านสหรัฐ

            ดังที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลต่อเวเนซุเอลา ชาเวซเห็นว่าประเทศเสียเปรียบอย่างยิ่ง ต้องหาทางทำให้ประเทศเป็นอิสระ จึงต่อต้านสหรัฐ วิพากษ์วิจารณ์อเมริกาอย่างเผ็ดร้อน (เขาเคยเรียกประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ว่าเป็น "ปีศาจ" ในที่ประชุม UN) เขาสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับประเทศคิวบา (สมัยฟิเดล คาสโตร) โบลิเวีย (สมัยเอโบ โมราเลส) และผู้นำฝ่ายซ้ายคนอื่นๆ ในละตินอเมริกา (กลุ่ม Pink Tide) รวมถึงรัสเซียและอิหร่านที่เป็นปรปักษ์ต่อสหรัฐ

การรัฐประหาร 2002 (ที่ล้มเหลวอีกครั้ง):

            ในปี 2002 ชาเวซเกือบถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจและฝ่ายต่อต้าน เขาถูกควบคุมตัว 47 ชั่วโมง แต่มวลชนผู้สนับสนุนชาเวซต่อต้าน และกองทัพส่วนที่ยังภักดีได้กดดันจนเขากลับสู่อำนาจได้สำเร็จ

            บรรดานักการเมือง อดีตพรรคการเมืองเก่า ชี้ว่ารัฐบาลชาเวซไม่เป็นประชาธิปไตย จำต้องปฏิรูปการเมืองนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยใหม่อีกครั้ง

            การเมืองเวเนซุเอลาจึงอยู่ในวังวงการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลเสรีนิยมที่ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน กับการได้รัฐบาลประชานิยมที่ถูกตีตราว่าเป็นเผด็จการ

            ชาเวซเสียชีวิตขณะยังดำรงตำแหน่งเมื่อมีนาคม 2013 โดยได้วางตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ให้เป็นผู้สืบทอด

16 พฤศจิกายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10592 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)

---------------

บรรณานุกรม :

1. Monteón, Michael. (2010). Latin America and the Origins of Its Twenty-First Century. USA: ABC-CLIO, LLC.

2. Sherman, John W. (2000). Latin America In Crisis. USA: Westview Press.

-----------------

การข่มขู่และโจมตีจริงของทรัมป์ 2.0

การข่มขู่และลงมือจริงของทรัมป์ 2.0 เป็นหลักฐานชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำอย่างไรตามหลัก “America First"

            ทรัมป์ 2.0 มาพร้อมกับการข่มขู่สารพัด ขู่ว่าจะเล่นงานด้วยภาษี ตัดความช่วยเหลือ จนถึงใช้กำลังทหาร ที่ผ่านมารัฐบาลทรัมป์ข่มขู่ใช้กำลังทหารกับหลายประเทศ เช่น เรื่องนำคลองปานามา (Panama Canal) กลับมาเป็นของสหรัฐ ขู่ใช้กำลังกับฮามาสหากไม่ยอมลงนามข้อตกลงกับอิสราเอล ในที่นี้นำเสนอ 3 ตัวอย่างคือ กรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ไนจีเรียและเวเนซุเอลา ดังนี้

โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน:

            มิถุนายน 2025 หนึ่งสัปดาห์ก่อนการปะทะอิสราเอล-อิหร่าน รัฐบาลทรัมป์ยืนยันอิหร่านต้องรับเงื่อนไขไม่เสริมสมรถนะนิวเคลียร์อีกต่อไป เพราะจะนำไปใช้ในทางอื่น (สร้างอาวุธนิวเคลียร์) พูดเป็นนัยว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้จะโดนโจมตี

            อาวุธนิวเคลียร์คือเหตุผลหลักที่อิสราเอลชี้ว่ามีความชอบธรรมที่จะโจมตีอิหร่าน ทั้งๆ ที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันเรื่อยมาว่าไม่มีและไม่คิดมี เนื่องจากผิดบัญญัติศาสนา

            หลักฐานสำคัญอีกชิ้นคือ สัปดาห์แรกที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน สถานทูตอิหร่านประจำอินเดียเผยแพร่แถลงการณ์ของ Rafael Grossi อธิบดี IAEA ว่า “ยังไม่มีหลักฐานชี้ว่า (อิหร่าน) กำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์” เรื่องนี้สวนทางกับแถลงการณ์ของรัฐบาลอิสราเอล ที่กล่าวหาอิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์และใกล้จะสำเร็จแล้ว

            ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รัฐบาลสหรัฐกับเนทันยาฮูร่วมกันใช้กำลังทางอากาศโจมตีโครงการนิวเคลียร์หลายแห่ง สร้างความเสียหายไม่น้อย

            ทางการจีนชี้ว่าสหรัฐโจมตีอิหร่าน ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติกับกฎหมายระหว่างประเทศ ขยายความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

          วิเคราะห์: เป็นอีกครั้งที่ผู้พยายามอ้างตัวเป็นผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตยโลก ผู้พยายามให้นานาชาติปฏิบัติตามกฎหมายนานาชาติ แต่ตัวเองกลับละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

ผู้ก่อการร้ายไนจีเรีย:

            ต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารต่อไนจีเรียจากเหตุต่อต้านคริสเตียน กล่าวหารัฐบาลไนจีเรียไม่พยายามปกป้องคนนับถือคริสต์ ตนได้สั่งให้กองทัพเตรียมตัวจัดการผู้ก่อการร้ายอิสลาม (Islamic Terrorists)

            ทรัมป์ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายสังหารคริสเตียนในประเทศทุกที่ รัฐบาลไนจีเรียมี 2 ทางเลือก คือคุ้มครองคริสเตียนทันที ไม่เช่นนั้นสหรัฐจะลงมือจัดการผู้ก่อการร้าย ก่อนหน้านี้ทรัมป์ตีตราว่าไนจีเรียละเมิดเสรีภาพทางศาสนา องค์กรคริสเตียนกับนักการเมืองสหรัฐหลายคนชี้ว่าคริสตชนที่นั่นถูกคุกคาม ถูกทำร้าย

            ด้านไนจีเรียแย้งว่ารัฐบาลปกป้องพลเมืองของตนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ความจริงแล้วไม่มีการสังหารหมู่ผู้นับถือคริสต์แต่อย่างไร มีข้อมูลว่าเฉพาะปี 2025 คนไนจีเรียกว่า 8,000 ถูกสังหาร คนเหล่านี้บางส่วนนับถือคริสต์ บางส่วนเป็นมุสลิม

            ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่าหากสหรัฐลงมือจะเป็นอย่างไร คงเน้นโจมตีทางอากาศ ส่งหน่วยรบพิเศษจัดการผู้ก่อการร้ายบางจุด ใช้โดรนไล่ล่าผู้ก่อการร้ายเหมือนที่ทำเรื่อยมา ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในไนจีเรียอาจคล้ายสงครามต่อต้านก่อการร้ายกรณีอื่นๆ

            กรณีไนจีเรียเพิ่งเป็นข่าวไม่นาน จึงยังต้องติดตามความคืบหน้า เรื่องนี้น่าสนใจเพราะ รัฐบาลสหรัฐคิดใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องคนนับถือคริสต์ซึ่งไม่ใช่คนอเมริกัน หากทำเช่นนี้จริงในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นสงครามศาสนาหรือไม่

กรณีเวเนซุเอลา:

            รัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐนับทศวรรษทำนองเดียวกับอิหร่าน รัฐบาลสหรัฐพยายามปิดล้อม จ้องโค่นล้มรัฐบาลประเทศนี้

            ยกตัวอย่าง พฤษภาคม 2020 สื่อเวเนซุเอลาเผยแพร่คำสารภาพของอดีตทหารผ่านศึกอเมริกันคนหนึ่งที่ถูกจับได้ สารภาพว่าภารกิจคือจับตัวประธานาธิบดีมาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาไปสหรัฐ ด้านทำเนียบขาวชี้แจงทันทีว่ารัฐบาลสหรัฐไม่มีส่วนรู้เห็นปฏิบัติการดังกล่าว

            ไม่ว่าจริงเท็จอย่างไร ความเป็นปรปักษ์นั้นชัดเจน เมื่อทรัมป์ 2.0 ประกาศทำสงครามกับพ่อค้ายาเสพติด เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในเป้าหมายทันที ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่ ดูเหมือนจะมุ่งจัดการพ่อค้ายาที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวเนซุเอลาที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่

            รอบนี้รัฐบาลสหรัฐยกเรื่องเฟนทานิล (fentanyl) ซึ่งในทางการแพทย์เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) แต่บางคนใช้อย่างผิดๆ กลายเป็นยาเสพติด

            ตุลาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าตอนนี้สหรัฐกำลังทำสงครามกับพ่อค้ายาเสพติด ตีตราว่าพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย การทำสงครามสังหารคนพวกนี้เป็นการป้องกันตัวเอง พวกนี้เป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ ยาเสพติดทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตปีละหลายหมื่นคน ชี้ว่าพวกนี้มีกองกำลังนอกกฎหมาย พวกค้ายาเสพติดที่หมายถึงรวมทั้งพวกที่เป็นคนต่างชาติ สหรัฐปราบปรามทำสงครามทั้งในและต่างประเทศ ไม่สนใจว่าละเมิดอธิปไตยต่างประเทศหรือไม่

            ทรัมป์ชี้ว่าตนใช้อำนาจนี้ตามอำนาจพิเศษในยามสงคราม (Extraordinary Wartime Powers) ของประธานาธิบดี นักกฎหมายบางคนเห็นว่าทรัมป์ใช้อำนาจนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการค้ายาเสพติดต่างจากการถูกโจมตีด้วยกองกำลังติดอาวุธ

            Jack Reed สว.เดโมแครทชี้ว่าทรัมป์ “ทำสงครามลับกับทุกคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู” โดยปราศจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ กลายเป็นว่าเขาสามารถสั่งฆ่าใครก็ได้ด้วยกองทัพอเมริกัน

            ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ทรัมป์เดินหน้าใช้กำลังทหารจัดการพ่อค้ายาเสพติดแล้วหลายครั้งและยังคงดำเนินต่อไป ขยายมาทางเอเชียด้วย

ทรัพยากรน้ำมันและปราบให้เป็นตัวอย่าง:

            ในอีกมุมถูกตีความว่า รัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันของเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานเวเนซุเอลา การตีตราว่าประเทศนี้เป็นต้นเหตุภัยยาเสพติดช่วยเพิ่มข้อกล่าวหาอีกข้อ (ข่าวพ่อค้ายาเสพติดเวนาซุเอลาน่าจะจริง แต่โยงเข้ากับรัฐบาล เพิ่มความชอบธรรมที่สหรัฐจะล้มล้างรัฐบาลประเทศนี้) เป็นแนวทางเดิมๆ ที่สหรัฐใช้เสมอ

            ความพยายามเข้าครอบงำกลายเป็นเหตุให้เวเนซุเอลาต้องหันเข้าหาประเทศที่ยินดียื่นมือเข้าช่วย หนีไม่พ้นปรปักษ์สหรัฐอย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ

            ผลตามมาคือ รัฐบาลสหรัฐใช้โอกาสนี้จัดการเวเนซุเอลาให้เป็นตัวอย่างว่าใครที่หันเข้าหาปรปักษ์ของตนจะได้รับผลอย่างไร ใครที่ออกห่างตีจากสหรัฐจะต้องถูกลงโทษ

            สรุป ทรัมป์ 2.0 มาพร้อมกับการข่มขู่นานาชาติสารพัดวิธี เช่น ตัดความช่วยเหลือ ขู่ขึ้นภาษี จนถึงใช้กำลังทหาร บางกรณีลงมือแล้ว เช่น โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน กรณีที่น่าจับตามองมากคือเวเนซุเอลา ล่าสุดมีข่าวว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังตัดสินใจเล่นงานทางใดทางหนึ่งคือ 1.ไล่ล่าพ่อค้ายาเสพติด 2.ส่งกองกำลังยึดบ่อน้ำมัน 3.ล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา

            แนวทางทั้ง 3 สอดคล้องกับการวิเคราะห์ที่ว่า หลายปีแล้วที่รัฐบาลสหรัฐหวังฮุบบ่อน้ำมัน ทรัมป์ 2.0 ยกเรื่องปราบปรามยาเสพติด เพิ่มความชอบธรรมที่จะเล่นงานประเทศนี้ การล้มรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นนโยบายดั้งเดิมและเคยพยายามลงมือแล้ว

            การข่มขู่และลงมือจริงของทรัมป์ 2.0 เป็นหลักฐานชี้ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์ทำอย่างไรตามหลัก “America First"      นักวิเคราะห์บางคนตีความว่า สหรัฐมองโลกเป็นสมรภูมิแห่งผลประโยน์ ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นได้ ไม่สนใจว่าคนอื่นเสียอะไร แม้กระทั่งพันธมิตรใกล้ชิด บางคนจึงตีความว่าทรัมป์เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย (mafia state)

9 พฤศจิกายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10585 วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม :

1. China strongly condemns US attacks on Iran and the bombing of nuclear facilities under the safeguards of the IAEA: Chinese envoy. (2025, June 23). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202506/1336736.shtml

2. No proof that Iran was going to make nuclear weapons: Ambassador shares video of IAEA chief. (2025, June 18). Gulf News. Retrieved from https://gulfnews.com/world/mena/did-not-have-any-proof-of-effort-to-move-into-a-nuclear-weapon-iaea-chief-on-iran-1.500167511

3. Trump ‘Determined’ the U.S. Is Now in a War With Drug Cartels, Congress Is Told. (2025, October 1). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/10/02/us/politics/trump-drug-cartels-war.html

4. Trump insists nuclear deal won’t let Iran enrich uranium. (2025, June 7). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/liveblog-june-07-2025/#liveblog-entry-3566633

5. Trump threatens Iran with bombing, tariffs if nuclear deal not reached. (2025, March 31). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/156442-trump-threatens-iran-with-bombing-tariffs-if-nuclear-deal-not-reached

6. Trump Threatens Military Action in Nigeria Over Protections for Christians. (2025, November 2). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/11/01/world/africa/trump-nigeria-military.html

7. Trump threatens to launch attacks in Nigeria over ‘killing of Christians’. (2025, November 2). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2025/11/1/trump-threatens-to-launch-attacks-in-nigeria-over-killing-of-christians

8. Trump Weighs Options, and Risks, for Attacks on Venezuela. (2025, November 4). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/11/04/us/politics/trump-weighs-attacks-venezuela.html

9. Venezuela TV shows 'US citizens confessing over failed coup'. (2020, May 6). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-latin-america-52568475

-----------------

“No Kings” ต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (2)

ฝ่ายต่อต้านเห็นว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ในขณะเดียวกันทรัมป์ได้รับการสนับสนุนทั้งจากสส. สว. รีพับลิกันและฐานเสียงที่เข้มแข็ง

            การประท้วง "No Kings" (ไม่เอาเจ้า) น่าสนใจเพราะรวมคนอเมริกันหลายล้าน คนเหล่านี้มาจากหลายสาขาอาชีพ จากกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายและกลุ่มหัวก้าวหน้ากว่า 200 องค์กรทั่วประเทศ แกนนำหลักคือ “Indivisible” เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนระดับรากหญ้า นอกจากนี้ยังมีแนวร่วมสำคัญอื่นๆ เช่น สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberties Union: ACLU) กลุ่มสิทธิผู้บริโภค Public Citizen สหภาพแรงงานครู (American Federation of Teachers) กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Campaign กลุ่ม MoveOn และ United We Dream

            การประท้วงเกิดตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ยังเป็นประเด็นเดิม เฉพาะปี 2025 ชุมนุมใหญ่ครั้งแรกเมื่อมิถุนายนในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 79 ปีของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคนในกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

            ตุลาคม 2025 จัดขึ้นทั่วทั้ง 50 รัฐ ในเมืองใหญ่และเมืองเล็กกว่า 2,500 แห่ง มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคนเช่นกัน โดยใส่เสื้อผ้าสีเหลือง

            น่าชื่นชมว่าเป็นการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ทางการเฝ้าระวังเหตุร้ายอย่างดี

ที่มาของ "No Kings" กับ "Presidential King":

            รากฐานสโลแกน "No Kings" (ไม่เอาเจ้า) มาจากประวัติศาสตร์ปฏิวัติอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1776 ประกาศอิสรภาพจากราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (ในที่นี้ขอใช้คำว่าอังกฤษ) ตรงกับสมัยกษัตริย์จอร์จที่ 3 (George III) ผู้ประท้วงใช้สโลแกนนี้เพื่อเชื่อมโยงพฤติกรรมของทรัมป์กับแนวคิดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่คนอเมริกันต่อต้านจนแยกตัวออกเป็นประเทศ

            ตอกย้ำว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่อำนาจผู้ปกครองถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ระบอบราชาอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งบัดนี้กำลังถูกสั่นคลอนด้วยรัฐบาลทรัมป์

            ผู้ร่วมชุมนุมต้องการชี้ว่า "โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่ราชา" อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

            ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก มีคนเอ่ยถึงทรัมป์ด้วยคำว่า "Presidential King" (ประธานาธิบดีที่ใช้อำนาจเยี่ยงราชา) ชี้ว่าประธานาธิบดีในระบอบประชาธิปไตยมีพฤติกรรมหรือใช้อำนาจราวกับว่าตนเองเป็นกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้นำที่มองว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ผูกมัดด้วยรัฐธรรมนูญ และคาดหวังความภักดีจากทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข

ลักษณะสำคัญของ "Presidential King":

            ในกรณีของทรัมป์

          1) ใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ

            ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ก็ถูกวิพากษ์ว่ามักใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ มีพฤติกรรมยึดว่าตนมีอำนาจสูงสุด โดยไม่เคารพหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และพยายามก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการ เช่น ใช้คำสั่งบริหารของประธานาธิบดี (Executive Order) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ผ่านสภา ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

            พยายามให้ประธานาธิบดีมีอำนาจทางทหารมากขึ้น เช่น ให้กองทัพจัดสวนสนามในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งตรงกับวันเกิดของทรัมป์และวันครบรอบของกองทัพบกสหรัฐ ถูกวิจารณ์ว่านำทหารมาข้องเกี่ยวกับการเมือง การส่ง national guard เข้าหลายเมืองหลายรัฐที่ถูกวิพากษ์ว่าไม่จำเป็น

            เหตุสั่งให้กองทัพล่าสังหารเรือของพ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติเป็นประเด็นล่าสุด ที่ถูกตั้งชี้ว่าผิดกฎหมาย วุฒิสมาชิก Mark Warner ถึงกับพูดว่าประธานาธิบดี “บ่อนทำลายประชาธิปไตยของเรา” แต่ทรัมป์ไม่สนใจยังเดินหน้าใช้วิธีนี้ต่อไป

            ตามรัฐธรรมนูญประธานาธิบดีมีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร และมีอำนาจพิเศษในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ ทรัมป์พยายามยึดว่าประธานาธิบดีมีอำนาจสูงสุดเหนือทุกอำนาจ อ้างเหตุผลทำเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

          2) มองว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย

            หลายนโยบายของทรัมป์หมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย พยายามใช้อำนาจเกินตัว ไม่เหมาะกับสถานการณ์ นโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นอีกประเด็นที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล

            แสดงท่าทีว่ากฎหมายที่ใช้กับพลเมืองทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้กับตนเอง ประธานาธิบดีมีสิทธิพิเศษ พยายามใช้สิทธิพิเศษกับคดีความของตนทั้งที่เกิดในกับนอกช่วงดำรงตำแหน่ง พยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องตนเองและพวกพ้อง

          3) เรียกร้องความภักดีส่วนบุคคล

            ตามกฎหมายประธานาธิบดีบัญชาการตามสายงาน ขอบเขตกฎหมาย เจ้าหน้าที่ทุกนายลูกจ้างรัฐทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย จงรักภักดีต่อประเทศ อเมริกาที่เป็นของคนอเมริกัน

            ทรัมป์คาดหวังให้เจ้าหน้าที่รัฐ สมาชิกพรรค แม้กระทั่งกองทัพ ให้ภักดีต่อตัวเขาเป็นการส่วนตัว มากกว่าภักดีต่อรัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติ ใครไม่ภักดีจะถูกมองว่าเป็นศัตรู

          4) โจมตีสถาบันตรวจสอบอำนาจ

            มักโจมตีหรือลดทอนความน่าเชื่อถือสถาบันเสาหลักประชาธิปไตย เช่น สื่อมวลชน ระบบยุติธรรม และหน่วยงานข่าวกรองที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกับความต้องการของตน

            ทรัมป์พูดว่าสื่อมวลชนเป็นศัตรูของประชาชน ระบบศาลยุติธรรมต่อต้านประธานาธิบดี กระบวนการเลือกตั้งไม่โปร่งใส (ทรัมป์ยืนยันการเลือกตั้งปี 2020 ตนแพ้เพราะถูกโกงอย่างเป็นระบบ ฝ่ายทรัมป์ฟ้องหลายศาลหลายรัฐ ได้คำตอบว่าการเลือกตั้งมีความผิดพลาดบ้าง แต่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค คะแนนที่คาดเคลื่อนไม่มีผลต่อแพ้ชนะ ถึงกระนั้นทรัมป์ยืนยันว่าตนแพ้เพราะโดนโกง)

          5) ไม่ยอมรับความเห็นต่าง

            ระบอบประชาธิปไตยเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นหลากหลาย แต่ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคือการโจมตีส่วนบุคคล กระทั่งชี้ว่าความเห็นต่างคือการทรยศชาติ

            ทรัมป์ตีความว่าใครที่คิดเห็นต่างนั้นผิดหมด ตนถูกต้องที่สุดแล้ว บางคนที่เห็นต่างเพราะมุ่งเล่นงานทางการเมือง

            มกราคม 2017 ทรัมป์กล่าวว่าสื่อส่วนใหญ่เชื่อถือไม่ได้ (dishonesty) จอมปลอม (deceit) และหลอกลวง (deception) ทำตัวคล้ายพรรคฝ่ายค้าน สื่อไม่ยุติธรรมต่อตน ตีตราว่าตนเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ต้น

            อีกหลักฐานที่ชี้ชัดคือทรัมป์มักจะปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เห็นว่าไม่ภักดีต่อตน กระทั่งคิดเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System) นักกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าประธานาธิบดีไม่น่าจะมีอำนาจปลดประธาน Fed เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล (เช่น การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย) แต่ด้วยทรัมป์เห็นว่าประธาน Fed คนปัจจุบันไม่ทำตามความต้องการ จึงพยายามกดดันครั้งแล้วครั้งเล่า

            ในอีกมุมตีความว่า ในฐานะผู้นำประเทศอยากให้ทุกหน่วยงาน (แม้กระทั่งองค์กรอิสระ) สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ร่วมกันเอาชนะความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่กำลังประสบปัญหาขาดดุลการค้าการคลัง แต่ข้อนี้ถูกวิพากษ์ว่าเสียการถ่วงดุล อันตรายมากหากผู้นำประเทศนำผิดทิศผิดทาง

            ผลโพลครั้งแล้วครั้งเล่าสรุปว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่ารัฐบาลไปผิดทิศผิดทาง

          6) ลัทธิบูชาตัวบุคคล (Cult of Personality)

            ทรัมป์จะพยายามสร้างบรรยากาศที่ยกย่องเชิดชูตนเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ไร้ที่ติ ความสำเร็จของชาติขึ้นอยู่กับตัวเขาเพียงคนเดียว มักชี้ผู้นำคนอื่นพรรคอื่นแย่ (เพื่อสะท้อนว่าตัวเองดี) แต่ละนโยบายจะบอกว่าได้ผลดีที่สุด ดีที่สุดในรอบร้อยปี ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นประธานาธิบดี

            พวกที่ต่อต้านเห็นว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ในขณะเดียวกันควรเข้าใจว่าทรัมป์ได้รับการสนับสนุนทั้งจากสส. สว. รีพับลิกันและฐานเสียงที่เข้มแข็ง การประท้วง "No Kings" จึงเป็นการแสดงออกตามหลักประชาธิปไตย ส่วนในอนาคตสหรัฐจะกลายเป็นอำนาจนิยมหรือไม่ เป็นเรื่องน่าติดตามเพราะจะส่งผลต่อนานาชาติ

2 พฤศจิกายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10578 วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568)

-------------

บรรณานุกรม :

1. Democrats Condemn Trump Administration for Secrecy on Boat Strikes. (2025, October 30). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/10/30/us/politics/trump-democrats-boat-strikes.html

2. President Trump defends Steve Bannon, slams the media as the ‘opposition party’. (2017, January 28). New York Daily News. Retrieved from http://www.nydailynews.com/news/politics/trump-defends-bannon-slams-media-opposition-party-article-1.2957936

-----------------

“No Kings” ต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (1)

สหรัฐอเมริกามาจากการต่อต้านระบอบกษัตริย์ บัดนี้ทรัมป์ใช้อำนาจเยี่ยงราชา ชาวอเมริกันจึงต่อต้าน ไม่อยากให้ประเทศกลับสู่ยุคที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตัวคนเดียว

            การประท้วง "No Kings" (ไม่เอาเจ้า) เป็นขบวนการใหญ่ ประสานงานทั่วประเทศ เจาะจงตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผู้ประท้วงเห็นว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่อคนจำนวนมาก อาจมีผลต่อการเมืองการปกครองของประเทศในอนาคต


(ํYouTube: No Kings: สโลแกนเขย่าการเมือง)

ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์:

            ผู้ติดตามการเมืองสหรัฐจะเห็นข่าวหรือเสียงวิพากษ์ “ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์” ประโยคนี้เป็นการพูดอย่างสุภาพ เลี่ยงคำว่า “เผด็จการ” อาจตีความว่ายังไม่ฟันธงว่าทรัมป์เป็นคนเช่นนั้นจริงๆ เพียงแค่แสดงอาการบางครั้งบางคราว หรือเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง

            ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์ปรากฏตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก บางคนชี้ว่าเป็น "Presidential King" (ประธานาธิบดีเยี่ยงราชา) วิพากษ์ประธานาธิบดีใช้อำนาจราวกับตนเองเป็นราชาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มองว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ผูกมัดด้วยรัฐธรรมนูญ และคาดหวังความภักดีจากทุกคนโดยปราศจากเงื่อนไข (ภักดีต่อตนมากกว่าภักดีต่อประเทศ)

การประท้วง "No Kings":

            การประท้วง "No Kings" (ไม่เอาเจ้า) อ้างอิงรากฐานการก่อตั้งประเทศที่ปฏิเสธระบอบกษัตริย์ อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ปกครองเพียงคนเดียว ที่เดิมสหรัฐเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ

            คนอเมริกันต่อต้านระบอบกษัตริย์รุนแรง เพราะประวัติศาสตร์ประเทศมาจากการต่อต้านกษัตริย์อังกฤษที่ปกครองสหรัฐยาวนาน เพิ่งแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อ 250 ปีนี้เอง ความคิดเช่นนี้ถูกปลูกฝังในคนอเมริกัน อยู่ในตำราเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย เมื่อคนอเมริกันพูดถึงเสรีภาพ ความเสมอภาค นอกจากหมายถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ยังโยงถึงประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเป็นอาณานิคม คนอเมริกันเป็นชาวอาณานิคม ไม่ใช่พลเมืองเต็มขั้น

            ในศตวรรษที่ 21 นี้พวกเขาจะไม่ยอมกลับไปอยู่ในระบอบกษัตริย์อีก


ต้นเหตุแยกออกจากอังกฤษ:

            บางคนคิดว่าจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอเมริกามาจากประชาชน ข้อมูลหลักฐานชี้ว่ามาจากการแตกหักของชนชั้นปกครองด้วยกันเอง

            ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 รัฐบาลอังกฤษไม่ได้ควบคุมอาณานิคมอเมริกาอย่างเข้มงวด เก็บภาษีต่ำ อำนาจของรัฐบาลอังกฤษอยู่แต่ในเมืองใหญ่ๆ หลังทศวรรษ 1760 อังกฤษขาดดุลงบประมาณจากการขยายอำนาจ การรักษาอาณานิคมทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามเจ็ดปีในยุโรป (Seven Years' War; 1756 – 1763) จึงต้องหารายได้เพิ่ม อเมริกาคือหนึ่งในเป้าหมาย

            1764 รัฐบาลอังกฤษประกาศใช้กฎหมายภาษีน้ำตาล (Sugar Act) เพิ่มภาษีสินค้าส่งออก ทำให้ราคาน้ำตาล กาแฟ ไวน์ที่ส่งออกจากอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น (เป็นปัญหากับพ่อค้าอเมริกัน)

            ปีถัดมาประกาศใช้ Stamp Act ทำให้สินค้านำเข้าทุกอย่างจากอังกฤษที่ทำจากผลิตภัณฑ์กระดาษเพิ่มสูงขึ้น เช่น หนังสือ (สมัยนั้นหนังสือส่วนใหญ่นำเข้าจากอังกฤษ)

            ชาวอาณานิคมเห็นว่าถ้าเก็บภาษีมากเช่นนี้ พวกตนควรมีตัวแทนในสภาอังกฤษ เป็นปากเป็นเสียงแก่ตัวเอง จึงเกิดนโยบาย “No taxation without representation

            อธิบายรายละเอียด ผลของการขึ้นภาษี กระทบรายได้ของพ่อค้าเมืองนิวอิงแลนด์กับเจ้าของไร่ทางภาคใต้มากที่สุด ทั้ง 2 กลุ่มจับมือร่วมกันประกาศ “No taxation without representation ต่อต้านภาษีดังกล่าว แตกหักกับพวกจงรักภักดีต่อราชวงศ์ และหันไปร่วมมือกับอีก 2 กลุ่มที่เหลือคือพวกเจ้าของกิจการร้านค้า ช่างฝีมือ และพวกเจ้าของไร่นาขนาดเล็ก เกิดเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

            ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอังกฤษเริ่มชุมนุมประท้วงและคว่ำบาตรสินค้าอังกฤษ จัดตั้งกลุ่มต่อต้านชื่อ Sons and Daughters of Liberty มีทั้งชุมนุมอย่างสงบกับใช้ความรุนแรง เช่น เผาบ้านผู้ว่าการเจ้าอาณานิคมที่บอสตัน

            ปี 1765 นี้เอง 9 ใน 13 รัฐส่งตัวแทนเข้าประชุม Stamp Act Congress เพื่อส่งหนังสือถึงกษัตริย์อังกฤษ เรียกร้องขอมีตัวแทนในรัฐสภาอังกฤษ การประชุมนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างประเทศอเมริกา แต่ฝ่ายอังกฤษเห็นว่าการมีตัวแทนสหรัฐทำให้รัฐสภาขาดประสิทธิภาพ ตัวแทนที่มีอยู่แล้วมุ่งรักษาประโยชน์สูงสุดของอังกฤษกับอาณานิคมอยู่แล้ว

          เกิดกระแสต่อต้านอำนาจรัฐบาลอังกฤษ เห็นว่าเป็นต้นเหตุโครงสร้างการเมืองและสังคมที่ไม่ชอบธรรม แต่ยังไม่ถึงขั้นขอแยกตัวเป็นเอกราช

            ช่วงนี้ยังไม่มีแนวคิดปฏิวัติแต่กระแสต่อต้านรัฐบาลอังกฤษลุกโชน มีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น Sons of Liberty สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเมื่ออังกฤษส่งทหาร 4,000 นายมาที่บอสตัน มีนาคม 1770 ทหารอังกฤษยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมจนเสียชีวิต 5 ราย กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ชื่อว่า “การสังหารหมู่บอสตัน” (Boston Massacre)

            ผลการคว่ำบาตรเครื่องดื่มชา ทำให้ชาค้างในคลังสินค้าจำนวนมาก ผลกำไรลดฮวบ ค.ศ.1773 รัฐบาลอังกฤษจึงแก้ไขด้วยการให้บริษัท East India Company ส่งใบชามาขายในอเมริกาโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางของนิวอิงแลนด์ กระทบผลประโยชน์พ่อค้ากลุ่มนี้โดยตรง เกิดกระแสต่อต้านใหญ่อีกครั้ง Samuel Adams กับพวกขึ้นเรืออังกฤษ 3 ลำที่มาเทียบท่าเมืองบอสตัน แล้วโยนลังบรรจุใบชา 342 ลังลงทะเล กลายเป็นประวัติศาสตร์อเมริกาที่เรียกว่าเหตุการณ์ “Boston Tea Party of 1773

Boston Tea Party of 1773

          นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเป้าหมายของ Samuel Adams คือหวังให้รัฐบาลอังกฤษตอบโต้ เกิดเหตุบานปลาย เพื่อเป็นข้ออ้างแยกตัวเป็นเอกราช

            5 เดือนต่อมารัฐบาลอังกฤษตอบโต้ด้วยหลายมาตรการ เช่น ไม่ใช้ท่าเรือบอสตันเป็นท่าเรือค้าขายอีกต่อไป (กระทบพ่อค้าเมืองนิวอิงแลนด์) เปลี่ยนผู้ว่าการเมืองแมสซาชูเซตส์ กีดกันไม่ให้คนเดินทางไปฝั่งตะวันตกของอเมริกา กระทบต่อผลประโยชน์ของเจ้าของไร่ทางภาคใต้ที่ต้องการเข้าถึงดินแดนฝั่งนั้น

            ผลจากมาตรการเหล่านี้เป็นดังราดน้ำมันเข้ากองเพลิง ให้พวกหัวรุนแรง (radicals) ใช้เป็นเหตุต้านรัฐบาลอังกฤษ

            กันยายน 1774 ฝ่ายต่อต้านจัดการประชุมรวมแกนนำทั้งประเทศ First Continental Congress แถลง Declaration of Rights and Resolves ให้อาณานิคมมีสิทธิ์ต่างๆ มากขึ้น มีส่วนร่วมกำหนดอัตราภาษี แต่กษัตริย์จอร์จที่ 3 (George III) แห่งอังกฤษไม่ยอมรับเงื่อนไข เมษายน 1775 เกิดเหตุปะทะกันอีกที่แมสซาชูเซตส์ ทหารฝ่ายอาณานิคมเสียชีวิต 8 นาย ทหารอังกฤษ 16,000 นายควบคุมบอสตัน

            วิเคราะห์: แท้จริงแล้วพื้นที่เผชิญหน้าอยู่ในขอบเขตจำกัดมาก รวมๆ แล้วคือ ตัวเมืองของแมสซาชูเซตส์ ผู้เสียชีวิตจากการปะทะ (ช่วงปี 1770 กับ 1775) รวมกันแค่ไม่กี่ราย แต่ฝ่ายสหรัฐซึ่งหมายถึงชนชั้นปกครองตีความว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก จนทนเป็นอาณานิคมอีกไม่ได้แล้ว

            1776 ที่ประชุม Second Continental Congress เริ่มต้นด้วยการเสนอรอมชอมกับอังกฤษแต่ถูกปฏิเสธ อังกฤษส่งทหารเข้าอเมริกาอีก 20,000 นาย

            พฤษภาคม 1776 เวอร์จิเนียเป็นรัฐแรกที่เรียกร้องแยกตัวออกจากอังกฤษ

            ที่ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนหนึ่งร่าง “คำประกาศอิสรภาพ” (The Declaration of Independence) เนื้อหาส่วนหนึ่ง เช่น “มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นอย่างเท่าเทียม” ปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพ และสามารถแสวงหาความสุข (life, liberty, and the pursuit of happiness)

            เนื้อหาส่วนใหญ่อยู่บนหลักของนักปรัชญาการเมือง เช่น จอห์น ล็อค (John Locke) ที่ชี้ว่า พลเมืองมีสิทธิล้มรัฐบาลของตนถ้ารัฐบาลไม่ยุติธรรม เป็นทรราช (unjust or tyrannical) เพราะรัฐบาลมีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไม่ใช่เพื่อชนชั้นอำนาจ

            4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 อาณานิคม 13 แห่งรวมตัวประกาศอิสรภาพกลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันไม่อยู่ภายใต้ผู้นำตามระบอบกษัตริย์ อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของผู้ปกครองเพียงคนเดียว

            จะเห็นว่ามูลเหตุคือความขัดแย้งของชนนชั้นนำในอเมริกากับรัฐบาลอังกฤษ จากประเด็นภาษี ส่งผลต่อกำไรขาดทุนของพ่อค้ากับชนชั้นนำ การต่อต้านจนถึงการขับเคลื่อนประกาศเอกราชก็อาศัยชนชั้นนำเป็นหลัก

          ในที่สุดเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาตามระบอบประชาธิปไตย แต่บัดนี้ทรัมป์พยายามใช้อำนาจเยี่ยงราชา กำลังเปลี่ยนให้ประเทศกลับสู่ระบอบการปกครองที่ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้ง คนอเมริกันจึงเรียกร้อง “No Kings”

26 ตุลาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10571 วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568)

--------------

บรรณานุกรม :

1. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.

2. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.

3. O'Connor, Karen., Sabato, Larry J., Yanus, Alixandra B. (2011). American Government: Roots and Reform (2011 Texas Edition). USA: Pearson Education.

-----------------