อาเบะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มุมมองของฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน

เกือบ 2 เดือนเต็มหลังจากที่นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เมื่อปลายปีที่แล้ว กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศกับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางการจีน เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือที่ออกมาประท้วง เกิดการตอบโต้ไปมา และลุกลามไปสู่ประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ
            ความขัดแย้งอันเนื่องจากศาลเจ้ายาสุกุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นซ้ำหลายรอบแล้ว แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและยังเป็นประเด็นร้อนในปัจจุบัน การจะเข้าใจดังกล่าวจำต้องเอ่ยถึงเรื่องราวของศาลเจ้าก่อนดังนี้
ความหมายโดยนัยของศาลเจ้ายาสุกุนิ :
            ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นศาลเจ้าของลัทธิชินโต (Shinto) สร้างขึ้นเมื่อค.ศ.1869 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิให้เป็นสถานที่สถิตดวงวิญญาณของวีรชน เป็นที่เก็บอัฐิ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้สักการะทหารหาญผู้พลีชีพ ปัจจุบันมีรายชื่อถึง 2.47 ล้านคน ในจำนวนนี้ราว 2 ล้านคนเป็นผู้เสียชีวิตจากช่วงปี 1931-1945 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
            ตามความเชื่อของลัทธิชินโต วีรชนเหล่านี้จะได้รับการสักการะในฐานะ “เจ้า” ผู้ปกปักษ์รักษาและอำนวยพรแก่คนรุ่นหลัง
            ในอีกด้านหนึ่ง ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ลัทธิทหารนิยม ประวัติศาสตร์สงคราม หลายเรื่องราวที่ยังเป็นข้อถกเถียงระหว่างประเทศ
            ประเด็นปมขัดแย้งหลักอยู่ตรงที่การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มีค่าเท่ากับให้ความเคารพต่อทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งบุคคลสำคัญ 14 คนที่ถือว่าเป็นอาชญากรสงครามระดับ A (Class A) หลายคนเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างนานกิง (ช่วงเดือนธันวาคม 1937-กุมภาพันธ์ 1938) ที่กองทัพญี่ปุ่นละเมิดกฎหมายสงคราม (Law of War) และสนธิสัญญาอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นได้ลงนาม ใจความหลักคือ การทำสงครามรุกราน (Aggressive War) เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเป็นความผิด มีบทลงโทษต่อบุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐ ซึ่งใช้สงครามรุกรานชาติอื่นเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย เพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติ
            เฉพาะกรณีการทำลายล้างนานกิง มีคำพิพากษาว่าบุคคลสำคัญระดับผู้นำ รวมทั้งนายฮิเดกิ โตโจ (Hideki Tojo) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยนั้น ได้สมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นการละเมิดกฎหมายสงครามในช่วง 6 สัปดาห์แรกของการยึดครองนานกิง ทหารญี่ปุ่นได้สังหารเชลยศึกและพลเมืองไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน และข่มขืนสตรีมากกว่า 2 หมื่นราย
            แต่นับจากปี 1978 เป็นต้นมา ทั้ง 14 คนได้รับการยกย่องว่าเป็น เจ้า ของลัทธิชินโต ซึ่งผูกโยงกับการบูชาจักรพรรดิ ส่งเสริมให้ประชาชนจงรักภักดีต่อรัฐบาลและสนับสนุนการทำสงคราม

            นอกจากการเป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ศาลเจ้ายาสุกุนิยังมีเป้าหมายให้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ไม่ผ่านประสบการณ์สงคราม และไม่มีคนในครอบครัวที่เสียชีวิตจากสงครามได้เรียนรู้ซึมซับเรื่องราวในอดีต ซึ่งได้ผลพอสมควร กิจกรรมในหลายเทศกาลได้ดึงดูดผู้เข้าสักการะครั้งละนับแสนคน เช่น ช่วงปีใหม่ เทศกาลเฉลิมฉลอง ‘Summer all Souls’ (Obon) มีประชาชนผู้เข้าร่วมงาน 2-3 แสนคน
            ศาลเจ้ายาสุกุนิจึงมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองของประเทศ มุ่งส่งเสริมลัทธิชาตินิยม ให้รู้สึกรักประเทศ มีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่นับถือลัทธิชินโต (ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรราว 127.2 ล้านคน (ข้อมูลปี 2013) ร้อยละ 83.9 นับถือลัทธิชินโต ร้อยละ 71.4 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2 นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือร้อยละ 7.8 นับถือศาสนาอื่นๆ เหตุที่จำนวนเปอร์เซ็นต์รวมเกิน 100 เนื่องจากหลายคนนับถือทั้งลัทธิชินโตกับศาสนาพุทธพร้อมกัน)
            ญี่ปุ่นมีศาลเจ้าจำนวนมาก แต่ศาลเจ้ายาสุกุนิมีความพิเศษแตกต่าง เป็นที่เก็บอัฐิของวีรชน เป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ยุคลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เป็นที่ซึ่งบุคคลสำคัญของประเทศจะไปเคารพสักการะ
            โดยไปทั่ว การที่ผู้นำประเทศคนหนึ่งไปวัดไปโบสถ์ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องที่ผู้นำนานาประเทศกระทำเป็นปกติ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน แต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตนเอง ในที่นี้ขอนำเสนอเหตุผลสำคัญและข้อโต้แย้งบางประการ ดังนี้

ศาลเจ้าเป็นตัวแทนของแนวคิดการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อจักรพรรดิ :
            ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าศาลเจ้าเป็นตัวแทนของแนวคิดการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อจักรพรรดิญี่ปุ่น เป็นความเชื่อบนพื้นฐานที่ว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นผู้ปกครองโลก ชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เหนือกว่าชนชาติใดในโลก สมควรจะเป็นผู้ปกครองเอเชีย การที่ชาวญี่ปุ่นสมัครเป็นทหารเข้าทำสงครามจึงเป็นเรื่องที่มีเกียรติ สมควรยกย่อง เช่นเดียวกับที่ตัวสงครามได้รับการสดุดีว่าเป็น “สงครามศักดิ์สิทธิ์”
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทหารญี่ปุ่นจึงทำสงครามโดยพื้นฐานของความเชื่อ หลายคนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ เห็นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม กำลังช่วยชาวเอเชียให้ได้รับสิ่งดีที่มาจากญี่ปุ่น แต่ในมุมของผู้ถูกรุกราน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือเกาหลีย่อมไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเช่นนั้น
            หากมองในภาพกว้างจะเห็นได้ว่า ในยุคล่าอาณานิคม ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกอ้างการสร้างความเจริญแก่พวกผิวเหลือง ผิวดำ ส่วนลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นอ้างเรื่องปลดปล่อยชาวเอเชียจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก และสร้างความไพบูลย์ของชาวเอเชียร่วมกัน

            แม้ว่าความเชื่อดังกล่าวจะขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนชาติอื่น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรวมทั้งบุคคลผู้มีตำแหน่งระดับสูงหลายคนในปัจจุบัน ยังคงมองการทำสงครามของญี่ปุ่นในแง่การปลดปล่อยชาวเอเชีย เช่น ในปี 1994 นายชิน ซากุไร รัฐมนตรีทบวงสิ่งแวดล้อม กล่าวอย่างชัดเจนว่า “การทำสงครามของญี่ปุ่นไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการช่วยปลดปล่อยประเทศในเอเชียจากการตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก และยังเป็นการช่วยให้ประเทศในเอเชียสามารถพัฒนาประเทศในภายหลัง”
            ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่า จนถึงทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากสนับสนุนนายกฯ ญี่ปุ่นให้ไปสักการะศาลเจ้า เฉพาะสมาชิกของสมาคมผู้สูญเสียจากสงคราม 1 ล้านครอบครัวให้การสนับสนุนเต็มที่
            ในขณะเดียวกัน ใช่ว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนจะเห็นด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี ยาสึฮิโร นากาโซเนะ (Yasuhiro Nakasone) เคยกล่าวเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า การรื้อฟื้นชาตินิยมญี่ปุ่น “จะสร้างความรู้สึกเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัฐบาลของประเทศที่เกี่ยวข้อง ดังที่ได้แสดงให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ในปัจจุบัน”

นายกรัฐมนตรีไปเยือนศาลเจ้าส่อนัยยะอะไร :
            ประเทศที่คัดค้านการเยือนอย่างรุนแรง เช่น จีน จะตั้งคำถามว่าการที่ผู้นำประเทศญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ามีความหมายอย่างไร คำถามที่เจาะจงกว่านี้คือ ทหารผู้เสียชีวิตเหล่านั้นประกอบด้วยอาชญากรสงครามระดับ A ที่วางแผน ก่อการรุกรานประเทศอื่น ทำให้พลเรือนประเทศอื่นบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เกิดคำถามว่านายกฯ ญี่ปุ่นไปบูชาเทิดทูนอาชญากรสงครามด้วยเหตุผลใด อะไรคือเป้าหมายเบื้องหลัง
          The Rodong Sinmun สื่อของทางการเกาหลีเหนือชี้ว่า การที่ผู้นำประเทศเยือนศาลเจ้าคือการประกาศว่าอาชญากรสงครามเหล่านั้นเป็น “วีรบุรุษ” เป็น “ผู้รักชาติ” เป็นการประกาศว่าการทำสงครามรุกรานประเทศอื่นๆ ในสมัยนั้นเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง แสดงให้เห็นว่านายกฯ อาเบะฝักใฝ่ลัทธิทหารนิยม และพยายามชักชวนให้ชาวญี่ปุ่นเป็นเช่นนั้นด้วย
            ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะจีน เกาหลี จึงพยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นฝ่ายขวาส่อเจตนาใฝ่สงคราม ต้องการยึดครองประเทศอื่นๆ เป็นผู้สร้างความหายนะแก่ประเทศของพวกเขา และมักจะหยิบยกประวัติศาสตร์บางตอนขึ้นมาเพื่อบรรยายความโหดร้ายของสงครามสมัยนั้น เช่น การทำลายล้างนานกิง การบังคับหญิงต่างชาติให้เป็นหญิงบำเรอ (comfort women) การใช้แรงงานเยี่ยงทาส การนำมนุษย์มาทดลองอาวุธเคมีกับชีวภาพ
            ข้อมูลเหล่านี้ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยไม่เคยรับรู้มาก่อน เนื่องจากไม่อยู่ในตำราเรียนของพวกเขา ประวัติศาสตร์ยุคนี้ที่พวกเขาได้อ่านได้ฟังจากในประเทศไม่พูดทำนองนั้น
            นายเจฟ คิงส์ตัน (Jeff Kingston) ผู้ศึกษาเรื่องราวศาลเจ้ายาสุกุนิ ชี้ว่าตัวศาลเจ้ากับพิพิธภัณฑ์ยูชูกัง (Yushukan) ที่อยู่ติดกัน เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ มีเป้าหมายให้ผู้เข้าชมเข้าใจประวัติศาสตร์เพียงบางแง่มุมที่เชิดชูลัทธิชาตินิยม ลัทธิทหารญี่ปุ่น โดยไม่ยอมรับเรื่องการทำลายล้างนานกิง เรื่องหญิงบำเรอ อธิบายว่ากองทัพญี่ปุ่นเป็นผู้ปลดปล่อยชาวนานกิงให้สามารถอยู่อย่างสงบสุข ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือทหารญี่ปุ่นคนใดที่เข้าสนามรบเพื่อปล้นสะดม แต่เป็นการต่อสู้อย่างบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์ของครอบครัวและประเทศที่พวกเขารัก
            นายคิงส์ตันเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของศาลเจ้ายาสุกุนิกับพิพิธภัณฑ์ยูชูกัง คือการสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงคราม เป็นความชอบธรรมของผู้ชนะ

            ไม่ว่าศาลเจ้ากับพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายอย่างไร คนญี่ปุ่นที่ไปสักการะใช่ว่าจะเห็นตรงกันหมด ผู้ไปที่สักการะอาจไปด้วยหลายความหมาย บางคนอาจเป็นเพียงการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในสงคราม ไม่มีความหมายอื่น คนเหล่านี้เห็นว่าการแสดงความเคารพต่อทหารผู้เสียชีวิตในสงครามเป็นเรื่องที่สมควร เป็นเรื่องที่นานาประเทศกระทำ และไม่เห็นด้วยหากการไปสักการะที่ศาลเจ้ายาสุกุนิจะมีความหมายสนับสนุนอาชญากรสงคราม หรือสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายขวาจัด

            เรื่องความเชื่อทางศาสนาเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่จบสิ้น แต่สะท้อนอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน แม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน นี่ก็เป็นอีกความจริงของโลกเช่นกัน
            การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิของนายกฯ อาเบะ กลายเป็นตัวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องศาลเจ้ายาสุกุนิและประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เป็นเรื่องยาวและวิเคราะห์ได้อย่างซับซ้อน หลายแง่มุมหลายมิติ จะขอนำเสนอเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
23 กุมภาพันธ์ 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6319 วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557) 
---------------------
บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Aides give Abe a headache on history, U.S. alliance. (2014, February 21). Japan Today/Reuters. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/aides-give-abe-a-headache-on-history-u-s-alliance-2
3. Breen, John., & Teeuwen, Mark. (2010). A New History of Shinto. UK: Blackwell Publishing.
4. Central Intelligence Agency. (2014, February 2). The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ja.html
5. Challenge of Militarist Fanatic. (2014, February 4). The Rodong Sinmun. Retrieved http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2014-02-04-0013&chAction=T
6. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
------------------

การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับจีน อีกก้าวของการรวมชาติ

เป็นเวลา 65 ปีหลังจากที่ฝ่ายเจียง ไคเช็ค พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์จีน และได้ถอนร่นมาปักหลักที่ไต้หวัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนกับไต้หวันได้ร่วมกันประชุมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก การประชุมครั้งนี้มี นายจาง จื้อจวิน (Zhang Zhijun) หัวหน้าทีมฝ่ายจีนได้ประชุมกับนายหวัง อวี้ฉือ (Wang Yu-chi) ประธานฝ่ายไต้หวัน
ผลลัพธ์การประชุม :
            ประการแรก เปิดช่องทางการเสื่อสารระหว่าง 2 ฝ่าย
            ตัวแทนจาก 2 ฝ่ายได้ตกลงเปิดช่องทางการเสื่อสารระหว่างกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายสามารถติดต่อกันโดยตรงง่ายขึ้น ตัวแทนฝ่ายไต้หวันพูดว่า “สามารถใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อพูดคุยกันได้เลย” ไม่จำต้องมีสายด่วนพิเศษแต่อย่างไร ความสำเร็จของช่องทางการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ฝ่าย ในมุมหนึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในอีกมุมคือมาบัดนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ 2 ฝ่ายสามารถติดต่อกันและกันได้ทันที

            ประการที่สอง ไต้หวันแสดงท่าทีต้องการเข้าร่วม TPP RCEP
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องการคือ การได้สิทธิ์เข้าร่วม Trans-Pacific Partnership (TPP) กับ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ที่กำลังประชุมอยู่ในขณะนี้ ส่วนจีนต้องการให้ข้อตกลงกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Framework Agreement) ระหว่างจีนกับไต้หวันดำเนินต่อจนเสร็จสมบูรณ์ และต้องการเห็นว่าไต้หวันยังยึดติดกับนโยบายจีนเดียวก่อนที่จะยอมให้ไต้หวันไปเจรจาเข้ากลุ่มความร่วมมือการค้าอื่นๆ
            การแสดงท่าทีของเจ้าหน้าที่ไต้หวันดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการหยั่งเชิง ดูปฏิกิริยาของฝ่ายจีน เนื่องจากข้อเรียกร้องของไต้หวันคือต้องการมีส่วนร่วมในองค์กรระหว่างประเทศ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่าง RCEP ซึ่งจำต้องได้รับความเป็นชอบจากรัฐบาลจีน นอกจากนี้ การพบปะครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรกของระดับเจ้าหน้าที่ ความสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่ายจำต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ

            ประการที่สาม เรื่องการดูแลสุขภาพนักเรียนนักศึกษา
            ประเด็นหนึ่งที่พูดคุยคือการอนุญาตให้นักศึกษาชาวจีนในไต้หวันได้รับบริการตามระบบประกันสุขภาพของไต้หวัน เช่นเดียวกับนักเรียนไต้หวันที่จะได้รับบริการตามระบบประกันสุขภาพของประเทศจีน แต่การประชุมไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้
            ผลลัพธ์ทั้ง 3 ข้อรวมทั้งประเด็นอื่นๆ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นไปตามที่ตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายได้เอ่ยปากก่อนแล้วว่าการพบปะรอบนี้จะไม่มีการลงนามในเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรก และทุกอย่างก็เป็นไปตามคำกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากผลการประชุมเจรจาหลายอย่างน่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้ตกลงล่วงหน้าแล้ว ผลลัพธ์หลายอย่างที่ปรากฏจึงเป็นเรื่องของพิธีการ การแสดงออกให้สาธารณชนเห็นอย่างเป็นทางการ

            ประการที่สี่ ทางการจีนปฏิเสธการพบปะระหว่างผู้นำประเทศทั้ง 2 ฝ่าย
            ก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่จีนกล่าวว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการปูทางสำหรับกลไกการสื่อสารระหว่างกัน รวมทั้งการพบปะระหว่างประธานาธิบดีของทั้ง 2 ฝ่าย
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าเมื่อปีที่แล้ว หัวหน้าตัวแทนฝ่ายจีนกับไต้หวันได้พบปะเป็นการส่วนตัวในเวทีการประชุมเอเปก ที่บาหลี อินโดนีเซีย ในปีนี้จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม (จะจัดงานประชุมสุดยอดประจำปีในเดือนตุลาคม) จึงมีเสียงจากฝ่ายไต้หวันที่เห็นว่าเป็นโอกาสที่ประธานาธิบดีของทั้งสอง 2 ฝ่ายจะได้พบปะพูดคุย ซึ่งฝ่ายจีนยังลังเลใจ เพราะการพบปะจะเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลจีนยอมรับรัฐบาลไต้หวัน
            อุปสรรคการพบปะระหว่างผู้นำ 2 ฝ่ายคือ จะพบปะในฐานะใด เป็นการยอมรับอธิปไตยของไต้หวันหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายจีนยังไม่ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน ดังนั้น การพบปะจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว แต่ฝ่ายไต้หวันคงอยากให้พบปะในฐานะระหว่าง 2 “ประธานาธิบดี”
            ในอีกมุมหนึ่ง วันที่ 2 ประธานาธิบดีพบปะอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม คงเป็นวันที่ความสัมพันธ์ของ 2 ฝ่ายได้พัฒนาอย่างแนบแน่นมากแล้ว และน่าจะเป็นการพบปะเพื่อเจรจาเรื่องสำคัญ เป็นวันประวัติศาสตร์ เพราะประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดนั้นต้องเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องอธิปไตยของไต้หวัน สิ่งใดที่ฝ่ายหนึ่งต้องการ อีกฝ่ายย่อมต้องเรียกร้องกลับด้วยผลประโยชน์ระดับเท่ากันหรือใกล้เคียง
            เรื่องไม่จบลงเท่านี้ เพราะประเด็นไต้หวันไม่ใช่เรื่องระหว่างรัฐบาลจีนกับไต้หวันหรือชาวไต้หวันเท่านั้น ยังต้องมองในมุมกว้างกว่านี้ โดยเฉพาะผลประโยชน์ของสหรัฐที่คอยดูแลเรื่องความมั่นคงให้กับไต้หวันมาตลอด ต้องมองยุทธศาสตร์ภาพกว้างในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            ดังนั้น บริบทอันสุกงอมที่จะเอื้อให้ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายได้มาพบปะกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

            มีความเป็นไปได้ว่าประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว ซึ่งสนับสนุนนโยบายรวมชาติ อาจต้องการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพียงเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ว่าตนคือผู้นำไต้หวันคนแรกที่ได้พบปะผู้นำจีน และช่วยปูทางสู่การรวมชาติในอนาคต แต่ผลสรุปคือ ทางการจีนปฏิเสธการพบปะดังกล่าวในการประชุมเอเปกปีนี้ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ามาจากเหตุผลพื้นฐานว่าจีนยังไม่ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน จึงไม่อาจพบกันในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ มีข้อสังเกตว่าตลอดเวลาของการหารือ ฝ่ายจีนจะเรียกประธานาธิบดีหม่าว่า “นายหม่า” (Mister Ma) หรือ “ผู้นำหม่า” (Leader Ma)
            การประชุมเอเปกปีนี้ ประธานาธิบดีหม่าอาจไม่ไปร่วมงาน คงส่งตัวแทนไปเท่านั้น

การเยือน “ระดับเจ้าหน้าที่รัฐ” จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ :
             เมื่อพวกชาตินิยมพ่ายแพ้ได้พากลุ่มผู้สนับสนุนราว 2 ล้านคนอพยพย้ายมาอยู่ที่เกาะไต้หวัน และจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง ในทศวรรษ 1990 รัฐบาล 2 ฝ่ายเริ่มการติดต่อซึ่งกันและกัน
            ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลไทเป เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมรับรัฐบาลไทเปว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม มองว่าเป็นพวกกบฏที่หนีออกไปตั้งมั่นที่เกาะไต้หวันซึ่งจีนถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนมาโดยตลอด มีนโยบายห้ามไต้หวันประกาศว่าเป็นรัฐอธิปไตย
            ตลอดเวลาที่ผ่านมา 2 ฝ่ายจะพูดคุยผ่านบุคคลที่ไม่นับว่าข้าราชการหรือคนของทางการเต็มตัว แต่ด้วยการติดต่อสัมพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นจะว่าไปแล้ว หากจะใช้ช่องทางเดิมดำเนินต่อไปก็ย่อมทำได้ แต่ครั้งนี้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ “ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ “ของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีค่าเท่ากับรัฐบาลปักกิ่งยอมรับรัฐบาลไทเปในระดับหนึ่ง แม้ว่าสื่อ Xinhua กับสื่ออื่นๆ ของจีน จะเรียกนายหวัง อวี้ฉือ เจ้าหน้าที่รัฐ ตัวแทนฝ่ายไต้หวันว่าเป็น “ประธานคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของฝ่ายไต้หวัน” (head of the Mainland Affairs Council on the Taiwan side) การเรียกเช่นนี้ชี้ว่ารัฐบาลจีนยังไม่ได้ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งมีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐจีน (Republic of China)

            อย่างไรก็ตาม การยอมรับฐานะ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไต้หวัน นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่รัฐบาลจีนเริ่มแสดงท่าทีบางอย่างที่ “ยอมรับ” รัฐบาลไทเปมากขึ้น และเมื่อมีการพบปะอย่างเป็นทางการครั้งแรกย่อมน่าจะมีในครั้งต่อๆ ไป กลายเป็นการติดต่อระหว่าง “ฝ่ายราชการ” กับ “ฝ่ายราชการ”
            ดังนั้น การเจรจาหารือรอบนี้ แม้ไม่ได้ประสบผลสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่ในเชิงสัญลักษณ์ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว

วิเคราะห์องค์รวม : 2 ฝ่ายเห็นว่าปากท้องเรื่องสำคัญ
            หลังการปฏิวัติสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และจีนได้เปลี่ยนผู้นำประเทศจากประธานเหมา เจ๋อตง เป็นประธานเติ้ง เสี่ยวผิง จีนก็เริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เริ่มใช้กลไกตลาด เปิดเศรษฐกิจบางส่วนให้เชื่อมต่อกับตลาดโลก หลังจากที่ปิดประเทศไม่ติดต่อค้าขายกับประเทศที่ไม่ใช่สังคมนิยม เนื่องจากเริ่มตระหนักแล้วว่าประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องไม่แพ้เรื่องการเมืองการปกครอง
            เช่นเดียวกับรัฐบาลไต้หวัน หลังจากที่มัวครุ่นคิดเรื่องการยกกองทัพข้ามช่องแคบไต้หวันเพื่อกลับไปกอบกู้เอาดินแดนมาตุภูมิคืนจากพรรคคอมมิวนิสต์อยู่นานหลายปี ก็เริ่มตระหนักว่าชาวไต้หวันให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ไม่น้อยกว่าเรื่องการเมืองการปกครอง
            ด้วยความที่ 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้ และด้วยแรงผลักดันของนักธุรกิจหัวใสที่เห็นช่องทางทำธุรกิจ ที่สุดแล้ว 2 ฝ่ายก็หันเข้าหากันด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อปากท้องของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เก็บเรื่องความขัดแย้งในยุคที่ความเห็นต่างทางอุดมการณ์การเมืองเป็นความขัดแย้งรุนแรง ให้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ ที่รุ่นหลานรุ่นเหลนจะได้ศึกษาต่อไป

            เป็นเวลา 65 ปีแล้วนับจากฝ่ายชาตินิยมถอยร่นมาปักหลักที่เกาะไต้หวัน ณ วันนี้ ผลจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ยังเป็นมรดกตกทอดจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน เรื่องความแตกต่างทางการเมืองการปกครองยังเป็นประเด็นที่ต้องถกกันต่อไป ทางออกที่ดีอาจเป็นการปล่อยให้คนรุ่นหลานรุ่นเหลนในอนาคตเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจอาจเป็นเรื่องง่าย เพราะอยู่ภายใต้บริบทที่เอื้ออำนวย คนไต้หวันกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ใครอื่นไกล ตามหลักรัฐชาติ (Nation-state) สมัยใหม่ถือว่าคนชาติ (nation) เดียวกัน การรวมตัวแล้วแยกออก การแยกออกแล้วรวมตัวกันใหม่ เป็นเรื่องปกติของความเป็นไปในโลกนี้
            ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเมืองการปกครอง คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ผู้คนทั้ง 2 ฝ่ายจำนวนนับสิบนับร้อยล้านคน “กำลังดิ้นรนทุกวัน” เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรจึงจะได้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างอารยชน นี่ควรเป็นงานหลักของผู้ปกครองจีน ไม่ว่าจะจีนไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ หรือจีนใดๆ ก็ตาม
16 กุมภาพันธ์ 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6312 วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557) 
-----------------
บรรณานุกรม:
1. (Cross-Strait affairs chiefs hold first formal meeting. (2014, February 11). People’s Daily/Xinhua. Retrieved from http://english.peopledaily.com.cn/90785/8533026.html)
(Pu Zhendong and Zhao Shengnan. (2014, February 11). Meeting heralds 'new model' for cross-Straits talk. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/china/2014-02/11/content_17276099.htm)
(China, Taiwan hold first direct talks since 1949 split. (2014, February 11). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/china-taiwan-hold-first-direct-talks-since-1949-split/2014/02/11/beea8a92-92f3-11e3-b3f7-f5107432ca45_story.html)
 (EDITORIAL: Wang-Zhang: What lies beneath? (2014, February 13). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2014/02/13/2003583371)
(Taiwan's mainland affairs chief pays Sun Yat-sen tribute. (2014, February 12). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-02/12/c_133109252.htm)
(Wang-Zhang meeting gets on the way in Nanjing. (2014, February 11). Taiwan News. Retrieved from http://www.taiwannews.com.tw/etn/news_content.php?id=2410296)
(DPP ex-leader cautions about direct China contacts. (2014, February 14). Taiwan News. Retrieved from http://www.taiwannews.com.tw/etn/news_content.php?id=2413416)
(Beijing rejects Ma-Xi meeting at APEC. (2014, February 15). Central News Agency. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2014/02/15/2003583541)
(Wang-Zhang meeting gets on the way in Nanjing. (2014, February 11). Taiwan News. Retrieved from http://www.taiwannews.com.tw/etn/news_content.php?id=2410296)
(Talk of the Day -- Interpreting Wang's historic visit. (2014, February 13). Central News Agency. Retrieved from http://www.taiwannews.com.tw/etn/news_content.php?id=2412555)
(Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail 8Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.)
----------------------

ผลกระทบการประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของจีนต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การบรรยายและแลกเปลี่ยน
ผลกระทบการประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของจีนต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๙.๓๐ น. 
โดย สำนักงานคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม 
นำเสนอโดย นายชาญชัย คุ้มปัญญา




















บทความที่เกี่ยวข้อง:
การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก แม้อาเซียนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ทำให้ชาติสมาชิกบางประเทศมีความกังวลไม่น้อย เมื่อคิดว่าในวันข้างหน้าจีนจะมีเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้ อีกทั้งญี่ปุ่นพยายามดังอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทางออกที่ดีของเรื่องนี้อยู่ที่การวางแนวปฏิบัติเพื่อลดความหวาดระแวง ป้องกันเหตุร้ายไม่คาดฝัน
2. เผยธาตุแท้รัฐบาลจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐผ่านการประกาศ ADIZ ของจีน
การประกาศ ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนนำมาซึ่งวิวาทะจากประเทศที่เกี่ยวข้อง บ้างเห็นว่าเขตแสดงตนของจีนผิดจากมาตรฐานสากล บ้างเห็นว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง บ้างเห็นว่าจีนต้องการแย่งชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ แต่ความจริงแล้ว ADIZ ไม่มีมาตรฐานสากล สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุ กรรมสิทธิ์หมู่เกาะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ผู้นำประเทศของแต่ละรัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสม มีปัจจัยการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
3. ADIZ ของจีนในมิติความมั่นคงทางทหาร
การประกาศเขตแสดงตนเอื้อประโยชน์ในทางยุทธการหลายด้าน เพิ่มพื้นที่ทั้งการรุก-การรับ เพิ่มพื้นที่ลาดตระเวนสอดแนม เสริมขีดความสามารถของกองทัพเรือ และต่อต้านการกระทำของฝ่ายตรงข้าม และกำลังชี้ให้เห็นว่ากองทัพจีนมีศักยภาพ มีความพร้อมมากพอที่จะดูแล กำกับการบินในเขตแสดงตนดังกล่าว พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอากาศยานทันสมัยของฝ่ายตรงข้าม
--------------------

ADIZ ของจีนในมิติความมั่นคงทางทหาร

เป็นที่ทราบกันว่าการประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone หรือ ADIZ) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2013 กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งใหม่ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก สื่อกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รายงาน วิเคราะห์ในแง่มุมของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นหลัก ทั้งที่โดยความจริงแล้ว ADIZ หรือเขตแสดงตนมีผลต่อมิติความมั่นคงทางทหารโดยตรง
            กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นิยาม ADIZ คือ “ขอบเขตน่านฟ้า (Airspace) ที่อากาศยานซึ่งอยู่ภายใต้เขตจะต้องพร้อมแสดงตน (identification) ระบุตำแหน่งที่อยู่ (location) และอยู่ใต้การควบคุมการบิน” ส่วนทางการญี่ปุ่นให้นิยามว่า ADIZ คือขอบเขตน่านฟ้าที่ไกลออกจากน่านฟ้าของประเทศ (national airspace) เป็นเขตป้องกัน ตรวจตราการรุกรานจากอากาศยานต้องสงสัย ช่วยเพิ่มเวลาเพื่อการตรวจสอบว่าอากาศยานนั้นเป็นมิตรหรือศัตรู
            รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้นความคิดเรื่องเขตแสดงตน เริ่มใช้แนวทางดังกล่าวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อกองทัพญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ ต่อมาเมื่อสิ้นสงครามโลกและเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น ภัยคุกคามทางทหารสร้างความตึงเครียดเป็นอย่างมาก ความหวาดกลัวที่จะถูกโจมตีทางอากาศ ทำให้ในปี 1950 สหรัฐฯ ได้สร้างศูนย์ควบคุมและสั่งการเพื่อควบคุมอากาศยานทุกชนิดทุกประเทศที่บินเข้าใกล้ชายฝั่ง กล่าวได้ว่า ADIZ ที่มีอยู่กว่า 20 ประเทศทั่งโลกเกือบทั้งหมดเป็นมรดกจากสงครามเย็น
            หากมอง ADIZ ของจีนในมิติความมั่นคงทางทหาร มีประเด็นที่สำคัญๆ ดังนี้
1. เพื่อติดตามอากาศยาน เรือรบเพื่อนบ้าน
            ทางการจีนยืนยันยึดมั่นนโยบายพัฒนาโดยสันติ นโยบายปกป้องประเทศเชิงรับ (defensive national defense policy) มุ่งหวังให้เขตแสดงตนในทะเลจีนตะวันออกเป็นเขตแห่งความปลอดภัย ไม่เกิดเหตุเสี่ยง เป็นเขตแห่งความร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน ยินดีที่จะสื่อสาร ปรึกษาหารือกับประเทศต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการบิน เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            พร้อมกับยืนยันว่าเขตแสดงตนไม่มุ่งต่อต้านประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างเจาะจง แต่หากพิจารณาจากผลทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นและเหตุผลแวดล้อม ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันคือกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง และประเทศเหล่านี้มีนโยบายความมั่นคงทางทหารใกล้ชิดกับสหรัฐฯ โดยมีฝ่ายตรงข้ามคือจีน
            ผลทางปฏิบัติคือ ทางการจีนมีความชอบธรรมที่จะใช้เรดาร์ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ตรวจจับอากาศยานต่างๆ สามารถส่งเครื่องบินติดตามสังเกตปฏิบัติการของอากาศยานญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เกาหลีใต้และไต้หวันในน่านฟ้าดังกล่าวและใกล้เคียงได้ดีกว่าเดิม สามารถใช้โอกาสนี้เพื่อการฝึกซ้อมและปฏิบัติการจริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากเกิดการปะทะกันอนาคต นอกเหนือจากผลในทางน่านฟ้า ยังสามารถส่งอากาศยานติดตามความเคลื่อนไหวของเรือรบต่างๆ โดยเฉพาะเรือดำน้ำได้อีกด้วย
            การประกาศใช้เขตแสดงตนจึงมีประโยชน์มากกว่าเรื่องความปลอดภัยในการบิน ยังมีผลต่อการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามทั้งในน่านฟ้ากับน่านน้ำ

2. เพื่อสกัดกั้นอากาศยานต่างชาติ ต่อต้านการสอดแนม
            ทางการจีนอ้างว่านอกจากไม่กระทบต่อเครื่องบินพลเรือนแล้ว จะไม่กระทบต่ออากาศยานทางทหารของประเทศใดที่บินผ่านเขตแสดงตนดังกล่าวด้วย การให้แสดงตนก็เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่คาดฝัน
            แต่ทางการจีนย่อมทราบอยู่แล้วว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยยอมรับเขตแสดงตนของประเทศใดๆ ดังนั้น น่าจะไม่ยอมรับ ADIZ ของจีนด้วย แต่ไม่ว่าสหรัฐฯ จะยอมรับหรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นคือจีนมีความชอบธรรม (ที่ประกาศด้วยตนเอง) ส่งเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ในน่านฟ้าที่ห่างจากเขตอธิปไตยนับร้อยกิโลเมตร เช่นเดียวกับญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้และประเทศใดๆ ที่จะไม่ยอมรับ ADIZ ของจีน อากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นคือเป้าหมายหลักของเขตแสดงตนนี้อยู่แล้ว
            ประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือการมอง ADIZ ในเชิงต่อต้านการสอดแนม โดยเฉพาะเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ ที่มักจะบินใกล้ชายฝั่งจีน กองทัพสหรัฐฯ ได้ประจำการเครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมรุ่นใหม่ อากาศยานไร้คนขับรุ่นล่าสุด เป็นอีกเหตุผลกระตุ้นให้จีนประกาศเขตแสดงตนเพื่อต่อต้านการลุกล้ำ การสอดแนม
            หนึ่งในเครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมที่พูดถึงคือ เครื่องบินรุ่น P-8A Poseidon ที่เพิ่งเข้าประจำการที่ฐานทัพ Kadena Air Base ที่เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2013 เพื่อทดแทนเครื่องรุ่น P-3A Orion ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ตั้งแต่ปี 1962 P-8A Poseidon เป็นเครื่องบินอเนกประสงค์ นอกจากมีความสามารถในการลาดตระเวนสอดแนม ยังสามารถทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำกับเรือผิวน้ำ มีระบบป้องกันการโจมตีและง่ายต่อการซ่อมบำรุง
            นอกจากนี้ ขีปนาวุธพื้นสู่พื้น อากาศสู่พื้นรุ่นใหม่ที่ติดตั้งในเครื่องบิน เรือรบ ฯลฯ มีรัศมีหลายสิบหรือนับร้อยกิโลเมตร จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากสามารถรับมือการโจมตีในระยะไกล
            รวมความแล้วเรือรบ เรือดำน้ำของจีนอาจถูกติดตามและพร้อมจะถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ ดังนั้น จีนจึงต้องวางระบบที่จะส่งเครื่องบินขับไล่เข้ากับสกัดเครื่องบินของฝ่ายตรงข้ามก่อน

3. ศักยภาพของจีนทั้งในเชิงรุก-รับ
            การประกาศ ADIZ กำลังชี้ให้เห็นว่ากองทัพจีนมีศักยภาพ มีความพร้อมมากพอที่จะดูแล กำกับการบินในเขตแสดงตนดังกล่าว อันหมายถึงการมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า เรดาร์ ระบบการสื่อสารอันทันสมัย สามารถตรวจจับ ติดต่อสื่อสารในระยะไกล มีเครื่องบินลาดตระเวนติดตั้งระบบ Airborne Warning and Control System (AWACS) ที่สามารถควบคุม สั่งการ กองทัพอากาศจีนในยุคปัจจุบันไม่ได้มีแต่เครื่องบินรบล้าสมัยอีกต่อไป เริ่มมีความเข้มแข็งมากพอที่จะบินเข้าเทียบเครื่องบินรบล้ำสมัยของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ไม่ต่างจากกองทัพเรือจีนที่กำลังมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น มีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก และกำลังต่อเพิ่มอีกหนึ่งลำ กองทัพเรือจีนกำลังจะโลดแล่นสู่ทะเลหลวง ไม่ใช่กองเรือยามฝั่งอีกต่อไป
            ในแง่เชิงรุก ADIZ ทำให้อากาศยานจีนมีความชอบธรรมที่จะบินในเขตน่านฟ้าดังกล่าว การป้องกันน่านฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านยากลำบากกว่าเดิม โดยที่กองทัพจีนไม่ได้เสียอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องบินรบจีนสามารถอาศัยเขตแสดงตนที่อยู่ใกล้เขตแดนเพื่อนบ้าน เป็นจุดเริ่มโจมตีเป้าหมายทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศ
            โดยรวมแล้ว การประกาศเขตแสดงตนเอื้อประโยชน์ในทางยุทธการหลายด้าน เพิ่มพื้นที่ทั้งการรุก-การรับ เพิ่มพื้นที่ลาดตระเวนสอดแนม เสริมขีดความสามารถของกองทัพเรือ และต่อต้านการกระทำของฝ่ายตรงข้าม

            นายคูนิ มิยาเกะ (Kuni Miyake) จาก Ritsumeikan University อธิบายภาพกว้างว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนพยายามควบคุมการเดินเรือในทะเลจีนใต้ ตอนนี้เริ่มควบคุมการบินเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ จีน “กำลังอ้างกึ่งกรรมสิทธิ์” (semi-territorial claim) ด้วยการควบคุมเสรีภาพในการเดินเรือ-การบินในเขตทะเลจีนตะวันออก แน่นอนว่าจีนยังต้องพัฒนาอีกมากหากจะเทียบเคียงกองทัพสหรัฐฯ แต่หากมองย้อนอดีต กองทัพจีนกำลังก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มพูน การประกาศ ADIZ ในทะเลจีนตะวันออกคืออีกก้าวหนึ่งของสิ่งเหล่านี้
            ส่วนเรื่องที่จีนจะประกาศเขตแสดงตนเพิ่มในอนาคตย่อมเป็นไปได้ แม้การประกาศแต่ละครั้งจะมีทั้งผลดีผลเสีย เป็นประเด็นที่ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งผลประโยชน์แห่งชาติ สถานการณ์บีบบังคับ บริบทที่สุกงอม นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าในวันข้างหน้าจีนจะประกาศเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้
กุมภาพันธ์ 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ ปีที่ 74 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2557, http://www.airforcemagazine.rtaf.mi.th/main/index.php/e-magazine/118-2557-02.html)
----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก แม้อาเซียนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ทำให้ชาติสมาชิกบางประเทศมีความกังวลไม่น้อย เมื่อคิดว่าในวันข้างหน้าจีนจะมีเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้ อีกทั้งญี่ปุ่นพยายามดังอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทางออกที่ดีของเรื่องนี้อยู่ที่การวางแนวปฏิบัติเพื่อลดความหวาดระแวง ป้องกันเหตุร้ายไม่คาดฝัน
2. เผยธาตุแท้รัฐบาลจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐผ่านการประกาศ ADIZ ของจีน
การประกาศ ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนนำมาซึ่งวิวาทะจากประเทศที่เกี่ยวข้อง บ้างเห็นว่าเขตแสดงตนของจีนผิดจากมาตรฐานสากล บ้างเห็นว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง บ้างเห็นว่าจีนต้องการแย่งชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ แต่ความจริงแล้ว ADIZ ไม่มีมาตรฐานสากล สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุ กรรมสิทธิ์หมู่เกาะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ผู้นำประเทศของแต่ละรัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสม มีปัจจัยการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

บรรณานุกรม:
1. Keck, Zachary. China Imposes Restrictions on Air Space Over Senkaku Islands. The Diplomat. http://thediplomat.com/2013/11/china-imposes-restrictions-on-air-space-over-senkaku-islands/. 23 November 2013.
2. Chao, Xie. China's ADIZ is for more than just Diaoyu sovereignty. Global Times. http://www.globaltimes.cn/content/829275.shtml#.Up0_qdIW0Rk. 2 December 2013.
3. Defense Ministry spokesman on China's air defense identification zone. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/03/c_132938762.htm. 3 December 2013.
4. SDF, U.S. military say operations unaffected by China's ADIZ. The Asahi Shimbun. http://ajw.asahi.com/article/behind_news/politics/AJ201311290064. 29 November 2013.
5. Defense Ministry spokesman on China's air defense identification zone. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/03/c_132938762.htm. 3 December 2013.
6. US sends new reconnaissance planes to Japan amid tension. The Indian Express. http://www.indianexpress.com/news/us-sends-new-reconnaissance-planes-to-japan-amid-tension/1202602/. 2 December 2013.
7. China’s new ADIZ may be aimed at Japan, but what about Taiwan? AEIdeas. http://www.aei-ideas.org/2013/12/chinas-new-adiz-may-be-aimed-at-japan-but-what-about-taiwan/. 5 December 2013.
8. China air zone divides US and its allies. Financial Times. http://www.ft.com/intl/cms/s/0/7927a56e-5b47-11e3-a2ba-00144feabdc0.html#axzz2mNT0d2oK. 2 December 2013.
9. P-8A Poseidon. http://www.boeing.com/assets/pdf/defense-space/military/p8a/docs/P-8A_overview.pdf. Accessed 10 December 2013.
-------------------------

ผลเจรจาเจนีวา 2 สันติภาพอันเลือนรางของซีเรีย

หลังการประชุมนาน 1 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ การเจรจาเจนีวา 2 (Geneva II) ได้ข้อสรุปว่า 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในบางพื้นที่ เพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะส่งถึง 2-3 พันครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้น นายลักคาร์ บราฮิมี (Lakhdar Brahimi) ตัวแทนสหประชาชาติและสันนิบาตอาหรับเพื่อแก้ปัญหาซีเรียกล่าวว่าการเจรจา “คืบหน้าช้ามาก” แต่ท่าทีของทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าใช้ได้ นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น เราได้สร้างจุดเริ่มต้นแล้ว ยอมรับ 2 ฝ่ายเห็นต่างกันมาก
            ถ้าจะเอ่ยถึงความสำเร็จของการเจรจา คำกล่าวของนายบราฮิมีคือข้อสรุปที่ดีที่สุด เพราะก่อนการเจรจานักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ทำนองเดียวกันว่าความขัดแย้งหลักยังคงดำเนินต่อไป ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) ไม่ก้าวลงจากอำนาจ รัฐบาลเฉพาะกาล (Transitional Governing Body หรือ TGB) ที่ฝ่ายต่อต้านต้องการไม่เกิดขึ้น แต่นับว่าการเจรจาประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านสามารถพูดคุยและตกลงกันได้ ประเทศที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อตกลงเหล่านี้ เป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างความปรารถนาดีต่อกัน ปูทางสู่การเจรจายุติความขัดแย้งในอนาคต
            แต่ถ้าจะสรุปตามมุมมองของนายบราฮิมี จะได้มุมมองของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ผู้ที่หวังความสำเร็จของการเจรจา ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ละเลยประเด็นสำคัญๆ ที่แฝงอยู่
วิพากษ์กรณีเมืองฮอมส์ :
            ในระหว่างการเจรจา ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจคือการเจรจาช่วยเหลือเมืองฮอมส์ (Homs) พื้นที่เมืองบางส่วนเป็นที่ตั้งของฝ่ายต่อต้านที่กองทัพอัสซาดปิดล้อมมานานแล้ว ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นตัวขัดขวางทำให้ความช่วยเหลือไม่ถึงมือประชาชน เดิมเมืองนี้มีพลเมืองราว 1 ล้านคน ปัจจุบันคงเหลือพลเรือนเพียงเล็กน้อย ชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพออกจากพื้นที่นานแล้ว
            ในตอนแรก นาย Louay Safi โฆษกฝ่ายต่อต้านเรียกร้องให้ส่งความช่วยเหลือแก่เมืองฮอมส์ กล่าวว่า “ประชาชนจะอดตายถ้ารัฐบาลไม่เปิดช่องให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมเข้าไปถึง เป็นเครื่องชี้ว่ารัฐบาลต้องการแก้ปัญหาด้วยทหาร ไม่ใช่ด้วยการเมือง” รัฐบาลใช้การปิดล้อมให้คนอดตายเป็นอาวุธ ด้านรัฐบาลอัสซาดรับปากว่ายินดีเปิดทางแก่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
            แต่ผลสุดท้ายการเจรจาช่วยเหลือเมืองฮอมส์ล้มเหลว เนื่องจากไม่สามารถตกลงเรื่องกระบวนการส่งมอบความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่กองคาราวานของสหประชาชาติมารออยู่ปากทางหลายวันแล้ว

            อีกประเด็นคือการปล่อยให้พลเรือนออกจากเมือง
            ในการประชุม 2 วันแรก มีข้อตกลงให้เด็กกับสตรีสามารถออกจากเมืองฮอมส์ ผู้ชายได้รับอนุญาตให้ออกจากเมืองเช่นกัน แต่ต้องผ่านการตรวจสอบรายชื่อว่าไม่ใช่สมาชิกกองกำลังติดอาวุธ แต่ต่อมานาย Louay al-Safi เปลี่ยนท่าทีกล่าวว่าฝ่ายต่อต้านปฏิเสธการส่งตัวผู้หญิงและเด็กออกจากเมือง เนื่องจากพวกผู้ชายไม่คิดว่ารัฐบาลจะสามารถให้ความคุ้มครองแก่ครอบครัวของพวกเขา แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันเรื่องความปลอดภัย
            เดิมฝ่ายต่อต้านเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้พลเรือนในเมืองฮอมส์สามารถออกจากพื้นที่ เพราะการปิดล้อมทำให้พลเรือนอดอยาก เสี่ยงที่จะบาดเจ็บเสียชีวิตเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ปะทะ ฝ่ายรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าทำไมฝ่ายต่อต้านให้ความสำคัญกับเมืองฮอมส์ และเมื่อข้อตกลงคือรัฐบาลอัสซาดยอมให้ผู้หญิงกับเด็กสามารถออกได้โดยเสรี ส่วนผู้ชายต้องผ่านการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายเสียก่อน ฝ่ายต่อต้านกลับเปลี่ยนท่าทีอ้างว่าผู้หญิงและเด็กที่ออกไปจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงเกิดคำถามว่าทำไมฝ่ายต่อต้านจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเจรจาแต่แรก การอยู่ในเมืองต่อไปเสี่ยงต่อการถูกโจมตีเป็นอันตรายเช่นกันไม่ใช่หรือ ชวนให้สงสัยว่าอะไรเป็นเหตุผลเบื้องหลังของข้อเรียกร้องให้พลเรือนสามารถออกจากเมือง
            นักวิเคราะห์หลายคนหวังว่าการเจรจาน่าจะบรรลุผลเรื่องด้านมนุษยธรรม แต่ผลลัพธ์ที่ได้น่าผิดหวัง ความช่วยเหลือทำได้ในกรอบเล็กๆ คนเพียงไม่กี่พันคนได้รับประโยชน์ ได้แต่บอกว่าจะเจรจากันต่อไป หลังจาก 2 ฝ่ายต่างโจมตีอีกฝ่ายว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ปล่อยให้พลเรือนอดตาย

ข้อเสนอ แยกพลเรือนออกจากผู้ก่อการร้าย กองกำลังต่างชาติ :
            ผลการเจรจาชี้ว่าความขัดแย้งคงต้องดำเนินต่อไปอีกนาน การปะทะจึงยังคงอยู่ แต่ในพื้นที่การปะทะทั้งหมดสามารถแบ่งแยกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกองกำลังกลุ่มใด ฝ่ายใด ข้อเสนอคือต้องแยกพลเรือนออกจากกองกำลังต่างชาติ รัฐบาลอัสซาดควรพยายามเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายต่อต้านที่เป็นคนซีเรียแท้ๆ พยายามลดการปะทะกับกลุ่มดังกล่าว ในขณะที่ควรทำการปราบปรามกองกำลังต่างชาติอย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่และความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะต้องทำการปราบปรามปกป้องอธิปไตยของชาติ
            Jabhat al-Nusra กับ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) เป็น 2 กลุ่มตัวอย่างของกองกำลังต่างชาติที่รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปราบปราม เป็นศูนย์รวมกองกำลังต่างชาติ เป็นองค์กรก่อการร้ายใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์ที่หลายรัฐบาลทั่วโลกต่อต้านอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการเจรจากับรัฐบาลอัสซาด มีเป้าหมายปฏิวัติล้างประเทศซีเรีย สถาปนารัฐขึ้นใหม่ตามแนวทางของตน
            ในกลุ่มฝ่ายต่อต้านที่เป็นคนซีเรียท้องถิ่น รัฐบาลควรเน้นเจรจาหยุดยิง หาทางออกด้วยสันติวิธี โดยไม่พึ่งหวังการเจรจาเจนีวารอบหน้า ที่ผ่านมารัฐบาลอัสซาดบรรลุผลการเจรจาหยุดยิงในบางพื้นที่ เช่น เมือง Moadamiyeh กับ Barzeh
            ส่วนกลุ่มต่อต้านท้องถิ่นที่ยังต้องการต่อสู้ด้วยอาวุธ รัฐบาลย่อมมีสิทธิ์ปราบปราม ดังที่กระทำอยู่แล้วในขณะนี้ และตลอดเวลาที่ทำการเจรจาหรือทำการปราบปราม รัฐบาลซีเรียควรเผยแพร่ข่าวสารอย่างเต็มที่ ผ่านทุกช่องทาง เพื่อให้สหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศทั้งหลาย ประชาคมโลกรับรู้ว่ารัฐบาลพยายามเจรจาหยุดยิง กำลังต่อสู้กับกองกำลังต่างชาติ
            นอกจากนี้ ไม่ควรให้กองกำลังของอิหร่านกับกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) อยู่ในดินแดนซีเรียอีกต่อไป รัฐบาลไม่ควรให้กองกำลังต่างชาติมาช่วยรบ เพื่อขจัดข้อครหาว่ารัฐบาลอัสซาดกล่าวโจมตีการแทรกแซงจากกองกำลังต่างชาติ กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่บางประเทศหนุนหลัง แต่กลับปล่อยให้มีกองกำลังอิหร่านกับกลุ่มก่อการร้ายฮิซบุลลอฮ์ที่สนับสนุนตนอยู่ในประเทศ

ข้อเสนอ ชาติอาหรับจัดตั้งเขตห้ามบิน :
            ถ้าจะมองในมุมของฝ่ายต่อต้านที่ต้องการโค่นล้มระบอบอัสซาด สถานการณ์ขณะนี้กลับมาที่การล้มรัฐบาลโดยใช้กำลังทหารด้วยการแทรกแซงจากต่างชาติ ที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านและประเทศอาหรับเรียกร้องให้สหรัฐเข้าแทรกแซง และเกือบจะประสบความสำเร็จจากกรณีการใช้อาวุธเคมีซารินเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมปีก่อน แต่ด้วยแรงกดดันจากสมาชิกสหภาพยุโรป แรงกดดันภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสไม่อาจใช้กำลังทหารโจมตีกองทัพอัสซาด
            มีข้อสังเกตว่า ชาติอาหรับปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลอัสซาด สันนิบาตอาหรับเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจตั้งแต่ 2 ปีก่อน แต่ที่ผ่านมาชาติอาหรับเน้นการแทรกแซงโดยการนำของชาติตะวันตก ทั้งๆ ที่ชาติอาหรับหลายประเทศมีพลังอำนาจการรบสูง มีเครื่องบินรบทันสมัยจำนวนมาก บางประเทศมีกองทัพอากาศที่เข้มแข็งกว่ากองทัพซีเรียด้วยซ้ำ สามารถสร้างเขตห้ามบิน (No-fly zone) ที่ฝ่ายต่อต้านร้องขอมาโดยตลอด

            แนวทางให้ชาติอาหรับร่วมกันสร้างเขตห้ามบิน สนับสนุนการโจมตีทางภาคพื้นดิน โดยมีชาติตะวันตกสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการส่งเสริมแนวทางนี้อย่างชัดเจน บางคนอ้างว่าศักยภาพไม่เพียงพอ บางคนเกรงว่าอิหร่านจะเข้าแทรกแซงช่วยเหลือรัฐบาลซีเรีย
            นักวิเคราะห์บางคนโจมตีสหรัฐว่าเป็นอภิมหาอำนาจเสียเปล่า ทนนั่งนิ่งเฉย ปล่อยให้คนซีเรียเป็นแสนเสียชีวิต รัฐบาลอาหรับเรียกร้องขอการแทรกแซง (แนวคิดนี้นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะแต่เดิมรัฐบาลในภูมิภาคจะต่อต้านการแทรกแซงจากชาติตะวันตก บางกลุ่มอ้างเรื่องศาสนา แต่ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาแนวคิดนี้มีการปรับเปลี่ยน ชาติอาหรับหลายประเทศเรียกร้องให้ตะวันตกเข้าแทรกแซงทางทหาร)
            การกล่าวโทษสหรัฐหรือชาติตะวันตกเพียงฝ่ายเดียวคงไม่ครบถ้วนนัก เพราะที่ผ่านมาชาติอาหรับด้วยกันเองมีความคิดแทรกแซงด้วยกำลังทหารเช่นกัน ประมุขการ์ตา เช็ค ฮามัด บิน คาลิฟา อัล-ตานี (Sheikh Hamad bin Khalifa Al-Thani) ตรัสในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่า ประเทศในภูมิภาคจะต้องจัดการปัญหาซีเรียด้วยตนเอง การปล่อยให้ประชาชนนับร้อยถูกสังหารในแต่ละวันเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ เมื่อนานาชาติรวมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงไม่สามารถพาซีเรียออกจากความรุนแรง “ประเทศอาหรับด้วยกันเองจึงควรแทรกแซง เพื่อกระทำภารกิจของชาติ เพื่อมนุษยธรรม เพื่อหน้าที่ทางการเมืองและทางทหาร” ต่อภูมิภาค หยุดการหลั่งเลือดในซีเรีย และเคยตรัสว่า “ควรจัดตั้งเขตห้ามบิน” เพื่อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย

            การจัดตั้งเขตห้ามบินน่าจะเป็นแนวทางที่ง่ายและมีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่จนบัดนี้ความคิดดังกล่าวยังเป็นเพียงความคิด ถ้ามองในมุมนี้ย่อมสามารถพูดได้ว่าชาติอาหรับ พี่น้องในภูมิภาคทนนิ่งเฉยเช่นกัน
            แนวคิดการโค่นล้มระบอบอัสซาดด้วยกำลังทหารจึงยังตีบตันต่อไป แต่น่าคิดว่าผลการเจรจาเจนีวา 2 จะปลุกแนวคิดชาติอาหรับจัดการปัญหาด้วยตนเองอีกครั้งหรือไม่

            ถ้ามองในแง่บวกการเจรจาเจนีวา 2 คือจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถ้ามองในแง่ลบคือยังมองไม่เห็นทางออก ข้อเสนอให้รัฐบาลอัสซาดมุ่งปราบปรามกองกำลังต่างชาติมองในกรอบรัฐบาลทำหน้าที่ของตน ข้อเสนอให้ชาติอาหรับจัดตั้งเขตห้ามบินมองในกรอบการแก้ปัญหาโดยชาวอาหรับด้วยกันเอง ส่วนแนวทางใดจะถูกหรือผิดขึ้นกับหลักคิดที่ยึดถือ ที่แน่ๆ คือ ณ บัดนี้ไม่มีทางเลือกใดที่ดีเลิศ เพราะทางที่ดีเลิศคือการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย สถานการณ์ในซีเรียได้เลยจุดนี้ไปนานแล้ว
2 กุมภาพันธ์ 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6298 วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557)
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง: 
หลังสงครามกลางเมืองเกือบครบ 3 ปี การประชุมเจนีวา 2 กลายเป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญยิ่ง การประชุมไม่น่าจะสามารถยุติข้อขัดแย้งตราบใดที่รัฐบาลอัสซาดไม่ก้าวลงจากอำนาจ และสหรัฐกับชาติพันธมิตรยังหนุนหลังฝ่ายต่อต้านที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาล คำถามที่สำคัญกว่าการมีข้อตกลงคือ ข้อตกลงนั้นจะนำสู่ประเทศซีเรียที่มีบูรณภาพแห่งดินแดนหรือไม่ เป็นการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรหรือไม่ ทั้งหลายทั้งสิ้นนี้พลเมืองซีเรียน่าจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง 
บรรณานุกรม:
1. Assad, Bashar al-. (2014, January 21). Bashar al-Assad Interview: The Fight against Terrorists in Syria. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/bashar-al-assad-interview-the-fight-against-terrorists-in-syria/5365613
2. H.H. Sheikh Hamad bin Khalifa Al-Thani, Amir. (2012, September 25). General Assembly OF THE UNITED NATIONS. Retrieved from http://gadebate.un.org/67/qatar
3. Masters, Jonathan. (2013, Septmeber 11). Syria's Crisis and the Global Response. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
4. Sayed, Khalid Al. (2013, September 19). Syria: Between Obama’s speech and Putin’s article. Retrieved from http://thepeninsulaqatar.com/views/editor-in-chief/253704/syria-between-obama%E2%80%99s-speech-and-putin%E2%80%99s-article
5. Syria crisis: Geneva peace talks end in recriminations. (2014, January 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-25983181
6. Syria Geneva II talks: Breakthrough on easing siege of Homs, but peace agreement still remains far off. (2014, January 26). The Guardian. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/europe/syria-geneva-ii-talks-breakthrough-on-easing-siege-of-homs-but-peace-agreement-remains-far-off-9086542.html
7. Syria talks see no breakthrough but will continue: Brahimi. (2014, January 29). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-01/29/c_126076445.htm
8. Syrian negotiators focus on humanitarian aid for civilians. (2014, January 25). Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/world/la-fg-syria-peace-talks-20140126,0,6373046.story#axzz2rSpggelw)
-------------------------