รู้จักโยชิฮิเดะ ซูกะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ข้อดีของนายกฯ ซูกะคือเป็นนักประสานงาน ผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกประเด็นสำคัญ สามารถบริหารแบบไร้รอยต่อ สานต่อจากอดีตนายกฯ อาเบะที่ทำไว้ เป็นบุคคลที่เหมาะสมสำหรับอายุรัฐบาลที่เหลือเพียงปีเดียว

            โยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ด้วยคะแนนราว 70% ของผู้มีสิทธิออกเสียงภายในพรรค หลังนายกฯ ชินโซ อาเบะถอนตัวเพราะปัญหาสุขภาพ หัวหน้าพรรคคนใหม่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนต่อไป

            มีข้อมูลว่าก่อนลาออกอาเบะได้เข้าโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 ครั้ง คนใกล้ชิดวงในทราบผลตรวจสุขภาพ เป็นไปได้ว่าในหมู่แกนนำพรรคทราบข่าว เตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้า นายกฯ อาเบะเคยพูดก่อนลาออกไม่นานว่าซูกะคือคนที่เขาไว้ใจ

            โยชิฮิเดะ ซูกะ บุตรชายของชาวไร่ เริ่มเข้าทำงานการเมืองในตำแหน่งทีมเลขา ส.ส. พรรคได้เป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนล่าสุด


บริหารต่อเนื่องไร้รอยต่อ :

            ในสมัยนายกฯ อาเบะ ซูกะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคอยประสานงานกับทุกกระทรวง รวมทั้งประเด็นต่างประเทศที่สำคัญๆ อยู่ร่วมงานกับอดีตนายกฯ อาเบะ 7 ปีกว่า ได้ร่วมรับฟัง แสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญๆ เรื่อยมา เป็นบุคคลที่รอบรู้เรื่องต่างๆ มากที่สุด เดินทางไปต่างประเทศร่วมกับอาเบะอยู่เสมอ บางคนชี้ว่าเขาเป็นมือขวาของท่าน การเข้าทำงานในตำแหน่งนายกฯ จึงแทบไม่มีรอยต่อ

            ซูกะกล่าวตั้งแต่แรกว่าการสานต่อนโยบายอาเบะคือภารกิจของตน ดังนั้นนโยบายส่วนใหญ่คงเดิม การไม่แสดงตัวเป็นนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของซูกะในอดีตจึงไม่มีผลแต่อย่างไร

            ถ้ามองจากมุมประชาชน ด้วยตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออกสื่อเป็นประจำทุกสัปดาห์ รวมทั้งในยุคโควิด-19 ด้วย เป็นบุคคลที่ประชาชนคุ้นเคย เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลเดิมอยู่แล้ว

            ต้องยกความดีความชอบแก่อดีตนายกฯ อาเบะที่สามารถบริหารประเทศถึง 7 ปีกว่า (ในรอบล่าสุดนี้ – ในอดีตอาเบะเคยเป็นนายกฯ ช่วงกันยายน 2006 กันยายน 2007) เป็นรัฐบาลที่อยู่ยาวมีเสถียรภาพ พรรค LDP ครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา

คาดนโยบายประเทศญี่ปุ่น :

            หลักนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ใช้มาตรการการเงินและงบประมาณมหาศาลกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ Abenomics ช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวระดับหนึ่ง อย่างน้อยระบบยังก้าวไปข้างหน้า นโยบายดังกล่าวจะคงอยู่ต่อไปและจำเป็นในยุคโควิด-19 นี้

            การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 (เรื่องการป้องกันประเทศให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะประเทศเอกราชทั่วไป) แม้ยังไม่สำเร็จเพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาและจะต้องได้เสียงข้างมากจากประชาชนด้วยการทำประชามติซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ตามนี้ แต่รัฐบาลใช้วิธีตีความใหม่แล้วนำไปปรับใช้ในยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ บทบาทกองทัพญี่ปุ่นในต่างแดนเพิ่มขึ้นตามลำดับ

            ที่น่าสนใจคือทุกวันนี้ในหมู่ประเทศทุนนิยมประชาธิปไตย กองทัพญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่เป็นรองสหรัฐเท่านั้นและเป็นเช่นนี้หลายปีแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเพิ่มงบกลาโหม เสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารต่อเนื่อง ขาดแต่อาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น

            การก้าวขึ้นมาของจีนยังจะเป็นประเด็นให้ญี่ปุ่นเสริมสร้างกองทัพ กระชับพันธมิตรด้านการทหารกับสหรัฐไปอีกนานเท่านาน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นเลือกทางนี้ เลือกยุทธศาสตร์ส่งเสริมความยิ่งใหญ่ต่อต้านปรปักษ์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อผลักดันให้ชาติก้าวหน้าทุกด้าน เป็นทางรอดที่ดีตามทฤษฎีสัจนิยม (Realism)

            แม้อาจมีเรื่องระหองระแหงกับสหรัฐบ้าง เช่น ญี่ปุ่นเกินดุลการค้า ประเด็นขอให้เพิ่มงบกลาโหมสนับสนุนฐานทัพสหรัฐประจำญี่ปุ่น การปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายฐานทัพบางส่วน เหล่านี้ล้วนค่อยๆ แก้ไปได้ ที่สำคัญคือไม่ว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไปจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท ตราบใดที่นายกฯ ญี่ปุ่นมาจาก LDP สัมพันธ์ 2 ประเทศจะยังคงแนบแน่น อาศัยกันและกันอยู่อย่างนี้

            ส่วนนายกฯ ซูกะจะแสดงท่าทีแข็งกร้าว ออกเดินทางเยือนทั่วโลกหรือไม่ เป็นประเด็นปลีกย่อย ในช่วงอายุรัฐบาลที่เหลือปีเศษมีประเด็นสำคัญยิ่งกว่า

วิกฤตโควิด-19 :

            นายกฯ ซูกะเอ่ยถึงปัญหาโรคระบาดโควิด-19 การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จำเป็นเร่งด่วนในช่วงนี้ ณ ขณะนี้วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ยังคงอยู่ บางประเทศควบคุมได้ บางประเทศยังควบคุมไม่ได้ เศรษฐกิจโลกตกต่ำ หลายสถาบันประเมินในทิศทางแย่ลง IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัว 8% อียู 10.2% ญี่ปุ่น 5.8% กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หดตัว 3% จีนเป็นประเทศใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ยังโต 1 %

            ทางการญี่ปุ่นรายงานจีดีพีไตรมาส 2 หดตัว 27.8% แรงสุดในประวัติศาสตร์ ผลจากการปิดเมืองปิดประเทศ การขึ้นภาษี VAT ความขัดแย้งการค้าจีน-สหรัฐที่มีอยู่ก่อนแล้ว หลายประเด็นรุมเร้าพร้อมกัน

            ล่าสุด ธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวสู่ระดับเดิม เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกจะฟื้นเร็วแค่ไหนย่อมผันแปรตามเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย

            ทางออกเฉพาะหน้าคือเยียวยาต่อเนื่องตรงจุด ไม่รั่วไหล ป้องกันควบคุมการแพร่ระบาด รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาฉีดวัคซีนโควิด-19 ฟรีแก่ทุกคน เริ่มจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้สูงวัย ผู้ป่วยที่จำเป็น

            วิกฤตโควิด-19 เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องจัดการให้ดีที่สุด มีผลทั้งต่อตัวนายกฯ และอนาคตพรรค ไม่ต่างจากรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ถ้าพูดว่าอาเบะเข้ามาในยุคเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำ ณ ขณะนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ที่น่าจะรุนแรงกว่าครั้งนั้น

บทบาทของพรรคกับนโยบายของรัฐบาล :

            เป็นที่ซุบซิบวิพากษ์มานานแล้วว่า นายกฯ ญี่ปุ่นเป็นเพียงบุคคลที่ถูกคนหลังม่านเลือกขึ้นมา

ตำแหน่งนี้มาจากการต่อรองของชนชั้นปกครองตั้งแต่นักการเมือง กลุ่มก๊วนต่างๆ ข้าราชการผู้ใหญ่ พวกนายทุน ตัวนายกฯ มีฐานะเป็นเพียงผู้นั่งโต๊ะรัฐบาลแถวหน้าสุด เป็นผู้ออกหน้า แต่นโยบายมาจากการตัดสินใจร่วมอันซับซ้อนของทุกฝ่าย นายกฯ ไม่สามารถบริหารประเทศตามอำเภอใจ โดยเฉพาะซูกะที่ไม่ได้มาจากตระกูลนักการเมือง ไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มก๊วนใดๆ

            ถ้ายึดแนวคิดนี้นายกฯ ซูกะจะทำหรือไม่ทำอะไรเป็นเรื่องที่มาจากคนหลังม่านผู้สนับสนุนเขา

            ในอีกมุมหนึ่ง ประเด็นคำถามว่านายกฯ ซูกะจะเป็นหุ่นเชิดหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเขาคือผู้มาทำหน้าที่แทนอดีตนายกฯ อาเบะในช่วงท้ายอายุรัฐบาล หากพิจารณาในแง่ความรอบรู้เชี่ยวชาญ บริหารแบบไร้รอยต่อ ซูกะเหมาะกับตำแหน่งนี้ และนี่คือความรับผิดชอบของท่าน การยึดเกาะแนวนโยบายเดิมจะช่วยให้ซูกะอยู่ได้จนรัฐบาลหมดอายุ (ยกเว้นส่วนปรับเปลี่ยนตามความเห็นชอบของพรรค) ส่วนเรื่องการเลือกตั้งปีหน้ารัฐบาลชุดหน้าเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าซูกะจะตัดสินเพียงลำพัง

            ถ้ามองจากมุมพรรค LDP ช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่จะปรับนโยบายบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด ช่วงเวลาทดสอบนโยบายใหม่ๆ หยั่งเสียงประชาชน เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า  เนื่องจากอายุของรัฐบาลอย่างมากจะอยู่ถึงกันยายนปีหน้า (2021) เข้าสู่ช่วงหาเสียงใหญ่อีกรอบแล้ว

            โดยรวมแล้ว หากนายกฯ ซูกะทำหน้าที่เสมือนร่างทรงของอดีตนายกฯ อาเบะ ที่เข้ามาทำงานในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้งใหม่ คาดว่าแนวนโยบายของนายกฯ ซูกะไม่น่าจะแตกต่างจากอดีตนายกฯ เลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสที่ LDP จะปรับปรุงใหญ่ รวมทั้งอนาคตของคุณปู่ซูกะในวัย 72 ย่าง 73 (ณ ขณะนั้น) ว่าจะตัดสินใจทำงานการเมืองในรัฐบาลเช่นนี้หรือจะถอยไปอยู่หลังฉาก

20 กันยายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8714 วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563)

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่น
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฏหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน
 บรรณานุกรม :

1. Aides give Abe a headache on history, U.S. alliance. (2014, February 21). Japan Today/Reuters. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/aides-give-abe-a-headache-on-history-u-s-alliance-2

2. In the spotlight: Suga seeks to build own diplomatic style. (2020, September 15). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://asia.nikkei.com/Opinion/Suga-is-fit-to-lead-but-are-voters-ready-to-like-him

3. Japan considers free COVID-19 vaccines for all residents. (2020, September 2). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/09/02/national/science-health/japan-coronavirus-vaccines-free-residents/

4. Japan's second quarter GDP shrinks at record 27.8% amid pandemic. (2020, August 17). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/08/17/business/economy-business/japan-gdp-shrinks-record-coronavirus/#.XznkF8AzbZ4

5. Japan's next leader: How Yoshihide Suga beat the odds to succeed Shinzo Abe. (2020, September 14). The Japan Times. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/13723747

6. Kang Chol Su. (2015, December 31). Japan's Moves for Emerging Military Giant. The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/

7. McCormick, John. (2010). Comparative Politics in Transition (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.

8. Spotlight: IMF revises down global economy forecast amid mounting COVID-19 fallout, warning of record debt levels. (2020, June 25). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-06/25/c_139164949.htm

9. Suga poised to win LDP leadership poll after securing far over half of votes to be cast. (2020, September 13). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/09/13/national/politics-diplomacy/yoshihide-suga-ldp-leadership-election/

10. Suga promises continuity when Japan craves change. (2020, September 16). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/09/suga-promises-continuity-when-japan-craves-change/

11. World economic recovery from coronavirus 'may take 5 years': Live. (2020, September 17). Al Jazeera. Retrieved from aljazeera.com/news/2020/09/trump-contradicts-cdc-chief-coronavirus-vaccine-live-news-200917000121100.html

--------------------------

เหตุผลที่โลกไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์

ทุกวันนี้การเปิดฉากทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ ไม่อาจเกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบภายใต้การตัดสินใจของไม่กี่คน ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก

            ในขณะที่มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโลกสุ่มเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น แต่ในอีกมุมชี้ว่าโอกาสเกิดน้อยมาก บทความนี้นำเสนอเหตุผลที่โลกไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ 6 ประการตามบริบทโลกล่าสุด ดังนี้


          ประการแรก สงครามเย็นใหม่ที่สหรัฐเล่นฝ่ายเดียว

            ไม่กี่ปีมานี้มีการเอ่ยถึงสงครามเย็นครั้งใหม่ คราวนี้มุ่งเป้าความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับจีน (รัสเซียมีส่วนด้วย) รัฐบาลทรัมป์กับ ส.ส. ส.ว. หลายคนมักใช้คำว่า “รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน” เพื่อพยายามตีตราว่าจีนปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ สร้างภาพความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่หากมองตามเนื้อแท้ความเป็นจริงนับวันจีนจะเปิดประเทศมากขึ้น ใช้ระบบการค้าเสรีภายใต้องค์การค้าโลก สังคมจีนยุคปัจจุบันมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าอดีต เพียงแต่พรรคคอมมิวนิสต์ยังเป็นแกนกลางควบคุมอำนาจประเทศ สหรัฐต่างหากที่ถอยตัวออกจากโลกเสรี ละเมิดข้อตกลงองค์การค้าโลก บริหารประเทศแบบอำนาจนิยมมากขึ้น

            เป็นเวลานานแล้วที่รัฐบาลจีนไม่ได้ส่งเสริมเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ มุ่งสร้างสัมพันธ์รอบทิศ ทำมาค้าขายกับนานาชาติมากกว่า ไม่แปลกที่หลายประเทศมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญรวมทั้งสหรัฐ ทุกวันนี้แทบทุกประเทศมีสัมพันธ์กับจีน (ต่างจากการปิดล้อมในยุคสงครามเย็น) นานาชาติปัจจุบันให้ความสำคัญกับสันติภาพมากกว่าความขัดแย้ง การจะจุดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองจึงเป็นเรื่องยาก เพราะสวนทางความจริง ไม่ตอบโจทย์บริโลกปัจจุบัน

          ประการที่ 2 การอยู่รอดสำคัญที่สุด

            “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy) ระบุว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐมักตั้งอยู่บนหลักสัจนิยม (Realism) เป็นความคิดนำ (dominated thinking) รัฐพร้อมทำทุกอย่าง เสริมสร้างให้ตัวเองเข้มแข็งที่สุด เหมือนสัตว์ป่าตัวที่เข้มแข็งที่สุดในป่าเพื่อมีชีวิตอยู่รอด

            ความขัดแย้งสหรัฐ-จีนเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้และจะทวีความรุนแรง แต่สงครามล้างโลกคือหายนะ ไม่สนองเป้าหมายการอยู่รอด มีคำถามว่าการทำลายล้างด้วยกันทั้งหมดคือการป้องกันประเทศหรือ ประโยชน์ของอาวุธนิวเคลียร์อยู่ตรงไหน

          ประการที่ 3 ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องสำคัญกว่า

            ประชาชนย่อมไม่อยากให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ ทำไมพวกเขาต้องเสียชีวิต ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในโลกหลังสงคราม แค่จินตนาการว่าต้องกักตุนอาหาร เด็กนักเรียนฝึกเข้าหลุมหลบภัยนิวเคลียร์อย่างยุคสงครามเย็น เท่านี้ก็น่าปวดหัวน่าหวาดกลัวมากพอแล้ว ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจำต้องถึงกับทำสงครามล้างโลกกันเลยหรือ อุดมการณ์ลัทธิการเมืองใดที่สอนให้ผู้นำประเทศทำเช่นนั้น

            คนในยุคนี้ให้ความสำคัญต่อชีวิตที่สุขสบาย ไม่ใช่เรื่อง่ายที่จะกล่อมให้คนยอมตายเพื่ออุดมการณ์

          ประการที่ 4 เพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อล้างโลก

            ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต่างให้เหตุผลว่าเพื่อป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้นิวเคลียร์ ป้องกันสงครามใหญ่ จึงสรุปว่ามีนิวเคลียร์เพื่อสันติ ประเด็นนี้สามารถถกแถลงได้แต่เป็นจริงไม่น้อย

            นอกจากสันติภาพยังใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา

            นอกจากปัจจัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจัยการเมืองในประเทศเป็นอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยนอกประเทศ บ่อยครั้งที่อาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นหาเสียงสำคัญ เป็นจุดยืนหรือท่าทีของพรรค

          อันที่จริงแล้วประวัติศาสตร์สอนว่า การทำลายล้างอีกฝ่ายไม่จำต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์เสมอไป การทำสงครามใหญ่ไม่เป็นที่นิยมและสูญเสียมาก เป็นเหตุผลว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน

          ประการที่ 5 การติดต่อสื่อสาร

            หากดูข่าวอาจเห็นภาพความขัดแย้ง วิวาทะของผู้นำประเทศ การเคลื่อนฝูงบิน กองกำลังเรือรบที่ส่อว่าตึงเครียด แต่ความจริงอีกข้อคือ แท้จริงแล้วผู้นำประเทศ เจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ มีการติดต่อสื่อสารอยู่เสมอ มากกว่าที่ปรากฏเป็นข่าวหลายเท่าตัว

            การตัดสินใจเปิดฉากทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ ยิ่งคิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทุกครั้งที่ผ่านมาเมื่อมีวิกฤต ทุกฝ่ายจะปรึกษาหารือทั้งทางตรงทางลับ ดังเช่นวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) เมื่อปี 1962 ลงเอยด้วยต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว หลีกเลี่ยงสงคราม

            มกราคม 1995 เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในโลกที่ประธานาธิบดีรัสเซีย บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) เปิดกระเป๋าเตรียมยิงนิวเคลียร์เนื่องจากมีสัญญาณปล่อยขีปนาวุธจากอีกฝ่าย เรื่องลงเอยด้วยดี เป็นความเข้าใจผิดเพราะเป็นเพียงจรวดทดลองวิทยาศาสตร์ของนอร์เวย์ บางคนตีความว่าเรื่องเล็กๆ เช่นนี้อาจทำให้มหาอำนาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่การตีความอีกแบบการกระทำของรัสเซียเป็น ขั้นตอนปฏิบัติปกติเป็นการเตรียมพร้อมเท่านั้น ที่สุดเมื่อสื่อสารกันก็ลงเอยด้วยดี

            เมื่อเทียบปัจจุบันกับ 30-40 ปีก่อน ระบบตรวจจับพัฒนาดีขึ้นมาก ดาวเทียมของสารพัดประเทศลอยเต็มท้องฟ้า (ไม่เฉพาะของชาติมหาอำนาจเท่านั้น) เรดาร์นับร้อยนับพันสถานีคอยตรวจจับตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศเหล่านี้จะล่วงรู้หากใครยิงนิวเคลียร์ ส่งเครื่องบินรบ ยิงจริงหรือไม่จริง ตรวจสอบซึ่งกันและกัน ภายใน 5-10 นาทีบรรดาผู้นำประเทศจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดสงครามล้างโลกจากความเข้าใจผิด อารมณ์ชั่ววูบจึงไม่มี การใช้หัวรบนิวเคลียร์ต้องผ่านระบบความปลอดภัย ตรวจสอบหลายชั้นหลายขั้นตอน คอมพิวเตอร์ชุดหนึ่งอาจทำงานผิดพลาดแต่ไม่ใช่ทุกชุดทุกระบบ ทุกประเทศที่ครอบครองต่างป้องกันเต็มที่ไม่เปิดโอกาสผิดพลาดทางเทคนิค ไม่เป็นอย่างที่ดูกันในภาพยนตร์

          ประการที่ 6 ผู้นำสหรัฐไม่ต้องการสงครามล้างโลก

            แม้บางครั้งประธานาธิบดีสหรัฐใช้ถ้อยคำรุนแรง สุ่มเสี่ยงเผชิญหน้ากัน เพิ่มงบประมาณกลาโหม สร้างอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ๆ แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าชนชั้นปกครองอเมริกาคิดทำสงครามนิวเคลียร์ อาจตั้งคำถามว่าชนชั้นปกครองอเมริกาอยากทำสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ อยากดำเนินชีวิตต่อในโลกยุคหลังสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ คำตอบโดยสามัญสำนึกคือ พวกเขาอยากอยู่ดีกินดี มีชีวิตยืนยาวอีกหลายๆ ปี ใช้ชีวิตเยี่ยงราชามากกว่า

            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าเพราะรู้ว่าหากเกิดสงครามโลกจะหมายถึงการสิ้นสุดอารยธรรม ประเทศต่างๆจึงไม่คิดทำสงครามใหญ่

สงครามนิวเคลียร์ในโลกแห่งความเป็นจริง :

            ดังที่นำเสนอในบทความก่อนว่ามีคนหรือกลุ่มคนที่คิดถึงเรื่องสงครามล้างโลกอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ คนเหล่านี้มักจะพูดในทำนองว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว ถ้าติดตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปี 20 ปี 30 ปีหรือไกลกว่านั้น (ยุคสงครามเย็น) แทบทุกปีจะมีคนพูดว่าจะเกิดสงครามล้างโลกแล้ว บางปีพูดมากกว่า 1 ครั้ง พูดให้ชัดคือตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ เสียงสงครามล้างโลกก็ดังเรื่อยมา

            การเอ่ยถึงสงครามล้างโลกบ่อยๆ ทำให้เกิดกระแสคิดว่ากำลังจะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว ทำให้หลายคนพลอยคิดว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ในโลกแห่งความจริงการเปิดฉากทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่ระดับนานาชาติ ไม่อาจเกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบอยู่ภายใต้การตัดสินใจของไม่กี่คน ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก ผู้คนในยุคนี้หวังทำมาหากินใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่คิดสละชีพเพื่ออุดมการณ์ ต้องทนทุกข์ยากเพราะผลจากสงคราม

            ข้อสรุปของบทความนี้คือ มีหลายเหตุผลชี้ว่าโลกเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงมากขึ้น อาวุธยุคใหม่รุนแรงกว่าเดิม แต่เหตุผลเหล่านั้นไม่นำสู่สงครามล้างโลก แต่ไม่ปฏิเสธว่าไม่มีวันเกิด โอกาสที่เป็นไปได้มีน้อยมาก

13 กันยายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8707 วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

เหตุผลโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น

สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ภายใต้หลักคิดของรัฐบาลสหรัฐมองว่ากำลังถูกคุกคาม ประเทศตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจำแก้ไข เกิดความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์

บรรณานุกรม :

1. Art, Robert J., Jervis, Robert. (2017). In International Politics: Enduring Concepts and Contemporary Issues (13th Ed.). New York: Pearson.

2. Fear of World War III should stop global disputes, Russia's Putin says. (2018, June 7). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/06/07/russias-vladimir-putin-holds-annual-phone-in.html

3. From pandering to Putin to abusing allies and ignoring his own advisers, Trump's phone calls alarm US officials. (2020, June 30). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/06/29/politics/trump-phone-calls-national-security-concerns/index.html

4. Gray, Colin S. (2007). War Peace and International Relations: An introduction to strategic history. Oxon: Routledge.

5. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.

6. Siracusa, Joseph M. (2008). Nuclear Weapons: A Very Short Introduction. New York: Oxford University Press.

7. The nuclear mistakes that nearly caused World War Three. (2020, August 10). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/future/article/20200807-the-nuclear-mistakes-that-could-have-ended-civilisation

8. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF

9. Viotti, Paul., Kauppi, Mark. (2009). International Relations and World Politics (4th Ed.). USA.: Pearson Education.

10. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.

--------------------------

เหตุผลโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น

สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ภายใต้หลักคิดของรัฐบาลสหรัฐมองว่ากำลังถูกคุกคาม ประเทศตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจำแก้ไข เกิดความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์

             สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะส่งผลกระทบทั่วโลก ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบยิ่งมีโอกาสน้อยมากเพราะทำลายล้างโลก อารยธรรมโลกถูกทำลายถอยหลังหลายสิบหลายร้อยปี แต่นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น ทำไมจึงคิดเช่นนั้น บทความนี้นำเสนอเหตุผล 6 ล่าสุดประการตามบริบทขณะนี้

          ประการแรก สนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับถูกฉีก

            เช่น ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate Nuclear Forces treaty) Open Skies Treaty (ยอมให้เครื่องบินลาดตระเวนของอีกประเทศบินเหนือน่านฟ้า ไม่มีพื้นที่ยกเว้น เพื่อลาดตระเวนถ่ายรูป การจัดวาง การเคลื่อนย้ายกำลังพลอีกฝ่าย รวมทั้งที่ตั้งนิวเคลียร์)

            เป็นหลักฐานว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคมหาอำนาจนิวเคลียร์ต่างคนต่างคิด ต่างสะสมอาวุธนิวเคลียร์

          ประการที่ 2 การปิดล้อมจีน

            ยุทธศาสตร์ในสมัยทรัมป์ประกาศชัดว่าจีนคือรัฐปรปักษ์ ความบาดหมางลงลึกไปถึงระดับประชาชน คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเกลียดชังคนจีนด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเป็นคนจีน

            ทรัมป์ฉีกทิ้งสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางเพียงฝ่ายเดียว อ้างว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญามานานแล้ว (สนธิสัญญานี้เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรป) ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับจีนโดยตรง มีข่าวหลายชิ้นบอกว่ารัฐบาลทรัมป์หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในแถบเอเชียแปซิฟิกด้วย (ไม่ใช่แค่ยุโรปอีกแล้ว) รัฐบาลสหรัฐอยากติดตั้งในออสเตรเลีย สมาชิกอาเซียน แม้รัฐบาลออสเตรเลียกับฟิลิปปินส์ปฏิเสธไปแล้วแต่รัฐบาลสหรัฐไม่ลดละความพยายาม ยังเสาะหาประเทศในเอเชียที่ยอมให้ติดตั้งนิวเคลียร์ของตน

            ล่าสุดรายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่นำเสนอเมื่อต้นเดือนกันยายนเผยจีนมีแผนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เท่าตัว มีขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงใส่อเมริกาได้ทุกจุดและใกล้จะสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์จากภาคพื้นดิน อากาศและทะเล ครบ 3 วิธีแต่จีนปฏิเสธแผนเพิ่มหับรบนิวเคลียร์เท่าตัว ไม่ว่าเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นชัดว่ารัฐบาลสหรัฐมุ่งที่จีนเป็นภัยคุกคามมากขึ้นซึ่งเป็นจริงอยู่ไม่น้อย

            John Mearsheimer จาก University of Chicago ชี้ว่านโยบายบรรทัดสุดท้ายของสหรัฐคือจะไม่ปล่อยให้จีนเป็นมหาอำนาจเทียบเคียงตน

            ภายในแนวคิดนี้จีนกำลังก้าวขึ้นมาสุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น

          ประการที่ 3 การฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย

            เมื่อสหภาพโซเวียตแตกและเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยขณะนั้นอ่อนแอมาก อาวุธจำนวนมากถูกทิ้งร้าง มีคำถามว่าอาวุธนิวเคลียร์ยังเก็บมิดชิดปลอดภัยหรือไม่ การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีปูติน นำประเทศค่อยๆ ฟื้นตัว ไม่กี่ปีหลังนี้พัฒนาอาวุธใหม่ๆ เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคอแวนกาจด์ (Avangard) ที่บอกว่าสามารถหลบรอดระบบป้องกันขีปนาวุธสหรัฐ

            ในมุมมองของสหรัฐ การฟื้นตัวของรัสเซีย ความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซียเพิ่มความกังวลเป็น 2 เท่า

          ประการที่ 4 สหรัฐปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งใหญ่

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจีน รัสเซีย การคงความเป็นเจ้าของสหรัฐ เหล่านี้เป็นเหตุผลมากพอที่รัฐบาลประกาศพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจประเทศโดยตรง

            บริบทโลกในขณะนี้และอนาคตอันใกล้ล้วนชี้ว่าชาติมหาอำนาจทั้ง 3 เผชิญหน้าทางทหารมากขึ้น แน่นอนว่าหมายถึงอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

          ประการที่ 5 สหรัฐมีนโยบายยิงก่อนถ้าจำเป็น

            รัฐบาลสหรัฐรวมทั้งนักวิชาการหลายคนพยายามพูดว่าสหรัฐจะไม่เป็นฝ่ายยิงก่อน โอกาสที่จะใช้นิวเคลียร์มีน้อยมากและปกติไม่คิดจะใช้เลย คำอธิบายทำนองนี้ชี้ว่าโอกาสใช้น้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้เลย รวมถึงเป็นฝ่ายใช้ก่อนด้วย

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่านับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ไปแล้ว 2 ลูก สหรัฐใช้ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกเพื่อหยุดญี่ปุ่น คนอเมริกันสมัยนั้นส่วนใหญ่เห็นด้วย สงครามเกาหลี (1950-53) เป็นอีกครั้งที่สหรัฐคิดใช้ระเบิดนิวเคลียร์ นายพลดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) เสนอให้โจมตีจีนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประธานาธิบดีทรูแมนไม่เห็นชอบ

            โอกาสที่จะใช้จึงมีและเคยทำมาแล้ว

          ประการที่ 6 กระแสสงครามล้างโลก

            มีกลุ่มคนที่คิดถึงเรื่องสงครามล้างโลกอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ คนเหล่านี้มักจะพูดในทำนองว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว เช่น กรณีอิรักในสมัยซัดดัม ฮุสเซน ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การทดลองนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจในขณะนี้

            ถ้าติดตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปี 20 ปี 30 ปีหรือไกลกว่านั้น (ยุคสงครามเย็น) แทบทุกปีจะมีคนพูดว่าจะเกิดสงครามล้างโลกแล้ว การเอ่ยถึงสงครามล้างโลกบ่อยๆ ทำให้เกิดกระแสคิดว่าสงครามนิวเคลียร์ใกล้แล้ว หลายคนพลอยคิดว่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ไม่อยากให้เกิดแต่ยอมรับว่าวันหนึ่งเป็นเช่นนั้น

            โดยรวมแล้ว ชาติมหาอำนาจขัดแย้งกันมากขึ้น เผชิญหน้ากันมากขึ้น หลายคนชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นใหม่อีกครั้ง จึงไม่แปลกถ้าจะพูดว่าโลกเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์เหมือนยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างสะสมนิวเคลียร์จำนวนมาก แสดงท่าทีพร้อมใช้ถ้าจำเป็น เกิดวิกฤตใกล้นิวเคลียร์เป็นระยะ

            ต้องจับตาท่าทีรัฐบาลสหรัฐเพราะมีแนวโน้มว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายข่มขู่ยั่วยุก่อน รัฐบาลสหรัฐจะแสดงท่าทีชัดเจนมากขึ้น

จับตาการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ปี 2021 :

            New Strategic Arms Reduction Treaty (New START) เป็นสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียฉบับเกิดเมื่อปี 2010 จำกัดการเก็บสะสมนิวเคลียร์ สนธิสัญญานี้จะหมดอายุในกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีชัดเจนว่าการเจรจารอบใหม่จะต้องมีจีนร่วมโต๊ะเจรจา เป็นไปได้ว่าสหรัฐต้องการปรับเงื่อนไขนิวเคลียร์ใหม่หมด (เป็นที่มาของการฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์พิสัยกลางกับ Open Skies Treaty ก่อนหน้านี้) ซึ่งจีนแสดงท่าทีเรื่อยมาว่าไม่เห็นด้วย ตั้งเงื่อนไขว่าจะเข้าร่วมเจรจาหากจีนเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์เท่ากับสหรัฐ หรือสหรัฐจะปรับลดจำนวนหัวรบให้เท่ากับจีน (ปัจจุบันสหรัฐกับรัสเซียมีประเทศละ 6 พันหัวรบ ส่วนจีนมี 300 หัวรบ)

            อีกแนวทางคือจีนพร้อมเจรจานิวเคลียร์ในหมู่ 5 สมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส) ไม่ใช่แค่ 3 ประเทศตามที่เสนอมา

            ประเด็นอยู่ที่จีนต้องการเป็นชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ยืนได้ด้วยขาตัวเอง ไม่พึ่งความมั่นคงจากรัสเซีย เป็นไปได้ว่าจีนจะค่อยๆ เพิ่มกำลังรบนิวเคลียร์ตามหลักคิดประเทศที่ก้าวขึ้นมาต้องก้าวขึ้นมาทุกด้าน ไม่เฉพาะเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าจีนพัฒนาและขยายแสนยานุภาพทางทหาร รัฐบาลจีนไม่ยอมให้ก้มหัวให้ใคร จีนมีศักยภาพที่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ให้มากเท่าสหรัฐ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่

            เป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐอาจใช้เรื่องนี้ยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าว เปิดทางสร้างสะสมอาวุธนิวเคลียร์ตามใจชอบ ปี 2021 จะเป็นปีแห่งความวิตกกังวลเมื่อชาติมหาอำนาจขัดแย้งเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าการบั่นทอนบ่อนทำลายอีกฝ่าย

6 กันยายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8700 วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิพากษ์ความคิดรัฐบาลสหรัฐผู้ล้างสัญญานิวเคลียร์ INF

การล้มสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ของตนใหม่ทั้งหมด คงความเป็นเจ้าโลกด้านอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปอีกนาน

การป้องปรามนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence)

นับจากหลายประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่มีใครใช้อีก นับว่าการป้องปรามได้ผล แต่ความสำเร็จในอดีตไม่เป็นเหตุจะรักษาไว้ได้ตลอดไป โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์จึงมีอยู่เสมออยู่ตราบเท่าที่โลกมีอาวุธชนิดนี้

โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?

โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 

เหตุผลที่โลกไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์
ทุกวันนี้การเปิดฉากทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ ไม่อาจเกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบภายใต้การตัดสินใจของไม่กี่คน ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก

บรรณานุกรม :

1. Australia rules out hosting US missiles. (2019, August 5). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1535676/world

2. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.

3. Beijing to Join US-Russia Talks If US Cuts Nukes to Chinese Level, China's Foreign Ministry Says. (2020, July 8). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/world/202007081079824464-beijing-to-join-us-russia-talks-if-us-cuts-nukes-to-chinese-level-chinas-foreign-ministry-says/

4. China firmly opposes U.S. report on Chinese military. (2020, September 2). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-09/02/c_139338038.htm

5. China planning to double its stockpile of nuclear warheads: Pentagon. (2020, September 1). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/politics/china-double-nuclear-warheads-pentagon

6. Dockrill, Michael L., Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.

7. Huge gap between Chinese and US nuclear arsenals causes concerns. (2020, July 7). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/content/1193892.shtml

8. INTERVIEW/ John Mearsheimer: U.S.-China rift runs real risk of escalating into a nuclear war. (2020, August 17). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/13629071

9. New START talks cannot include China. (2019, April 29). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1147895.shtml

10. ‘The end of us all!’ Duterte will NEVER let US deploy nukes & mid-range missiles in the Philippines. (2019, August 7). Al Arabiya. Retrieved from https://www.rt.com/news/465940-manila-no-us-nukes-inf/

11. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF

12. Wirtz, James J., Larsen, Jeffrey A. (2005). Nuclear Transformation: The New Nuclear U.S. Doctrine. New York: PALGRAVE MACMILLAN.

--------------------------