Skip to main content

Posts

Showing posts from July, 2019

The Maximum Pressure Policy: Geopolitical Dynamics Reshaping the Global Oil Order

Executive Summary: The US prohibition against nations purchasing Iranian oil is far more than a simple punitive sanction; it is a calculated geopolitical strategy designed to restructure the global oil trade. In effect, this policy compels numerous nations to shift their energy dependencies and import crude exclusively from suppliers aligned with United States strategic interests. 1. The Genesis of the Hardline Energy Strategy (Maximum Pressure) The Trump administration explicitly designated Iran as a severe threat to US national security and international stability, triggering the launch of its signature "Maximum Pressure" strategy. This policy was engineered to compel Tehran to halt all activities deemed hostile by Washington. The campaign's ultimate objective was to reduce Iranian oil exports to "zero," or as close to it as practically possible. The US imposed a strict deadline effective May 2nd, warning that any country or entity continuing to purcha...

สหรัฐหรืออิหร่าน ทางสองแพร่งของอียู

ไม่ว่ายุโรปจริงใจหรือเล่นเกม โครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน การคว่ำบาตร การทำการค้ากับอิหร่านจะเป็นเรื่องที่ยึดโยงกับยุโรปอีกนาน สะท้อนบทบาท ท่าทีของยุโรปในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ               ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่อต้านอิหร่านกับรัฐบาลอิหร่านอธิบายได้จากหลายจุด อาจเริ่มต้นที่ปฏิวัติอิหร่าน 1979 หากพูดในกรอบแคบคือความกังวลต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านโดยอ้างประเด็นนี้   แนวคิดเลิกโครงการนิวเคลียร์ (อนุญาตให้ใช้เพื่อสันติเท่านั้น) แลกกับยุติการคว่ำบาตรจึงเกิดขึ้น เกิดกลุ่มเจรจา P 5+1 หรือ E 3+3 (ฝ่ายสหภาพยุโรป 3 ประเทศอันได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมนี กับสหรัฐ รัสเซียและจีน) จนได้ข้อตกลงนิวเคลียร์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เมื่อกรกฎาคม 2015 โดย P 5+1 เป็นคู่สัญญา             ประธานาธิบดีโรฮานีถึงกับกล่าวว่าสถานการณ์อิหร่าน “เข้าสู่บทใหม่แล้ว” การยกเลิกคว่ำบาตรเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ เป็นยุคทองของอิหร่าน “เป็นโอกาสพัฒนาประเท...

รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

แม้ไม่เหมือนองค์กรนาโต เครือข่ายความมั่นของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกมีอยู่จริง อยู่ร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี แต่หลายประเทศร่วมมือมหาอำนาจอื่นด้วยเป็นโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ซับซ้อน “รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” ( Indo-Pacific Strategy Report: IPSR) ของกระทรวงกลาโหม ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2019 มีสาระสำคัญดังนี้             สหรัฐอเมริกามีประวัติศาสตร์อันยาวนานเรื่องการส่งเสริมเสรีภาพ การเปิดกว้างและโอกาสแก่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เปิดสัมพันธ์การค้ากับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทำสนธิสัญญาป้องกันประเทศกับหลายประเทศ และนับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาสหรัฐเป็นผู้วางระบบที่นำเสถียรภาพแก่ภูมิภาคและจะแสดงบทบาทสำคัญนี้ต่อไป             วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คือ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (free and open Indo-Pacific ) โดยยึดหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.เคารพอธิปไตยและอิสรภาพของประเทศต่างๆ 2.แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี 3.การค้าที่เปิดเสรี เป็น...

มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก

อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง             ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 เมื่อมิถุนายน 2019 ที่กรุงเทพฯ ได้เกิดเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งคือ “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” ( ASEAN Outlook on the Indo-Pacific)             แนวคิดอินโด-แปซิฟิกของอาเซียนตั้งอยู่บนหลักการว่าทั้งเอเชียแปซิฟิกกับอนุภูมิภาคอินเดียต่างเป็นประเทศที่กำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นการดีที่จะร่วมมือแทนการแข่งขันเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายแบบ “เกมศูนย์” ( Zero Sum Game)             อินเดียมีความสัมพันธ์ทั้งกับฝ่ายสหรัฐ คือสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น กับอีกฝ่ายคือความพยายามรวมตัวของรัสเซีย-อินเดีย-จีน หรือที่เรียกว่า RIC (จาก BRICS) การแข่งขันกับการจับขั้วมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ให้ความสำคัญกับเ...