นโยบายกดดันสุดขีดคือจัดระเบียบโลกน้ำมัน

การห้ามนานาประเทศซื้อน้ำมันอิหร่านไม่ใช่เรื่องการคว่ำบาตรอิหร่านเท่านั้น ยังมีผลโดยตรงต่อระเบียบการซื้อขายน้ำมันโลก หลายประเทศต้องมุ่งนำเข้าน้ำมันจากผู้ส่งออกที่เป็นมิตรกับสหรัฐเท่านั้น
             รัฐบาลทรัมป์ตีตราอิหร่านเป็นภัยร้ายแรงต่อสหรัฐและนานาชาติ ประกาศคว่ำบาตรกดดันอิหร่านอย่างถึงที่สุดตามนโยบายที่เรียกว่านโยบายกดดันสุดขีด (maximum pressure) เรียกร้องให้อิหร่านเลิกพฤติกรรมเป็นภัยต่อนานาชาติ หนึ่งในความพยายามคือลดการส่งออกน้ำมันอิหร่านให้เป็นศูนย์ (หรือต่ำที่สุด) ประกาศว่านับจาก 2 พฤษภาเป็นต้นไปประเทศใดที่ยังซื้อน้ำมันอิหร่านจะโดนสหรัฐเล่นงานด้วย แม้กระทั่งประเทศที่เป็นพันธมิตร เคยได้รับการผ่อนผันมาก่อนและจะเล่นงานถึงระดับบริษัท
การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมอิหร่านตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามหรือปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 1979 รัฐบาลสหรัฐบางชุดใช้มาตรการรุนแรง บางรัฐบาลผ่อนคลายการปิดล้อม คว่ำบาตรด้วยหลายเหตุผลทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน ก่อการร้าย แพร่กระจายอาวุธ การพัฒนาขีปนาวุธ ฯลฯ เป็นนโยบายที่ดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
8 ประเทศผู้เคยได้รับการผ่อนผัน :
            ก่อนหน้านโยบายกดดันสุดขีดเหลือเพียง 8 ประเทศที่คงซื้อน้ำมันอิหร่านเพราะได้รับการผ่อนผันหรือไม่อ่อนข้อให้สหรัฐ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตุรกี อิตาลี กรีซ และไต้หวัน
            ประเทศที่ประกาศแล้วว่าจะระงับหรือลดนำเข้าน้ำมันอิหร่าน ได้แก่ กรีซ อิตาลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
            ประเทศที่สหรัฐคุมไม่ได้คือ จีน อินเดีย ตุรกี
            ทางการจีนประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐซึ่งรังแต่ขยายความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับตลาดน้ำมันโลก
ปัจจุบันจีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านกว่า 500,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุด
เช่นเดียวกับจีน รัฐบาลอินเดียประกาศจะนำเข้าน้ำมันอิหร่านตามปกติต่อไป ชี้ว่าการซื้อจากแหล่งอื่นเป็นไปไม่ได้ อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของอิหร่าน ปี 2019 นำเข้าวันละ 300,000 บาร์เรล ลดจากปีก่อนที่ 450,000 บาร์เรล
            ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่าจีนกับอินเดียอาจลดการนำเข้าชั่วระยะหนึ่งแต่จะไม่ถึงกับยุตินำเข้าทั้งหมด เพราะหวังผลเจรจาการค้ากับสหรัฐหรือผลประโยชน์อื่นที่สำคัญกว่า
ด้านตุรกีปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำเรียกร้องสหรัฐเช่นกัน เมฟเลิต ชาวูโชลู (Mevlut Cavusoglu) รมต.ต่างประเทศวิพากษ์ว่าการที่รัฐบาลสหรัฐจะคว่ำบาตรทุกประเทศที่ซื้อน้ำมันอิหร่านผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทำไมประเทศต่างๆ ต้องยอมนบนอบเชื่อฟังคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐ ต่อมาให้คำอธิบายว่าหากซื้อน้ำมันประเทศอื่นจะต้องปรับปรุงโรงกลั่นซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณ
อุปทานไม่ขาด แต่ผู้ส่งออกเปลี่ยนไป :
          ประการแรก สหรัฐเพิ่มกำลังการผลิต
ในอดีตมีความเข้าใจว่าถ้าราคาน้ำมันทรงตัวในระดับต่ำอาจทำให้น้ำมันขาดตลาดในระยะยาว เพราะนักลงทุนขาดแรงจูงใจลงทุนขุดหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ เพราะแหล่งน้ำมันใหม่มักมีต้นทุนสูง แต่ความคิดเช่นนั้นไม่เป็นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่สามารถสกัดน้ำมันชั้นหินดินดาน (shale oil) ด้วยต้นทุนต่ำ ยังมีกำไรแม้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สหรัฐจากเดิมที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกกลายเป็นประเทศที่มีกำลังผลิตมากเป็นอันดับ 1 ของโลก (แซงซาอุฯ หรือใกล้เคียงกัน) แต่ยังคงนโยบายผลิตเพื่อมุ่งบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ถึงกระนั้นเมื่อสหรัฐลดการนำเข้าคลายแรงกดดันต่ออุปสงค์ของตลาดโลก เป็นอีกปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว (นอกจากปัจจัยอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจโลกโตช้า) รัฐบาลสหรัฐไม่กังวลราคาน้ำมันดิบโลกจะสูงเกินไปอีกแล้ว
          ประการที่ 2 ผู้ผลิตบางประเทศลดการส่งออก
            อีกประเด็นที่น่าสนใจคือประเทศผู้ผลิตบางประเทศลดการส่งออก โดยเฉพาะ ลิเบีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ด้วย 2 สาเหตุหลัก คือ ความวุ่นวายภายในประเทศกับถูกสหรัฐคว่ำบาตร
            ทันทีที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศจะไม่ผ่อนผันอีกแล้ว รัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ออกมาขานรับทันทีว่าจะดูแลให้ตลาดโลกมีอุปทานน้ำมันอย่างเพียงพอ
            ฝ่ายซาอุฯ ยืนยันว่าจะร่วมกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่ปล่อยให้น้ำมันขาดตลาด Khalid Al-Falih รมต.พลังงานประกาศพร้อมขายน้ำมันแก่ทุกประเทศที่เคยซื้อน้ำมันจากอิหร่าน พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตป้อนตลาดโลก
มีผู้ประเมินว่าความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์จะลดการส่งออกน้ำมันอิหร่านได้อีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเม็ดเงิน 60 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือ 21,600 ล้านดอลลาร์ต่อปี เป็นเม็ดเงินที่อิหร่านต้องสูญไปหรือพูดอีกอย่างคือมีบางประเทศที่รับเงินก้อนนี้แทน
            ข้อสังเกตคือประเทศที่เกิดความวุ่นวายภายในหรือถูกคว่ำบาตร รัฐบาลสหรัฐล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีทีว่าในระยะเวลาอันใกล้ประเทศเหล่านั้นจะกลับมาส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ นโยบายของรัฐบาลสหรัฐ (ทั้งรัฐบาลจากพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกัน) เป็นผลดีต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่เหลือ จะเรียกว่านโยบายกดดันสุดขีด คือนโยบายเพิ่มยอดขายให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่เป็นมิตรกับรัฐบาลทรัมป์ก็ได้ ช่วยให้ประเทศเหล่านี้มีเงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น มีงบประมาณมากขึ้น สามารถซื้ออาวุธ MADE IN USA ได้มากขึ้น ทดแทนราคาน้ำมันที่เคยอยู่เกือบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่แถว 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในขณะนี้
            หากต้องการทราบจริงๆ ว่าประเทศใดได้รับอานิสงค์นี้ สามารถติดตามยอดการส่งออกของแต่ละประเทศ
            ข้อสรุปคือ การล้มระบอบอิหร่านเป็นเรื่องอีกไกลแต่ช่วยรักษาภาวะถูกกดดันคว่ำบาตร เช่นเดียวกับความไม่สงบในลิเบีย เวเนซุเอลา สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือปริมาณการส่งออกที่เปลี่ยนไป บางประเทศส่งออกมากขึ้น โควตาน้ำมันที่เคยมีต้องเปลี่ยนไปโดยปริยาย
          ประการที่ 3 การจัดระเบียบซื้อขายน้ำมันโลก
            ถ้ามองในกรอบแคบ นโยบายสหรัฐคือกีดกันการส่งออกน้ำมันอิหร่าน ให้ประเทศที่เคยนำเข้าน้ำมันอิหร่านหันไปซื้อน้ำมันจากผู้ส่งออกอื่นๆ คาดหวังว่าในที่สุดประเทศผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านจะลดลง (เหลือเพียงประเทศที่ควบคุมไม่ได้ เช่น จีน อินเดีย) ผลอีกอย่างคือยอดขายของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่เป็นมิตรกับสหรัฐจะเพิ่มขึ้น นับเป็นผลสำเร็จของนโยบายกดดันสุดขีดของรัฐบาลทรัมป์
มุมมองที่กว้างขึ้นคือการจัดระเบียบการซื้อขายน้ำมันโลก นานาประเทศทั่วโลกจะต้องซื้อน้ำมันจากประเทศผู้ส่งออกที่เป็นมิตรสหรัฐเท่านั้น
รัฐบาลสหรัฐร่วมกับประเทศเหล่านี้จะเป็นผู้ควบคุมราคา ปริมาณการส่งออก-นำเข้า น้ำมันซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในมุมยุทธปัจจัย ความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การใช้ในชีวิตประจำวัน และเกี่ยวข้องกับการใช้สกุลเงินดอลลาร์เป็นสกุลหลักของโลก
            ข้อสรุปคือ เมื่ออิหร่านต้องการขายน้ำมันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ รัฐบาลสหรัฐจึงใช้ข้อนี้เป็นเครื่องมือจัดการอิหร่านพร้อมกับควบคุมราคาน้ำมันโลก หรือพูดอีกอย่างคือตั้งใจเล่นงานอิหร่านเพื่อใช้ประเด็นนี้ควบคุมราคาน้ำมันโลก
            ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่านโยบายกดดันสุดขีด (maximum pressure) จึงไม่ได้มีไว้เพื่อเล่นงานอิหร่านเท่านั้น มีผลต่อการจัดระเบียบการผลิต การส่งออกน้ำมันทั่วโลกและอื่นๆ
21 กรกฎาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8288 วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2562)
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
อิหร่านต่อกรกับสหรัฐเรื่อยมา ไม่เพียงเพราะการปฏิวัติอิสลาม การมองย้อนหลังไกลกว่า 40 ปีช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้น ชาติมหาอำนาจต้องการครอบงำอิหร่าน เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ค้นพบน้ำมัน
ทรัมป์เตือนว่า ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้นเป็นการเจาะจงเล่นงานบริษัทเอกชน เป็นแนวทางของจักรวรรดินิยมปัจจุบัน
บรรณานุกรม :
1. Here’s why China and India will remain defiant amid threat of US sanctions for Iranian oil imports. (2019, April 23). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/04/23/iran-oil-sanctions-china-and-india-will-remain-defiant-against-us.html
2. India insisting on oil imports from Iran. (2019, April 30). Tehran Times.  Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/435297/India-insisting-on-oil-imports-from-Iran
3. Iran Oil Buyers Craving Obama's Waivers Get Trump Shock Instead. (2019, February 3). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-10-03/iran-oil-buyers-craving-obama-s-waivers-get-trump-shock-instead
4. Saudi Arabia ready to replace Iranian oil after waivers end. (2019, April 30). Arab News.  Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1490236/world
5. Trump aims to drive Iran’s oil exports to zero by ending sanctions waivers. (2019, April 22). CNBC.  Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/04/22/trump-expected-to-end-iran-oil-waivers-try-to-drive-exports-to-zero.html
6. Turkey says cannot quickly abandon Iranian oil as U.S. waivers end. (2019, May 2). Reuters.  Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-iran-oil-turkey/turkey-says-cannot-quickly-abandon-iranian-oil-as-us-waivers-end-idUSKCN1S80WT
7. Turkey slams US move to end waivers on Iran oil imports. (2019, April 23). Hurriyet Daily News.  Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-slams-us-move-to-end-waivers-on-iran-oil-imports-142854
8. US sanctions over Iran oil will 'intensify Mideast turmoil': China. (2019, April 23). Rudaw.  Retrieved from http://www.rudaw.net/english/middleeast/iran/23042019
-----------------------------
Zbynek Burival

สหรัฐหรืออิหร่าน ทางสองแพร่งของอียู

ไม่ว่ายุโรปจริงใจหรือเล่นเกม โครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน การคว่ำบาตร การทำการค้ากับอิหร่านจะเป็นเรื่องที่ยึดโยงกับยุโรปอีกนาน สะท้อนบทบาท ท่าทีของยุโรปในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
             ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่อต้านอิหร่านกับรัฐบาลอิหร่านอธิบายได้จากหลายจุด อาจเริ่มต้นที่ปฏิวัติอิหร่าน 1979 หากพูดในกรอบแคบคือความกังวลต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านโดยอ้างประเด็นนี้  แนวคิดเลิกโครงการนิวเคลียร์ (อนุญาตให้ใช้เพื่อสันติเท่านั้น) แลกกับยุติการคว่ำบาตรจึงเกิดขึ้น เกิดกลุ่มเจรจา P5+1 หรือ E3+3 (ฝ่ายสหภาพยุโรป 3 ประเทศอันได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมนี กับสหรัฐ รัสเซียและจีน) จนได้ข้อตกลงนิวเคลียร์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เมื่อกรกฎาคม 2015 โดย P5+1 เป็นคู่สัญญา
            ประธานาธิบดีโรฮานีถึงกับกล่าวว่าสถานการณ์อิหร่าน “เข้าสู่บทใหม่แล้ว” การยกเลิกคว่ำบาตรเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ เป็นยุคทองของอิหร่าน “เป็นโอกาสพัฒนาประเทศ ปรับปรุงสวัสดิการ สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงแก่ภูมิภาค” ด้วยความหวังฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมจากการขายน้ำมัน ฟื้นค่าเงิน ลดอัตราเงินเฟ้อ แก้ปัญหาคนว่างงานที่สูงกว่า 3,300,000 คนในขณะนั้น
            สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมนี (อาจถือว่าในนามอียู/ยุโรป) จึงมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้น คาดหวังทั้งเรื่องความมั่นคงภูมิภาคและเป็นโอกาสที่นักธุรกิจอียูจะลงทุนในอิหร่าน
ทรัมป์คว่ำบาตรอิหร่าน เตือนอียู :
            สถานการณ์พลิกผันเมื่อทรัมป์จากรีพับลิกันชนะเลือกตั้ง ล้มข้อตกลงนิวเคลียร์เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับออกมาตรการคว่ำบาตรหลายชุดตามนโยบายกดดันสุดขีด (maximum pressure) หนึ่งใน นโยบายที่รุนแรงสุดคือขู่คว่ำบาตรบริษัทเอกชนทุกชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน และห้ามประเทศใดๆ ซื้อน้ำมันอิหร่านเด็ดขาด แม้กระทั่งประเทศที่เดิมได้รับการผ่อนผัน หลายประเทศที่เคยได้รับสิทธิพิเศษจึงระงับหรือลดการซื้อทันที
            ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลทรัมป์เตือนอียูหากคิดช่วยอิหร่านหลบรอดการคว่ำบาตร เตือนว่าอาจเป็นเป้าการลงโทษจากสหรัฐเช่นกัน ทำลายความสัมพันธ์ที่มีอยู่ เป็นคำเตือนสั้นๆ ว่าจะเลือกอยู่ฝ่ายอิหร่านหรือสหรัฐ ทั้งยังเรียกร้องให้ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วย
            ถ้ามองจากมุมอียู ผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐกับยุโรป (อียู) นั้นมหาศาล อียูต้องการรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐเช่นเดียวกับที่ต้องการสัมพันธ์กับอิหร่าน แต่จะทำอย่างไร
ท่าทีอียูกับอิหร่าน :
            ท่ามกลางนโยบายต้านอิหร่านของทรัมป์ ชาติอียูยืนยันคำสัญญาต่ออิหร่าน ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) กล่าวว่าฝรั่งเศสจะทำให้อิหร่านได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามข้อตกลงนิวเคลียร์ แต่สิ่งที่อิหร่านต้องการไม่ใช่คำหวาน คำสัญญาลมๆ แล้งๆ อิหร่านต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรมตามคำมั่นสัญญาที่ทำกันไว้
            7 กรกฎาคม อิหร่านเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมถึงระดับร้อยละ 4.5 เกินกำหนดที่ตั้งไว้ที่ 3.67 หลังครบกำหนดเส้นตาย 60 วันให้ยุโรปใช้ระบบชำระเงินช่องทางใหม่ ยืนยันว่าเป็นยุทธศาสตร์ของตนที่จะทยอยละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ เพื่อตอบโต้คู่สัญญาที่ไม่รักษาสัญญาก่อน ข้อตกลง JCPOA เปิดช่องให้ทำเช่นนี้ อิหร่านให้โอกาสแก่ยุโรป 1 ปีแล้วเพื่อแก้ไขสถานการณ์
            ต้องตระหนักว่าเหตุผลหลักที่อิหร่านยอมทำข้อตกนิวเคลียร์เพราะหวังยุติมาตรการคว่ำบาตรอันเนื่องจากนิวเคลียร์ รวมถึงการที่บริษัทเอกชนทั่วไปสามารถทำธุรกิจกับอิหร่าน เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลิกข้อตกลงฝ่ายเดียว อียูหาทางออกด้วยการสร้างระบบการชำระเงินใหม่ เพื่อสามารถทำธุรกิจต่อกันโดยไม่ผ่านระบบการเงินโลกที่รัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลควบคุม (ระบบเดิมที่ชื่อว่า SWIFT)
รัฐบาลอิหร่านประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะยังคงยึดมั่นข้อตกลงนิวเคลียร์ตราบเท่าที่ยุโรปทำตามข้อตกลงด้วย ความเป็นไปของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจึงขึ้นกับอียูโดยตรง
ระบบชำระเงิน INSTEX กับหลายมุมมอง :
            ปลายเดือนมกราคม 2019 เยอรมัน อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศว่าได้สร้างการชำระเงินกับอิหร่านแล้ว เป็นระบบธุรกรรมการเงินใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถแทรกแซง ระบนนี้มีชื่อว่า INSTEX (Instrument in Support of Trade Exchanges) สำนักงานใหญ่จะตั้งอยู่ในกรุงปารีส บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมัน และสหราชอาณาจักรทำหน้าที่ตรวจสอบ
            ระบบนี้เริ่มทำงานแล้วแต่ปัญหาอย่างหนึ่งของ INSTEX ในขณะนี้คือ อนุญาตให้ซื้อขายเฉพาะยาและเวชภัณฑ์ อาหาร สินค้าที่ไม่อยู่ในรายการคว่ำบาตร ฝ่ายยุโรปป้อนคำหวานว่าในอนาคตอาจขยายกลุ่มสินค้า แต่อิหร่านต้องการมากกว่านั้น เพราะที่คาดหวังแต่เดิมคือการทำธุรกิจทั่วไปเหมือนนานาประเทศ และต้องนำเข้าน้ำมันอิหร่านทันที
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าแท้จริงแล้วอียู (โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและเยอรมัน) ไม่จริงใจรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์ สิ่งที่กำลังทำขณะนี้คือเสแสร้งว่าต้องการให้ข้อตกลงนิวเคลียร์คงอยู่ต่อไปพร้อมกับการคว่ำบาตร (เท่ากับอิหร่านเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่ไม่ได้อะไรกลับมา)
            มีคำถามว่าฝ่ายอียูได้คิดล่วงหน้าหรือได้คำเตือนล่วงหน้าแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมให้อิหร่านฟื้นตัว เป็นที่มาของคำถามว่าอียูตั้งใช้ INSTEX จริง หรือเป็นเพียงฉากละครเพื่อถ่วงเวลา
            ถ้ามองจากมุมอิหร่าน การนำเข้าน้ำมันอิหร่าน การที่นักลงทุนยุโรปกลับเข้าไปทำธุรกิจกับอิหร่านอีกครั้งจะเป็นดัชนีสำคัญชี้วัดว่ายุโรปจริงใจหรือไม่ หรืออาจตีความอียูเป็นอิสระจากสหรัฐมากน้อยเพียงไร
            ถ้ายึดนโยบายที่ทรัมป์เคยประกาศว่าห้ามบริษัทเอกชนใดๆ ทั่วโลกทำธุรกิจกับอิหร่าน หาไม่แล้วอาจโดนสหรัฐคว่ำบาตรด้วย ต่อให้มีระบบชำระเงินใหม่จริง บริษัทเอกชนทุกประเทศทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับอิหร่านยังเสี่ยงตกเป็นเป้าการคว่ำบาตรจากรัฐบาลสหรัฐ เป็นประเด็นที่บริษัทเอกชนจะต้องตัดสินใจเองว่าจะเสี่ยงทำธุรกิจกับอิหร่านหรือไม่
            อีกมุมมองหนึ่งคือ แม้ระบบชำระเงินแบบใหม่ INSTEX จำกัดกรอบว่าเกี่ยวข้องกับการรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์ อีกมุมมองคือการริเริ่มวางระบบการเงินใหม่ที่ปลอดอิทธิพลรัฐบาลสหรัฐ เป็นการลดทอนอิทธิพลการเงินการธนาคารโลกที่สหรัฐครองเรื่อยมาตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเริ่มยุคสงครามเย็น
พูดอีกอย่างคือตัดสหรัฐออกจากระบบ เป็นระบบการเงินใหม่ที่โดดเดี่ยวอเมริกา สหรัฐกำลังโดนเล่นงานด้วยยุทธศาสตร์ปิดล้อม
            เป็นไปได้ว่าในอนาคตจะมีอีกหลายประเทศเข้าร่วม เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย และคงจะทยอยตามมาอีก บั่นทอนยุทธศาสตร์ปิดล้อมของสหรัฐที่ใช้กับหลายประเทศ สั่นคลอนความมั่นคงของระบบธนาคารอเมริกา
            จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของอียู
สรุป :
            ก่อนหน้านี้ IAEA รวมทั้งคู่สัญญาข้อตกลงนิวเคลียร์ต่างรับรองว่าอิหร่านปลอดอาวุธนิวเคลียร์ (ก่อนอิหร่านเริ่มละเมิดสัญญาบ้าง) แต่รัฐบาลทรัมป์ทำลายข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำไว้ในสมัยโอบามา ดำเนินนโยบายคว่ำบาตรอย่างหนัก พร้อมกับขู่นานาชาติ บริษัทเอกชนทั่วโลกให้ร่วมคว่ำบาตรด้วย เป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ สิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
            คำถามคือรัฐบาลอียูคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระจากรัฐบาลสหรัฐได้มากน้อยแค่ไหน คำสัญญาที่ให้กับอิหร่านมาจากความจริงใจหรือเป็นเทคนิคเอาตัวรอดไปวันๆ ของอียู
อียูจะต้องเลือกสหรัฐหรืออิหร่าน จุดสมดุลอยู่ที่ใด
ล่าสุด อิหร่านให้เวลาแก่ยุโรปเพิ่มอีก 60 วัน (นับจาก 7 กรกฎาคม) หากอียูยังไม่ทำตามสัญญา อิหร่านจะดำเนินการขั้นต่อไป ทางออกขึ้นอยู่กับอียูเท่านั้น
จะเป็นเวลาที่อียูต้องให้คำตอบอีกครั้ง
14 กรกฎาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8274 วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2562)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
นาโตไม่แตกแม้ 2 ฝั่งแอตแลนติกขัดแย้ง
การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต
ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ประเด็นอยู่ที่ทำอย่างไรจะเรียนรู้เท่าทันและได้ประโยชน์ อียูกำลังใช้โอกาสช่วงนี้ถอยห่างจากรัฐบาลสหรัฐ กำหนดวาระของตนเอง เป็นตัวแปรสำคัญของโลกอนาคต
บรรณานุกรม :
1. EU Allied with Trump Regime Sanctions on Iran. (2019, July 3). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/world/142488-eu_us_iran/
2. Germany, France, UK to Set Up EU Channel for Transactions With Iran - Reports. (2019, January 31). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/business/201901311071986252-france-germany-britain-iran-transactions/
3. Iran’s uranium enrichment degree reaches 4.5 percent. (2019, July 8). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/437887/Iran-s-uranium-enrichment-degree-reaches-4-5-percent
4. JCPOA goes into force; Rouhani says new chapter opens with the world. (2015, January 17). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=252269
5. Macron says France will try to make sure Iran receive ‘economic advantages’ of nuclear deal. (2019, July 2). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/437674/Macron-says-France-will-try-to-make-sure-Iran-receive-economic
6. Reducing nuclear commitments is Iran’s ‘unchangeable strategy’, Shamkhani tells French envoy. (2019, July 10). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/437972/Reducing-nuclear-commitments-is-Iran-s-unchangeable-strategy
7. Rohani vows to bring moderation to the country. (2013, May 28). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country-
8. Salehi: EU better launch SPV before it is too late. (2019, January 27). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/432354/Salehi-EU-better-launch-SPV-before-it-is-too-late
9. Trump warns Europeans not to try to evade Iran sanctions. (2019, January 28). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/world/2019/01/28/Trump-warns-Europeans-not-to-try-to-evade-Iran-sanctions.html
10. US differences with Europe get full airing at Munich meet. (2019, February 16) The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/europe/us-differences-with-europe-get-full-airing-at-munich-meet-1.826541
11. Zarif says Iran’s commitment to JCPOA will be commensurate to Europeans’. (2019, July 3). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/437699/Zarif-says-Iran-s-commitment-to-JCPOA-will-be-commensurate-to
-----------------------------

รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

แม้ไม่เหมือนองค์กรนาโต เครือข่ายความมั่นของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกมีอยู่จริง อยู่ร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี แต่หลายประเทศร่วมมือมหาอำนาจอื่นด้วยเป็นโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ซับซ้อน
“รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Strategy Report: IPSR) ของกระทรวงกลาโหม ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2019 มีสาระสำคัญดังนี้
            สหรัฐอเมริกามีประวัติศาสตร์อันยาวนานเรื่องการส่งเสริมเสรีภาพ การเปิดกว้างและโอกาสแก่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เปิดสัมพันธ์การค้ากับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทำสนธิสัญญาป้องกันประเทศกับหลายประเทศ และนับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาสหรัฐเป็นผู้วางระบบที่นำเสถียรภาพแก่ภูมิภาคและจะแสดงบทบาทสำคัญนี้ต่อไป
            วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คือ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (free and open Indo-Pacific) โดยยึดหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.เคารพอธิปไตยและอิสรภาพของประเทศต่างๆ 2.แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี 3.การค้าที่เปิดเสรี เป็นธรรมและต่างตอบแทน 4.ยึดถือกฎกติการะหว่างประเทศ
            วิสัยทัศน์นี้หวังสร้างระเบียบภูมิภาคที่ทุกชาติสามารถป้องกันผลประโยชน์ของตนพร้อมกับแข่งขันในตลาดอย่างยุติธรรม ปราศจากการครอบงำโดยชาติหนึ่งชาติใด
            สหรัฐมีค่านิยมและความเชื่อของตัวเองแต่จะไม่พยายามยัดเยียดวิถีของตนแก่ผู้อื่น ถือว่าประเทศต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อการรักษาระเบียบภูมิภาค พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐจึงต้องช่วยแบ่งเบาภาระอย่างยุติธรรม รวมทั้งเรื่องการลงทุนขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ
ทิศทางและความท้าทาย :
ในศตวรรษที่ 21 นี้จีนกำลังก้าวขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร แม้ได้ประโยชน์จากภูมิภาคแต่ผู้นำจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์บั่นทอนระบบระหว่างประเทศ เบียดบังเอาประโยชน์และค่อยๆ ทำลายค่านิยมและหลักการต่างๆ กดขี่ชาติพันธุ์มุสลิมในประเทศตัวเอง ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ติดอาวุธทะเลจีนใต้ในพื้นที่พิพาท กดดันประเทศอื่นด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ
เมื่อจีนก้าวขึ้นมาจะแสวงหาความเป็นเจ้าในภูมิภาคและเป็นเจ้าโลกในที่สุด ดูได้จากการที่จีนพัฒนาอาวุธต่างๆ การส่งกองกำลังไปที่ต่างๆ พัฒนากองกำลังอาวุธนิวเคลียร์ ด้านไซเบอร์ อวกาศ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ anti-access/area denial (A2/AD) ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) ส่งเรือและเครื่องบินตรวจตราหมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku Islands) ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทเพื่อแสดงการครอบครอง เป็นตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อการขนส่งสินค้าเสรี คุกคามอธิปไตยประเทศอื่น บ่อนทำลายเสถียรภาพภูมิภาค สวนทางกับหลักการเปิดเสรี จีนค่อยๆ คืบคลานเข้าควบคุมพื้นที่พิพาท ศักยภาพทางทหารที่เพิ่มขึ้นเป็นภัยคุกคามไต้หวันด้วย
จีนใช้อำนาจเศรษฐกิจ การทูต การทหารชักนำให้ประเทศอื่นๆ ทำตามวาระที่ตนกำหนด โครงการเศรษฐกิจหลายโครงการเป็นโทษต่อประเทศที่ร่วมโครงการถึงขั้นกระทบอธิปไตย ใช้วิธีเลี่ยงกลไกตลาดเพื่อให้โครงการที่ต่ำกว่ามาตรการผ่านการพิจารณา มีหลักฐานเรื่องการติดสินบน เลี่ยงการจ้างบริษัทกับแรงงานท้องถิ่น สร้างโครงการที่เข้าควบคุมพื้นที่ยาวนานถึง 99 ปี
รัฐบาลสหรัฐไม่ต่อต้านการลงทุนของจีนตราบเท่าที่เคารพอธิปไตย หลักนิติธรรม โปร่งใส
            รัสเซียเป็นอีกประเทศที่ผลประโยชน์กับอิทธิพลกำลังขยายตัวในภูมิภาคนี้ อันเป็นผลจากนโยบายและความก้าวหน้าทางทหาร พยายามกลับมาแสดงตัวในภูมิภาค สอดคล้องกับนโยบายแผ่ขยายอิทธิพลทั่วโลก หวังตอบสนองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ บ่อนทำลายความเป็นผู้นำของสหรัฐและระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกา
            รัสเซียใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การทูต การทหารเพื่อบรรลุการแผ่อิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เสาะหาลูกค้าซื้อพลังงานกับอาวุธ พยายามแสดงตัวเป็น “หุ้นส่วนที่ 3” ที่ไม่ใช่สหรัฐหรือจีน ฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์ของตนในย่านนี้
            จีนกับรัสเซียร่วมมือกันในหลายมิติ จีนเพิ่มการลงทุนในรัสเซียและเป็นลูกค้าซื้อพลังงานรายใหญ่ ซื้ออาวุธทันสมัยล่าสุด ร่วมกันต่อต้านสหรัฐในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ หวังสร้างระเบียบโลกพหุภาคีที่ลดอิทธิพลสหรัฐ
            เกาหลีเหนือยังเป็นประเด็นท้าทายตราบเท่าที่ยังไม่ปลอดนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ รวมทั้งอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงต่างๆ (weapons of mass destruction) ขีปนาวุธ มีประวัติแพร่กระจายอาวุธเหล่านี้แก่ประเทศอื่นๆ เช่น อิหร่านกับซีเรีย พยายามพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ยิงไกลถึงสหรัฐ ทั้งยังมีเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
            กองทัพเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น แสดงท่าทีใช้กำลังเรื่อยมา หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร รัฐบาลทรัมป์ใช้วิธีการทูตระดับผู้นำประเทศหวังให้โอกาสแก่เกาหลีเหนือ สหรัฐจะยังคงมาตรการคว่ำบาตรกดดันให้เกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์
            ส่วนภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น การก่อการร้าย อาวุธเถื่อน ยาเสพติด การค้ามนุษย์ โจรสลัด การประมงผิดกฎหมาย ภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นอีกส่วนที่สหรัฐให้ความสำคัญ
ผลประโยชน์และยุทธศาสตร์ :
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงกลาโหมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นแห่งชาติ 2017 (National Security Strategy) และยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ 2018 (National Defense Strategy) สหรัฐหวังช่วยให้ประเทศต่างๆ ในอินโด-แปซิฟิกดำรงความเป็นอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน มีเสรีภาพและความมั่งคั่ง หากสมดุลอำนาจภูมิภาคเปลี่ยนไปในทางลบจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน บั่นทอนระเบียบที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งจำต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรและหุ้นส่วนที่มีความคิดคล้ายกัน ไม่มีประเทศใดสามารถทำได้โดยลำพัง
            เพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น ได้กำหนดแนวทางหลัก 3 ประการ (หรือ 3P)
            ประการแรก เตรียมพร้อม (Preparedness) กองทัพต้องพร้อมเอาชนะทุกความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น โดยร่วมกับพันธมิตร หุ้นส่วนทั้งหลาย ตามหลักการใช้ความเข้มแข็งนำสันติภาพ (peace through strength)
            ประการที่ 2 ความเป็นหุ้นส่วน (Partnerships) ร่วมมือกับกองกำลังของพันธมิตรและประเทศหุ้นส่วน พร้อมกับแสวงหาหุ้นส่วนใหม่ๆ ซึ่งการเป็นหุ้นส่วนนี้รวมถึงการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วย
            ประการที่ 3 ส่งเสริมเครือข่ายในภูมิภาค (Promotion of a Networked Region) ร่วมมือกับพันธมิตรและประเทศหุ้นส่วนเป็นโครงสร้างความมั่นคงที่ยึดกติกาสากล ป้องปรามการรุกราน รักษาเสถียรภาพ สร้างเครือข่ายความมั่นคงทั้งจากข้อตกลงทวิภาคี ไตรภาคีและพหุภาคี
            ในการนี้กระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนพัฒนากองทัพญี่ปุ่นให้ทันสมัยต่อเนื่อง สหรัฐจะประจำการหน่วยรบที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีทหารในญี่ปุ่น 54,000 นาย
            ประเทศอื่นๆ ที่พูดถึงในฐานะพันธมิตรได้แก่ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ไทย
            สหรัฐกับอินเดียมีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องส่งเสริมการพัฒนาที่ยึดหลักกติกาสากล เป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง เกือบครึ่งหนึ่งของเรือพาณิชย์ทั้งโลกผ่านเส้นทางนี้ เช่นเดียวกับน้ำมัน 2 ใน 3 ที่ซื้อขายทั่วโลกต้องอาศัยเส้นทางดังกล่าว
            อินเดียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านของสหรัฐ เป็นหุ้นส่วนหลักด้านการป้องกันประเทศ (Major Defense Partner) รัฐบาลสหรัฐมีความปรารถนาที่จะยกระดับเป็นพันธมิตรต่อกัน
            นอกจากจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือแล้ว รัฐบาลสหรัฐ กระทรวงกลาโหมตั้งใจเพิ่มขยายความร่วมมือกับประเทศทั้งหลายให้มากขึ้น และสนับสนุนโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ยึดความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ตามแนวทางอาเซียน
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเอ่ยถึงโครงสร้างความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกที่รัฐบาลสหรัฐคาดหวังและที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หลายส่วนเป็นผลพวงจากสัมพันธภาพจากประวัติศาสตร์ สนธิสัญญา ข้อตกลงมากมายที่ทำไว้กับหลายประเทศ แม้ไม่ประกาศชัดแบบองค์กรนาโต เครือข่ายความมั่นของสหรัฐในอินโด-แปซิฟิกมีอยู่จริง อยู่ร่วมกับประเทศต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคี ไตรภาคีและพหุภาคี  
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศไม่ได้ร่วมมือกับสหรัฐเท่านั้น ยังร่วมมือกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ประเทศอื่นๆ พร้อมๆ กัน เป็นโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคที่ซับซ้อน
รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกพูดจากมุมมองของรัฐบาลสหรัฐ สำคัญกว่าเนื้อหาที่ดูดีคือการปฏิบัติจริง หากขัดแย้งกันรายงานนี้จะกลายเป็นหลักฐานในตัวเองเช่นกัน
7 กรกฎาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8274 วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2562)
-----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก
อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง
บรรณานุกรม :
US Department of Defense. (2019, June 1). Indo-Pacific Strategy Report: Preparedness, Partnerships, and Promoting a Networked Region. Retrieved from https://media.defense.gov/2019/May/31/2002139210/-1/-1/1/DOD_INDO_PACIFIC_STRATEGY_REPORT_JUNE_2019.PDF

มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก

อาเซียนเสนอเอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” หวังนำอนุทวีปอินเดียเข้ามาเชื่อมต่อกับเอเชียแปซิฟิกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น คงหลักอาเซียนเป็นแกนกลาง เน้นความร่วมมือแทนการทำลายล้าง
            ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 เมื่อมิถุนายน 2019 ที่กรุงเทพฯ ได้เกิดเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งคือ “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific)
            แนวคิดอินโด-แปซิฟิกของอาเซียนตั้งอยู่บนหลักการว่าทั้งเอเชียแปซิฟิกกับอนุภูมิภาคอินเดียต่างเป็นประเทศที่กำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นการดีที่จะร่วมมือแทนการแข่งขันเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายแบบ “เกมศูนย์” (Zero Sum Game)
            อินเดียมีความสัมพันธ์ทั้งกับฝ่ายสหรัฐ คือสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น กับอีกฝ่ายคือความพยายามรวมตัวของรัสเซีย-อินเดีย-จีน หรือที่เรียกว่า RIC (จาก BRICS) การแข่งขันกับการจับขั้วมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ให้ความสำคัญกับเอเชียแปซิฟิกพร้อมกับอนุภูมิภาคอินเดีย
            เอกสารอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าประชาคมอาเซียนตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของพลวัตรดังกล่าว จำต้องเข้ามาบริหารจัดการโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคง
            วัตถุประสงค์ของเอกสารฯ เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดความร่วมมือ เสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่งคั่ง ความท้าทายที่ต้องเผชิญร่วมกัน สร้างโครงสร้างภูมิภาคที่ยึดกฎกติกา เสริมสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่อกัน ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกว่าเดิม เสริมสร้างประชาคมอาเซียนด้วยกลไกที่อาเซียนเป็นแกนนำ เช่น การเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ความร่วมมือทางทะเล การเชื่อมโยงกันและกัน มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางของสหประชาชาติ (SDGs) และความร่วมมืออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
            ยึดหลักความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality)เปิดเผยโปร่งใส รวมทุกประเทศเข้ามา ยึดหลักธรรมาภิบาล เคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและสนธิสัญญาต่างๆ ยึดมั่นกฎบัตรอาเซียน ข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียน สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)
            เอกสารฯ ระบุความร่วมมือ 4 กรอบหลัก ได้แก่ ความร่วมมือทางทะเล การติดต่อเชื่อมโยง (connectivity) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอื่นๆ
            ความร่วมมือทางทะเลเป็นประเด็นแรกที่เอ่ยถึง ด้วยเล็งเห็นความท้าทายที่มีอยู่และที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเรื่องทรัพยากรทางทะเล มลพิษ ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ที่ให้แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี หลักเดินเรือเสรีและการบินผ่านน่านน้ำเสรี ฯลฯ
            การติดต่อเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคทั้ง 2 จะสนับสนุนแผนแม่บทอาเซียนที่มีอยู่แล้ว เป็นการเชื่อมโยงทั้งทางกายภาพและระหว่างประชาชน ส่งเสริมการทำธุรกิจ การศึกษา ช่วยให้การเชื่อมโยงมีประสิทธิภาพและราบรื่น
รักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน :
            แต่เดิมสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น วางยุทธศาสตร์สำหรับเอเชียแปซิฟิก ระยะหลังปรับเป็น “Indo-Pacific” เชื่อมต่ออนุภูมิภาคอินเดียเข้ากับเอเชีย มองว่าเอเชียแปซิกฟิกกับอนุภูมิภาคอินเดียเชื่อมโยงกัน
            อันที่จริงแล้วแต่ละประเทศแต่ละองค์กรต่างมีแผนในกรอบของตัวเอง สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นมีแผนที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับที่อินเดียมีกรอบของตนเองมานานแล้ว แนวคิดอินโด-แปซิฟิกของอาเซียนจึงเป็นอีกกรอบที่เกิดขึ้น
            ไม่ว่าอินเดียกับมหาอำนาจจะให้ความสำคัญมากเพียงไร อย่างน้อยอาเซียนกำลังสร้างเวทีที่ตนจะมีปากเสียง ได้เสนอวาระของตัวเอง และอาจกลายเป็นคนกลางที่ได้รับการยอมรับถ้าบริบทอำนวย ดึงอินเดียกับประเทศในอนุภูมิภาคให้ใกล้ชิดอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นและกำลังจะเป็นเช่นนั้นตามแผนการเชื่อมโยง
            เป็นความพยายามที่ประชาคมอาเซียนจะมีส่วนในการจัดระเบียบภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อย่างน้อยไม่ปล่อยให้พวกมหาอำนาจตัดสินใจตามลำพัง ไม่แอบอิงหรือถูกครอบงำด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง ระมัดระวังไม่กระทบผลประโยชน์ของประเทศนอกอาเซียนจนเกินจะรับได้ เป็นเหตุผลหลักที่มหาอำนาจยอมรับและสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ดีกว่าที่มหาอำนาจต่างแข่งกันสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงภูมิภาคของตัวเอง
หากอินเดียยินดีร่วมเข้ากลุ่มย่อมช่วยส่งเสริมบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนๆ จะมีส่วนเพิ่มขยายผลประโยชน์ของอินเดีย
มองเชิงปรปักษ์กับความร่วมมือ :
มีทั้งผู้ที่มองความเป็นไปของ “Indo-Pacific” ในเชิงปรปักษ์กับความร่วมมือ
พวกที่มองเป็นปรปักษ์จะมองว่าเป็นการช่วงชิงระหว่างฝ่ายสหรัฐกับอีกฝ่ายคือจีน-รัสเซีย รัฐบาลสหรัฐประกาศชัดที่จะขยาย/รักษาอิทธิพลของตนในย่านนี้ ยึดหลักแสดงพลังนำสันติภาพ ต่อต้านผู้ทำลายระเบียบโลกซึ่งหมายถึงระเบียบโลกปัจจุบันที่สหรัฐเป็นแกนนำ มองการก้าวขึ้นมาของจีน-รัสเซียด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
พวกที่มองเป็นความร่วมมือจะมองว่าทุกประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนา การขยายเศรษฐกิจ การเชื่อมต่อระหว่างกันกำลังเพิ่มทวีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอเชียแปซิฟิกกับอนุภูมิภาคอินเดียจะติดต่อเชื่อมโยงใกล้ชิดมากกว่าเดิมทั้งทางบก ทางทะเลและอากาศ เป้าหมายความมั่นคงคือรักษาการพัฒนา การติดต่อเชื่อมโยง
ถ้ามองทั้งมุมเชิงปรปักษ์กับความร่วมมือพร้อมกัน สามารถอธิบายได้ว่าเป็นความร่วมมือคู่การแข่งขันช่วงชิง การทำลายล้างอีกฝ่ายเป็นยุทธศาสตร์ที่ดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นเรื่องของบริบท เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เรื่องเฉพาะหน้าคือต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบได้ผลประโยชน์มากกว่าจากความร่วมมือ
เป้าหมายที่อาเซียนต้องการคือให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย อยู่ในบรรยากาศส่งเสริมการค้าการลงทุน แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ยึดกฎกติกา
            ผลประโยชน์อื่นๆ ที่ทั้งอาเซียน อินเดียและประเทศอื่นๆ ได้ เช่น ความร่วมมือด้าน non-traditional security issues ที่นับว่าจะสำคัญและซับซ้อน จำต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติ การเดินทางไปมาหาสู่ระดับประชาชนน่าจะเพิ่มมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณี ความสามารถด้านต่างๆ ตามแนวทางของโลกาภิวัตน์ ดังที่นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) กล่าวถึงแนวคิดความร่วมมือระดับพหุภาคีจะเป็นประโยชน์แก่ทุกประเทศ ด้วยความเชื่อว่า การอยู่ด้วยกันอย่างสันติจะส่งเสริมการค้าการลงทุน ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว แล้วกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ทุกประเทศ ดังนั้นจึงต้องมุ่งสร้างสันติภาพ พยายามเชื่อมรวมเข้าหากัน สร้างระบอบที่ยึดกฎกติกา การจะคาดหวังให้ชาติอื่นๆ ยึดค่านิยมวัฒนธรรมกับระบบการเมืองเดียวกันไม่สมเหตุผลและเป็นไปไม่ได้ แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายของมนุษยชาติคือความเข้มแข็งในตัวเอง ประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าของมนุษยชาติคือการแลกเปลี่ยนแนวคิด การเรียนรู้และปรับตัวเข้าอย่างกันอย่างต่อเนื่อง
อาเซียนก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 บัดนี้มีอายุกว่า 5 ทศวรรษ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จากสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศขยายเป็น 10 ประเทศ และเป็นประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน สร้างเวทีการประชุมหลายกลุ่ม นำประเทศสำคัญๆ เข้ามาประชุมในเวทีที่อาเซียนสร้างขึ้น บัดนี้พยายามขยายเวทีไปสู่อนุภูมิภาคอินเดียอีกครั้ง เอกสาร “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” เป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมก้าวแรกของความพยายามรอบใหม่ อาจมองว่าเป็นกรอบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ แต่ไม่ใหม่สำหรับฝีมือการทูตของประชาคมอาเซียน
30 มิถุนายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8267 วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
หัวข้อการประชุมพูดถึงการเข้าพัวพันกับโลก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ภายในหมู่ชาติสมาชิกที่ซับซ้อนลงรายละเอียดมากขึ้น การปฏิบัติตามแผนยังเป็นความท้าทายหลัก
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดจากสำนักสัจนิยมที่ใช้กันแพร่หลาย ถ่วงดุลฝ่ายที่เป็นอริ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ หวังเป็นเหตุไม่ให้คิดทำสงครามต่อกัน อาเซียนกำลังใช้ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ เพื่อชี้ชวนให้ทุกฝ่ายดำเนินนโยบายกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ แต่ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจมีจุดอ่อนเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง
บรรณานุกรม :
1. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล. (2562, มิถุนายน 23). ถ้อยแถลงของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการแถลงข่าวผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34. Retrieved from https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/21205
2. ASEAN. (2019, June 23). ASEAN OUTLOOK ON THE INDO-PACIFIC. Retrieved from https://asean.org/storage/2019/06/ASEAN-Outlook-on-the-Indo-Pacific_FINAL_22062019.pdf
3. ASEAN. (2019, June 23). CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 34TH ASEAN SUMMIT. Retrieved from https://asean.org/storage/2019/06/Final_Chairs-Statement-of-the-34th-ASEAN-Summit_as-of-23-June-2019-12....pdf
4. ASEAN has much to do. (2019, June 24). The Asian Post. Retrieved from https://theaseanpost.com/article/asean-has-much-do
5. Keynote Address: Lee Hsien Loong. (2019, June). IISS Shangri-La Dialogue 2019. Retrieved from https://www.iiss.org/events/shangri-la-dialogue/shangri-la-dialogue-2019
6. Lee John. (2018). Trends in Southeast Asia. Retrieved from https://www.iseas.edu.sg/images/pdf/TRS13_18.pdf
7. Ordaniel, Jeffrey., Baker, Carl. (2019, March). ASEAN Centrality and the Evolving US Indo-Pacific Strategy. Retrieved from https://www.pacforum.org/sites/default/files/issuesinsights_Vol19CR4_USASEAN.pdf
8. Russia-India-China will be the big G20 hit. (2019, June 26). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/06/article/russia-india-china-will-be-the-big-g20-hit/
-----------------------------