เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือความร่ำรวยของไม่กี่คน

แทบทุกรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำแต่ข้อเท็จจริงคือโลกเหลื่อมล้ำยิ่งกว่าเดิม องค์การอ็อกแฟมเสนอวิธีแก้ไขที่ทุกประเทศทำได้ เป็นมาตรการที่ได้ผล เหลือเพียงรัฐบาลกล้าลงมือหรือไม่

            เป็นประจำทุกปีองค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) จะนำเสนอรายงานความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจคู่ขนานกับการประชุมผู้นำเศรษฐกิจของโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ รายงานฉบับล่าสุดตั้งชื่อว่า ‘Public good or private wealth?’
            ความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพราะปัญหานี้ร้ายแรงขึ้นทุกวัน ทำให้คนในสังคมแตกแยก ทางออกคือต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เกื้อการุณย์ต่อมวลมนุษย์ด้วยกัน (Human Economy)
ข้อมูลจากธนาคารโลกล่าสุดระบุว่าปัจจุบันประชากรโลก 3,400 ล้านคนอยู่ด้วยเงินต่ำกว่า 5.5 ดอลลาร์ต่อวัน (ราว 176 บาท) ผลลัพธ์คือทุกวันนี้เด็ก 262 ล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ละวันมีผู้เสียชีวิตราว 10,000 คนเพราะไม่ได้รับการรักษาพยาบาล เอื้อให้เกิดรัฐบาลอำนาจนิยม บั่นทอนประชาธิปไตย บั่นทอนสิทธิมนุษยชน สถิติอาชญากรรมสูงขึ้น คนเครียดและป่วยทางจิตมากขึ้น
            ผู้หญิงมักเป็นกลุ่มที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดแม้กระทั่งในหมู่ประเทศยากจน ผู้หญิงมักเป็นคนที่ยากจนสุดๆ เหลื่อมล้ำมากสุด เหตุผลง่ายๆ เพราะผู้ชายเป็นผู้ปกครองและเขียนกติกาที่ให้ตัวเองได้ประโยชน์ สตรีเพศจึงมักถูกทอดทิ้ง ได้รับการเหลียวแลเป็นคนท้ายๆ การปรับลดบริการสาธารณะ ลดภาษีเศรษฐี ผู้หญิงจะได้รับผลกระทบก่อนและเสียหายมากกว่าทุกคน
            ข้อมูลระดับโลกพบว่าหญิงมีรายได้ต่ำกว่าชายร้อยละ 23 (ในงานเดียวกัน) ชายมีทรัพย์สมบัติมากกว่าหญิงถึงร้อยละ 50
            ประเด็นน่าคิดคือ หญิงต้องทำงานบ้านเลี้ยงดูบุตรหลาน ดูแลคนชรา โดยไม่ได้รับค่าแรง ขาดการเหลียวแลจากรัฐ ถ้าสตรีได้รับการดูแลจากรัฐดีกว่านี้จะลดการละเมิดทางเพศ ลดการกดขี่ทางเพศได้มากมาย
            ความจริงอีกข้อคือเด็กเก่งเด็กฉลาดมีอยู่ทุกที่ทั่วโลก แต่ไม่ใช่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างสมควร ขาดโอกาสเรียนต่อ ผลคือความสามารถของเด็กไม่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นไป เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าในหลายประเทศลูกคนรวยเท่านั้นที่ได้โอกาสทางการศึกษาสูงสุด เด็กหญิงในประเทศเคนยา 1 ใน 250 คนเท่านั้นที่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยม
            ส่วนสุขภาพคือสิ่งที่ต้องซื้อด้วยเงิน คนจ่ายได้มากกว่าจะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีกว่า คนยากจนจึงมักมีอายุสั้น เด็กในครอบครัวเนปาลที่ยากจนเสียชีวิตมากกว่าลูกคนรวยถึง 3 เท่า
            นี่คือสภาพความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เกิดขึ้นและพบเห็นดาษดื่น
Universal public services:
การเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง (Universal public services – เช่น เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ไฟฟ้า น้ำประปา) เป็นรากฐานของสังคมเสรีและยุติธรรม (free and fair society) เพียงแค่รัฐบาลดูแลเอาใจใส่ให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสาธารณะ มีมาตรการช่วยเหลือทางสังคมอย่างทั่วถึงจะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมได้ทันที ได้ประชากรที่มีการศึกษา สุขภาพดีตั้งแต่เด็ก สังคมมีเสรีภาพจริง ไม่มีใครถูกบีบคั้นให้ทำผิดกฎหมายเพราะว่า “จน” การใช้งบประมาณเพื่อการนี้ย่อมดีกว่าใช้งบประมาณแก้ปัญหาอันเนื่องจากสังคมไร้เสถียรภาพ เมื่อคนมีงานทำย่อมไม่คิดปล้นใครกิน ทุกคนใช้ชีวิตเป็นสุขตามสมควร เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้ากว่าเดิม
รายงานจากอ็อกแฟมชี้ว่าแทบทุกประเทศมีนโยบายลดความเหลี่ยมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน แต่หากจะแก้อย่างจริงจังและได้ผลควรกำหนดเป้าหมาย แผนระยะต่างๆ และแผนปฏิบัติงาน (action plan) ที่ชัดเจน และให้สอดคล้องกับ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน“ (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ พร้อมกับแนวทางต่อไปนี้
            ประการแรก ใช้นโยบายดูแลสุขภาพฟรี ทุกคนได้รับการศึกษาและบริการสาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน ให้เงินบำนาญ เบี้ยดูแลเด็ก ช่วยเหลือปกป้องทางสังคมแก่ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกหญิงชาย
            ประการที่ 2 หญิงที่ทำงานบ้านเลี้ยงดูบุตรหลานดูแลคนชราถือว่าเป็นการทำงานประเภทหนึ่ง รัฐบาลต้องดูแลหญิงเหล่านี้ดั่งคนทำงาน สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างน้ำประปา ไฟฟ้า การดูแลเด็กได้โดยง่าย เพื่อไม่ต้องเสียเวลากับงานเหล่านี้ (เช่น ต้องเดินไปหาบน้ำไกลหลายกิโลเมตร เสียเวลาหลายชั่วโมง)
            ประการที่ 3 เลิกลดภาษีแก่เศรษฐีและกิจการเอกชนขนาดใหญ่ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศมุ่งปรับลดภาษีคนมั่งคั่งร่ำรวยกับกิจการเอกชนขนาดใหญ่ เป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้มีฐานะดีเสียภาษีต่ำกว่าที่ควร
เหล่านี้เป็นแนวทางที่ทุกรัฐบาลปฏิบัติตามได้ และเป็นวิธีลดความเหลื่อมล้ำที่ได้ผลจริง

อภิมหาเศรษฐีพันล้านช่วยได้ :
นับจากวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008 จำนวนมหาเศรษฐีพันล้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว ปีที่แล้วเพียงปีเดียวพวกมหาเศรษฐีพันล้านสร้างความมั่งคั่งเพิ่มถึง 900,000 ล้านดอลลาร์หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ความมั่งคั่งของกลุ่มคนยากจนที่สุด 3,800 ล้านคนลดลงร้อยละ 11 เห็นชัดว่าคนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง
นอกจากนี้ ความมั่งคั่งกระจุกตัวกว่าเดิม อภิมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุด 26 คนของโลกมีทรัพย์สินเงินทองเท่ากับครึ่งหนึ่งของประชากรโลกหรือ 3,800 ล้านคน (นับจากคนยากจนที่สุดขึ้นมา) จากปีก่อนที่จะต้องรวม 43 อภิมหาเศรษฐีจึงจะเทียบเท่า
ถ้าอภิมหาเศรษฐีพันล้านยอมเสียภาษีเพิ่มอีกนิดเพียงร้อยละ 0.5 จากทรัพย์สินของพวกเขา เด็ก 262 ล้านคนจะได้ไปโรงเรียน ผู้ป่วย 10,000 คนในแต่ละวันจะไม่เสียชีวิตเพราะได้รับการรักษาพยาบาล (หรือราว 3.6 ล้านคนต่อปี)
            ปัญหานั้นมีอยู่และบรรเทาได้ถ้ายอมเสียสละ ลดความเห็นแก่ตัว อภิมหาเศรษฐีจ่ายภาษีมากกว่าเดิม เก็บภาษีผู้รับมรดก (Inheritance Tax) ภาษีทรัพย์สิน (Wealth Tax) เพียงเท่านี้รัฐจะมีงบประมาณสำหรับการบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง และมีเหลือสำหรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
            และหากสามารถแก้การทุจริตคอร์รัปชัน การเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่างๆ รัฐจะมีงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศในทุกด้าน
            จะมีนักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้ปกครองคนใดที่จะดำเนินนโยบายลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างจริงจัง นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองมีเรื่องนี้หรือไม่

ไม่มีประโยชน์ที่ดีแต่พูดแต่ไม่ทำจริง:
ทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนอยู่ภายใต้รัฐใดรัฐหนึ่ง ไม่มีใครสามารถอยู่แยกโดดเดี่ยว รัฐหรือรัฐบาลมีหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยจากอันตรายทั้งภายในและนอกประเทศ รักษาความยุติธรรมในสังคม ให้ความช่วยเหลือพลเมืองผู้ยากไร้ เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีรัฐหรืออยู่ใต้อำนาจรัฐบาลต่อไป พลเมืองทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือและเอาใจช่วยหากรัฐบาลทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวม
            องค์การอ็อกแฟมรายงานว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาแทบทุกรัฐบาลมีนโยบายแก้ไขความยากจน ทำให้จำนวนคนยากจนลดน้อยลงแต่ปัญหายังคงอยู่และมีปัญหาใหม่ และเช่นเดิมที่แทบทุกรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำแต่ยังทำน้อยเกินไป แก้ปัญหาช้าเกินไป เหตุเพราะผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองไม่ได้ให้น้ำหนักมากเพียงพอ เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลังบริหารประเทศ “เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือความร่ำรวยของไม่กี่คน”
            รัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ ยอมรับมากน้อยเพียงไร ความเหลื่อมล้ำความไม่เท่าเทียมกำลังก่อตัวเป็นปัญหาหนักขึ้นทุกวัน เราเห็นการประท้วงในหลายประเทศ แม้ในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว กรณีร้ายแรงสุดคือเกิดขั้วต่อต้านรัฐบาลแบบสุดโต่ง นำสู่ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ อาจกลายเป็นชนวนสงครามกลางเมือง คนชาติเดียวกันเข่นฆ่ากันเองด้วยอาวุธสงคราม ต่างชาติเข้าแทรก เมื่อถึงเวลานั้นประเทศยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นรัฐล้มเหลว ประชาชนนับแสนเสียชีวิต นับล้านต้องอพยพลี้ภัยกลายเป็นผู้ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร บ้านเมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง เหตุเพราะผู้มีอำนาจปกครองในปัจจุบันไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับปัญหา ไม่คิดหรือไม่กล้าลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง
27 มกราคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8113 วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ.2562)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
โลกต้องชื่นชมเศรษฐีผู้สร้างความร่ำรวยเพื่อมุ่งช่วยเหลือสังคมให้เป็นอารยะ ไม่ส่งเสริมยกย่องเศรษฐีที่ไม่ดูแลสังคมอย่างจริงจัง ยึดหลัก “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” อยากเห็นผู้อื่นมีความสุขเหมือนตนเอง
บรรณานุกรม :
1. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
3. Oxfam International. (2019, January). Public good or private wealth? Retrieved from https://oxfamilibrary.openrepository.com/bitstream/handle/10546/620599/bp-public-good-or-private-wealth-210119-en.pdf

unsplash-logoAnnie Spratt

พลังอำนาจทางทหารของจีน พัฒนาเพื่อต่อสู้และได้ชัย

กองทัพจีนพัฒนาโดยยึดแนวการรบแบบชาติตะวันตก หากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลก

รายงาน Chinese military power: Modernizing a Force to Fight and Win จากสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐ (US Defense Intelligence Agency) ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อ 15 มกราคมมีหัวข้อครอบคลุมหลายประเด็น บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญอันเป็นการตีความจากฝ่ายสหรัฐ พร้อมการวิเคราะห์ดังนี้
ประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี :
            จีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 5,000 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างอารยธรรมอันรุ่งเรืองตามยุคสมัย กองทัพจีนเป็นอีกส่วนที่นักประวัติศาสตร์บรรยายความยิ่งใหญ่ ความน่าทึ่งในแต่ละราชวงศ์
แต่สงครามจีน-เวียดนามในปี 1979 ชี้ให้เห็นว่ากองทัพจีนมีจุดอ่อนเรื่องแผนปฏิบัติการ เทคนิคการรบ การบัญชาการ การส่งกำลังบำรุง สงครามอ่าวเปอร์เซียให้บทเรียนที่สำคัญแก่จีนถึงการรบสมัยใหม่ เช่น การเชื่อมโยงของระบบข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนกำลัง การโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
กองทัพจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมกับความเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ทางการเมือง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากวันนี้ถึงปี 2020 จีนไม่คิดทำสงครามใหญ่กับใคร เป็นช่วงเวลาปรับปรุงกองทัพ ลงทุนโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายโครงการ ซ้อมรบตามยุทธวิธีสมัยใหม่ สงครามไซเบอร์ บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น รับนักศึกษาจบมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับอาวุธสมัยใหม่
ปลายปี 2015 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ออกนโยบายให้กองทัพมีขนาดเล็กลง เป็นมืออาชีพมากขึ้น อาวุธทันสมัยกว่าเดิม ตั้งศูนย์บัญชาการร่วมทุกเหล่าทัพ มุ่งปรับให้พร้อมรับมือสหรัฐ
วิเคราะห์: จีนเดินหน้าพัฒนากองทัพให้ทันสมัย ทั้งหลักนิยมการรบ โครงสร้างกองทัพ ระบบการบัญชาการ ใช้อาวุธสมัยใหม่ สิ่งหนึ่งที่จีนสู้สหรัฐไม่ได้แน่นอนคือประสบการณ์การรบจริง ประสบการณ์การรบตามยุทธวิธีสมัยใหม่ที่สหรัฐทำการรบน้อยใหญ่เรื่อยมา จีนไม่มีประสบการณ์เช่นนี้ (นับจากทำสงครามกับเวียดนามเมื่อปี 1979 จีนไม่ได้ทำสงครามกับใครอีกเลย การรบครั้งนั้นจีนยังใช้ยุทธการแบบเก่าซึ่งไม่อาจใช้กับการศึกปัจจุบัน) ดังนั้น ความพร้อมรบสหรัฐสูงกว่า มีประสบการณ์จริงมากกว่า นี่คือสิ่งที่จีนไม่อาจเลียนแบบหรือพัฒนาให้เท่าทัน

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของจีน :
China’s Military Strategy ของจีนที่นำเสนอเมื่อปี 2015 ระบุว่าจีนไม่คิดว่าจะมีสงครามโลกแต่จะเกิดสงครามในบางแห่งบางประเทศ (local war) ภัยคุกคามที่เอ่ยถึงคือเรื่องอธิปไตย ความมั่นคงภายในที่อาจสั่นคลอนศูนย์กลางอำนาจจีน ประเด็นไต้หวัน อุยกูร์ ธิเบตคิดแยกตัว ข้อพิพาททะเลจีนใต้กับทะเลจีนตะวันออก เสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปัญหาชายแดนกับอินเดีย
วิเคราะห์: สังเกตว่าภัยคุกคามที่จีนเอ่ยถึงเกือบทั้งหมดติดต่อหรือใกล้กับแผ่นดินจีน ในแง่ความมั่นคงทางทหารสะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่อยู่ใกล้ ตรงข้ามกับสหรัฐที่ผลประโยชน์กว้างขวางครอบคลุมทั้งโลก ดังนั้นถ้ามองจากมุมจีน จีนกำลังเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า ในขณะที่สหรัฐเป็นฝ่ายรุกคืบติดพรมแดนจีนหรือรุกเข้าไปข้างในจีน การที่สหรัฐวางกองเรือและกองกำลังอื่นๆ จำนวนมากในเอเชียแปซิฟิกสะท้อนเจตนากับเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐได้เป็นอย่างดี
หัวใจของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของจีน คือ การมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก จีนมองจากตัวตนสู่โลกภายนอก ในศตวรรษที่ 21 นี้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ (period of strategic opportunity) ของจีนจากบริบทโลก เป้าหมายทางยุทธศาสตร์นอกจากรักษาการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ความมั่นคงภายใน การเติบโตทางเศรษฐกิจ พิทักษ์อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน อีกข้อคือเสริมสร้างความเป็นมหาอำนาจ
ก่อนการปฏิวัติสังคมนิยมประวัติศาสตร์จีนเต็มด้วยความแปรปรวนภายใน ความวุ่นวายอันเนื่องจากสงครามกลางเมือง เป็นเหตุบั่นทอนอารยธรรม ชนเชื้อชาติอื่นหรือประเทศอื่นแทรกแซง คนจีนรำลึกประวัติศาสตร์เหล่านี้อยู่เสมอ ความมั่นคงภายในจึงเป็นประเด็นที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ ผู้นำแต่ละยุคเห็นว่าจำต้องปกครองด้วยความเข้มงวดดีกว่าปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวาย รัฐบาลคอมมิวนิสต์ปัจจุบันยึดถือแนวทางนี้เช่นกัน
ภัยจากภายในอาจรุนแรงกว่าภายนอก แต่ละวันมีพลเมืองหลายล้านคนที่ทางการจีนติดตามเฝ้าระวังใกล้ชิด เกรงว่าคิดก่อเหตุวุ่นวาย ต่างชาติเสี้ยมสอน
การทุจริตคอร์รัปชัน การสร้างกลุ่มก๊วนในหมู่เจ้าหน้าที่ เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลต้องจัดการเรื่อยมา
ในขณะเดียวกันนับวันกองทัพจีนจะขยายภารกิจไกลจากแผ่นดินแม่ เมื่อผลประโยชน์ขยายตัวออกสู่ไปประเทศอื่นๆ การปรับปรุงยุทโธปกรณ์สอดคล้องกับงบกลาโหมที่เพิ่มขึ้น ช่วงปี 2000-16 งบกลาโหมจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะ 2-3 ปีให้หลังนี้ลดลงมาอยู่ที่ 5-7 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 1.2-1.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (ธนาคารโลกระบุ GDP จีนปี 2017 อยู่ที่ 12.24 ล้านล้านดอลลาร์) ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ทราบจำนวนแท้จริง และไม่รวมงบที่ใช้ในงานวิจัยทางทหาร เงินอุดหนุนเจ้าหน้าที่ ฯลฯ
เป้าหมายของจีนคือสร้างกองทัพที่ทำสงครามระดับภูมิภาค สร้างระบบ real-time C2 networks ใช้ยุทธศาสตร์ป้องกันด้วยการรุกทำลายข้าศึก มุ่งพัฒนาการทำสงครามในยุคดิจิทัล ระบบสั่งการและควบคุมแบบดิจิทัล หรือ informatized warfare ให้ความสำคัญกับการรบนอกแผ่นดินใหญ่ การรบทางทะเล การรบในยุคไฮเทค ผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องพร้อมรบตลอดเวลา เป็นความท้าทายต่อโครงสร้างสายบังคับบัญชา
เป็นแนวทางเดียวกับที่ชาติตะวันตกใช้อยู่

ขีดความสามารถของกองทัพจีน :
            แม้จีนยังห่างไกลที่จะส่งกองทัพขนาดใหญ่ไปปฏิบัติการในที่ต่างๆ ทั่วโลก แต่อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธอวกาศและไซเบอร์สามารถจู่โจมปรปักษ์ได้ทุกแห่ง
            จีนกำลังพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่ (แทน H-6K) ร่วมกับยูเครนพัฒนาเครื่องบินลำเลียง An-225 ที่สามารถบรรทุกอาวุธถึง 254 ตัน กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินที่ผลิตด้วยตนเอง ตั้งฐานทัพที่จิบูตี (Djibouti – ฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน จุดยุทธศาสตร์ควบคุมคลองสุเอซ) บ่งบอกว่าจีนกำลังขยายอำนาจการรบของตนให้ไกลออกไปมากขึ้น สอดรับกับผลประโยชน์ที่ไกลออกไปตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (Silk Road Strategy) หรือ Belt and Road Initiative (BRI)
            จีนได้พัฒนาและประจำการอาวุธนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งเพื่อโจมตีตอบโต้ตามนโยบายไม่ใช้ก่อน (no first use-NFU) แต่น่าสงสัยว่าจีนอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากกองกำลังดังกล่าวถูกโจมตีหรือรัฐบาลกำลังแย่ จีนกำลังพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ชนิดหลายหัวรบแบบติดตั้งบนยานพาหนะ ขีปนาวุธมีระบบทะลวงระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม และอาจกำลังเตรียมเครื่องบินติดขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์
            ในอนาคตจีนจะเชื่อมต่อระบบ C2 พร้อมกับขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเคลื่อนที่ได้ เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ เป็นกองทัพที่น่าเกรงขาม
วิเคราะห์: รายงาน Chinese military power ฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่มักคาดการณ์อนาคตไว้อย่างน่ากลัว จีนจะกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง โดยข้อเท็จจริงแล้วนับตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเป็นผู้นำด้านนี้มาตลอดและยังเป็นผู้นำในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดเจนว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศในโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
ทั้งรัสเซียกับจีนล้วนเป็นผู้ตามหลังอเมริกาในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และต้องย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ใครแซงนำในเรื่องนี้
            โดยภาพรวมแล้วกองทัพจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วยึดแนวยุทธศาสตร์การรบแบบชาติตะวันตก กองทัพจีนน่าเกรงขามขึ้นมากในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐ แต่ยังเป็นเพียงมหาอำนาจทางทหารระดับภูมิภาคด้วยเหตุผลที่ยังไม่สามารถปฏิบัติการครอบคลุมทั่วโลก อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวล้ำ ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องเข้มแข็งมีประสิทธิภาพปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลกเป็นเงาตามตัว
20 มกราคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8106 วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2562)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
แผนพัฒนาใดๆ ของจีนสามารถตีความว่ากำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า เพิ่มโอกาสเพิ่มทางเลือก สำคัญว่าสุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่
ประเทศจิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน แสดงให้เห็นว่าจีนตั้งเป้าที่จะส่งกองเรือรบมาไกลถึงแอฟริกา ดูแลเส้นทางเดินเรือและพลเมืองของตนในแถบนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) ที่จีนจะร่วมมือกับเอเชีย แอฟริกาและยุโรป ในอนาคตจะเห็นทหารจีนปรากฏตัวตลอดเส้นทางสายไหม บทบาททางทหารของจีนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บรรณานุกรม :
1. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf
2. Defense Intelligence Agency. (2019, January 15). Chinese military power: Modernizing a Force to Fight and Win. Retrieved from http://www.dia.mil/Portals/27/Documents/News/Military%20Power%20Publications/China_Military_Power_FINAL_5MB_20190103.pdf
3. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF
-----------------------------

unsplash-logoManoj kumar kasirajan

มุมมองที่ไกลกว่าวิกฤติกำแพงของทรัมป์

ทรัมป์ชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญวิกฤติอันเนื่องจากคนต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย การไม่สามารถตัดสินนโยบายด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ ความไม่เชื่อถือต่อกันทางการเมืองเป็นวิกฤติเช่นกัน

            สัปดาห์ก่อนคริสต์มาสช่วงวันหยุดยาวเริ่มเกิดกระแสข่าวประธานาธิบดีทรัมป์จะปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน (หรือเปิดบริการเพียงบางส่วน) ขึ้นกับเดโมแครทจะยอมผ่านงบประมาณสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโกจำนวน 5,700 ล้านดอลลาร์หรือไม่ ปรากฏว่าการเจรจาไม่สำเร็จ หน่วยงานรัฐเริ่มปิดตัว มีผู้ให้ความเห็นทันทีว่าอาจยาวไปถึงหลังปีใหม่
            ทรัมป์เอ่ยเรื่องสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐกับเม็กซิโกตั้งแต่ช่วงหาเสียงและผลักดันเรื่อยมา แต่พรรคเดโมแครทซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นด้วยเรื่อยมาเช่นกัน
ผลโพลระบุว่าคนอเมริกันร้อยละ 55 โทษทรัมป์กับพรรครีพับลิกันที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐปิดตัว ร้อยละ 35 โทษพรรคเดโมแครท อย่างไรก็ตามร้อยละ 80 ของคนที่เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเห็นว่าทำถูกต้องแล้ว
            การปิดหน่วยงานรัฐสร้างปัญหาแก่ชาวอเมริกัน 800,000 คน แต่มีวิกฤติอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้น
แผนของทรัมป์ สร้างความหวาดกลัวและวิกฤติ :
รัฐบาลทรัมป์ยืนยันต้องสร้างกำแพงให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องปิดหน่วยงานรัฐอีกนานเพียงไร ชี้ว่าพวกเดโมแครทเป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรมจากคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ชาวอเมริกากันต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง สังคมแห่งความยุติธรรมกับอยุติธรรม
ฝ่ายเดโมแครทชี้ว่าพร้อมให้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงตามแนวพรมแดนแต่ไม่ใช่ด้วยการสร้างกำแพง ปล่อยให้คนอเมริกันต้องจ่ายภาษีหลายพันล้านดอลลาร์สร้างกำแพงที่ไม่น่าจะช่วยกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีพูดว่าเม็กซิโกต้องเป็นคนจ่าย
เมื่อเดโมแครทไม่ยอมผ่านร่างงบประมาณ ทรัมป์จึงหาทางเพิ่มคิดประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (national emergency) ใช้อำนาจนี้สั่งสร้างกำแพง
แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) โฆษกสภาผู้แทนฯ จากเดโมแครทชี้ว่าประธานาธิบดีพยายามปั่นหัวให้คนกลัว สร้างวิกฤติ อ้างความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้ได้งบประมาณที่ต้องการ ทั้งๆ ที่ไม่มีวิกฤติตามที่กล่าวอ้างเลย
            มุมมองนี้อธิบายได้ว่าประธานาธิบดีมีเจตนาอยากได้งบประมาณสร้างกำแพง เริ่มด้วยการอ้างเหตุผลความจำเป็น แต่ทรัมป์รู้ว่าพรรคเดโมแครทจะค้าน จึงหวังอาศัยพลังประชาชนผลักดันให้ผ่านงบประมาณ ด้วยการชี้แจงเหตุผลนานัปการ เหตุผลบางข้อถูก แต่หากพิจารณารายละเอียดหลายข้อร้ายแรงเกินจริง บางข้อพูดจริงเพียงครึ่งเดียว บรรยายภาพให้คนอเมริกันกลัวคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้คิดว่าคนเหล่านี้คืออาชญากรร้ายแรง ขายยาเสพติดและทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตเพราะยาเสพติด ฯลฯ รวมความแล้วคนเข้าเมืองผิดกฎหมายบั่นทอนความมั่นคงประเทศอย่างร้ายแรง
            แผนขั้นต่อมาคือสร้างวิกฤติต่อประชาชนด้วยการประกาศว่าจะไม่ยอมลงนามร่างงบประมาณหากไม่ได้งบสร้างกำแพง เมื่อร่างงบฯ ไม่ผ่าน เงินเดือนไม่ออก พนักงานลูกจ้างรัฐ 800,000 คนไม่ได้รับเงินเดือน มีการเจรจาระหว่างทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) กับฝ่ายค้านหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ทรัมป์ยืนยันว่าจะต้องได้เงินสร้างกำแพง มิเช่นนั้นจะปิดหน่วยงานรัฐต่อไปนานเท่านาน ในอีกความหมายคือ 800,000 คน (ถ้านับพ่อแม่ลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดูจะมากกว่านี้) ไม่ได้รับเงินเดือน หลายครอบครัวกำลังประสบวิกฤติการเงิน
            ทรัมป์ชี้ว่าเหตุที่หน่วยงานรัฐบางส่วนต้องปิดต่อไปนั่นเพราะพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมให้สร้างกำแพง คำถามคือเป็นการถูกต้องหรือไม่ที่รัฐบาลใช้วิธีนี้ เป็นการจับคนอเมริกันมาเป็นตัวประกันข่มขู่ฝ่ายค้าน

วิกฤติความคิดความเข้าใจ อะไรจริงอะไรเท็จ :
            ทรัมป์กล่าวว่า “ปราศจากกำแพงจะไร้ความมั่นคงตามแนวพรมแดน” วิธีการอื่นๆ ไม่ได้ผล
Craig Fugate อดีตผอ.สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินกลาง (Federal Emergency Management Agency: FEMA) ให้ความเห็นว่ากำแพงไม่สามารถกั้นการเข้าเมืองผิดกฎมาย มีอีกหลายวิธีที่จะช่วยบรรเทาปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดได้ดีกว่าและประหยัดกว่าการสร้างกำแพง
            ทรัมป์พยายามทำให้เข้าใจว่าถ้ามีกำแพงแล้วคนเข้าเมืองผิดกฎหมายจะหมดไป ความจริงคือการเข้าเมืองผิดกฎหมายทำได้หลายทาง ไม่จำต้องเป็นทางบกเท่านั้น และแม้มีกำแพงใช่ว่าจะปีนผ่านหรือหลบเลี่ยงไม่ได้ ผลคือจะต้องมีเจ้าหน้าที่ มีระบบเฝ้าระวังตลอดแนวพรมแดนซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว
            เทคนิคหนึ่งที่ทรัมป์ใช้เสมอคือพูดให้คนคิดง่ายๆ ตื้นๆ ไม่ต้องลงรายละเอียด ตอกย้ำไปเรื่อยๆ และให้เชื่อตามนั้น สวนทางกับโลกแห่งความจริงว่าหลายเรื่องมีรายละเอียดที่ต้องเอ่ยถึง หลายเรื่องที่ต้องคิดไตร่ตรองรอบคอบ แต่ผู้นำอย่างทรัมป์จะพูดแบบรวบรัด สร้างอารมณ์ให้คล้อยตาม และพูดสรุปว่าทำเช่นนี้แล้วอเมริกาจะยิ่งใหญ่อีกครั้ง
อีกประเด็นคือประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าเป็นความมั่นคงแห่งชาติ มี “วิกฤติที่พรมแดน” (crisis at the border) ถ้ายึดหลักความถูกต้องสมเหตุสมผล เกิดคำถามว่าฝ่ายใดถูกต้อง จำเป็นต้องสร้างใช่ไหม เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
            คำถามย่อยคือเรื่องความคุ้มค่า เช่น ควรใช้งบประมาณสร้างกำแพงหรือบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายด้วยวิธีอื่นๆ หรือนำงบฯ ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ
            ทรัมป์ประกาศนโยบายสร้างกำแพงกั้นตั้งแต่ช่วงหาเสียง มีผู้ให้ความเห็นมากมาย บ้างเห็นด้วย บ้างไม่เห็นด้วย กลายเป็นคำถามว่าแล้วอย่างไรถูกต้อง เรากำลังพูดถึงประเทศที่มีความรู้ ข้อมูลมหาศาล มีนักวิชาการระดับโลกทุกแขนง แต่เหตุผลความรู้ที่น่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศกลับไม่ถูกใช้ในการตัดสินนโยบายสำคัญของชาติ
หรือว่าเป็นเรื่องที่ต้องปล่อยให้ฝ่ายการเมืองตัดสินใจโดยไม่ต้องยึดเหตุผลความถูกต้อง
            นี่คือสภาพวิกฤติความจริงความเท็จ
ผู้นำประเทศที่พูดได้เรื่อยๆ :
            ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าอดีตผู้นำหลายคนสนับสนุนตนเรื่องสร้างกำแพง ปรากฏว่าอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ออกมาพูดว่าตนไม่เคยคุยเรื่องนี้กับทรัมป์และไม่สนับสนุนการสร้างกำแพง โฆษกประจำตัวของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George W. Bush) กล่าวว่าไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้กับทรัมป์ ส่วนทีมงานของบารัก โอบามา (Barack Obama) อ้างถ้อยแถลงเดิมว่าสหรัฐเป็นประเทศเปิด
            การสร้างกำแพงเป็นเพียงประเด็นเดียวที่กำลังหยิบยกขึ้นมาพูด ในภาพรวมผู้นำสหรัฐยุคนี้เป็นผู้ที่พูดอะไรก็ได้ พูดไปได้เรื่อยๆ สื่อมวลชน นักวิชาการ นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องคอยตรวจทานทุกคำพูดของท่านว่าอะไรถูกอะไรผิด (Fact Check)
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์โดนโจมตีเรื่องพฤติกรรมชู้สาว ล่วงละเมิดทางเพศ ผู้หญิงหลายคนออกมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะแต่ทรัมป์ปฏิเสธ เมื่อธันวาคมที่ผ่านมาไมเคิล โคเอน (Michael Cohen) อดีตทนายความของทรัมป์ถูกศาลพิพากษาจำคุกเนื่องจากจ่ายเงินแก่สตรี 2 คนเพื่อปิดปากว่าเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับทรัมป์ (ผิดกฎหมายเรื่องเงินที่ใช้กับการเลือกตั้ง)
            โคเอนพูดต่อหน้าศาลว่าตนมีหน้าที่ต้องจัดการเรื่องทำนองนี้ ด้านทรัมป์ชี้แจงว่าไม่เคยบอกให้โคเอนใช้วิธีผิดกฎหมาย ตนไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งใดๆ
            ในขณะที่การเมืองอเมริกากำลังขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น ไม่ว่าสังคมอเมริกันจะคิดเห็นอย่างไร ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อถือรัฐบาลอเมริกา นี่คือความถดถอยของประเทศนี้
            สภาพขณะนี้คือฝ่ายการเมืองไม่สามารถตัดสินใจด้วยเหตุผล ฝ่ายที่เห็นว่าจำต้องสร้างยืนยันต้องสร้างให้จงได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็คัดค้านหัวชนฝา พรรคเดโมแครทพยายามเสนอทางออกอื่นแต่พรรครีพับลิกันไม่ตอบรับ ผลโพลสรุปว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสร้างกำแพง แต่บางคนชี้ว่าผลโพลเชื่อถือไม่ได้ ล่าสุดรอดูว่าประธานาธิบดีจะใช้อำนาจสร้างกำแพงด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติหรือไม่
            นี่คือภาวะวิกฤติประชาธิปไตยอเมริกาและจะร้ายแรงกว่านี้ถ้าทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน
13 มกราคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8099 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ
โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้นฃ

บรรณานุกรม :
1. AP FACT CHECK: Do ex-presidents back Trump wall? They say no. (2019, January 8). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/0b368a320d744c94819206c45ae9f2b6
2. Former FEMA boss says border situation is not an emergency. (2019, January 11). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/e852d08a0bcf4268a1d18d8968fbbf13
3. Government set to shut down for the third time in a year as Congress adjourns for the night. (2018, December 21). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/12/21/politics/cornyn-no-vote-government-shutdown/index.html
4. House Democrats vote to reopen government and deny Trump wall money, defying veto threat. (2019, January 3). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/business/economy/house-democrats-prepare-vote-to-reopen-government-as-cracks-appear-in-gop-opposition/2019/01/03/24151490-0f96-11e9-8938-5898adc28fa2_story.html?utm_term=.383af5e85303
5. If Trump can achieve North Korea peace, he would be Nobel-worthy: Carter. (2018, May 23). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/05/23/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/trump-can-achieve-north-korea-peace-nobel-worthy-carter/#.WwTbGO6FPZ4
6. Mitt Romney: The president shapes the public character of the nation. Trump’s character falls short. (2019, January 1). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/opinions/mitt-romney-the-president-shapes-the-public-character-of-the-nation-trumps-character-falls-short/2019/01/01/37a3c8c2-0d1a-11e9-8938-5898adc28fa2_story.html?noredirect=on&utm_term=.25e44c582cf7
7. Spotlight: Trump's former lawyer gets 3-year prison time, president denies giving direction. (2018, December 14). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-12/14/c_137672435.htm)
8. The majority of Americans are against Trump on the wall and the shutdown. (2019, January 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/01/08/politics/polls-trump-shutdown-wall/index.html
9. Top Trump aide says shutdown may go into new year. (2018, December 23). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/the-americas/top-trump-aide-says-shutdown-may-go-into-new-year-1.805819)
10. Trump Escalates Border Wall Fight in National Address. (2019, January 9). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2019/01/08/us/politics/donald-trump-speech.html
11. Trump inclined to declare national emergency if talks continue to stall. (2019, January 5). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/01/05/politics/trump-national-emergency-border-wall-shutdown/index.html
12. Trump's former fixer Michael Cohen sentenced to three years in prison. (2018, December 12). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2018/dec/12/michael-cohen-sentence-latest-news-trump-hush-money-payments-lying-charges)
-----------------------------

unsplash-logoNamroud Gorguis

ยุทธศาสตร์เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นโอกาสของตุรกี

รัฐบาลแอร์โดกานเลือกเผชิญหน้าภัยคุกคาม มองเป็นโอกาสตักตวงผลประโยชน์ ไม่เกรงกลัวขัดแย้งชาติมหาอำนาจ ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นโอกาส

            ตุรกีชี้ว่าตัวเองเป็นผู้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในซีเรีย เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกป้องตัวเองเมื่อซีเรียกับอิรักกลายเป็นแหล่งชุมนุมของผู้ก่อการร้าย ISIS และอีกสารพัดกลุ่มจากคนร้อยสัญชาติ ผู้ก่อการร้ายนับหมื่นเดินทางเข้าซีเรียผ่านตุรกีๆ กลายเป็นแหล่งพักชั่วคราว แหล่งเตรียมพร้อมก่อนเข้าสมรภูมิ
            ผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งก่อเหตุในตุรกีด้วย มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไม่น้อย มีข่าวเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวอยู่เนืองๆ
            เมื่อสงครามกลางเมืองซีเรียกับอิรักร้อนแรง ISIS ประกาศรัฐอิสลาม (Islamic State) ตุรกีกลายเป็นทางผ่านที่ผู้อพยพลี้ภัยนิยมใช้ เพราะเป็นเส้นทางบก สื่อสารกันได้ ผู้อพยพรุ่นก่อนๆ ประสบความสำเร็จในการใช้เส้นทางนี้ จึงพูดปากต่อปาก เป้าหมายสุดท้ายคือยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก ผู้ลี้ภัยอีกส่วนตกค้างหรืออยู่ในตุรกี ปัจจุบันมีผู้อพยพในตุรกีราว 3 ล้านคนทั้งจากซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถานและอื่นๆ
            การเข้ามาเกี่ยวข้องของหลายประเทศในภูมิภาค ชาติมหาอำนาจ ทำให้ซีเรียกลายเป็นสมรภูมิสำคัญ เป็นพื้นที่แห่งการช่วงชิงของประเทศเหล่านี้
            ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่รัฐบาลตุรกีไม่อาจนิ่งเฉย จำต้องเข้าพัวพัน

ยุทธศาสตร์ใช้ภัยคุกคามให้เป็นโอกาส :
            ประเด็นน่าสนใจคือแทนที่จะเป็นเพียงฝ่ายตั้งรับ รัฐบาลตุรกีอาศัยภัยคุกคามจากสถานการณ์สร้างผลประโยชน์แก่ตน ภัยคุกคามจึงกลายเป็นโอกาส ดังนี้
          ประเด็นแรก ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย
            รัฐบาลตุรกีไม่เพียงปราบปรามผู้ก่อการร้ายในประเทศเท่านั้น ยังส่งกองทัพเข้าดินแดนซีเรีย (Operation Olive Branch) อ้างเหตุเพื่อเข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่อยู่ใกล้แนวพรมแดน เป็นจุดเริ่มต้นที่ตุรกีสร้างเขตอิทธิพลของตนในซีเรีย
ต่อเมื่อกองกำลังเคิร์ดเริ่มขยายเขตอิทธิพล กองทัพตุรกีเดินทัพลึกเข้าไปในซีเรียมากขึ้น (Operation Euphrates Shield) คราวนี้ใช้เหตุผลเคิร์ดเป็นภัยความมั่นคง รัฐบาลตุรกีเห็นว่า PYD หรือ Democratic Union Party ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของพวกเคิร์ดซีเรียเป็นกลุ่มก่อการร้าย ด้วยเหตุใกล้ชิดกับกลุ่มก่อการร้ายพวกเคิร์ดในตุรกี ประธานาธิบดีแอร์โดกานกล่าวว่า “ตุรกีมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะทำการรบในซีเรียและที่ต่างๆ ที่องค์กรผู้ก่อการร้ายตั้งฐานอยู่” ไม่เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศใดเนื่องจากรัฐเหล่านั้นไม่สามารถควบคุมบูรณภาพแห่งดินแดนของตน “เป็นการที่ตุรกีปกป้องอธิปไตยของตน”
ล่าสุดเมื่อกองกำลังเคิร์ดควบคุมพื้นที่ฝั่งตอนเหนือและตะวันออกของซีเรีย ตุรกีเตรียมส่งกองทัพชุดใหญ่รุกเข้าไปอีกครั้งพร้อมกับทรัมป์ประกาศถอนทหารสหรัฐ นี่คือเหตุการณ์ล่าสุด
          ประเด็นที่ 2 ภัยคุกคามจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดน
            ชนเชื้อสายเคิร์ดในตุรกีบางส่วนมีความคิดแบ่งแยกดินมาเรื่อยมา ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมามีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่หลายรอบ ซ้ำร้ายกว่านั้นเคิร์ดตุรกีมีสัมพันธ์กับเคิร์ดซีเรีย เมื่อรัฐบาลสหรัฐใช้เคิร์ดซีเรียเป็นกองหน้ารบกับผู้ก่อการร้าย กองกำลังเคิร์ดจึงได้รับอาวุธทันสมัยและรับการฝึกจากสหรัฐกลายเป็นภัยที่น่ากลัวสำหรับตุรกี
            ภัยคุกคามยิ่งเด่นชัดเมื่อพื้นที่ควบคุมของเคิร์ด (พูดอีกอย่างคือของฝ่ายสหรัฐ) ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือกับตะวันออก จุดนี้มองได้หลายแง่มุม ข้อแรกคือพื้นที่อิทธิพลของเคิร์ด กับอีกมุมมองคือโอกาสที่ “ต่างชาติ” เข้าแทรก เพราะที่เคิร์ดควบคุมได้เพราะมีทหารต่างชาติหนุนหลัง เมื่อสหรัฐคิดถอนกำลังจึงเกิดสุญญากาศว่าใครจะเข้าแทน รัฐบาลแอร์โดกานเห็นโอกาสจึงเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์และทรัมป์เห็นดีเห็นงามด้วย (ก่อนคิดเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา-จากข่าวล่าสุด)
            จะเห็นว่ารัฐบาลตุรกีอาศัยเหตุผลปราบปรามพวกคิดแบ่งแยกดินแดนเป็นโอกาสรุกเข้าไปในประเทศซีเรีย
ถ้ายึดหลักการ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติให้ทุกประเทศร่วมกันปราบปรามผู้ก่อการร้ายในซีเรียซึ่งเท่ากับยอมให้ละเมิดอธิปไตย แต่เคิร์ดไม่อยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายที่คณะมนตรีความมั่นคงระบุ การปราบปรามเคิร์ดจึงละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงอย่างชัดเจน
ดังที่นำเสนอข้างต้นแล้วว่ารัฐบาลแอร์โดกานเห็นว่าตุรกีมีความชอบธรรมที่จะปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายทุกกลุ่มที่ตุรกีเห็นว่าเป็นภัย ถ้ายึดตามหลักการนี้เท่ากับว่าตุรกีสามารถส่งกองทัพ หน่วยรบพิเศษ ทิ้งระเบิดใส่ที่ใดๆ ในโลก ถ้าตุรกีเห็นว่ามีผู้ก่อการร้ายที่นั่น
แนวทางที่ถูกต้องคือ ต้องให้เป็นความรับผิดชอบหลักของแต่ละประเทศที่จะดำเนินการ ไม่ใช่เรื่องที่ตุรกีจะดำเนินการเอง เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของประเทศนั้น หรือต้องได้รับมติจากคณะมนตรีความมั่นคง
            แต่รัฐบาลแอร์โดกานตีความว่าประเทศตนมีสิทธิ์ ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยผู้อื่น แม้ละเมิดกฎเกณฑ์สหประชาชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่บางประเทศใช่ เช่น สหรัฐ อิสราเอล
          ประเด็นที่ 3 ขยายอิทธิพลเข้าไปในซีเรีย
            ไม่เพียงส่งกองทัพเข้าดินแดนซีเรีย รัฐบาลแอร์โดกานได้สร้างหรือสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธชาวซีเรียที่เป็นพวกเดียวกับตน (ไม่ใช่พวกอัสซาด สหรัฐหรือประเทศใด) บางส่วนเป็นชาวซีเรียเชื้อสายเติร์ก
            รัฐบาลตุรกีเคยพูดว่าต้องส่งกองทัพเข้าซีเรียเพื่อปกป้องชาวซีเรียเชื้อสายเติร์ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลนี้กับเหตุผลอื่นๆ รัฐบาลแอร์โดกานพยายามสร้างฐานอิทธิพลในซีเรีย
            ประธานาธิบดีแอร์โดกานปฏิเสธว่าตนกำลังแบ่งแยกซีเรีย เราไม่เห็นด้วยกับการแบ่งซีเรีย เป้าหมายของเราคือต้านผู้ก่อการร้ายที่นั่น รัฐบาลของนานาประเทศต่างพูดทำนองนี้ แต่ต้องพิจารณาการกระทำ วาระซ่อนเร้น ถ้ารัฐบาลแอร์โดกานมีเป้าหมายเดียวคือต่อต้านก่อการร้ายควรขออนุญาตจากรัฐบาลอัสซาดก่อนและร่วมมือกับซีเรียอย่างใกล้ชิด แต่แอร์โดกานคิดเองทำเอง ส่อมีเจตนาแอบแฝง
            วิเคราะห์โดยรวม รัฐบาลตุรกีใช้แนวคิดยึดผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ประกาศว่าจำต้องรักษาอธิปไตยของตนจึงละเมิดอธิปไตยซีเรีย แอร์โดกานย้ำว่าต้องการให้ซีเรียสงบสุข คำถามคือสิ่งที่ทำส่งเสริมความสงบจริงหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วแอร์โดกานไม่ได้หวังความสงบจริง แต่หวังผลประโยชน์จากความไม่สงบ ส่วนคำว่าสงบสันติในซีเรียจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตุรกีได้ประโยชน์ดังหวังแล้ว ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นซีเรียจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องน่าคิด เพราะรัฐบาลแอร์โดกานปฏิเสธไม่ยอมรับรัฐบาลอัสซาดตั้งแต่ต้น
          ประเด็นที่ 4 แสดงตัวมีบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง-เติร์กไม่แพ้อาหรับ
            ความวุ่นวายในซีเรียเกี่ยวข้องกับประเทศในภูมิภาค พวกยุโรปตะวันตกและมหาอำนาจ ประเทศเหล่านี้ต่างแสดงบทบาทตามแนวทางของตน ตุรกีก็เช่นกัน กล่าวได้ว่าตุรกีมีบทบาทโดดเด่นในเวทีโลกขณะนี้ก็ด้วยประเด็นซีเรีย
            ในเชิงประวัติศาสตร์ แม้ชนชาวเติร์กเป็นมุสลิม ส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี แต่มีความเป็นชาตินิยมด้วย ชนชาวเติร์กมองว่าตนไม่ด้อยกว่าพวกอาหรับหรือเปอร์เซีย (ทำนองเดียวกับพวกเคิร์ดที่เป็นมุสลิมแต่ไม่คิดว่าตนเป็นอาหรับ ไม่ยอมเข้าพวกกับเปอร์เซีย)
เมื่อศตวรรษที่ 16 จักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกีในปัจจุบัน) ขยายดินแดนไปถึงตะวันออกของอานาโตเลีย ตอนเหนือของอิรัก ซีเรีย อียิปต์และอาระเบีย (Arabia)
สังเกตว่าออตโตมันทำสงครามขยายดินแดนในเขตที่เป็นมุสลิมด้วย เป็นการเข่นฆ่าระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง รัฐบาลแอร์โดกานกำลังซ้ำรอยประวัติศาสตร์ แม้อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าออตโตมันแต่กำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลายเช่นเคย

เข้าเผชิญหน้าความท้าทาย :
            ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลายแนวคิด บางทฤษฎีเห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลตุรกี มองว่าใครดีใครอยู่ การรุกรานอีกประเทศเป็นเรื่องปกติและสมควร เพียงแต่อาจเลือกใช้วิธีดูเนียน ใช้ถ้อยคำฟังดูสุภาพเป็นผู้ดี แม้กำลังทำลายล้างประเทศอื่นๆ แต่ยังแสดงตัวว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม
            เรื่องหนึ่งที่น่าชื่นชมคือรัฐบาลแอร์โดกานเลือกที่จะเผชิญหน้าภัยคุกคาม มองเป็นโอกาสตักตวงผลประโยชน์ แก้ปัญหาพวกเคิร์ด ไม่คิดหลบหลีกชาติมหาอำนาจ เดินหน้าเจรจาต่อรอง ไม่กลัวขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นนโยบายที่มีความเสี่ยงสูง สร้างขยายอิทธิพลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง  เป็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นโอกาส ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ต้องติดตามต่อไป
6 มกราคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8092 วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ.2562)

---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลตุรกีส่งกองทัพเข้าซีเรีย อ้างเหตุผลเพื่อปราบปราม IS ป้องปรามภัยคุกคามจากเคิร์ดซีเรีย ความจริงที่ต้องเข้าใจคือปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากขั้วสหรัฐ ได้ความเห็นชอบจากรัฐบาลรัสเซีย ผลลัพธ์ที่ได้จึงจำกัด เป็นหลักฐานอีกชิ้นชี้ว่าอนาคตของซีเรียไม่เป็นของคนซีเรียอีกต่อไป ประเทศนี้กลายเป็นสมรภูมิ ดินแดนที่หลายประเทศเข้ากอบโกยผลประโยชน์ โดยอ้างปราบปรามผู้ก่อการร้าย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านหรือไม่ก็สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย นี่คือพัฒนาการล่าสุดจากความวุ่นวายภายในของประเทศนี้
ข่าวตุรกีโจมตี IS เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตุรกี เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีลังเลใจที่จะร่วมต้าน IS อย่างจริงจัง ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินร่วมกับการโจมตี PKK ด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของตุรกีโดยตรง และเมื่อวิเคราะห์ในภาพที่ใหญ่ขึ้น การจัดการ IS PKK ไม่ใช่เพียงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (IS) หรือผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ (PKK) แต่เชื่อมโยงกับประเทศซีเรียโดยตรง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แบ่งแยกประเทศนี้

บรรณานุกรม :
1. Goldschmidt, Arthur Jr. & Davidson, Lawrence. (2010). A Concise History of the Middle East (9th Ed.). USA: Westview Press.
2. Kremlin Confirms Information on Syrian Army Taking Control of Manbij. (2018, December 29). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201812291071090930-kremlin-control-manbij/
3. Rafferty, Kirsten., & Mansbach, Richard. (2012). Introduction to Global Politics (2nd ed.). New York: Routledge.
4. Turkey has the right to conduct operations in Syria, elsewhere to combat terror threats: Erdoğan. (2016, February 21). Hurriyet Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-has-the-right-to-conduct-operations-in-syria-elsewhere-to-combat-terror-threats-erdogan-.aspx?pageID=238&nID=95474&NewsCatID=352
5. Turkey has right to conduct ops in Syria, elsewhere to protect itself from terrorists – Erdogan. (2015, February 21). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/333179-erdogan-terror-operations-syria/
-----------------------------

unsplash-logoAli Arif Soydaş