หลักแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and rule)

คือการทำให้ศัตรูอ่อนแอด้วยการยุยงปลุกปั่น ให้คนในสังคมขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ไม่อาจหาทางออกด้วยสันติวิธี เพื่อเจ้าของยุทธศาสตร์จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ เช่น เข้าไปมีอิทธิพลครอบงำปกครอง

            หลักแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide and rule หรือ divide and conquer) คือการทำให้ศัตรูอ่อนแอด้วยการยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยก บ่อนทำลายความสามัคคี คนในสังคมขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ไม่อาจหาทางออกด้วยสันติวิธี เกิดการต่อสู้ทางความคิดจนถึงขั้นใช้อาวุธสงคราม เพื่อเจ้าของยุทธศาสตร์จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ เช่น เข้าไปมีอิทธิพลครอบงำ ยึดครอง ปกครอง

กรณีศึกษาจากประวัติศาสตร์ :

            หลักแบ่งแยกแล้วปกครองเป็นที่นิยมใช้ตั้งแต่โบราณกาล การศึกษาตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น ดังนี้

            กรณีการแบ่งแยกออตโตมัน

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ออตโตมันอยู่ฝ่ายเยอรมนีและเป็นผู้ครอบครองอาหรับ รัฐบาลอังกฤษสัญญาว่าจะให้อาณาจักรอาหรับ (Arab kingdom) เป็นอิสระจากออตโตมัน ผู้นำอาหรับสมัยนั้น ฮุสเซน บิน อะลี (Hussein bin Ali, 18561931) จึงนำชาวอาหรับต่อต้านพวกเติร์ก

            พวกเติร์ก (Turks – สายเจ้าผู้ปกครองออตโตมัน) กับพวกอาหรับ (Arabs) แม้มีศาสนาอิสลามร่วม แต่ด้วยความแตกต่างทางเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ ความต้องการส่วนตัวของผู้ปกครองจึงเกิดความบาดหมาง ในสมัยนั้นดินแดนชายฝั่งติดทะเลของคาบสมุทรอาระเบียเป็นของออตโตมันเกือบหมด ยกเว้นคูเวต โอมานและฝั่งติดทะเลภาคใต้ ดินแดนที่เป็นซีเรียเดิมซึ่งประกอบด้วยซีเรีย อิรัก จอร์แดน เลบานอน อิสราเอลเป็นของออตโตมันด้วย

            รัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศสหวังใช้สงครามเพื่อแยกจักรวรรดิออตโตมันให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ใช้คือสนับสนุนพวกชาตินิยมอาหรับ เพื่อให้คนท้องถิ่นทำสงครามต่อต้านออตโตมัน โดยที่อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่คิดจะให้อาหรับเป็นอิสระอย่างแท้จริง รัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นนักล่าอาณานิคมใช้ “ลัทธิชาตินิยมที่มีเป้าหมายปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นอาณานิคม” เป็นเครื่องมือล่าอาณานิคม

            ในมุมอาหรับเป็นช่วงที่ลัทธิชาตินิยมอาหรับมาแรง อาจมีอิทธิพลไม่น้อยกว่าศาสนาเพราะออตโตมันนับถืออิสลามเช่นเดียวกัน แต่พวกอาหรับยังต้องการเป็นประเทศเอกราช พ้นจากอำนาจผู้ปกครองเติร์ก เกิดสงครามเข่นฆ่าระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง และเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม สิ้นจักรวรรดิออตโตมัน อังกฤษมิได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพวกอาหรับ

            กรณีอังกฤษแบ่งแยกอินเดีย

            อินเดียมีแผ่นดินกว้างใหญ่ ประชากรมหาศาล รัฐบาลอังกฤษผู้เป็นเจ้าอาณานิคมใช้วิธีทำให้อินเดียอ่อนแอด้วยการสร้างความเกลียดชังในหมู่คนอินเดียด้วยกัน คนอินเดียจมอยู่ในความขัดแย้งกันเองแทนที่จะร่วมกันต่อต้านอังกฤษที่เข้ามาปกครองพวกตน

            วิธีการของรัฐบาลอังกฤษเริ่มต้นด้วยการทำสำมะโนประชากรแยกแยะว่าใครอยู่ที่ไหน ชาติพันธุ์ใด นับถือศาสนานิกายใด อังกฤษสอนให้คนอินเดียยึดมั่นชาติพันธุ์ศาสนานิกายของตน แต่เดิมอินเดียเป็นพหุสังคมมีศาสนานิกายมากมาย แม้มีความขัดแย้งแต่ยังอยู่ร่วมกันได้  มาบัดนี้ความขัดแย้งทั้งจากชาติพันธุ์ นิกายศาสนากำลังบาดลึกรุนแรง

            การสร้างความขัดแย้งในหมู่ชนชนปกครองเป็นอีกวิธีที่ใช้ รวมทั้งยุยงให้คนท้องถิ่นเกลียดชังชนชั้นปกครอง เช่น ที่เบงกอล (Bengal – แถบบังคลาเทศในปัจจุบัน) ประชาชนประท้วงร้องขอให้คนท้องถิ่นมีส่วนปกครองมากขึ้น รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนคนท้องถิ่นที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมผู้ยากไร้ลุกขึ้นต่อต้านผู้ปกครองที่เป็นคนเชื้อสายอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู

            สังเกตว่ารัฐบาลอังกฤษใช้เหตุผลที่ดูดี คือให้คนยากจนต่อต้านคนมั่งมี ประชาชนมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น และประเด็นความแตกต่างทางศาสนา แต่เป้าหมายเบื้องหลังที่อังกฤษต้องการไม่ใช่เรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ให้เสรีประชาธิปไตย แต่ให้ประเทศอินเดียวุ่นวายเพื่อตนจะได้ปกครองต่อไป

            ผลประการหนึ่งที่ตามมาคือเกิดพรรคมุสลิมที่ต่อต้านพรรคของพวกฮินดูในรัฐสภา เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของมุสลิมทั่วประเทศ เรียกร้องสิทธิมุสลิมตามแนวทางของ Mohammed Ali Jinnah และเกิดกระแสแบ่งแยกดินแดนอย่างรวดเร็ว

            ฝ่ายฮินดูตอบโต้ด้วยการจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวของตนที่เรียกว่า Hindu Mahasabha เพื่อรักษาสิทธิของพวกฮินดูบ้าง พวกมุสลิมกับฮินดูที่เคลื่อนไหวต่างชิงชังต่อกัน ประเทศชาติอ่อนแอ เป็นเหตุผลที่อังกฤษเจ้าอาณานิคมสามารถฉกฉวยผลประโยชน์จากประเทศใหญ่โตนี้ถึง 90 ปี และลงเอยด้วยอินเดียถูกแบ่งแยกดินแดนออกไป เกิดปากีสถานกับบังคลาเทศ (ชื่อเดิมปากีสถานตะวันออก) ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

          กรณีแบ่งแยกอาณานิคมแอฟริกาของฝรั่งเศส

            ค.ศ.1958 รัฐบาลฝรั่งเศสเห็นสมควรปลดปล่อยอาณานิคมของตนในแอฟริกา แต่การปลดปล่อยใช้ยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วปกครอง แบ่งแอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส (French West Africa) และอาณานิคมแอฟริกาที่อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร (French Equatorial Africa federations) ออกเป็น 13 ประเทศ ยาพิษร้ายแรงที่รัฐบาลฝรั่งเศสทิ้งไว้คือประเทศที่แบ่งใหม่ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ คนเหล่านี้ไม่คุ้นกับการมีผู้นำร่วม รัฐบาลที่สามารถควบคุมให้ประเทศมีเสถียรภาพคือรัฐบาลที่ใช้หลักอำนาจนิยม ผลเสียคือบางครั้งได้ผู้นำที่ไม่ได้เอาใจใส่ประชาชนทุกกลุ่ม เกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง เกิดสงครามกลางเมืองอยู่เสมอ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศยากจนพัฒนาไม่ได้

            ในกรณีนี้การแบ่งแยกแล้วปกครองคือจัดแบ่งสังคมในลักษณะไม่เอื้อต่อการปกครอง จำต้องให้อดีตเจ้าอาณานิคมช่วยเหลือต่อไป

            Thomas C. Mountain ชาวแอฟริกาตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตะวันตก คือการแบ่งแยกแล้วปกครอง ยุยงให้สังคมแตกแยกต่อสู้กันเอง บางครั้งลงเอยด้วยสงครามกลางเมือง ทำให้แอฟริกาอ่อนแอไม่จบไม่สิ้น เป็นยุทธศาสตร์ของพวกจักรวรรดินิยม

            Mountain อธิบายว่าก่อนใช้ระบอบประชาธิปไตย ประเพณีของชาวบ้านคือการพูดคุยหาทางออกด้วยฉันทามติ (consensus) ไม่มีใครได้ทุกอย่างหรือเสียทุกอย่าง ทุกคนยอมรับฉันทามติ การเลือกผู้นำในหลายประเทศใช้วิธีปรึกษาหารือจนทุกคนยอมรับว่าจะให้ใครขึ้นเป็นผู้นำ

            ถ้าหลักคิดประชาธิปไตยคือทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ ชาวแอฟริกาขอเลือกที่จะไม่เอาระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ประชาธิปไตยไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ช่วยให้คนอิ่มท้อง ได้สวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น เมื่อป่วยแล้วได้รับการรักษา ชีวิตที่สงบสุขตามอัตภาพคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ

            ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่น่าสนใจ หลายประเทศใช้ได้ผลดี แต่ทุกวันนี้นักวิชาการยอมรับแล้วว่าจะได้ผลดีมากน้อยขึ้นกับวัฒนธรรมสังคม บริบทแวดล้อมด้วย

การแก้เกมแบ่งแยกแล้วปกครอง :

            ฝ่ายจักรวรรดินิยม นักล่าอาณานิคมผู้รุกรานหวังสร้างความแตกแยกจากประเด็นที่ปลุกเร้าได้ เช่น ใช้กระแสชาตินิยมปลุกเร้าแบ่งแยกชาติพันธุ์ ใช้ความยากจนปลุกเร้าให้ต่อต้านชนชั้นปกครองผู้มั่งมี และใช้ประเด็นความแตกต่างทางศาสนาความเชื่อ

            ในการสร้างความจงเกลียดจงชังจำต้องยุยงปลุกปั่นให้เกิดความอารมณ์แรงกล้า เช่น จากที่เคยอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยมาเป็นการพยายามเรียกร้องสิทธิของตนเอง ยอมตายเพื่อชาติหรือลัทธิที่ยึดถือ สามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่นหรือคนอื่นที่คิดต่าง หากจะแก้ปัญหาความยากจนต้องใช้วิธีทำลายคนร่ำรวย อยู่ร่วมในหมู่บ้านสังคมเดียวกันไม่ได้อีกแล้วถ้านับถือคนละศาสนานิกายความเชื่อ

            ผู้รุกรานพยายามสร้างกระแสความคิดการทำลายล้าง ทางออกต้องเริ่มด้วยการเข้าใจแผนแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตื่นตัวพัฒนาตนเองไม่สิ้นสุด สร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ได้แม้คิดต่างเห็นต่างชอบต่าง ทุกฝ่ายที่เห็นต่างต้องถอยคนละก้าว ปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้อีกฝ่ายยอมรับได้มากขึ้น แม้มีสิทธิแต่ยอมสละบางส่วนเพื่อส่วนรวม ให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของสังคมส่วนรวม

            “การให้” เป็นวิธีที่ทุกคนทำได้ เริ่มจากให้ความรักความเมตตา (แทนความเกลียดชัง) ไม่คิดว่าตัวเองดีที่สุดเก่งที่สุด (คนอื่นมีดีเหมือนกันเพียงแต่ต่างรสนิยม) ยึดหลักนิติธรรม คนที่มีมากกว่าควรให้คนขัดสน (คนมีมากกว่าไม่จำต้องเป็นเศรษฐี คนมีข้าวกิน 3 มื้อควรแบ่งให้คนที่มีน้อยกว่า) การช่วยเหลือแบ่งปันต้องเป็นวัฒนธรรมสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งชาติพันธุ์ศาสนานิกาย

            การลงมือทำเท่าที่นั้นคือคำตอบ

22 พฤศจิกายน 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8777 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563)

---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

นโยบายเดินเรือเสรี นโยบายจักรวรรดินิยมสหรัฐ
คำว่าเดินเรือเสรี ฟังดูผิวเผินเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่คำว่าเดินเรือเสรีของรัฐบาลหมายถึงเฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่มีความเสรีเป็นพิเศษเหนือประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เรือจะต้อง “เสรีภายใต้กรอบระเบียบที่วางไว้” ซึ่งเสรีน้อยกว่าของสหรัฐ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐจะใช้ทุกวิธีเพื่อกดดันบังคับให้นานาประเทศต้องอยู่ภายใต้เสรีตามระเบียบดังกล่าว เป็นตัวอย่างความเป็นจักรวรรดินิยม

บรรณานุกรม :

1. Bhatnagar, Anurag. (2012). Divide and Rule in British Raj. Retrieved from http://www.anuragbhatnagar.com/history/divide-and-rule-in-british-raj

2. Copland, Ian. (2001). India 1885-1947: The Unmaking of an Empire: From Empire to Republic. England: Essex.

3. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.

4. McKay, John P., Hill, Bennett D., Buckler, John., Ebrey, Patricia Buckley., & Beck, Roger B. (2009). A History of World Societies (8th Ed.). USA: Bedford/St. Martin’s.

5. Mountain, Thomas C. (2013, June 18). Divide and Rule in Africa. CounterPunch. Retrieved from http://www.counterpunch.org/2013/06/18/divide-and-rule-in-africa/

6. Sarkar, Sumit. (2014). Modern India 1886-1947. India: Dorling Kindersley.

--------------------------

นโยบายต่างประเทศของโจ ไบเดนต่อจีน

ที่จะทำคือปิดล้อมจีนต่อไป ต่างกันเพียงแสดงตัวชัดหรือไม่ชัด ใช้ถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน ใช้วิธีการอะไร ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยมีประเด็นสำหรับใช้หาเสียง ต่อเวลาได้อีก 4 ปีแล้วค่อยว่ากันใหม่

            บทความนี้นำเสนอแนวนโยบายต่างประเทศของโจ ไบเดน (Joe Biden) ต่อจีน โดยอ้างอิงฐานข้อมูล คำพูดที่ไบเดนเคยกล่าวไว้พร้อมข้อวิพากษ์โดยสังเขปดังนี้

จีน มิตรหรือศัตรู ... :

            ถ้ามองจากมุมสหรัฐที่เป็นชาติมหาอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่งผลต่อคนอเมริกันมากที่สุด ในช่วงหาเสียงไบเดนใช้คำว่าจีนเป็นคู่แข่งหลักทางยุทธศาสตร์ (main strategic competitor) คำนี้อาจตีความไม่มองจีนในแง่ลบเท่าทรัมป์ที่ประกาศชัดว่าคือ “ปรปักษ์” (enemy) หรืออาจตีความว่าเป็นการ “ใช้ศัพท์อีกคำ” เท่านั้น

            ไบเดนอาจไม่ใช้ถ้อยคำที่ฟังดูดุดันรุนแรงแต่นโยบายที่ทำจริงอาจหนักหน่วงไมน้อยกว่าทรัมป์ กล่าวว่าจะใช้นโยบายที่ได้ผลยิ่งกว่าสมัยทรัมป์

            ถ้ามองผ่านทฤษฎีความสัมพันธ์ประเทศ รัฐบาลสหรัฐมักเลือกใช้แนวทางสัจนิยม (Realism) เป็นหลัก โลกนี้เป็นโลกแห่งการแข่งขันช่วงชิง ใครดีใครอยู่ ไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียม

            ในสมัยรัฐบาลโอบามาแสดงท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐ เกิดการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐที่ลงเอยด้วยความหวานชื่น ประกาศว่าจะไม่สร้างความขัดแย้งต่อกัน จะไว้ใจกัน ร่วมมือกัน แต่รัฐบาลโอบามานี่แหละที่เริ่มยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) หรือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก (rebalanced strategy in Asia-Pacific) ร้อยละ 60 ของกองเรือรบสหรัฐและเครื่องบินรบมารวมตัวกันที่เอเชียแปซิฟิก

            ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน คำถามคือต่างกันอย่างไร (ซึ่งขึ้นกับนโยบายหาเสียง บริบทแต่ละช่วง) คำถามสำคัญกว่านั้นคือถ้าวิธีเดิมไม่ได้ผลต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร การที่จีนยังคงก้าวขึ้นมาเท่ากับว่าต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่าเดิมใช่หรือไม่ รัฐบาลไบเดนต้องตอบโจทย์ข้อนี้เหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ

สัมพันธ์ผ่านหลายประเทศหลายประเด็น :

            นโยบายสำคัญๆ ที่สหรัฐมีต่อจีนหลายเรื่องไม่ใช่ประเด็นระหว่างสหรัฐกับจีนโดยตรง แต่สัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ เรื่องที่รัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างบางประเด็น

          ประการแรก กรณีเกาหลีเหนือ

            ประเด็นเกาหลีเหนือ (คาบสมุทรเกาหลี) เป็นเรื่องเก่าแก่ตั้งแต่ยุคเริ่มสงครามเย็น ทหารอเมริกันรบกันทหารจีนอย่างหนักในสงครามเกาหลี รัฐบาลสหรัฐในสมัยนั้นคิดใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อหยุดกองทัพจีน (ไม่กี่ปีหลังใช้กับญี่ปุ่น)

            ปัจจุบันเป็นเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จุดยืนสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์คือเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์แต่ยังไม่สามารถบรรจุหัวรบบนขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงไกลถึงอเมริกา

            เกาหลีเหนือเป็นประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐทุกชุดต้องรับมือเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายเป็นรอบ ต้องชมเชยว่าโดยรวมแล้วรัฐบาลทรัมป์จัดการได้ดี เกิดภาพความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำ 2 ประเทศดังปรารถนา ส่วนฉากระหองระแหงเป็นเรื่องปกติช่วยให้มีรสชาติ (มีความขัดแย้งแต่สามารถคลี่คลายระงับไว้) มีหัวข้อใหม่ๆ ให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจเกินไป ต่างฝ่ายได้ผลประโยชน์ที่คาดหวัง

          ประการที่ 2 กรณีไต้หวัน

            ไต้หวันเป็นประเด็นเก่าแก่กว่าเกาหลีเหนือ รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนฝ่ายฝ่ายชาตินิยม (ก๊กมินตั๋ง) ที่นำโดยเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek) ให้อาวุธมากมายเพื่อรบกับคอมมิวนิสต์ เมื่อฝ่ายชาตินิยมถอยมาตั้งหลักที่ไต้หวัน รัฐบาลสหรัฐให้การปกป้องเรื่อยมา เป็นไพ่ใบหนึ่งใช้ต่อรองกับจีน

            กองทัพจีนที่พัฒนาก้าวขึ้นมากระทบไต้หวัน เป็นอีกเวทีที่กองทัพสหรัฐเผชิญหน้ากองทัพจีน มีข่าวให้เกิดภาพร้อนแรงได้ตามต้องการ เพียงแค่จีนซ้อมรบใกล้ไต้หวัน ติดตั้งขีปนาวุธรุ่นใหม่ สหรัฐส่งกองทัพเรือแล่นเข้าใกล้หรือแค่ส่งเครื่องบินรบ 2-3 ลำบินผ่านน่านฟ้าแถวนั้น ขึ้นกับว่ารัฐบาลจีนกับสหรัฐต้องการให้เกิดภาพเหล่านั้นหรือไม่

            ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานาวิกโยธินสหรัฐเริ่มซ้อมรบกับกองทัพไต้หวัน 4 สัปดาห์ เป็นการกลับมาอีกครั้งหลังหายไป 41 ปี

            ในภาพที่กว้างขึ้น ประเด็นไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของกรณีทะเลจีนใต้และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน

          ประการที่ 3 อินโด-แปซิฟิก

            “รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Strategy Report: IPSR) ของกระทรวงกลาโหม 2019 ชี้ว่าจีนคือปรปักษ์กำลังบั่นทอนเสถียรภาพภูมิภาค ขัดขวางการเดินเรือเสรี รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกใกล้เคียงกับยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียที่สหรัฐทุ่มพลังอำนาจและความสนใจสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เพิ่มเติมคือรวมอนุภูมิภาคอินเดียเข้ามาและเอ่ยจีนในฐานะปรปักษ์อย่างชัดเจน (ผิดกับสมัยโอบามาที่แสดงตัวเป็นมิตร แต่โอบามาคือรัฐบาลชุดแรกที่ส่งกองทัพใหญ่ไปรวมกันที่เอเชียแปซิฟิก)

            ยุทธศาสตร์นี้คือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐที่ครอบคลุมทุกมิติ พยายามรักษาความเป็นเจ้า สหรัฐไม่อาจสูญเสียความเป็นเจ้าในย่านนี้แก่จีนเพราะนั่นคือการสูญเสียฐานะมหาอำนาจผู้เป็นเจ้าครองโลก

            รัฐบาลไบเดนคงสานต่อยุทธศาสตร์แม่บทเดิม เพียงแค่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทล่าสุดหลังใช้มาแล้ว 4 ปี ไบเดนให้ความสำคัญกับการกระชับพันธมิตรสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก เป็นไปได้ว่าความแข็งกร้าวด้วยวาจาจะลดลงแต่จะปิดล้อมจีนมากหรือน้อยกว่าเดิมเป็นเรื่องต้องติดตาม

          ประการที่ 4 กรณีฮ่องกง

            ทั้งๆ ที่ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน เป็นเขตอธิปไตยจีนโดยแท้ ภายใต้การปกครองแบบ “1 ประเทศ 2 ระบบ เป็นศูนย์กลางการเงินสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีที่นานาชาติยอมรับ แต่รัฐบาลทรัมป์เห็นว่าเป็นความชอบธรรมที่จะสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจีนที่เรียกร้องปกครองตนเอง ยุยงส่งเสริมให้เกลียดชังรัฐบาล เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ในขณะที่กล่าวห้ามต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของตน เตือนว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง

            การสร้างความแตกเป็นอีกพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐที่มีมาเนิ่นนาน ใช้หลัก “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (divide and rule หรือ divide and conquer) ยุยงส่งเสริมให้คนชาตินั้นแตกแยกกันเอง บั่นทอนให้ประเทศอ่อนแอก่อนแล้วค่อยยึดครอง

            ความจริงแล้วในโลกนี้มีอีกมากที่ละเมิดสิทธิมนุษย์ยิ่งกว่ากรณีฮ่องกง แต่รัฐบาลทรัมป์เลือกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพราะผูกกับนโยบายต้านจีน รัฐบาลชุดใหม่น่าจะแสดงท่าทีสนับสนุนผู้ประท้วงฮ่องกงต่อไป ทั้งนี้ขึ้นกับว่ารัฐบาลไบเดนต้องการหยิบยกขึ้นมาพูดมากแค่ไหน แรงกดดันจากการเมืองภายในอเมริกา รวมทั้งความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ชุมนุมฮ่องกง

          ประการที่ 5 กรณีอุยกูร์

            เมื่อพูดถึงอุยกูร์ (Uighur) จะเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลสหรัฐในอดีตจะหยิบยกประเด็นนี้เมื่อต้องการพูดว่าจีนละเมิดสุทธิมนุษยชน ในสมัยทรัมป์ลดความสำคัญเพราะให้ความสำคัญกับ “ตัวเลข” การค้าการลงทุนมากกว่า

            ประธานาธิบดีคนใดที่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชนจะเล่นงานจีนเรื่องอุยกูร์ อาจเป็นเหตุได้รับรางวัลโนเบลหรืออย่างน้อยได้บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นพวกนักสิทธิมนุษยชน

            ไบเดนพูดว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) พวกอุยกูร์ ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะกลับมาอีกครั้ง

          ประการที่ 6 ประเด็นสินค้าจีน

            ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นประเด็นสำคัญ ไบเดนชี้ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและเอ่ยเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้ายังจำได้เหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีน ต่อต้านสินค้าจีนก็ด้วยคำว่าเพื่อ “ความมั่นคงแห่งชาติ”

            ในช่วงหาเสียงไบเดนประกาศชัดว่านโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ไม่ช่วยอะไร หนำซ้ำคือการทำให้ผู้บริโภคอเมริกันเป็นผู้จ่ายภาษีเหล่านั้น ต้องจับตาดูว่าไบเดนจะแก้ปัญหาการค้าการลงทุนกับจีนอย่างไร

            ไม่ว่ารัฐบาลไบเดนจะพูดอย่างไรที่จะทำต่อคือปิดล้อมจีนต่อไป ต่างกันเพียงแสดงตัวชัดหรือไม่ชัด ใช้ถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน ใช้วิธีการอะไร ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยมีประเด็นสำหรับใช้หาเสียง (สังเกตกรณีขึ้นภาษีสินค้าจีนที่คนอเมริกันเป็นผู้ควักกระเป๋าจ่ายไม่ใช่จีน) มีเหตุผลที่รัฐบาลต้องทุ่มใช้งบกลาโหมมหาศาลและกระทำการต่างๆ อีกมากมาย ต่อเวลาได้อีก 4 ปีแล้วค่อยว่ากันใหม่

15 พฤศจิกายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8770 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

นโยบายป้องกันประเทศจีนยุคใหม่ 2019
บทบาทของกองทัพกับความเป็นไปของประเทศเป็นของคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเครื่องทดสอบและให้คำตอบในตัวเองว่ากองทัพสนับสนุนการก้าวขึ้นมาของจีนอย่างสันติหรือไม่ อย่างไร
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกหวังสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหุ้นส่วนเพื่อต้านจีน ถ้ามองในมุมกว้างคือแผนจัดระเบียบภูมิภาคของสหรัฐนั่นเอง
 
บรรณานุกรม :

1. Biden, Joseph R. (2020, March/April). Why America Must Lead Again. Foreign Affairs. Retrieved from https://www.foreignaffairs.com/articles/united-states/2020-01-23/why-america-must-lead-again

2. Biden’s China policy will upgrade Trump’s. (2020, November 9). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/11/bidens-china-policy-will-upgrade-trumps/

3. Biden may lower chance of military conflict with China but containment strategy unlikely to change: expert. (2020, November 9). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/content/1206150.shtml

4. China, U.S. commit to new-model ties. (2014, February 14). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-02/15/c_126137748.htm

5. Dockrill, Michael L., & Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.

6. How will Biden play out US Indo-Pacific Strategy? (2020, November 4). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/content/1206147.shtml

7. Jentzen, Nicole. (Ed.). (2006). China and U.S. Policy. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.199-121). California: Sage Publications.

8. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. U.S. Department of Defense. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505

9. McKay, John P., Hill, Bennett D., Buckler, John., Ebrey, Patricia Buckley., & Beck, Roger B. (2009). A History of World Societies (8th Ed.). USA: Bedford/St. Martin’s.

10. National Institute for South China Sea Studies. (2020, June). The U.S. Military Present in the Asia-Pacific 2020. Retrieved from http://www.nanhai.org.cn/uploads/file/20200623/jlbg.pdf

11. President-Elect Biden on Foreign Policy. (2020, November 4). Council on Foreign Relations. Retrieved from https://www.cfr.org/election2020/candidate-tracker

12. THE POWER OF AMERICA’S EXAMPLE: THE BIDEN PLAN FOR LEADING THE DEMOCRATIC WORLD TO MEET THE CHALLENGES OF THE 21ST CENTURY. (2020). joebidendotcom. Retrieved from https://joebiden.com/americanleadership/

13. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

14. US Department of Defense. (2019, June 1). Indo-Pacific Strategy Report: Preparedness, Partnerships, and Promoting a Networked Region. Retrieved from https://media.defense.gov/2019/May/31/2002139210/-1/-1/1/DOD_INDO_PACIFIC_STRATEGY_REPORT_JUNE_2019.PDF

15. US Marines officially training in Taiwan for 1st time since 1979. (2020, November 10). Taiwan News. Retrieved from https://www.taiwannews.com.tw/en/news/4049035

--------------------------

เลือกตั้งอเมริกา 2020 สัญญาณเกิดเหตุรุนแรง

เลือกตั้ง 2020 พิเศษกว่าทุกปีเกิดคำถามว่าจะลงเอยด้วยเหตุรุนแรงหรือไม่ มีสัญญาณบ่งชี้ การเลือกตั้งน่าจะสงบเรียบร้อยหากทรัมป์เป็นฝ่ายชนะซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน

            เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาบางปีรู้ว่าใครน่าจะชนะ บางปีไม่แน่ใจ สำหรับปี 2020 คำถามที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องใครชนะแต่เป็นคำถามว่าสิ่งที่ตามมาหลังวันเลือกตั้งคือสงบสันติหรือจลาจลวุ่นวาย

ทรัมป์สัมพันธ์กับโอกาสเกิดความรุนแรง :

            การวิเคราะห์ว่าเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 อาจเกิดเหตุรุนแรงสัมพันธ์กับความเป็นตัวตนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

          ประการแรก ทรัมป์ไม่เคารพหลักประชาธิปไตย

            ผลโพลที่นำเสนอต้นเดือนพฤศจิกายน 2019 ของ AP-NORC ระบุว่าคนอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าทรัมป์ไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ในจำนวนนี้ร้อยละ 26 เป็นพวกรีพับลิกัน ผลโพลเดียวกันนี้ยังระบุอีกว่าร้อยละ 85 ของพวกรีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย แม้หลายคนยอมรับว่าทรัมป์มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ มักพูดเท็จ

            ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์เป็นที่โจษจัน Robert Boxwell สรุปว่านับจากเริ่มเข้ารับตำแหน่งพวกเดโมแครทเรียกประธานาธิบดีว่าเป็น “เผด็จการ” (dictator) “กษัตริย์” (king) หรือไม่ก็ “ฟาสซิสต์” (fascist) คำเหล่านี้มีความหมายไม่แตกต่างในแง่ไม่เป็นประชาธิปไตย

          ประการที่ 2 ทรัมป์เป็นพวกเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ

            ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์ยังแสดงออกผ่านการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) ไม่คิดว่าทุกคนเท่าเทียมกัน

            โจ ไบเดนกล่าวว่าแทนที่ประธานาธิบดีจะทำหน้าที่รวมทุกสีผิวทุกเชื้อสายเข้าเป็นหนึ่ง คนอเมริกันทุกคนคือส่วนหนึ่งของประเทศ เขาทำตรงข้าม “แบ่งแยกประเทศ แบ่งแยกประชาชน” ยึดแนวทางสุดโต่ง โหมกระพือ “white supremacy"

          ประการที่ 3 สู้เพื่อประชาธิปไตยหมายถึงเรื่องปากท้อง

            ในขณะที่คนอเมริกันครึ่งประเทศเห็นว่าทรัมป์เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย แต่อีกครึ่งต้องการให้ประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ต่อ คนกลุ่มหลังเห็นว่าการ “สู้เพื่อทรัมป์คือการสู้เพื่อประชาธิปไตย” แท้จริงแล้วคนเลือกทรัมป์ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนอย่างไรแต่เลือกโดยดูว่าดูแลเศรษฐกิจได้ดีเพียงใด รัฐบาลจะเผด็จการหรือไม่ ไม่น่ากลัวเท่ากับความอดอยาก

            ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าตลาดหุ้นจะพังหากเขาแพ้เลือกตั้ง คนจะตกงานมากกว่านี้ ยุคเขาเศรษฐกิจดีที่สุด


แรงสนับสนุนจาก QAnon :

            ย้อนหลังเลือกตั้งปี 2016 ฮิลลารี คลินตันคู่แข่งทรัมป์ถูกตีตราว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง ส่วนทรัมป์เป็นคนของประชาชน หลายคนจึงสนับสนุนทรัมป์

            การเลือกตั้งปีนี้เกิดทฤษฎีสมคบคิดของ QAnon ชี้ว่าหากไบเดนชนะ รัฐบาลไบเดนจะสนับสนุนการลักพาเด็ก ค้าประเวณีเด็ก ข้อมูลของ HOPE Not Hate ชี้ว่าร้อยละ 20 ของคนที่สนับสนุนทรัมป์คือพวก QAnon พวกเขาต้องการให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง มองว่าทรัมป์คือผู้กอบกู้อเมริกา ต้องต่อต้านไบเดนที่เป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง จะเห็นว่าสถานการณ์เลือกตั้งรอบนี้มีส่วนคล้ายเลือกตั้งปี 2016 ต้องเลือกทรัมป์จึงจะออกจากวังวนชนชั้นปกครอง

            พวกเขายืนยันว่าทรัมป์กำลังสู้กับ รัฐพันลึก” (Deep State) ฮิลลารี คลินตัน บารัก โอบามา คือแกนนำรัฐพันลึกและตอนนี้มุ่งเป้าโจ ไบเดน

ความขัดแย้งที่ขยายตัวและบาดลึก :

            ความขัดแย้งระหว่าง 2 พรรคใหญ่สร้างความแตกแยกทางการเมือง สื่อรายงานแทบทุกวันถึงความแตกแยกของคนในชาติ ความขัดแย้งทางการเมืองของอเมริกาขยายตัวเรื่อยๆ ในยุคทรัมป์ความขัดแย้งบาดลึกชัดเจน หลายคนชี้ว่าทรัมป์เป็นพวกเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ สนับสนุนคนผิวขาวแบบสุดโต่ง ผู้นำประเทศเป็นผู้กระตุ้นกระแสเหยียดหยามมนุษย์ เหยียดหยามคนในชาติเดียวกัน มีคนตั้งคำถามว่าทรัมป์ละเมิดรัฐธรรมนูญอเมริกาหรือไม่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า แต่ทรัมป์ยังคงประพฤติเหมือนเดิม พลอยให้การคุกคามรังแกเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติทวีความรุนแรง

            สื่อจีน Global Times พิพากษ์ว่าแท้จริงแล้วนโยบายของพรรคการเมืองแทบไม่แตกต่าง แต่สร้างความแตกแยก ต่างกันที่ชอบทรัมป์กับไม่ชอบทรัมป์ ที่น่าประหลาดใจคือพวกที่ชอบทรัมป์จะหลับหูหลับตาชอบ ทำนองเดียวกับพวกไม่ชอบจะเอาแต่ตำหนิติเตียน ละทิ้งตรรกะเหตุผล

            โจ ไบเดน คู่ชิงจากเดโมแครทโจมตีทรัมป์ว่าทำให้อเมริกาเป็นสถานที่อันตรายกว่าเดิม ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ

            โดยรวมแล้วสมัยรัฐบาลทรัมป์ความขัดแย้งของคนในชาติเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งระหว่างสีผิวเชื้อชาติเด่นชัดกว่าเดิม เกิดภาวะสะสมความจงเกลียดจงชังต่อกัน ผู้นำประเทศที่น่าจะรวมคนทั้งประเทศเข้าด้วยกันกลับทำสิ่งตรงข้าม อธิบายได้ว่าเพื่อให้คนส่วนหนึ่งสนับสนุนตนอย่างไม่ลืมหูลืมตา ให้ตนชนะเลือกตั้ง

สัญญาณส่อเค้าความรุนแรง :

            มีหลายเหตุการณ์ที่ส่งสัญญาณส่อเค้าความรุนแรง

          ประการแรก ทรัมป์ส่งสัญญาณ

            ในมุมมองทรัมป์เลือกตั้งอเมริกาไม่โปร่งใส พวกเดโมแครทจะโกงเลือกตั้ง กลางสิงหาคมทรัมป์ประกาศตัดงบประมาณการไปรษณีย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The United States Postal Service: USPS) หวังขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์ เพราะเมื่องบไม่พอระบบดังกล่าวจะไม่ทำงาน ทรัมป์อ้างว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์เป็นกลโกงเลือกตั้ง

            ย้ำหลายรอบว่าหากต้องการให้การเลือกตั้งสงบเรียบร้อย ต้องให้ยกเลิกวิธีลงคะแนนทางไปรษณีย์

          ประการที่ 2 กระแสทรัมป์ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

            จากท่าทีของทรัมป์เกิดข้อสงสัยว่าทรัมป์อาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งทรัมป์ออกตัวว่าไม่ใช่ตนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่อาจต้องให้ศาลสูงตัดสินซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งง่ายๆ

            บนเวทีปราศรัยหาเสียงทรัมป์พูดชี้ช่องให้ผู้สนับสนุนรู้ว่าควรทำอย่างไรหากตนแพ้เลือกตั้ง คำพูดนี้ถูกตีความว่าให้ฝ่ายขวาเตรียมพร้อมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมาทรัมป์สนับสนุนฝ่ายขวาเต็มที่ รวมทั้งพวกที่พร้อมใช้ความรุนแรง ถืออาวุธสงคราม

            กลุ่มขวาจัด Proud Boys มั่นใจว่าทรัมป์จะชนะเลือกตั้งอีก ฝ่ายเดโมแครทจะไม่ยอมออกมาเผาบ้านเผาเมือง พวกตนจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วยอาวุธสงคราม ข้อนี้จะเป็นจริงหรือไม่ต้องรอพิสูจน์ เป็นวาทกรรมที่ฝ่ายขวาวางไว้ พวกเขาพร้อมใช้อาวุธเพื่อ “ป้องกัน” การโกงเลือกตั้ง

            ในอีกวาระทรัมป์เตือนว่าจะเกิดปฏิวัติ (revolution) หากไบเดนชนะเลือกตั้ง พูดเป็นนัยว่าพวกที่เลือกตนจะไม่ยอม จะลุกฮือไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

            ด้านอัล กอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีพรรคเดโมแครทเรียกร้องให้กองทัพออกมาหากทรัมป์ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ชี้ว่าเหตุที่ทรัมป์ตั้งข้อสงสัยว่าเลือกตั้งจะไม่โปร่งใสคือแผนที่วางไว้ว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

            จากข้อมูลทั้งหมดนักวิเคราะห์บางคนตีความว่าเลือกตั้งปีนี้อาจไม่จบง่ายๆ สัปดาห์ก่อนกลุ่มชาติอียู 27 ประเทศหารือรับมือหากเลือกตั้งอเมริกาลงเอยด้วยความรุนแรง อะไรจะเกิดขึ้นหากทรัมป์ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง หากสังคมอเมริกันสับสนว่าใครชนะเลือกตั้งใครควรเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

            เป็นเรื่องปกติที่ในช่วงหาเสียงจะห้ำหั่นกันด้วยคำพูด เลือกตั้ง 2020 พิเศษกว่าทุกปีเกิดคำถามว่าจะลงเอยด้วยเหตุรุนแรงหรือไม่ หวังว่าจะไม่เกิดหรือเกิดเล็กน้อยบางจุดเท่านั้น

            การเลือกตั้งน่าจะสงบเรียบร้อยหากทรัมป์เป็นฝ่ายชนะซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้เช่นกัน

1 พฤศจิกายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8756 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

บางคนคิดว่าหากทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกครั้งจะบั่นทอนประชาธิปไตยอเมริกาอย่างมาก เพราะต่อต้านเสรีนิยม มีแนวคิดปกครองประเทศแบบอำนาจนิยม แต่อีกฝ่ายยังนิยมทรัมป์อยู่ดี
ถ้าเลือกตั้งเดือนหน้าหรือปลายปีนี้ทรัมป์มีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกรอบ ข้อแนะนำคือรัฐบาลทรัมป์ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งต่อไป 

บรรณานุกรม :

1. 61% say Trump doesn't respect democratic norms, 56% say 'honesty' doesn't describe him: AP-NORC poll. (2019, November 1). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/11/01/world/politics-diplomacy-world/61-say-trump-doesnt-respect-democratic-norms-56-say-honesty-doesnt-describe-ap-norc-poll/#.Xbt2m5IzbZ4

2. Al Gore Suggests Military Could Be Deployed If Trump Doesn't Concede Election Results. (2020, August 27). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/us/202008271080289464-al-gore-suggests-military-could-be-deployed-if-trump-doesnt-concede-election-results/

3. Biden condemns violence and asks if Americans 'really feel safe under Donald Trump'. (2020, August 31). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/08/31/politics/joe-biden-pittsburgh-violence-speech/index.html

4. Biden says Trump is first racist U.S. president. (2020, July 22). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/politics/donald-trump/biden-says-trump-first-racist-u-s-president-n1234657

5. Democrats trying to steal election, says Trump after getting Republican nomination. (2020, August 25). Fox News. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/world/2020/08/25/democrats-trying-to-steal-election-says-trump-after-getting-republican-nomination/

6. Despite the Trump impeachment trial and State of the Union saga, American democracy is far from broken. (2020, February 11). South China Morning Post. Retrieved from https://www.scmp.com/comment/opinion/article/3050007/despite-trump-impeachment-trial-and-state-union-saga-american

7. Europe Preparing for the Worst in Washington. (2020, October 16). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/world/what-if-trump-won-t-go-europe-preparing-for-the-worst-in-washington-a-d867b420-bbb9-4214-a67a-47bc32a69748

8. Joe Biden calls Donald Trump 'the first racist president' of the United States while Trump insists he has done more to help black Americans than anyone since Abraham Lincoln. (2020, July 22). Daily Mail. Retrieved from https://www.dailymail.co.uk/news/article-8550767/Joe-Biden-calls-Donald-Trump-racist-president-United-States.html

9. Presidential debate raises the specter of election violence. (2020, September 30). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/opinion/campaign/519004-presidential-debate-raises-the-specter-of-election-violence

10. ‘QAnon’ conspiracy theory creeps into mainstream politics. (2020, February 9). AP. Retrieved from https://apnews.com/e230131513bf3df60c76bb1151bc6b7c

11. "There Will Be Unrest, Dead Civilians". (2020, October 19). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/america-s-trump-supporting-militias-there-will-be-unrest-dead-civilians-a-72a3d3f0-ebbd-4036-a71f-987dffcb215c

12. Top Trump aide claims Biden would encourage child trafficking, echoing baseless QAnon conspiracy. (2020, October 28). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-election-2020/stephen-miller-qanon-conspiracy-joe-biden-us-election-2020-b1402665.html

13. Trump says he opposes funding USPS because of mail-in voting. (2020, August 13). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/08/13/politics/trump-usps-funding-comments-2020-election/index.html

14. Trump says stock markets will crash if he loses election. (2020, February 25). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/business/trump-says-stock-markets-will-crash-if-he-loses-election-12469426

15. Trump's comments send a signal to his supporters about how to react if Biden prevails. (2020, September 24). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/09/24/politics/donald-trump-election-democracy/index.html

16. Western divisions lead to biased mentality. (2019, December 24). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/content/1174687.shtml

--------------------------