ทรัมป์ถอนทหารออกจากซีเรีย ปริศนาและข้อวิพากษ์

ข่าวทรัมป์สั่งถอนทหารภาคพื้นดินทั้งหมดออกจากซีเรียกลายเป็นข้อวิพากษ์ทั้งภายและนอกประเทศ เกิดปริศนาถามกันให้วุ่นว่าทำไมจึงถอนทหาร แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐไม่ได้เผยความจริงทั้งหมด

            แน่ชัดแล้วว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งถอนทหารอเมริกันภาคพื้นดินทั้งหมดออกจากซีเรีย ประกาศว่าไม่เหลือ ISIS อีกแล้ว ข่าวดังกล่าวสวนทางคำประกาศเมื่อปลายเดือนกันยายนของ John Bolton ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติว่าสหรัฐจะคงกองกำลังในซีเรียตราบเท่าที่กองกำลังฝ่ายอิหร่านอยู่ในประเทศนี้ กังวลอิทธิพลอิหร่านที่กำลังขยายตัวในแถบนี้ โดยเฉพาะที่ซีเรีย
            การประกาศถอนกำลังกลายเป็นปริศนา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ บทความนี้ตั้งปริศนาหลายข้อพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
ปริศนาและข้อวิพากษ์ :
ประการแรก ปริศนาถ้อยคำของทรัมป์
ในมุมมองของทรัมป์สหรัฐยังคงต่อต้านอิหร่าน ปกป้องอิสราเอล เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องคงกองกำลังภาคพื้นดิน การกวาดล้างผู้ก่อการร้ายที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้อื่น ยกเหตุผลเรื่องงบประมาณที่เสียไปโดยใช่เหตุซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าไม่ใช่เหตุผลแท้จริง
            ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวขณะเยือนทหารสหรัฐในอิรักว่ายังไม่มีแผนถอนทหารอเมริกันจากอิรัก ย้ำว่าสหรัฐไม่ใช่ตำรวจโลกอีกแล้ว
            ข้อเท็จจริงคืออิรักมีภัยจาก ISIS หลงเหลืออยู่เช่นกัน แต่ทั้งที่อิรักมีรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เป็นรัฐอธิปไตย สหรัฐกลับคงกองกำลังถึง 5,000 นายในประเทศนี้และเป็นเช่นนี้มานานกว่าทศวรรษ ต่างจากที่สั่งถอนทหารออกจากซีเรีย
            ในภาพกว้างขึ้น สหรัฐมีฐานทัพเรือ ฐานทัพอากาศ คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการรบขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งยังมีกองเรือที่ 5 ประจำการอยู่ เหล่านี้ใช้งบประมาณมหาศาลมากกว่าทหาร 2,200 นายที่จะถอนออกจากซีเรียมากมาย แสดงอิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้
            ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบประมาณ ปฏิเสธบทบาทตำรวจโลก (มีอิทธิพลครอบงำ) ล้วนเป็น “ความเท็จ” ทั้งสิ้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง ดังนั้นเหตุผลถอนทหารจึงเป็นเรื่องอื่นๆ
          ประการที่ 2 ปริศนาชนะ ISIS กับ ISIS ไม่มีวันตาย
ทันทีที่ทรัมป์ประกาศถอนทหาร รัฐบาลอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศสแสดงท่าทีตกใจ ตั้งคำถามว่าทำไมไม่หารือก่อน ISIS ไม่ได้หมดไป ยังเป็นภัยคุกคามต่อซีเรีย
            กระทรวงต่างประเทศเยอรมันระบุว่า ISIS ถอยร่นแต่ยังเป็นภัยคุกคาม หากสหรัฐถอนกำลังจะส่งผลเสียต่อแผนต่อต้านก่อการร้าย
            ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศสและอังกฤษต่างร่วมมือกับสหรัฐเข้าร่วมรบต่อต้าน ISIS ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันเยอรมันมีทหารในซีเรียราว 1,200 นาย ฝรั่งเศสกับอังกฤษมีทหารประจำภาคพื้นดินจำนวนหนึ่งเช่นกัน ทั้ง 3 ประเทศยังไม่ประกาศถอนทหาร
            เป็นความจริงที่ ISIS ไม่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงดังเช่นอดีตแต่ไม่ได้หมดไป ข้อเท็จจริงที่พึงเข้าใจคือแท้จริงแล้วสมาชิกส่วนใหญ่คือพลเมืองชาวซีเรียกับอิรัก ในหลายพื้นที่ได้เจรจาให้ผู้ก่อการร้ายที่เป็นชาวซีเรียกับอิรักปลดอาวุธ แลกกับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ผู้ก่อการร้ายท้องถิ่นนับพันนับหมื่นจึงสลายตัว เกิดคำถามว่าคนเหล่านี้ที่เคยประกาศตัวว่าเป็นสมาชิก ISIS หรือผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ มีโอกาสกลับมาจับอาวุธหรือไม่
            ไม่เพียงเท่านั้น หากแม้ไม่มี ISIS ยังมีโอกาสเกิดผู้ก่อการร้ายกลุ่มใหม่ๆ เพราะเป็นของที่ถูกสร้างขึ้น เป็นยี่ห้อที่ถูกตั้งขึ้น ถ้ายึดแนวคิดว่า ISIS หรือผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่มมีรัฐอุปถัมภ์ เช่นนั้นการจะคงอยู่หรือไม่ มีฤทธิ์มากหรือน้อยจึงขึ้นกับรัฐเหล่านั้นจะอุปถัมภ์ต่อหรือไม่ ให้การสนับสนุนมากน้อยเพียงไร นี่คือปริศนาสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป
ประการที่ 3 ปริศนาบทบาทของกองกำลังอเมริกัน
            กองกำลัง 2,200 นายของสหรัฐแม้มีอาวุธครบมือ มีเครื่องบินรบนับร้อย กองเรือรบสนับสนุนเต็มกำลัง แต่กองกำลังดังกล่าวไม่ได้มุ่งรบตัวต่อตัวกับใคร เป็นฝ่ายสนับสนุนมากกว่า เป็นครูสอนกองกำลังต่างๆ ที่สหรัฐสนับสนุน เช่น พวกเคิร์ด ชาวซีเรียที่เป็นซุนนีอาหรับ และกลุ่มอื่นๆ ภายใต้สังกัด Syrian Democratic Forces (SDF) แล้วให้กลุ่มเหล่านี้ออกหน้ารบกับผู้ก่อการร้ายอีกทอด
            ที่น่าสนใจคือสหรัฐเพิ่งส่งกองกำลังดังกล่าวไม่นานนี้เอง หลัง ISIS แตกพ่ายไปแล้ว กองทัพรัฐบาลซีเรียสามารถรุกคืบในหลายพื้นที่ กลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆ ถอยร่น เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้คือเป็นเครื่องรับรองความปลอดภัยของ SDF ในพื้นที่ต่างๆ เพราะคงไม่มีชาติใดเสี่ยงโจมตีพื้นที่ๆ มีทหารสหรัฐอยู่
            บัดนี้เมื่อกองกำลังถอนตัว เครื่องประกันความมั่นคงภาคพื้นดินจากอเมริกาจึงหมดไป SDF ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เคิร์ดซีเรียจึงประกาศว่าการถอนทหารบั่นทอนเสถียรภาพ เกิดสุญญากาศทางการเมืองและการทหาร ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทรยศพวกตน ปล่อยให้เผชิญหน้ากับกองทัพตุรกีที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา
ประการที่ 4 ปริศนาข้อตกลงลับระหว่างทรัมป์กับแอร์โดกาน
หลังโดนวิจารณ์อย่างหนักประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าตุรกีจะเป็นผู้กวาด ISIS ที่หลงเหลือให้ราบคาบ ด้านนายเรเจพ แอร์โดกาน (Recep Erdogan) ประธานาธิบดีตุรกีกล่าวทำนองนี้เช่นกัน ประกาศส่งกองทัพเข้าซีเรียเพิ่มเติม
            เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่เป็นประเด็นที่ติดตามต่อได้ มีคำถามว่าตุรกีจะเอาจริงแค่ไหน เป็นเพียงข้ออ้างที่ทรัมป์ใช้หรือไม่
            เป้าหมายของตุรกีอาจเพียงเพื่อได้ส่วนแบ่งดินแดนบางส่วนที่หวังไว้ ได้สกัดอิทธิพลเคิร์ดซีเรียที่เติบใหญ่ขึ้นมากหลังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ
            ฝ่ายเคิร์ดเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐหักหลังตนซึ่งจะจริงหรือไม่ต้องติดตามต่อไป เป็นไปได้ว่าการคงอยู่ของเคิร์ดซีเรียอยู่ในข้อตกลงลับระหว่างทรัมป์กับผู้นำตุรกีแล้ว
            วุฒิสมาชิก Lindsey Graham จากพรรครีพับลิกันกล่าวว่าเป็นการทรยศกองกำลังพันธมิตรเหล่านี้โดยแท้และจะเป็นภัยต่ออเมริกาในที่สุด
          ประการที่ 5 ปริศนากวาดล้าง ISIS หรือแบ่งเขตควบคุม
            แม้ผู้ก่อการร้ายยังเหลืออีกหลายกลุ่ม ISIS ฝังตัวลึกในชุมชน แต่อยู่ในสภาพถูกควบคุมด้วยกองกำลังของหลายประเทศ ไม่อาจพูดว่าปลอดภัยคุกคามแต่ไม่ร้ายแรง ผลประโยชน์สำคัญของนานาประเทศที่เกี่ยวข้องในตอนนี้ข้ามขั้นการล้มรัฐบาลอัสซาด (ไม่สามารถยืมมือผู้ก่อการร้ายล้มอัสซาด) ข้ามขั้นการปราบผู้ก่อการร้ายแล้ว อยู่ในช่วงการสร้างและแบ่งเขตอิทธิพล
            ส่วนอนาคตของซีเรียจะเป็นอย่างไร เป็นสหพันธ์รัฐหรือไม่ เคิร์ดสามารถปกครองตนเองหรือไม่ (แบบเคิร์ดอิรัก) เหล่านี้ยังเป็นปริศนาไกลตัว ในชั้นนี้คือแบ่งเขตอิทธิพลให้ชัดเจนก่อน เป็นช่วงที่ต่างต้องฉวยเค้กก้อนโต ก้อนสำคัญที่หมายตาไว้
            คงไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะถอนอิทธิพลจากซีเรีย ดังนั้นการถอนทหารควรตีความว่าเป็นการปรับเปลี่ยนวิธี SDF พูดชัดว่าเป็นการเปิดทางให้กองทัพแอร์โดกานโดยเฉพาะในแถบซีเรียเหนือกับตะวันออกซึ่งปัจจุบันเป็นการแข่งอิทธิพลระหว่างเคิร์ดซีเรีย ซุนนีอาหรับและตุรกีนั่นเอง
            เมื่อปราศจากกองกำลังสหรัฐ การจัดระเบียบ (การแบ่งเขตแดน) ง่ายกว่าเดิมมาก สิ่งที่ SDF ควรทำคือถอนตัวออกจากพื้นที่เป้าหมายของตุรกีอย่างเงียบๆ ไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อ เป็นที่มาของประโยคที่ว่ารัฐบาลทรัมป์ทรยศเคิร์ด ซุนนีอาหรับและกลุ่มต่างๆ ในสังกัด SDF ที่เป็นกองหน้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายให้รัฐบาลอเมริกา
            ถ้ายึดผลประโยชน์ของตุรกี เหตุผลหลักดั้งเดิมคือรัฐบาลตุรกีเป็นห่วงเคิร์ดตุรกีที่ร่วมมือกับเคิร์ดซีเรีย (และเคิร์ดอิรักในบางครั้ง) ประธานาธิบดีแอร์โดกานเห็นว่าเคิร์ดตุรกีคือพวกคิดแบ่งแยกดินแดน การที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนเคิร์ดซีเรียทำให้กองกำลังเคิร์ดเข้มแข็งขึ้นมาก จึงต้องปราบปรามไม่ให้เคิร์ดเติบใหญ่ เป็นเหตุที่แอร์โดกานขอเป็นหัวเรือใหญ่ปราบปราม ISIS ที่เหลือ ซึ่งหมายถึงสกัดกั้นเคิร์ดและทรัมป์เห็นดีเห็นงามด้วย
          ประการที่ 6 “คือผลประโยชน์ของพลเมืองอเมริกันหรือ”
หนึ่งในคำถามที่พูดกันมากคือแล้วที่รัฐบาลทรัมป์เห็นอิหร่านคือศัตรูตัวสำคัญ ต้องปิดล้อม สกัดอิทธิพลอิหร่าน พูดถึงภัยจากกองกำลังสังกัดอิหร่านในซีเรีย การขยายอิทธิพลในซีเรีย มักพูดโจมตีอดีตรัฐบาลโอบามาว่าอ่อนแอ เปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นตัว บัดนี้การถอนทหารอเมริกันขัดแย้งกับนโยบายต้านอิหร่านที่ทรัมป์ชอบพูดอยู่เสมอ เป็นแนวทางที่แปลกแยก สวนทางยุทธศาสตร์ดั้งเดิม เป็นนโยบายที่แสดงความอ่อนแอของสหรัฐ ISIS จะกลับมาคุกคามอเมริกาในไม่ช้า
            ถ้ามองให้กว้างขึ้นนโยบายล้มระบอบอัสซาดของโอบามา ปฏิบัติการต่อต้าน ISIS ที่ดำเนินต่อเนื่องหลายปี การส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในซีเรีย ตลอดจนการสั่งถอนทหารของทรัมป์เต็มไปด้วยนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง เกิดคำถามว่าแล้วอย่างไรถูกต้อง อย่างไรคือทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ
            แม้รัฐบาลโอบามาให้คำอธิบายไม่น้อย มีนโยบายชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน แต่มีคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นหรือ พันธมิตรสหรัฐในย่านนั้นไม่ได้เป็นผู้อุปถัมภ์หรือ ส่วนรัฐบาลทรัมป์ให้คำอธิบายที่ต้องตรวจทาน (fact check) เหมือนหลายเรื่องที่ผิดพลาด ขัดแย้งกันเองอยู่เสมอ
            นี่คือปริศนาสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำซากว่าแม้กระทั่งพลเมืองอเมริกันก็ไม่ทราบ ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลของตนกำลังทำอะไร เพื่ออะไร เพื่อใคร เชื่อถือรัฐบาลประเทศตนเองได้แค่ไหน
            เป็นปริศนาที่มีมายาวนาน 240 ปีนับจากประเทศนี้ประกาศเอกราช ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
30 ธันวาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8086 วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2561)

---------------------
บทความที่กี่ยวข้อง :
ความล้ำลึกเมื่อรัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังในซีเรีย
รัฐบาลทรัมป์ประกาศคงกองกำลังภาคพื้นดินในซีเรียด้วยเหตุผลสารพัด เป้าหมายเบื้องลึกคือยึดครองซีเรีย ควบคุมตะวันออกกลาง จริงหรือที่รัฐบาลซาอุฯ กับพวกมั่นคงกว่าเดิม
แบ่งแยกแล้วปกครอง กรณีเคิร์ดซีเรีย
หลักแบ่งแยกแล้วปกครองไม่ใช่ของใหม่ เคิร์ดซีเรียถูกแยกจากซีเรียให้มาเป็นพวกสหรัฐเป็นอีกกรณีศึกษา ในประเทศนี้ที่ถูกปลุกปั่นว่าคนซีเรียหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมโลกด้วยกันไม่ได้อีกต่อไป

บรรณานุกรม :
1. Germany, France, UK: 'Islamic State' not defeated in Syria. (2018, December 20). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-france-uk-islamic-state-not-defeated-in-syria/a-46815250
2. In surprise trip to Iraq, Trump says no plans to pull troops out. (2018, December 27). Rudaw. Retrieved from http://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/261220181
3. Kurdish-led militia slam US decision to withdraw troops from Syria. (2018, December 20). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/kurdish-led-militia-slam-us-decision-to-withdraw-troops-from-syria/a-46819022
4. Policy or politics? Trump’s sudden Syria move kicks up a storm. (2018, December 20). Christian Science Monitor. Retrieved from https://www.csmonitor.com/USA/Foreign-Policy/2018/1220/Policy-or-politics-Trump-s-sudden-Syria-move-kicks-up-a-storm
5. Trump says Erdogan will 'eradicate' ISIL in Syria. (2018, December 24). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2018/12/trump-erdogan-eradicate-isil-syria-181224060230929.html
6. US planned withdrawal from Syria worries Western allies. (2018, December 20). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/us-planned-withdrawal-syria-worries-western-allies-doc-1bq7ur1
7. US troops to stay in Syria as long as Iran forces operate on foreign soil — Bolton. (2018, September 24). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1377131/middle-east
-----------------------------
เครดิตภาพ : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=792689284135998&set=basw.AbpPMy2mmd2gON24phm5L70vBwp5xcIEEv2uVU2KMZZzAYjVgf_wW4AB02hSQQnfQ5rbWxreSMoEZ-3LJcg18-gtT0iLiwqSvaiRzVtQoVYSETgmOnvqgrynb-yxpTKcpwD_wOe9fvKmvlDgGtHrYvoisXh8YvI69KdxLBJws9D9ZQ.792689284135998&type=1&opaqueCursor=Abom8bCOx7LsB260IUvTHJA9wO3_3wFrtBQG7vxghWP1BLY26_ts7KSK0twowMQdsWIGBGgs7NAJRsOZcXZxG3dt9PtAbqXXSp9MmE7X6g8zZ6DnEgsHtKlRYTiQOD2N30noszNWyHcqw5T1DRt8_H5Vq9Okzdmxuj1qfdzqPIOcvY2GeRTqCSuC0kY-gz8cZEEgRfmwkfqN1ufaWhUK7ZCu9mEHcVe-brR-t_otiH4edjoEZNSZ2ujE3axDO86wl4SB0yROJg-H4aZFi-RJzD1SNzW6yy2WcR4hbH4zoqiJeACIjn3YNmZSrBafQ7pYLZq0LvXudfWUA9nshLtcXupZ8mEqEjSFKF1OIQtGWJClIMeNYbEdFW8M4m2kPI7eDjsbKUsl9D_XltKU9PVfDpzeCf8B5P8rzQlQlyC-PL8d2vDarKBtGC43ukBm6lYNxMUdUszafI8Eas0tNo7BVsmfE37-WjwEOYYuRnyEJ3HyUWt3CGg5zwK-RoIgGKnV4fiHD4-t8af_prChW1jCtP3WPpzeOiSrF0sMHTBu0jrZMpfPm68Aju2zIu2DeVYWOvl1Ozzy6U4SNZySWImbVX7iMvtQJgh1iyy5QgXpNNjnYd_2tJvR1h-FklV1Q2qh8EksJmwjj1yfH9fJ4qtosXp8On6qPVuJgNSVqN02TQQVtHK-lWvECpsOzAMef1Jvt_EQGmLwOXtWjc94XFQAe7GoddNF6d26g6w6z1JSKIHIb8ZTmI-OmBhWLQwzJtw7QTU&theater

เมื่อเสื้อกั๊กเหลืองเห็นว่าฝรั่งเศสต้องปฏิวัติอีกครั้ง

แม้รัฐบาลมาครงออกมาตรการช่วยเหลือคนจนหลายข้อ พวกเสื้อกั๊กเหลืองบางส่วนเห็นว่าต้องชุมนุมต่อ เพราะเป้าหมายคือสร้างการเมืองใหม่ที่ส่งเสริมการกระจายรายได้ ต่อต้านความเหลื่อมล้ำ

            หลังการชุมนุมเกือบครบเดือน ความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย ผู้ชุมนุมประท้วงนับพันถูกจับกุม บาดเจ็บหลายร้อย รัฐบาลมาครงเสนอมาตรการช่วยเหลือคนจนหลายข้อ เช่น เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอีกคนละ 100 ยูโร (113.5) ดอลลาร์ ไม่เก็บภาษีค่าล่วงเวลากับโบนัสปลายปี หลายคนบอกว่าพอใจและเห็นว่าควรยุติการชุมนุมได้แล้ว ในขณะที่บางคนเห็นว่าเป็นหลักฐานบ่งบอกว่ารัฐบาลไม่ได้คิดแก้ปัญหาจริงแค่ทำให้เห็นว่าได้ทำ เหมือนการแสดงหนังให้ชม บางคนเห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกเล็กน้อยเหมือนเอาเงินภาษีของคนจนมาจ่ายคนจน
ต้องการลดความเหลื่อมล้ำหรือแค่มาตรการช่วยเหลือ :
            ประเด็นที่ควรตระหนักคืออะไรเป็นวัตถุประสงค์หลักของผู้ชุมนุม พวกเขาเพียงต้องการให้รัฐบาลระงับขึ้นภาษีน้ำมันหรือ แน่นอนว่าไม่ใช่ ผู้ชุมนุมบางคนกล่าวว่ามาครงเป็นผู้นำของคนรวย กำลังสื่อว่าต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาอภิสิทธิ์ชน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งกำลังขยายตัวไม่เพียงฝรั่งเศสแต่ทั่วโลก สภาพสังคมปัจจุบันคือการกดขี่ขูดรีดคนจน นโยบายรัฐบาลหลายข้อมีเพื่อประโยชน์ของพวกคนรวย เช่นนี้หรือเรียกว่าประชาธิปไตย
            แต่รัฐบาลมาครงเพียงให้สัญญาว่าจะระงับการขึ้นภาษีน้ำมัน พร้อมกับเพิ่มมาตรการช่วยเหลือคนจน ไม่ได้เอ่ยเรื่องแก้ปัญหาอภิสิทธ์ชน เรื่องไม่เก็บภาษีคนรวย
            ผู้ประท้วงบางคนเห็นว่ามาครงเป็นนักขายฝัน ให้คำมั่นสัญญาจะทำโน่นทำนี่เพื่อประชาชน สุดท้ายประชาชนถูกหลอก 18 เดือนที่บริหารประเทศมากพอพิสูจน์ธาตุแท้ของรัฐบาลนี้
            ถ้ามองย้อนหลังไกลๆ รัฐบาลบอกว่าจะปฏิรูปโน่นนี่นั่นแต่ยิ่งทำคนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ส.ส. ส.ว. ผู้นำประเทศ ไม่ได้ตั้งใจทำงานเพื่อพลเมืองส่วนใหญ่ แม้ได้ขึ้นชื่อว่าคือผู้แทนราษฎร เป็นผู้ปกป้องคนทั้งชาติ
            นี่คือเหตุผลสำคัญของการชุมนุมประท้วง เป็นที่มาของวลี ประธานาธิบดีของคนรวย

ความเหลื่อมล้ำ อภิสิทธิ์ชนที่มาของรัฐเสรี :
การปฏิวัติฝรั่งเศสคือการสร้างรัฐเสรี (liberal state) คำว่ารัฐเสรีไม่เพียงที่ทุกคนมีเสรีภาพ แท้จริงแล้วยังมีหลักการอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้หลักรัฐเสรี หนึ่งในนั้นคือความเสมอภาค ความเท่าเทียม
การเข้าใจรัฐเสรีต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าใจว่าหมายถึงไม่อยู่ใต้อำนาจระบอบเก่าที่การปกครองอยู่ในมือของกษัตริย์ ขุนนาง บาทหลวง คนกลุ่มเหล่านี้เรียกรวมๆ กันว่าอภิสิทธิ์ชน
ดังที่ทราบกันว่าอภิสิทธิ์ชนมีฐานันดรศักดิ์ สามัญชนต้องให้ความเคารพ สมัยก่อนปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ต้องเสียภาษีด้วยกฎหมายที่พวกเขาตราขึ้นเอง นับวันอภิสิทธิ์ชนจึงร่ำรวยขึ้น สะสมที่ดินมหาศาล ในขณะที่สามัญชนพวกหาเช้ากินค่ำคือผู้เสียภาษีหลักแก่รัฐ มีคำถามอยู่เสมอว่าทำไมพวกอภิสิทธิ์ชนที่ร่ำรวยมหาศาลไม่ต้องจ่ายภาษี แต่เป็นภาระของคนยากคนจน อีกทั้งอภิสิทธิ์ชนใช้ภาษีรัฐเพื่อบำรุงบำเรอตนเอง
จะเห็นว่าภายใต้ระบอบนี้นับวันคนรวย (อภิสิทธิ์ชน) จะรวยขึ้น คนจนก็จนต่อไป อภิสิทธิ์ชนนับวันจะกระชับอำนาจการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ส่วนสามัญชนคือผู้ใต้ปกครองเรื่อยไป
            เป็นภาพความเหลื่อมล้ำในสังคม เหลื่อมล้ำทั้งเศรษฐกิจและอำนาจการปกครอง เป็นอีกสาเหตุหลักนำสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการปฏิวัติสู่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนสมัยใหม่ (modern representative democracy) ที่แรกของยุโรป

            พวกเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vest) บางส่วนที่เรียกร้องการปฏิวัติประชาชน (citizen revolution) คือต้องการให้รัฐบาลจะกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม วางระบบการกระจายรายได้แบบใหม่ (redistribution of wealth) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เหล่านี้สอดคล้องกับการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งศตวรรษที่ 18 นั่นเอง
            ระบอบการเมืองการปกครองคือเรื่องสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อนำสู่นโยบาย การบริหารประเทศที่ดูแลทุกกลุ่มคน กระจายความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกว่านี้ ความเหลื่อมล้ำมีเสมอแต่ไม่ใช่ระบบการปกครองที่สนับสนุนความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนรวยไม่กี่คนรวยขึ้น แต่คนจนที่มีอยู่มหาศาลตกทุกข์ได้ยาก
            การช่วยเหลือจากรัฐเป็นเรื่องจำเป็น การมีองค์กรศาสนา องค์กรเอกชนให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นเรื่องดีงาม แต่การปกครองที่ดีคือพลเมืองสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเอง หน้าที่สำคัญของรัฐคือเอื้ออำนวยไม่ให้ใครกีดกันพลเมืองที่จะดูแลตนเอง ทำให้คนส่วนใหญ่เหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา
            พ่อแม่หวังให้ลูกเติบใหญ่และดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่ร้องขออาหารจากพ่อแม่เรื่อยไป
มหันตภัยที่รอคอย :
            ในโลกยุคปัจจุบันทุกคนหนีไม่พ้นอยู่ใต้ระบอบการปกครองอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่ไหนที่หนึ่ง เวลาพูดถึงประชาธิปไตยเราหมายถึงระบอบการปกครองที่พลเมืองเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครอง
            จะมีประโยชน์อันใดหากภายใต้ระบอบนี้ประชาชนจำนวนมากอยู่อย่างถูกกดขี่ แค่พยายามหาเช้ากินค่ำก็ลำบากมากแล้ว ไม่ต้องคิดถึงความศิวิไลซ์อื่นๆ หากสตรีจำนวนมากต้องทนอยู่อย่างผู้ถูกกดขี่ เป็นเหมือนพลเมืองชั้น 2 หากคนรุ่นนี้โยนปัญหาโยนภาระให้ลูกหลานแบกรับ คนในสังคมต่างต่อสู้ฟาดฟันอีกคน ทำร้ายทำลายอีกฝ่าย หากสังคมไม่พัฒนาสู่ความยั่งยืนแต่เป็นอายธรรมที่กำลังทำลายตัวเอง
            เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่คนในสังคมต้องอภิปรายถกเถียงว่าต้องการอะไรจากระบอบประชาธิปไตย แต่ละคนจะทำบทบาทหน้าที่ของตนอย่างไร หาไม่แล้วเป็นไปได้ว่าอำนาจนิยมที่ไม่ชอบธรรมจะเพิ่มสูงขึ้นๆ นั่นหมายความว่ารวยกระจุกจนกระจาย คนส่วนใหญ่นับวันจะอยู่ยากขึ้นทุกที
            การชุมนุมประท้วงที่ฝรั่งเศสในขณะนี้คืออีกปรากฏการณ์ที่กำลังประกาศว่าหลายคนกำลังลำบากภายใต้ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ ระบอบที่บอกว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ
มีผู้อธิบายว่าการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยส่งเสริมพวกนายทุน เอื้อให้พวกนายทุนครอบงำอำนาจทางการเมืองด้วยธนกิจการเมือง (Money Politics) การเมืองที่เงินสามารถซื้อเสียงซื้ออำนาจ ขู่บังคับครอบงำให้ชาวบ้าน
การเลือกตั้งจึงนำสู่การเป็นอำนาจนิยมแบบนายทุนผูกขาด การปกครองประเทศไม่ว่าจะด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจึงไม่ได้มีเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ แต่เพื่อผลประโยชน์ของนายทุนกับชนชั้นปกครองบางกลุ่ม และพลพรรคของตนเป็นหลัก
แน่นอนว่าพรรคพวกของนายทุนพลอยได้ประโยชน์เมื่อนายทุนผูกขาดอำนาจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการบางส่วน ประชาชนบางส่วนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม แต่ในระยะยาวสังคมประเทศชาติจะถดถอยในทุกด้าน เช่น ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอใช้ ผู้คนคิดถึงแต่เรื่องทำมาหากินเป็นหลัก ชาวบ้านเกษตรกรส่วนใหญ่สูญเสียที่ดินทำกิน กลายเป็นลูกจ้างทำไร่ทำนาของนายทุน ต้องเปลี่ยนอาชีพหรือกลายเป็นคนตกงาน  คนรากหญ้าจะร้องขอพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากขึ้น ร้องขอนโยบายประชานิยมมากขึ้น ชนชั้นกลางจะค่อยๆ ลดน้อยลง กลายเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เยาวชนหางานทำยาก ตกงานจำนวนมาก รู้สึกสิ้นหวังไร้อนาคต
เหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณก่อนหายนะครั้งใหญ่

หายนะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลไม่มีงบประมาณ ไม่สามารถหาเงินหาทรัพยากรเพื่อนโยบายประชานิยมอีกต่อไป หรืองบประมาณช่วยเหลือลดลงเรื่อยๆ เมื่อนั้นหลายคนจะเห็นชอบกับการแก้ไขปัญหาสังคมการเมืองด้วยความรุนแรง ในขณะที่รัฐบาลจะเป็นอำนาจนิยมมากขึ้นไปอีก
            ถ้าไม่แก้ไขจริงจังยิ่งปล่อยนานยิ่งเป็นปัญหา
            อันที่จริงแล้วการชุมนุมมีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นกับว่าอยู่ฝ่ายไหน ยึดมุมมองใด รถยนต์ของหลายคนถูกเผา ร้านถูกปล้น หลายคนบาดเจ็บสาหัส ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่อาจปฏิเสธโอกาสสูญเสีย อันที่จริงแล้วประวัติศาสตร์บันทึกความสูญเสียมากมาย
            ถ้ามองจากฝ่ายต้องการปฏิรูปประชาธิปไตย ไม่ว่ารอบนี้จะสำเร็จหรือไม่ สังคมได้ถกเถียงอภิปรายว่าปัญหาคืออะไร ควรแก้ปัญหาอย่างไร ควรเดินไปข้างหน้าอย่างไร แม้ยังไร้คำตอบที่คิดเห็นตรงกันก็ใช่ว่าไร้ประโยชน์ ความคิดปฏิรูปเดินหน้าต่อไป
16 ธันวาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8072 วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2561)
----------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
การชุมนุมที่ปะทุจากเหตุขึ้นภาษีน้ำมัน เหตุผลที่ลึกกว่าคือสะท้อนความไม่พอใจรัฐบาลที่เก็บกด เป็นวันแห่งความโกรธแค้นของคนเหล่านี้ต่อระบอบการเมืองของประเทศ
บรรณานุกรม :
1. Kidner, Frank L., Bucur, Maria., Mathisen, Ralph., McKee, Sally. & Weeks, Theodore R. (2009). Making Europe People Politics and Culture. USA: Houghton Mifflin.
2. Macron’s compromises fail to subside France’s anger: Yellow-vested populists hoped he would quit. (2018, December 10). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/world/macrons-compromises-dont-subside-frances-anger-yellow-vested-populists-hoped-he-would-quit
3. Shubert, Adrian. (2001). The Liberal State. In Encyclopedia of European Social History. (vol.2, pp. 449-462). New York: Charles Scribner’s Sons.
4. Tear gas, mass arrests as new 'yellow vest' protests hit Paris. (2018, December 8). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/15/tear-gas-mass-arrests-new-yellow-vest-protests-hit-paris-doc-1be7t08
5. 'Yellow Vests' are Outcome of EU's Decade-Long Austerity Measures – Activist. (2018, December 11). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/analysis/201812111070566448-yellow-vests-austerity-eu/
6. 'Yellow vests' denounce Macron speech as 'charade'. (2018, December 11). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/615981/Yellow-vests-denounce-Macron-speech-as-charade
-----------------------------

unsplash-logoPierre Herman

วันแห่งความโกรธแค้นของเสื้อกั๊กเหลืองในประชาธิปไตยฝรั่งเศส

การชุมนุมที่ปะทุจากเหตุขึ้นภาษีน้ำมัน เหตุผลที่ลึกกว่าคือสะท้อนความไม่พอใจรัฐบาลที่เก็บกด เป็นวันแห่งความโกรธแค้นของคนเหล่านี้ต่อระบอบการเมืองของประเทศ

17 พฤศจิกายนผู้คนเริ่มประท้วงรัฐบาลหลังประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน มีผลโพลระบุว่าคนปารีสร้อยละ 73 สนับสนุนผู้ชุมนุม ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ตีความว่าพวก เสื้อกั๊กเหลือง” (Yellow Vest) มาจากกลุ่มหัวรุนแรง (radical groups) ทั้งฝ่ายขวาจัดกับซ้ายจัดแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงทำลายทรัพย์สิน เผาบ้านเผาเมือง กล่าวหากลุ่มสุดโต่งของมารีน เลอเปน (Marie Le Pen) เป็นหัวขบวนประท้วง ด้านเลอเปนปฏิเสธข้อกล่าวหา
            อันที่จริงแล้วมาครงประกาศขึ้นภาษีน้ำมันตั้งแต่ช่วงหาเสียง เป็นส่วนหนึ่งของแผนใช้พลังงานสะอาด รถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นชนวนให้ผู้ประท้วงลุกฮือ
            เมื่อการประท้วงขยายวง ข้อมูลกระทรวงมหาดไทยระบุตัวเลขผู้ชุมนุมบางวันสูงถึงหลักแสนคน บ้างว่าสูงสุดกว่า 300,000 คน ประเด็นความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้น เช่น เห็นว่าค่าครองชีพสูง ผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจ รถยนต์หลายร้อยคันถูกเผาทำลาย ฌ็องเซลิเซ่ อเวนิว (Champs Elysees Avenue) แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังตกเป็นเป้าหมาย ร้านรวงต่างๆ ถูกปล้นสะดม นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติพากันหนีอลหม่าน โรงแรมหลายแห่งเกือบร้าง
            แม้มีผู้เสียชีวิตและหลายร้อยคนถูกกับกุม การชุมนุมเดินหน้าต่อ

รัฐบาลถอยไปตั้งหลักหรือฟังเสียงประชาชน :
            สัปดาห์ที่ 3 ของการชุมนุมรัฐบาลมาครงเริ่มถอย ประกาศระงับขึ้นภาษีน้ำมันไว้ก่อน พร้อมกับมีข่าวจะเพิ่มมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพคนยากจน นายกฯ Edouard Philippe กล่าวว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน จะใช้เวลา 6 เดือนข้างหน้าเพื่อหารือว่าควรจัดการเรื่องภาษีน้ำมันอย่างไร แต่ผู้ชุมนุมบางคนไม่พอใจ เห็นว่าเป็นเพียงการซื้อเวลา บางคนยืนยันว่าตัวประธานาธิบดีกับรัฐบาลต้องลาออกทั้งคณะ ในขณะที่บางคนเห็นว่าแค่ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย
            ประเด็นนี้สามารถถกและวิเคราะห์ว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนหรือเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง
            เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุผลหลักที่มาครงถอยเพราะแรงกดดันจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์หลายร้อยคันถูกเผา ร้านค้านับร้อยถูกปล้นสะดม นักท่องเที่ยวต่างชาติเผ่นนี้ เหตุผลเหล่านี้ต่างหากที่กดดันให้รัฐบาลยอมถอย ไม่ใช่เพราะฟังเสียงผู้ชุมนุม
            ในอีกมุมหนึ่งควรชื่นชมรัฐบาลที่ยอมถอยเพื่อลดความสูญเสีย ลดความเสี่ยงที่จะวุ่นวายมากกว่านี้

รากปัญหาคืออะไร :
ดังที่นำเสนอแล้วว่ามาครงประกาศขึ้นภาษีน้ำมันตั้งแต่ช่วงหาเสียง เป็นส่วนหนึ่งของแผนใช้พลังงานสะอาด ถ้ามองในมุมบวกรัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่ดี ทั้งยังเป็นการทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
เมื่อการชุมนุมดำเนินต่อเนื่องระยะหนึ่งก็เริ่มชัดเจนว่าเหตุผลการประท้วงคือต้องการให้รัฐบาลดูแลปัญหาปากท้อง The Institute of Public Policies รายงานว่าครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 (นับจากผู้มีรายได้ต่ำสุดขึ้นมา 20 เปอร์เซ็นต์) รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันค่าครองชีพที่สูงเร็วกว่า สรุปสั้นๆ คือรายได้ไม่พอรายจ่าย คุณภาพชีวิตของคนจนนับวันจะย่ำแย่ลง
ไม่ว่ารัฐบาลจะชี้แจงอย่างไรในมุมของคนหาเช้ากินค่ำ การเพิ่มภาษีน้ำมันคือการซ้ำเติมปัญหาปากท้องนั่นเอง (ฝรั่งเศสเป็นอีกประเทศที่รัฐเก็บภาษีสูงมาก เก็บภาษีแทบทุกอย่าง การขึ้นภาษีแต่ละครั้งคือการเรียกเงินจากประชาชน)

เหตุผลอื่นที่ทับถมเข้ามาคือ การหยิบยกนโยบายบางข้อที่รัฐส่งเสริมภาคเอกชน ลดภาษีคนรวย บางคนยอมรับการขึ้นภาษีแต่คนรวยควรเสียมากกว่านี้ ผู้นำฝรั่งเศสจึงถูกตีตราว่าเป็น “ประธานาธิบดีของคนรวย”
พูดอีกอย่างคือเป็นผู้ปกครองที่กดขี่คนยากจนนั่นเอง
ประเด็นเหล่านี้สามารถถกเถียงอภิปรายถึงความถูกต้องเหมาะสม แต่ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในขณะนี้ส่อว่าพวกเขามองรัฐบาลในแง่ลบ นำสู่การตั้งเป้าล้มรัฐบาล

ถ้าตีตราว่าผู้ก่อเหตุผิดกฎหมายคือพวกหัวรุนแรง เป็นพวกต่อต้านรัฐบาลแบบหัวชนฝา อาศัยจังหวะนี้ก่อเหตุวุ่นวาย เหตุผลเช่นนี้น่าจะถูกต้องเพราะมีคนกลุ่มนี้จริง แต่ไม่อาจปฏิเสธผลโพลคะแนนนิยมรัฐบาลที่หดหายอย่างรวดเร็ว ผลโพลของ IFOP (The Institut français d'opinion publique) เมื่อ 4 ธันวาคม ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 23 ให้มาครงสอบผ่าน เป็นคะแนนต่ำสุดนับจากเริ่มรัฐบาลชุดนี้
ถ้ายึดผลโพลต้องสรุปว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพวกหัวรุนแรงหรือคนทั่วไปต่างไม่พอใจผลงานรัฐบาล
อันที่จริงแล้วในหมู่ผู้ชุมนุมนับแสนมีผู้ก่อเหตุร้ายหลักร้อยหลักพันเท่านั้น ที่น่าสนใจคือ ผู้ชุมนุมอย่างสันติบางคนเห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรง เห็นว่าจำต้องทำเพราะเป็นวิธีเดียวที่จะหยุดรัฐบาล และก็ได้ผล รัฐบาลประกาศไม่ขึ้นภาษีน้ำมันตลอดปีงบประมาณ 2019 นายกฯ Philippe กล่าวต่อรัฐสภาว่าถึงเวลาแล้วที่จะอภิปรายเรื่องนี้ในระดับประเทศ แต่ดูเหมือนช้าเกินไป

วิบากกรรมของมาครง :
            เอมมานูแอล มาครง ในวัย 39 ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีหลังชนะเลือกตั้งเมื่อพฤษภาคม 2017 เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่เพิ่งสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรก ตำแหน่งสุดท้ายคือรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ สนับสนุนการค้าเสรี สิทธิมนุษยชน ดำเนินนโยบายสายกลาง
            18 เดือนหลังการเลือกตั้งคะแนนนิยมเหลือแค่ 20 ไม่ว่ามาครงจะหน้าตาดี สดใหม่ทางการเมือง วาทศิลป์เป็นเยี่ยม ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองหลัก สุดท้ายผลการบริหารประเทศที่ประชาชนรับรู้ได้จริงเป็นตัวตัดสินใจ แม้หากการชุมนุมยุติด้วยการเจรจา งานนี้รัฐบาลมาครงเสียคะแนนย่อยยับ ยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับมา
การมองภาพปารีสถูกเผานั่นเป็นเรื่องหนึ่ง คำถามที่น่าคิดคือทำไมนักการเมืองหน้าใหม่อย่างมาครงจึงสามารถก้าวสู่ตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดด้วยการลงสนามเลือกตั้งเพียงครั้งแรกครั้งเดียว คำอธิบายที่เคยนำเสนอแล้วคือพรรคการเมืองกระแสหลักทั้งฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายสนับสนุน นักการเมืองรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ต่างพากันพ่ายแพ้
            เป็นอีกครั้งที่พรรคฝ่ายซ้ายอย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสเห็นด้วยกับผู้สมัครที่ดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยม เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วผู้กุมอำนาจการเมืองร่วมมือกัน เลอเปนจึงโจมตีมาครงว่าเป็นหุ่นเชิดของขั้วอำนาจเก่า พวกคณาธิปไตยเลือกมาครง
            บัดนี้ดูเหมือนว่าคำกล่าวหาของเลอเปนถูกต้อง

นโยบายของมาครงไม่ได้มาจากตัวท่านเอง น่าจะเป็นแรงผลักดันจากบรรดาพรรคการเมืองที่สนับสนุนซึ่งก็คือบรรดาพรรคการเมืองเดิมๆ นั่นเอง
แนวคิดนี้อธิบายว่ามาครงเป็นเพียงแต่ตัวละครที่ถูกยกขึ้นในยามที่การเมืองประชาธิปไตยฝรั่งเศสกำลังสับสน แม้แต่มาครงก็ยอมรับว่าประเทศมีสิ่งที่เรียกว่ากลุ่มผู้ทรงอำนาจผู้ควบคุมการเมือง (the establishment) บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ทำเรื่องไร้ศีลธรรม
            แต่การเลือกตั้งเป็นเรื่องหนึ่ง การบริหารประเทศเป็นอีกเรื่อง ผู้ชนะเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าจะบริหารประเทศได้ดี รัฐบาลมาครงกำลังเป็นอีกกรณีตัวอย่าง
ถ้ามองในกรอบกว้างๆ คำถามที่ลึกกว่าคือ อย่างไรเรียกว่านโยบายที่ดี อะไรคือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับได้ เสียงประชาชนคือความรุ่งเรืองยั่งยืนหรือไม่ รากปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ แทนที่จะโทษฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียวพลเมืองฝรั่งเศสมีส่วนต้องปฏิรูปตัวเองหรือไม่
เหล่านี้คือคำถามใหญ่ของประชาธิปไตยฝรั่งเศส ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเกือบ 230 ปี อีกประเทศที่ตำราตะวันตกระบุว่าเป็นต้นแบบเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยตะวันตก
การชุมนุมที่ปะทุจากเหตุรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน กลุ่มผู้ชุมนุมมาจากหลายที่หลายกลุ่ม บ้างชุมนุมที่เมืองตนเอง บ้างรวมตัวที่กรุงปารีส ไม่ว่าเหตุผลคืออะไรทั้งหมดสะท้อนความไม่พอใจรัฐบาลที่เก็บกด เป็นวันแห่งความโกรธแค้นของคนเหล่านี้ต่อระบอบการเมืองของประเทศ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง การจะแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่ายและจำต้องแก้ที่รากปัญหา มิฉะนั้นจะเป็นเพียงแค่ซื้อเวลาอีกรอบเหมือนที่ทำมาแล้วหลายครั้ง เป็นโจทย์ใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยประเทศนี้
9 ธันวาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8065 วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2561)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2016 มีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือปราศจากตัวแทนของพรรคใหญ่ สังคมฝรั่งเศสมาถึงมาแพร่งว่าควรเลือกนักการเมืองหน้าใหม่อย่าง เอมมานูแอล มาครง หรือผู้มาด้วยนโยบายสุดโต่งอย่าง มารีน เลอเปน ควรสนับสนุนมาครงเพื่อต้านเลอเปนหรือไม่ มาครงซึ่งปราศจากฐานเสียงจะสามารถคุม ส.ส. ส.ว. หน้าเดิมๆ ได้มากเพียงไร นับจากปฏิวัติฝรั่งเศสเกือบ 230 ปีแล้วที่ประเทศนี้ยังอยู่ระหว่างแสวงหาการปกครอง หลักนโยบายที่เหมาะสมกับตัวเอง
บรรณานุกรม :
1. AP Explains: The French protesters’ economic discontents. (2018, December 5). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/f9625562f6774dcabfbfc91812d29669
2. Click to copyhttps://apnews.com/34b61fddaee04fbd936544cd30ddf102. (2018, December 1). AFP. Retrieved from https://www.apnews.com/34b61fddaee04fbd936544cd30ddf102
3. Facing Tough Odds in French Vote, Le Pen Assails Macron. (2017, April 27). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/04/27/world/europe/france-marine-le-pen-emmanuel-macron.html?_r=0
4. French government preparing to suspend fuel tax increases: source. (2018, December 4). Reuters.  Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-france-protests/french-government-preparing-to-suspend-fuel-tax-increases-source-idUSKBN1O30MX
5. French government scraps fuel tax hike after yellow-vest protests. (2018, December 5). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/french-government-scraps-fuel-tax-hike-after-yellow-vest-protests/a-46606137
6. French govt considers imposing state of emergency after 'Yellow Vest' protest violence. (2018, December 2). France 24. Retrieved from https://www.france24.com/en/20181202-france-consider-state-emergency-prevent-riots-recurring
7. 'I Am Offering the French Renewal'. (2017, March 17). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/emmanuel-macron-interview-on-french-election-campaign-a-1139214.html
8. Macron Mocks Le Pen's ‘Monopoly Money’ Amid Paris Demonstrations. (2017, May 2). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-05-01/macron-mocks-le-pen-s-monopoly-money-amid-paris-demonstrations
9. Macron retreats on fuel tax hikes in bid to calm French protests. (2018, December 4). AFP.  https://www.afp.com/en/news/3954/macron-retreats-fuel-tax-hikes-bid-calm-french-protests-doc-1ba2bq15
10. Macron tells French voters democracy is under threat from 'anti-France' Le Pen. (2017, May 2). The Local. Retrieved from https://www.thelocal.fr/20170502/france-election-emmanuel-macron-tells-french-voters-democracy-is-under-threat-from-anti-france-le-pen
11. PARIS BURNS: Riot police fire tear gas as 30,000 protestors furious at Macron hit France. (2018, November 24). Express. Retrieved from https://www.express.co.uk/news/world/1049731/France-protests-paris-riots-police-emmanuel-macron-latest-france-news
12. Spotlight: Haunted by "Yellow Vests," Macron seeks to get out of social uprising via risky moratorium. (2018, December 5). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-12/05/c_137651097.htm
-----------------------------
unsplash-logoMohamed Nohassi