Fundamentalism ทางศาสนากับความเป็นไปของโลก

คำสอนของบางความเชื่อศาสนาสัมพันธ์กับการเมืองการปกครองโดยตรงไม่ต่างจากลัทธิเสรีนิยม สังคมนิยม ทุนนิยม ฯลฯ และผสมผสานอยู่ในระบอบการเมืองสังคมต่างๆ ไม่มากก็น้อย

             นิยาม Fundamentalism มีแตกต่างหลากหลาย บางครั้งใช้กับลัทธิอุดมการณ์การเมือง ในที่นี้เน้นใช้กับความเชื่อศาสนา ลักษณะสำคัญคือยึดมั่นคำสอนดั้งเดิม พยายามตีความคำสอนดั้งเดิมให้ตรงตามคำสอน ไม่หลบเลี่ยงหรือปรับแก้ ให้มั่นใจว่าตีความตรงตามผู้สอนหรือผู้บันทึก

            บทความนี้นำเสนอ Fundamentalism ด้านความเชื่อศาสนา ขอยกตัวอย่างดังนี้

          ประการแรก American Protestant Fundamentalism

            เมื่อศตวรรษที่ 19 พวกอีแวนเจลิคัล (evangelicalism-กลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของโปรเตสแตนต์) แยกตัวออกเป็นพวกสมัยใหม่ (modernist) กับพวกดั้งเดิม (fundamentalist)

            พวกสมัยใหม่ (modernist) เห็นว่าศาสนา (religion) เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา (มองว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และศาสนาคือองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน)

            ส่วนพวกดั้งเดิม (fundamentalist) ยึดว่าคำสอนเปลี่ยนไม่ได้ แม้ความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ไม่สามารถอธิบายบางเรื่องราวในไบเบิล (Bible) เช่น เด็กกำเนิดจากสาวพรหมจรรย์ กลุ่ม fundamentalist ได้พัฒนาและอธิบายการตีความเนื้อหาไบเบิลของตน

            การตีความไบเบิลมีต่อผลการเมือง นโยบายรัฐบาลกับนโยบายแต่ละพื้นที่ เช่น บางรัฐอนุญาตให้ทำแท้งเสรี บางรัฐมีเงื่อนไขทำแท้งมากมาย ประธานาธิบดีบางคนประกาศนโยบายบางเรื่องพร้อมกับยกคำสอนไบเบิลประกอบ นักการเมืองระดับประเทศกับท้องถิ่นบางคนสนับสนุนพวกดั้งเดิมหวังเป็นฐานคะแนน ผู้นำศาสนาบางคนเข้าหานักการเมืองหวังได้นโยบายรัฐที่สอดคล้องกับคำสอน

          ประการที่ 2 Haredim ของศาสนายูดาห์ (Judaism)

            ในศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการ Haredim (ฮาเรดดิม) ในยุโรปตะวันออก พวกนี้ต่อต้านการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรม เพื่อรักษาความเป็นชนชาติยิวบริสุทธิ์ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อการถือศาสนาแบบดั้งเดิม (เป็นคำสอนห้ามแต่งงานกับคนต่างเชื้อชาติศาสนา) พยายามสร้างชุมนุมยิวของตนในหลายประเทศ

            พวก Haredim ในอิสราเอลพยายามรื้อฟื้นกฎวันสะบาโต (Sabbath laws) เป็นคำสอนพื้นฐานที่ยิวยึดถือแต่ดั้งเดิม เช่น จะมีวันสะบาโต 1 วันในแต่ละสัปดาห์ (ห้ามประกอบอาชีพในวันนี้ และมีกฎอื่นที่ต้องปฏิบัติอีกมาก) ทหารต้องเป็นชายเท่านั้น (ปัจจุบันกองทัพอิสราเอลมีทหารหญิง)

            พวก Haredim ในอิสราเอลบางครั้งเรียกอีกอย่างว่า “religious Zionists” แยกออกแตกต่างจาก “secular Zionists

            ในมุมมองของ “religious Zionists” ถือว่าพวก “secular Zionists” เป็นพวกสมัยใหม่ (modernist) ไม่ได้รักษาความเป็นยิวบริสุทธิ์มากพอ ในขณะที่ “secular Zionists” เห็นว่า “religious Zionists” เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง

            พวก “religious Zionists” ต้องการขยายดินแดนอิสราเอลปัจจุบันออกไป รวมที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) ฉนวนกาซา (Gaza Strip) และเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) พื้นที่เหล่านี้เป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับหลายประเทศจนถึงทุกวันนี้

          ประการที่ 3 นิกายวาห์ฮะบี (Wahhabism)

            มูฮัมหมัด อิบนุอับดุลวะห์ฮาบ (Muhammad ibn-Abd-al-Wahab) ถือกำเนิดเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 ชี้ว่าคำสอนอิสลามจำนวนมากที่สอนกันอยู่ไม่ถูกต้อง จำต้องรับการชำระ มุสลิมแท้ต้องดำเนินชีวิตตามหลักการดั้งเดิมตามคัมภีร์อัลกุรอานเท่านั้น

            ย้ำให้อ่านและสอนตามตัวอักษรในอัลกุรอาน แทนคำสอนที่ผ่านการตีความซึ่งแต่ละสำนักคิด ปราชญ์มุสลิมแต่ละคนตีความไม่ตรงกันในบางเรื่องบางจุด ย้ำว่าไม่มีทางสายกลางสำหรับมุสลิม หากพบมุสลิมคนใดไม่นับถือจริงจังจะถูกนับว่าเป็นพวกนอกศาสนา (infidel)

            กำเนิดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวาห์ฮะบี ผู้นำซาอุฯ ให้การสนับสนุนเรื่อยมา แต่ในระยะหลังรัฐบาลซาอุฯ ปฏิเสธความสัมพันธ์กับวาห์ฮะบี เมษายน 2018 มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) กล่าวว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับวาห์ฮะบี ไม่ได้สัมพันธ์กับพวกนี้ ไม่รู้จักพวกนี้เลย อย่างไรก็ตามนิกายวาห์ฮะบีมีอยู่จริง มุสลิมบางคนบางกลุ่มในหลายประเทศยึดแนวทางนี้และมีผลต่อหลายขบวนการ

          ประการที่ 4 Hindutva (ฮินดูทวา)

            Hindutva (ฮินดูทวา) เป็นแนวคิดผู้นับถือฮินดูกลุ่มหนึ่ง มีเครือข่ายทั่วประเทศอินเดีย วิเนยัก ดาโมดาร์ สวราการ์ (Vinayak Damodar Savarkar, ค.ศ.1883-1966) เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ ชี้ว่าคนศาสนาอื่นโดยเฉพาะพวกนับถือคริสต์หรืออิสลามเป็นคนต่างชาติ (ไม่ใช่คนอินเดียที่ต้องนับถือฮินดู) และเป็นภัยต่อศาสนาฮินดู เช่นเดียวกับโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา

            แนวทางของ Hindutva เกี่ยวข้องกับชาตินิยมอินเดียโดยตรง ตีความว่าศาสนาฮินดู คนอินเดียและประเทศอินเดียเป็นของคู่กันตลอดไป พรรคภารติยะ ชนตะ (Bharatiya Janata Party: BJP) ยึดแนวทางนี้ หวังให้อินเดียเป็นรัฐฮินดู (Hindu state – เทียบเคียงได้กับรัฐอิสลาม ที่นำหลักศาสนาเป็นกฎหมายประเทศ) ความนิยมต่อพรรคนี้สะท้อนความนิยมต่อ Hindutva

            ทั้ง 4 กลุ่ม 4 นิกายต่างเป็นตัวอย่างร่วมสมัยและมีบทบาทในขณะนี้

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

          ประการแรก ควรเปลี่ยนแปลงคำสอนหรือควรยึดคำสอนดั้งเดิม

            พวกสมัยใหม่ชี้ว่าพวกยึดคำสอนดั้งเดิมเป็นพวกหัวโบราณ ยึดถือคำสอนที่ไม่เข้ากับยุคสมัย อันที่จริงแล้วแต่ไหนแต่ไรความเชื่อศาสนาหนึ่งมักขัดแย้งกับศาสนาหลักปรัชญาอื่นๆ ในโลกเสรีทุกคนมีอิสระเลือกถือศาสนา การดัดแปลงคำสอนทำได้เพียงแต่ต้องพูดให้ชัดว่าเป็นอีกคำสอนที่ต่างจากเดิม และอาจต้องถือว่าเป็น “อีกศาสนาความเชื่อหนึ่ง” หรือเป็นลัทธินิกายย่อย

          ประการที่ 2 การอยู่ร่วมกันหรือขัดแย้ง

            บ่อยครั้งที่ศาสนานิกายขัดแย้งกันเอง เช่น Hindutva (ฮินดูทวา) กับแย้งกับมุสลิมอย่างรุนแรง นิกายวาห์ฮะบี (Wahhabism) ขัดแย้งกับอิสลามนิกายอื่นๆ โดยเฉพาะชีอะห์

            อีกลักษณะเด่นคือความขัดแย้งระหว่าง “ทางโลก” (secular) กับ “ทางศาสนา” (religious) ถ้าอยู่ในสังคมหรือเขตพื้นที่ๆ ทางโลกกับศาสนาเข้ากันได้ดี 2 ฝ่ายจะสนับสนุนกัน ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อ 2 ฝ่ายเข้ากันไม่ได้ ยิ่งเข้ากันไม่ได้ยิ่งขัดแย้งรุนแรง และต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ทางโลกเป็นฝ่ายนำ (ยกเว้นบางประเทศ เช่น อิหร่าน)

            หลายประเทศให้เสรีภาพนับถือศาสนานิกายเพียงแต่ต้องไม่ขัดแย้งกฎหมาย เป็นสภาพที่กฎหมายคลุมศาสนาอีกชั้น

            ตัวอย่าง ISIS/IS : ต้นทศวรรษ 2010 กลุ่ม Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) ประกาศสร้างรัฐอิสลาม (Islamic State: IS) ในช่วงหนึ่งขยายดินแดนในซีเรียกับอิรักได้มาก มิถุนายน 2014 ประกาศสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตน

            องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้าย IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม OIC ขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้

            เป็นตัวอย่างร่วมสมัยถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนิกายศาสนา การตีความว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มุสลิมแท้หรือพวกที่ยึดถือศาสนาอย่างถูกต้อง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ ISIS บุกยึดดินแดนทำตามเป้าหมายตน รัฐบาลซีเรียกับอิรักย่อมต้องทำสงครามปกป้องอธิปไตย เรื่องนี้ขยายไปถึงนานาชาติ หลายประเทศส่งทหารเข้ารบกับ ISIS สมาชิก ISIS ส่วนใหญ่ถูกกวาดล้าง ปัจจุบันเหลือเพียงกลุ่มย่อยที่เคลื่อนไหวในบางประเทศ เป็นตัวอย่างที่กลุ่มศาสนานิกายภายใต้กฎหมาย ระเบียบโลก

            ความเชื่อศาสนาที่มีมาแต่โบราณกาลมีผลต่อมนุษยชาติเรื่อยมา ปัจจุบันยังมีผลตั้งแต่ระดับปัจเจก ไล่ขึ้นไปจนถึงประเทศและความเป็นไปของโลก คำสอนของบางความเชื่อศาสนาสัมพันธ์กับการเมืองการปกครองโดยตรงไม่ต่างจากลัทธิเสรีนิยม สังคมนิยม ทุนนิยม ฯลฯ และผสมผสานอยู่ในระบอบการเมืองสังคมต่างๆ ไม่มากก็น้อย Fundamentalism ทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่ควรจับตา

24 ตุลาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9112 วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564)

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
1. ‘ชาร์ลีเอบโด’ การเผชิญหน้าของ 2 สุดโต่ง เสรีนิยมสุดโต่งกับมุสลิมสุดโต่ง
กรณี “ชาร์ลีเอบโด” สังคมควรตั้งคำถามว่าผู้ก่อเหตุยิงสังหารกระทำตามหลักอิสลามหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกบิดเบือนศาสนา เข้าใจหลักศาสนาผิดพลาด ในอีกด้านหนึ่ง การล้อเลียนโดยอ้างว่าเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพ ไม่ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก ความเกลียดชัง เพราะเป็นที่รับรู้ทั่วไปอยู่แล้วว่าการลบหลู่อิสลามสร้างความแตกแยกในสังคม เป็นต้นเหตุความรุนแรง สังคมควรส่งเสริมพวกสุดโต่งเหล่านี้หรือไม่

2.IS อวสานแล้วหรือยัง
กองทัพรัสเซียทำให้รัฐอิสลาม (IS) อายุสั้น แต่นานพอที่ซีเรียกลายเป็นซากปรักหักพัง โหมกระแสต่อต้านชีอะห์ ส่งเสริมแนวทางตักฟีรีย์ และทำให้กระแสกลัวอิสลาม (Islamophobia) ขยายตัว

บรรณานุกรม :

1. Bilefsky, Dan., Baume, Maia de la. (2015, January 7). Suspects Identified in Attack on French Newspaper, Charlie Hebdo. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/01/08/world/europe/charlie-hebdo-paris-shooting.html?_r=0

2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.

3. Grand Mufti: IS is Islam’s ‘enemy No. 1’. (2014, August 20). Saudi Gazette. Retrieved from http://www.saudigazette.com.sa/index.cfm?method=home.regcon&contentid=20140820215352

4. Ingersoll, Julie. (2012). Fundamentalism. In Encyclopedia of global religion. (pp.417-421). USA: SAGE Publications.

5. Kamrava, Mehran. (2005). A History of the Modern Middle East: A Political History since the First World War. California: University of California Press.

6. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.

7. Mather, George A., Nichols, Larry A., & Schmidt, Alvin J. (2006). Fundamentalism (CHRISTIANITY). In Encyclopedic Dictionary of Cults, Sects, and World Religions (Revised and Updated Ed.). USA: Zondervan.

8. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en

9. Saudi Crown Prince: Iran's Supreme Leader 'Makes Hitler Look Good'. (2018, April 2). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/04/mohammed-bin-salman-iran-israel/557036/

--------------------------

มุมมองสงครามเย็นใหม่เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก

พรรคแรงงานอังกฤษในความเปลี่ยนแปลง

อังกฤษชาติต้นแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พรรค Labour Party ที่ยึดแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยอยู่คู่การปกครองประเทศนี้มากว่าศตวรรษแล้ว พร้อมกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา

            หลายคนรู้ว่าสหราชอาณาจักรหรือพูดสั้นๆ ว่าอังกฤษเป็นต้นแบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสมเด็จพระราชินีนาถเป็นประมุขประเทศ แต่บางคนอาจไม่รู้ว่าพรรค Labour Party ที่ยึดแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยอยู่คู่การปกครองประเทศนี้มากว่าศตวรรษแล้ว

สังคมนิยมประชาธิปไตย :

            สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy หรือ Democratic Socialism) รับรู้ความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นแต่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติสังคมที่ใช้ความรุนแรง ที่ต้องเห็นการแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เกิดสงครามกลางเมืองที่คนชาติเดียวกันต้องมาประหัตประหารเสียชีวิตเพื่อล้มระบอบการปกครองเดิม

            นักสังคมนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่าเมื่ออุดมการณ์สังคมนิยมของตนดีจริง เป็นประโยชน์ต่อมวลชน ประชาชนจะเลือกเอง สามารถเป็นรัฐบาลบริหารประเทศผ่านการเลือกตั้ง ดังนั้น สังคมนิยมประชาธิปไตยจึงเป็นอุดมการณ์ที่ต้องการให้ระบอบการเมืองการปกครองเป็นไปตามสมัครใจ ประชาชนเป็นผู้เลือกว่าต้องการรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์แบบใด การจะเป็นสังคมนิยมหรือไม่ต้องได้อำนาจผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ในด้านเศรษฐกิจ สังคมนิยมประชาธิปไตยมีแนวทางใกล้เคียงลัทธิเสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) ให้แข่งขันเสรีแต่กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ รัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือปกป้องปัจเจกชนที่อ่อนแอ รัฐต้องสนใจดูแลผู้มีรายได้ต่ำมากกว่าปล่อยให้ดำเนินชีวิตตามยถากรรม

พรรคแรงงานอังกฤษ :

            พรรคแรงงานอังกฤษยึดแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยตามแบบฉบับของตน เริ่มประกาศใช้คำว่า “Labour Party” อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.1906 จุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวของกรรมกร ใช้แนวคิดที่รวมหลายอย่างเข้ามาทั้งจากต่างประเทศกับในประเทศ สรุปรวบยอดเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบหนึ่ง ยึดเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของกรรมกร

            จากการรวมกลุ่มกรรมกรจำนวนหนึ่งเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตน ปี 1918 ความเป็นพรรคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ จัดตั้งกลุ่มในพื้นที่ต่างๆ เคลื่อนไหวทางการเมืองระดับท้องถิ่น เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1920-30 พรรคเริ่มเป็นคู่แข่งพรรคอนุรักษ์นิยม ยุคที่สหภาพแรงงานเฟื่องฟู ในปี 1924 ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลครั้งแรก

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคเป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยบริบทสงครามและนโยบายรัฐบาลกิจการหลายอย่างกลายเป็นของรัฐ รัฐบาลเข้าควบคุมเศรษฐกิจสังคมใกล้ชิด แต่ไม่นานความนิยมต่อพรรคเสื่อมถอย เพราะการวางแผนจากส่วนกลางขาดประสิทธิภาพ ระบบราชการเชื่องช้า

            อย่างไรก็ตามพรรคแรงงานอังกฤษคงความเป็นพรรคหลักพรรคหนึ่งคู่กับพรรคอนุรักษ์นิยม มีโอกาสเป็นฝ่ายรัฐบาลอีกหลายครั้ง และมีพัฒนาการเรื่อยมา เช่น ปี 1972 เกิดตำแหน่งผู้นำ Young Socialist จากการเลือกตั้งภายในพรรคทั่วประเทศ ปี 1990 มติพรรคให้จัดตั้ง Policy Forum เพื่อทำงานด้านนโยบายโดยเฉพาะ มีจำนวนเกือบ 200 คน คณะทำงานมาจากการเลือกตั้งวาระ 2 ปี แบ่งเป็น 8 กลุ่มครอบคลุมนโยบายทุกด้าน

            จะเห็นว่า ระบบการทำงานของพรรคโปร่งใสเป็นระบบระเบียบ เปิดกว้างให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศมีส่วน มีคณะทำงานเฉพาะด้าน ตำแหน่งสำคัญมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกทั้งหมด มีตัวแทนจากกลุ่มเฉพาะตามสัดส่วน เช่น ตัวแทนเยาวชน ตัวแทนคนผิวสี ตัวแทนนักสังคมนิยม ตัวแทนท้องถิ่น ตัวแทนสหภาพที่หลากหลาย เช่น สหภาพครู สหภาพเกษตรกร

พรรคแรงงานในยุคโลกาภิวัตน์ :

            พรรคแรงงานอังกฤษผูกติดกับสหภาพแรงงานเรื่อยมาแต่เมื่อระบบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างถ่านหิน เหล็กกล้า อู่ต่อเรือ อุตสาหกรรมหนักหลายอย่างเสื่อมถอย ในขณะที่ภาคบริการ ธุรกิจสมัยใหม่เติบโต เป็นปัจจัยให้สหภาพอ่อนแรง ผลคือพรรคแรงงานที่เคยผูกติดกับสหภาพต้องปรับตัวหายุทธศาสตร์ใหม่

            โทนี แบร์ (Tony Blair) คือผู้มากับแนวทางใหม่ ไม่ยึดฐานเสียงสหภาพมากเช่นอดีต ลดความเป็นสังคมนิยมและหันไปหาทุนนิยมมากขึ้น แบร์ถึงกับเรียกชื่อพรรคว่าใหม่ว่า “New Labour

            แนวทางนี้หรือที่บางคนเรียกว่าลัทธิแบร์ (Blairism) ถูกกล่าวขานว่าเป็น “ทางเลือกที่ 3” (third way) เป็นการผสมผสานทุนนิยมกับสังคมนิยม หลักคิดคือทุกวันนี้ไม่มีประเทศใดที่ใช้ระบบทุนนิยมเสรีเต็มร้อยหรือสังคมนิยมเต็มร้อย ล้วนเป็นการผสมผสาน 2 ลัทธิหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน หวังสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อหน้าที่การงานที่ดี สร้างสาธารณูปโภค พร้อมกับให้ทุกคนมีเสรีภาพ สิทธิที่จะความมั่งคั่งร่ำรวย ประชาชนสามารถเลือกเข้าถึงบริการต่างๆ ที่เหนือกว่า

            ในช่วงที่โทนี แบร์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  (1997-2007) แนวนโยบายของท่านคือสังคมแห่งความยุติธรรม (social justice) การกระจายรายได้ต้องเท่าเทียมมากขึ้น พลเมืองทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียม ชุมนมที่มีโอกาสเท่าเทียม หวังสร้างสังคมที่คนเอื้ออาทรต่อกัน ส่งเสริมบทบาทของโบสถ์

            แบร์เห็นว่าทุกคนควรทำงานหนักและสะสมความมั่งคั่งของตน พร้อมกันนี้ต้องมีใจช่วยเหลือคนอื่น ปฏิเสธแนวคิดการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมตามแนวทางสังคมนิยมซึ่งในสหราชอาณาจักรหมายถึงรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่น กิจการรถไฟ โรงพยาบาลรัฐ โรงงานอุตสาหกรรมของรัฐ

            ในด้านเศรษฐกิจเป็นการผสมระหว่างตลาดทุนนิยมเสรีกับสังคมนิยมประชาธิปไตย ผลที่ออกมาจึงให้ความสำคัญแก่ “โอกาส” กับ “ผลลัพธ์” อย่างเท่าเทียม รัฐบาลทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคพร้อมกับส่งเสริมการแข่งขัน ส่งเสริมธุรกิจเอกชน ลดภาษี ส่งเสริมให้มีงานทำ พร้อมกับเพิ่มสวัสดิการสังคม สนับสนุนทั้งผู้นำธุรกิจกับผู้นำสหภาพ

            อย่างไรก็ตาม พวกฝ่ายซ้ายเห็นว่าแนวทางนี้เป็นอีกรูปแบบของเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) มากกว่าการเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือพรรคฯ (ผู้นำใหม่) เห็นว่าการได้คะแนนจากฐานเสียงอื่นๆ และการปรับตัวตามยุคสมัยสำคัญกว่า

            John McCormick อธิบายว่าความจริงแล้วปัจจุบันไม่มีประเทศใดที่ใช้ Classical liberalism กับ Economic liberalism (capitalism) อีกแล้ว ทุกประเทศล้วนผสมทุนนิยมกับสังคมนิยมเข้าด้วยกัน เกิดแนวทางที่ 3 คือรัฐบาลยื่นมือเข้ามาดูแลจัดการกระจายความมั่งคั่ง ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาสังคมต่างๆ เป็นแนวทางที่สนับสนุนบทบาทรัฐบาลใช้อำนาจครอบคลุมกว้างขวาง

            ประเด็นวิพากษ์คือเป็นความเข้าใจว่าทุนนิยมเสรีเอื้อนายทุนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลปกป้องกรรมกร แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาควบคุมมากขึ้นก็เกิดคำถามอีกว่ารัฐบาลเข้ามาควบคุมเพื่อประโยชน์ของคนทั่วไปหรือเพื่อนายทุนกันแน่

            ในแง่การเลือกตั้ง ความสำเร็จของรัฐบาลแบร์คือ แนวคิดการเมืองการปกครองไม่สำคัญมากเท่ากับความเชื่อมั่นของประชาชนกับผลลัพธ์สุดท้าย โดยยึดความพึงพอใจของพลเมือง ที่สุดแล้วจึงอยู่ที่การหาเสียง การบริหารประเทศ เลือกใช้นโยบายที่เหมาะสมกับบริบท ส่วนจะเป็นลัทธิการเมืองใดชื่อพรรคใดอาจไม่สำคัญเพราะไม่มีรัฐบาลใดที่ยึดลัทธิทุนนิยมเต็มร้อยกับสังคมนิยมเต็มร้อยมานานแล้ว

ความสำเร็จของสังคมนิยมอังกฤษ :

            แม้ความเหลื่อมล้ำยังพบเห็นทั่วไป สังคมตั้งคำถามว่าพรรคแรงงานอังกฤษปัจจุบันเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือเป็นทุนนิยมเสรี มีผลดีหลายอย่างเกิดจากลัทธิสังคมนิยม เช่น 1) มีสหภาพแรงงานและเป็นที่ยอมรับ 2) ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service: NHS) 3) เรียนฟรีถึงอายุ 18 ปี 4) สวัสดิการที่อยู่อาศัย (รัฐสนับสนุนให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย) 5) กรรมกรมีรายได้และสวัสดิการดีขึ้น

            หรืออาจตีความว่าเพราะตามระบอบประชาธิปไตยทุกพรรคหวังได้คะแนนเสียง จึงต้องทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรคฝ่ายซ้ายหรือขวาล้วนมีนโยบายเชิงสังคมนิยมผสมอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ต่างกันที่ว่าฝ่ายหนึ่งเอาสังคมนิยมขึ้นนำกับอีกฝ่ายเอาทุนนิยมขึ้นนำ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าอยากเลือกพรรคใด

17 ตุลาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9105 วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
อุดมการณ์ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองกันเอง นิยามการปกครองประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน แต่คำว่า “ประชาชน” ในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน ในอดีตสังคมที่มีทาส พลเมืองเท่านั้นที่มีประชาธิปไตย ในอดีตผู้หญิงถูกกีดกันออกจากการเมือง นิยามประชาธิปไตยจึงเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ และมีรูปแบบย่อยๆ แตกต่างออกไป

บรรณานุกรม :

1. Butler, David. (2011). British Political Facts (10th Ed.) UK: Palgrave Macmillan.

2. Diamond, Larry., Gunther, Richard (Eds.). (2001). Political Parties and Democracy. Maryland: The Johns Hopkins University Press.

3. Harrison, Kevin., Boyd, Tony. (2003). Understanding Political Ideas and Movements. UK: Manchester University Press.

4. Hoffman, John., & Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.

5. Knight, Julian. (2010). British Politics for Dummies. England: John Wiley & Sons, Ltd.

6. McCormick, John. (2010). Comparative Politics in Transition (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.

--------------------------

เลือกตั้งอเมริกาโกงเป็นระบบ?

คนอเมริกันครึ่งหนึ่งคิดว่าเลือกตั้งไม่โปร่งใสโกงเป็นระบบ เรื่องนี้ไม่เพียงสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อระบบเลือกตั้ง ยังเกี่ยวข้องกับวิธีคิดการใช้เหตุผลด้วย


             กลางเดือนกันยายน CNN รายงานผลโพลของตนที่ทำโดย SSRS ระบุว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (56%) เห็นว่าประชาธิปไตยของประเทศกำลังถูกทำลาย 51% คิดว่ากรรมการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผลเลือกตั้งให้ออกมาอย่างที่พวกเขาต้องการ

            พวกที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่จะคิดเช่นนั้น โดยเฉพาะคนที่สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ถ้าดูผู้ตอบโพลในแง่การสนับสนุนพรรค 75% ของพวกรีพับลิกันจะสรุปว่าประชาธิปไตยประเทศกำลังถูกทำลาย เทียบกับ 46% ของพวกเดโมแครทที่คิดเช่นนั้น

            พวกสนับสนุนพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ต้องการให้ทรัมป์เป็นผู้นำพรรค คนเหล่านี้ใจตรงกับทรัมป์ที่อ้างว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา (2020) ตนไม่ได้แพ้แต่โดนโกงเลือกตั้ง จนถึงวันนี้ทรัมป์ยังยืนว่าเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยเพราะโดนโกงเลือกตั้ง

            เรื่องแปลกแต่จริงคือผลโพล CNN นี้พบว่าคนอเมริกัน 23% กล่าวว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าไบเดนไม่ได้ชนะเลือกตั้ง และอีก 13% สงสัยว่าไบเดนไม่ได้ชนะเลือกตั้ง (รวมแล้วกว่า 46% ที่พูดหรือสงสัยว่าไบเดนไม่ได้ชนะเลือกตั้ง) เมื่อศึกษาลงรายละเอียด 78% ของพวกรีพับลิกันกล่าวว่าไบเดนไม่ได้ชนะเลือกตั้ง และมีถึง 54% ที่พูดว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเช่นนั้น 21% ของรีพับลิกันเท่านั้นที่ยอมรับว่าไบเดนชนะอย่างโปร่งใส

            พวกเดโมแครทกับสายกลางคิดทำนองนี้เช่นกัน 52% ของทั้ง 2 กลุ่มไม่เชื่อว่าระบบการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมอีกแล้ว ขยับเพิ่มจากโพลเดือนมกราคมที่ 40%

            ถ้าแยกรายกลุ่ม 69% ของเดโมแครทยังเชื่อว่าระบบการเลือกตั้งโปร่งใส 46% ของพวกไม่สังกัดพรรค และ 24 % ของพวกรีพับลิกันที่เห็นว่าเลือกตั้งโปร่งใส

            ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับการเลือกตั้งระดับรัฐเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง รัฐที่พวกรีพับลิกันครองมักจะเพิ่มความเข้มงวด ตรงข้ามกับรัฐที่เดโมแครทครองมักลดความเข้มงวดด้วยเหตุผลป้องกันโรคระบาดโควิด-19

            ที่น่าสนใจคือผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (58%) เห็นว่าเป้าหมายหนึ่งของการเปลี่ยนกฎระเบียบรัฐที่รีพับลิกันครองคือเพื่อให้ฝ่ายตนได้เปรียบ ทำนองเดียวกับ 53% ที่บอกว่ารัฐเดโมแครทเปลี่ยนกฎระเบียบเลือกตั้งเพื่อเอื้อผู้สมัครของตน

            ย้อนหลังเลือกตั้งปลายปี 2020 ตอนนั้นโควิด-19 ระบาดหนัก ทุกรัฐพยายามปรับวิธีลงคะแนนเพื่อลดการแพร่ระบาดซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนไปเลือกตั้ง หนึ่งในวิธีที่ทำคือการลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ ทรัมป์กล่าวหาตั้งแต่แรกว่าเป็นกลโกงเลือกตั้งของเดโมแครท ประกาศตัดงบประมาณการไปรษณีย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The United States Postal Service: USPS) ขัดขวางการลงคะแนนผ่านทางไปรษณีย์

            ในขณะที่บางรัฐเพิ่มระเบียบลงทะเบียนเลือกตั้งว่าต้องเป็นผู้อยู่อาศัยในรัฐเป็นเวลานานเท่านั้นหรือมีระเบียบยิบย่อยเพิ่ม ทำให้คนต่างถิ่นเสียสิทธิเลือกตั้งเพราะรัฐบ้านเกิดอยู่ไกล ไม่สะดวกเดินทางในช่วงโรคระบาด ไม่เข้าเกณฑ์เลือกตั้งในคูหาใกล้ที่อยู่ปัจจุบัน นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าไม่ว่ารัฐใดใช้วิธีไหนล้วนผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าจะเอื้อผู้สมัครฝ่ายตน

            ตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง ช่วงนับคะแนนในแต่ละรัฐ จนถึงประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ มีสัญญาณเกิดความรุนแรงต่อเนื่อง ทรัมป์กับพวกรีพับลิกันที่สนับสนุนทรัมป์ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง บัดนี้ผ่านมาเกือบปีไม่เฉพาะรีพับลิกันที่เห็นว่าเลือกตั้งอเมริกาโกงอย่างเป็นระบบ พวกเดโมแครทเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้มากขึ้นเช่นกัน

คนอเมริกันไม่ไว้ใจระบบการเลือกตั้ง :

            สหรัฐฯ เลือกตั้งมาแล้วกว่า 240 ปี ประชาธิปไตยพัฒนามาเรื่อยๆ แต่ในระยะหลังมีข้อตำหนิติเตียนระบบการเลือกตั้งอย่างรุนแรงว่าไม่โปร่งใส คนโกงชนะเลือกตั้ง

            แม้เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐาน (หลักฐานตามหลักวิชาการ ศาลยอมรับ) แต่เป็นเรื่องร้ายแรงเมื่อคนอเมริกันครึ่งหนึ่ง (51%) คิดว่ากรรมการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งตามใจชอบ และทำสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

            การเลือกตั้งสหรัฐฯ มีระบบตรวจสอบชัดเจนและทันสมัย ในการเลือกตั้งปี 2020 กรรมการเลือกตั้ง ศาลท้องถิ่น (เฉพาะรัฐที่มีปัญหา) ทั้งหมดสรุปว่าโจ ไบเดนชนะเลือกตั้งตามกฎหมาย การที่ผลโพลของ CNN ระบุว่าคนอเมริกันครึ่งหนึ่ง (51%) คิดว่ากรรมการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งตามใจชอบ นำสู่คำถามว่ากรรมการเลือกตั้งกับศาลเชื่อถือได้แค่ไหน หรือกลไกเหล่านี้ไม่สามารถสร้างการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคนอเมริกันครึ่งหนึ่งไม่เชื่อถือ

            คิดให้ลึกกว่านั้น การบิดเบือนผลเลือกตั้งนำสู่คำถามว่าใครคือผู้มีอำนาจควบคุมผลการเลือกตั้ง ใครเป็นผู้กำหนดว่าผู้สมัครคนไหนควรชนะ เรื่องที่พูดกันมากคือ อเมริกามีหลายพรรคการเมือง แต่อำนาจระดับประเทศตกอยู่ใน 2 พรรคใหญ่เท่านั้น เป็นที่รวมตัวของชนชั้นนำไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นายทุน เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าบางนโยบาย เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาวุธ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไม่ว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันกับเดโมแครท

            ดังนั้นสำหรับนายทุนใหญ่ไม่ว่าผู้สมัครพรรคใดชนะไม่แตกต่าง เป็นไปได้ว่าอาจมีการ “ฮั้ว” ผลการเลือกตั้งแม้ปราศจากหลักฐานเรื่องนี้

            และต้องยอมรับว่าแม้คนอเมริกันหลายสิบล้านคนไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้ง ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมากได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

            ในภาพที่กว้างขึ้นอีก ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐมักโทษประเทศนั้นประเทศนี้ที่เห็นว่าเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่ยอมรับรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ที่มาจากการโกงเลือกตั้ง บัดนี้กลายเป็นว่าประเทศสหรัฐนี่แหละที่เลือกตั้งไม่โปร่งใส พลเมืองตัวเองไม่เชื่อถือ เป็นประเด็นให้สังคมได้ถกเถียงกันอีกนานว่าประชาธิปไตยของตนถอยหลังเข้าคลองถึงไหนแล้ว

ระบบความคิดความเข้าใจมีปัญหา :

            อีกแง่คิดที่สำคัญไม่แพ้ผลการเลือกตั้งคือระบบความคิดตรรกะ คณะกรรมเลือกตั้งกับผู้พิพากษาหลายรัฐต่างได้สืบสวนและสรุปว่าเลือกตั้งปี 2020 แม้มีข้อผิดพลาดจริง แต่เป็นข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่การโกงอย่างเป็นระบบ เกิดคำถามว่าข้อสรุปใดที่ถูกต้องกันแน่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบความคิดความเข้าใจของคนหมู่มากในสังคม เป็นที่มาของการถกเถียงไม่จบไม่สิ้นว่าโกงหรือไม่โกง

            เป็น 2 คำถามใหญ่ว่าระบบเลือกตั้งเชื่อถือได้แค่ไหน และ ระบบความคิดความเข้าใจของสังคมอเมริกันในตอนนี้เป็นอย่างไร ใช้ตรรกะเหตุผลแค่ไหน หากคนอเมริกันจำนวนมากมีปัญหาเรื่องการคิดการใช้เหตุผลจะนำสู่อะไร สังคมอเมริกันในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่สำคัญไม่แพ้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี

            เรื่อง China Virus เป็นอีกตัวอย่าง ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์พูดเรื่อยมาว่าจีนเป็นต้นเหตุเกิดไวรัสโรคโควิด-19 เกิดคำว่า “China Virus” รัฐบาลทรัมป์พูดว่ามีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อองค์การอนามัยโลกขอหลักฐาน จากบัดนั้นจนบัดนี้เป็นสมัยไบเดน รัฐบาลสหรัฐไม่เคยส่งหลักฐานที่ว่าให้องค์การอนามัยโลกแต่อย่างไร

            โควิด-19 เป็นฝีมือของมนุษย์หรือไม่นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ประเด็นน่าคิดคือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่องผลการเลือกตั้ง 2020 ที่คนอเมริกันจำนวนหลายสิบล้านคนฟันธงว่าทรัมป์โดนโกงเลือกตั้ง สะท้อนระบบความคิดการใช้เหตุผลของคนอเมริกันหลายสิบล้านคน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            โดยรวมแล้วผลโพล CNN ชี้ว่าคนอเมริกันเชื่อถือระบบการเลือกตั้งน้อยกว่าเดิม แม้กระทั่งพวกเดโมแครทที่ก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมดมั่นใจ (อาจเพราะว่าไบเดนชนะ) แต่ตอนนี้คนที่มั่นใจเหลือน้อยลงหลังรับรู้ข้อมูลมากขึ้น

            ถ้าดูรวมทุกฝ่าย คนอเมริกัน 52% ไม่เชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อยต่อผลการเลือกตั้ง 48% ที่เชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากว่าผลการเลือกตั้งสะท้อนความคิดประชาชน

            อาจตีความสั้นๆ ว่าครึ่งหนึ่งเชื่อระบบการเลือกตั้งว่าโปร่งใสยุติธรรม และอีกครึ่ง (หรือเกินครึ่งเล็กน้อย) เห็นว่าเลือกตั้งทุจริต แก้คนชนะให้แพ้หรือคนแพ้ให้ชนะ โกงกันเป็นระบบ นี่คือความคิดเห็นของพลเมืองอเมริกันต่อระบบการเลือกตั้ง ในขณะที่ข้อมูลหลักฐาน กรรมการเลือกตั้ง ศาลต่างสรุปตรงกันว่าไม่มีการโกงอย่างเป็นระบบตามที่เข้าใจ นี่คือสถานการณ์การเลือกตั้งของอเมริกาในยามนี้

10 ตุลาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9098 วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ธนกิจการเมืองทำให้เข้าใจว่าบางคนมีอิทธิพลต่อการควบคุมประเทศมากกว่าประชาชนทั่วไป นโยบายรัฐหลายอย่างที่ถูกตัดสินชี้นำบนพื้นฐานว่าฝ่ายใดมีเงินมากกว่า
“Money Politics” หรือ “ธนกิจการเมือง” มักพูดถึงการเมืองฝั่งเอเชีย สัมพันธ์กับการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง ทุจริตเลือกตั้ง เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

บรรณานุกรม :

1. Americans agree. US democracy is under attack. (2021, September 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2021/09/15/politics/us-democracy-what-matters/index.html

2. CNN Poll: Most Americans feel democracy is under attack in the US. (2021, September 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2021/09/15/politics/cnn-poll-most-americans-democracy-under-attack/index.html

3. EMBARGOED FOR RELEASE: Wednesday, September 15 at Noon. (2021, September 15). CNN. Retrieved from http://cdn.cnn.com/cnn/2021/images/09/15/rel5e.-.elections.pdf

4. Juhasz, Antonia. (2008). The Tyranny of Oil: The World's Most Powerful Industry - and What We Must Do to Stop It. New York: HarperCollins Publishers.

5. Presidential debate raises the specter of election violence. (2020, September 30). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/opinion/campaign/519004-presidential-debate-raises-the-specter-of-election-violence

6. Trump says he opposes funding USPS because of mail-in voting. (2020, August 13). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/08/13/politics/trump-usps-funding-comments-2020-election/index.html

--------------------------

จากยากจนสู่สังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน

ไม่มีคนจนในประเทศอีกแล้ว เพราะรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับประชาชน 1,400 ล้านคนต่างทำหน้าที่ของตน เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน

            ปลายเดือนกันยายนรัฐบาลจีนเสนอรายงาน “China's Epic Journey from Poverty to Prosperity” บรรยายเส้นทางเปลี่ยนความยากจนสู่ความมั่งมี มีสาระสำคัญว่าจีนฝันมานานอยากเห็น “สังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน” (moderately prosperous society) 1 กรกฎาคม 2021 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่าจีนไม่มีคนยากจนอีกแล้ว เดินหน้าสู่การฟื้นฟูชาติต่อไปโดยยึดมั่นสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน (socialism with Chinese characteristics)

พัฒนาทุกด้าน :

            สังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสนมีหลายมิติไม่เพียงเรื่องปัจเจกชนเท่านั้น ยังสัมพันธ์กับด้านอื่นๆ ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด ต้องพัฒนาอย่างสมดุล ประสานกัน ส่งเสริมกันและกัน แบ่งการพัฒนาเป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่

            1) เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืนและแข็งแรง รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก จนจีดีพีใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวจาก 100 ดอลลาร์เมื่อปี 1952 กลายเป็น 10,000 ดอลลาร์ในปี 2020 ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของจีนสูงที่สุดในโลกและมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดในโลก

            จีนได้เปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมดั้งเดิมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมและบริการขนาดใหญ่แล้ว วิถีชีวิตคนจีนเปลี่ยนไปมากเพราะเทคโนโลยี มุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

(ชมคลิปบทความ)

            ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคิดเป็นน้ำหนักถึง 60% สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต ไมว่าจะเป็น quantum information วิทยาศาสตร์ทางสมอง (brain science) ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ปี 2020 จีนใช้ 2.4 ล้านล้านหยวนเพื่อวิจัยและพัฒนา มากเป็นอันดับ 2 ของโลก

            2) เพิ่มขยายสิทธิทางเศรษฐกิจและการเมือง ค่านิยมประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม คนจีนเป็นผู้นำประเทศของเขาและอนาคตของประเทศ สามารถแสดงความคิดเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ทุกคนเสมอภาคและได้รับความยุติธรรม

            3) วัฒนธรรมรุ่งเรือง ความเจริญทางวัตถุต้องควบคู่กับความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและมีจริยธรรม (ethics) พลังอำนาจทางเศรษฐกิจต้องควบคู่กับพลังวัฒนธรรม นอกจากมีกินมีใช้แล้วยังต้องมีสำนึกในศีลธรรมด้วย (sense of morality)

            4) ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เป้าหมายสำคัญที่สุดของการพัฒนาคือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เกื้อหนุนให้ทุกชีวิตประสบความสำเร็จ เป็นสุขและปลอดภัย (fulfillment, happiness and security) ในอดีตคนทำงานตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ทุกวันนี้ทุกคนเลือกงานได้เองตามความต้องการของตลาดแรงงาน หรือเลือกเปิดกิจการของตัวเอง มีความสมดุลระหว่างวันทำงานกับวันหยุด

            ระบบสาธารณสุขที่พัฒนาและครอบคลุมทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มจาก 67.8 ปีเมื่อ 1981 เป็น 77.3 ปีในปี 2019 อัตราตายทารกลดลงจาก 37.6 ต่อพันคนเมื่อปลายทศวรรษ 1970 เหลือ 5.4 ในปี 2020

            5) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคือเครื่องประกันความยั่งยืน รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมและบังคับใช้เข้มงวด สนับสนุนให้ประชาชนมีนิสัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนมีส่วนตัดสินใจเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

เพื่อทุกคนมั่งมี :

            1) เพื่อแต่ละคนจะมั่งมี รัฐบาลมีนโยบายแก้ความยากจนของแต่ละชุมชุนและลงถึงรายครอบครัว มีมาตรการเฉพาะสำหรับแต่ละครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งเสริมการจ้างงาน ความมั่งมีไม่ได้หมายถึงรายได้เท่านั้น ยังหมายถึงทุกคนได้รับการศึกษา เด็กในครอบครัวที่มักเลิกเรียนถูกนำเข้าระบบอีกครั้ง รัฐบาลให้หลักประกันว่าผู้พิการหรือช่วยตัวเองไม่ได้จะได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐานและตรงความจำเป็นของแต่ละคน

          หลักสำคัญคือทุกคนทำงานหนักและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความฝันที่จะก้าวหน้าขึ้นไปอีก รัฐเข้าดูแลทุกครอบครัวอย่างเจาะจงต่อเนื่อง ให้ความช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงทันท่วงที จนพ้นความยากจนและพึ่งพาตัวเองได้ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐอีกต่อไป

            2) พัฒนาบูรณาการชนบทกับเมือง การพัฒนาชนบทกับเมืองต้องสมดุลมากขึ้น ลดความแตกต่างของ 2 เขต ให้เชื่อมโยงกันเหมือนล้อกับตัวเกวียน 2 เขตต้องสนับสนุนกัน ทำการเกษตรทันสมัย วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิต 60% เกิดอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่จากเกษตรกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

            3) ประสานการพัฒนาระหว่างภูมิภาค ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล บางพื้นที่อุดมสมบูรณ์มีโอกาสดีกว่า รัฐบาลใช้วิธีจับกลุ่มระหว่างพื้นที่ให้เกื้อกูลกัน เช่น Beijing-Tianjin-Hebei Region ระบบโครงสร้างพื้นฐานทันสมัยของเมืองจะต้องแบ่งปันให้ชนบทใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์ด้วย

ด้วยการทำงานหนัก :

            1) ประชาชนต้องมาก่อนเสมอ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ทำงานเพื่อประชาชนเต็มหัวใจ พรรคฯ อุทิศตัวเองให้ประชาชน มีเป้าหมายให้ทุกคนมีชีวิตดีกว่าเดิม ตระหนักเสมอว่าประชาชนต้องการอะไร

            2) พัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ที่ดี ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ แก้ไขตรงจุดตรงประเด็น ตรวจวัดผลสำเร็จ ปรับปรุงแผนจากการเรียนรู้ของเดิม

            3) พัฒนาด้วยการปฏิรูปและเปิดออก จีนปฏิรูปภายในอย่างต่อเนื่อง (ไม่ย่ำอยู่กับที่) และติดต่อกับโลกภายนอกกว้างขวางขึ้น เผชิญหน้าสถานการณ์กับปัญหาใหม่ คนจีนเปิดรับความคิดใหม่และแสวงหาข้อเท็จจริง ขจัดสิ่งกีดขวางการพัฒนา ตระหนักว่าไม่สามารถพัฒนาประเทศตามลำพัง จึงเปิดประเทศต้อนรับโลกกว้าง เรียนรู้และผสานเข้ากับโลก การค้าการลงทุนระหว่างประเทศช่วยพัฒนาจีนและโลก

            4) ความอุตสาหะจากรุ่นสู่รุ่น (Perseverance over Generations) การทำงานหนักเท่านั้นที่สร้างความเจริญไม่ใช่เอาแต่เรียกร้อง คนจีน 1,400 ล้านคนทำงานหนักอย่างมีเป้าหมาย บากบั่นอุตสาหะต่อเนื่อง ทุกคนมุ่งที่จะช่วยเหลือพึ่งพาตัวเองได้ (แทนรอความช่วยเหลือจากรัฐ)

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            จีนในวันนี้ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนอีกแล้ว ความสำเร็จมาจากการยึดหลักพัฒนาทุกด้านเพื่อทุกคนมั่งมีด้วยการทำงานหนัก (Prosperity Through All-Round Development, Prosperity for All, Prosperity Through Hard Work) การที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสนเปิดโอกาสให้แต่ละคนก้าวสูงขึ้นไปอีก (ไม่ติดกับดักความยากจน) ผลที่ตามมาคือประเทศจะยิ่งใหญ่ทันสมัยมากขึ้นด้วย

            เป็นตัวอย่างว่า การขับเคลื่อนชาติหรือสังคมคือการขับเคลื่อนทุกคนในสังคม แม้เป็นสังคมใหญ่และหลากหลาย “การสร้างชาติคือการสร้างคน” และ “การสร้างคนคือการสร้างชาติ”

            จีนเป็นตัวอย่างการสร้างชาติที่พัฒนาทุกด้าน จากนโยบายที่ว่านอกจากมีกินมีใช้แล้วยังต้องมีสำนึกในศีลธรรมด้วย สังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้เป็นภาพความสำเร็จหนึ่งที่ต้องตั้งอยู่บนการพัฒนาทุกคนทุกด้าน รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้คิดสร้างสรรค์ ปรารถนาดีต่อตัวเอง สังคมและโลก ยึดถือความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวยหรือมุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น

            ในแง่อุดมการณ์การเมือง สังคมนิยมจีนปัจจุบันไม่ใช่ประเทศที่คนทั้งจังหวัดกินอาหารเมนูเดียวกันและใส่เสื้อผ้าสไตล์เดียวกันอีกต่อไป บางคนเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน หลายคนเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่บ้างเล็กบ้าง ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่อย่างน้อยทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน ทั้งหมดนี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือผู้นำการขับเคลื่อน (เน้นย้ำความสำคัญของพรรคฯ)

            มองในแง่รัฐชาติ (nation state) เป้าหมายพื้นฐานของรัฐปัจจุบันทั่วไปคือการให้พลเมืองอยู่ดีมีสุข บัดนี้จีนบรรลุเป้าหมาย “สร้างสังคมที่ทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน” ที่ประกาศตั้งแต่ปี 1982 สมัยเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ประวัติศาสตร์จีนจะจารึกว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตน เป็นแบบอย่างและแรงผลักดันแก่รัฐชาติอื่นๆ

            เป้าหมายต่อไปคือ “สร้างประเทศสังคมนิยมยิ่งใหญ่ทันสมัย” (a great modern socialist country) ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จก่อนกลางศตวรรษ ความเป็นไปของจีนส่งผลต่อประชาคมโลกเช่นเดียวกับที่ความเป็นไปของโลกจะมีผลกระทบต่อจีน

3 ตุลาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9091 วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564)

---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ความฝันหรือความใฝ่ฝันมักสู่เป้าหมายที่สวยงามดีงาม เป็นเรื่องดีที่ควรมี แต่ในขณะเดียวกันจำต้องมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกที่เป็นอยู่เพราะคือความฝันที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้
เมื่อสิ้นยุคประธานเหมา จีนเปิดประเทศต้อนรับการลงทุน การสัมพันธ์กับต่างชาติ ค่านิยมความงามแบบตะวันตกเริ่มเข้ามา จีนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านความงามของโลก สตรีจีนใช้จ่ายเพื่อความงามมากกว่าหลายประเทศจนน่าตกใจ บ่งบอกความเป็นพวกวัตถุนิยม กำลังถอยห่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โฉมหน้าความงามของสาวจีนสะท้อนโฉมหน้าสังคมนิยมจีนในปัจจุบันและอนาคต

บรรณานุกรม :

Full Text: China's Epic Journey from Poverty to Prosperity. (2021, September 28). Xinhua. Retrieved from http://www.news.cn/english/2021-09/28/c_1310214205.htm

ปอกเปลือกสุนทรพจน์ไบเดนต่อยูเอ็น 2021

ในที่ประชุมสมัชชาไบเดนย้ำว่าสหรัฐจะไม่ก่อสงครามเย็นใหม่ ในขณะที่ไม่กี่วันก่อนเลขาธิการยูเอ็นเตือนจีนกับสหรัฐให้หลีกเลี่ยงสงครามเย็นรอบใหม่ นี่คือคำพูดของผู้นำคนสำคัญๆ บนเวทีโลก

            ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาสหประชาชาติประจำปี 2021 เมื่อเดือนกันยายน มีสาระสำคัญและข้อวิพากษ์ดังนี้

          ประการแรก คุณค่าที่ยึดถือ ความท้าทายร่วม

            โรคระบาดโควิด-19 เป็นประเด็นแรกที่ไบเดนเอ่ยถึง คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 4.5 ล้านคนแล้ว เป็นความท้าทายเร่งด่วนของประชาคมโลกอันจะก่อเกิดโอกาสมหาศาล หวังทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ เอาชนะโควิด-19 ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด และเตรียมพร้อมสำหรับโรคระบาดในอนาคต

            การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอีกความท้าทายที่กำลังคุกคามทุกมุมโลก รับรู้ได้ถึงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว เผชิญภัยแล้งกับน้ำท่วม ไฟป่ากับพายุที่รุนแรงขึ้น คลื่นความร้อนที่ยาวนานกว่าเดิมและน้ำทะเลหนุนสูง สหรัฐจะเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พาหนะไฟฟ้า

            เป็นคำถามว่าสหประชาชาติจะแสดงบทบาทเรื่องเหล่านี้เพื่อมนุษยชาติหรือไม่ จะธำรงรักษากฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) หรือไม่ หรือยอมให้หลักการสากลเหล่านี้ถูกบิดเบือน

            สหรัฐจะเป็นแชมป์ผู้เชิดชูคุณค่าประชาธิปไตย ยึดมั่นเสรีภาพ ความเท่าเทียม โอกาสและสิทธิมนุษยชนสากล ประณามการกดขี่เพราะเชื้อชาติศาสนาที่แตกต่าง จะไม่อ่อนน้อมต่อลัทธิอำนาจนิยม (authoritarianism) ประชาธิปไตยจะไม่ยอมแพ้พวกอำนาจนิยม แม้ไม่มีประเทศใดเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แต่สหรัฐจะยึดมั่นหลักการเหล่านี้ด้วยความเชื่อว่าประชาธิปไตยจะปลดปล่อยศักยภาพคนออกมามากที่สุด

            วิพากษ์ : ในขณะที่การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเป็นยุทธศาสตร์แม่บท (Grand strategy) มีนโยบายส่งเสริมให้ทุกชาติเป็นประชาธิปไตย สัมพันธ์กับการชี้ว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู แต่ข้อมูลอีกด้านกลับพบว่ารัฐบาลสหรัฐนี่แหละละเมิดสิทธิมนุษยชน มีคำถามว่าจริงใจแค่ไหนต่อการส่งเสริมเสรีประชาธิปไตยในต่างแดน หรือเป็นเครื่องมือหวังผลประโยชน์ของตนมากกว่า

            เรื่องแปลกแต่จริงรัฐบาลชุดที่แล้วถอนตัวออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ให้เหตุผลว่าข้อสรุปของ UNHRC ต่ออิสราเอลไม่เป็นธรรม (ที่ชี้ว่าอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์) น่าคิดว่าด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ถึงกับต้องถอนตัว

            จากเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐบาลรัสเซียแถลงว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐแสดงความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ (boorish cynicism) ไม่ยอมรับว่าตัวเองละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ทั้งยังชี้หน้าตำหนิประเทศอื่นละเมิดสิทธิมนุษยชน พยายามชักนำให้ UNHRC ทำตามที่ตนเองต้องการ การถอนตัวดังกล่าวเป็นอีกครั้งที่ชี้ว่าไม่ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนจริง

            ส่วนเรื่องแก้ไขภาวะโลกร้อนนั้นต้องขึ้นกับว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะต่อต้านหรือสนับสนุน ดังที่ทรัมป์ปฏิเสธไม่ยอมรับเรื่องโลกร้อน ปฏิเสธข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แม้กระทั่งจากหน่วยงานสหรัฐเอง จึงเอาแน่เอานอนกับรัฐบาลสหรัฐไม่ได้

            ตลกร้ายของประเทศนี้คือรัฐบาลหนึ่งถอนตัวจากข้อตกลงนานาชาติ รัฐบาลถัดมาเข้าร่วมอีกครั้ง รัฐบาลหนึ่งไม่ยอมรับ UNHRC อีกรัฐบาลขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกรอบ รวมความแล้วไม่ว่าจะเรื่องโลกร้อนหรือสิทธิมนุษยชนต่างไม่คืบหน้าเท่าที่ควร คงไม่เกินไปถ้าจะกล่าวว่านี่คือเทคนิคการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างหนึ่ง

          ประการที่ 2 อยากร่วมมือกับพันธมิตร นานาชาติ

            สหรัฐพุ่งความสนใจต่อภูมิภาคที่สำคัญ เช่น อินโด-แปซิฟิกซึ่งจะมีผลสำคัญต่อวันนี้และพรุ่งนี้ จะร่วมมือกับพันธมิตร หุ้นส่วน สถาบันระหว่างประเทศ เพื่อขยายความเข้มแข็งร่วม เข้าจัดการความท้าทายต่างๆ ของโลก เป็นความจริงที่ว่าความสำเร็จของประเทศอื่นๆ ช่วยให้ประเทศตนสำเร็จด้วย จึงจำต้องเข้าพัวพันนานาชาติอย่างลึกซึ้ง มีอนาคตร่วมกัน

            ความมั่นคงของสหรัฐ การอยู่ดีกินดีและเสรีภาพทั้งหมดสัมพันธ์กัน และผูกพันยิ่งขึ้นในยุคนี้

            ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาได้ตอกย้ำข้อตกลงนาโต ร่วมกับสมาชิกนาโตสร้างแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่รับมือภัยคุกคามที่เข้ามา สหรัฐจะเข้าพัวพันกับสหภาพยุโรปซึ่งเป็นหุ้นส่วนหลัก (fundamental partner) ในทุกมิติ ได้ยกระดับกลุ่มภาคี Quad ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่นและสหรัฐ รับมือความท้าทายตั้งแต่เรื่องสุขภาพ สภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีใหม่

            เข้าพัวพันกับสถาบันระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน สหภาพแอฟริกา (African Union) องค์การรัฐอเมริกัน (OAS) ให้ความสำคัญกับประเด็นเร่งด่วนของแต่ละภูมิภาค ร่วมเวทีระหว่างประเทศต่างๆ เป็นสมาชิก COVAX เข้าร่วมข้อตกลงโลกร้อนปารีสอีกครั้ง (Paris Climate Agreement) และจะเข้าร่วม UNHRC ในปีหน้า

            วิพากษ์ : เป็นความจริงที่นาโตเป็นพันธมิตรด้านการทหารเก่าแก่ เป็นความจริงอีกที่สหรัฐสัมพันธ์กับชาติยุโรปโดยเฉพาะที่เป็นสมาชิกนาโตอียู แต่อีกด้านต้องมองว่าหลายประเทศในอียูเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างต่อเนื่อง เยอรมันเพิ่มขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน รวมถึงยืนยันซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเพิ่มเติม เดินหน้าสร้างท่อก๊าซ Nord Stream 2 แทนที่จะซื้อจากสหรัฐตามที่รัฐบาลสหรัฐร้องขอ ไม่สนใจว่าการขยายความสัมพันธ์กับจีนรัสเซียเช่นนี้จะส่งเสริมให้ 2 ประเทศนั้นเข้มแข็งขึ้น เชื่อมต่อกันมากขึ้นหรือไม่ (ตรงข้ามกับยุทธศาสตร์ปิดล้อม)

          ประการที่ 3 พร้อมใช้กำลังถ้าจำเป็น

            สหรัฐพร้อมใช้กำลังถ้าจำเป็นเพื่อปกป้องตัวเอง พันธมิตร ปกป้องผลประโยชน์สำคัญยิ่งของตน รวมถึงภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) แต่การใช้กำลังจะเป็นวิธีสุดท้าย มีหลายอย่างที่ไม่สามารถจัดการด้วยอาวุธ เช่น โรคระบาดโควิด-19

            วิพากษ์ : การเอ่ยถึงภัยคุกคามจวนตัวทำให้นึกถึงหลักนิยม ชิงลงมือก่อน” (preemption) ของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เป็นที่มาของการบุกอิรักโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนโดยอ้างหลักฐานว่ารัฐบาลซัดดัมมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง

          ประการที่ 4 กฎระเบียบการค้าโลกใหม่

            สหรัฐกำลังมองหากฎกติกาการค้าโลกใหม่ หลักการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ที่ไม่เอื้อประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่เห็นด้วยหากประเทศแข็งแรงครอบงำผู้อ่อนแอ ไม่ว่าจะด้วยกำลัง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขูดรีดด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลเท็จ

            วิพากษ์ : แม้ไบเดนไม่ใช้คำพูดเดียวกับทรัมป์แต่เป็นแนวคิดที่สานต่อจากรัฐบาลชุดก่อนที่เห็นว่าระเบียบการค้าโลกปัจจุบันไม่ถูกต้องเสียแล้ว (ทั้งๆ ที่สหรัฐกับพวกเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างระเบียบการค้าโลกที่เป็นอยู่) มีกระแสข่าวทรัมป์คิดจะถอนตัวออกจากองค์การค้าโลก สมัยทรัมป์วางแนวทางว่าห้ามประเทศใดเกินดุลการค้าตน (แต่ไม่ห้ามหากประเทศใดขาดดุลอเมริกา) รัฐบาลสหรัฐมีบทลงโทษเฉพาะต่อประเทศเหล่านั้น เกิดศัพท์ใหม่ว่าการค้าเสรีแต่ต้องยุติธรรมด้วย (free and fair trade) มีคำถามว่าหลักการดังกล่าวหมายถึงอย่างไรกันแน่

          ประการที่ 5 จะไม่ก่อสงครามเย็นหรือแบ่งขั้วอย่างเข้มข้นอีก

            ในที่ประชุมสมัชชาไบเดนกล่าวว่าขอพูดชัดๆ อีกครั้งว่าสหรัฐจะไม่ก่อสงครามเย็นใหม่หรือแบ่งโลกเป็นขั้วอย่างเข้มข้นอีก พร้อมแก้ทุกปัญหาด้วยสันติวิธี

            วิพากษ์ : ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการยูเอ็นเตือนจีนกับสหรัฐให้หลีกเลี่ยงสงครามเย็นรอบใหม่ ขอให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกัน ปรับความสัมพันธ์ก่อนบานปลาย “ทุกวันนี้มีแต่เผชิญหน้ากัน”

          คำถามคือถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่ก่อสงครามเย็น เท่ากับจีนพยายามทำใช่หรือไม่ หรือว่าเลขาธิการยูเอ็นเข้าใจผิด หรือมีใครสักคนกำลังโกหก

            การประกาศพันธมิตรทางทหารอินโด-แปซิฟิก ระหว่างสหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย หรือ AUKUS เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาและการประชุมสุดยอดกลุ่มภาคี Quad เมื่อวันศุกร์ถูกวิพากษ์อย่างหนัก

            เป็นเรื่องปกติที่ผู้นำประเทศจะพูดแต่เรื่องดีๆ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนในเวทีใหญ่ ในอีกด้านทุกถ้อยคำเป็นหลักฐานชั้นดีบ่งบอกว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำตรงกันหรือไม่ ในที่สุดประชาคมโลกจะตัดสิน

26 กันยายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9084 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564)

---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ข้อมูลที่เปิดเผยจากสถานีวิทยุเดนมาร์ก (DR) ตอกย้ำว่านาโตจารกรรมกันเอง ชาติเสรีประชาธิปไตยจารกรรมพวกเดียวกัน สหรัฐสอดแนมพันธมิตร คำว่าพันธมิตรในมุมมองของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่
ยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐสร้างศัตรูอยู่เสมอ จะเผชิญหน้าจีนรุนแรงมากน้อยขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ และขึ้นกับนานาชาติโดยเฉพาะพวกพันธมิตรสหรัฐว่าจะคิดเห็นอย่างไร

บรรณานุกรม :

1. Ismael, Tareq Y.,Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.

2. Inside Trump's decision to delay the G7 meeting. (2020, May 31). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/05/31/politics/g7-trump-economic-summit-postponed/index.html

3. Russian Foreign Ministry comments on US exit from US Human Rights Council. (2018, June 20). TASS. Retrieved from http://tass.com/politics/1010291

4. The AP Interview: UN chief warns China, US to avoid Cold War. (2021, September 20). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/united-nations-general-assembly-china-climate-united-states-health-f1186707bee7f8376b0be5523496ddca

5. The White House. (2021, September 21). Remarks by President Biden Before the 76th Session of the United Nations General Assembly. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/speeches-remarks/2021/09/21/remarks-by-president-biden-before-the-76th-session-of-the-united-nations-general-assembly/

6. Trump Administration Withdraws U.S. From U.N. Human Rights Council. (2018, June 19). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/06/19/us/politics/trump-israel-palestinians-human-rights.html

--------------------------