วิสัยทัศน์โลกในอีก 10 ปีข้างหน้าของสี จิ้นผิง

อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก จนถึงวิถีชีวิตทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม

            ในที่ประชุม BRICS Business Forum เมื่อไม่กี่วันก่อนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงวิสัยทัศน์ว่าโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าจะแตกต่างจากปัจจุบัน เรื่องราวระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิม ระบบโลกาภิบาล (global governance system) จะเปลี่ยนไป
บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญของสุนทรพจน์ พร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้
ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา เราเห็นของแปลกใหม่หลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นโลกแห่งโอกาสและความท้าทาย สิ่งที่ขับเคลื่อนโลกให้เติบโตจะเป็นของใหม่ที่เข้ามาแทนของเดิม ความเป็นไปของโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบโลกาภิบาลจะเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาตา (big data) quantum information (ระบบข้อมูลที่ประมวลผลและถ่ายโอนอย่างรวดเร็วมาก) เทคโนโลยีชีวภาพ เหล่านี้จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจใหม่ เปลี่ยนแปลงแนวทางพัฒนาของโลก วิถีการทำงานและดำเนินชีวิต
            จำต้องร่วมมือแบบทุกฝ่ายได้ประโยชน์ สร้างเศรษฐกิจแบบเปิด การเปิดกว้างและความร่วมมือเอื้อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องปฏิเสธสงครามการค้าเพราะไม่มีฝ่ายใดชนะ ความเป็นเจ้าเศรษฐกิจยิ่งต้องปฏิเสธ (Economic hegemony) เพราะบั่นทอนผลประโยชน์ร่วมของประชาคมระหว่างประเทศ ท้ายที่สุดผู้ที่ดำเนินแนวทางนี้มีแต่ทำร้ายตัวเอง
            เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศที่เปิดเท่านั้นจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกับประเทศอื่นๆ แบ่งปันความมั่งคั่งร่วมและการพัฒนาที่ยั่งยืน นี่คือทางเลือกที่ถูกต้อง
            ต้องเกาะติดนวัตกรรมและโอกาสพัฒนา แต่ตั้งอดีตกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือแรงผลักดันสำคัญของมนุษยชาติ ผลักดันให้เกิดอารยธรรมเกษตร สู่อารยธรรมอุตสาหกรรม บัดนี้โลกมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง สิ่งใหม่กำลังเกิดและแทนที่ของเก่า เป็นกระบวนการที่ยากลำบากและเจ็บปวด แต่หากประเทศใดยึดฉวยโอกาสเหล่านี้ไว้ได้จะเติบโตและช่วยให้ประชาชนมีชีวิตดีกว่าเดิม
            วิเคราะห์: ประธานาธิบดีสีพูดตรงไปตรงมาว่าสิ่งใหม่ที่จะเกิดนอกจากเป็นโอกาสแล้วยังเป็น “ความท้าทาย” จะเกิดปัญหาแน่นอน หากไม่แก้หรือแก้ไม่สำเร็จจะส่งผลกระทบทางลบ โลกอนาคตใช่ว่าจะมีมุมที่สวยงามอย่างเดียว
            อย่างไรก็ตาม เราต้องฉวยโอกาสสำคัญนี้เพื่อตลาดเกิดใหม่และเหล่าประเทศกำลังพัฒนาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

            ควรใช้แนวทางการเติบโตร่วมกันที่ส่งผ่านผลประโยชน์แก่ประชาชนทุกประเทศ การพัฒนาที่ไม่เท่ากันและน้อยเกินไปเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน ระยะห่างระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ยังสูงอยู่ (กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา)
            ปัจจุบัน ร้อยละ 80 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเป็นผลมาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ร้อยละ 40 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกมาจากประเทศเหล่านี้ ด้วยอัตราการเติบโตปัจจุบันในอีก 10 ปีข้างหน้าร้อยละ 50 ของผลผลิตเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในมือของประเทศเหล่านี้ และจะยังคงเพิ่มมากขึ้นๆ ระดับการพัฒนาระหว่างโลกฝ่ายเหนือกับใต้จะสมดุลมากขึ้น เอื้อให้สันติภาพโลกเข้มแข็งขึ้น
            วิเคราะห์: จีนกับอินเดียวางตัวเองอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 2 ประเทศนี้จะเป็นกำลังสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ระบบโลกาภิบาลจะเปลี่ยนไป :
            ในประเด็นระบบโลกาภิบาล ประธานาธิบดีสีชี้ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระบบหลายขั้ว โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจจะถดถอย ภายใต้เงามืดของลัทธิก่อการร้าย ความขัดแย้งที่ใช้อาวุธสงคราม เหล่านี้ยังจะหลอกหลอนประเทศสหรัฐต่อไป
            ลัทธิกระทำฝ่ายเดียว (Unilateralism) และลัทธิปกป้องการค้า (protectionism) จะทวีความรุนแรง ทำลายระบบการเมืองพหุภาคีและระบอบการค้าพหุภาคี

            ประชาคมโลกมาถึงทางแยก ต้องเลือกระหว่างความร่วมมือกับการเผชิญหน้ากัน ระหว่างการเปิดออกกว้าง (opening-up) กับนโยบายปิดประเทศ และระหว่างผลประโยชน์ร่วมกับนโยบายผลักเพื่อนบ้านให้เป็นยาจก” (Beggar-thy-neighbor policy) 
            โดยเหตุนี้ระบบโลกาภิบาลที่กำลังเปลี่ยนแปลงจึงก่อผลกระทบรุนแรงต่อการพัฒนาของทุกประเทศ โดยเฉพาะต่อตลาดเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา ต่อความมั่งคั่งและเสถียรภาพโลก
ต้องสร้างระบบโลกที่ตั้งอยู่ในบนกฎเกณฑ์ มุ่งให้ทุกประเทศได้ประโยชน์ 

            วิเคราะห์: ตั้งแต่เรื่องโลกาภิบาล ลัทธิก่อการร้าย การกระทำฝ่ายเดียว จนถึงนโยบายปิดประเทศ ประธานาธิบดีสีมุ่งชี้ไปที่รัฐบาลสหรัฐ คงไม่มากเกินไปถ้าจะสรุปว่า ในมุมมองของประธานาธิบดีสีโลกในขณะนี้และอีก 10 ปีข้างหน้าคือการเผชิญหน้าระหว่างขั้วสหรัฐกับขั้วตรงข้ามที่ต่างพยายามสร้างระบบโลกใหม่ตามแนวทางของตนเอง ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐกับจีนล้วนแสดงให้เห็นถึงการแบ่งขั้วไม่ว่าจะปรากฏชัดเจนรุนแรงหรือไม่ก็ตาม

ทิศทางของกลุ่มบริคส์ :
            กลุ่มบริคส์ต้องยึดมั่นพหุภาคีนิยม ให้ทุกฝ่ายยึดมั่นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ปฏิบัติต่อทุกประเทศอย่างเท่าเทียม นำประเด็นต่างๆ เข้าสู่การปรึกษาหารือ ต่อต้านความเป็นเจ้าและการเมืองแห่งอำนาจ (power politics) ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือ ความมั่นคงรอบด้าน เป็นคนกลางร่วมแก้ปัญหาในภูมิภาคต่างๆ และแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ต่อการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใหม่ ประชาคมโลกที่แบ่งปันอนาคตของมนุษยชาติ
จีนยืนยันที่จะร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกแบบเปิด ต่อต้านลัทธิกระทำฝ่ายเดียวและปกป้องการค้า สนับสนุนตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
วิเคราะห์: ความตอนท้ายแสดงท่าทีชัดว่าจีนจะไม่อยู่เฉย จะมีส่วนสร้างระบบความสัมพันธ์ประเทศแบบใหม่ที่ต่างจากปัจจุบัน เป็นระบบที่แบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่ใช้หลักความเป็นเจ้า ซึ่งจะสำเร็จเป็นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องต้องติดตาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ประการแรก เทคโนโลยีกับการเมืองระหว่างประเทศ 2 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนและควบคุมโลก
            ในสุนทรพจน์ที่ไม่ยาวนัก สรุปสั้นๆ ได้ว่าพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกในขณะนี้มาจาก 2 ปัจจัย นั่นคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับการเมืองระหว่างประเทศ (บางคนอาจเอ่ยถึงประเด็นศาสนาความเชื่อ ความต้องการพื้นฐาน เช่น กิเลส ความรักสบาย แรงผลักดันจากปากท้อง)
            ที่ควรย้ำเตือนคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง มีผลต่อการพัฒนาประเทศ และต่อระบบโลกในที่สุด เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใครก็หยุดไม่ได้
            ดูเหมือนว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง มีแรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า มีนวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ เป็นพลังจากหลายภาคส่วน ที่สำคัญคือภาคธุรกิจเอกชนกับปัจเจกบุคคลทั่วโลก พลังนี้กำลังเปลี่ยนแปลงระบบโลก ความเป็นไปของโลก
            อำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะตัวแสดงสำคัญต่อการควบคุมกฎเกณฑ์ภายในประเทศและโลก วางระบบโลกที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนมากที่สุด

          ประการที่ 2 ระบบโลกแบ่งขั้ว
            ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ย้ำเน้นส่งเสริมโลกพหุภาคี แต่แนวทางของจีน (หรือกลุ่มบริคส์) กับสหรัฐล้วนกำลังแบ่งโลกให้เป็น 2 ขั้วมากขึ้น คือขั้วที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้วางกฎกับอีกขั้วที่ฝ่ายตรงข้ามสหรัฐเป็นผู้วางกติกา
            ความเป็นขั้วจะมีทั้งแบบกลุ่มความร่วมมือ เช่น อียู กลุ่มที่มีซาอุฯ เป็นแกนนำ อาเซียน กับการแบ่งขั้วที่อิงมหาอำนาจ มีทั้งที่อิงสหรัฐ จีน และรักษาระยะห่างระหว่างมหาอำนาจ เช่น แนวทางอาเซียน
            ที่น่าคิดคือ ความเป็น 2 ขั้วจะเด่นชัดมากขึ้นหรือไม่ หากรัฐบาลจีนแสดงตัวเข้าพัวพันโลกมากขึ้น น่าเชื่อว่าจะยิ่งทำให้ความเป็นขั้วเด่นชัดขึ้น

          ประการที่ 3 ข้อเตือนใจ
            ในฐานะผู้นำประเทศ ประธานาธิบดีสีเอ่ยประโยคสำคัญว่าจำต้องฉวยโอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศตนเอง ถ้ามองในระดับปัจเจกบุคคล ย่อมสรุปว่าแต่ละคนจะคว้าโอกาสได้ไม่เท่ากัน ดังที่รับรู้กันทั่วไปว่าบางคนพัฒนาตามทันเทคโนโลยี บางคนยังอยู่ย่ำกับที่หรือไปได้ช้า ผู้ที่ย่ำอยู่กับที่กลายเป็นคนล้าหลัง ถูกทิ้งไว้กับเทคโนโลยีความรู้เก่า
            ประธานาธิบดีสีพูดถึงโอกาสและความท้าทายการพัฒนาประเทศ แต่โอกาสนี้จำต้องถึงมือประชาชน และในโอกาสมีความท้าทายที่เจ็บปวดรวมอยู่ด้วย เป็นเรื่องที่จำต้องก้าวผ่านหากคิดจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ
            โดยรวมแล้ว ในอีก 10 ปีข้างหน้าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เห็นว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ไล่ลงมาจนถึงวิถีชีวิตคนทุกคน ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม แต่การพยายามปรับปรุงพัฒนาดีกว่านั่งนิ่งเฉยแน่นอน
29 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7932 วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
-------------------------
บรรณานุกรม :
1. Chinese president shares thoughts on world's next decade at BRICS Business Forum. (2018, July 26). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-07/26/c_137348275.htm
2. Full text of Chinese president's speech at BRICS Business Forum in South Africa. (2018, July 26). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-07/26/c_129920686.htm
------------------------

ทรัมป์อยากเป็นมิตรกับรัสเซีย แต่เป็นมิตรเพื่อใคร

หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงว่าการเป็นมิตรกับรัสเซียย่อมดีกว่า เพราะทั้งคู่เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ คำถามคืออยากเป็นมิตรเพื่อใคร

            หลังการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดจากผู้แทนรัฐสภาทั้ง 2 พรรคใหญ่ ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงว่าตนพูดผิด จริงๆ แล้วต้องการพูดว่า “ผมคิดว่า มี เหตุผลว่าทำไมรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง” แทนคำว่า ไม่มี เหตุผลที่รัสเซียจะแทรกแซงเลือกตั้ง
            ในตอนแรกประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช่คนเดียวที่เปลี่ยนท่าทีมองรัสเซียเป็น “คู่แข่งขัน” แทนการเป็น “ปรปักษ์” (enemy) ส.ส. ส.ว.บางคนคิดเห็นตรงกับทรัมป์ รอดูผลงานของรัฐบาล แต่เมื่อการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐกับรัสเซียดำเนินไปสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนทิศ
สมาชิกรัฐสภาหลายท่านทั้งจากพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทตำหนิทรัมป์อย่างเปิดเผย ยกตัวอย่าง วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครท มาร์ค วอร์เนอร์ (Mark Warner) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) แถลงข่าวร่วมกันว่าประชาคมโลกต้องรับรู้ว่าชาติประชาธิปไตยเข้าไม่ได้กับรัฐบาลปูตินหรือระบอบอำนาจนิยมใดๆ ต้องร่วมกันต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย
            วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน เบน ซาซ์ (Ben Sasse) กล่าวว่า “ชาวอเมริกันผู้รักชาติทุกคนควรเข้าใจว่าปูตินไม่ใช่เพื่อนอเมริกาและไม่ใช่คู่หูของประธานาธิบดี”
พอล ไรอัน (Paul Ryan) แกนนำสำคัญของพรรครีพับลิกันกล่าวว่า “เรายืนเคียงพันธมิตรนาโตและทุกประเทศที่กำลังเผชิญการรุกรานจากรัสเซีย”

รัสเซียแทรกแซงเลือกตั้งอเมริกาหรือไม่ :
            ตั้งแต่สิ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2016 กระแสข่าวรัฐบาลรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งดังหนาหูขึ้นทุกที ประธานาธิบดีโอบามาใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของท่านลงนามให้สืบสวนเรื่องนี้และดำเนินเรื่อยมา ล่าสุดคณะลูกขุนใหญ่ชี้ว่าจารชนรัสเซีย 12 คนเกี่ยวข้องกับการแฮกข้อมูลพรรคเดโมแครทหวังช่วยทรัมป์ให้ชนะเลือกตั้ง บ่งชี้ว่ารัฐบาลรัสเซียแทรกแซงกิจการภายใน บ่อนทำลายประชาธิปไตย เป็นภัยความมั่นคงร้ายแรง จำต้องปฏิบัติต่อรัสเซียในฐานะปรปักษ์ ลงโทษรัสเซียอย่างใดอย่างหนึ่ง
            การพิจารณาคดีของศาลมาจาก กลุ่มหน่วยงานข่าวกรองที่ได้ร่วมสรุปแล้วว่ารัฐบาลปูตินแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016

หลังการประชุมสุดยอด ทรัมป์เชื่อว่ารัสเซียไม่ได้แทรกแซงเลือกตั้ง เหตุเพราะประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธอย่างแข็งขัน คำพูดนี้อาจตีความว่าประธานาธิบดีสหรัฐเชื่อคำพูดของผู้นำรัสเซียมากกว่าหน่วยงานข่าวกรอง สถาบันศาลสหรัฐ
            หลังถูกวิพากษ์อย่างหนัก ทรัมป์กล่าวซ้ำว่าตนยังเชื่อมั่นหน่วยงานข่าวกรองทั้งหมด แต่หากต้องการสร้างอนาคตที่ดีกว่าจำต้องมองข้ามอดีต เพื่อ 2 มหาอำนาจนิวเคลียร์จะเดินหน้าไปด้วยกัน

การพูดกลับไปกลับมา :
            ถ้าพิจารณาอย่างละเอียด เมื่อทรัมป์เอ่ยถึงรัสเซียจะมีลักษณะเหมือนหลายประเด็นคือ กลับไปกลับมา (flip-flop) บางครั้งพูดแง่บวกบางครั้งพูดแง่ลบ บางครั้งบอกว่าจะทำแล้วเปลี่ยนเป็นยังไม่ทำ
            ดังที่ได้เสนอในบทความก่อนว่าในช่วง 100 วันของตำแหน่งประธานาธิบดี ลักษณะหนึ่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ คือนโยบายต่างประเทศที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ไม่ตรงกับที่หาเสียง เรื่องนี้อาจตีความว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ “คาดเดาไม่ได้” (unpredictable) ป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ล่วงหน้า จะไม่พูดตรงความจริง ดังที่ทรัมป์เคยพูดในช่วงหาเสียงว่าเป็นความลับ ไม่อาจเปิดเผยความจริง (บางครั้งที่พูดจึงเป็นเท็จ)
            ผลจากการที่เป็นเช่นนี้อาจมองว่าทำให้ “สามารถพูดเท็จ” หรือพูดโกหกสาธารณะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหก ทั้งยังสามารถพูดเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายตามความเหมาะสม เช่น เรื่องที่ทรัมป์พูดเป็นนัยโทษรัฐบาลเยอรมันทรยศนาโต พร้อมๆ กับที่ชื่นชมว่าเป็นพันธมิตรในช่วงเวลาเพียง 2 วัน
            ประธานาธิบดีทรัมป์กลายเป็นบุคคลที่สามารถสร้างข่าวเท็จ (fake news) ในขณะที่มักกล่าวโทษสื่อหรือผู้อื่นว่ากุข่าวเท็จ ไม่น่าเชื่อถือ มีเจตนามุ่งร้าย หว่านความแตกแยก สร้างความเกลียดชัง เป็นศัตรูต่ออเมริกา

ทรัมป์อยากคืนสัมพันธ์ปกติกับรัสเซีย :
หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าประชุมสุดยอดกับปูติน ประธานาธิบดีทรัมป์เปรยว่าควรให้รัสเซียอยู่ในที่ประชุม G-7 อีกครั้ง หลังถูกขับออกจากกลุ่มในยุคโอบามาครั้งเหตุการณ์รัสเซียยึดไครเมียเมื่อปี 2014
            ทรัมป์แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยว่าอยากคืนสัมพันธ์ระดับปกติกับรัสเซีย แม้ว่าปัจจุบันจะขัดแย้งกันหลายเรื่อง
ในช่วงประชุมนาโต ทรัมป์กล่าวว่าอียูคือปรปักษ์ (foe) ตัวสำคัญที่สุดของสหรัฐในขณะนี้ รัสเซียเป็นปรปักษ์เช่นกัน จีนเป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเลวร้าย ความหมายคือพวกเขาเป็นคู่แข่ง (competitor) ผมเคารพผู้นำประเทศเหล่านี้ ผมรักประเทศเหล่านี้ แต่ในเรื่องการค้าพวกเขาเอาเปรียบเราและหลายประเทศที่ว่าคือสมาชิกนาโต อีกทั้งพวกเขาไม่เพิ่มงบกลาโหมอย่างที่ควร
คำว่าปรปักษ์หรือศัตรู (foe) ตามความหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ในที่นี้ ตีความได้ว่าไม่ใช่ศัตรูที่ต้องทำลายล้าง มองในเชิงคู่แข่งการค้าทำนองบริษัทคู่แข่ง เน้นเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน
แต่การเอ่ยว่าทั้งอียู จีนและรัสเซียล้วนเป็นปรปักษ์ทำให้เกิดภาพว่ารัสเซียไม่แตกต่างจากอียู (พันธมิตรนาโต) เพราะทั้งหมดคือคู่แข่ง เป็นการลดทอนภัยคุกคามจากรัสเซียสวนทางกับที่นักยุทธศาสตร์ นักการเมืองอเมริกันหลายคนเห็นว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามร้ายแรง

            ถ้ามองในแง่บวก การลืมอดีตเริ่มสัมพันธ์ใหม่เป็นแนวทางที่ใช้กัน แต่ต้องลงรายละเอียดว่าจะไปด้วยกันอย่างไร ในเรื่องใด เพราะมีหลายประเด็นที่สหรัฐกับรัสเซียขัดแย้งชัดเจน เช่น กรณีความมั่นคงของยูเครน ซีเรีย อิหร่าน เรื่องเยอรมันกับหลายประเทศในอียูซื้อน้ำมันจากรัสเซีย (ที่ทรัมป์เพิ่งกล่าวหารัฐบาลแมร์เคิลว่าร่วมมือกับศัตรูนาโต) ประเด็นสงครามการค้ากับจีนที่กำลังร้อนแรง การที่รัสเซียเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของจีน ฯลฯ มีคำถามว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมจะให้รัสเซียฟื้นฟูประเทศเต็มที่ บนพื้นฐานที่รัสเซียมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนใช่หรือไม่
เป็นมิตรเพื่อใคร :
            ในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ การเป็นมิตรหรือแม้กระทั่งเพียงลดความเป็นปรปักษ์ ลดการเผชิญหน้า จะส่งเสริมบรรยากาศสันติภาพโลกได้เป็นอย่างดี ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค หลายประเทศจะลดลง แต่แนวทางนี้สวนทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐที่มองเรื่อยมาว่ารัสเซียกับจีนเป็นปรปักษ์ เป็นภัยคุกคามร้ายแรง
            ดังนั้น จะเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่หากรัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนท่าทีต่อรัสเซีย
            เรื่องที่หลายคนกังวลคือทรัมป์ใช้โอกาสนี้เจรจาลับกับปูตินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และไม่มีผู้ใดรู้เพราะเป็นการพูดคุยในที่ลับ มีเพียงล่ามส่วนตัวเท่านั้นที่เข้าร่วม (แต่ล่ามส่วนตัวของทรัมป์อาจถูกเชิญออกนอกห้องก่อนการหารือจริงๆ)
หากสหรัฐคืนดีกับรัสเซีย ย่อมเป็นไปได้ว่าจะยุติคดีที่หน่วยงานหลายฝ่ายกำลังเดินหน้าจับผิดรัฐบาลรัสเซียที่แทรกแซงเลือกตั้ง ช่วยให้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
            การเป็นมิตรย่อมดีกว่าศัตรู คำถามคือเป็นมิตรเพื่อใคร
มีอย่างน้อย 2 บุคคลสำคัญที่พูดต่อสาธารณะว่าประธานาธิบดีทรัมป์ “ขายชาติ” (treasonous) นั่นคืออดีตผู้อำนวยการ CIA จอห์น เบรนนัน (John Brennan) กับแกนนำรีพับลิกัน พอล ไรอัน

แก้ไขอย่าแก้ตัว นิวเคลียร์อเมริกา :
            วันต่อมาหลังการประชุมสุดยอด ประธานาธิบดีทรัมป์ทวิชข้อความว่าบางคนเกลียดความจริงที่ว่าผมกับประธานาธิบดีรัสเซียไปด้วยกันได้ดี “พวกเขาต้องการทำสงคราม”
            ประเด็นการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ทดสอบความจริงใจของทรัมป์ หากรัฐบาลทรัมป์รักสันติจริง ข้อเสนอที่หลายฝ่ายเอ่ยถึงเสมอมาคือให้ลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์
ปัจจุบันสหรัฐมีนิวเคลียร์เกือบ 6,800 หัวรบ รัสเซีย 7,000 หัวรบ ฝรั่งเศสมีราว 300 หัวรบ อังกฤษ 225 จีนมีเพียง 270 หัวรบ อินเดียมี 120-130 หัวรบ ปากีสถานมี 130-140 หัวรบ อิสราเอล 80
            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าในโลกนี้มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่มีเป็นพันหัวรบ สามารถทำลายล้างโลกได้หลายรอบ หากสหรัฐกับรัสเซียต่างปรับลดเหลือ 2,000 หัวรบ จำนวนเท่านี้เพียงพอต่อการเป็นมหาอำนาจ ป้องปรามได้ทุกประเทศทั่วโลก การปรับลดจำนวนหัวรบให้เหลือไม่กี่พันจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าประธานาธิบดีทรัมป์หวังสันติภาพจริงตามที่พูดหรือไม่
            หรือว่าเป็นอีกเรื่องที่ทรัมป์พูดกลับไปกลับมา เอาแน่เอานอนไม่ได้
            กลับไปสู่แนวคำถามเดิม พูดกลับไปกลับมาเพื่อใคร
            นี่คือคำถามที่ควรถาม สังคมควรหาคำตอบ
22 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7925 วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ทรัมป์บอกว่าจะใช้วิธีคาดเดาไม่ได้ ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว ผลลัพธ์ที่ออกมาคู่กันคือนโยบายที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา กลายเป็นว่าไม่มีใคร (รวมทั้งพลเมืองอเมริกัน) รู้ว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังทำอะไร ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่ทรัมป์ยังคงใช้เทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” ต่อไป ถ้าคิดให้ดีในอีกมุมคือทำให้ “สามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหก เป็นลักษณะเด่นข้อหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยอเมริกายุคนี้
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 

บรรณานุกรม :
1. Analysis: Trump’s ‘America First’ morphs into ‘Me First’. (2018, July 17). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/a280e308ea004da9b50aa7efdbb826d7/Analysis:-Trump's-'America-First'-morphs-into-'Me-First'
2. As Trump says Putin 'not my enemy', skeptics in U.S. see danger. (2018, July 13). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-russia-summit-critics/as-trump-says-putin-not-my-enemy-skeptics-in-u-s-see-danger-idUSKBN1K2348
3. Democrats urge Trump to cancel Putin summit following Mueller indictments. (2018, July 13). Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/politics/la-na-pol-doj-indictment-russian-hacking-20180713-story.html
4. "I think the European Union is a foe," Trump says ahead of Putin meeting in Helsinki. (2018, July 15). CBS News. Retrieved from https://www.cbsnews.com/news/donald-trump-interview-cbs-news-european-union-is-a-foe-ahead-of-putin-meeting-in-helsinki-jeff-glor/
5. In reversal, Trump says would work with NATO to defeat ISIL. (2016, August 17). The Japan News/Reuters. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003152964
6. President Trump insists widely panned Vladimir Putin meeting was a success. (2018, July 18). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/politics/2018/07/18/donald-trump-claims-ill-fated-vladimir-putin-meeting-success/794910002/
7. Republicans Scramble to Contain Trump’s Damage, but Path Is Unclear. (2018, July 17). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/07/17/us/politics/congress-trump-russia.html
8. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
9. Trump back-pedals on Russian meddling remarks after outcry. (2018, July 18). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2018/jul/17/donald-trump-putin-summit-republicans
10. Trump clashes with friends while flirting with foes. (2018, June 6). Politico. Retrieved https://sputniknews.com/analysis/201806061065145908-eu-russia-cooperation/
11. Trump sides with Putin over US intelligence. (2018, July 16). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/07/16/politics/donald-trump-putin-helsinki-summit/index.html
12. Trump voices support for U.S. intelligence a day after fueling bipartisan outrage with Putin comments. (2018, July 17). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/politics/2018/07/17/trump-addresses-summit-criticism/790354002/
13. Trump, on Eve of Putin Meeting, Calls E.U. a Trade ‘Foe’. (2018, July 15). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/07/15/world/europe/trump-putin-summit-meeting.html
14. Trump’s surrender to Putin greeted with outrage by Democrats and Republicans. (2018, July 17). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2018/jul/16/trump-putin-latest-news-updates-republicans-democrat-response-treason
15. U.S. grand jury indicts 12 Russian spies in 2016 election hacking. (2018, July 13). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-trump-russia-indictments/u-s-grand-jury-indicts-12-russian-spies-in-2016-election-hacking-idUSKBN1K32DJ
-----------------------------

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)
            บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป :
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อมีนาคม 2018 ว่า WTO สร้างหายนะแก่ประเทศนี้” เป็นคำพูดก่อนกระแสขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากต่างชาติ ละเมิดกติกาองค์การค้าโลก
            สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำกับองค์การค้าโลกในขณะนี้เหมือนกับการขอเจรจา NAFTA ใหม่ คือละทิ้งหรือยกเลิกข้อตกลงเดิมที่เห็นว่าเสียเปรียบแล้วเจรจาใหม่เพื่อให้กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง
            เหมือนที่ทำกับหลายประเทศในขณะนี้
            ทั้งหมดนี้คือแผนแก้ปัญหาตามแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ทรัมป์พูดตั้งแต่ช่วงหาเสียง

อย่างไรเรียกว่าพันธมิตร :
            องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือนาโตเป็นกรณีที่ควรเอ่ยถึง เป็นพันธมิตรด้านการทหาร การป้องกันประเทศ สัมพันธ์กับสงครามเย็นโดยตรง ในขณะเดียวกันวัตถุประสงค์อีกข้อคือเรื่องการเมือง ต่อต้านสังคมนิยม ส่งเสริมให้ยึดมั่นประชาธิปไตย การค้าเสรี เป็นเสาหลักของฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ เชิดชูฐานะความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐในยุคนั้น
            ปัจจุบันความเป็นพันธมิตรนาโตยังคงอยู่ แต่ความขัดแย้งระหว่างสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์รัฐบาลแมร์เคิล “ต้องการความคุ้มครอง” จากรัสเซีย จึงซื้อน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียหลายพันล้านดอลลาร์ ทรัมป์พูดเรื่องนี้หลายครั้งชี้ว่าเยอรมันซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ได้รับการปกป้องจากนาโตอยู่แล้วแต่ยังทรยศนาโตไปขอการปกป้องจาก รัสเซียที่เป็นศัตรูนาโตอีก
            แต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทรัมป์กล่าวถึง รัสเซียว่าไม่ใช่ศัตรู เป็นเพียงคู่แข่ง การกล่าวถึงรัสเซีย 2 แบบในช่วงสั้นๆ ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลทรัมป์พยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตนเอง เมื่อพันธมิตรอย่างเยอรมันจะทำเพื่อผลประโยชน์ตนเองบ้าง กลับโดนต่อต้านอย่างรุนแรง นี่คืออีกตัวอย่างของ America First

            ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์กล่าวอีกประเด็นว่าเยอรมันประเทศใหญ่ที่สุดของอียู ให้งบสนับสนุนนาโตเพียงร้อยละ 1 ของจีดีพีเท่านั้น สหรัฐจึงกำลังปกป้องเยอรมันมากกว่าที่เยอรมันปกป้องสหรัฐ และไม่รู้ว่าเยอรมันจะปกป้องสหรัฐได้สักเท่าไร สหรัฐเป็นผู้จ่ายเงินปกป้องกันสมาชิกนาโตทั้งมวล
            ตรรกะของทรัมป์กำลังชี้ว่าสมาชิกนาโตทุกประเทศจะต้องใช้งบกลาโหมเท่ากัน หรืออย่างน้อยตามข้อตกลงที่วางไว้ สมาชิกจะต้องตั้งงบกลาโหมให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 2 ของจีดีพี เป็นประเด็นเก่าหลายทศวรรษที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องมาตลอด
            เป็นความจริงที่สมาชิกฝั่งยุโรปเอาเปรียบสหรัฐ หวังพึ่งความมั่นคงจากอเมริกา แต่ในอีกแง่หนึ่งเป็นไปได้ว่าฝั่งยุโรปรู้ดีว่าอย่างไรเสียสหรัฐต้องคงความเป็นมหาอำนาจด้านการทหาร ต่างจากฝั่งยุโรปที่ไม่มีเป้าหมายเช่นนั้น เมื่อผนวกกับการที่ฝั่งยุโรปรักสันติมากกว่า เห็นว่าการใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศสำคัญกว่าจึงพยายามปรับลดงบกลาโหม
            ประเด็นงบกลาโหมของสมาชิกนาโตเป็นเรื่องซับซ้อน ข้อสรุปเบื้องต้นคือฝั่งยุโรปเห็นว่างบกลาโหมที่ร้อยละ 2 ของจีดีพีนั้นเกินจำเป็น
            ทั้งเรื่องวิพากษ์เยอรมันซื้อน้ำมันจากรัสเซียและงบประมาณกลาโหมล้วนบ่งชี้ความเป็นพันธมิตรอันเปราะบาง

            ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐ เป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญที่สุดในย่านเอเชียแปซิฟิก ทั้ง 2 ประเทศพยายามจัดการเกาหลีเหนือ ปิดล้อมจีน มีอิทธิพลในแถบเอเชียแปซิฟิก ภาพความร่วมมือเป็นที่ประจักษ์ชัด
            ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐ-ญี่ปุ่นเมื่อปีก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐ "ยึดมั่นความมั่นคงของญี่ปุ่นและอาณาบริเวณทั้งหมดที่อยู่ใต้การบริหารควบคุม" ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น "เป็นเสาหลักสันติภาพและความมั่นคง" ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            แถลงการณ์ร่วมหลังประชุมยังระบุว่าญี่ปุ่นจะเพิ่มบทบาทความมั่นคง ต่อต้านสิ่งปลูกสร้างทางทหารในทะเลจีนใต้ กดดันให้เกาหลีเหนือเลิกล้มโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล จะหารือเพื่อวางกฎการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบนฐานการค้าเสรีและเป็นธรรม
            แต่ถ้ามองอีกมุม นักวิชาการญี่ปุ่นบางคนเห็นว่าลึกๆ แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้วางใจรัฐบาลสหรัฐ แต่ด้วยบริบทขณะนี้จำต้องอิงสหรัฐไปก่อน อาศัยเหตุความตึงเครียดในย่านนี้เพื่อพัฒนากองทัพ เป้าหมายสุดท้ายคือการอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาประเทศใดอีกต่อไป
            เป็นคำถามที่น่าคิด อย่างไรเรียกว่าพันธมิตร

ความถดถอยและความร่วมมือใหม่ :
            เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ประเทศอเมริกาผู้เคยพยายามประกาศว่าตนคือผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย ส่งเสริมการค้าเสรี ผู้ผลักดันจัดตั้งองค์การค้าโลก บัดนี้ถอยห่างจากแนวทางดังกล่าว ตรงกันข้ามประเทศอำนาจนิยมอย่างจีนกับรัสเซียกลับพยายามปกป้องการค้าเสรี รักษากติกาขององค์การค้าโลก ส่งเสริมให้โลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
            ไม่ว่าจะเป็นจริงเพียงไร ภาพที่ปรากฏบ่งบอกเช่นนั้น
            หันกลับมาพูดถึงสหรัฐ หลัก America First กำลังพาประเทศสู่อำนาจนิยม ระบบเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมแทรกแซงมากขึ้น โดยใช้ข้ออ้างกีดกันการค้าเสรี แม้จะอ้างว่าเพื่อความมั่นคงแห่งชาติก็ตาม
            ทั้งหมดนี้บ่งชี้ความถดถอยของสหรัฐในยุคทรัมป์ ด้านความมั่นคงคือความเป็นเอกภาพของนาโต ชาติสมาชิกฝั่งยุโรปแสดงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน (ต่างจากอดีตที่อาจปิดเงียบ พูดคุยเฉพาะในที่ลับ)  ส่งผลต่อบทบาทผู้นำโลกของสหรัฐ มีเสียงก่นด่าจากทั่วทุกสารทิศ

            ด้านการค้าเป็นเรื่องที่เห็นชัดเจนกว่าเพราะแสดงเป็นตัวเลข เป็นสถิติ ปัญหาขาดดุลการค้าสัมพันธ์กับปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มในอัตราสูงกว่าเดิม หากไม่จัดการสักวันเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน รัฐบาลทรัมป์ถึงกับยอมทำแทบทุกอย่างแม้กระทั่งต้องบาดหมางกับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรเก่าแก่ ความร่วมมือที่สหรัฐเคยได้ประโยชน์มหาศาล
โรเบร์โต อเซเวโด (Roberto Azevedo) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การค้าโลกกังวลว่าระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง กรณีร้ายแรงคือระดับภาษีจะกลับไปสู่ระดับก่อนมีองค์การค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกถดถอย
            หากสงครามการค้ารุนแรง สหรัฐอาจต้องขัดแย้งกับหลายประเทศ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกประเทศจะกีดกันกันเองทั้งหมด ประเทศต่างๆ บริษัทเอกชนทั้งหลายคงต้องหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดอเมริกา
            กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกมีความร่วมมือกับจีนมาช้านานแล้วและกำลังเพิ่มขึ้น ที่ปรากฏส่วนใหญ่คือด้านเศรษฐกิจ ด้านนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง แนวทางของอียูใกล้เคียงกับจีน รัสเซีย เช่น นโยบายต่ออิหร่าน สนับสนุนการค้าพหุภาคีที่ยึดกติกา
          ความร่วมมือทางการค้าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
            คงไม่กล่าวเกินไปถ้าจะสรุปว่าขณะที่สหรัฐกำลังโดดเดี่ยวตัวเอง ประเทศอื่นๆ ร่วมมือกันมากขึ้นในทุกด้าน นี่คืออีกดัชนีชี้วัดความถดถอยของสหรัฐอเมริกา

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ถ้าคิดให้ดี รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ สิ่งที่ทำคือเขียนกติกาการค้าใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด เหมือนที่เคยทำกับ NAFTA การตั้งองค์การค้าโลกและข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนกระทำตามแนวทางนี้ทั้งสิ้น จะต่างกันอยู่บ้างในแนวทางและระดับความเข้มข้น (degree) ของแต่ละรัฐบาล
            ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งทำให้เกิดการเจรจาต่อรองใหม่ แต่บริบทโลกปัจจุบันไม่เหมือนอดีต ไม่ใช่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือยุคสงครามเย็นอีกแล้ว ไม่ว่าจะระดับประเทศหรือประชาชน ข้อมูลข่าวสารส่งถึงกัน

บทความ America First, America Lonely ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่มีประเทศใดได้ทุกอย่างที่ต้องการแม้จะเป็นอภิมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังเป็นประเทศที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้มากมาย ต้องชื่นชมความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ จากคนทั่วโลก แม้ทั่งจากคนยุโรปตะวันตก ความต้องการของรัฐบาลทรัมป์ในระยะนี้อาจเป็นเหตุให้สหรัฐต้องจ่ายราคาอีกมากในอนาคต
15 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7918 วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์ยึดหลักสัจนิยม แต่ต้องศึกษาลงในรายละเอียดว่าอะไรกันแน่ที่รัฐบาลต้องการ สันติสุขหรือความรุนแรง เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันหรือน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า
“หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) คือการยึดถือผลประโยชน์ของชาติกับอธิปไตยเป็นที่ตั้ง แม้ขัดแย้งประเทศอื่นหรือศีลธรรมคุณธรรม ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) 

บรรณานุกรม :
1. Folly, Martin H. (2008). North Atlantic Treaty Organization. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 544-546). USA: The Gale Group.
2. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
3. Trump Lambasts Germany Over Russian Oil Purchases, Low Defense Expenditures. (2018, July 5). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/us/201807061066091497-trump-russia-germany-military-spending/
4. Trump promises ‘safety’ to fearful Americans. (2016, July 22). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/americas/usa/trump-promises-safety-to-fearful-americans-1.1866703
5. UPDATE: Trump says U.S. committed to Japan security. (2017, February 11). The Asahi Shimbun/Reuters. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201702110013.html
6. WTO Faces Existential Threat in Times of Trump. (2018, June 30). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/world-trade-organization-in-trouble-amid-trump-trade-war-a-1215802.html
7. Yuan, Jingdong. (2014). Nuclear Politics in Asia. In The Oxford Handbook of the International Relations of Asia. NY: Oxford University Press.
-----------------------------

ถึงเวลาแล้วที่เยอรมันจะก้าวขึ้นมาเป็นปากเสียงสำคัญของโลก

หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน

            ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา
            ขณะพูดอยู่ในช่วงหาเสียงจึงอาจตีความว่าพูดหาเสียง แต่ไหนแต่ไรคนเยอรมัน (รวมทั้งหลายประเทศในยุโรป) ไม่ค่อยชอบรัฐบาลอเมริกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ยิ่งหนักข้อ แมร์เคิลหวังแสดงความเป็นผู้นำว่าสามารถเผชิญหน้ากับคนอย่างทรัมป์ สามารถดูแลผลประโยชน์ของคนชาวเยอรมันและยุโรป
            การพึ่งพาที่ว่าคือการพึ่งพาความมั่นคงทางทหารที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความเป็นพันธมิตรทางทหารแลกด้วยการที่สหรัฐมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจสังคม
อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสเห็นว่านาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ
การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเยอรมันคิดจะเป็นศัตรูกับสหรัฐ ทั้ง 2 ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันอีกมาก นาโตยังต้องคงอยู่ต่อไป แต่เป็นความสัมพันธ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมและเห็นชัดกว่าเดิม
โจทย์เก่ากับการก้าวขึ้นมาของทรัมป์ :
            เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังในปี 1989 ตามมาด้วยการสิ้นสุดสหภาพโซเวียต นโยบายความมั่นคงทางทหารระหว่างสหรัฐกับสมาชิกนาโตฝั่งยุโรปเริ่มแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำประเทศ รมต.ออกมาให้ความเห็นตรงไปตรงมา อีซี/อียูควรมีนโยบายความมั่นคงทางทหารของตนเอง
จากเหตุผลมากมายทั้งความเห็นต่างจากรัฐบาลสหรัฐ การคิดเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ บริบทโลกที่เปลี่ยนไป เกิดคำถามว่ายุโรปควรอิงความมั่นคงทางทหารจากสหรัฐมากเพียงไร ควรถอยห่างขนาดไหน ควรปรับเปลี่ยนกระบวนการตัดสินใจ การบังคับบัญชาอย่างไร รวมความแล้วฝั่งยุโรปต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น ฝ่ายสหรัฐยอมให้ยุโรปมีอำนาจมากขึ้น แต่ยังเก็บสงวนบางส่วน
            ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการที่ฝั่งยุโรปต้องการเป็นตัวของตัวเอง และนาโตมีการปรับตัวเรื่อยมา
การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากทุนนิยม การค้าเสรีเปิดกว้าง มาเป็นระบบใหม่ที่ทรัมป์เรียกว่า America First หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน”
ในขณะที่ความโดดเด่นของสหรัฐกำลงถดถอย ไม่ว่าด้านค่านิยมตะวันตกดั้งเดิม ความเป็นผู้นำโลก
ในกรอบนาโต สหรัฐไม่ใช่เครื่องประกันความมั่นคงทางทหารแก่ยุโรปดังเดิมอีกแล้ว

ความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ :
            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเยอรมันไม่ได้ใกล้ชิดอบอุ่นอีกแล้ว ข้อมูลที่ทำให้คิดว่าเป็นพันธมิตรกับภาพที่แสดงออกอาจยังทำให้คิดว่าเป็นเช่นนั้น ความจริงคือที่ยังร่วมมือกันก็ด้วยผลประโยชน์ล้วนๆ ปราศจากความไว้วางใจกัน ไม่เคารพกันและกันอย่างจริงใจ
            มีตัวอย่างมากมาย เช่น หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐแอบสืบข้อมูลรัฐบาลเยอรมันอย่างเป็นระบบ แม้กระทั่งดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลดังที่เป็นข่าว หากเป็นมิตรแท้ด้วยสุจริตใจจะทำเช่นนี้หรือ
            ถ้ามองจากมุมสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาเยอรมันว่าทรยศอเมริกา หันไปหาความคุ้มครองจากรัสเซีย เป็นเหตุผลว่าทำไมเยอรมันจึงซื้อน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจากประเทศนี้

            อีกเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธคือยุทธศาสตร์อเมริกาต้องการก่อนของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเข้าแทรกแซงประเทศต่างๆ ในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง เศรษฐกิจ
            รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดกติกา ฉีกข้อตกลงทิ้ง (บางครั้งใช้คำพูดว่าขอทำข้อตกลงใหม่) ทำทุกสิ่งที่คิดว่าให้ประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด ในมุมหนึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ รัฐบาลสหรัฐย่อมต้องทำเพื่อประเทศตนเอง แต่วิธีที่ใช้กระทบประเทศอื่นๆ บางครั้งรุนแรง หากสหรัฐพยายามรักษาผลประโยชน์ ประเทศอื่นๆ คิดรักษาผลประโยชน์ตนเองเช่นกัน
            หากอเมริกาต้องการอยู่รอด ประเทศอื่นๆ ต้องการอยู่รอดเช่นกัน

            ปัญหาเกิดตรงที่เมื่อ 2 ฝ่ายขัดแย้งกัน จะแก้ปัญหาอย่างไร รัฐบาลสหรัฐจะใช้อำนาจอิทธิพลที่เหนือกว่าเพื่อได้กินส่วนแบ่งที่มากกว่าหรือไม่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือจะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือไม่
            ทางออกที่ดีกว่าคือการประนีประนอม การสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
โลกจะเป็นสุขกว่านี้หากทุกคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่หากยังยึดหลักสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้วที่มองว่าโลกคือป่าดงดิบ มนุษย์เปรียบได้กับสัตว์ป่ามีสัญชาติญาณเอาตัวรอด ย่อมนำโลกสู่ความขัดแย้งวุ่นวายไม่รู้จบ ประเทศใหญ่จะอยู่รอด ประเทศเล็กจะถูกกลืนกิน เป็นเหยื่อที่รอวันถูกสังหาร
ในอีกมุมหนึ่ง การอ้างเหตุผลแบบสัจนิยมคือข้ออ้างเพื่อทำลายล้างประเทศอื่น แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวคิดสัจนิยมแบบสุดขั้วจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี มนุษย์ไม่จำต้องเป็นดังเช่นสัตว์ป่าเสมอไป

เยอรมันกับภาวะผู้นำและข้อเสนอแนะ :
ภายใต้บริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เกิดคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เยอรมันและประเทศอื่นๆ ควรวางตัวอย่างไร ในช่วงหลายทศวรรษหลัง รัฐบาลเยอรมันแสดงภาวะผู้นำมากขึ้น ต้องการแสดงบทบาทผู้นำอย่างเปิดเผย เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การอิงสหภาพยุโรป พลเมืองที่มีคุณภาพสนับสนุนความเข้มแข็งของชาติ
            สื่อเยอรมันบางสำนักถึงกับชี้แนะว่าเยอรมนีควรเป็นผู้นำโลกเสรี เนื่องจากประชาธิปไตยอเมริกาตายแล้วในยุคทรัมป์ คำชี้แนะนอกจากเป็นการเชิดชูประเทศตนเองยังเป็นการสนับสนุนนายกฯ แมร์เคิลด้วย
ทุกวันนี้ โลกไม่ได้ตกอยู่ใต้ความบาดหมางด้วยลิทธิอุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างอีกแล้ว หากผู้ใดยังยกเรื่องนี้เป็นเหตุผล ชี้ได้เลยว่าเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างศัตรู สร้างความขัดแย้ง ใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องตักตวงผลประโยชน์
สงครามนิวเคลียร์ล้างโลกยังมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะสหรัฐกับรัสเซียยังคงหัวรบจำนวนมาก รัฐบาลทรัมป์สั่งให้ยกเครื่องกองกำลังนิวเคลียร์ใหม่หมด ส่วนรัสเซียในยุคปูตินกำลังฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์ด้วยอาวุธรุ่นใหม่ แต่โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกมีน้อยมาก

ความท้าทายใหญ่ของโลกคือการจัดการเรื่องภายในของแต่ละประเทศมากกว่า รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยภายใน ให้คนมีงานทำ มีกินมีใช้ ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันไปตามอัตภาพ คำถามจึงอยู่ที่ จะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์อย่างไร จะใช้เพื่อทำลายหรืออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ไม่ข่มขู่คุกคาม ไม่พยายามล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นๆ มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน
ให้แสดงบทบาทถ่วงดุล ต่อต้านความสุดโต่ง เป็นอีกปากเสียงสำคัญที่จะพูดคุยท้วงติงรัฐบาลประเทศที่ก่อปัญหา
เยอรมันหรืออียูแม้ไม่อาจเป็นอภิมหาอำนาจโลก ไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะเป็นเช่นนั้น แต่จะเป็นภาคีสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกจะสนับสนุน เป็นผู้มีส่วนสร้างและรักษาระเบียบโลกใหม่ ร่วมกับมหาอำนาจอื่นๆ

จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยอรมันกับอียูจะแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของอีกฝากแอตแลนติก แสดงภาวะผู้นำในเวทีโลก ต่อต้านบรรดารัฐบาลสุดโต่ง ผู้ที่มักชอบข่มขู่คุกคามประเทศอื่นๆ
หากเป็นเช่นนี้ ระบบอำนาจโลกจะเป็นพหุภาคีที่มีเยอรมันกับอียูคอยช่วงถ่วงดุลจีน รัสเซีย สหรัฐ ฯลฯ เป็นตัวแทนระบอบประชาธิปไตยอีกแบบที่แตกต่างจากอเมริกาซึ่งกำลังถอยห่างจากเสรีประชาธิปไตย
            หากเยอรมันกับอียูไม่แสดงบทบาทปล่อยให้โอกาหลุดลอย โลกในอนาคตอาจก้าวสู่ความวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม อำนาจนิยมเบ่งบาน ความสุดโต่งขยายตัว เศรษฐกิจโลกถดถอย เมื่อนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            นับวันโลกจะเล็กลง บรรดาประเทศต่างๆ ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
8 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7911 วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
--------------------------------
บรรณานุกรม :
1. Folly, Martin H. (2008). North Atlantic Treaty Organization. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 544-546). USA: The Gale Group.
2. Howorth, Jolyon., Keeler, John T.S. (Eds.). (2003). Defending Europe: The EU, NATO, and the Quest for European Autonomy. New York: Palgrave Macmillan.
3. Opinion: Merkel Must End Devil's Pact with America. (2015, July 7). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/editorial-merkel-must-end-devil-s-pact-with-america-a-1042573.html
4. Time for Germany to Learn to Lead. (2018, January 5). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/waning-us-germany-must-learn-to-take-responsibility-a-1186075.html
5. What Was Merkel Thinking? (2017, May 30). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/merkel-and-trump-a-trans-atlantic-turning-point-a-1149757.html
-----------------------------

ทรัมป์ทำสงครามการค้าเพื่อแก้ปัญหาชาติ?

ปัญหาขาดดุลเป็นเรื่องใหญ่ ทรัมป์หาเสียงแก้ไขปัญหาดังกล่าวและกำลังทำหน้าที่รัฐบาลที่ดี คำถามคือนโยบายที่ใช้มุ่งหวังแก้ปัญหาจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ ให้ได้ทำเท่านั้น
ในช่วงหาเสียงโดนัลด์ ทรัมป์เห็นว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ทำกับเกาหลีใต้ทำให้ตำแหน่งงานในประเทศหดหาย ประกาศว่าหากชนะเลือกตั้งจะเจรจาใหม่ โจมตีฮิลลารี คลินตันที่สนับสนุน NAFTA TPP ให้จีนเข้าองค์การค้าโลก ข้อตกลงเหล่านี้ “ทำร้ายแรงงานของเรา บั่นทอนเสรีภาพและอิสรภาพ เราจะไม่ลงนามข้อตกลงการค้าที่เสียเปรียบ ประเทศอเมริกาต้องมาก่อน” ไม่ให้จีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาอีก ข้อตกลงการค้ากับจีนต้องทบทวนทั้งหมดเช่นกัน
            พูดในประเด็นยุโรปว่าสหรัฐเสียเงินมากมายแก่ยุโรป “อย่าลืมว่า เป้าหมายหลักที่ยุโรปรวมตัวกันคืออะไร เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกาในการทำเงินหรือก็คือเรื่องการค้า”

มองแง่ดี ทรัมป์กำลังแก้ปัญหาชาติ :
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าปีที่ผ่านมา (2017) ส่งออก 2.3 ล้านล้าน นำเข้า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ประเทศขาดดุลการค้าถึง 566,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 12 เป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2008
            ขาดดุลจีนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 375,200 ล้านดอลลาร์ รองมาคือเม็กซิโก 71,100 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 68,850 ล้านดอลลาร์
            ข้อเท็จจริงคือสหรัฐนำเข้าสินค้าต่างชาติมากขึ้นทุกปี ปัญหาไม่ได้เริ่มจากรัฐบาลทรัมป์แต่เป็นมาตั้งแต่ปี 1975 แล้ว ทุกรัฐบาลพยายามแก้แต่ไม่สำเร็จ
ประเด็นแก้ปัญหาขาดดุลการค้าสัมพันธ์กับยอดหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทุกพรรคทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทรัมป์หาเสียงชูแก้ปัญหาอย่างจริงจังดังที่นำเสนอข้างต้น
น่าชื่นชมว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ไม่ว่าประเทศที่เกี่ยวข้องจะชอบหรือไม่ก็ตาม
ควรเข้าใจว่า ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าดังที่เป็นข่าว สหรัฐได้เจรจากับรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งจีนให้ช่วยแก้ไขปัญหาสหรัฐขาดดุลหลายรอบ มีข่าวว่าจีนจะช่วยซื้อสินค้าบางตัว เช่น จำพวกสินค้าเกษตรกับพลังงาน แต่ที่สุดการเจรจาไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายกว่านั้นจีนขู่ถอนการเจรจาการค้าทุกเรื่องหากสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีน
            เค้าลางการขึ้นภาษีจากรัฐบาลทรัมป์เริ่มตรงนี้

            อีกประเด็นที่ควรทำเข้าใจนั่นคือบางคนยึดติดกับคำว่า “การค้าเสรี” “ระบบเศรษฐกิจเสรี” จึงพลอยตีความว่าคือเสรีเต็มร้อย เป็นไปตามกลไกตลาด
            ความจริงแล้วถ้าเอ่ยถึงการค้าระหว่างประเทศหมายถึงการค้าที่ผ่านการตกลงระหว่างรัฐหรือประเทศ เช่น ถ้าบอกว่า 2 ประเทศจะค้าขายโดยเสรีจะหมายถึงว่าการค้าเสรีระหว่าง 2 ประเทศคู่เจรจา ถ้าพูดถึงการค้าเสรีระดับภูมิภาค เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียนจะหมายถึงการค้าเสรีในหมู่สมาชิกอาเซียน
            ไม่เพียงเท่านั้น คำว่าเสรีเป็นคำที่ใช้เรียกทั่วไป แท้จริงแล้วมีข้อตกลง มีรายละเอียดมากมาย เช่น พูดว่าเสรีแต่หมายถึงเสรีแค่สินค้าบางตัวเท่านั้น พูดว่าเสรีแต่ยังมีภาษีอยู่บ้าง มีกฎระเบียบอื่นๆ เช่น มาตรฐานสินค้าต้องได้เกณฑ์ ห้ามใช้ยาปราบศัตรูพืชบางตัว ไม่กดขี่แรงงาน ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
            และเมื่อเป็นข้อตกลงจึงย่อมปรับแก้ได้หรือแม้กระทั่งฉีกสัญญาทิ้ง ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำกับหลายประเทศ แม้กระทั่งละเมิดกติกาองค์การค้าโลก

            ความร่วมมือการค้าการลงทุนระหว่างประเทศยังสัมพันธ์กับมิติอื่นๆ เช่น ในยุคสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐห้ามประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตนค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ปัจจุบันหลายประเทศใช้มาตรการกีดกันการค้าคว่ำบาตรอีกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น เป็นปรปักษ์ สนับสนุนก่อการร้าย ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงอยู่ใต้เหตุผลการเมืองระหว่างประเทศอยู่มาก
การขึ้นภาษี มาตรการตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์ยังมีจุดเด่นอีกข้อคือไม่เลือกปฏิบัติ มีผลต่อหลายประเทศที่ทรัมป์เห็นว่าประเทศเหล่านี้ “เอาเปรียบ” เช่น แคนาดา เม็กซิโก อียู ญี่ปุ่น ไม่เฉพาะต่อจีนเท่านั้น และต้องรับรู้ด้วยว่าการเพิ่มมาตรการกีดกันการค้าการลงทุนจากจีนนั้น ทั้ง ส.ส.พรรครีพับลิกันกับเดโมแครทต่างสนับสนุนด้วยเสียงท่วมท้น จึงไม่ใช่ตัวรัฐบาลทรัมป์เท่านั้น ทั้ง 2 พรรคสนับสนุน
            โดยรวมแล้วสิ่งที่ทรัมป์ทำขณะนี้คือสิ่งที่พูดไว้ตอนหาเสียง น่าชื่นชมว่าทรัมป์ “พูดจริงทำจริง” เล่นงานทุกประเทศที่เกินดุลสหรัฐ เม็กซิโก แคนาดา อียู ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมิตรที่ดีจึงโดนเล่นงานด้วย

มองแง่ร้าย แก้ปัญหาชาติได้จริงหรือ :
            ถ้ามองในแง่ร้าย มีประเด็นและคำถาม เช่น นโยบายที่ประกาศแก้ปัญหาได้จริงหรือ
            ณ วันนี้ การขึ้นภาษีสินค้าบางตัว มาตรการต่อบางประเทศ ยังจำกัดอยู่ในกรอบแคบ อาจตีความว่าเป็นเพียงจุดเริ่มเท่านั้น แต่หากดำเนินเพียงเท่านี้ไม่อาจลดการขาดดุลได้มากพอ อย่างเก่งได้แค่ชะลอปัญหาแต่ไม่แก้ปัญหาจริง

            คำถามต่อมาเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหาเสียง นั่นคือแนวทางของทรัมป์ถูกต้องแล้วหรือ
โทมัส เดอโนฮวย (Thomas Donohue) ประธาน U.S. Chamber of Commerce ให้ความเห็นว่า ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ เพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งเสริมการแข่งขัน สหรัฐต้องการการค้าเสรี ไม่ใช่ลดการค้าเสรี
กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนรัฐบาลทรัมป์ที่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจะทำลายระบบการค้าโลก หากตอบโต้ไปมาระบบการค้าโลกจะถอยห่างจากการค้าที่เปิดกว้าง ยุติธรรม อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ สุดท้ายทุกประเทศเสียหาย เศรษฐกิจอเมริกาจะเสียหายด้วย
            มีผู้เห็นต่างจากรัฐบาลทรัมป์อีกมาก แต่ทรัมป์ยืนยันเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายรายการ ไมว่าฝ่ายใดถูกหรือผิดที่สุดจะปรากฏผล

ถ้าจะแก้จริงต้องแก้ที่รากปัญหา :
อีกแนวคิดพูดถึงรากปัญหาและการแก้ไขที่รัฐบาลสหรัฐไม่ค่อยเอ่ยถึง บางกลุ่มอธิบายว่าสาเหตุหลักประการแรกคือ ชาวอเมริกันใช้จ่ายเกินตัว ประชาชนจำนวนมากเป็นหนี้ท่วมตัว ไม่ต่างจากรัฐบาลที่ขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง
ชาวอเมริกันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ราวร้อยละ 40 ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าเป็นสินค้า MADE IN CHINA งานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อสรุปตรงกันว่าคนอเมริกันนิยมสินค้าจีน (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องราคา คุณภาพที่ต้องการ) ในยุคโอบามาใช้นโยบายให้คนอเมริกายกระดับฝีมือการทำงาน ผลิตสินค้าไฮเทค เพื่อเพิ่มค่าแรงตัวเอง ส่วนสินค้าพื้นๆ อย่างตุ๊กตา เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เป็นสินค้านำเข้า เป็นนโยบายยกระดับค่าจ้างเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและลดการขาดดุล แต่นโยบายนี้ไม่สำเร็จเท่าที่ควร
เหตุผลหลักที่ 2 คือ ชาวอเมริกันแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม เอิร์น แฟรนเคิล (Ernst Frankel) ชี้ว่าแท้จริงแล้วปัญหาใหญ่เกิดจากการที่คน 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรสาธารณสุข การศึกษาและด้านกฎหมาย ใช้ความรู้ตำแหน่งของตนเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจประโยชน์ส่วนรวม
            ในภาพรวม นับวันชาวอเมริกันทุกกลุ่มชนยึดถือแต่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงส่วนรวม จนถึงขั้นฉ้อสังคม (corrupt society)

            แต่ไหนแต่ไร สังคมอเมริกันให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกและสิทธิส่วนบุคคลสูงสุด แต่อีกด้านของความเป็นปัจเจกคือการที่บุคคลช่วยกันจรรโลงสังคม เพราะการมีสังคมที่ดีเป็นเหตุให้ชาวอเมริกันมีสิทธิส่วนบุคคล แต่ปัจจุบัน ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่สนใจบทบาทของตนต่อสังคม
            สหรัฐจำต้องหาแนวทางใหม่ เพื่อฟื้นฟูอุดมคติ ใส่ใจสังคม ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่ทำลายผลประโยชน์ส่วนรวม ทุกคนต้องตระหนักว่าตัวเองจะมีชีวิตที่ดีได้ต้องมีสังคมที่ดี

ทาง 2 แพร่งกับระเบิดเวลา :
อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ (Albert Edwards) จาก Societe Generale Bank เห็นว่าเหตุที่เศรษฐกิจสหรัฐยังดีอยู่เพราะกำลังซื้อจากผู้บริโภคในประเทศ ร้อยละ 70 ของจีดีพีมาจากส่วนนี้ ดังนั้นหากกำลังซื้อหดหายไปมากเศรษฐกิจจะถดถอย
คำถามคือคนอเมริกันจะรักษาระดับการบริโภคดังที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ทุกวันนี้คนอเมริกันใช้จ่ายเกินตัวมากอยู่แล้ว หลายคนมีสารพัดหนี้และพอกพูนเพิ่มขึ้น แต่หากให้ประชาชนลดการบริโภคตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาแย่ ส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาค ความเชื่อมั่นรัฐบาล
            เป็นทาง 2 แพร่งที่รัฐบาลต้องเลือก

            ปัญหาขาดดุลเป็นปัญหาใหญ่ของสหรัฐมานานแล้ว ทุกรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหา แต่ตัวเลขการขาดดุลยังคงสูงขึ้นเรื่อยพร้อมกับหนี้สาธารณะ ทรัมป์หาเสียงแก้ไขปัญหาดังกล่าวและกำลังทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ดี คำถามคือนโยบายที่ใช้นั้นมุ่งหวังแก้ปัญหาจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ “ให้ได้ทำ” เท่านั้น พอจะชี้แจงต่อสาธารณชนว่ารัฐบาลได้ทำหน้าที่แล้ว
            ส่วนใครจะมีใช้โอกาสนี้หาผลประโยชน์แอบแฝง ผลประโยชน์มิชอบ คนอเมริกันคงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง
1 กรกฎาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7904 วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2561)

-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ความกังวลต่อการริเริ่มแถบและเส้นทางของจีน
แผนพัฒนาใดๆ ของจีนสามารถตีความว่ากำลังบั่นทอนผลประโยชน์ของอีกฝ่าย แต่อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า เพิ่มโอกาสเพิ่มทางเลือก สำคัญว่าสุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่

บรรณานุกรม :
1. China Says All Trade Progress Is Off If U.S. Imposes Tariffs. (2018, June 3). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-06-03/u-s-hints-at-china-talks-progress-as-trump-riles-trade-allies
2. Despite Trump’s tough talk, U.S. trade gap widens to nine-year high. (2018, February 7). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/02/07/business/despite-trumps-tough-talk-u-s-trade-gap-widens-nine-year-high/#.WnvV3iVubZ4
3. Frankel, Ernst Gabriel. (2006). Challenging American Leadership. The Netherlands: Springer.
4. News Analysis: GOP, Trump reconcile views on trade to enlarge voter base. (2016, July 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-07/22/c_135532558.htm
5. Ray, James Lee., Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
6. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
7. Trump denounces Korea-U.S. FTA as 'job-killing' deal, vows to renegotiate all 'horrible' trade pacts. (2016, July 22). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/07/22/63/0301000000AEN20160722005100315F.html
8. Trump tariffs are threat to both global trade and US economy, say IMF. (2018, June 15). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/business/news/trump-tariff-steel-aluminium-trade-war-canada-eu-imf-christine-lagarde-a8399636.html
9. US economy clinging to life as public debt nears $20 trillion. (2016, September 2). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/business/finance/02-09-2016/135510-us_economy_debt-0/
10. Worstall, Tim. (2016, July 25). Donald Trump's Ludicrous Idea Of Pulling The US From The World Trade Organisation. Forbes. Retrieved from http://www.forbes.com/sites/timworstall/2016/07/25/donald-trumps-ludicrous-idea-of-pulling-the-us-from-the-world-trade-organisation/#3cf8bf053470
-----------------------------