ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติกับการขยายอำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดี

การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เพราะกำลังใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ แม้พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย พลเมืองส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน

            หลังพรรครีพับลิกันกับเดโมแครทบรรลุข้อตกลงอนุมัติงบประมาณ 1.375 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์บ่นว่าไม่พอใจเท่าไหร่นัก ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์ประกาศยอมรับข้อตกลงของ 2 พรรค พร้อมกับประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (national emergency) เพื่อให้ได้งบสร้างกำแพงเพิ่มเติมอีก 8 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ขอไว้ 5.7 พันล้านดอลลาร์
            ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เรากำลังเผชิญหน้าวิกฤตความมั่นคงแห่งชาติที่พรมแดนตอนใต้ของเรา” การรุกรานจากยาเสพติด แก๊งอาชญากรและคน (ผู้อพยพต่างชาติ)
            เรื่องนี้ต้องตีความแยก 3 เรื่อง เรื่องแรกคือทรัมป์ยอมรับข้อตกลงที่ได้จาก 2 พรรค แต่ไม่ยอมแพ้การสร้างกำแพงตามที่ต้องการ ที่ร้ายแรงคือการใช้อำนาจภาวะฉุกเฉิน
            พวกพรรคเดโมแคทระบุทันทีว่าผิดกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันบางคนเห็นด้วยกับการใช้อำนาจพิเศษนี้
ผลโพลล่าสุดของ HuffPost/YouGov ชี้ว่าคนอเมริกันร้อยละ 55 ไม่เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ร้อยละ 37 เห็นด้วย ผลโพลนี้ให้คะแนนใกล้เคียงกับผลโพลอื่นๆ นั่นคือ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างกำแพง ในขณะที่ร้อยละ 40 เห็นด้วย โพลนี้คะแนนผู้สนับสนุนลดลงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วพวกที่สนับสนุนส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนต่อไป
ความหมายของการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ :
            การประกาศภาวะฉุกเฉินของประธานาธิบดีทรัมป์ตีความได้อย่างน้อย 2 นัย ข้อแรกคือทรัมป์ยืนยันการสร้างกำแพงตามต้องการ โดยไม่สนใจความคิดเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกข้อคือต้องการเพิ่มขยายอำนาจของประธานาธิบดี
            ในประวัติศาสตร์การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (national emergency) ใช้ในยามเกิดศึกสงคราม เช่น สงครามโลก สงครามเกาหลี รัฐบาลประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อของบกลาโหมเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวจากปกติ การประกาศเมื่อปี 1933 เพื่อสู้กับ Great Depression ปี 1977 จากวิกฤติน้ำมัน สถานทูตสหรัฐในอิหร่านถูกผู้ก่อการร้ายยึดเมื่อปี 1979
            การประกาศภาวะฉุกเฉินที่ผ่านมามี 3 ลักษณะที่เกิดขึ้น คือ เป็นภัยที่กระทบต่อทุกคนในชาติหรือคนจำนวนมากอย่างร้ายแรง มีความเร่งด่วน และเมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินทุกคนจะได้รับผลจากคำประกาศ
            โดยกฎหมายแล้วประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน ในขณะที่รัฐสภากับศาลสูงสุด (Supreme Court) สามารถยับยั้งคำประกาศของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะศาลสูงสุดมักมีบทบาทในเรื่องนี้
            หลังสงครามเวียดนามกับคดีวอเตอร์เกต (Watergate) จากเหตุประธานาธิบดีใช้อำนาจพิเศษอย่างผิดๆ รัฐสภาให้ความสำคัญกับดูแลการใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหารมากขึ้น ป้องกันไม่ได้เกิด “imperial presidency” อันหมายถึงประธานาธิบดีที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ แต่การใช้อำนาจพิเศษยังคงมีเรื่อยมาในแทบทุกรัฐบาล

การใช้อำนาจพิเศษ :
            เป้าหมายการให้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดี คือ เพื่อตอบสนองภัยคุกคามระดับประเทศที่ต้องอาศัยความรวดเร็วสูงสุด ลดความสูญเสียให้มากที่สุด จึงข้ามขั้นตอนตามระเบียบแบบแผน  เช่น ไม่ต้องรอให้สภาประชุมก่อน (การประชุมสภาต้องนัดหมายและรอครบองค์ประชุม) ไม่ต้องรอศาลพิจารณาไต่สวนซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประเทศชาติเสียหายหนักจากความล่าช้า เช่น เมื่อเกิดศึกสงคราม ผู้ก่อการร้ายโจมตีอเมริกาในเหตุ 9/11 เกิดภัยพิบัติร้ายแรง
            ในทางปฏิบัติก่อนประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ประธานาธิบดีจะหารือแกนนำพรรคการเมือง ประธานศาลเพื่อขอคำแนะนำและเห็นชอบเป็นการส่วนตัวหรือในวงประชุมเล็กๆ ดังนั้น แม้ไม่ถูกต้องครบขั้นตอนตามแบบแผน ผู้นำฝ่ายบริหารได้หารือกับผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติและศาลแล้ว ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้นกันให้ประธานาธิบดีใช้อำนาจพิเศษนี้
            ในกรณีการสร้างกำแพง การใช้อำนาจภาวะฉุกเฉินคือการโยกย้ายใช้งบประมาณโดยไม่ผ่านการรับรองจากรัฐสภา พูดให้ชัดคือประธานาธิบดีกำลังใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ทำสิ่งที่ตนเห็นชอบ โดยไม่สนใจว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะคิดเห็นอย่างไร ประเด็นสำคัญไม่อยู่ที่จำนวนเงินหรือการสร้างกำแพง แต่อยู่ที่การใช้อำนาจโดยมิชอบ มีข้อสงสัยว่าประเด็นที่ถกกันอยู่เป็นภัยร้ายแรงระดับชาติหรือไม่ มีความเร่งด่วนจริงหรือไม่ การสร้างกำแพงช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่
            แต่ทรัมป์อ้างว่าทำได้ พยายามชี้ว่าการเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ ต้องรีบเร่งจัดการโดยด่วน
ทรัมป์ตั้งธงแต่แรกแล้วหรือไม่ว่าต้องการประกาศภาวะฉุกเฉิน :
            ประเด็นน่าคิดคือประธานาธิบดีทรัมป์รู้อยู่แล้วว่าฝ่ายเดโมแครทจะไม่ยอมให้สร้างกำแพง เพราะเป็นจุดยืนที่เดโมแครทประกาศไว้นานแล้ว ยิ่งยามนี้ที่เดโมแครทกลับมาเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในสภาผู้แทน (หลังชนะเลือกตั้งกลางเทอม) ยิ่งไร้เหตุผลหากจะยอมให้ทรัมป์สร้างกำแพง ดังนั้น ข้อเสนออนุมัติงบ 1.375 พันล้านดอลลาร์น่าจะเป็นทางออกที่ดี ที่ทั้ง 2 พรรคเห็นพ้องต้องกัน แต่ทรัมป์ไม่ยอมหยุดตรงนี้ กลับเลือกที่จะเพิ่มความขัดแย้งด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินที่ครั้งหนึ่งทรัมป์บอกว่าไม่เห็นด้วยเหมือนกัน
            เป็นไปได้ว่าลึกๆ แล้วเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการคือ ทดลอง ขยับขยายอำนาจประธานาธิบดี
            ที่สุดแล้วทรัมป์จะสามารถใช้อำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉินแห่งชาติได้หรือไม่ เป็นเรื่องน่าติดตาม เพราะหากทำได้เท่ากับผู้นำฝ่ายบริหารกำลังใช้อำนาจอธิปไตยตามลำพัง (แม้ไม่สมบูรณ์) นับจากนี้ประธานาธิบดีจะทำได้อีกหลายอย่างด้วยการอ้างว่า เพื่อความมั่นคงแห่งชาติแม้ขัดแย้งความเห็นของพลเมืองส่วนใหญ่ พรรคฝ่ายตรงข้ามที่เป็นเสียงข้างมาก
            ความแหลมคมของเรื่องนี้จึงไม่อยู่ที่การสร้างหรือไม่สร้างกำแพง
            ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ตีตราหลายเรื่องว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคง เช่น ค่าเงินหยวนจีน การขาดดุลการค้ากับบางประเทศ การขึ้นภาษีเหล็ก อลูมิเนียม ร้อยละ 10 เป็นอีกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เพียงแต่ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ใช้ “อำนาจพิเศษ”
            เมื่อไม่นานนี้ทรัมป์เอ่ยเรื่องรถยนต์นำเข้าจากยุโรปอีก พร้อมกับพูดว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ
            คงไม่เกินเลยถ้าจะวิเคราะห์ว่าในอนาคตทรัมป์อาจประกาศขอให้ยุติการสอบสวนไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับตน เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติเช่นกัน
ประชาธิปไตยอเมริกาเสื่อมถอย :
            ถ้าการสร้างกำแพงเป็นเรื่องวิกฤตของชาติ หลายข้อที่เอ่ยถึงข้างต้นเป็นวิกฤตมากกว่า และจะร้ายแรงขึ้นอีกถ้าในอนาคตประธานาธิบดีทำอีกหลายอย่างด้วยการอ้างเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
นี่คือความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยอเมริกาใช่หรือไม่
นักการเมืองอาวุโสมิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) กล่าวว่าผู้เป็นประธานาธิบดีต้องแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และเสมอต้นเสมอปลาย น่าเคารพยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดี สมกับเป็นบุคคลที่โลกจับตา เรื่องเหล่านี้สำคัญยิ่งไม่แพ้ภาวะเศรษฐกิจ เสรีภาพของคนอเมริกัน ยิ่งโลกถูกปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยม (authoritarian regimes) มากเพียงไร โลกกับอเมริกาจะยิ่งยากจน ขาดเสรีภาพและสันติภาพ ตนขอต่อต้านผู้นำที่ทุจริตและบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตย
            จากนี้ต้องติดตามว่า ส.ส. ส.ว.ของพรรครีพับลิกันจะลงมติคัดค้านหรือไม่ เป็นการพิสูจน์ว่าพรรคสนับสนุนประธานาธิบดีของตน และอาจตีความว่าในกรณีนี้พรรครีพับลิกันกับทรัมป์เป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องที่ทรัมป์คิดเองทำเอง
            การต่อสู้ครั้งนี้จะกินเวลาอีกพอสมควร ผ่านอีกหลายกระบวนการ ทั้งหมดบ่งชี้ภาวะประชาธิปไตยของประเทศนี้ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
            การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกในยามนี้ไม่ใช่วิกฤตการต่อสู้ทางการเมืองของ 2 พรรคเท่านั้น ถ้าคิดไกลกว่านั้นในแง่ร้ายสุดคือการเพิ่มขยายอำนาจประธานาธิบดีให้สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามต้องการ แม้ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย แม้พลเมืองอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ประชาธิปไตยอเมริกากำลังขยับไปสู่ความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้นอีกขั้น
24 กุมภาพันธ์ 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8141 วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีทรัมป์ร้องขอความร่วมมือทางการเมือง ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งเล่นงานตน กลายเป็นคำถามว่าอย่างไรที่เรียกว่าความเป็นเอกภาพทางการเมือง
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน
บรรณานุกรม :
1. Emergency declaration a shattering step, even for Trump. (2019, February 15). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/world/north-america/emergency-declaration-a-shattering-step-even-for-trump-20190215-p50y2b.html
2. Gibson, Tobias T. (2009). Dames & Moore v. Regan 453 U.S. 654 (1981). In Encyclopedia of  the United States Constitution (p. 185). New York: Facts On File.
3. Most Americans Disapprove Of Trump’s National Emergency Declaration: Poll. (2019, February 18). Huff Post. Retrieved from https://www.huffpost.com/entry/national-emergency-border-wall-poll_n_5c6af9fde4b01757c36ea872
4. Painter, D. Byron. (2011). defense budget. In Encyclopedia of American History (Revised edition, pp. 83-84). New York: Infobase Publishing.
5. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Executive Orders. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.248-250). California: Sage Publications.
6. Sorrentino, Frank M. (2010). Emergency Banking Act. In Encyclopedia of the American Presidency (Revised Ed., pp.173-174). New York: Facts On File.
7. Trump's declaring a national emergency to get his wall. He's forcing a constitutional crisis.. (2019, February 16). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/politics/white-house/trump-asked-wall-he-s-forcing-constitutional-crisis-n971911
8. Trump’s emergency declaration is legal and needed to protect America – Here’s why. (2019, February 16). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/opinion/trumps-emergency-declaration-is-legal-and-needed-to-protect-america-heres-why
-----------------------------

unsplash-logoPawel Janiak

ย้อนรอยความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับผู้หวังครองน้ำมัน

อิหร่านต่อกรกับสหรัฐเรื่อยมา ไม่เพียงเพราะการปฏิวัติอิสลาม การมองย้อนหลังไกลกว่า 40 ปีช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้น ชาติมหาอำนาจต้องการครอบงำอิหร่าน เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ค้นพบน้ำมัน

            ปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีแห่งการปฏิวัติอิหร่าน  ถ้ามองในเชิงศาสนาคือการปฏิวัติชีอะห์ ถ้ามองในเชิงต่อสู้กับต่างชาติคือการต่อต้านขัดขืนมหาอำนาจที่สามารถมองย้อนหลังไกลกว่า 110 ปี
เรื่องราวเริ่มขึ้นปี 1908 อังกฤษประกาศค้นพบน้ำมันในอิหร่าน ในตอนนั้นอังกฤษกับรัสเซียร่วมกันครอบงำอิหร่าน บริษัทน้ำมันอังกฤษ Anglo-Iranian Oil Company (AIOC - ในที่นี้ใช้ชื่อสุดท้าย) ได้รับสัมปทาน แบ่งผลประโยชน์แก่อิหร่านเพียงน้อยนิด เช่นบางช่วงให้ร้อยละ 16 อีกทั้งไม่ยอมให้รัฐบาลอิหร่านดูบัญชีบริษัทด้วย
นอกจากผลประโยชน์เรื่องกำไร เมื่อเรือรบเริ่มเปลี่ยนจากมาใช้น้ำมัน รัฐบาลอังกฤษเล็งเห็นคุณค่าของน้ำมันในฐานะยุทธปัจจัย ต้องมั่นใจว่าสามารถควบคุมบ่อน้ำมันที่นี่
ในยุคต้นของการใช้น้ำมันเป็นพลังงานแทนถ่านหิน บ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่ค้นพบในโลกมีไม่กี่แห่ง แต่ละแหล่งจึงมีคุณค่าสูงมากสำหรับประเทศอุตสาหกรรมและการเป็นมหาอำนาจ บ่อน้ำมันอิหร่านคือแหล่งน้ำมันสำคัญที่สุดของอังกฤษ
รัฐบาลอังกฤษปฏิบัติต่ออิหร่าน ชนชาวอิหร่านดังเช่นปฏิบัติต่ออาณานิคม ดูหมิ่นดูแคลน เห็นว่าต่ำต้อย ตักตวงผลประโยชน์จากอิหร่านอย่างเต็มที่ มีเพียงพวกราชวงศ์อิหร่าน เจ้าหน้าที่บางส่วนได้ผลประโยชน์จากน้ำมันบ้าง หรืออาจอธิบายว่าเพราะผู้ปกครองอิหร่านจำยอม เห็นว่าไม่อาจต้านมหาอำนาจ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อิหร่านประกาศวางตัวเป็นกลาง แต่รัสเซียกับอังกฤษไม่วางใจ ส่งทหารเข้าอิหร่าน อ้างป้องกันการรุกรานจากฝ่ายเยอรมนี
เพื่อควบคุมอิหร่านเบ็ดเสร็จ ปี 1921 รัฐบาลอังกฤษกับรัสเซียร่วมกับสนับสนุนพันเอก Reza Khan ยึดอำนาจรัฐบาลเก่า ยุติราชวงศ์ Qajar dynasty
Reza Khan สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Shah Pahlavi) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi) เมื่อปี 1925
ในระยะต้นกษัตริย์ปาห์ลาวีอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษกับรัสเซีย แต่เมื่อรวบอำนาจเป็นที่เรียบร้อย เศรษฐกิจไปได้ดี จึงหันไปผูกมิตรกับเยอรมัน หวังลดทอนอิทธิพลของอังกฤษ สร้างความไม่พอใจแก่อังกฤษกับรัสเซียอย่างมาก
เมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของกษัตริย์ปาห์ลาวีประกาศเป็นกลางอีกครั้ง (เพื่อไม่เป็นเหตุให้มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ารุกรานเพื่อต่อต้านอีกฝ่าย) และเช่นเดียวกับครั้งก่อน อังกฤษกับรัสเซียส่งทหารรุกรานอิหร่าน อ้างว่าเพื่อต้านอิทธิพลเยอรมัน เป้าหมายที่แท้จริงคือรักษาแหล่งน้ำมัน
ในโอกาสเดียวกันนี้ อังกฤษกับรัสเซียเห็นพ้องต้องกันขับไล่กษัตริย์เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี ออกนอกประเทศ และให้ลูกของท่าน Mohammad Reza อายุ 22 ขึ้นครองตำแหน่งแทน เกิดสนธิสัญญา Tripartite Agreement 1942 สาระสำคัญคือสิ้นสงครามโลกเมื่อไร กองกำลังต่างชาติต้องถอนตัวออกจากประเทศ แลกกับที่ประเทศเหล่านี้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรอิหร่าน
ตรงนี้อาจตีความว่ารัฐบาลอิหร่านยอมสูญเสียผลประโยชน์น้ำมันเพื่อรักษาเอกราช หรืออาจมองว่า ผลประโยชน์หลักที่อังกฤษต้องการคือน้ำมัน ไม่ประสงค์จะครอบครองประเทศ เพราะต้องลงทุนมาก ต้องส่งทหารมาประจำการมาก อาศัยกษัตริย์ Mohammad Reza เป็นหุ่นเชิด ให้อิหร่านปกครองกันเอง เช่นนี้เป็นประโยชน์มากกว่า
ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร นับจากอังกฤษเข้าฉวยประโยชน์เมื่อค้นพบน้ำมันในอิหร่าน นับวันชาวอิหร่านจะสะสมความโกรธแค้นชิงชังประเทศนี้

โค่นล้มรัฐบาล มอสซาเดก :
            เข้าสู่ทศวรรษ 1950 เกิดเหตุการณ์สำคัญ คือการปรากฏตัวของ โมฮาเหม็ด มอสซาเดก (Mohammad Mossadegh) นักชาตินิยม มีความรู้ทั้งด้านการเงินและรัฐศาสตร์ ทำงานการเมืองเรื่อยมา ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในหลายกระทรวง
เมื่อมอสซาเดกดำรงตำแหน่ง chairman of the government's Oil Committee เห็นว่า AIOC เป็นสัญลักษณ์จักรวรรดินิยม ขัดขวางอธิปไตยและความมั่งคั่งของชาติ มอสซาเดกกับพวกจึงต่อสู้ขอแบ่งประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันเสียใหม่ เมื่อมอสซาเดกได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความยินดีของประชาชน งานชิ้นแรกคือการออกพ.ร.บ.ยึดกิจการน้ำมัน (Oil Nationalisation Bill) รัฐเข้าถือครองบ่อน้ำมันแทน AIOC แนวทางของมอสซาเดกสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ผลลัพธ์ตามมาคือรัฐบาลชาติตะวันตกร่วมกันต้านมอสซาเดกด้วยเกรงว่ากระแสยึดคืนจะแผ่ทั่วตะวันออกกลาง จึงร่วมกันคว่ำบาตร อิหร่าน ในมุมของเจ้าอาณานิคม ความสำเร็จของมอสซาเดกอาจทำให้ประเทศอาณานิคมอื่นๆ ลุกฮือต่อต้าน ผลประโยชน์ที่เสียหายจึงไม่จำกัดเฉพาะที่อิหร่านเท่านั้น
            ในแง่เศรษฐกิจเท่ากับสร้างอุปสรรคต่อรัฐบาลอังกฤษ ชาติตะวันตก บรรษัทน้ำมันในการควบคุมราคาน้ำมันโลก
            ประเด็นจึงไม่อยู่ที่มอสซาเดกเป็นชาตินิยมหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่เคยได้รับต้องหดหาย รัฐบาลอังกฤษเห็นว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง
            อันที่จริงแล้วการยึดกิจการน้ำมันกลับมาเป็นของรัฐเป็นแค่จุดเริ่มของการเจรจาต่อรอง เพราะอิหร่านไม่อาจดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันด้วยตนเอง ขาดบุคลากร เครื่องมือที่อิหร่านผลิตเองไม่ได้ ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันที่จะส่งไปขายต่างประเทศ เป็นจุดอ่อนที่มอสซาเดกแก้ไขไม่ได้ ได้เป็นเพียงเครื่องต่อรองแบ่งสรรรายได้กับบรรษัทน้ำมันต่างชาติให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น
            แต่ชาติมหาอำนาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเจรจาต่อรองใหม่

            ในช่วงนั้นตรงกับยุคต้นสงครามเย็น ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าเนื่องจาก AIOC เสียผลประโยชน์จึงติดต่อกับหน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI6) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดก ทางด้านหน่วยข่าวกรองอังกฤษขอการสนับสนุนจาก CIA ตอนแรกรัฐบาลสหรัฐ (สมัยทรูแมน) ไม่เห็นด้วย จนเมื่อเข้าสมัยไฮเซนฮาวร์ (Eisenhower – ชนะเลือกตั้งพฤศจิกายน 1952) จึงรับข้อเสนออังกฤษ ยกข้ออ้างเรื่องภัยคอมมิวนิสต์ ให้ CIA ปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดก 
            วิธีการที่ CIA ทำคือจัดตั้งกลุ่มการเมืองภายในอิหร่านเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลมอสซาเดก ซื้อสื่อเพื่อเขียนข่าวโจมตี สื่ออย่าง BBC เป็นส่วนหนึ่งของแผนด้วย กล่าวหาว่าชนะเลือกตั้งด้วยการโกง รัฐบาลมอสซาเดกอยู่ใต้อำนาจของคอมมิวนิสต์ จ้างนักเลงก่อเหตุวุ่นวาย ใช้เงินซื้อนายทหารก่อรัฐประหาร
มอสซาเดกซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องชอบธรรมจึงถูกคว่ำ ทดแทนด้วยระบอบกษัตริย์ที่รัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษหนุนหลัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงแรกของสงครามเย็น ที่รัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษชูนโยบายเสรีนิยมประชาธิปไตย
            หลังยึดอำนาจรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้นำแบ่งสรรผลประโยชน์ บริษัทน้ำมันของสหรัฐควบคุมน้ำมันอิหร่านร้อยละ 40 AIOC ของอังกฤษได้ร้อยละ 40 ส่วนที่เหลือร้อยละ 20 เป็นของฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์
การรักษาผลประโยชน์ทั้งระบบและการปฏิวัติอิสลาม :
ในแง่ของเหตุผล รัฐบาลอังกฤษใช้เหตุผลว่าสังคมเสรี โลกเสรี จะถูกกระทบหากสูญเสียผลประโยชน์จากน้ำมันอิหร่านจึงจำต้องล้มรัฐบาลมอสซาเดก แต่ไม่เอ่ยไม่สนใจว่าประชาชนอิหร่านจะเป็นอย่างไร ยังต้องอยู่ในความทุกข์เข็ญหรือไม่ ด้านสหรัฐคิดเห็นไม่ต่างจากอังกฤษ เห็นว่าหากปล่อยไปจะกระทบต่อชาติอารยะ (civilized countries) ความเป็นไปของบรรษัทน้ำมันสำคัญยิ่งยวดต่อชีวิตและสวัสดิภาพของผู้คนมากมาย
            ความเข้าใจเรื่องหนึ่งที่ได้คือชาติมหาอำนาจซึ่งตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จำต้องเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์ของตน มหาอำนาจมองผลประโยชน์ของเขาทั้งระบบ (ทั้งโลก) จึงไม่อาจปล่อยให้มอสซาเดกอยู่นาน เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ประเทศอื่นๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความอารยะตามมุมมองของพวกเขา
ผู้นำที่ตะวันตกยกขึ้นมาคือกษัตริย์มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี การปกครองเต็มด้วยปัญหา ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ในที่สุดเกิดปฏิวัติอิสลาม และกลายเป็นคู่ต่อกรกับรัฐบาลสหรัฐจวบจนบัดนี้
            ดังที่เกริ่นตั้งแต่ต้นว่าถ้ามองประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่ในเชิงต่อสู้กับสหรัฐ คือการต่อต้านขัดขืนชาติมหาอำนาจที่หวังตักตวงผลประโยชน์ที่ดำเนินเรื่อยมากว่า 110 ปีแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงตามกาลเวลา และเพิ่มเรื่องอิสราเอล เพิ่มเรื่องนิกายศาสนา การมองย้อนหลังไกลกว่า 40 ปีช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้น เพราะไม่ว่าจะมีปฏิวัติอิสลามหรือไม่ จะมีรัฐอิสราเอลหรือไม่ ชาติมหาอำนาจต้องการครอบงำอิหร่าน เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ค้นพบน้ำมัน
17 กุมภาพันธ์ 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8134 วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562)

-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์เตือนว่า ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้นเป็นการเจาะจงเล่นงานบริษัทเอกชน เป็นแนวทางของจักรวรรดินิยมปัจจุบัน
ตลอด 240 ปีนับจากก่อตั้งประเทศได้พิสูจน์ชัดว่าชาวอเมริกันผู้รักสันติแทบไม่มีผลต่อนโยบายทำสงคราม เป็นเหตุให้สหรัฐเข้าทำสงครามน้อยใหญ่อยู่เสมอ สงครามมีเพื่อใครกันแน่
บรรณานุกรม :
1. Abrahamian, Ervand. (2008). A History of Modern Iran. UK: Cambridge University Press.
2. Abrahamian, Ervand. (2013). The coup: 1953, the CIA, and the roots of modern U.S.-Iranian relations. New York: The New Press.
3. Cooper, Andrew Scott. (2011). The Oil Kings: How the U.S., Iran, and Saudi Arabia Changed the Balance of Power in the Middle East. New York: Simon & Schuster.
4. Mossadegh, Mohammed. (2013, March 17). Iran. Retrieved from http://www.moreorless.au.com/heroes/mossadegh.html
5. Mousavian, Seyed Hossein., Shahid Saless, Shahir. (2014). Iran and the United States: An Insider's View on the Failed Past and the Road to Peace. New York: Bloomsbury Academic.
-----------------------------

unsplash-logoZbynek Burival

เอกภาพของประธานาธิบดีทรัมป์หมายถึงอะไรกันแน่

ประธานาธิบดีทรัมป์ร้องขอความร่วมมือทางการเมือง ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งเล่นงานตน กลายเป็นคำถามว่าอย่างไรที่เรียกว่าความเป็นเอกภาพทางการเมือง

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าว “คำแถลงนโยบายประจำปี” (State of the Union) ครั้งที่ 2 หลังบริหารประเทศ 2 ปี ตัวเลขดัชนีต่างๆ สามารถสะท้อนผลงานรัฐบาล เป็นวาระที่ผ่านการเลือกตั้งกลางเทอม พรรคเดโมแครทกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และท่ามกลางคำติชมมากมาย
            ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มต้นด้วยการพูดถึงเอกภาพของประเทศ วาระของท่านไม่ใช่เพื่อพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เพื่อคนอเมริกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข เจริญรุ่งเรือง ผลประโยชน์อเมริกาต้องมาก่อน การเมืองมีส่วนเอื้อความสำเร็จเหล่านี้ ด้วยการปฏิเสธการแก้แค้นทางการเมือง การขัดขืนและมุ่งลงโทษอีกฝ่าย ส่งเสริมความร่วมมือ การประนีประนอมและผลประโยชน์ร่วมกัน เลิกคิดแบ่งแยก หาทางออกใหม่ๆ เลือกที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศ
            จากนั้นเอ่ยถึงความสำเร็จด้านต่างๆ เริ่มจากการจ้างงาน ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า ลดกฎระเบียบควบคุมต่างๆ ลดภาษี สหรัฐกลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลก เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน เศรษฐกิจของประเทศเป็นที่อิจฉา กองทัพอเมริกันเข้มแข็งที่สุดในโลก
            บรรยายเรื่องสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโกตามคำพูดเดิมๆ ปัญหาจากคนเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติดที่ผ่านเข้าทางนี้ คนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากร แย่งงานแย่งอาชีพ
            รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะขอให้บริษัทยา บริษัทประกันภัยและโรงพยาบาลเปิดเผยราคาที่แท้จริง เพื่อลดค่ายา ค่ารักษาพยาบาล
            สหรัฐจะไม่กล่าวคำขอโทษใดๆ ที่จะเพิ่มขยายผลประโยชน์แห่งชาติของตน ดังนั้น เมื่อรัสเซียละเมิดสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางจึงต้องทำข้อตกลงใหม่ นำจีนกับประเทศอื่นๆ เข้าร่วมด้วย การเจรจากับเกาหลีเหนือช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามใหญ่ นำทหารกลับจากซีเรียเพราะชนะผู้ก่อการร้ายแล้ว เจรจากับตอลีบันเพื่อลดกำลังพลในอัฟกานิสถาน
การพูดความจริงครึ่งเดียว :
            ถ้ายึดผลประโยชน์อเมริกาเป็นหลัก ต้องยอมรับว่า 2 ปีของรัฐบาลทรัมป์สร้างผลงาน ขยายผลประโยชน์ประเทศไม่น้อย แต่มีบางประเด็นที่สื่อหลายสำนัก นักวิชาการออกมาทักท้วงว่าประธานาธิบดีพูดความจริงครึ่งเดียว ยกตัวอย่าง กล่าวว่ารัฐบาลสามารถเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าจีน 250,0000 ล้านดอลลาร์ ความจริงแล้วเงินก้อนนี้คือภาษีสินค้านำเข้าที่ผู้บริโภคอเมริกันเป็นผู้จ่าย
รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนหวังกีดกัน ผลลงเอยคือผู้บริโภคต้องซื้อในราคาแพงกว่าเดิม ข้อนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและเตือนรัฐบาลตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามการค้า ซ้ำร้ายคือประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชมผลงานรัฐบาลเก็บภาษีสินค้าจีนได้มาก ทั้งๆ ที่คนอเมริกันเป็นคนจ่าย
            ตำราตะวันตกพร่ำสอนให้ทุกประเทศใช้หลักการค้าเสรี เพราะผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าบริการในราคาถูกที่สุด ตรงตามความต้องการมากสุด แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นจริง
            ทรัมป์กล่าวว่าถ้ามีกำแพงจะป้องกันแก๊งอาชญากรที่ลักลอบพาหญิงเข้าเมืองเพื่อค้าประเวณี ความจริงคือเกือบร้อยละ 80 ของหญิงเหล่านี้เข้าเมืองตามช่องทางถูกกฎหมาย และคนเหล่านี้มาจากหลายประเทศไม่เฉพาะผ่านพรมแดนทางใต้เท่านั้น
            มีอีกหลายประเด็นที่สื่อหลายสำนักชี้จุดที่ประธานาธิบดีพูดไม่ตรงความจริง พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว รวมความแล้วเหมือนเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา หลายเรื่องจริงหลายเรื่องเท็จ น่าชื่นชมสำนักสื่อ นักวิเคราะห์ช่วยกันตรวจสอบตรวจทานถ้อยคำของผู้นำประเทศ ช่วยสังคมตรวจสอบรัฐบาล แยกแยะความจริงความเท็จ

เอกภาพของทรัมป์หมายถึงอะไรกันแน่ :
            ในคำแถลงตอนหนึ่งพูดว่าเศรษฐกิจไปได้สวยถ้าไม่มีสงครามทางการเมือง การตรวจสอบจากพรรค ทรัมป์ไม่ได้ระบุชัดว่าคืออะไร แต่บ่งบอกเป็นนัยว่าหมายถึงการสืบสวนไต่สวนหลายคดีที่กล่าวหาประธานาธิบดีทำผิดกฎหมาย ทรัมป์พยายามเชื่อมโยงระหว่างภาวะเศรษฐกิจกับคดีความของตน ชี้ว่าเศรษฐกิจจะดีกว่านี้ถ้าหยุดการสืบสวนคดีเหล่านี้
            ทรัมป์พูดเรื่องนี้ในขณะที่อดีตทนายความคนสนิท ที่ปรึกษาใกล้ชิดและผู้ช่วยคนแล้วคนเล่าถูกศาลดำเนินคดี บางคดีพิพากษาแล้ว ถูกจำคุกแล้ว คดีความของคนเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับประธานาธิบดี มีเสียงวิพากษ์หนาหูเรื่อยมาว่าทรัมป์อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่ง (impeachment)
            ทรัมป์ใช้ตรรกะว่าถ้าตำแหน่งผู้นำประเทศมั่นคง รัฐบาลมั่นคง การบริหารประเทศจะราบรื่น ไม่มีข่าวลบที่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนี้เท่ากับผู้นำประเทศจะทำอะไรก็ได้ แม้ทำผิดก็ห้ามสืบสวนห้ามจับผิด เป็นรัฐบาลเผด็จการ ละเมิดรัฐธรรมนูญ ไม่จำต้องมีพรรคฝ่ายค้านกับฝ่ายตุลาการที่คอยตรวจสอบถ่วงดุลอีกต่อไป
            ถ้าจะตีความแง่ลบ แนวคิดของประธานาธิบดีทรัมป์สวนทางหลักประชาธิปไตย และท่านนำเสนอแนวคิดเช่นนี้ในคำแถลงนโยบายประจำปี กลางที่ประชุมรัฐสภา

ประชาธิปไตยไม่จำต้องคิดตรงกันเสียทุกเรื่อง
:
            เรื่องหลักเรื่องเดียวคือทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ แต่นั่นแหละต่างฝ่ายต่างตีความผลประโยชน์แห่งชาติในแง่มุมต่างกัน เรื่องการสร้างแพงกั้นเม็กซิโกเป็นกรณีที่เห็นชัด รัฐบาลทรัมป์บอกว่าต้องสร้างกำแพง แต่พรรคเดโมแครทเห็นว่ากำแพงไม่ช่วยอะไร เอางบฯ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า คำถามสำคัญคือกรณีเช่นนี้ไม่สามารถได้คำตอบผ่านหลักวิชาการ การใช้เหตุผลหรือ
            ทำไมทุกฝ่ายไม่แสดงเหตุผลรายละเอียดตามหลักวิชาการต่อสาธารณะ ให้หลักวิชาการเป็นตัวตัดสินว่าจะต้องสร้างหรือไม่ สร้างยาวแค่ไหน สร้างจุดใด เป็นคอนกรีตหรือโลหะ แนวทางการป้องกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งระบบควรเป็นอย่างไร
            การถกเถียงตามหลักวิชาการดีกว่าการโต้เถียงทางการเมืองที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ และเป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน ภายใต้ความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้เสียทีว่าแบบใดดีกว่าระหว่าง “สร้าง” กับ “ไม่สร้าง”
            การถกเถียงตามหลักวิชาการช่วยให้ได้ความจริง ความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น พัฒนาประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ส่วนการใช้วาทะกรรมทางการเมืองมีแต่สร้างความแตกแยก บั่นทอนสังคมอย่างที่เป็นอยู่
            ประธานาธิบดีทรัมป์ร้องขอความร่วมมือ ความเป็นเอกภาพ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริงถ้ารัฐบาล พรรคการเมือง ร่วมกันยึดหลักวิชาการแทนวาทะกรรม หากไม่เป็นเช่นนี้ก็เป็นวาทะกรรมต่อไป
            ในกรอบกว้างขึ้น เรื่องหนึ่งที่ระบบการเมืองต้องให้ความสำคัญคือ ผู้นำประเทศ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องพูดความจริงที่ตรวจสอบได้ ถ้าใครพูดเท็จจำต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ไขต้องมีโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ปล่อยให้พูดตามใจชอบโดยไม่แก้ไข ดังที่สังคมอเมริกันกำลังปวดหัวกับผู้นำประเทศของตน ควรมีมาตรการบางอย่างเพื่อให้ผู้นำประเทศพูดความจริงแบบครบถ้วน ไม่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว โดยเฉพาะในประเด็นที่มีข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไป
            การตัดสินใจด้วยการใช้เสียงโหวตลงคะแนนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ายอมให้รัฐบาล พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายที่ผิดพลาด ตั้งอยู่บนข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ แล้วบอกว่าให้ประชาชนตัดสินใจเลือก นี่เป็นประชาธิปไตย
            ฝ่ายตุลาการควรทำหน้าที่ตรวจสอบตัดสินคำพูดของผู้นำประเทศ รัฐมนตรี ให้คนพูดเท็จถอนคำพูด และมีบทลงโทษหากไม่ถอนคำพูด โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญๆ ทำนองเดียวกับหน้าที่ตรวจสอบว่าต้องตามหลักรัฐธรรมนูญหรือไม่
            โดยรวมแล้ว แม้จะพูดเกินจริงบางเรื่องแต่สมควรชื่นชมเศรษฐกิจ 2 ปีของรัฐบาลทรัมป์ที่เติบโตด้วยดี การว่างงานอยู่ในอัตราต่ำ การเมืองเข้มข้นแต่ไม่ถึงกับทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ลดความร้อนแรงปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือได้อย่างน้อยช่วงระยะหนึ่ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) ผู้เป็นประธานาธิบดีไม่จำต้องสมบูรณ์แบบ ขอเพียงมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพมากพอ

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8127 วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562)

-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทรัมป์ชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญวิกฤติอันเนื่องจากคนต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย การไม่สามารถตัดสินนโยบายด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ ความไม่เชื่อถือต่อกันทางการเมืองเป็นวิกฤติเช่นกัน
บรรณานุกรม :
1. AP FACT CHECK: Trump’s claims in his State of Union address. (2019, February 5). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/403cd4b711704c7caf1e0d337a2d390b
2. President Trump’s State of the Union address: live transcript. (2019, February 5). Vox. Retrieved from https://www.vox.com/2019/2/5/18212533/president-trump-state-of-the-union-address-live-transcript
3. Trump's Call for Unity Was Never Going to Be Real. (2019, February 5). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/politics/archive/2019/02/state-union-2019-trump-addresses-congress/582124/
-----------------------------

unsplash-logoJomar

ทรัมป์ไม่ได้สร้างกำแพง แต่อาจชนะเลือกตั้งอีกรอบ

ทรัมป์ไม่ได้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกดังหวัง แต่ได้หยั่งเสียงฐานคะแนนของตนที่ส่วนใหญ่ยังสนับสนุนอย่างแข็งขัน มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์จะชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย

            ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะไม่ยอมเปิดหน่วยงานรัฐตราบเท่าที่ยังไม่ได้รับงบประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก เป็นหน้าที่ของตนที่จะทำให้อเมริกาปลอดภัยมากขึ้น ฝ่ายเดโมแครทเห็นด้วยกับการเพิ่มงบประมาณเพื่อควบคุมคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ลดปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด แต่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงตามที่รัฐบาลเสนอ เพราะคิดว่าไม่ได้ผล
            ตลอด 35 วันที่ปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน (หรือเปิดให้บริการบางส่วน) มีการเจรจาหารือเรื่อยมาเพื่อแก้ปัญหาในทุกระดับแต่ไม่ได้ข้อตกลง ในที่สุดทรัมป์ประกาศให้หน่วยงานรัฐที่ปิดชั่วคราวกลับมาเปิดทำการใหม่อีกครั้งแต่เพียงชั่วคราว 3 สัปดาห์ หากการเจรจาไม่เป็นผลจะปิดอีกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์และอาจใช้อำนาจประกาศภาวะฉุกเฉิน
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป็นความพ่ายแพ้ของประธานาธิบดีทรัมป์ บทความนี้จะนำเสนอในแง่มุมที่ผูกโยงการสร้างกำแพงกับการหยั่งเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 ดังนี้ ...
            ความเข้าใจสำคัญข้อหนึ่งคือเมื่อเข้าปี 2019 เป็นวันแรกที่ ส.ส. 435 คนกับ ส.ว.ส่วนหนึ่งเริ่มทำหน้าที่ของตนอย่างเป็นทางการหลังชนะเลือกตั้งกลางเทอม (midterm election) ประเด็นการสร้างกำแพงกลายเป็นการประลองกำลังครั้งแรกในสภา หลังพรรคเดโมแครทกลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรครีพับลิกันยังครองวุฒิสภาเช่นเดิม และจะคงสภาพเช่นนี้จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบหน้า
ผลกระทบจากการปิดหน่วยงาน :
            ต้องยอมรับว่าการปิดหน่วยงานรัฐสร้างความเสียหายมากมาย
            ประการแรก เจ้าหน้าที่ลูกจ้าง 800,000 คนขาดรายได้
            คนกลุ่มแรกที่ต้องเอ่ยถึงคือเจ้าหน้าที่ลูกจ้าง 800,000 คน ในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มแรกคือพวกเจ้าหน้าที่ประจำมีรายได้เป็นเงินเดือน หลายคนในกลุ่มนี้ทำงานต่อโดยไม่ได้เงินเดือน (เงินเดือนไม่ออก) แต่คาดว่าจะได้ “ตกเบิก” ทีหลัง ดังนั้นถ้ามีเงินออมก็ใช้เงินออมไปก่อน ถ้าไม่มีจะต้องกู้ยืม กลุ่มที่ 2 เป็นพวกลูกจ้างตามสัญญา กลุ่มนี้ลำบากสุดเพราะจะได้ค่าจ้างต่อเมื่อ “เข้างาน” เท่านั้น และควรเข้าใจว่าแม้เป็นลูกจ้างตามสัญญาย่อมคาดหวังจะได้ทำงาน “ทุกวัน” เหมือนพนักงานทั่วไป การปิดหน่วยงานทำให้พวกเขาไม่ได้เข้างานซึ่งตามสัญญาคือไม่ได้ทำงานไม่มีรายได้ คนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนไปหางานอื่นทำในช่วงหน่วยงานปิดตัว จะหางานได้หรือไม่ เงินดีหรือไม่ รัฐบาลไม่รับผิดชอบ ทั้งยังเป็นคำถามว่าจะสามารถทนแบกรับสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ เพราะรัฐบาลทรัมป์อาจปิดหน่วยงานอีก
            และดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่าผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่เฉพาะแค่ 800,000 คนเท่านั้น เพราะอาจต้องรวมพ่อแม่ลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดูด้วย
            ตลอดช่วงการปิดหน่วยงาน ประธานาธิบดีทรัมป์ปากแข็งไม่ยอมเอ่ยเรื่องความยากลำบากของคนเหล่านี้ พูดถึงแต่ปัญหาจากผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่หลังการประกาศเปิดชั่วคราว ทรัมป์ทวิตข้อความหนึ่งว่าตนไม่ยอมแพ้เรื่องการสร้างกำแพง การสั่งเปิด “เป็นการดูแลประชาชนนับล้านที่เจ็บปวดอย่างหนักจากการปิดหน่วยงานรัฐ” จะเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วทรัมป์เข้าใจสภาพดี ในที่สุดยอมรับว่าการปิดหน่วยงานส่งผลกระทบต่อคนนับล้าน แต่ไม่วายยืนยันจะสร้างกำแพงต่อไป พร้อมปิดหน่วยงานอีก
            การกลับมาเปิดหน่วยงานอีกครั้งทำให้เจ้าหน้าที่ลูกจ้างได้รับเงินเดือน และอีกส่วนเข้าทำงานได้ค่าแรง นี่คือเหตุผลเบื้องต้น
            ประการที่ 2 เศรษฐกิจเสียหายหนัก
เศรษฐกิจประเทศคือผลรวมของหน่วยเศรษฐกิจที่ประกอบเข้ามาเป็นตัวเลขระดับประเทศ เมื่อคนนับล้านต้อง “รัดเข็มขัด” ใช้จ่ายแต่จำเป็น ชะลอซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยย่อมกระทบเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ กระทบต่อบริษัทร้านค้าเอกชน ตั้งแต่ร้านค้าปลีกจนถึงร้านขายอะไหล่รถยนต์
            S&P Global Ratings ประเมินว่าการปิดหน่วยงานรัฐ 35 วัน สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจอย่างน้อย 6,000 ล้านดอลลาร์มากกว่างบฯ ที่ทรัมป์ขอไว้ที่ 5,700 ล้านดอลลาร์
            เควิน ฮาสเซ็ทท์ (Kevin Hassett) หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวเห็นว่าผลการปิดหน่วยงานชั่วคราวอาจทำให้ GDP ไตรมาสแรกของสหรัฐเท่ากับ 0 คือไม่เติบโตเลย
ผลกระทบต่อพลเมืองนับล้าน บริษัทเอกชน และตัวเลขเศรษฐกิจ หากปล่อยนานวันความเสียหายจะยิ่งชัดเจนและรุนแรง ทรัมป์ไม่อาจปล่อยให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่ เพราะมีผลต่อการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2
            กลยุทธ์การปิดหน่วยงานจึงมีข้อจำกัดในตัวเอง จะปิด ชั่วคราวตลอดปีไม่ได้
ทั้งทรัมป์กับเดโมแครทต่างทดสอบฐานเสียงของตน :
            ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศสร้างกำแพงอีกรอบพร้อมกับเรื่องวุ่นๆ มีประโยชน์ในแง่ทดสอบฐานเสียงของแต่ละฝ่าย
            ประเด็นน่าคิดคือทรัมป์อาจรู้อยู่แล้วว่าการสร้างกำแพงจะไม่เกิด เพราะจุดยืนของเดโมแครทคือเห็นด้วยกับการเพิ่มมาตรการควบคุมผู้อพยพลี้ภัย การเข้าเมืองผิดกฎหมาย เห็นด้วยกับการเพิ่มงบประมาณเพื่อความมั่นคงแนวชายแดน ปราบปรามยาเสพติด แต่ไม่ใช่ด้วยการสร้างกำแพง แต่ทั้งๆ ที่รู้ทรัมป์ยืนยันต้องได้งบ 5,700 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างกำแพง จุดยืนข้อนี้ทำให้การเจรจาตลอดสามสิบกว่าวันล้มเหลว ผลที่ตามมาอีกข้อคือทำให้รู้ว่าฐานเสียงของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร ส.ส. ส.ว.ของแต่ละพรรคแสดงท่าทีอย่างไร
            สำนักข่าว CNN ตรวจสอบผลโพลหลายสำนักที่ทำช่วงต้นเดือนมกราคม ร้อยละ 50 เห็นว่าเป็นความผิดของประธานาธิบดี ร้อยละ 35 เห็นว่าเป็นความผิดของพวกเดโมแครท และร้อยละ 5 ที่โทษพรรครีพับลิกัน ถ้ารวมตัวเลขของทรัมป์กับรีพับลิกันจะเท่ากับ 55 อย่างไรก็ตามร้อยละ 80 ของคนที่เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเห็นว่าทำถูกต้องแล้ว ควรโทษพวกเดโมแครทมากกว่า
            ผลโพลจาก FiveThirtyEight ผู้ตอบแบบสอบถามให้ทรัมป์สอบผ่านเพียงร้อยละ 41 เป็นตัวเลขต่ำสุดนับจากเดือนกันยายนที่ผ่านมา และให้สอบตกถึงร้อยละ 54
            ผลโพลล่าสุดจาก Politico–Morning Consult ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 7 เท่านั้นที่เห็นว่าควรยอมให้ทรัมป์สร้างกำแพงเพื่อยุติการปิดหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามร้อยละ 43 เห็นด้วยกับการสร้างกำแพง ร้อยละ 49 ไม่เห็นด้วย
            ผลโพลเหล่านี้สอดคล้องกับผลโพลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์สอบตก ผู้ให้คะแนนสอบผ่านมีไม่ถึงครึ่ง ตัวเลขที่ให้สอบตกในช่วงนี้เพิ่มขึ้น 2-3 จุด
            ผลการหยั่งเสียงในมุมพรรคเดโมแครท
            ผลโพลโดยรวมน่าจะเป็นผลบวกต่อพรรคเดโมแครท คนเกลียดทรัมป์เพิ่มขึ้น ประเด็นคือพรรคเดโมแครทยังต้องฝ่าฟันอีกหลายด่าน เพื่อจะได้ตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่สามารถล้มทรัมป์ จนวันนี้ยังไม่ปรากฏว่าใครโดดเด่น ผิดกับทรัมป์ที่โดดเด่นในโลกของสื่อ ในเวทีโลก เป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งแทบทุกวัน ไม่ว่าเรื่องที่เอ่ยถึงจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย (บางคนอาจตีความว่าเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี) ท่านคือบุคคลที่สังคมอเมริกันรู้จัก บางส่วนไม่ชอบแต่บางส่วนสนับสนุนอย่างแข็งขันไม่ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบจะดังเพียงไร
            คนจะออกมาเลือกตั้งเพื่อล้มทรัมป์หรือไม่เป็นโจทย์สำคัญ และหากล้มทรัมป์แล้วผู้สมัครจากพรรคเดโมแครทคือทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่ ต้องไม่ซ้ำรอยที่หลายคนเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะไม่อยากให้ฮิลลารี คลินตันชนะ
            การเมืองเรื่องการเลือกตั้งอเมริกาดูเหมือนจะยังคงวนเวียนอยู่เช่นนี้
            ผลการหยั่งเสียงในมุมทรัมป์
            ถ้ามองอีกด้าน ท่ามกลางข่าวแง่ลบต่อรัฐบาลและตัวประธานาธิบดี ยังมีผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างหนาแน่นให้สอบผ่านกว่าร้อยละ 40 เช่นเดียวกับเรื่องการสร้างกำแพงที่กว่าร้อยละ 40 สนับสนุน (แม้มีเหตุปิดหน่วยงานรัฐ) อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือร้อยละ 80 ของคนที่เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดียังสนับสนุนท่านต่อไป
            ข้อสรุปคือท่ามกลางกระแสข่าวลบสารพัดเรื่อง เช่น คำกล่าวหาทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ร่วมมือลับๆ กับรัฐบาลรัสเซีย นโยบายต่างประเทศบางเรื่องที่ประชาชนไม่เห็นด้วยและการปิดหน่วยงานรัฐ ร้อยละ 80 ของคนอเมริกันที่เคยเลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดียังคงสนับสนุนท่านอยู่ดี
            เป็นฐานคะแนนที่เหนียวแน่นและน่าจะไปลงคะแนนเลือกทรัมป์ให้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย
ทรัมป์อาจชนะเลือกตั้งอีกสมัย :
            ถ้ายึดเรื่องการสร้างกำแพงต้องยอมรับว่าประธานาธิบดีพ่ายแพ้ในศึกนี้ หลังต่อสู้ยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนเป็นรัฐบาลครบ 2 ปี เหตุผลสำคัญคือพรรคเดโมแครทกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
            ในอีกมุมหนึ่งได้หยั่งฐานเสียงว่าเข้มแข็งเพียงใด
            ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง เป็นไปได้ว่าทรัมป์อาจแพ้ (หรืออาจจะชนะ) แต่ยังมีเวลาอีกเกือบ 2 ปีจึงจะเลือกตั้งจริง เป็นเวลาที่รัฐบาลทรัมป์สามารถสร้างผลสร้าง แสดงผลงานเด่นๆ ขอเพียงรักษาเศรษฐกิจให้ดีหรือไม่เลวร้ายหนัก เพิ่มนโยบายประชานิยมอีก 2-3 ข้อ เพื่อได้ฐานเสียงเดิมกลับมาทั้งหมดและได้เพิ่มเติมอีกส่วนจากพวกไม่สังกัดพรรค
            ดังที่ทราบกันว่าในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ใจของทุกคน เป็นไปไม่ได้ที่จะออกนโยบายที่ทุกคนเห็นด้วย ขอเพียงให้คนส่วนใหญ่สนับสนุนเท่านี้ก็ชนะเลือกตั้ง ไม่ว่านโยบายนั้นจะผิดหลักศีลธรรมหรือไม่ ประเทศชาติจะรุ่งเรืองยั่งยืนหรือไม่ หรือจำต้องทำลายล้างประเทศอื่นๆ หรือแม้กระทั่งทำให้พลเมืองตัวเองเสียหาย นี่คือแนวทางประชาธิปไตยของอเมริกา
            ทรัมป์เคยทวิตข้อความพาดพิงเรื่องสร้างกำแพงกับการเลือกตั้งรอบหน้าว่า พวกเดโมแครทไม่มองเรื่องอาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาคิดถึงแต่ปี 2020 แต่พวกเขาจะไม่ชนะ เศรษฐกิจตอนนี้ดีสุดยอด ข้อความดังกล่าวชี้ว่าทั้งทรัมป์กับเดโมแครทต่างคิดถึงเลือกตั้งสมัยหน้า ประเด็นการสร้างกำแพงเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งไม่มากก็น้อย
            บทความนี้เชื่อมโยงการสร้างกำแพงกับการหยั่งเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า เร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าใครจะชนะเลือกตั้ง แต่ช่วยให้เข้าใจสภาพฐานเสียงของแต่ฝ่าย ทรัมป์เป็นฝ่ายได้เปรียบ ด้านฝ่ายเดโมแครทย่อมรู้ดี กำลังหาทางแก้เพื่อเอาชนะ
            หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งอีกสมัย ท่านอาจเอ่ยเรื่องสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกอีกครั้ง พร้อมกับพูดว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชนตั้งแต่หาเสียงสมัยแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องทำให้คนอเมริกันปลอดภัยกว่าเดิม
3 กุมภาพันธ์ 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8120 วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562)

---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

บรรณานุกรม :
1. Federal workers get $0 pay stubs as shutdown drags on. (2019, January 11). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/5d95c567185f4592b4a6e59fa9317f7c
2. Poll: 7 percent back building border wall if it's only way to end shutdown. (2019, January 23). Salon. Retrieved from https://thehill.com/policy/finance/426555-poll-7-percent-support-building-border-wall-if-its-only-way-to-end-shutdown
3. The majority of Americans are against Trump on the wall and the shutdown. (2019, January 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/01/08/politics/polls-trump-shutdown-wall/index.html
4. Trump Signs Bill Reopening Government for 3 Weeks in Surprise Retreat From Wall. (2019, January 25). The New York Times. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2019/jan/25/let-them-eat-cake-wealthy-republicans-play-down-severity-of-shutdown
5. Trump warns Nancy Pelosi to 'be careful' after Democrats signal they won't accept his shutdown offer. (2019, January 20). NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/politics/donald-trump/trump-warns-nancy-pelosi-be-careful-after-democrats-signal-they-n960686
6. U.S. economy lost at least $6 billion to government shutdown: S&P. (2019, January 26). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-shutdown-s-p/u-s-economy-lost-at-least-6-billion-to-government-shutdown-sp-idUSKCN1PJ2MU
7. White House adviser says there could be zero economic growth if shutdown lingers. (2019, January 23). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/01/23/economy/kevin-hassett-us-economy-shutdown/index.html
-----------------------------

unsplash-logoNeONBRAND