เวเนซุเอลาอาณานิคมสมัยใหม่ของสหรัฐ

ถ้าสหรัฐแพ้อาจหมายถึงหายนะและยากจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง การกระชับอำนาจและขยายอาณานิคมจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด

            มกราคม 2026 เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับการใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่หรือลัทธิอาณานิคมใหม่ (new imperialism or new colonialism) หลังทรัมป์ยืนยันต้องครอบครองกรีนแลนด์

            ในระยะนี้คำว่าจักรวรรดินิยม อาณานิคมสมัยใหม่ ปรากฎตามสื่อกระแสหลัก บทความนี้วิเคราะห์สถานการณ์เวเนซุเอลาโดยใช้แนวคิดอาณานิคมสมัยใหม่

ลัทธิอาณานิคมสมัยใหม่:

            ลัทธิอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) เป็นคำที่กล่าวถึงการครอบงำอาณานิคมในรูปแบบใหม่ อาจเล็งถึงเจ้าอาณานิคมเดิมที่ยังต้องการครอบงำอดีตอาณานิคมของตน รวมถึงการครอบงำประเทศอื่นๆ

            รูปแบบลัทธิอาณานิคมใหม่เน้นการครอบงำและการใช้อิทธิพลของประเทศหนึ่งเหนืออีกประเทศ โดยไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนเหมือนยุคล่าอาณานิคมดั้งเดิม เข้าแทรกแซงและควบคุมผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน และวัฒนธรรม เพื่อตักตวงผลประโยชน์ ทรัพยากร และรักษาอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศเหล่านั้น

            เป้าหมายสำคัญลำดับแรก คือ รัฐบาลอาณานิคมต้องสนับสนุนนโยบายและส่งเสริมผลประโยชน์สหรัฐ รัฐบาลที่ว่าอาจมาจากการเลือกตั้งตามปกติที่ยินยอมเดินตามสหรัฐเพราะแรงกดดัน หรือเป็นรัฐบาลใหม่หลังรัฐบาลเก่าถูกโค่นล้ม

            การได้รัฐบาลเช่นนี้ประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ต้องส่งกองทัพเข้าควบคุม ทหารไม่สุ่มเสี่ยงบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นวิธีที่ได้ประโยชน์โดยลงทุนแต่น้อย หากรัฐบาลอาณานิคมบริหารประเทศผิดพลาดก็สามารถโยนความผิดให้กับรัฐบาลดังกล่าวโดยตรง สหรัฐไม่มีส่วนรับผิดชอบ

กรณีเวเนซุเอลา:

            สหรัฐพยายามมาแล้วหลายปีที่จะล้มรัฐบาลเวเนฯ เป้าหมายสุดท้ายคือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนนโยบายของตน ตามรูปแบบแนวทางของลัทธิอาณานิคมใหม่ เช่น คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร เพื่อทำลายความนิยม ใช้วิธีสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน แกนนำฝ่ายค้าน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมาดูโรยังทนอยู่ได้ ในที่สุดจึงใช้กำลัง

            ปฏิบัติการรุกรานและบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) เป็นเพียงขั้นต้นเพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า "สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้บริหารจัดการประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว" ล่าสุดรองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รักษาการประธานาธิบดี" รัฐบาลรักษาการไม่กล้าขัดขืนความต้องการของสหรัฐ

            และทรัมป์ประกาศว่าได้เข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันแล้ว

เพื่อทรัพยากรน้ำมัน:

            แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา บางช่วงตีตราว่าเป็นภัยคุกคามเพราะเป็นพวกสังคมนิยม ในสมัยทรัมป์ตีตราว่าเป็นต้นเหตุภัยยาเสพติด เพิ่มความชอบธรรมที่สหรัฐจะล้มล้างรัฐบาลประเทศนี้ เป็นแนวทางเดิมๆ ที่ใช้เสมอ

            คริส ไรท์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานประกาศว่า สหรัฐจำต้องควบคุมการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาตลอดไป การซื้อขายและกำไรจะอยู่ในอำนาจและเป็นของรัฐบาลสหรัฐ กำไรส่วนหนึ่งจะเป็นงบประมาณของเวเนฯ อีกส่วนจะเป็นของบรรษัทน้ำมันสหรัฐ เป็นค่าชดเชย คืนเงินทุนของบรรษัทเหล่านี้ที่ย้อนหลังตั้งแต่เกือบ 2 ทศวรรษก่อน

            แนวทางของรัฐมนตรีไรท์สอดคล้องความคิดของทรัมป์ที่เคยพูดว่า “เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เราเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ... พวกเขาทำแบบนี้มาสักพักใหญ่แล้ว แต่เราไม่เคยมีประธานาธิบดีที่ลงมือจัดการเรื่องนี้เลย พวกเขาเอาทรัพย์สินของเราไปทั้งหมด ... ระบอบสังคมนิยมขโมยมันไปจากเราในช่วงรัฐบาลชุดก่อน ๆ และขโมยมันไปด้วยการใช้กำลัง”

            คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก คิดถึงแต่ตัวเอง (เช่น ไม่สนใจว่าเงินทุนอุตสาหกรรมน้ำมันมาจากหลายประเทศ) แต่ผู้นำสหรัฐคิดและพูดเช่นนั้นเรื่อยมา มองว่าน้ำมันเวเนฯ เป็นของสหรัฐ ตอนนี้เพียงแค่เอากลับคืน สิ่งที่ทำกับเวเนฯ นั้นถูกต้องชอบธรรมแล้ว


(YouTube: สหรัฐยึดลัทธิล่าอาณานิคมมานาน)

ยึดลัทธิล่าอาณานิคมมานาน:

            ประธานาธิบดีมาดูโรพูดเสมอว่าสหรัฐต้องการปกครองเวเนฯ และภูมิภาคแบบอาณานิคม (colonial model) ทรัมป์พูดถึงเรื่องนี้ว่า เป็นความสำเร็จหลังจากที่สหรัฐพยายามมานานหลายทศวรรษ (เคยพลาดและถูกจับได้ด้วย) สามารถย้อนหลังกลับไปถึงปี 1998 เมื่อฮูโก ชาเวซ ชนะเลือกตั้ง ยึดนโยบายชาตินิยมและต่อต้านจักรวรรดินิยม ชี้ว่าที่ผ่านมาประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งยังชี้ว่าการที่ประเทศยากจนมาจากการกดทับของชนชั้นนำที่ร่วมมือกับมหาอำนาจ

            นับจากการก้าวขึ้นของชาเวซ รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างต่อต้าน ไม่ยอมรับว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม คว่ำบาตรหลายทาง สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน ติดต่อให้ผู้นำกองทัพเวเนซุเอลาแปรพักตร์ พยายามล้มรัฐบาลเวเนฯ ด้วยหลายวิธี

            เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า รัฐบาลสหรัฐยึดลัทธิล่าอาณานิคมมานาน รัฐบาลเวเนฯ ก่อนสมัยชาเวซคือรัฐบาลอาณานิคม (Colonial Government) ความพยายามล้มรัฐบาลชาเวซกับมาดูโรเพื่อนำประเทศนี้กลับมาอยู่ใต้อาณานิคมอีกครั้ง

แค่การกระชับอำนาจอีกครั้ง:

            ในกรอบที่กว้างขึ้น รัฐบาลสหรัฐมองว่าละตินอเมริกาเป็นสนามหลังบ้านของตน

            ในยุคสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐพยายามสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ไม่ให้ขยายตัวในภูมิภาคละตินอเมริกา จึงพยายามเป็นมิตรกับรัฐบาลเวเนซุเอลาที่เป็นประชาธิปไตย (หลังปี 1958 จนถึงก่อนสมัยชาเวซ) ยกย่องว่าเป็น "โมเดลประชาธิปไตย" คานอำนาจกับระบอบคอมมิวนิสต์

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลฝักใฝ่สังคมนิยมหรือล่าสุดเปลี่ยนเป็นข้อหาค้ายาเสพติด สหรัฐถือว่าเวเนฯ คือส่วนหนึ่งของสนามหลังบ้านที่ไม่อาจปล่อยให้เป็นอิสระ

            ในฐานะมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมจำต้องแสดงพลังกระชับอำนาจเป็นระยะ

            หนึ่งในตัวอย่างที่เด่นชัดมากคือ 10 ปีหลังสิ้นสงครามเย็น 11 กันยายน 2001เกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่โดยผู้ก่อการร้าย (หรือที่นิยมเรียกว่า 9/11) รัฐบาลสหรัฐประกาศทำสงครามกับการก่อการร้าย โค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) พร้อมกับข้อวิพากษ์ว่า เป้าหมายที่รัฐบาลสหรัฐต้องการคือควบคุมบ่อน้ำมัน กระชับอำนาจในภูมิภาคนี้ หลังปรากฎความจริงว่ารัฐบาลอิรักไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะห์ และไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ตามที่พวกตะวันตกกล่าวหา

            ในยามที่สหรัฐถดถอยพร้อมกับที่จีนก้าวขึ้นมา รัฐบาลสหรัฐยิ่งต้องกระชับอำนาจ ประกาศศักดาให้นานาชาติรับรู้ว่าตนเป็นใหญ่ เคยเป็นผู้วางระเบียบโลกเสรีนิยม โลกาภิวัตน์ ล่าสุดกำลังทำลายระเบียบโลกเก่าและสร้างของใหม่ขึ้นมา (เนื่องจากไม่ได้ประโยชน์จากของเดิมและต้องการสกัดจีน)

            โลกเชื่อมโยงกัน การช่วงชิงแข่งขันหลายอย่างเชื่อมโยงกันทั่วโลก ในอดีตสหรัฐเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทีวีตู้เย็นรายใหญ่ของโลก ต่อมาเปลี่ยนมือเป็นญี่ปุ่น ไม่นานนี้สินค้าทีวีตู้เย็นญี่ปุ่นสู้ไม่ได้ กลายเป็นยี่ห้อจีนที่กำลังครองตลาด (ที่น่าตกใจคือตอนนี้ยี่ห้อจีนสามารถตีตลาดญี่ปุ่นจนชนะยี่ห้อเจ้าถิ่นแล้ว)

            การครองแร่หายาก น้ำมัน เป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นยุทธปัจจัย อาวุธล้ำสมัยต้องใช้แร่หายาก เครื่องบินรถถังยังต้องใช้น้ำมัน ในมุมรัฐบาล เทคโนโลยี AI ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจแต่เป็นเรื่องความมั่นคง สงครามในอนาคตเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ลองจินตนาการ AI สร้างแผนการรบที่ละเอียดแม่นยำที่สุด ควบคุมการโจมตีและตั้งรับทุกระดับ ทบทวนเปลี่ยนแปลงทุกนาที สงครามไซเบอร์ที่ชนะโดยไม่ต้องส่งทหารไปรบในแดนข้าศึก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจึงส่งเสริมเต็มกำลัง

            ตามกฎแห่งป่า ถ้าสหรัฐแพ้อาจหมายถึงหายนะและยากจะฟื้นตัวอีกครั้ง ตามด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายในประเทศ การกระชับอำนาจและขยายอาณานิคมจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด เวเนฯ คือประเทศหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้นเอง

25 มกราคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10661 วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569)

------------


บรรณานุกรม:

1. Europe condemns Trump’s ‘new colonialism’ as Greenland crisis grows. (2026, January 20). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2026/jan/20/trump-tariffs-over-greenland-are-an-error-says-ursula-von-der-leyen

2. Exclusive: U.S. in direct contact with Venezuelan military, urging defections - source. (2019, February 9). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-venezuela-politics-military-exclusive/exclusive-u-s-in-direct-contact-with-venezuelan-military-urging-defections-source-idUSKCN1PX22L

3. Hall, Mitchell K. (2018). Opposition to War: an encyclopedia of U.S. peace and antiwar movements. USA: ABC-CLIO, LLC.

4. ‘They want to enslave us!’ Maduro slams Trump’s ultimatum & ‘Nazi-style’ attack on socialism. (2019, February 19). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/451788-maduro-trump-nazi-style-speech/

5. Trump Plunges the U.S. Into a New Era of Risk in Venezuela. (2026, January 3). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/01/03/us/politics/trump-venezuela-oil-risks.html

-----------------

เวเนซุเอลาสนามแสดงความเป็น America First

ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ยึดแนวทางนี้ ผู้นำสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้

            ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง (inauguration address) ครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025 ความตอนหนึ่งกล่าวว่า ยุคทองสหรัฐเริ่มต้นแล้ว ประเทศจะรุ่งเรือง นานาชาติเคารพนับถือ จะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบสหรัฐอีกต่อไป ยึดหลัก America first สร้างชาติที่น่าภาคภูมิใจ มั่งคั่งและเสรี อเมริกาจะพิเศษแตกต่างมากยิ่งกว่าเดิม (far more exceptional)

            ประธานาธิบดีทรัมป์มั่นใจว่าจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (to make America great again) สหรัฐจะกลับมาเป็นชาติยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงพลังมากสุด และนานาชาติให้ความเคารพสูงสุด นอกจากนั้นจะสร้างชาติให้เติบใหญ่ ขยายอาณาเขต สร้างเมืองและปักธงชาติของเราในดินแดนใหม่

ทรัมป์พูดจริงทำจริง:

            จากสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งจะเห็นว่าทรัมป์พูดชัดว่าต้องการอะไร และลงมือทำจริง ต้องชื่นชมว่าท่านเป็นคนพูดจริงทำจริง

(YouTube: ทรัมป์ใช้กฎป่าบุกจับมาดูโร )

            ประธานาธิบดีทรัมป์พูดหลายครั้งว่าสหประชาชาติเป็นกลไกที่ล้าสมัย จึงถอนตัวออกจากหน่วยงานและข้อตกลงภายใต้ UN หลายอย่าง เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) และข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงเหล่านี้ทำให้สหรัฐเสียเปรียบ

            นโยบายของทรัมป์หลายเรื่องขัดกฎบัตรสหประชาชาติโดยตรง รวมทั้งการส่งกองกำลังเข้าบุกจับประธานาธิบดีมาดูโร แต่ท่านประกาศว่าไม่สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่วันรับตำแหน่ง

            ความต้องการล้มรัฐบาลมาดูโรไม่ใช่ของใหม่ ควรพูดว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ที่ต่อต้านสหรัฐตั้งแต่สมัยฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) ด้วยหลายวิธี ล่าสุดคือเปลี่ยนกรอบการมองรัฐบาลมาดูโรจาก "รัฐบาลเผด็จการ" เป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หรือ Cartel de los Soles (Security threat) เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

            ไม่ว่ามาดูโรจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐสามารถสร้างเหตุผลข้ออ้างที่จะลงมือ

            พฤษภาคม 2020 (ทรัมป์สมัยแรก) สื่อเวเนซุเอลาเผยแพร่คำสารภาพของอดีตทหารผ่านศึกอเมริกันนายหนึ่งที่ถูกจับได้ สารภาพว่าเป้าหมายภารกิจคือจับตัวประธานาธิบดีมาดูโรไปสหรัฐ ด้วยทหารรับจ้างทั้งในและนอกประเทศ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงรัฐบาลสหรัฐไม่มีส่วนรู้เห็นกับปฏิบัติการดังกล่าว

            ไม่ว่าเรื่องการจับตัวเมื่อ 2020 จริงหรือไม่ หากถามว่าสหรัฐมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลประเทศอื่นหรือไม่ ในทางวิชาการมีคำตอบและหลักฐานชัด เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า รัฐบาลสหรัฐคิดล้มล้างรัฐบาลทุกประเทศที่เป็นศัตรู ด้วยหลากหลายวิธี เช่น ปิดล้อมบั่นทอนเศรษฐกิจการเมือง กระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายในประเทศนั้น ส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหาร รวมถึงการลอบสังหารผู้นำฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นยุทธวิธีของศึกสงครามที่ทำกันเสมอ

            ความพยายามจับตัวมาดูโรเมื่อพฤษภาคม 2020 เป็นฉากหนึ่งที่ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามหลายปีแล้ว และตลอดหลายปีที่ผ่านมาพยายามเจรจาต่อรอง กดดันด้วยหลายวิธี แต่มาดูโรไม่ยอม ในที่สุดกองกำลังสหรัฐจึงลงมือด้วยตัวเองเมื่อมกราคม 2026

โจมตีผู้ก่อการร้ายในไนจีเรีย:

            มีหลักฐานมากมายว่าทรัมป์เป็นคนพูดจริงทำจริง ยกตัวอย่าง ธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้กำลังทหารโจมตีพวกผู้ก่อการร้ายไอซิส (ISS) ในประเทศไนจีเรีย เป็นการโจมตีหลังขู่ว่าจะลงมือหากรัฐบาลไนจีเรียไม่ปกป้องพวกนับถือคริสต์ บางข้อมูลชี้ว่าชาวไนจีเรียที่นับถือคริสต์กำลังถูก “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ด้านรัฐบาลไนจีเรียกับผู้เชี่ยวชาญบางคนแย้งว่าไม่อาจเรื่องสรุปง่ายๆ อย่างนั้น ไม่ควรชี้ว่าเป็นการเจาะจงทำร้ายด้วยเหตุผลทางศาสนาความเชื่อ

            แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่สนใจ ยึดคำอธิบายของตนเอง ยิง Tomahawk โจมตีชาวผู้ก่อการร้ายไนจีเรีย กลายเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐเข้าทำสงครามศาสนา (ตามความเข้าใจของสหรัฐ) ทั้งๆ ที่เป็นความขัดแย้งของคนไนจีเรียด้วยกันเอง

            ข้อสังเกตคือ ไม่ว่าเหตุผลข้ออ้างถูกหรือไม่ รัฐบาลสหรัฐจะยึดเหตุผลและตัดสินตอบโต้ด้วยตัวเอง แม้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ไม่ยอมใช้กลไกระหว่างประเทศแก้ไขปัญหา

            ย้อนหลังธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดหากผู้นำเวเนซุเอลาลงจากตำแหน่ง อย่าให้สถานการณ์รุนแรงกว่านี้

            เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐพูดจริงทำจริง ส่งกองทัพเข้ารุกรานและจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา

คือคำเตือนโลกอีกครั้ง:

            ไม่ว่าประชาคมโลกชอบหรือไม่ สหรัฐต้องได้สิ่งที่ต้องการ นี่คือคำเตือนที่แฝงมากับนโยบาย America First ของทรัมป์ 2.0 ตอกย้ำว่าสหรัฐมองโลกเป็นสมรภูมิแห่งผลประโยน์ ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นได้ ไม่สนใจว่าคนอื่นเสียอะไร แม้กระทั่งพันธมิตรใกล้ชิด บางคนจึงตีความว่าทรัมป์เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็นรัฐมาเฟีย (mafia state)

            โลกในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐนั้นโหดร้าย ป่าเถื่อน จิตใจไม่พัฒนา ยังยึดสัญชาติญาณคนเถื่อน และพยายามสร้างระเบียบโลกบนกฎคนเถื่อนเช่นนี้

            ทุกรัฐบาลจะมีเป้าชัดเจนว่าใครคือปรปักษ์ กำหนดยุทธศาสตร์เล่นงานปรปักษ์อย่างชัดเจน ดำเนินนโยบายต่อเนื่อง เช่น ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน เกาหลีเหนือ ปิดล้อมจีน เล่นงานรัสเซีย ฯลฯ เหล่านี้เป็นนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องหลายทศวรรษแล้ว

            จะต่างกันตรงที่น้ำหนัก เช่น บางรัฐบาลเป็นมิตรมากกว่า (เช่นทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือ) บางช่วงคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่สุดท้ายคือต้องการจัดการปรปักษ์ให้สิ้น รอบล่าสุดเวียนมาถึงเวเนฯ รอบต่อไปคือประเทศใด จะเป็นอิหร่าน คิวบา หรือประเทศใด

โลกที่ไม่ไร้เดียงสา:

            รัฐบาลสหรัฐทุกชุดไม่ว่ามาจากรีพับลิกันหรือเดโมแครท ล้วนประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทำเพื่อความมั่นคงกับสันติภาพของสหรัฐ ของโลก แต่ทิ้งคำถามมากมายว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

(YouTube: เปลี่ยนหน้าผู้นำแต่ไม่เปลี่ยนความคิดสหรัฐ)

            มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันเวเนฯ ว่า เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เราเป็นมูลค่านับหลายพันล้านดอลลาร์ ... พวกเขาทำแบบนี้มาสักพักใหญ่แล้ว แต่เราไม่เคยมีประธานาธิบดีที่ลงมือจัดการเรื่องนี้เลย พวกเขาเอาทรัพย์สินของเราไปทั้งหมด ... ระบอบสังคมนิยมขโมยมันไปจากเราในช่วงรัฐบาลชุดก่อน ๆ และพวกเขาขโมยมันไปด้วยการใช้กำลัง”

            คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก แต่ผู้นำสหรัฐคิดเช่นนั้นและพูดทำนองนี้เรื่อยมา มองว่าน้ำมันเวเนฯ เป็นของสหรัฐ และตอนนี้สหรัฐเพียงแค่เอากลับคืน เป็นมุมมอง America First แบบทรัมป์ 2.0 สิ่งที่ทำกับเวเนฯ นั้นชอบธรรมแล้ว

            ไม่ต่างจากกรณีกรีนแลนด์ที่หากเดนมาร์กไม่ยอมขายก็ต้องใช้กำลังยึดครอง สหรัฐมีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เพื่อความมั่นคงของสหรัฐและโลก ทรัมป์กล่าวเช่นนั้น

            นักวิชาการที่ยึดตำราตะวันตกบางคนจะยึดติดแนวคิดว่าสหรัฐคือชาติเสรีประชาธิปไตย แสวงหาสันติภาพ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพูดลอยๆ เช่นนี้ไม่ผิด แต่หากศึกษาลงลึกจะพบว่า รัฐบาลสหรัฐทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก

            หลักการ America First สามารถตีความว่าคือการแสดงตัวว่าอเมริกาเป็นที่หนึ่งของโลก นานาชาติต้องให้ความเคารพ ต้องยินยอมหรือจำยอมอยู่ใต้อิทธิพลไม่มากก็น้อย ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายคือปรปักษ์ที่จะต้องถูกจัดการในที่สุด ในกรณีเวเนซุเอลาสามารถย้อนหลังตั้งแต่สมัยฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) ที่ล้มรัฐบาลพันธมิตรสหรัฐด้วยการเลือกตั้ง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อกุมภาพันธ์ 1999 เป็นจุดเริ่มต้นของ "การปฏิวัติโบลิเวียเรียน" ที่ต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรง (มาดูโรเป็นคนถัดมาที่ยึดแนวทางชาเวซ)

            ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ยึดแนวทางนี้ ผู้นำสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้ เพียงแต่เปลี่ยนศัพท์ เปลี่ยนวิธีพูด บางคนฟังสุภาพนุ่มนวล บุคลิกสุภาพชน แต่ทรัมป์พูดตรงไปตรงมาตามสไตล์ของเขาแค่นั้นเอง

18 มกราคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10654 วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. Read the full transcript of Trump's inauguration speech. (2025, January 20). CBS News. Retrieved from https://www.cbsnews.com/news/transcript-trump-inauguration-speech-2025/

2. Trump Plunges the U.S. Into a New Era of Risk in Venezuela. (2026, January 3). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/01/03/us/politics/trump-venezuela-oil-risks.html

3. Trump Says He Has Nothing to Do With Botched Venezuela Raid. (2020, May 8). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/latam/202005081079244465-trump-says-he-has-nothing-to-do-with-botched-venezuela-raid/

4.Trump warns Maduro not to ‘play tough’ as Russia, China back Venezuela. (2025, December 23). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2025/12/23/trump-warns-maduro-not-to-play-tough-as-china-russia-back-venezuela

5. Venezuela TV shows 'US citizens confessing over failed coup'. (2020, May 6). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-latin-america-52568475

6. What to Know About U.S. Military Action in Nigeria. (2025, December 26). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/11/03/world/africa/trump-nigeria-military-christians.html

-----------------

เป้าหมายของสหรัฐที่มากกว่าเวเนซุเอลา

ระเบียบโลกที่ต้องการคือสหรัฐต้องเป็นเจ้า สามารถตักตวงผลประโยชน์จากระเบียบโลกมากที่สุด ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ยึดแนวทางนี้

            นอกจากเป้าหมายที่ต้องการโดยตรงจากเวเนซุลา รัฐบาลทรัมป์ยังมีเป้าหมายอื่นที่มากกว่านั้น บทความนี้นำเสนอเป้าหมายบางประการที่น่าจะเป็นและสำคัญ ดังนี้

จัดระเบียบโลกใหม่:

            การจัดระเบียบโลกเป็นกระบวนการไม่หยุดนิ่ง ดำเนินต่อเนื่อง เร็วบ้างช้าบ้าง รัฐบาลทรัมป์เข้ามาสานต่อถัดจากรัฐบาลชุดก่อน เป้าหมายคือให้สหรัฐได้ประโยชน์มากที่สุด และที่ผ่านมาทำได้ดี สหรัฐคือผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากที่สุด เหตุผลที่เป็นอภิมหาอำนาจ ไม่ต่างจากมหาอำนาจในอดีต เช่น สมัยล่าอาณานิคม

เตือนประชาคมโลก:

            แยกเป็นเตือนผู้นำกับประชาชนของประเทศต่างๆ

          1) การทูตเรือปืนระดับโลก

            รัฐบาลทรัมป์ไม่พูดตรงๆ ว่ากำลังส่งสัญญาณต่อทั้งโลกว่าสหรัฐคืออภิมหาอำนาจ อะไรที่ต้องการนานาชาติต้องก้มหน้าก้มตายอมตามโดยดี หาไม่แล้วอาจโดนแบบเวเนซุเอลาขณะนี้

            ก่อนที่กองกำลังบุกจับผู้นำเวเนฯ สหรัฐคว่ำบาตรทำให้รายได้หลักกว่า 95% ของเวเนซุเอลาที่มาจากการส่งออกน้ำมันหดหายไป การห้ามเวเนซุเอลาเข้าถึงตลาดการเงินทำให้รัฐบาลไม่สามารถกู้ยืมเงินหรือปรับโครงสร้างหนี้

            เมื่อรายได้ดอลลาร์เข้าประเทศลดลง 99% ธนาคารกลางจึงไม่มีเงินสำรองไปพยุงค่าเงิน "โบลิวาร์" (Bolivar) เกิดเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) จนหายไปกว่า 80% ของมูลค่าเดิม คนเวเนฯ ทั้งประเทศจนลงทันที นี่คือตัวอย่างรูปธรรมที่รัฐบาลทรัมป์ทำกับเวเนฯ

          2) เตือนผู้นำนานาประเทศ

            ทันทีที่มาดูโรมาผู้นำเวเนฯ ถูกจับกุมและกักขัง วันต่อมาขึ้นศาลนิวยอร์กไต่สวนความผิด ผู้นำเวเนฯ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักที่สุดท้ายลงเอยด้วยโทษประหารชีวิต

            รัฐบาลสหรัฐสามารถเล่นงานด้วยเหตุผลอื่นมากมาย เช่น ค้ายาเสพติด ฟอกเงิน สแกมเมอร์ สนับสนุนก่อการร้าย ฯลฯ ขึ้นกับว่าต้องการหยิบยกข้อใด เป็นสัญญาณเตือนที่ส่งตรงถึงผู้นำประเทศอื่นๆ ประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่าคิวบาเป็นรายต่อไป กรีนแลนด์ต้องเป็นของสหรัฐด้วยการซื้อหรือไม่ก็ใช้กำลัง

          3) เตือนประชาชนของประเทศต่างๆ

            รัฐบาลสหรัฐรู้ดีว่าการสื่อสารปัจจุบันทั่วถึง เป็นโลกไร้พรมแดน ยากจะปิดกั้นหรือควบคุมการรับรู้ ประชาชนทั่วโลกเสพสื่อโซเชียลเข้าถึงเหตุการณ์ใกล้ชิด มีผู้วิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งทางบวกทางลบ

            สิ่งที่สหรัฐทำกับเวเนฯ และที่อื่นๆ จึงเป็นการส่งสารถึงทุกคนทั่วโลก นอกจากย้ำเตือนความเป็นมหาอำนาจแล้ว ยังทิ้งคำถามว่าแต่ละประเทศควรทำตัวอย่างไร การที่เวเนฯ มีปัญหาวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐบาลของตัวเอง ปัญหาเศรษฐกิจสังคมเรื้อรัง

กระชับอำนาจภูมิภาค:

            การกระชับอำนาจภูมิภาคเป็นหัวข้อเก่าแก่ตามยุทธศาสตร์สนามหลังบ้าน มีเรื่องน่าสนใจว่าในช่วงที่สหรัฐกดดันเวเนฯ อีกด้านคือทำข้อตกลงความมั่นคงกับหลายประเทศในย่านนั้น เช่น ประเทศปารากวัย เอกวาดอร์ เปรู ตรินิแดดและโตเบโก

            ยกตัวอย่าง ปารากวัยกับสหรัฐลงนามข้อตกลงสถานภาพกำลังพล เพื่อให้ทหารสหรัฐสามารถเข้ามาปฏิบัติการร่วมในการปราบปรามกลุ่ม "Narco-terrorists" (ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด) ในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

            รัฐบาลเอกวาดอร์ปัจจุบัน (ประธานาธิบดีโนโบอา) ได้ทำข้อตกลงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศและทหารสหรัฐเข้ามาปฏิบัติการเพื่อช่วยปราบปรามแก๊งค้ายาบางกลุ่มที่สหรัฐเพิ่งประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (FTOs) แม้รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ห้ามต่างชาติตั้งฐานทัพ

            ทรัมป์ประกาศยกระดับเปรูให้เป็น "พันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้" (MNNA) ได้รับสิทธิพิเศษในการซื้ออาวุธและรับการฝึกฝนทางทหารจากสหรัฐ เล็งถึงการผูกความมั่นคงทางทหารเข้ากับสหรัฐมากขึ้น

            ส่วนตรินิแดดกับโตเบโก (Trinidad and Tobago) ยอมสหรัฐใช้พื้นที่สนามบินและติดตั้งระบบเรดาร์เพื่อเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวในทะเลแคริบเบียน ช่วยให้สหรัฐกดดันเวเนซุเอลาง่ายขึ้น เนื่องจากอยู่ใกล้พรมแดนเวเนซุเอลามากที่สุดแห่งหนึ่ง

            สิ่งที่ทรัมป์ต้องการคือ ใช้ประเทศเหล่านี้เป็นหน้าด่านหยุดยั้งคลื่นผู้อพยพก่อนถึงพรมแดนสหรัฐ สามารถใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับแก๊งค้ายา และกระชับอิทธิพลสหรัฐในภูมิภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์เดิมและสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนในละตินอเมริกา

            พูดสั้นๆ คือ ภูมิภาคลาตินเป็นสนามหลังบ้านของสหรัฐ ต้องอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลสหรัฐโดยไม่มีข้อละเว้น

(คลิป YouTube:คำเตือนถึงผู้นำนานาประเทศ)

สกัดพวกจีนรัสเซีย:

            รัฐบาลมารูโดเป็นมิตรกับจีนและรัสเซีย และที่น่าห่วงคือ BRI จีนกำลังขยายมาทางทวีปอเมริกาใต้

            ยกตัวอย่าง พฤศจิกายน 2024 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  (Xi Jinping) เยือนประเทศเปรูและร่วมประชุมสุดยอด APEC ในการนี้รัฐบาลจีนกับเปรูได้ลงนามยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (comprehensive strategic partnership)

            ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายย้อนหลังตั้งแต่ 400 ปีก่อน จีนกับเปรูมีความสัมพันธ์ทางการค้าผ่าน “เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) ที่เชื่อมต่อ 2 ประเทศด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก เปรูเป็นประเทศต้นๆ ในลาตินอเมริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของเปรูทั้งด้านนำเข้าและส่งออก แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเหมืองแร่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

            ในระดับภูมิภาคนับจากปี 2012 จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ลำดับที่ 2 ของลาตินอเมริกา เฉพาะปี 2022 ยอดการค้า 2 ฝ่ายเติบโต 7.7% สูงถึง 485,700 ล้านดอลลาร์ จีนกำลังเป็นคู่ค้าที่เติบโตเร็วสุดของภูมิภาคนี้

            รัฐบาลเปรูหวังให้ประเทศเป็นเหมือนสิงคโปร์ เป็นเมืองท่าเชื่อมลาตินอเมริกากับเอเชียแปซิฟิก นอกจากท่าเรือนี้ยังมีแผนสร้างเครือข่ายทางรถไฟ ทางด่วนเชื่อมท่าเรือนี้กับเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศและไกลถึงต่างแดน เป็นระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบ

            แม้จีนชี้ว่าคือการค้าเสรีแต่รัฐบาลสหรัฐมองว่าคือภัยความมั่นคง จำต้องสกัดกั้นไม่ให้ประเทศหลังบ้านสหรัฐเชื่อต่อการค้ากับจีน การเล่นงานเวเนซุเอลาจึงเป็นการเตือนประเทศอื่นๆ ในย่านนี้ ก่อนที่อิทธิพลจีนจะมากไปกว่านี้

ทรัมป์พยายามกินรวบ:

            ระเบียบโลกที่ต้องการคือสหรัฐต้องเป็นเจ้า สามารถตักตวงผลประโยชน์จากระเบียบโลกมากที่สุด ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ยึดแนวทางนี้ ในอดีตสหรัฐพยายามในภาพของผู้นำโลกเสรี แกนนำฝ่ายประชาธิปไตย ประเทศประชาธิปไตยต้องร่วมมือกัน แต่ในระยะหลังภาพดังกล่าวจืดจาง รัฐบาลสหรัฐไม่เป็นประชาธิปไตยเข้มข้นดังเช่นอดีต เป็นอำนาจนิยมมากขึ้นทุกทีทั้งด้านการเมืองภายใน การค้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตอนนี้หวังได้กรีนแลนด์ของเดนมาร์กที่เป็นพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย เป็นพันธมิตรนาโต

            รวมความแล้ว สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการคือการกินรวบ แต่เนื่องจากทำรวดเดียวไม่ได้ จึงค่อยๆ ทำทีละขั้น แบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศอื่นเพื่อร่วมมือกัน แต่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ละทิ้งแม้กระทั่งพันธมิตรถ้าจำเป็น นี่คือหลักคิดนโยบายต่างประเทศสหรัฐที่ยึดถือเรื่อยมา

            ในอีกมุมมองคือ รัฐบาลสหรัฐรู้ตัวว่าตนเองกำลังประสบปัญหาและมีปัญหาใหญ่ที่รออยู่ จึงทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด แม้ต้องละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ต้องรุกรานประเทศอื่น กอบโกยทรัพยากร ผลประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อตัวเองจะได้อยู่รอดต่อไป

11 มกราคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10647 วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. “Gunboat Diplomacy”: U.S. War in Latin America Feared as Hegseth Launches “Operation Southern Spear”. (2025, November 14). Democracy Now. Retrieved from https://www.democracynow.org/2025/11/14/southern_spear

2. Ness, Immanuel., Cope, Zak (eds). (2015). The Palgrave Encyclopedia of Imperialism and Anti-Imperialism. USA: ABC-CLIO, LLC.

3. Xi says his visit to take China-Peru comprehensive strategic partnership to new level. (2024, November 15). People’s Daily. Retrieved from http://en.people.cn/n3/2024/1115/c90000-20242119.html

-----------------

การทูตเรือปืนในศตวรรษที่ 21

เพื่อเป้าหมายหลากหลาย กระทั่งล้มรัฐบาลของอีกฝ่าย โดยแก่นหลักยังเป็นการข่มขู่ใช้กำลังทหาร

            Gunboat Diplomacy (การทูตเรือปืน) ในทางรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง "การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยใช้กำลังทางทหาร (โดยเฉพาะกองทัพเรือ) หนุนหลังเพื่อข่มขู่หรือกดดัน"

นิยาม:

            การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) ความหมายตรงตัวคือ การข่มขู่ด้วยกองทัพเรือ เล็งถึงสมัยก่อนที่ใช้เรือรบแล่นตามชายฝั่งหรือแม่น้ำ เพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม มักมีเป้าหมายเพื่อขยายการค้า ให้อีกฝ่ายเปิดตลาด เช่น กรณีที่ทำกับละตินอเมริกา อาณาจักรจีน และอีกหลายประเทศ

            ปัจจุบันนิยามขยายกว้างออกไป เช่น ไม่ใช้แค่กองทัพเรือเท่านั้น เพื่อเป้าหมายหลากหลาย กระทั่งล้มรัฐบาลของอีกฝ่าย โดยแก่นหลักยังเป็นการใช้กำลังทหารเพื่อเตือนหรือข่มขู่ และอาจลงมือใช้กำลังหากจำเป็น

            หัวใจของการทูตเรือปืนไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ (Total War) แต่เป็นการ "ข่มขู่เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย" (Coercion) มีลักษณะสำคัญ

            1) อสมมาตรของพลัง (Asymmetry) มักเกิดขึ้นระหว่างมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีทางทหารสูงกับรัฐที่อ่อนแอกว่า

            2) จิตวิทยาความกลัว ใช้การแสดงแสนยานุภาพ (Show of Force) ให้ฝ่ายตรงข้ามประเมินว่าการสู้รบจะได้ไม่คุ้มเสีย จึงยอมทำตามข้อเรียกร้อง

            3) รวดเร็วและจำกัดขอบเขต ผู้ใช้กลยุทธ์นี้ต้องการผลลัพธ์เร็ว โดยไม่ต้องยกพลขึ้นบกยึดครองเมือง เพียงแค่ให้เซ็นสัญญาหรือมอบสิทธิประโยชน์ก็จบ

ที่มาและบริบททางประวัติศาสตร์:

            การทูตเรือปืนมาในยุคที่เรือรบติดปืนใหญ่ ข้อดีคือสามารถแล่นเรือโจมตีที่ต่างๆ ตามทางน้ำ อาจเป็นชายฝั่งทะเล แม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อนเมืองหรือสถานที่สำคัญมักใกล้แม่น้ำ เรือปืนสามารถหลบหลีกการโจมตี หรือถอนตัวได้ง่าย

            ยุคทองของ Gunboat Diplomacy คือศตวรรษที่ 18-19 (ยุคล่าอาณานิคม) ที่ผู้ล่าอาณานิคมส่งเรือรบสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่าง ค.ศ.1718 รัฐบาลอังกฤษใช้การทูตเรือปืนเตือนกองกำลังเดนมาร์กที่วางแผนส่งกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานไปยังเกาะเซนต์จอห์นในทะเลแคริบเบียนตะวันออก ที่ทางเดนมาร์กเข้าใจว่าเป็นอาณานิคมของตน

            ค.ศ.1853 พลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี่ (Matthew Perry) ของสหรัฐนำเรือรบสีดำ (Black Ships) ไปปิดอ่าวโตเกียว เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศค้าขาย ลงนามในสนธิสัญญาคานางาวะในปีถัดมา นำสู่การล่มสลายของระบอบโชกุน เกิดการปฏิรูปเมจิในเวลาต่อมา


ใช้ควบคู่มาตรการอื่นและเป้าหมาย:

            ทุกวันนี้การทูตเรือปืนมักไม่ใช้เดี่ยวๆ แต่ร่วมกับมาตรการอื่น เช่น คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ปฏิบัติการลับเพื่อบ่อนทำลาย หรือเตรียมตัวส่งกองทัพเข้ารุกราน

            การทูตเรือปืนเป็นมาตรการหนึ่งที่แสดงความเป็นปรปักษ์ ถ้าอธิบายตามลัทธิล่าอาณานิคมในกรณีขั้นสุดคือล้มล้างผู้ปกครองฝ่ายตรงข้าม แล้วจัดตั้งรัฐบาลหรือผู้ปกครองใหม่ที่เป็นมิตรกับตน จึงไม่ใช่การประจำการทหารจำนวนมากเพื่อยึดครองดินแดน ผลที่ต้องการจริงๆ คือให้ได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมอยู่ใต้อิทธิพล ยอมให้เจ้าอาณานิคมตักตวงผลประโยชน์ตามต้องการ ทั้งยังช่วยรักษาชื่อเสียง ลดทอนคำพูดทำนองยึดครองดินแดนผู้อื่น ลดแรงต้านทั้งในกับนอกประเทศ

            ในศตวรรษที่ 21 ผู้เชี่ยวชาญบางคนตีความว่าโลกอยู่ในลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) โดย

            1) การเปลี่ยนรูปจาก "อำนาจปืน" เป็น "อำนาจเงิน" (Economic Dependency) ในศตวรรษที่ 21 การล่าอาณานิคมไม่ได้มาในรูปของการส่งข้าหลวงมาปกครอง แต่มาในรูปของ "บรรษัทข้ามชาติ" (MNCs) และ "สถาบันการเงินระหว่างประเทศ" ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพาสินค้าทุนและเทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจ ทำให้เกิดวงจรหนี้สิน และกับดักหนี้ (Debt-Trap Diplomacy) เจ้าอาณานิคมให้กู้ยืมเงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งหากประเทศผู้กู้ไม่สามารถชำระคืนได้ มหาอำนาจอาจเข้าถือครองสิทธิ์ในทรัพยากรหรือจุดยุทธศาสตร์สำคัญแทน

            2) ลัทธิล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม (Cultural Imperialism) มองว่ามหาอำนาจใช้อำนาจละมุน (Soft Power) ในการครอบงำทางความคิด ให้ยึดค่านิยม ตรรกะแบบตะวันตก ภาษา และวิถีชีวิตผ่านสื่อบันเทิงและโซเชียลมีเดีย ทำให้ประเทศอื่นยอมรับบรรทัดฐานของมหาอำนาจโดยไม่รู้ตัว จนสูญเสียอัตลักษณ์หรืออำนาจอธิปไตยทางปัญญา

            3) การครอบล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Digital Colonialism) ประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น AI, Big Data, Semiconductors) กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางโลก

            การเก็บข้อมูลจากประชากรทั่วโลกโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศแม่ ถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการ "สูบเอาทรัพยากร" (Data Extraction) คล้ายกับการขุดแร่ในยุคอาณานิคมเดิม

            4) ระบบระเบียบโลกที่เอื้อต่อผู้ชนะ (Structural Realism) กฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรระดับโลก (เช่น UN, WTO, IMF) ถูกออกแบบโดยผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้ ทำให้ประเทศขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองจำกัด

            ดังจะเห็นว่าการนำเสนอนโยบายของชาติมหาอำนาจ การอธิบายตีความสถานการณ์โลกมักพูดถึงการจัดระเบียบโลก ซึ่งก็คือการสร้างอาณานิคมใหม่นั่นเอง

การทูตเรือปืนในปัจจุบัน:

            สมัยรัฐบาลโรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ตั้งใจใช้กำลังทหารร่วมกับนโยบายต่างประเทศต่อประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกากับแถบแคริบเบียน ใช้การทูตเรือปืนเพื่อกระชับอำนาจสหรัฐในภูมิภาคนั้น เป้าหมายหนึ่งที่ต้องการคือเปิดทางให้เอกชนอเมริกันเข้าไปลงทุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และให้มั่นใจว่าสหรัฐคงอิทธิพลไว้ (ใช้พลังการค้าควบคุมเศรษฐกิจ เป็นแหล่งทรัพยากร) นอกจากนั้นยังเป็น dollar diplomacy ที่ประเทศเหล่านั้นต้องสนับสนุนดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับเปิดตลาดให้สินค้า MADE IN USA

            สังเกตว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาล กองทัพและภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่

            สรุป ในอดีตการทูตเรือปืนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ครอบงำละตินอเมริกากับแถบแคริบเบียนของสหรัฐนั่นเอง สังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ยังใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกับเวเนซุเอลาที่กำลังพูดถึงขณะนี้

            ในศตวรรษที่ 21 การทูตเรือปืนถูกลดทอนความก้าวร้าวและเปลี่ยนรูปแบบ เนื่องจากกฎบัตรสหประชาชาติห้ามการใช้กำลังคุกคามอธิปไตย แต่คงอยู่ในรูปแบบ "Naval Diplomacy" (การทูตนาวี) มีรูปแบบย่อย เช่น Carrier Strike Groups คือการที่สหรัฐส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปแล่นในภูมิภาคที่มีความตึงเครียด เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนพันธมิตรหรือข่มขู่ศัตรู

            Freedom of Navigation (FONOPs) คือ การที่มหาอำนาจส่งเรือรบแล่นผ่านน่านน้ำที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (เช่น ในทะเลจีนใต้) เพื่อแสดงอำนาจว่าตนไม่ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของอีกฝ่าย

            การซ้อมรบ (Military Exercises) ซ้อมรบใกล้พรมแดนประเทศคู่ขัดแย้ง ก็ถือเป็นการ "ข่มขู่ทางอ้อม" ในรูปแบบสมัยใหม่

            จึงตีความว่าจวบจนปัจจุบันสหรัฐยังใช้การทูตเรือปืน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อและปรับรูปแบบตามบริบทเท่านั้น

            การทูตเรือปืนคือเครื่องมือของ Hard Power ที่ใช้ "ความกลัว" เป็นตัวขับเคลื่อนการเจรจา การซ้อมรบ การเคลื่อนย้ายกองเรือเพื่อสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยายังเป็นเครื่องมือสำคัญของมหาอำนาจ และเป็นมาตรการหนึ่งของหลายมาตรการ

4 มกราคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10641 วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. “Gunboat Diplomacy”: U.S. War in Latin America Feared as Hegseth Launches “Operation Southern Spear”. (2025, November 14). Democracy Now. Retrieved from https://www.democracynow.org/2025/11/14/southern_spear

2. Ness, Immanuel., Cope, Zak (eds). (2015). The Palgrave Encyclopedia of Imperialism and Anti-Imperialism. USA: ABC-CLIO, LLC.

3. Panton, Kenneth J. (2015). Historical Dictionary of the British Empire. USA: Rowman & Littlefield.

4. Schofield, Julian. (2011). Gunboat Diplomacy. In The Encyclopedia of Political Science. (p.710). DC: CQ Press.

-----------------