Fanaticism ลัทธิคลั่งไคล้ หลงใหลสุดโต่ง

Oxford Advanced Learner's Dictionary ให้ความหมาย Fanaticism คือความเชื่อหรือพฤติกรรมสุดโต่ง มักเกี่ยวข้องกับศาสนา การเมือง มีความหมายคล้าย Extremism

            ภาษาไทยอาจใช้คำว่า ความคลั่งไคล้ ความหลงใหลในบุคคล ลัทธิหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา แสดงออกอย่างไร้เหตุผล สุดโต่ง

รากศัพท์ Fanaticism :

            Fanaticism มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน “Fanaticus” มีความหมายแง่บวกเกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นผู้รับใช้ (servant) ผู้อุปถัมภ์วัด (benefactor of a temple)

            “Fanaticus” มาจากคำว่า “fanum” คำหลังนี้หมายถึงวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศาสนาโบราณ เช่น การตีตัวเองด้วยของมีคมเพื่อให้เลือดออก

            ในศตวรรษที่ 17 พวกคาทอลิกเริ่มใช้ในความหมายเชิงลบต่อคำสอนบิดเบือนศาสนาซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงในสมัยนั้น หลายคนรับโทษรุนแรง เป็นความขัดแย้งระหว่างคาทอลิกกับกลุ่มหรือนิกายใหม่

            จอห์น ล็อค (John Locke, 1632-1704) ผู้สนับสนุนสิทธิเสรีภาพเห็นว่าใครจะปฏิบัติศาสนาอย่างไรก็ได้ การตีตราว่าใครเป็นพวกคลั่งไคล้พวกบิดเบือนศาสนาเป็นเรื่องการเมืองหรือเป็นปัญหาชาวบ้านมากกว่า (civic issue) กลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าควรกล่าวโทษผู้นับถือศาสนาผิดจากตนหรือควรยับยั้งชั่งใจอดทนต่อความเชื่อที่แตกต่าง

            Fanaticism ในปัจจุบันใช้ในความหมายแง่ลบ มักเกี่ยวข้องกับศาสนา การเมืองและมีใช้ในกรณีอื่นๆ

(ชมคลิป Fanaticism)

ลักษณะพื้นฐาน :

            จากการศึกษาพบว่ามีลักษณะดังนี้

          ประการแรก เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางทัศนคติ มุมมอง

            ลักษณะพื้นฐานที่โดดเด่นที่สุดคือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางทัศนคติ มุมมอง หลักการ โดยเฉพาะศาสนา (religious fanaticism) การเมือง การคลั่งชาติ (nationalistic fanaticism) การปฏิวัติปฏิรูปสังคมการเมือง

            บางครั้งเป็นความเห็นต่างระหว่างด้าน เช่น ศาสนากับการเมือง เสรีประชาธิปไตยกับ religious fanaticism ความเชื่อแบบคริสต์ถูกฝ่ายเสรีนิยมตีตราว่าเป็นพวกคลั่งไคล้

          ประการที่ 2 มักใช้ในความหมายเชิงลบ

            เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดง (Khmer Rouge) เหตุก่อการร้ายปัจจุบันที่เชื่อมโยงกับลัทธิสุดโต่ง มาตรการต่อต้านคอมมิวนิสต์สุดโต่งของ Joseph McCarthy จากพรรครีพับลิกันที่ถูกวิพากษ์ว่าทำเกินกว่าเหตุ

          ประการที่ 3 มากเกินไป ไร้เหตุผล สุดโต่ง

            บางครั้งผู้นำประเทศผู้นำความคิดเห็นว่าการปลุกเร้าเป็นเรื่องจำเป็น ก่อให้เกิดความฮึกเหิม ชัยชนะไม่อยู่ที่จำนวนแต่อยู่ที่พลังใจ เรื่องทำนองนี้อาจถูกฝ่ายตรงข้ามตีความว่าเป็นพวกสุดโต่ง

            เช่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิชาการตะวันตกบางคนตีความว่าทหารญี่ปุ่นสู้อย่างบ้าคลั่งเพราะหลงใหลลัทธิทหาร (Japanese military fanaticism) ดังนั้นในขณะที่บางคนตีความว่าทหารญี่ปุ่นรบอย่างห้าวหาญแต่อีกคนอาจตีความว่าคือความบ้าคลั่ง

            บางกรณีเป็นแนวคิดที่รุนแรง นิยมความรุนแรง ใช้คำพูดรุนแรงจงเกลียดจงชัง สัมพันธ์กับลัทธิสุดโต่งหรือความสุดโต่ง (Extremism) บางกรณีสนับสนุนทฤษฎีสมคบคิด (conspiracy theory) ไร้เหตุผล เช่น ลัทธิฟาสซิสม์ (Fascism) พวกระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarian regimes) และอาจหมายถึงตัวบุคคล เช่น ฮิตเลอร์

            ดังนั้น กลุ่มเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจเรียกว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า (progressive) หรือเป็นพวกสุดโต่งก็ได้

          ประการที่ 4 ใช้โจมตีให้ร้ายอีกฝ่ายหรือป้องกันตัวเอง

            เนื่องจาก Fanaticism มักใช้ในความหมายเชิงลบ ชี้ว่าเป็นพฤติกรรมสุดโต่งไม่ดีงาม คำนี้จึงมักใช้เพื่อโจมตีให้ร้ายอีกฝ่าย สิ่งใดที่ถูกชี้ว่าเป็น Fanaticism เท่ากับได้รับคำพิพากษาว่าทำผิดมีโทษ ไม่เป็นที่ต้องการ

            บ่อยครั้งเป็นการกล่าวโทษแบบเหมารวม เช่น มุสลิมทุกคนเป็นพวกศรัทธาศาสนาสุดโต่ง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมุสลิมไม่ต่างจากคนนับถือศาสนาอื่นที่มีผู้ศรัทธาหลายระดับ

            นักวิชาการบางคนคิดว่าหลังสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐหยิบยกประเด็นอิสลามสุดโต่ง (Islamic fanaticism) ขึ้นมาเป็นศัตรูแทนสหภาพโซเวียต สัมพันธ์กับเหตุก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เพื่อชี้ให้คนอเมริกันคิดว่าประเทศยังเผชิญภัยคุกคาม ตามมาด้วยการทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก

            ความจริงแล้วมุสลิมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพวกสายกลาง แม้หลายคนไม่ชอบรัฐบาลตะวันตก ไม่ชอบค่านิยมตะวันตกที่ขัดอิสลาม แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต่อต้านด้วยการฆ่าฟันทำลายล้าง หลักคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอานเป็นแนวทางสายกลาง ตลอดชีวิตของศาสดามุฮัมมัดเมื่อพบปัญหาความสุดโต่ง 2 ด้านจะเลือกทางสายกลางเสมอ

            ในขณะเดียวกันอาจตีความว่าคือการป้องกันตัวเอง การชี้ว่าผู้อื่นเป็น Fanaticism เป็นวิธีป้องกันหลักคิดปรัชญาที่ตนเองยึดถือ เป็นสมรภูมิด้านความคิดหลักปรัชญา

กรณีวิพากษ์ ยึดบัญญัติครบถ้วนคือพวกสุดโต่งหรือปฏิบัติครบถ้วน :

            สมมติว่าศาสนาความเชื่อหนึ่งมีบัญญัติ 100 ข้อ คนที่ตั้งใจปฏิบัติครบถ้วนทั้ง 100 ข้อควรเรียกว่าเป็นศาสนิกชนผู้ศรัทธาหรือพวกคลั่งศาสนา

            ควรปฏิบัติเพียง 50 ข้อหรือไม่เพื่อเรียกว่าเป็นพวกที่ปฏิบัติพอเหมาะ ไม่สุดโต่ง

            ควรเลือกปฏิบัติบางข้อที่ตนหรือสังคมขณะนั้นเห็นชอบ ทิ้งบางข้อที่คิดว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการทำเช่นนี้คือการบิดเบือนศาสนา (หรือตั้งศาสนาใหม่ที่เหลือบัญญัติบางประการ)

            การยึดมั่นศาสนาตามบัญญัติตรงไปตรงมาถูกอีกฝ่ายตีตราว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา แต่การเป็นสายกลาง (moderate) หมายถึงไม่ดีที่สุด-ไม่ชั่วเต็มที่หรืออย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้ง

กรณีวิพากษ์ “พลีชีพเพื่อชาติ” กับ “ระเบิดพลีชีพ” :

            ทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการยกย่องว่าสู้แบบถวายหัว หลายคนยอมตายไม่ยอมแพ้ มีกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงบ่อยคือ “คะมิกะเซะ” (Kamikaze) นักบินเครื่องบินรบที่เตรียมพุ่งชนข้าศึก เป็นกลุ่มทหารหลักพันรับภารกิจพลีชีพและสัมพันธ์กับความเชื่อศาสนาด้วย

            อันที่จริงแล้ว คะมิกะเซะเป็นเพียงทหารกลุ่มหนึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ความจริงแล้วตลอดประวัติศาสตร์มีทหารประเภทนี้อีกมากทั่วโลก

            เมื่อพูดถึงทหารหาญผู้รับภารกิจพลีชีพชวนให้นึกถึงภารกิจ “ระเบิดพลีชีพ” ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรง เป็นผู้ที่ยินดีรับภารกิจระเบิดพลีชีพด้วยเหตุผลศาสนา

            ในหลายกรณีระเบิดพลีชีพถูกฝ่ายตรงข้ามตีตราว่าเป็นพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง ผู้สั่งการเป็นคนโหดร้าย ในขณะที่พวกยึดแนวทางระเบิดพลีชีพบอกว่าเป็นหนทางถูกต้องยอดเยี่ยมตามหลักศาสนา เรื่องนี้ชวนให้คิดเปรียบเทียบกับคะมิกะเซะ อย่างไรที่เรียกว่าวีรกรรมหรือบ้าคลั่งสุดโต่ง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            แนวคิดหรือลัทธิที่ครั้งหนึ่งถูกตีตราว่าเป็น Fanaticism อาจกลายเป็นหลักพื้นฐานที่สังคมยอมรับในเวลาต่อมา และจากนั้นเกิดแนวคิดหรือลัทธิใหม่กว่า อันหลังนี้ถูกตีตราว่าเป็น Fanaticism

            การตีความว่าใครหรือสิ่งใดเป็น Fanaticism จึงไม่มีมาตรฐานที่ยอมรับทั่วไป ขึ้นกับว่าใครจะยึดถืออย่างไร เช่น ในสงครามระหว่าง 2 ศาสนา ฝ่ายหนึ่งชี้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกคลั่งไคล้ ในขณะที่ฝ่ายที่ 3 บอกว่านี่คือสงครามระหว่างผู้คลั่งไคล้ศาสนาด้วยกันเอง

            อันที่จริงแล้วการต่อสู้เชิงความคิดปรัชญาเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ต่างกันที่ประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นและดับไปตามยุคสมัย เราไม่อาจห้ามการปะทะทางความคิดเหล่านี้แต่สามารถให้ข้อมูลความคิดเห็นของเรา คำว่า Fanaticism จึงดำรงอยู่ต่อไป

27 มิถุนายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8993 วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บรรณานุกรม :

1. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.

2. Gaus, Gerald F., Kukathas, Chandran (ed.). (2004). Handbook of Political Theory. London: SAGE Publications.

3. Graille, Patrick. (2005). Fanaticism. In Encyclopedia of the Enlightenment. (pp.512-516). USA: SAGE Publications.

4. Haar, Edwin van de. (2015). Degrees of Freedom: Liberal Political Philosophy and Ideology. New Jersey: Transaction Publishers.

5. Israel, Jonathan. (2011). Democratic Enlightenment: Philosophy, Revolution, and Human Rights, 1750-1790. Oxford: Oxford University Press.

6. McCormick, John. (2010). Comparative Politics in Transition (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.

7. Michael, George. (2014). Extremism in America. USA: University Press of Florida. p.298)

(Pauley, Bruce F. (2015). Hitler, Stalin, and Mussolini: Totalitarianism in the Twentieth Century (4th Ed.). UK: John Wiley & Sons.

8. Pullin, Eric D. (2007). Anticommunism. In Postwar America an encyclopedia of social political cultural and economic. NY: M.E. Sharpe, Inc.

9. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Buckner, Simon Bolivar, Jr. (1886–1945). In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 195-197). New York : Garland Publishing, Inc.

10. Suri, Jeremi. (2010). transnational influences on American politics. In The Princeton Encyclopedia of American Political History. (pp.826-833). USA: Princeton University Press.

--------------------------

นโยบายของนายกรัฐมนตรีเบนเน็ตต์

ด้วยการยึดหลักประชาธิปไตยทำให้รัฐบาลเบนเน็ตต์ประกอบด้วยพรรคการเมืองทุกสาย แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม มีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล

            13 มิถุนายน 2021 นาฟทาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett) หัวหน้าพรรค Yamina แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญและขยายความดังนี้

            อิสราเอลเป็นประเทศในฝันของชาวยิวทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก เผชิญความท้าทายทั้งจากนอกประเทศกับภายในประเทศ

นโยบายในประเทศ :

            ประการแรก รัฐบาลที่รวมคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน

            เป็นความสำเร็จของรัฐสภาอิสราเอลที่นำคนทุกกลุ่มเข้ามาอยู่ร่วมกัน เป็นตัวแทนของพลเมืองทั่วทั้งประเทศ ผู้นำพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง ร่วมตั้งรัฐบาลจากหลากหลายแนวคิดเพื่อหยุดความแตกแยกของชาติ หลักการคือทุกกลุ่มมานั่งด้วยกัน ก้าวไปข้างหน้าในทางที่เห็นตรงกัน อะไรที่เห็นต่างกันให้เก็บไว้ก่อน เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ทำงานเพื่อประชาชนทุกคน

          ประการที่ 2 ขยายสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้ง Area C

            เพิ่มเติมสาธารณูปโภคทุกเขตให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง Area C (พื้นที่ปาเลสไตน์ที่อิสราเอลครอบครอง ย้ายเข้าไปอยู่อาศัย)

            ประการที่ 3 เพิ่มขยายความสัมพันธ์กับพลเมืองเชื้อสายอาหรับ

            ปี 2021 อิสราเอลมีประชากร 9,358,380 คน 74.2% เป็นยิว 20.9% เป็นเชื้อสายอาหรับ ที่เหลือ 4.8% เป็นพวกนับถือคริสต์กับศาสนาอื่นๆ

            คนยิวกับคนเชื้อสายอาหรับในอิสราเอลขัดแย้งเรื่อยมา รัฐบาลใหม่ของเบนเน็ตต์หวังปรับความสัมพันธ์ มอบให้ Mansour Abbas หัวหน้าพรรค United Arab List (Ra’am) ของพวกมุสลิมอาหรับที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ส่งเสริมพัฒนาชุมชนมุสลิมอาหรับ

            Mansour Abbas กล่าวว่าพรรคจะหาทางคืนที่ดินของชนเชื้อสายอาหรับในอิสราเอลที่ถูกเวนคืน (expropriated) ปัญหารัฐเวนคืนที่ดินไม่ใช่เรื่องประหลาดพบเห็นทุกประเทศ พรรคเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลผสมที่รวมชนทุกเชื้อชาติทุกศาสนา รวมเป็นหนึ่งในฐานะพลเมืองอิสราเอล จะลดช่องว่างระหว่างศาสนากับประเทศ จะไม่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูต่อไป (ระหว่างยิวกับมุสลิมอาหรับในอิสราเอล)

            จะเห็นว่าแนวคิดของ Mansour Abbas ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมอย่างสันติของคนในชาติ ไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาใดต่างเป็นพลเมืองอิสราเอล แก้ปัญหาความแตกต่างด้วยวิถีประชาธิปไตย

            ประการที่ 4 นโยบายอื่นๆ

            นโยบายที่จะดำเนินการทันที เช่น รัฐบาลจะดูแลการศึกษาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด กระทรวงศึกษาจะเป็นผู้ดูแลเด็กเล็ก (infant daycare) หนุ่มสาวที่ยึดแนวทาง ultra-Orthodox สามารถประกอบอาชีพตั้งแต่อายุ 21 แทน 24 ตามความสมัครใจ

            นโยบายอื่นๆ เช่น ส่งเสริมให้มีงานทำ ตั้งเป้าภายในปี 2026 แรงงาน 15% จะทำงานด้านไฮเทค เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ สร้างโรงพยาบาลกับมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม พัฒนากองทัพให้เข้มแข็ง มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุด ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน เร่งก่อสร้างบ้านเรือนทั่วอิสราเอล ลดอุปสรรคต่างๆ แข่งกับราคาบ้านที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ส่งเสริมยิวต่างแดนที่จะอพยพเข้าอิสราเอล ส่งเสริมการศึกษา Torah (บัญญัติศาสนา)

นโยบายต่างประเทศ :

          ประการแรก นโยบายต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

            โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด จะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลจะทำสิ่งที่ตนเห็นควร ไม่เห็นด้วยการกับรื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA)

            นโยบายของรัฐบาลเบนเน็ตต์ไม่ต่างจากเนทันยาฮู เห็นว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ไม่ช่วยสร้างสันติภาพ หรือไม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนข้อตกลง เช่น ห้ามอิหร่านมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เครื่องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจำนวนมาก ห้ามอิหร่านพัฒนาและประจำการขีปนาวุธที่ยิงไกลนับพันกิโลเมตร

          ประการที่ 2 สงครามต่อต้านก่อการร้าย

            กองกำลังคุดส์ (Quds Force) ของอิหร่านเป็นผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในซีเรีย กาซา เลบานอนและเยเมน ความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ยังคงอยู่ การปะทะเดือนที่แล้วเตือนความจำว่าศัตรูไม่เห็นด้วยกับการมีอยู่ของดินแดนอิสราเอล

            Quds Force เป็นกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังซึ่งอาจเป็นชาวอิหร่านหรือต่างชาติ

            อิสราเอลต้องการความสงบเรียบร้อยแต่ฮามาสเลือกที่จะใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองอิสราเอล พวกปาเลสไตน์ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อิสราเอลพร้อมจะตอบโต้

            ฮามาส (Hamas) เป็นชาวปาเลสไตน์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากอำนาจของอิสราเอล ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอล ส่วนใหญ่เป็นซุนนีกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) เริ่มเป็นหัวหอกต่อต้านอิสราเอลด้วยความรุนแรงตั้งแต่ปี 2000 ที่เรียกว่า ‘Palestinian intifada in 2000’ เทคนิคหนึ่งที่ใช้คือระเบิดพลีชีพ จุดระเบิดในเขตชุมชน ทำให้พลเรือนบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก สร้างความหวาดวิตกวุ่นวายแก่อิสราเอล เป็นอีกสาเหตุที่อิสราเอลอ้างว่าปาเลสไตน์ไม่ต้องการสันติภาพ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพออสโล

          ประการที่ 3 ขยายความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับ

            รัฐบาลใหม่จะขยายความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับทุกมิติ ส่งเสริมเศรษฐกิจภูมิภาค ธุรกิจเอกชน ความร่วมมือทางวัฒนธรรม ให้ประชาชน 2 ฝ่ายติดต่อกันมากขึ้น

            ด้านรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์กับบาห์เรนแสดงความยินดีต่อรัฐบาลใหม่อิสราเอล ยินดีร่วมมือกับรัฐบาลชุดใหม่ ยึดมั่น Abraham Accords (ยอมรับรัฐอิสราเอล อยู่ร่วมโดยสันติ ไม่เกลียดชังอีกฝ่ายด้วยเหตุผลศาสนา) ขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนา สร้างความมั่นคง สันติภาพแก่ภูมิภาคและโลก

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            รัฐบาลใหม่ของนาฟทาลี เบนเน็ตต์ ยึดหลักประชาธิปไตยที่รวมคนทุกกลุ่มทุกเชื้อสายศาสนาเข้าด้วยกัน ลดความสุดโต่งของลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) แม้นโยบายหลักหลายข้อยึดแนวทางของฝ่ายขวาไซออนิสต์เช่นเคย เช่น การผนวกพื้นที่บางส่วนของปาเลสไตน์เป็นของอิสราเอล อิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงอันดับหนึ่งและการปรับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอาหรับ เป็นแนวทางที่ทำตั้งแต่สมัยรัฐบาลเนทันยาฮู

            พรรค United Arab List ที่เข้าร่วมรัฐบาลยึดหลักประชาธิปไตยเช่นกัน ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมในฐานะเป็นพลเมืองอิสราเอลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงให้ความสำคัญกับชาติมากกว่าศาสนา (ในความหมายยึดถือศาสนาแบบสุดโต่ง อยู่ร่วมกับยิวไม่ได้) ชนเชื้อสายมุสลิมอาหรับในอิสราเอลยินดีกับรัฐบาลใหม่

            การยึดหลักประชาธิปไตยเป็นที่มาของรัฐบาลชุดนี้ที่รวมพรรคจากสายต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งฝ่ายขวาไซออนิสต์ จนถึงฝ่ายซ้ายและพวกเชื้อสายมุสลิมอาหรับ เป็นความสำเร็จที่ชัดเจนอีกครั้งของลัทธิประชาธิปไตย ที่อาจสำคัญไม่แพ้กันคือ ความพยายามลดความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนา 2 เชื้อสายที่แตกต่าง ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยกันได้ดี เรื่องนี้มีผลต่อประเด็นอิสราเอลจะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านรัฐอาหรับอย่างไร

            แต่การเป็นประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ครบเทอมหรือชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป คนอิสราเอลที่ต่อต้านพรรคร่วมเช่นนี้มีเหมือนกัน อีกมากที่ต้องการรัฐบาลฝ่ายขวา เหล่านี้เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน

            ในกรอบระหว่างประเทศ รัฐบาลอิสราเอลตั้งแต่สมัยเนทันยาฮูปรับความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับ เปิดเผยความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ (รัฐบาลมุสลิมกับยิวอยู่ร่วมโลกกันได้) เหลือแต่อิหร่านเท่านั้นที่ยังเข้ากันไม่ได้ อีกทั้งอิสราเอลกับรัฐอาหรับต่างถือว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง โครงการนิวเคลียร์อิหร่านยังเป็นประเด็นที่อิสราเอลให้ความสำคัญต่อไป

            ที่หลายคนยังตั้งข้อสงสัยคือเรื่องการขยายดินแดน ประเด็นเยรูซาเล็มตะวันออก เรื่องเหล่านี้จะได้คำตอบชัดเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น

20 มิถุนายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8986 วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564)

---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
หากเบนเน็ตต์ได้นั่งตำแหน่งนายกฯ จะเป็นความสำเร็จทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อผู้นำคนเก่าสะสมเรื่องอื้อฉาวเต็มตัวถึงคราวร่วงโรย ย่อมเป็นโอกาสแก่ผู้นำดาวรุ่งคนใหม่ เป็นวัฏจักรการเมืองอย่างหนึ่ง

บรรณานุกรม :

1. Cleveland, William L., Bunton, Martin. (2016). A History of the Modern Middle East (6th Ed.). USA: Westview Press.

2. Corsi, Jerome R. (2009). Why Israel Can't Wait: The Coming War Between Israel and Iran. New York: Threshold Editions.

3. Dabashi, Hamid. (2011). Shi'ism: A Religion of Protest. USA: The Belknap Press of Harvard University Press.

4. Full text: PM-to-be Bennett presents gov’t ‘that will work for the sake of all’. (2021, June 13). Time of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/full-text-pm-to-be-bennett-presents-govt-that-will-work-for-the-sake-of-all/

5. In speech before swearing-in, Ra’am leader vows to ‘reclaim expropriated lands’. (2021, June 13). Time of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/in-speech-before-swearing-in-raam-leader-vows-to-reclaim-expropriated-lands/

6. Israel. (2021). Wikipedia. Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Israel#Demographics2)

(NATO calls on Iran to cease all ballistic missile activities. (2021, June 14). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/liveblog_entry/nato-calls-on-iran-to-cease-all-ballistic-missile-activities/

7. Palestinian Authority: This is not a gov’t of change. (2021, June 14). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/opinion/how-will-israels-foreign-policy-change-with-new-govt-670922

8. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.

9. UAE, Bahrain welcome new Israeli government, signaling Abraham Accords stability. (2021, June 15). Time of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/uae-bahrain-welcome-new-israeli-government-signaling-abraham-accords-stability/

--------------------------

รู้จักนาฟทาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett)

หากเบนเน็ตต์ได้นั่งตำแหน่งนายกฯ จะเป็นความสำเร็จทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อผู้นำคนเก่าสะสมเรื่องอื้อฉาวเต็มตัวถึงคราวร่วงโรย ย่อมเป็นโอกาสแก่ผู้นำดาวรุ่งคนใหม่ เป็นวัฏจักรการเมืองอย่างหนึ่ง

            บทความนี้นำเสนอการก้าวขึ้นมาของนาฟทาลี เบนเน็ตต์ และส่วนที่สัมพันธ์กับการขยายอาณาเขตโดยสังเขปดังนี้

            นาฟทาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett) กล่าวเมื่อตุลาคม 2014 ว่านโยบายของตนจะเป็นพวกสายเหยี่ยวยิ่งกว่ารัฐบาลเนทันยาฮูที่เป็นรัฐบาลร่วมขวากลาง (right-and-centre coalition) หลักคิดของเบนเน็ตต์สอดคล้องกับลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) ตีความแนวทางนี้อย่างเคร่งครัด

ปาเลสไตน์คือพื้นที่ของอิสราเอลแบ่งใครไม่ได้ :

            หลักคิดของไซออนิสต์คือเขต Judea (พื้นที่อิสราเอลในขณะนี้) กับ Samaria (เวสต์แบงก์) เป็นของอิสราเอลตามประวัติศาสตร์แต่ดั้งเดิม ดังนั้นพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนจะต้องเป็นของอิสราเอลวันยังค่ำ จึงชอบธรรมที่จะผนวกเวสต์แบงก์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอล ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ต้องเป็นชาวยิว

            เบนเน็ตต์มองว่าฉนวนกาซาตอนนี้เสมือนเป็นรัฐปาเลสไตน์อยู่แล้ว เสนอให้ชาวอาหรับในเวสต์แบงก์สามารถเลือกที่จะไปอยู่ที่นั่น หากต้องการอยู่ในพื้นที่ของตัวเองจริงๆ ทั้งนี้อิสราเอลยังถือสิทธิ์คุมน่านน้ำทั้งหมดเพราะฮามาสเป็นองค์กรก่อการร้าย

            หลายปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่สนับสนุนลัทธิไซออนิสต์จะถือผลการเลือกตั้งเป็นหลักฐานชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนแนวทางของตน เมื่อตีความตามหลักประชาธิปไตยพลเมืองอิสราเอลส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับการขยายดินแดน แต่ไม่ถูกต้องถ้าจะเหมารวมว่าทุกคนเห็นด้วย ประชาชนกับนักการเมืองที่เห็นต่างก็มี

            เมื่อแนวคิดของลัทธิไซออนิสต์อิสราเอลต้องไม่แบ่งดินแดนกับใคร จึงไม่สนับสนุนนโยบายทวิรัฐ (Two-State Solution) จริงๆ

            ตุลาคม 2014 นาฟทาลี เบนเน็ตต์ขณะดำรงตำแหน่งรมต.เศรษฐกิจกล่าวว่า “แนวคิดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในดินแดนอิสราเอลเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” (a dead end) อ้างว่ากลุ่มฮามาสเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอล ยิงจรวดใส่อยู่เสมอ เมื่อมองในแง่ความมั่นคงปลอดภัยแล้วอิสราเอลไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ต้องหาทางแก้ไขจนได้ความปลอดภัยถาวร เป็นเหตุผลว่าการมีรัฐปาเลสไตน์ที่อยู่ชิดติดกับอิสราเอลนั้นไม่เหมาะสม (inapplicable)

            ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอิสราเอลค่อยๆ รุกล้ำกินดินแดนปาเลสไตน์ เพิ่มเติมสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง นับวันแผ่นดินที่ชาวปาเลสไตน์อยู่อาศัยค่อยๆ หดหาย พร้อมกับความเป็นยิวที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้นทุกที แม้นานาชาติจะประณามแต่ไม่มีผลจริงจัง

            ต้นเดือนมีนาคม 2020 เบนเน็ตต์กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งบ่งบอกว่าประชาชนต้องการให้นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ผนวกเวสต์แบงก์ให้เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลตามคำมั่นสัญญา “วันนี้ด้วยความเชื่อจากพระเจ้า อธิปไตยของรัฐบาลอิสราเอล [เหนือเขตเวสต์แบงก์] เกิดขึ้นแล้ว” แนวคิดล่าสุดคือพื้นที่ใดที่อิสราเอลยึดครองโดยสมบูรณ์ให้ผนวกเป็นของอิสราเอล ส่วนพื้นที่ๆ ชาวปาเลสไตน์ยังอาศัยอยู่นั้นต้องอยู่ใต้อำนาจอิสราเอล จำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารปาเลสไตน์

            เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์ย้อนหลังหลายสิบปีพบว่าการเจรจาซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสันติภาพอาจเป็นเครื่องมือ “ขยายเวลา” ให้อิสราเอลค่อยๆ กลืนกินปาเลสไตน์ ตามยุทธศาสตร์รุกทีละคืบกินทีละคำ นับเป็นความสำเร็จของพวกไซออนิสต์

ว่าที่นายกฯ ในวันข้างหน้า :

            นาฟทาลี เบนเน็ตต์ เริ่มเข้าสู่วงการเมืองเมื่อปี 2006 หลังสงครามเลบานอน (Lebanon War) อยู่ในสังกัดของเนทันยาฮู เป็นทีมงานของท่าน ต่อมาปี 2012 ลาออกจากพรรคลิคุด (Likud) ไปอยู่พรรค Jewish Home และได้เป็นผู้นำพรรคนี้ ปี 2013 พรรค Jewish Home ร่วมรัฐบาลเนทันยาฮู เบนเน็ตต์ดำรงตำแหน่งรมต.เศรษฐกิจ

            ในช่วงนี้เองกระแสข่าวรัฐมนตรีท่านนี้จะเป็นนายกฯ ในอนาคตดังขึ้นทุกที

            เบนเน็ตต์เป็นนักการเมืองที่พยายามไต่เต้าความก้าวหน้าทางการเมืองด้วยหลายวิธี ยกตัวอย่าง พฤศจิกายน 2018 พรรค Jewish Home ของเบนเน็ตต์ประกาศจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเนทันยาฮู หากหัวหน้าพรรคตนไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลกับความต้องการของลูกพรรคส่วนใหญ่ที่อยากอยู่ร่วมรัฐบาลต่อ เป็นผลให้เบนเน็ตต์ลาออกและไปตั้งพรรคใหม่ New Right Party (HaYamin HeHadash) เมื่อปลายปี 2018

            พรรค New Right พยายามจับมือกับพรรคฝ่ายขวาอื่นๆ เกิด Yamina alliance สนับสนุนรัฐบาลเนทันยาฮู ปี 2019 เบนเน็ตต์ได้รับตำแหน่งรมต.กลาโหมสมความตั้งใจ

            แต่นับจากปี 2020 เป็นต้นมาเบนเน็ตต์หันมาต่อต้านเนทันยาฮู (ทั้งๆ ที่ยึดแนวทางไซออนิสต์เหมือนกัน) เป็นที่มาของความพยายามจัดตั้งรัฐบาลเบนเน็ตต์ครั้งล่าสุดนี้ (มิถุนายน 2021)

            อาจสรุปสั้นๆ ว่า การที่เนทันยาฮูไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง (หลังเป็นนายกฯ 12 ปี) มาจากเบนเน็ตต์ที่พลิกไปรวมกับพวกฝ่ายค้าน ได้แนวร่วมที่มาจากทุกสายทั้งพรรคขวาจัดของเบนเน็ตต์ พวกสายกลางและพวกซ้าย (รวมพรรคมุสลิมอาหรับ) ที่เป็นฝ่ายค้านเดิมหรือขั้วที่อยู่ตรงข้ามเนทันยาฮู

            อิสราเอลปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งอยู่เสมอ (ระยะหลังมักเลือกตั้งบ่อยครั้งเพราะรัฐบาลอยู่ไม่ครอบเทอม) พรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือพรรคลิคุดซึ่งในระยะหลังมีที่นั่งในสภา Knesset ราว 30-40 ที่นั่งจากทั้งหมด 120 ที่นั่ง เป็นที่มาของรัฐบาลผสมหลายพรรค ต้องดึงพรรคเล็กพรรคน้อยร่วมรัฐบาล นโยบายสำคัญของรัฐบาลจึงมาจากการตัดสินใจชี้ขาดของพรรคร่วม ไม่ได้มาจากพรรคใดพรรคหนึ่ง การที่เนทันยาฮูยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลครั้งล่าสุดก็เพราะขาดไม่กี่เสียงของเบนเน็ตต์ที่หันไปรวมตัวกับขั้วฝ่ายค้าน

            ข้อมูลล่าสุดพรรคร่วมของเบนเน็ตต์ประกอบด้วย 8 พรรค พรรคที่มีผู้แทนมากที่สุดคือ Yesh Atid ได้ 17 ที่นั่ง ที่เหลือได้ไม่ถึง 10 ต่ำสุดคือ 4 รวมทั้งสิ้นมีที่นั่งในสภาเพียง 61 ที่นั่ง

            ความที่ประกอบด้วยพรรคเล็กพรรคน้อย หลากหลายแนวทางและได้เสียงข้างมากแบบฉิวเฉียดน่าจะเป็นเหตุให้รัฐบาลเบนเน็ตต์ไม่สามารถดำเนินนโยบายตามแนวทางของตนอย่างเต็มที่ ต้องยืดหยุ่นผสานทุกพรรคเข้าด้วยกัน การยืดหยุ่นไม่ถือว่าผิดกติกาและเป็นแนวทางที่เหมาะสมตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องผสานความคิดความต้องการของพรรคร่วมเข้าด้วยกัน (การยืดหยุ่นไม่ผิดหลักประชาธิปไตย การไม่ยืดหยุ่นต่างหากที่เป็นเผด็จการ)

            อาจตีความว่าเพราะความยืดหยุ่นนี่แหละที่ช่วยเบนเน็ตต์ไซออนิสต์ขวาจัดล้มเนทันยาฮูนายกฯ 12 ปี แม้มีกระแสข่าวว่าเนทันยาฮูเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแก่เบนเน็ตต์ด้วยก็ตาม เป็นอีกครั้งที่การเมืองอิสราเอลเหมือนการเมืองหลายประเทศที่ทุกพรรคทุกขั้วสามารถรวมตัว ผสมผสานอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เบนเน็ตต์เคยพูดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพวกฝ่ายซ้าย พรรคของพวกมุสลิมอาหรับ (พรรค United Arab List) แต่ตอนนี้กลับลำคำพูดตัวเอง อาจผิดต่อประชาชนที่ลงคะแนนให้ ผลการเลือกตั้งที่ชี้ว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องการรัฐบาลฝ่ายขวามากกว่า

            สำหรับเบนเน็ตต์ในวัย 49 ปีหากได้นั่งตำแหน่งนายกฯ จะเป็นความก้าวหน้าความสำเร็จทางการเมืองครั้งใหญ่ เป็นโอกาสสร้างผลงาน ขยายอิทธิพลอำนาจทางการเมือง ดึงพวกไซออนิสต์ให้มาอยู่กับตนให้มากที่สุด ได้เป็นผู้นำฝ่ายขวาแทนเนทันยาฮูอย่างสมภาคภูมิ เมื่อผู้นำคนเก่าสะสมเรื่องอื้อฉาวเต็มตัวถึงคราวร่วงโรยได้เวลาจากไป ย่อมเป็นโอกาสแก่ผู้นำคนใหม่ที่เป็นดาวรุ่งสดใหม่ เป็นวัฏจักรการเมืองอย่างหนึ่ง

            ส่วนเรื่องปาเลสไตน์ การขยายอาณาเขตเป็นประเด็นน่าติดตาม รัฐบาลใหม่ที่ส่วนหนึ่งคือฝ่ายค้านเดิมจะคืนดินแดนให้หรือไม่ หรือเป็นอีกวาระที่กระบวนการเจรจาสันติภาพเป็นเครื่องมือ ขยายเวลาให้อิสราเอลค่อยๆ กลืนกินปาเลสไตน์ต่อไปหรือไม่ เสียงข้างน้อยไม่อาจทานกระแสความต้องการของเสียงข้างมาก

13 มิถุนายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8979 วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564)

--------------------

บรรณานุกรม :

1. American-Israeli Cooperative Enterprise. (2021). The Jewish Home Political Party - HaBayit HaYehudi. Retrieved from https://www.jewishvirtuallibrary.org/the-jewish-home-political-party

2. Bennett says election delivers victory for ‘annexation government’. (2020, March 3). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/bennett-says-election-delivers-victory-for-annexation-government/

3. Coalition deals to form new anti-Netanyahu government go down to wire. (2021, June 10). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/israel-news/politics-and-diplomacy/coalitions-deals-to-form-new-anti-netanyahu-government-go-down-to-wire-670722

4. Israeli minister calls for ‘new models’ instead of Palestinian state. (2014, October 22). Financial Times. Retrieved from http://www.ft.com/cms/s/0/1ef56978-5939-11e4-9546-00144feab7de.html#axzz3Gs2Q3Xal

5. Israeli politics break through a glass ceiling. (2021, June 2). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2021/06/israeli-politics-break-through-a-glass-ceiling/

6. Knesset to meet Monday on Lapid-Bennett government, vote likely on June 14. (2021, June 4). Time of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/speaker-to-convene-knesset-on-monday-over-lapid-bennett-government/

7. Naftali Bennett: The hard-liner hoping to replace Netanyahu. (2021, June 3). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/naftali-bennett-the-hard-liner-hoping-to-replace-netanyahu/a-57769102

8. Olmert to 'Post': Bennett-Lapid coalition is end of PM Netanyahu. (2021, June 4). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/opinion/bennett-lapid-coalition-is-the-end-of-prime-minister-netanyahu-opinion-670057

9. The Israeli Solution. (2014, October 18). The Palestine Chronicle. Retrieved from http://www.palestinechronicle.com/the-israeli-solution/#.VEeQRSKUf0c

--------------------------

นาโตจารกรรมกันเอง สหรัฐสอดแนมพันธมิตร

 ข้อมูลที่เปิดเผยจากสถานีวิทยุเดนมาร์ก (DR) ตอกย้ำว่านาโตจารกรรมกันเอง ชาติเสรีประชาธิปไตยจารกรรมพวกเดียวกัน สหรัฐสอดแนมพันธมิตร คำว่าพันธมิตรในมุมมองของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่

            ย้อนหลังตุลาคม 2013 รัฐบาลเยอรมันกล่าวโทษสหรัฐดักฟังโทรศัพท์มือถือผู้นำของตน อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมันกล่าวว่า “เรายังเป็นพันธมิตร... แต่การเป็นพันธมิตรจะต้องสร้างบนความไว้ใจต่อกัน”

            การดักฟังสอดแนมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ รัสเซียกับจีนน่าจะกำลังสอดแนมเยอรมนี แต่การที่สหรัฐผู้เป็นพันธมิตรกระทำเสียเอง ทำลายความไว้วางใจต่อกัน ต้องหยุดทันที

            เรื่องนี้ลงเอยด้วยรัฐบาลโอบามาให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลอีกแต่ไม่รับปากว่าจะไม่สอดแนมจากแหล่งอื่นๆ การไม่จารกรรมนายกฯ แมร์เคิลโดยตรงไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะไม่จารกรรมผ่านคนอื่นๆ เช่น ทีมงานนายกฯ เจ้าหน้าที่ระดับสูง ดังนั้น สหรัฐอาจไม่ได้ความลับโดยตรงจากนายกฯ แต่ไม่ปิดกั้นหากได้ความลับผ่านแหล่งอื่นๆ

            ล่าสุด ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สถานีวิทยุเดนมาร์ก (Danish Radio หรือ DR) กับสำนักข่าวยุโรปหลายแห่งรายงานว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) ลักลอบสอดแนมข้อมูลจากเคเบิลอินเทอร์เน็ตของเดนมาร์กช่วงปี 2012-2014 เป็นความร่วมมือระหว่าง NSA กับหน่วยข่าวกรองทหารของเดนมาร์ก (Defense Intelligence Service หรือ FE) สอดแนมเยอรมนี ฝรั่งเศส สวีเดนและนอร์เวย์ เข้าถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์มือถือ ข้อความ การเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต ข้อมูลทุกอย่างจากโทรศัพท์ที่ส่งผ่านสายเคเบิลนี้

            เป้าหมายคือบุคคลสำคัญของประเทศ แกนนำนักการเมือง เช่น นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน Frank-Walter Steinmeier รมต.กระทรวงการต่างประเทศ Peer Steinbrück ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเยอรมัน อีกทั้งสามารถสอดแนมข้อมูลอีกฝ่ายที่สื่อสารกับคนเหล่านี้ด้วย (สอดแนมได้ 2 ทาง) อาจเป็นผู้นำประเทศอื่นๆ บุคคลสำคัญทั่วโลก ดังนั้นลำพังสอดแนมไม่กี่คนน่าจะได้ข้อมูลสำคัญจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เมื่อนายกฯ แมร์เคิลคุยกับประธานาธิบดีปูตินหรือสี จิ้นผิง

            ข้อมูลเหล่านี้มาจากรายงานการสอบสวนปิดลับภายในของ FE ที่สรุปเมื่อพฤษภาคม 2015 DR ได้ตรวจสอบรายงานร่วมกับหลายองค์กรจากหลายประเทศจนนำสู่ข่าวดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลที่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ตีแผ่ ตอกย้ำว่าข้อมูลลับที่สโนว์เดนเปิดเผยถูกต้อง

            ข้อสรุปคือสหรัฐกับเดนมาร์กซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงนาโตร่วมกันจารกรรมเยอรมนีกับฝรั่งเศสที่เป็นพันธมิตรนาโตเหมือนกัน ชาติเสรีประชาธิปไตยจารกรรมพวกเดียวกันเอง

(ชมคลิปบทความนี้)

            จากข่าวดังกล่าว เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่าคุณทำอย่างนี้กับพันธมิตรไม่ได้ และยิ่งไม่ได้ถ้าทำกับพันธมิตรยุโรป ขอให้รัฐบาลสหรัฐกับเดนมาร์กเปิดเผยความจริงทั้งหมด

            ด้าน Trine Bramsen รมต.กลาโหมเดนมาร์กแถลงสั้นๆ ว่า “การดักฟังพันธมิตรใกล้ชิดอย่างเป็นระบบเป็นเรื่องที่รับไม่ได้”

            ในภาพกว้างรายงานของสถานีวิทยุเดนมาร์ก (DR) ตอกย้ำข้อสรุปรัฐบาลสหรัฐสอดแนมคนทั่วโลกอย่างกว้างขวางด้วยสารพัดวิธี ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นำประเทศ บุคคลสำคัญที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิด ปี 2013 สื่อ The Guardian เปิดเผยข้อมูลจากสโนว์เดนว่าในปี 2006 NSA สอดแนมผู้นำ 35 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส เม็กซิโก บราซิลและหลายประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างคิวบาและเวเนซุเอลา

            ความจริงแล้วหน่วยข่าวกรองสหรัฐทำงานร่วมกันพันธมิตรสอดแนมประชาชน อาจเพื่อป้องกันก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ แต่การดักฟังนายกฯ แมร์เคิลจะอธิบายอย่างไร อะไรที่เรียกว่าพันธมิตร

            ถ้าการจารกรรมเช่นว่าคือส่วนหนึ่งของการควบคุมโลกต้องยอมรับว่ารัฐบาลสหรัฐทุ่มเทเต็มที่ ไม่ยกเลิกหรือลดละที่จะทำเช่นนี้ อยู่ที่ว่าจะจับได้มีหลักฐานหรือไม่เท่านั้น

สหรัฐนักสอดแนมโลก :

            เพื่อความเข้าใจมากขึ้นในที่นี้ขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อยว่าสหรัฐมีหน่วยการข่าวหลายหน่วย แต่ละหน่วยมีหลายโครงการ รวมทั้งร่วมมือกับประเทศต่างๆ

            “Five Eyes” คือกลุ่มพันธมิตรสอดแนม 5 ชาติ ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐ โดยมีสหรัฐเป็นแกนนำ ก่อตั้งก่อนสงครามเย็น หน่วยสอดแนมประเทศสมาชิกเช่น Defence Signals Directorate (DSD) หรือชื่อปัจจุบันคือ Australian Signals Directorate ของออสเตรเลียอยู่ในฐานะเป็น ลูกข่าย” ที่สหรัฐเป็น แม่ข่าย

            ภายใต้กลุ่มดังกล่าวจะสอดแนมจารกรรมด้วยโครงการต่างๆ หลายโครงการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ตัวอย่างโครงการ Echelon เป็นระบบเครือข่ายสอดแนมที่สหรัฐดำเนินการภายใต้ “Five Eyes” ดักจับสัญญาณทั่วโลก ประกอบด้วยสัญญาณโทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (cellular) และสัญญาณที่ผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก มีสถานีดักฟังที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งระบบดาวเทียมจารกรรม

            ในปลายทศวรรษ 1990 มีข้อกล่าวหาว่าโครงการ Echelon ใช้จารกรรมข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้ใช้เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ (Key-word) ที่ต้องการ คอมพิวเตอร์จะค้นหารายละเอียดให้ทันที เจ้าหน้าที่ยุโรปบางคนกล่าวหาว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขโมยข้อมูลลับทางเทคโนโลยีส่งผ่านไปให้บริษัทอเมริกันอีกทอด

            บางคนอาจบอกว่าติดตั้งระบบป้องกัน แต่ NSA สามารถเจาะผ่านระบบป้องกันของสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระบบ iPhone หรือ  Android เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในเครื่องเหล่านั้น รวมทั้งซอฟแวร์ป้องกันคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันทั่วไป

            ปี 2013 เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ของซีไอเอและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) ส่งแถลงการณ์ผ่านแนวร่วมประชาชน ‘Stop Watching Us’ ว่า “ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา พวกเราได้เรียนรู้จักรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาก เราได้เรียนรู้ว่าหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐแอบสร้างระบบสอดแนมที่กระจายไปทั่ว ทุกวันนี้ไม่มีโทรศัพท์เครื่องใดในอเมริกาที่ไม่ถูก NSA บันทึกข้อมูล ทุกวันนี้ไม่มีการเข้าหรือออกจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตใดในอเมริกาที่ไม่ผ่านมือของ NSA ผู้แทนของเราในรัฐสภาบอกพวกเราว่านี่ไม่ใช่การสอดแนม พวกเขาพูดผิด”

            ไม่เพียงเท่านั้นเอกสารลับที่สโนว์เดนเปิดเผยระบุว่า NSA เก็บบันทึกข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือทั่วโลก “วันละ 5,000 ล้านชิ้น” ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ (devices) หลายร้อยล้านตัว  ติดตามความเคลื่อนไหวของแต่ละคน ปะติดปะต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

            แม้ข้อมูลจะผ่านการเข้ารหัส (encryption) ก็ป้องกันไม่ได้เพราะ NSAได้พัฒนาเครื่องมือถอดรหัสที่ทำได้รวดเร็วกว่าทั่วไปมาก ไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลของนายกฯ แมร์เคิลที่ผ่านการเข้ารหัสชั้นเลิศ Karsten Nohl จาก Security Research Labs ในเบอร์ลินสรุปว่า NSA สามารถดักฟังโทรศัพท์มือถือของทุกคน

            รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรไม่ได้ติดตามสอดแนมทุกคนแต่ถ้าท่านเป็นสามัญชนคนธรรมดาไม่ว่าจะชาติใดประเทศใด ไม่อาจรอดพ้นการจารกรรมจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐ อยู่ที่เขาจะกระทำต่อท่านหรือไม่เท่านั้น

ทุกประเทศต้องมีการข่าวต่อไป :

            การข่าวมีมาตั้งแต่โบราณกาล มีการส่งไส้ศึก ซื้อตัวคนใกล้ชิดผู้ปกครองเพื่อได้ความลับหรือป้อนข้อมูลผิดๆ การรู้ความลับสำคัญของศัตรูเพียงเรื่องเดียวอาจเป็นเหตุให้ชนะศึก ทำให้ชาติศัตรูล่มสลาย การข่าวเป็นส่วนหนึ่งของสงครามของการต่อสู้ สำคัญยิ่งต่อความมั่นคง เพิ่มขยายผลประโยชน์ทุกมิติ

            การจารกรรมปัจจุบันเป็นผลของการพัฒนาตามยุคสมัย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารเอื้อต่อการจารกรรมสอดแนม การพัฒนาระบบส่งสัญญาณ 5ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) มีผลสำคัญยิ่งต่อโลกจารกรรมสอดแนม ทั้งการป้องกันหรือไปสอดแนมคนอื่น เป็นอีกสมรภูมิที่ทุกชาติต้องให้ความสำคัญเมื่อพูดถึงความมั่นคงแห่งชาติ (หรือแม้กระทั่งองค์กรขนาดใหญ่)

            ควรพูดว่าทุกประเทศล้วนมีการข่าว จารกรรมความลับประเทศอื่น ต่างกันที่มากหรือน้อย ใช้วิธีใด ถูกจับได้แล้วหรือยัง

6 มิถุนายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8972 วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
การเปิดเผยเรื่องราวของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมโลกตระหนักว่ารัฐได้ดำเนินการจารกรรม สอดแนม สายลับอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าสื่อโซเชียลมีเดีย เครือข่ายสังคมออนไลน์คือช่องทางการได้ข้อมูลตามการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาการของสังคมโลก

ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน

บรรณานุกรม :

1. By cracking cellphone code, NSA has capacity for decoding private conversations. (2013< December 14). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/business/technology/by-cracking-cellphone-code-nsa-has-capacity-for-decoding-private-conversations/2013/12/13/e119b598-612f-11e3-bf45-61f69f54fc5f_story.html

2. Germany, France demand answers on US-Danish spying scandal. (2021, May 31). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-france-demand-answers-on-us-danish-spying-scandal/a-57734166

3. Germany Refuses to Say if Cooperation With Danish Intel Will Continue Over US Spy Claims. (2021, May 31). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/europe/202105311083040137-german-cabinet-refuses-to-say-if-cooperation-with-danish-intelligence-will-go-on-over-spy-claims/

4. Germany seeks ‘clarification’ over media report claiming Denmark’s secret service helped NSA spy on Merkel. (2021, May 31). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/525268-germany-concerned-denmark-nsa/

5. Lowenthal, Mark. 2009. Intelligence: From Secrets to Policy. 4th edition. USA: CQ Press.

6. Merkel calls US spying breach of trust. (2013, October 24). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/merkel-calls-us-spying-breach-trust-2013102416161685214.html

7. NSA tracking cellphone locations worldwide, Snowden documents show. (2013, December 5). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/nsa-tracking-cellphone-locations-worldwide-snowden-documents-show/2013/12/04/5492873a-5cf2-11e3-bc56-c6ca94801fac_story.html

8. 'Out of Hand': Europe Furious Over US Spying Allegations. (2013, October 24). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/angry-european-and-german-reactions-to-merkel-us-phone-spying-scandal-a-929725.html

9. Snowden, Edward. (2013, October 24). Statement by Edward Snowden. Retrieved from https://rally.stopwatching.us/statement-by-edward-snowden/

10. Spying on allied leaders carries big risks: Our view. (2013, October 24). USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/opinion/2013/10/24/NSA-eavesdropping-foreign-leaders-angela-merkel-editorials-debates/3183277/

11. The Defense Intelligence Service let the US spy on Angela Merkel, French, Norwegian and Swedish top politicians through Danish internet cables. (2021, May 30). DR. Retrieved from https://www.dr.dk/nyheder/indland/forsvarets-efterretningstjeneste-lod-usa-spionere-mod-angela-merkel-franske-norske

12. United States Can Spy on Britons Despite Pact, N.S.A. Memo Says. (2013, November 20). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2013/11/21/us/united-states-can-spy-on-britons-despite-pact-nsa-memo-says.html?_r=0

13. Whitehead, John W. (2013, November 4). Obama, NSA Spying and the Dangers of Secretive, Authoritarian Government. Retrieved from http://www.informationliberation.com/?id=45402

--------------------------