สิทธิมนุษยชนในจีน2026

รัฐบาลจีนมองว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศ นับวันทางการสามารถกำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์

            นอกจากสหรัฐแล้ว จีนเป็นอีกประเทศที่มีผลต่อระเบียบโลกมาก รวมทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชน บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญบางส่วนพร้อมการวิเคราะห์ ผ่านรายงาน “World Report 2026” ของ “ฮิวแมนไรตส์วอตช์” (Human Rights Watch: HRW)

            รายงานสรุปว่าทางการจีนปฏิเสธสิทธิการแสดงออก การรวมกลุ่ม การนับถือความเชื่อศาสนาอย่างเสรี จัดการผู้เห็นต่างทั้งต่อชาวทิเบต อุยกูร์ คนฮ่องกง ก่ออาชญกรรมด้านนี้นับครั้งไม่ถ้วน กระชับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ รัฐบาลจีนควบคุมสื่อทุกช่องทาง เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบอบสอดแนมตรวจสอบคนในประเทศเข้มงวดที่สุด

ประเด็นศาสนาความเชื่อ:

            ทางการจีนยอมรับ 5 ศาสนา (พุทธ เต๋า อิสลาม คริสต์นิกายคาทอลิก และคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) และควบคุมการปฏิบัติศาสนกิจ การแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำจิตวิญญาณ ควบคุมการเงินขององค์กรศาสนา

            มักมีข่าวเจ้าหน้าที่คุกคามและควบคุมตัวผู้นำกับสมาชิกจากกลุ่มที่ผิดกฎหมาย บางส่วนเป็นพวกนับถือคริสต์ที่ไม่ทำตามกฎ เช่น รวมกลุ่มตามบ้านหรือที่ลับ บางคนต้องโทษจำคุกหลายปี บางคนโดนข้อหาไม่จงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน

            ทางการจีนควบคุมสื่อออนไลน์ที่นำเสนอเรื่องศาสนาอย่างเข้มงวด ห้ามครูสอนศาสนาหรือการสอนศาสนาที่ไม่อยู่ในการควบคุม

            วิเคราะห์: ลัทธิฝ่าหลุนกง (Falun Gong) เป็นตัวอย่างที่เอ่ยถึงมาก รัฐบาลจีนสั่งแบนลัทธิฝ่าหลุนกง มองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติและความชอบธรรมของพรรค เนื่องจากสมาชิกกลุ่มขยายตัวรวดเร็วและเข้มแข็ง มีสมาชิกถึง 70-100 ล้านคน ถูกตีตราว่าเป็นองค์กรอิสระขนาดใหญ่ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

            อุดมการณ์คอมมิวนิสต์จีนต้องการสร้าง "รัฐอเทวนิยม" (State Atheism) จึงมองศาสนาเป็นความเชื่อที่งมงาย ขัดอุดมการณ์ของรัฐ

            เจ้าหน้าที่จับตาพวกนักสิทธิมนุษยชน บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ถูกคุกคาม จับกุม นักสิทธิมนุษยชนและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตกเป็นเป้าของการจับตาและคุกคาม นอกจากนี้รัฐบาลจีนมักมองว่าแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสากลเป็นเครื่องมือของประเทศตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐ) ที่ใช้แทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายเสถียรภาพซึ่งมีส่วนถูกต้อง แต่ในอีกด้านตอกย้ำรัฐบาลอำนาจนิยม ควบคุมสังคมเข้มงวด

            เรื่องศาสนามักตีความเชื่อมโยงยุคล่าอาณานิคม ชี้ว่าใช้ศาสนาเปลี่ยนความเชื่อคนพื้นเมือง การเปลี่ยนศาสนาช่วยลดแรงต้านทางวัฒนธรรม ทำให้ผู้ถูกปกครองมีความคิดความเชื่อที่สอดคล้องกับประเทศเจ้าอาณานิคมมากขึ้น ทางการจีนมักอ้างประวัติศาสตร์ที่เผชิญศตวรรษแห่งความอับยศ ถูกหลายประเทศข่มเหงรุกราน ซึ่งพ่วงเอาสิทธิในการเผยแพร่ศาสนาเข้ามาด้วย ดังนั้นแม้หลายคนเผยแพร่ศาสนาด้วยใจบริสุทธิ์แต่จะถูกตีความว่าเป็นภัยความมั่นคง

(YouTube: กำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์ในจีน)

ประเด็นทิเบตกับฮ่องกง:

            รายงานชี้ว่ารัฐบาลจีนยังคงกดทับทิเบตต่อเนื่อง ห้ามรวมตัว ปิดโรงเรียนที่สอนภาษากับวัฒนธรรมทิเบต ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงขอให้ชาวทิเบตรับสังคมคอมมิวนิสต์ ส่วนหนึ่งเพราะกังวลคนทิเบตเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชหรือการปกครองตนเอง ในอดีตการเคลื่อนไหวบางปีรุนแรงมาก มีการเผาตัวตายเพื่อประท้วงนโยบาย ‘ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต’ (Tibetan Autonomous Region)

            ทุกวันนี้ชาวทิเบตยังถือว่าองค์ดาไล ลามะ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ การทำให้ชาวทิเบตจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นเป้าหมายสูงสุดในการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือซื้อใจและสร้างความชอบธรรม หวังว่าการเปลี่ยนชาวทิเบตจากวิถีชีวิตแบบเดิม (เช่น การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน) มาสู่ความเจริญแบบเมือง จะลดอิทธิพลศาสนาและเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ความทันสมัย

            ชาวฮ่องกงเคยประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลจีน ปัจจุบันรัฐบาลฮ่องกงยังคงใช้กฎหมายความมั่นคงควบคุมอย่างเข้มงวด จับตาพวกที่สนับสนุนประชาธิปไตย ปีที่แล้วศาลสูงตัดสินจิมมี่ ไล (Jimmy Lai) ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Apple Daily ด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานสมคบคิดกับต่างชาติและยั่วยุปลุกปั่น

            เรื่องราวฮ่องกงดังทั่วโลกเมื่อชาวฮ่องกงส่วนหนึ่งเรียกร้องขอปกครองตนเองมากขึ้น ดังคำขวัญ “สู้เพื่อเสรีภาพ ยืนเคียงข้างฮ่องกง” (Fight for freedom, stand with Hong Kong!) คนฮ่องกงต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตฮ่องกง ไม่ใช่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชัดเจนว่าผิดกฎหมายร้ายแรง

            สิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการคือลิขิตชีวิตตัวเอง ระบอบการปกครองที่พวกตนตัดสินอนาคตของตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าเช่นนี้แล้วจะได้สิ่งดีที่สุด แต่รัฐบาลจีนไม่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ระหว่าง 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแลกับชาวฮ่องกง 7 ล้านกว่าคน รัฐบาลปักกิ่งย่อมตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอะไร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนพูดเสมอว่าพร้อมใช้กำลัง “จัดการ” หากไต้หวันประกาศเอกราช หรือจะเทียบเคียงกรณีเทียนอันเหมินก็ได้ เหล่าแกนนำผู้ชุมนุมรับรู้เป็นอย่างดี

            การปราบปรามผู้ชุมนุมในฮ่องกงเป็นการส่งสัญญาณอีกครั้งว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกดินแดน ประกาศเอกราช

            ควรย้ำว่าคนฮ่องกงบางส่วนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่พอใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ เห็นว่าควรปฏิรูปฮ่องกงที่ไม่ใช่เพียงแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ มีข้อมูลว่าประชากรมากกว่า 200,000 คนที่ต้องอาศัยอยู่ในที่พักอาศัยที่เรียกว่า "ห้องกรงเหล็ก" (Cage Homes) หรือ "ห้องโลงศพ" (Coffin Homes) หากชีวิตยังยากลำบากย่อมเป็นชนวนให้ลุกฮืออีกครั้ง

ประเด็นซินเจียงอุยกูร์:

            ฮิวแมนไรตส์วอตช์เผยว่ารัฐบาลจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2016 ทางการเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวอุยกูร์ การปฏิบัติศาสนกิจ บังคับให้พวกเขาจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน

            มีข้อมูลว่าทางการจีนเปลี่ยนมัสยิดหลายแห่งเป็นร้านกาแฟ บางแห่งปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทางการชี้ว่ามีมัสยิดมากเกินไป บางคนสังเกตว่าเน้นรื้อถอนมัสยิดขนาดเล็ก เพื่อให้มุสลิมไปรวมตัวในมัสยิดใหญ่ ช่วยเรื่องการควบคุม

            แต่ทางการจีนปฏิเสธการละเมิดสิทธิมนุษยชน

            การบังคับใช้แรงงานเป็นอีกประเด็นที่น่าติดตาม ทางการส่งชาวอุยกูร์และไปทำงานในโรงงานหรือฟาร์มทั่วประเทศ โดยที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธ เนื่องจากกลัวการถูกกักขังหรือลงโทษ องค์กรสิทธิมนุษยชนพยายามติดตามว่าพวกเขาผลิตสินค้าอะไร เรื่องนี้มีผลต่อยี่ห้อสินค้า การส่งขายในต่างแดน

            วิเคราะห์: แต่ไหนแต่ไรคน 3 จำพวกที่รัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นภัยคือพวกผู้ก่อการร้าย พวกแบ่งแยกดินแดนและพวกสุดโต่ง นอกจากเพิ่มมาตรการควบคุมในประเทศแล้วยังพยายามขอความร่วมมือจากต่างประเทศ พื้นที่สำคัญคือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่คนอุยกูร์กับชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ มักเคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล

กำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์:

            หัวข้อสิทธิมนุษยชนจีนส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องเดิมประเด็นเดิม หลายเรื่องพูดกันหลายทศวรรษแล้ว ทางการจีนต้องจับตาเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหาบานปลาย ไม่ว่าประชาคมโลกจะคิดเห็นอย่างไร รัฐบาลจีนมองว่าความมั่นคงในประเทศสำคัญที่สุด การแบ่งแยกดินแดน ความกระด้างกระเดื่อง เป็นภัยที่ต้องจัดการ

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดหรืออธิบายอย่างไร รัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมประชาชน ควบคุมสังคมอยู่แล้ว ในด้านหนึ่งน่าเห็นใจที่ต้องดูแลประชากรกว่า 1,400 ล้านคนบนแผ่นดินกว้างใหญ่ มหาอำนาจฝ่ายตรงข้ามมองจีนเป็นคู่แข่งหรือปรปักษ์ที่ต้องต่อสู้ช่วงชิง

            การควบคุมในอนาคตจะเข้มงวดมากขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีข้อมูลว่าใช้ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และการเก็บข้อมูลทางชีวภาพ (DNA) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนในซินเจียงตลอด 24 ชั่วโมง

            ที่น่าจับตาคือการควบคุมการเงินผ่านหยวนดิจิทัลที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว การทำธุรกรรมการเงินทั้งหลายที่ต้องผ่านออนไลน์ ภายใต้การกำกับตรวจสอบโดยรัฐ

            ความสามารถของ AI ช่วยงานกำกับติดตามได้เป็นอย่างดี เห็นชัดว่านับวันรัฐบาลสามารถกำกับติดตามประชาชนแบบเรียลไทม์ โลกกำลังเคลื่อนสู่แนวทางนี้

            รัฐบาลจีนมองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงภายในเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ แนวทางเช่นนี้ช่วยเรื่องการยึดถืออธิปไตย ต่างชาติไม่แทรกแซง แต่ในอีกด้านถูกประชาคมโลกตั้งคำถามว่าเท่ากับส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชน จีนกำลังเป็นแบบอย่างโลกในเรื่องนี้

22 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10689 วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

-------------------

บรรณานุกรม :

1. Human Rights Watch. (2026, February). World Report 2026. Retrieved from https://www.hrw.org/sites/default/files/media_2026/01/WR2026%20web_2.pdf

2. U.S. State Department. (2018, September). Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf

3. Uighur mosques closed by Beijing, handed over for tourist use. (2020, October 15). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/13821568

-----------------


ระเบียบโลกทรัมป์2.0ลดทอนสิทธิมนุษยชน

ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

เป็นประจำทุกปี ฮิวแมนไรตส์วอตช์” (Human Rights Watch: HRW) จะนำเสนอรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ฉบับล่าสุดคือ “World Report 2026” นำเสนอสถานการณ์ของปี 2025 บทความนี้สังเคราะห์ด้วยประเด็นระเบียบโลกทรัมป์2.0 ดังนี้

(YouTube: สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่)

สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่:

            รายงาน 2026 ให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก ถึงขนาดตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดในโลกแบบทรัมป์หรือไม่” เพราะรัฐบาลทรัมป์คือพวกอำนาจนิยมที่คุกคามระเบียบโลกเดิม

            สิทธิมนุษยชนที่เสื่อมทรุดสัมพันธ์กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐ สอดคล้องกับประชาธิปไตยอเมริกาที่ถดถอย

            วิเคราะห์: ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง งานวิจัยหลายชิ้น ล้วนฟันธงว่าประชาธิปไตยสหรัฐถดถอย ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ต่างจากยุทธศาสตร์แม่บทเดิม (Grand Strategy) ที่ยึดถือมานาน ทรัมป์ 2.0 ในขณะนี้แรงกว่าเดิมมาก ตั้งใจทำลายระเบียบโลกเดิมและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใหม่ (ระเบียบโลกใหม่) ที่สหรัฐได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดการค้าเสรีของ WTO และละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

            ความไม่เป็นประชาธิปไตยของสหรัฐไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” กับรัฐบาลทรัมป์ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

            ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย ทรัมป์พูดเองว่าบางคนเรียกเขาว่าเป็นจอมเผด็จการ (dictator) ที่ทรัมป์ตีความคำนี้หมายถึงการเป็น "ผู้นำที่เข้มแข็ง" (Strongman)

            เรื่องนี้อาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐหลายชุดพยายามแก้ปัญหาสำคัญของชาติ แต่วิธีเดิมไม่สำเร็จ ทรัมป์ 2.0 จึงเลือกใช้แนวทางสุดโต่งดังปรากฎในขณะนี้ เช่น ส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมผิวขาว (white nationalist ideology) ที่ต่อต้านชนเชื้อสายอื่น คนผิวสี ลดคุณค่าแรงงานต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัย ถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) กระชับมิตรกับผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศ คว่ำบาตรองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับปาเลสไตน์ และคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่น่าคิดคือคนในพรรครีพับลิกันไม่ต่อต้าน (บางคนอาจคัดค้านแต่เสียงอ่อน) สื่ออเมริกาเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศแบบตรงๆ

            ผลสำคัญอีกข้อคือ แต่ไหนแต่ไรรัสเซียกับจีนมีปัญหาสิทธิมนุษยชน บัดนี้เมื่อสหรัฐถดถอยเรื่องนี้ ทำให้ภาพของรัสเซียกับจีนดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ หากจะวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่ากับแตะรัฐบาลสหรัฐไม่โดยตรงกับโดยอ้อม

            ในอดีตรัฐบาลสหรัฐมักใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเล่นงานหลายประเทศ บัดนี้ทรัมป์ไม่ใช้เครื่องมือตามกลไกสหประชาชาติอีกแล้ว แต่อ้างกฎหมายของตัวเอง เช่น ส่งทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลาพร้อมภริยาด้วยกฎหมายปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า บางประเทศพิพากษาลงโทษผู้นำประเทศอื่นด้วยตัวเอง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่า ถ้าสหรัฐไม่สนใจสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนโลกจะถดถอย เช่นเดียวกับประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระเบียบโลกเช่นนั้น และเห็นชัดว่าชาติตะวันตกหลายประเทศกำลังถอยห่างจากเรื่องดังกล่าว เมื่อบริบทโลกเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกที่การยึดถือสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ลดน้อยลง ความเป็นประชาธิปไตยลดลง อำนาจนิยมเฟื่องฟู

รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธรายงาน:

            เนื่องจาก World Report 2026 มีประเด็นขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐมีส่วนทำลายเสาหลักประชาธิปไตยและบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนสากล สหรัฐจึงปฏิเสธรายงานดังกล่าว ชี้ว่าเนื้อหา "บิดเบือน" ผลสำคัญอีกข้อคือสหรัฐการเมินเฉยกลไกสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับการตรวจสอบจากภายนอก มองว่ารายงานจากองค์กรอย่าง HRW เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้เพื่อโจมตีอำนาจอธิปไตยของตน เป็นตลกร้ายทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องนี้โจมตีรัฐบาลต่างชาติแต่กลับไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตนเอง หรือที่ทำต่อต่างประเทศ

            ปัจจัยอิสราเอลมีส่วนสำคัญ แต่ไหนแต่ไรองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวโทษอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ประณามทุกปี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โดยเฉพาะภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน) กับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch (HRW) ตึงเครียดมาก

            ทั้งนี้เนื่องจากสองประเทศเป็นพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐจึงพยายามขัดขวางการกล่าวโทษอิสราเอล อย่างเช่นคำว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เพื่อปกป้องพันธมิตร หวังลดกระแสต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในการเมืองภายในของสหรัฐ

วิเคราะห์ในมุมมองระเบียบโลกใหม่:

            ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อรายงานดังกล่าวสะท้อน America First 2.0 เปลี่ยนการยึดถือระเบียบโลกที่ยึดกติกาเสรีนิยม (Liberal Rules-Based Order) เป็นระเบียบโลกที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐ การเจรจาต่อรองทวิภาคี

            ในแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ “สิทธิมนุษยชน” ไม่เป็นกฎเกณฑ์สากลที่อยู่เหนือรัฐอีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ

            ข้อนี้เป็นเหตุผลว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับ HRW กับ UN ตีความว่าพวกนี้พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ ขัดผลประโยชน์แห่งชาติ

            ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสร้าง สหรัฐให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากกว่าพันธมิตรที่ทำตามกฎหรือข้อตกลงเดิม

            ท่าทีทรัมป์จะเปลี่ยนทันทีหากประเทศนั้นไม่ยอมทำตามที่ต้องการ หรือทำสิ่งที่ขัดกับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรเก่าแก่หรือไม่ ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกก็ชี้ว่านาโตมี 2 ปัญหาใหญ่ ข้อแรกคือล้าสมัยเพราะสถาปนาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 นาโตยังให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย

            ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าทรัมป์ตั้งใจลดบทบาทองค์กรพหุภาคี (De-institutionalization) ต้องการรื้อทำลายระเบียบโลกเก่านั่นเอง เพื่อเปิดทางให้สหรัฐกำหนดมาตรฐาน สิทธิและความชอบธรรมขึ้นมาใหม่ตามเป้าหมายใหม่ ถ้าไม่นับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายสิบประเทศทั่วโลก Board of Peace (BoP) หรือคณะกรรมการสันติภาพที่กำลังก่อตั้งคือตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน เบื้องต้นคือยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามในฉนวนกาซา ในอนาคตอาจขยายบทบาทไปสู่ความขัดแย้งอื่น ๆ ทั่วโลก เป็นองค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่กำลังก่อตัว ไม่อยู่ภายใต้กติกาสหประชาชาติ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเช่นนั้นเพื่อความอยู่รอด

สรุป:

            ถ้าสังเกตให้ดี นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความเป็นมหาอำนาจ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนของสหรัฐมักไปในทิศทางเดียวกัน อาจตีความว่าเมื่อความเป็นมหาอำนาจถดถอย จึงทำให้ 2 เรื่องหลังถดถอยด้วย ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

            บทความนี้นำเสนอข้อมูลที่ชี้ว่าสิทธิมนุษยชนอเมริกาถดถอย ต้องมองอีกด้านว่าสิทธิมนุษยชนในอเมริกายังดีกว่าหลายสิบประเทศทั่วโลก คนย่อมมีความสุขเมื่ออยู่ในประเทศที่ความเป็นคนมีคุณค่า พลเมืองทุกคนได้รับความคุ้มครอง สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก

15 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10682 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

---------------


บรรณานุกรม :

1. Europe’s future depends on whether it can embrace hard power, says Germany’s Merz. (2026, January 29). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/europe-eu-future-embrace-hard-power-germany-friedrich-merz/

2. German leader hails Europe as an ‘alternative to imperialism and autocracy’. (2026, January 30). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/germany-merz-europe-trump-nato-alliances-trade-65a8342f7b3fde483e85c20051845aa5

3. Germany’s Trump problem: Why Berlin won’t play hardball? (2026, January 29). Defence24. Retrieved from https://defence24.com/defence-policy/germanys-trump-problem-why-berlin-wont-play-hardball

4. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html

5. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html

7. US: an old-new imperial doctrine. (2026, February 2). Le Monde diplomatique. Retrieved from https://mondediplo.com/2026/02/05us

8. We never believe that any country can play the role of world policeman: Chinese FM on Venezuela situation. (2026, January 4). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202601/1352265.shtml

-----------------

ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ

ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” เอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก

            มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เรากำลังเข้าสู่โลกใหม่ที่มหาอำนาจเกิดขึ้นบนฐานอำนาจ ความเข้มแข็งและใช้กำลัง ขอให้ยุโรปยอมรับการใช้อำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ เพื่อคงยุโรปเป็นกองทัพฝ่ายประชาธิปไตยโลก ให้ยึดการเมืองเชิงอำนาจ (power politics) อำนาจอยู่คู่กับผลประโยชน์

            วิเคราะห์: นายกฯ เยอรมันประกาศส่งเสริมและใช้พลังอำนาจทางทหารกับเศรษฐกิจ ซึ่งจำต้องพัฒนาและขยายกองทัพ เน้นใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงแห่งชาติมากกว่าการค้า ความมั่นคงอยู่เหนือหลักการค้าเสรีกับข้อตกลงต่างๆ เรื่องนี้ตรงตามแนวทางของทรัมป์ ยึดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ)

             นายกฯ เเมิร์ซกล่าวว่าเราขอเสนอ "ชุดคุณค่าหรือระเบียบแบบใหม่" ที่ดีกว่าลัทธิจักรวรรดินิยมและระบอบอัตตาธิปไตยในโลก (imperialism and autocracy) นานาชาติเข้าเป็นหุ้นส่วนในด้านต่างๆ กับเราได้ รวมทั้งอุดมคติของเรา ด้วยความเคารพต่อกัน ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ (ไม่กลับไปกลับมา คาดเดาไม่ได้)

(YouTube: ผู้นำเยอรมันเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย)

            วิเคราะห์: น่าสนใจที่ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” ที่ปกติจะหมายถึงรัสเซียกับจีน แต่กรณีนี้หมายถึงรัฐบาลทรัมป์ เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาลเยอรมันกล้าใช้คำนี้กับสหรัฐ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

            ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก ฝ่ายประชาธิปไตยยุโรปคือทางเลือกใหม่ของนานาชาติ เป็นมุมมองใหม่ที่นาโตยุโรปนำเสนอต่อประชาคมโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม:

            ยุโรปต้องยอมรับและยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) สร้างพลังอำนาจของยุโรป (ไม่รวมสหรัฐ) เป็นการย้ำว่าโลกปัจจุบันใช้กฎแห่งป่า ต้องมีอำนาจมากพอจึงจะอยู่รอด และเล็งถึงสหรัฐที่กำลังใช้สัจนิยมอย่างเข้มข้น ก่อความขัดแย้งกับหลายสิบประเทศทั่วโลก ทั้งเรื่องภาษี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

            ที่น่าตกใจอีกเรื่องคือท่ามกลางกระแสตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับยุโรป เยอรมนีเรียกร้องให้ยุโรปลุกขึ้นต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ ขอให้ตระหนักและยอมรับความจริงนี้

 

พันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่เปราะบาง:

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมที่จะยกเลิกข้อตกลงฝ่ายเดียว ไม่สนใจความร่วมมือระดับโลกหากคิดว่าไม่ได้ประโยชน์มากพอ สหรัฐอยากได้แคนาดากับกรีนแลนด์เป็นของตน ทั้งๆ ที่แคนาดากับเดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต (ตามสนธิสัญญาชาตินาโตต้องปกป้องพวกเดียวกัน บัดนี้สหรัฐที่เป็นสมาชิกนาโตกำลังข่มขู่คุกคามพวกนาโตด้วยกัน) ควรย้ำว่านาโตคือเสาหลักความมั่นคงของตะวันตกที่ยืนยาวตั้งแต่สมัยสงครามเย็น แต่องค์กรแบบอย่างนี้เปลี่ยนไปแล้ว

            บัดนี้ความเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนจึงเปราะบาง ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ตามสไตล์ทรัมป์ ทุกอย่างขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ที่สหรัฐคาดหวัง วันนี้เป็นพันธมิตรพรุ่งนี้อาจเป็นศัตรู

            ควรสรุปว่าไม่ใช่ยุโรปที่ไม่อยากเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วน แต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐว่าต้องการเป็นพันธมิตรด้วยหรือไม่ และควรตั้งคำถาม “คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายถึงอะไรกันแน่”

ต่อต้านการครอบงำแต่ไม่ตัดขาด:

            นายกฯ เมิร์ซพูดชัดเจนว่ายุโรปตั้งใจร่วมมือกับสหรัฐภายใต้กรอบนาโตต่อไป แต่ไม่ใช่ "ลูกน้อง" (subordinate) ที่ต้องรับคำสั่ง ชาติยุโรปมีอธิปไตย มีผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้องรักษาไม่ต่างจากสหรัฐ

            ในขณะเดียวกันพันธมิตรนาโตยังคงอยู่ ยุโรปจะพยายามร่วมมือกับสหรัฐต่อไปในฐานะหุ้นส่วนกับพันธมิตร

            นาโตคือพันธมิตรความมั่นคงโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ณ ตอนนี้ยุโรปยังต้องผูกติดการป้องกันประเทศเข้ากับสหรัฐ และหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์

            ตั้งแต่แรกยุโรปพึ่งพาการป้องกันนิวเคลียร์จากสหรัฐซึ่งสำคัญมากในสมัยสงครามเย็น แต่แนวทางนี้กำลังขยับตัว นายกฯ เมิร์ซกล่าวว่าเยอรมนีหวังเพิ่มบทบาทปกป้องนิวเคลียร์ ที่สอดคล้องทำงานร่วมกับการป้องปรามนิวเคลียร์ของสหรัฐ (ปัจจุบันเป็นระบบที่สหรัฐเป็นแกนหลัก เช่น ใช้อาวุธนิวเคลียร์อเมริกา สหรัฐมีส่วนกำกับควบคุม) คล้ายบทบาทของฝรั่งเศสกับอังกฤษ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น nuclear-sharing ที่มีปัญหาการแบกภาระค่าใช้จ่าย

            รัฐธรรมนูญเยอรมันห้ามประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ด้วยนโยบาย “NATO’s nuclear sharing” (ข้อตกลงความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต ได้แก่ เยอรมนี ตุรเคีย เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ที่ใช้นิวเคลียร์สหรัฐ) ทำให้เยอรมันมีลูกระเบิดหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐ และเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้ในประเทศ

            ยกเว้นฝรั่งเศสที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองมานานแล้ว ส่วนอังกฤษมีเรือดำน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ สองประเทศนี้จึงแตกต่างจากนาโตยุโรปอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เป็นของตัวเองแท้ๆ

            ไม่ว่ายุโรปจะชอบหรือไม่ นาโตยุโรปยังต้องพึ่งพาการป้องกันประเทศจากสหรัฐและคงต้องเป็นเช่นนี้อีกนาน การแตกหักจึงไม่ใช่ทางออก ควรหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด พร้อมกับยกระดับการป้องกันประเทศบนขาของตัวเอง เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ประชาชนต้องร่วมจิตร่วมใจ

วิเคราะห์: ข้อตกลงประจำการอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐในเยอรมนีเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่อาจพิจารณาด้วยเหตุผลบางด้าน มีทั้งข้อดีข้อเสีย เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แม่บท (Grand strategy) ของแต่ละประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกข้างว่าอยู่ฝ่ายใด และหมายถึงรัฐบาลสหรัฐต้องการให้เยอรมนีเป็นพวกตนด้วย

            ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโส (Senior Minister) และอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่าชาติยุโรปจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง กำหนดนโยบายความมั่นคงที่ลดพึ่งพาสหรัฐ ยุโรปจะเพิ่มงบกลาโหมมหาศาล นโยบายความมั่นคงใหม่จะส่งผลต่อโลก นโยบายต่อยูเครนจะสะท้อนความคิดอ่านของยุโรป


(YouTube: วิสัยทัศน์ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง)

ยุโรปที่รวมเป็นหนึ่ง:

            นายมาริโอ ดรากี (Mario Draghi) อดีตนายกฯ อิตาลีและประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า “ยุโรปเสี่ยงที่จะกลายเป็นลูกน้อง ถูกแบ่งแยก และไม่เป็นชาติอุตสาหกรรม (Deindustrialized) หากไม่ปรับตัวให้เป็นสหพันธรัฐที่แท้จริง (genuine federation) อียูต้องรวมตัวใกล้ชิดมากกว่านี้ จึงจะมีพลังมากขึ้น ต้านทานกระแสโลกที่กำลังปั่นป่วน สหรัฐอยากเห็น “การเมืองยุโรปแตกแยก เพราะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา” ส่วนจีนอาศัยการทุ่มตลาด ทำให้นานาชาติขาดดุลและเกิดปัญหา และจีนพยายามสร้างขั้วของตนเอง

            แนวคิดของดรากีคือหากยุโรปมาสามารถรวมตัวเป็นสหพันธรัฐ จะเพิ่มอำนาจต่อรอง เจรจากับประเทศอื่นบนพื้นฐานยุโรปที่เป็นประเทศเดียว มองว่ายุโรปเป็นอีกขั้วอำนาจที่ไม่อยู่ใต้สหรัฐหรือจีน

            วิเคราะห์: สหภาพยุโรปที่รวมตัวกลายเป็นประเทศเป็นวิสัยทัศน์ที่เอ่ยถึงนานแล้ว เชื่อว่าท้ายที่สุดจะกลายเป็น "สหรัฐยุโรป" (United States of Europe) หรือ "สหพันธรัฐยุโรป" (Federal Europe) แต่แนวทางนี้เต็มด้วยความท้าทาย การที่อดีตนายกฯ ดรากี พูดเรื่องนี้น่าจะเป็นการชักชวนให้อียูร่วมมือกันมากขึ้น เป็นเอกภาพกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากมหาอำนาจ

            ไม่มีรัฐบาลใดยอมรับว่าประเทศตนสูญเสียอธิปไตย ตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาลประเทศอื่น อียูหรือนาโตยุโรปกำลังยืนยันจุดนี้ ทั้งๆ ที่หลายครั้งที่พวกเขาเดินตามแนวทางสหรัฐแม้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ นับวันสหรัฐที่เป็น “พันธมิตรความมั่นคง” กลับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่เด่นชัดมากขึ้น เรื่องนี้สะเทือนใจคนยุโรป ในฐานะรัฐบาลจึงจำต้องแสดงท่าทีปกป้องประเทศ สัมพันธ์ยุโรปกับสหรัฐจะเป็นประเด็นที่จะถูกพูดถึงอีกหลายครั้ง

8 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10675 วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

---------------

บรรณานุกรม :

1. EU must become a 'genuine federation' to avoid deindustrialisation and decline, Draghi says. (2026, February 2). Euro News. Retrieved from https://www.euronews.com/my-europe/2026/02/02/eu-must-become-a-genuine-federation-to-avoid-deindustrialisation-and-decline-draghi-says

2. Europe’s future depends on whether it can embrace hard power, says Germany’s Merz. (2026, January 29). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/europe-eu-future-embrace-hard-power-germany-friedrich-merz/

3. German leader hails Europe as an ‘alternative to imperialism and autocracy’. (2026, January 30). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/germany-merz-europe-trump-nato-alliances-trade-65a8342f7b3fde483e85c20051845aa5

6. Germany news: Merz says Europeans 'not subordinates' to US. (2026, January 29). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-news-merz-says-europeans-not-subordinates-to-us/live-75706500

7. Germany’s Trump problem: Why Berlin won’t play hardball? (2026, January 29). Defence24. Retrieved from https://defence24.com/defence-policy/germanys-trump-problem-why-berlin-wont-play-hardball)

8. US willingness to act unilaterally, including military actions in Venezuela, has major geopolitical implications: SM Lee. (2026, January 9). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/asia/singapore-lee-hsien-loong-venezuela-international-law-united-states-military-5836171

9. US: an old-new imperial doctrine. (2026, February 2). Le Monde diplomatique. Retrieved from https://mondediplo.com/2026/02/05us

-----------------

คนไทยที่ทำงานอเมริกาหลายปีคิดกลับไทย

คนไทยที่ทำงานในอเมริกามานาน เมื่อต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางกฎหมาย บรรยากาศสังคมที่ไม่เป็นมิตรอย่างเคย ประเด็นครอบครัว ทำให้อยากกลับไทยหรือต้องกลับไทย

            คนที่คิดกลับส่วนใหญ่เป็นคนงานบริษัทเอกชนตำแหน่งทั่วไป มีบ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญ แรงงานฝีมือ คนเหล่านี้ฝังตัวทำงานในอเมริกานานหลายปี บางคนมีลูกและกำลังเรียนหนังสือที่นั่น แต่ตอนนี้ต้องการกลับไทย โดยหลายเหตุผลดังนี้

          ประการแรก ปัจจัยเศรษฐกิจกับค่าครองชีพ

            หลายคนชอบดูแต่ตัวเลขว่าทำงานที่นั่นรายได้งาม ค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศปี 2026 อยู่ที่ 13-15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือเท่ากับชั่วโมงละ 450-600 บาท ทำงานวันเดียวได้หลายพัน ต่อเดือนได้เป็นแสนบาท ทำงานที่อเมริกาแล้วจะรวย เป็นการมองรายรับเพียงด้านเดียว

            แม้รายได้สูงกว่าไทยมาก แต่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้แรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำยังคงประสบปัญหา "Working Poor" หรือทำงานแต่ไม่พอเลี้ยงชีพ เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้คนเชื้อสายไทยในอเมริกาอยากกลับมาใช้ชีวิตที่ไทยซึ่งมีค่าครองชีพต่ำกว่ามาก

            ระบบสวัสดิการสุขภาพเป็นอีกปัจจัยสำคัญ แม้กระทั่งคนอเมริกันยังบ่นต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพสูงมากและแพงขึ้นต่อเนื่อง ปี 2026 รัฐบาลยุติการอุดหนุนเบี้ยประกันในบางระดับ (Enhanced Subsidies) ทำให้เบี้ยประกันสุขภาพพุ่งสูงขึ้นอีก สามีภรรยาที่มีลูกต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพของบุตรหลาน จนบางคนจ่ายไม่ไหว ในกรณีคนไทยยิ่งเป็นเรื่องซับซ้อนและราคาสูง การดูแลคนสูงวัยต้องจ่ายแพง

            เบี้ยประกันสุขภาพเพียงเรื่องเดียวมีผลต่อการตัดสินใจ

(YouTube: รายได้ไม่พอรายจ่าย)

          ประการที่ 2 ปัจจัยสังคมกับความปลอดภัย

            แม้สหรัฐบอกว่าเป็นชาติเสรีประชาธิปไตย ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนสากล แต่บรรยากาศการเมืองแบ่งขั้วรุนแรง ปัญหาความขัดแย้งเรื่องสีผิว/เชื้อชาติสูง ทำให้การใช้ชีวิตตึงเครียดต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลทรัมป์ (ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก) ที่แสดงท่าทีต่อต้านคนต่างด้าว คนสีผิวอย่างเปิดเผย

            กระแสต่อต้านคนเอเชียปะทุขึ้นในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก เกี่ยวข้องกับนโยบายต้านจีนของทรัมป์ ที่โยนความผิดต่างๆ ให้จีน ที่น่าตกใจคือไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ แต่ลามถึงคนเชื้อสายจีน ทรัมป์มักเรียกไวรัสโควิด-19 ว่า “China virus” กระแสต่อต้านคนจีนแรงขึ้นรวดเร็ว

            การต้านจีนกระทบคนเอเชียด้วย ส่วนหนึ่งเพราะคนอเมริกันบางคนแยกไม่ออกว่าใครคือคนจีน คนฟิลิปปินส์ หรือคนไทย

            เมื่อมาถึงสมัยไบเดน ประธานาธิบดีไบเดนยอมรับว่า การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ (systemic racism) เป็นวัฒนธรรมของคนบางกลุ่มในสังคมอเมริกันที่มีมาเนิ่นนานแล้ว

            เป็นความจริงที่สังคมอเมริกันหลายพื้นที่สงบสุขและน่าอยู่ แต่บางพื้นที่มีปัญหาความปลอดภัย โดยเฉพาะเขตคนสีผิว เขตคนยากจน ปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดในเมืองใหญ่หลายแห่ง ทำให้อเมริกา "ไม่น่าอยู่" ลงในสายตาของคนมีครอบครัวและลูกเล็ก

            เมื่อผนวกความเป็นคนต่างด้าวด้วย ความปลอดภัยยิ่งลดลง

          ประการที่ 3 โอกาสในการทำงานและ Digital Nomad

            ปัจจุบันบริษัทระดับโลกหลายแห่งยอมให้ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (WFH) หลายคนเลือกกลับเมืองไทยโดยที่ยังรับเงินเดือนสกุลดอลลาร์ หรือใช้ไทยเป็นฐานทำงานฟรีแลนซ์

            ในอีกด้านรัฐบาลไทยกำลังพยายามดึงดูดกลุ่ม High-skilled labor ผ่านนโยบายอย่าง LTR Visa ซึ่งตอบโจทย์คนที่อยากนำความรู้จากต่างประเทศมาต่อยอดธุรกิจหรือเป็นที่ปรึกษาในไทย

            คนเก่งผู้เชี่ยวชาญสามารถกลับมาทำงานที่เมืองไทยไม่ยาก ได้รับข้อเสนอค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ทั้งนี้ยังไม่รวมข้อดีอื่นๆ ของการอยู่ประเทศไทย

          ประการที่ 4 ปัจจัยจิตวิทยาและครอบครัว

            ในขณะที่ตัวเขาอยู่อเมริกาได้ดีและอยากอยู่ต่อไป แต่ครอบครัวเป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ภรรยากับลูกอยู่เมืองไทย หรืออยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่แก่ตัวลงตามค่านิยมสังคมไทย

            ส่วนเรื่องความทางเจริญทางวัตถุ โครงสร้างพื้นฐานบางเรื่องไม่ดีเท่า แต่สามารถปรับปรุงได้ตามกำลังทรัพย์ คนอเมริกันกับชาวยุโรปสูงวัยหลายคนเลือกใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย เกิดชุมชนคนอเมริกัน คนยุโรปตามที่ต่างๆ คนเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

(YouTube: ปัจจัยทรัมป์)

          ประการที่ 5 ปัจจัยทรัมป์ 2.0

            นโยบายทรัมป์สมัยที่ 2 (ปี 2025-) มีผลกระทบ "กว้างและแรง" กว่าสมัยแรกมาก โดยเฉพาะหลังคำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและใช้อำนาจประธานาธิบดี (Executive Orders) กระทบโดยตรงต่อทั้งคนไทยที่ "อยู่แบบไม่เป็นทางการ" กับ "กำลังจะไป" ดังนี้

          5.1 การส่งกลับและกดดันให้กลับเอง

            ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามสกัดแรงงานต่างด้าว ชี้ว่าเป็นต้นเหตุอาชญากรรม ปัญหาคนว่างงาน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจริงเท็จแค่ไหน รุนแรงตามกล่าวหรือไม่ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะถูกต้องเพียงใด ข้อมูลจาก DHS (กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ) ระบุว่าในปี 2025 มีคนต่างด้าวถูกส่งกลับและสมัครใจกลับเองกว่า 2.5 - 3 ล้านคน

            มาตรการที่ใช้ได้ผลและควรเอ่ยถึงคือ "ทำให้การใช้ชีวิตยากขึ้น" เช่น จำกัดการเข้าถึงสวัสดิการ การเข้มงวดนายจ้างที่จ้างคนไม่มีใบอนุญาตทำงาน ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจับกุม ทำให้หลายคนเลือกที่จะกลับไทยแทนถูกจับขังในศูนย์กักกัน

          5.2 ระงับวีซ่าถาวร

            21 มกราคม 2026 ทางการสหรัฐระงับวีซ่าถาวร (Immigrant Visa Pause) ต่อ 75 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย มาตรการนี้ไม่ใช่แค่การชะลอตัวปกติ แต่เป็นการแช่แข็งกระบวนการออกใบเขียว (Green Card) จากสถานทูตสหรัฐทั่วโลก ส่งผลต่อโดยตรงต่อหลายคนที่หวังใช้ช่องทางดังกล่าว 

            1) Family-Based Visas: การขอวีซ่าเพื่อรวมญาติ (เช่น พี่น้องบุตรบุญธรรม หรือพ่อแม่ของพลเมืองอเมริกัน) ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น "Chain Migration" ที่ต้องกำจัด คนไทยที่ทำงานหลายปีจนเป็น citizen แต่อยากกลับไทยเพราะภรรยากับลูกไม่สามารถอยู่อเมริกาอีกต่อไป

            2) Employment-Based Visas: กระทบต่อกลุ่มแรงงานฝีมือในบางสาขาที่รัฐบาลมองว่า "แย่งงานคนอเมริกัน" ข้อนี้ตรงตามนโยบายทรัมป์ที่ต้องการผลักดันแรงงานต่างด้าวออกไป (ยกเว้นแรงงานฝีมือที่ต้องการจริงๆ)

            3) Diversity Visa (Lotto): ถูกระงับโดยสิ้นเชิง

            ทั้งหมดนี้ รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าคนจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ "ใช้สวัสดิการรัฐมากเกินไป" หรือเป็นภาระทางภาษี ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยทักท้วง ตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงอยู่ในรายการ ทั้งๆ ที่เป็นมิตรต่อกันแต่สหรัฐยังคงนโยบายนี้ต่อไทย

          5.3 การเพิ่มต้นทุนและอุปสรรค

            H-1B Visa: มีการกำหนดให้บริษัทที่จ้างงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อเคส (เพื่อบีบให้จ้างคนอเมริกันแทน) เว้นแต่ตำแหน่งงานหรือสาขาที่จำเป็นต่อความมั่นคงจริงๆ ข้อนี้ส่งผลต่อแรงงานทั่วไป ตำแหน่งระดับล่างของบริษัทต่างๆ

            นากจากนี้ใช้ระบบตรวจสอบย้อนหลัง นโยบาย Re-review หรือการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ที่เคยได้รับสถานะเข้าเมืองในช่วงปี 2021-2024 ว่าได้มาโดยถูกต้องหรือเป็นภาระต่อสังคมหรือไม่

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ:

            นักวิชาการบางคนอธิบายว่ารัฐบาลทรัมป์ยึดแนวคิด "Isolationism" และ "Nativism" ที่เข้มข้นขึ้น สหรัฐกำลังเปลี่ยนจากการเป็นหม้อหลอมวัฒนธรรมสู่การเป็น "Gated Community" (ชุมชนปิด) โดยใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเป็นเครื่องมือกรองเฉพาะทรัพยากรที่เขาต้องการจริงๆ

            คงเร็วเกินไปถ้าจะฟันธงว่าสหรัฐกำลังเป็นชุมชนปิด น่าจะตีความว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังแก้ปัญหาคนต่างด้าวที่มีมากเกินไป แต่หากอนาคตต้องการแรงงานเพิ่ม ย่อมเปิดทางรับแรงงานต่างด้าวแน่นอน เป็นกระบวนการปรับสมดุลมากกว่า

            คนไทยที่ทำงานในอเมริกามานาน เมื่อต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางกฎหมาย บรรยากาศสังคมที่ไม่เป็นมิตรอย่างเคย ประเด็นครอบครัว ทั้งหมดรวมเป็นปัจจัยที่ทำให้อยากกลับไทยหรือต้องกลับไทย

1 กุมภาพันธ์ 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10668 วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. Asian American health workers fight virus and racist attacks. (2021, May 8). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/donald-trump-asia-business-race-and-ethnicity-immigration-954b84d1cd5d15aade8edeb262dfc37e

2. Biden calls ‘systemic racism’ a ‘stain on our nation’s soul’. (2021, April 21). inquirerdotnet. Retrieved from https://newsinfo.inquirer.net/1421771/biden-calls-systemic-racism-a-stain-on-our-nations-soul

-----------------