เส้นทางสายไหมตะวันออกแห่งศตวรรษที่ 21

BRI จะเป็นแค่การพัฒนาร่วมหรือเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกของจีนเป็นที่ถกแถลงเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนานาชาติเฝ้าติดตาม จริงหรือเท็จกาลเวลาจะให้คำตอบ

            พฤศจิกายน 2024 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  (Xi Jinping) เยือนประเทศเปรูและร่วมประชุมสุดยอด APEC ในการนี้รัฐบาลจีนกับเปรูได้ลงนามยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (comprehensive strategic partnership)

            ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายย้อนหลังตั้งแต่ 400 ปีก่อน จีนกับเปรูมีความสัมพันธ์ทางการค้าผ่าน “เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) ที่เชื่อมต่อ 2 ประเทศด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก เปรูเป็นประเทศต้นๆ ในลาตินอเมริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของเปรูทั้งด้านนำเข้าและส่งออก แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเหมืองแร่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

            ในระดับภูมิภาคนับจากปี 2012 จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ลำดับที่ 2 ของลาตินอเมริกา เฉพาะปี 2022 ยอดการค้า 2 ฝ่ายเติบโต 7.7% สูงถึง 485,700 ล้านดอลลาร์ จีนกำลังเป็นคู่ค้าที่เติบโตเร็วสุดของภูมิภาคนี้

            รัฐบาลเปรูหวังให้ประเทศเป็นเหมือนสิงคโปร์ เป็นเมืองท่าเชื่อมลาตินอเมริกากับเอเชียแปซิฟิก นอกจากท่าเรือนี้ยังมีแผนสร้างเครือข่ายทางรถไฟ ทางด่วนเชื่อมท่าเรือนี้กับเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศและไกลถึงต่างแดน เป็นระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบ

ในมุม BRI:

            ในการเยือนครั้งนี้ผู้นำจีนได้ร่วมพิธีเปิดท่าเรือ Chancay Port ซึ่งท่าเรือใหญ่แห่งใหม่ สร้างโดยความร่วมมือระหว่างจีนกับเปรู ใช้เงินลงทุน 3,500 ล้านดอลลาร์ มีแผนที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างเอเชียกับทวีปอเมริกาใต้ เป็นประตูเชื่อมการค้าจีนกับลาตินอเมริกา เพิ่มความร่วมมือการค้าเปรู-จีนที่นำรายได้เข้าประเทศ 4,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มรายได้และการสร้างงานให้กับชาวเปรู

            ปัจจุบันชาวจีนราว 1 ล้านคนทำงานในเปรู (ไม่นับคนเชื้อสายจีนที่อยู่มานานแล้ว) บางคนสามารถสร้างตัวสร้างฐานะ เกิดชุมชนคนจีนในที่ต่างๆ มีบทบาททางเศรษฐกิจและอื่นๆ

            ท่าเรือ Chancay Port เป็นอีกตัวอย่างของ ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ที่น่าสนใจ เป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ขยายมาทางฝั่งตะวันออกข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โครงการนี้เริ่มเมื่อปี 2021 แบ่งสร้างหลายเฟส รองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่ ออกแบบตามความรู้ใหม่ล่าสุด เป็นระบบขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติ ประสิทธิภาพเหนือกว่าท่าเรือเก่า เดิมการขนส่งที่ใช้เวลา 35-40 วันจะลดเหลือ 23 วัน (รวมเวลาขนถ่ายสินค้า งานธุรกรรม) ลดค่าขนส่ง เป็นระบบที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีการสร้างสะพานใหม่สำหรับเดินทางเข้าออกท่าเรือโดยไม่กระทบคมนาคมที่มีอยู่ ให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน

            Chancay Port เป็นประตูเชื่อมเส้นทาง 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก สินค้าจีนเข้าสู่ลาตินอเมริกาและสินค้าลาตินอเมริกาเข้าสู่เอเชีย เป็นอีกความสำเร็จของ BRI ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ส่งเสริมเศรษฐกิจกันและกัน ส่งเสริมเศรษฐกิจโลก

            น่าชื่นชมที่รัฐบาลเปรูมีวิสัยทัศน์ฉวยโอกาสใช้ BRI สร้างสิ่งที่ก่อประโยชน์ต่อประเทศและเพื่อนบ้าน ส่งเสริมบทบาทตนในภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ครองโลกของจีน?:

            รายงาน Harbored Ambitions: How China’s Port Investments Are Strategically Reshaping the Indo-Pacific จาก Center for Advanced Defense Studies (C4ADS) เมื่อปี 2018 วิพากษ์ว่าข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกของจีน รายงานนี้ให้ความสำคัญกับเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก เชื่อมทวีปเอเชีย ยุโรปและแอฟริกา

            รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Strategy Report: IPSR) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ฉบับมิถุนายน 2019 ระบุอย่างชัดเจนว่าในศตวรรษที่ 21 นี้จีนกำลังก้าวขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ผู้นำจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์บั่นทอนระบบระหว่างประเทศ เบียดบังเอาประโยชน์ และค่อยๆ ทำลายค่านิยมและหลักการต่างๆ เมื่อจีนก้าวขึ้นมาก็จะแสวงหาความเป็นเจ้าในภูมิภาคและเป็นเจ้าโลกในที่สุด ดูได้จากการที่จีนพัฒนาอาวุธต่างๆ การส่งกองกำลังไปที่ต่างๆ พัฒนากองกำลังอาวุธนิวเคลียร์ ด้านไซเบอร์ อวกาศ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) เป็นตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อการขนส่งสินค้าเสรี คุกคามอธิปไตยประเทศอื่น บ่อนทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

            เหล่านี้เป็นตัวอย่างข้อวิพากษ์จากรัฐบาลสหรัฐและพวกที่น่าคิดและติดตามว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

            บางคนที่ต่อต้านโครงการนี้คิดว่าในอนาคตจีนสามารถอ้างความมั่นคงส่งเรือรบเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ ขยายอิทธิพลการเมืองการทหารในย่านนี้

            จีนจะส่งเรือรบมาย่านนี้หรือไม่ยังต้องติดตามต่อไป แต่น่าคิดเหมือนกันเพราะโดยทั่วไปทุกชาติต้องปกป้องรักษาผลประโยชน์ของตนที่อยู่ต่างแดน จีนก็ไม่ยกเว้น ในอนาคตกองเรือบรรทุกเครื่องบินจีนอาจมาเยือน Chancay Port ก็เป็นได้และต้องเผชิญหน้ากองเรือรบสหรัฐที่คุมย่านนี้เรื่อยมา

            ในมุมมองที่กว้างขึ้น BRI ขยายสู่เอเชียกลาง อาเซียน ยุโรป แอฟริกา ลาตินอเมริกา กำลังเผชิญหน้าฝ่ายสหรัฐอยู่แล้วและอาจเข้มข้นขึ้นในอนาคต เป็นสถานการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง

            รัฐบาลจีนเน้นขยายการค้าการลงทุนทั่วโลก ยุทธศาสตร์ปิดล้อมของสหรัฐจึงนับวันยิ่งไม่ได้ผล แม้จีนให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐ แต่จีนผลิตเพื่อส่งออกทั่วโลกไม่พึ่งหวังตลาดประเทศใดประเทศหนึ่ง หลายประเทศแม้มีความสัมพันธ์ทางทหารใกล้ชิดสหรัฐแต่ยังคงมีจีนเป็นคู่ค้าลำดับต้น หากสหรัฐจะปิดล้อมจีนอย่างได้ผลต้องสามารถกดดันใด้นานาชาติเลิกค้าขายกับจีน รัฐบาลโจ ไบเดนจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF) เน้นค้าขายกับประเทศที่เป็นสมาชิกกลุ่ม เพื่อต้านอิทธิพลเศรษฐกิจจีนในภูมิภาค น่าติดตามว่า IPEF ได้ผลมากน้อยแค่ไหน

            บ่อยครั้งคนที่ต่อต้าน BRI มักยกตัวอย่างโครงการที่ล้มเหลว เป็นกับดักหนี้ ซึ่งน่าจะมีส่วนถูกไม่มากก็น้อย พฤศจิกายน 2023 ชี้ว่าหลายประเทศเป็นลูกหนี้จีน รวมหนี้ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ราว 1.1 ล้านล้านมาจากการกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามจาก BRI ที่แต่ละโครงการมักมีมูลค่ามหาศาล เช่น การสร้างทางด่วน รถไฟ ท่าเรือ สะพานยาว

            แต่นอกจากประเด็นโครงการไร้ประสิทธิภาพไม่คุ้มค่า ควรพิจารณาเรื่องที่ลึกกว่าตัวเลข ยกตัวอย่าง บางประเทศที่จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เพราะไม่มีใครสนใจให้กู้ เกรงว่าจะเป็นหนี้เสีย แต่รัฐบาลจีนให้กู้เพราะเห็นว่าเป็นมิตรประเทศและประเทศนั้นต้องการความช่วยเหลือ เช่น สปป.ลาว หลายประเทศในแอฟริกา บางประเทศติดขัดด้วยเหตุผลการเมืองระหว่างประเทศ เช่น เมียนมา (จะเห็นว่าเพราะไม่มีใครอยากให้สปป.ลาวกับเมียนมากู้ จีนจึงเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่) หลายประเทศที่กู้จีนเพราะเอกชนต่างชาติต้องการผลตอบแทนสูงและคืนทุนเร็ว BRI จีนจึงได้โครงการด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่า การที่จะกู้จีนหรือประเทศใดผ่านกระบวนการคัดสรรตามระบบ

            และควรเทียบหากกู้เงินประเทศอื่น เช่น ปี 2022 G-7 เสนอแผนให้ประเทศกำลังพัฒนากู้ 600,000 ล้านดอลลาร์ ควรเทียบว่าอย่างใดดีกว่า ข้อดีข้อเสีย บางครั้งการรับเงินช่วยเงินลงทุนต้องมี “ข้อแลกเปลี่ยนลับ” กับประเทศเจ้าของเงิน แม้ประเทศเจ้าของเงินจะเป็นทุนนิยมเสรีก็ตาม

            ถ้าไม่คิดให้ซับซ้อนบางทีโครงการล้มเหลวเป็นเพียงประสบการณ์ของบางประเทศ

            อีกทั้งไม่ควรใช้ Chancay Port เพื่อฟันธงว่าจีนจะครอบงำลาตินอเมริกา ผลจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของอนาคตอีกนาน ที่ถูกต้องคือภูมิภาคนี้อยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐเนิ่นนานหลายทศวรรษแล้ว BRI เป็นทางเลือกใหม่ที่บางประเทศเห็นโอกาสและคว้าไว้ ดีกว่าปล่อยให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย

            BRI จะเป็นแค่การพัฒนาร่วมหรือเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกของจีนเป็นที่ถกแถลงเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนานาชาติเฝ้าติดตาม จะจริงหรือเท็จกาลเวลาจะให้คำตอบ

24 พฤศจิกายน 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567)

-------------------

บรรณานุกรม :

1. ‘Belt and Road’ spreading China’s power: academics. (2018, May 27). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2018/05/27/2003693809

2. ‘From Chancay to Shanghai’: New China-Peru BRI project to become hub, gateway port of Latin America. (2024, November 15). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202411/1323166.shtml

3. G-7 unveils $600B plan to combat China’s global reach. (2022, June 26). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2022/06/26/g-7-unveils-600b-plan-to-combat-chinas-global-reach-00042452

4. How China became the world's largest debt collector. (2023, November 26). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/how-china-became-the-worlds-largest-debt-collector/a-67527784

5. Inauguration of the Port of Chancay: A new era for Peru. (2024, November 14). Fresh Fruit Portal. Retrieved from https://www.freshfruitportal.com/news/2024/11/14/inauguration-of-the-port-of-chancay-a-new-era-for-peru/

6. Trade or tactics? Why China’s Chancay Port in Peru has the US on edge. (2024, November 14). First Post. Retrieved from https://www.firstpost.com/world/trade-or-tactics-why-chinas-chancay-port-in-peru-has-the-us-on-edge-13834980.html

7. Thorne, Devin., Spevack, Ben. (2018, June 2). Harbored Ambitions: How China’s Port Investments Are Strategically Reshaping the Indo-Pacific. Center for Advanced Defense Studies (C4ADS). Retrieved from https://static1.squarespace.com/static/566ef8b4d8af107232d5358a/t/5ad5e20ef950b777a94b55c3/1523966489456/Harbored+Ambitions.pdf

8. US Department of Defense. (2019, June 1). Indo-Pacific Strategy Report: Preparedness, Partnerships, and Promoting a Networked Region. Retrieved from https://media.defense.gov/2019/May/31/2002139210/-1/-1/1/DOD_INDO_PACIFIC_STRATEGY_REPORT_JUNE_2019.PDF

9. Xi says his visit to take China-Peru comprehensive strategic partnership to new level. (2024, November 15). People’s Daily. Retrieved from http://en.people.cn/n3/2024/1115/c90000-20242119.html

-----------------

ท่าทีความมั่นคงของเนทันยาฮู2024 (2)

เนทันยาฮูย้ำว่าอิสราเอลหวังอยู่ร่วมกับนานาชาติโดยสันติ แต่กระแสโลกต่อต้านอิสราเอลส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของอิสราเอล นโยบายกับความจริงจึงย้อนแย้ง

            เบนจามิน เนทันยาฮูกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 2024 แสดงท่าทีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและกลุ่มต่างๆ ในบริบทล่าสุด บทความนี้เป็นตอนที่ 2 มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

ส่งสริมสันติภาพด้วย Abraham Accords:

            รัฐบาลอิสราเอลเสนอ Abraham Accords เป็นข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับปกติ ความหมายว่าประเทศนั้นยอมรับความเป็นรัฐชาติของอิสราเอล (nation-state) ซึ่งแต่เดิมพวกรัฐอาหรับประเทศมุสลิมจะไม่ยอมรับอิสราเอล

            สิงหาคม 2020 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศแรกที่ทำ Abraham Accords Peace Agreement เดือนถัดมาบาห์เรนประกาศสถาปนาการทูตกับอิสราเอลเช่นกัน เนื้อหาตอนหนึ่งใน Abraham Accord ระบุชัดว่าทั้งอาหรับกับยิวต่างเป็นลูกหลานของอับราฮัม (Abraham) ภูมิภาคตะวันออกกลางประกอบด้วยมุสลิม ยิว พวกนับถือคริสต์ และผู้นับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ แม้แตกต่างแต่ปรารถนาอยู่ร่วมกัน (spirit of coexistence) ด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

            แม้ชาติมุสลิมทยอยเข้าร่วมแต่รัฐบาลซาอุฯ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่อาหรับยังไม่ยอมรับ ไม่แปลกที่นายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่าเป้าหมายสำคัญตอนนี้คือให้ซาอุฯ ร่วมข้อตกลง Abraham Accords ที่ผ่านมามีการเจรจาหลายรอบ รัฐบาลสหรัฐพยายามช่วยแต่ซาอุฯ ยังแข็งขืน

            รัฐบาลอิสราเอลย้ำว่าข้อตกลงนี้ได้นำคนอิสราเอลนับล้านเดินทางสู่ประเทศตะวันออกกลาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เป็นผลดีต่อทั้งภูมิภาค อาหรับกับอิสราเอล อิสลามกับยาดาห์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

            แต่ด้านนายมาห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ชี้ว่าเป็นการ “ทรยศต่อเยรูซาเล็ม มัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Mosque) และต่อประเด็นปาเลสไตน์ (Palestinian cause)”

โครงสร้างสันติภาพใหม่:

            นายกฯ เนทันยาฮูย้ำว่าอิสราเอลหวังอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านตะวันออกกลางอย่างสงบ ตอนนี้เหลือแต่อิหร่านกับพวกเท่านั้นที่ขัดขวาง จึงต้องช่วยกันทำให้อิหร่านเดินทางนี้ โครงสร้างสันติภาพตะวันออกกลางในอนาคตจะต้องมีอิสราเอล เพื่อนบ้านอื่นๆ และสหรัฐรวมอยู่ในโครงสร้างความร่วมมือนี้ โดยสหรัฐจะเป็นผู้นำ  

            ประเทศทั้งหลายที่เกี่ยวข้องต้องตัดสินใจว่าเลือกทางใด สันติภาพหรือสงคราม ถ้าเลือกร่วมมือกับอิสราเอล ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากสันติภาพ

รัฐยิวรัฐเดียว:

            นับวันแนวคิดรัฐยิวรัฐเดียว (Jewish state) จะถูกเอ่ยถึงมากขึ้นในสหประชาชาติ (ตรงข้ามกับทวิรัฐ) เหลือแต่พวกต่อต้านยิวที่ไม่ยอมรับแนวทางนี้ พวกนี้จะคอยให้ร้ายชาวยิวกับรัฐยิว หลายประเทศใช้เวทีสหประชาชาติประณามอิสราเอล บางหน่วยงานเป็นเครื่องมือต่อต้านยิว

            แทนที่จะต้านยิวกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร อิหร่านต่างหากที่เป็นอาชญากรเพราะปรากฎตัวในทุกที่ ทั้งกาซา ซีเรีย เยเมน อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดอิสราเอลจะเป็นฝ่ายชนะ ชนชาติอิสราเอลจะดำรงสืบไป

            มกราคม 2024 นายกฯ เนทันยาฮูพูดชัดว่าอิสราเอลจำต้องควบคุมเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) กับฉนวนกาซาเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ไม่ปล่อยให้เกิดรัฐปาเลสไตน์แม้รัฐบาลสหรัฐไม่เห็นด้วย คนอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องการเช่นนี้

            เนทันยาฮูยืนยันล้มแนวทางทวิรัฐ (Two-State Solution) แบบเดิมแม้ไบเดนคัดค้าน ด้วยเหตุผลว่าถ้ามีประเทศปาเลสไตน์ย่อมต้องมีกองทัพของเขาพวกซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อตน รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องพลเรือน ตนไม่ได้ทำผิดอะไร กองทัพอิสราเอลจึงต้องเข้าควบคุมปาเลสไตน์ ไม่สนใจแรงกดดันนานาชาติ ข้อตกลงใดๆ ในอนาคตจะต้องตั้งบนเงื่อนไขเช่นนี้

            ในที่สุดรัฐบาลเนทันยาฮูชุดนี้ที่มีพวกไซออนิสต์เข้มข้นจำนวนมากประกาศชัดไม่เอาแนวทางทวิรัฐ อิสราเอลจะควบคุมพื้นที่ปาเลสไตน์ทั้งหมด รวมถึงการไล่รื้อบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์ด้วย ด้วยเหตุนี้ฝ่ายปลดปล่อยปาเลสไตน์จำต้องเทหมดหน้าตักสู้สุดตัว

            ในอดีตนานาชาติกับอิสราเอลจะเอ่ยถึงนโยบายทวิรัฐ (Two-State Solution) ตามข้อตกลงสันติภาพออสโล (Oslo Peace Accords) เมื่อ 1993 สาระสำคัญคือปาเลสไตน์รับรองสถานะความเป็นประเทศของอิสราเอล พร้อมกับที่อิสราเอลรับรองสถานะขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ว่าเป็นตัวแทนปาเลสไตน์ ผู้ดูแลบริหารปกครองภายในดินแดนส่วนต่างๆ ของเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซา (แต่ยังไม่ได้รับรองรัฐปาเลสไตน์) อิสราเอลต้องทยอยมอบอำนาจการดูแลพื้นที่คืนแก่ PLO (ปัจจุบันคือ PA) ท้ายที่สุดจะเกิดรัฐปาเลสไตน์มีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง

            3 ทศวรรษที่นานาชาติประณามทุกปีคืออิสราเอลไม่รักษาสัญญาดังกล่าว ยังคงรื้อถอนบ้านเรือน ก่อสร้างที่อยู่อาศัยของตนในปาเลสไตน์มากขึ้น โดยอ้างก่อการร้ายจากปาเลสไตน์ ชี้ว่ารัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) ไม่สามารถควบคุมความสงบ อิสราเอลจึงต้องลงมือด้วยตัวเอง เป็นเรื่องความมั่นคงของตนที่ยอมไม่ได้ จึงน่าสงสัยว่าอิสราเอลต้องสันติภาพจริงหรือไม่ พยายามถ่วงเวลาเพื่อผนวกเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซาใช่ไหม

            มาถึงปี 2024 บัดนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลอิสราเอลภายใต้เนทันยาฮูล้มข้อตกลงดังกล่าว เรื่องนี้ที่ยาวนานหลายทศวรรษบ่งชี้ว่านานาชาติได้แค่ประณาม สุดท้ายรัฐบาลสหรัฐกับพวกยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขันท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ

แรงต้านจากสหประชาชาติ:

            แม้รัฐบาลอิสราเอลไม่ยึดสัญญา พฤษภาคม 2024 สมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) มีมติสนับสนุนให้ปาเลสไตน์เป็นสมาชิกเต็มตัว ชี้ว่าปาเลสไตน์มีคุณสมบัติครบถ้วน ขอให้คณะมนตรีความมั่นคงทบทวนเรื่องการรับปาเลสไตน์เป็นสมาชิกอีกครั้ง 143 ประเทศสนับสนุนข้อมตินี้ 25 ประเทศงดออกเสียง มีเพียง 9 ประเทศที่คัดค้าน 2 ใน 9 ประเทศที่คัดค้านคือสหรัฐกับอิสราเอล

            รัฐบาลซาอุฯ ชี้ว่ามติสมัชชาแสดงให้เห็นว่านานาชาติคิดเห็นอย่างไร การรับรองรัฐปาเลสไตน์สอดคล้องกับการสร้างสันติภาพถาวรในตะวันออกกลาง ตามแนวทางทวิรัฐ ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดอิสราเอลทำร้ายปาเลสไตน์

            แม้ข้อมติสมัชชาสหประชาชาติผ่านด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นแต่ไม่มีผลบังคับใช้ ถ้าทบทวนข้อมูลเดิมพฤษภาคม 2020 เนทันยาฮูประกาศย้ำต้องผนวกพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวสต์แบงก์ให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอล เพื่อบันทึกอีกหน้าหน้าประวัติศาสตร์แห่งความรุ่งเรืองของลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) พวกปาเลสไตน์จำต้องยอมรับ

            การล้มแนวทางทวิรัฐ ข้อตกลงสันติภาพออสโล นำสู่คำถามที่สำคัญมากคืออิสราเอลยังเชื่อถือได้หรือไม่ ข้อตกลงใดๆ ที่อิสราเอลทำกับเพื่อนบ้านอาจถูกฉีกทิ้งในอนาคต คำมั่นสัญญาสันติภาพต่างๆ น่าเชื่อถือแค่ไหน เป็นเพียงกลเกมซื้อเวลาตามยุทธศาสตร์กินทีละคำใช่หรือไม่ อิสราเอลในสายตานานาชาติเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่ากระแสโลกต่อต้านอิสราเอลส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล ประเทศนี้กับผู้สนับสนุนยังต้องใช้กำลังควบคุมเพื่อนบ้านต่อไป

            ล่าสุด Bezalel Smotrich รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้นำพรรค Religious Zionist กล่าวว่า “ได้เวลาแล้วจะประกาศอธิปไตยในเขตยูเดียกับสะมาเรีย” (Judea and Samaria) การผนวกรวมเป็นวิธีขจัดภัยคุกคามถาวร ตลอดปีหน้าจะเน้นเรื่องนี้ ตนกำลังหารือและเชื่อว่ารัฐบาลทรัมป์2.0จะสนับสนุน

            ย้อนหลังทรัมป์สมัยแรก รัฐบาลเนทันยาฮูเสนอแผนผนวกพื้นที่ Area C ของเขตเวสต์แบงก์เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลแต่ไม่สำเร็จ Area C มีชาวอิสราเอลเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุด ส่วน Area A กับ B ทหารอิสราเอลค่อยๆ รุกคืบกินพื้นที่ทีละน้อย ทั้ง 3 พื้นที่ยังมีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่จำนวนมาก

            เขตยูเดียกับสะมาเรียคือเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ตามความเชื่อของยิว การผนวกเป็นของอิสราเอลอาจเป็นแผนที่วางไว้นานแล้ว ทำตามลำดับทีละขั้นเมื่อบริบทเอื้ออำนวย หากอิสราเอลผนวกเขตเวสต์แบงก์จะเป็นประเด็นให้ขัดแย้งอีกนาน

17 พฤศจิกายน 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 102229 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567)

---------------------

บรรณานุกรม :

1. Abraham Accord signing: top quotes from the signing ceremony. (2020, September 16). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/middle-east/two-states-settlements-not-part-of-israel-deals-with-uae-bahrain-642424

2. Cleveland, William L., Bunton, Martin. (2016). A History of the Modern Middle East (6th Ed.). USA: Westview Press.

3. Full text of Netanyahu’s UN speech: ‘Enough is enough,’ he says of Hezbollah, also warns Iran. (2024, September 27). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/full-text-of-netanyahus-un-speech-enough-is-enough-he-says-of-hezbollah-also-warns-iran/

4. Israel and the Kingdom of Bahrain to establish 'full diplomatic relations,' Trump says. (2020, September 11). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/09/11/politics/israel-bahrain-trump/index.html

5. Israel to swear in unity govt, PM insists on West Bank annexation. (2020, May 17). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/israel-swear-unity-govt-pm-insists-west-bank-annexation-doc-1rr3b29

6. Israel's Smotrich calls for annexation of occupied West Bank: What we know. (2024, November 11). Al-monitor. Retrieved from https://www.al-monitor.com/originals/2024/11/israels-smotrich-calls-annexation-occupied-west-bank-what-we-know

7. Mattar, Philip. (2004). The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa (2nd Ed.). USA: Thomson Gale.

8. Netanyahu vows no Palestinian state, attacks Israeli media, denies blindsiding Gallant. (2024, January 18). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/netanyahu-vows-no-palestinian-state-attacks-israeli-media-denies-blindsiding-gallant/

9. Netanyahu: Iran regime change will come a ‘lot sooner than people think’. (2024, September 30). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/benjamin-netanyahu-iran-regime-change-video-israel-hezbollah-war/

10. Netanyahu: No full Palestinian state, no ‘surrender’ in exchange for Gaza hostages. (2024, January 21). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/netanyahu-no-full-palestinian-state-no-surrender-in-exchange-for-gaza-hostages/

11. Palestinian leader 'rejects and denounces' Israel-UAE deal: statement. (2020, August 14). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-israel-emirates-trump-palestinians-ab/palestinian-leader-rejects-and-denounces-israel-uae-deal-statement-idUSKCN2592T5

12. UN General Assembly backs Palestinian bid for UN membership. (2024, May 11). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20240511/b724c8c63bd44ea988a7bb13f40b3964/c.html

-----------------

ท่าทีความมั่นคงของเนทันยาฮู2024 (1)

บัดนี้สถานการณ์ชี้ชัดแล้วว่าอิสราเอลกำลังจัดการฮิซบอลเลาะห์ต่อจากฮามาส ทำลายอิหร่านกับสมุนให้เสียหายหนัก

            กันยายน 2024 เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ แสดงท่าทีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและกลุ่มต่างๆ ตามบริบทล่าสุด มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม:

            อิสราเอลโหยหาสันติภาพ อยากทำข้อตกลงสันติภาพแต่ศัตรูต้องการทำลายล้าง อิสราเอลจึงจำต้องป้องกันตัวเอง

            ศัตรูไม่เพียงต้องการฆ่าให้ตายยังหวังทำลายอายธรรม อยากนำอิสราเอลกลับสู่ยุคมืดอันโหดร้ายน่าสะพึงกลัว การตัดสินใจเข้าทำสงครามเมื่อปีก่อน เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญส่งผลต่ออนาคตชนรุ่นหลัง การตัดสินใจจัดการกับอิหร่านในวันนี้มีผลต่อความสมานฉันท์ระหว่างอาหรับกับยิวในอนาคต

ต้องหยุดอิหร่านให้จงได้:

            นายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่ารัฐบาลอิสราเอลพยายามปรับความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบียและเห็นแววสำเร็จมากขึ้น แต่แล้วการรุกรานของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 สังหารคนอิสราเอลกว่า 1,200 คน จับกุมตัวประกัน 251 คน ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นทันที วันต่อมาฮิซบอลเลาะห์ฉวยโอกาสโจมตีจากเลบานอน ถึงวันนี้พวกเขายิงจรวดนานาชนิดใส่เรากว่า 8,000 ลูก พ่วงด้วยพวกฮูตีในเยเมน กองกำลังชีอะห์ในซีเรียกับอิรักดังที่ทุกคนรับรู้

            การโจมตีเหล่านี้อิหร่านเป็นผู้หนุนหลัง นโยบายของอิหร่านทำร้ายตะวันออกกลางจำต้องหยุดอิหร่านให้จงได้และต้องหยุดเดี๋ยวนี้ นายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่า “ถ้าอิหร่านมีเสรี (เป็นประชาธิปไตย) ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป และคาดว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ในไม่ช้า” เมื่อนั้น “ชาวยิวกับเปอร์เซีย อิสราเอลกับอิหร่านจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ”

            แต่ไหนแต่ไรนายกฯ เนทันยาฮูมีจุดยืนข้อนี้ ยกตัวอย่างกุมภาพันธ์ 2018 กล่าวว่าอิสราเอลไม่มีปัญหาอะไรกับชาวอิหร่าน แต่ระบอบอิหร่านจะต้องล้มในที่สุด และเมื่อนั้นทั้งคนอิสราเอลกับชาวอิหร่านจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

            ในสายตาอิสราเอล อิหร่านเป็นปรปักษ์หลัก ต้นเหตุความขัดแย้งรุนแรงกับอิสราเอลในขณะนี้และเป็นเช่นนี้มานาน เป้าหมายสุดท้ายต้องล้มระบอบอิหร่านให้จงได้

            ความตอนหนึ่งนายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่าด้วยเหตุผลทั้งหลายนานาชาติต้องสนับสนุนอิสราเอล ร่วมกันหยุดโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติต้องคว่ำบาตร ที่ผ่านมานานาชาติไม่ทำอะไร อิหร่านจึงมีเวลานับสิบปีพัฒนานิวเคลียร์ กำลังจะสร้างเป็นอาวุธ นานาชาติต้องร่วมกันทันทีเพื่อความปลอดภัยความมั่นคงของโลก ไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่แค่ทำลายอิสราเอลแต่คุกคามทั้งโลก”

            นานาชาติต้องเลือกว่าต้องการเห็นโลกที่สงบสุขหรือไม่ หรือจะปล่อยให้อิหร่านกับตัวแทนสร้างเหตุนองเลือดความโกลาหลต่อไป รัฐบาลอิสราเอลตัดสินใจแล้ว จะร่วมกับหุ้นส่วนและเพื่อนบ้านอาหรับต่อสู้ความชั่วร้ายนี้

            โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นประเด็นที่อิสราเอลใช้เผชิญหน้าอิหร่านเสมอ ในอีกด้านนานาชาติยอมรับว่าอิสราเอลมีนิวเคลียร์กว่าร้อยลูก ตามหลักการป้องปรามถ้าศัตรูมีอาวุธนิวเคลียร์ตัวเองต้องมีนิวเคลียร์ด้วย แต่รัฐบาลอิสราเอลจะข้ามหลักป้องปรามนี้ เป็นการมองด้านเดียวยึดผลประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว อิสราเอลมีสิทธิ์ยึดนโยบายดังกล่าวแต่ผลลัพธ์คือเพื่อนบ้านไม่ไว้วางใจ

ฮามาส:

            พวกฮามาสถูกสังหารเกือบ 40,000 คนแล้ว กลุ่มมีจรวดกว่า 15,000 ลูก อุโมงค์ยาว 350 ไมล์ ฐานใต้ดินบางจุดใหญ่กว่าสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก อย่างไรก็ตามกองทัพอิสราเอลจะไม่หยุดเท่านี้ ฮามาสพร้อมรวมตัวใหม่เสมอ ยังมีอิทธิพลต่อชาวบ้านกาซา ประกาศสู้กับอิสราเอลต่อไป อิสราเอลจึงต้องทำลายส่วนที่เหลือ นำตัวประกันทั้งหมดกลับบ้าน ไม่อาจปล่อยให้ฮามาสฟื้นตัวและเกิดเหตุร้ายซ้ำ วนเวียนอยู่อย่างนี้

            อิสราเอลยินดีอยู่ร่วมกับฮามาส หากพวกเขายอมแพ้และวางอาวุธ ปล่อยตัวประกันทั้งหมด เป้าหมายคือกาซาต้องปลอดอาวุธ ปลอดกลุ่มหัวรุนแรง อิสราเอลยินดีร่วมมือกันเพื่อนบ้านจัดตั้งองค์กรบริหารกาซาบนเงื่อนไขอยู่ร่วมกับอิสราเอลโดยสันติ

            ย้อนหลังเมื่อสงครามผ่านไป 1 เดือนนายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่าไม่มีแผนยึดครองฉนวนกาซา ไม่คิดย้ายใครออก คิดแต่ทำอย่างไรที่คนกาซากับอิสราเอลจะอยู่ด้วยกันได้ ให้กาซามีผู้ปกครองพลเรือนของตนเอง ในเวลาต่อมาชี้ว่านายมาห์มูด อับบาส ผู้นำ PA ควรมีบทบาทเรื่องนี้

            ที่น่าติดตามคือการไม่ยึดครองกาซา ไม่ได้หมายความว่าทหารอิสราเอลจะไม่อยู่ยาว อาจอยู่ต่ออีกนานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยร่วมกับการบริหารของ PA และน่าจะใช้แนวทางนี้กับพื้นที่ปาเลสไตน์ทั้งหมด

ฮิซบอลเลาะห์:

            หลายสิบปีที่ผ่านมาอิสราเอลปะทะกับฮิซบอลเลาะห์เป็นระยะ ครั้งนี้อิสราเอลจะจัดการเด็ดขาดไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป

            ฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอลหนักอีกครั้งเมื่อฮามาสบุกอิสราเอล จนต้องอพยพชาวบ้านกว่า 60,000 คนออกจากพื้นที่ เมืองที่เคยมีชีวิตชีวากลายเป็นเมืองร้าง รัฐบาลปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ ต้องทำบางอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชน 60,000 คนปลอดภัย ไม่โดนโจมตีอีก

            18 ปีแล้วที่ฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง 1701 ที่ต้องถอนกำลังพ้นจากแนวชายแดน พวกเขาสร้างอุโมงค์ลับเพื่อบุกเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว หรือเพื่อยิงจรวดผ่านเครือข่ายอุโมงค์ ไม่เพียงที่ตั้งทางทหารที่ตกเป็นเป้า บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาลโดนโจมตีด้วย

            พวกฮิซบอลเลาะห์ตั้งตนเป็นศัตรู คอยโจมตีอิสราเอลเป็นระยะ ครั้งนี้อิสราเอลจึงเห็นควรตอบโต้เด็ดขาด เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะขจัดภัยคุกคาม ให้ประชาชนอิสราเอลสามารถกลับไปอยู่บ้านตัวเองอย่างปลอดภัยไร้กังวล

            ล่าสุดต้นเดือนพฤศจิกายน 2024 นายกฯ เนทันยูประกาศว่าจะผลักพวกฮิซบอลเลาะห์ให้อยู่หลังแนวแม่น้ำ Litani ไม่ว่าจะได้มาด้วยการเจรจาหรือด้วยกำลัง และจะต้องตัดช่องทางส่งอาวุธกำลังบำรุงผ่านซีเรีย เป้าหมายคือต้องไม่มีพวกฮิซบอลเลาะห์ตามพรมแดนทางเหนือ”

            แม่น้ำ Litani ห่างจากพรมแดนอิสราเอล 30-50 กิโลเมตร (ขึ้นกับจุดที่วัด) หมายความว่าพื้นที่ส่วนนี้จะอยู่ใต้การควบคุมโดยกองทัพอิสราเอลหรือนานาชาติ

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าต่อจากสงคราม “ฮามาส-อิสราเอล” อาจเป็น “ฮิซบอลเลาะห์-อิสราเอล” เปรียบเสมือนแขนซ้ายกับแขนขวาอิหร่านที่จะทุบอิสราเอลให้จมดิน บัดนี้สถานการณ์ชี้ชัดแล้วว่าอิสราเอลกำลังจัดการฮิซบอลเลาะห์ต่อจากฮามาส ตรงตามคำกล่าวของเนทันยาฮู “ยุทธศาสตร์ระยะยาวของเราคือทำลาย axis of evil ตัดแขนทางใต้กับทางเหนือ ทำลายอิหร่านกับสมุนให้เสียหายหนัก”

            แต่อิสราเอลที่สูญเสียมากแล้วต้องสูญเสียมากขึ้นถ้าส่งกองทัพรบทางภาคพื้นดิน ข้อนี้ยังต้องติดตามว่ากองทัพอิสราเอลจะบุกเข้าไปลึกถึง 30 กิโลเมตรหรือไม่ อิสราเอลอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ศึกนี้ต้องจ่ายราคาหนักทั้งสองฝ่าย ตามข้อมูลอิหร่านฮิซบอลเลาะห์มีกองกำลังถึงแสนนาย จรวดขีปนาวุธรวม 150,000 ลูก และยังคงพัฒนาอาวุธต่อเนื่อง

            ถ้อยแถลงของนายกฯ เนทันยาฮูต่อสมัชชาสหประชาชาติ 2024 มีทั้งจุดยืนเดิมกับจุดยืนใหม่ สถานการณ์ล่าสุดคือสงครามฮิซบอลเลาะห์-อิสราเอล ที่กองทัพอิสราเอลอยู่ในช่วงโจมตีทางอากาศ คาดว่าเฟสต่อไปคือการบุกกวาดล้างทางภาคพื้นดิน การปะทะกับอิหร่านเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญที่สุด หากกลายเป็นสงครามใหญ่จะส่งผลต่อโลก ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์อาจเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนสถานการณ์ แม้ทรัมป์ไม่ต้องการสงคราม แต่ทรัมป์มองอิหร่านเป็นปรปักษ์ไม่ต่างจากรัฐบาลไบเดน ไม่ต่างจากรัฐบาลสหรัฐชุดก่อนๆ อาจต่างกันเพียงวิธีปฏิบัติ ความเข้มข้นรุนแรงเท่านั้น เหตุที่อิสราเอลทำสงครามได้นานเพราะรัฐบาลสหรัฐหนุนหลัง

10 พฤศจิกายน 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10222 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567)

-------------------

บรรณานุกรม :

1. Full text of Netanyahu’s UN speech: ‘Enough is enough,’ he says of Hezbollah, also warns Iran. (2024, September 27). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/full-text-of-netanyahus-un-speech-enough-is-enough-he-says-of-hezbollah-also-warns-iran/

2. Netanyahu to Iran: ‘Do Not Test Israel’s Resolve’. (2018, February 18). Haaretz. Retrieved from https://www.haaretz.com/middle-east-news/full-text-netanyahu-s-speech-on-iran-in-munich-1.5826934

3. Netanyahu rules out ceasefire, says no plans to occupy Gaza. (2023, November 10). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2406366/middle-east

4. Netanyahu: Gazans’ should flee, IDF to revenge ‘black day’. (2023, October 7). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/arab-israeli-conflict/article-763179

5. Netanyahu: Iran regime change will come a ‘lot sooner than people think’. (2024, September 30). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/benjamin-netanyahu-iran-regime-change-video-israel-hezbollah-war/

6. Visiting border, PM vows to restore security in north ‘with or without an agreement’. (2024, November 3). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/visiting-border-pm-vows-to-restore-security-in-north-with-or-without-an-agreement/

-----------------

เลือกตั้งสหรัฐ2024เลือกสังคมนิยมหรือฟาสซิสต์

ทรัมป์ชี้ว่าแฮร์ริสเป็นพวกสังคมนิยม ส่วนแฮร์ริสชี้ว่าทรัมป์เป็นเผด็จการ สหรัฐกำลังเข้าสู่การเลือกระหว่าง “สังคมนิยม” กับ “ฟาสซิสต์”

            ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2024 ทั้งสองพรรคต่างชี้อีกฝ่าย “ไม่ใช่พวกประชาธิปไตย” ถ้าจะฟันธงว่าสหรัฐอเมริกาในยามนี้เป็น “สังคมนิยม” หรือ “ฟาสซิสต์” อย่างใดอย่างหนึ่งไม่น่าจะถูกต้อง ที่ถูกต้องกว่าคือคนอเมริกันนับล้านที่ชอบแนวทางสังคมนิยมกับอีกหลายล้านที่ต้องการผู้นำฟาสซิสต์ (เลือกตั้ง 2020 คนอเมริกัน 74 ล้านคนเทคะแนนให้ทรัมป์) นำสู่ข้อสรุปว่าเลือกตั้งสหรัฐ 2024 คือเลือกระหว่าง “สังคมนิยม” กับ “ฟาสซิสต์”

เลือกแฮร์ริสนำสู่สังคมนิยม:

            แต่ไหนแต่ไรพวกรีพับลิกันโจมตีว่าตัวแทนพรรคเดโมแครทเป็นพวกสังคมนิยม ต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสังคมนิยม นโยบายหลายอย่างที่สอดคล้องแนวทางสังคมนิยมเป็นหลักฐานที่เห็นกันอยู่แล้ว พวกนี้จะชอบออกกฎหมายควบคุมเศรษฐกิจสังคม ขยายอำนาจรัฐบาลกลางทุกด้าน รัฐบาลกลางเข้ากำกับควบคุมแม้กระทั่งเศรษฐกิจเอกชน (private economy) เหล่านี้เป็นแนวทางสังคมนิยม

            เมื่อรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) เป็นตัวแทนเดโมแครทชิงตำแหน่งประธานาธิบดี พวกรีพับลิกันยิ่งตอกย้ำว่าเธอเป็นสังคมนิยม ทรัมป์โจมตีว่าแฮร์ริส “เป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว” ('full communist') นโยบายของเธอทำไม่ได้จริง แฮร์ริสคิดควบคุมราคาสินค้าจำเป็นตามแนวสังคมนิยมซึ่งเป็นไปไม่ได้ สหภาพโซเวียตกับอีกหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าแนวทางนี้ล้มเหลว ทรัมป์ยกเรื่องนี้หลังแฮร์ริสนำเสนอระบบควบคุมราคากลางต่อสินค้าจำพวกอาหาร ของกินของใช้ประจำวัน ทรัมป์ย้ำว่าอันตรายมากหากคนของพรรคเดโมแครทชนะเลือกตั้ง เธอเป็นพวกมาร์กซิสต์ (Marxist) พวกฟาสซิสต์ (fascist)

            ฝ่ายรีพับลิกันจะสรุปว่าหากปล่อยให้พรรคนี้บริหารประเทศไปนานๆ ในที่สุดอเมริกาจะกลายเป็นสังคมนิยม พวกรีพับลิกันย้ำหลักฐานหลายทศวรรษที่ผ่านมานับวันรัฐบาลกลางจะควบคุมเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น ถอยห่างจากเสรีประชาธิปไตย

สังคมนิยมประชาธิปไตย:

            คำว่าลัทธิสังคมนิยมหรือ Socialism มีผู้ใช้และอธิบายหลายความหมายตามแต่ยุคสมัย  นักวิชาการส่วนหนึ่งจะยึดถือสังคมนิยมตามแนวคิดของมาร์กซ์กับเฮเกล จากคำปฏิญญาคอมมิวนิสต์หรือคำประกาศคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto) เมื่อปี ค.ศ.1848 (กล่าวถึงหลัก 8 ประการ เช่น การยึดที่ดินเป็นของรัฐ การเก็บภาษีก้าวหน้า ยกเลิกสิทธิมรดก)

            อย่างไรก็ตาม ลัทธิสังคมนิยมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากดั้งเดิม นักสังคมนิยมปัจจุบันจะใช้นิยามอื่นที่มีความแตกต่างหลากหลาย

            ในศตวรรษที่ 19 ลัทธิสังคมนิยมเป็นที่ชื่นชอบในฝรั่งเศส เยอรมนีและอังกฤษ แต่หลังผ่านไปหลายสิบปีไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะเข้าเงื่อนไขปฏิวัติสังคม เริ่มสงสัยว่าทุนนิยมจะก้าวสู่สังคมนิยมตามที่มาร์กซ์กล่าวไว้หรือไม่

            เอดูอาร์ด แบร์นชไตน์ (Eduard Bernstein, 1850–1932) ชี้ว่าสังคมอุตสาหกรรมเอื้อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แม้ว่าด้านที่แย่ยังคงอยู่ ความเหลื่อมล้ำมีจริงแต่ไม่ถึงกับทนไม่ได้ ความมั่งคั่งกระจายตัวมากขึ้น ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น แบร์นไตน์เห็นว่าควรตีความแนวคิดมาร์กซิสใหม่ เห็นว่าในชุมชนสังคมนิยมต้องมีประชาธิปไตยร่วมด้วย ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ” (dictatorship of the proletariat) ของสังคมนิยม ให้การเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมสู่สังคมนิยมเป็นไปโดยสันติ ผ่านกระบวนการปฏิรูปรัฐสภา พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยจะได้เข้าไปบริหารประเทศด้วยวิถีประชาธิปไตย

เลือกทรัมป์ได้ผู้นำฟาสซิสต์:

            ตุลาคม 2024 Robert Jones จาก Public Religion Research Institute ชี้ว่า แนวทางที่ใช้ วิธีที่ทรัมป์พูดเลียนแบบนาซี สอดคล้องกับ White Supremacy มีทัศนะคติดูถูกเหยียดหยามคนสีผิวอื่น อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เคยพูดว่าอยากได้นายพลเหมือนที่ฮิตเลอร์มี เพราะเชื่อฟังรับคำสั่งโดยไม่โต้แย้ง ไม่สนใจว่าคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่เรื่องนี้ผิดเพราะนายทหารสหรัฐต้องยึดถือรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่แปลกที่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสกล่าวว่าทรัมป์คือฟาสซิสต์ (‘fascist’) ตามอย่างฮิตเลอร์ เขาอยากบริหารประเทศตามใจชอบ ใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบ ไม่อยากให้ใครถ่วงดุลอำนาจ

            แต่ทรัมป์แย้งว่า “ผมไม่ใช่นาซีและผมต่อต้านนาซี”

            ทรัมป์ไม่น่าจะเป็นพวกนาซีหรืออยากเป็นฮิตเลอร์ แต่ความไม่เป็นประชาธิปไตย นิยมชมชอบผู้นำอย่างปูติน คิม จ็องอึน เป็นที่รับรู้กันทั่วไป ที่น่าตกใจกว่าคือคนอเมริกันหลายล้านที่ไม่เห็นด้วยกับความเสมอภาคเท่าเทียม คิดว่าพวกตนมีอภิสิทธิ์ เช่น กลุ่ม White Supremacy กับ Proud Boys

White Supremacy:

            คนผิวขาวมักเลือกรีพับลิกัน หลายคนนิยม White Supremacy พวกนี้เทคะแนนให้พรรครีพับลิกัน สนับสนุนทรัมป์อย่างเหนียวแน่น แม้ทรัมป์ทำผิดกฎหมายหลายเรื่องที่คดีความจบแล้ว มีพฤติกรรมสร้างความเสื่อมเสียแก่ประเทศ ละเมิดสิทธิมนุษยชน

            White Supremacy เป็นเรื่องที่คนผิวขาวบางกลุ่มเห็นว่าตนเป็นผู้ปกครองประเทศอันชอบธรรม มีอภิสิทธิ์เหนือชนกลุ่มน้อยชนเชื้อสายอื่นๆ เป็นความชอบธรรมที่คนผิวขาวใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ส่วนคนผิวสีต้องเป็นผู้รับใช้คนผิวขาว การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐที่กำลังพูดถึงไม่ใช่กรณีทัศนคติส่วนบุคคลแต่เป็นค่านิยมสังคม ยึดถือในคนกลุ่มก้อนใหญ่ คนเหล่านี้ต่อต้านความเสมอภาคเท่าเทียม แม้คนผิวสีชนกลุ่มน้อยเป็นพลเมืองอเมริกันตามกฎหมาย

            พวก Boogaloo Bois (Proud Boys) คือกลุ่มขวาจัดที่ถูกตีตราว่าเป็น “fascists หรือ neo-fascists” พวกนี้มักเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ นิยมความรุนแรง หลายคนมีอาวุธสงครามและแสดงท่าทีจะใช้ กลุ่มนี้สนับสนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งขันพร้อมสนับสนุนด้วยกำลังอาวุธ

            ในช่วงหาเสียงการชี้ว่าอีกฝ่ายแย่ไม่น่าเลือกเป็นแนวทางรณรงค์เลือกตั้งเชิงลบ (Negative Campaign) พยายามสร้างบุคลิกภาพลักษณ์แง่ลบ ชี้ให้สาธารณชนเห็นว่าผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ ไร้น้ำยา ฉ้อฉล ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่ซื่อสัตย์ เชื่อถือไม่ได้ ขาดคุณธรรม ไม่รักชาติ โง่เขลา ทำเพื่อตัวเอง ไม่เป็นประชาธิปไตย คำพูดเช่นนี้ประชาชนต้องใช้สติปัญญาความรู้ความเข้าใจ ไม่หลงไปกับความเท็จที่นักการเมืองตั้งใจสร้างขึ้น ต้องสามารถแยกความจริงออกจากความเท็จ ไม่ถูกนักการเมืองบางคนหลอกใช้

          ที่สุดแล้วควรตั้งถามว่าการเมืองที่เป็นอยู่ทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือไม่ สังคมกำลังสู่ความก้าวหน้ายั่งยืนหรือกำลังทำลายตัวเอง เลือกตั้งวันนี้มีผลต่อวันพรุ่งนี้

            ย้อนดูผลการสำรวจของ Quinnipiac University Poll เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา คนอเมริกัน 47% ไม่เอาผู้สมัครที่มาจาก 2 พรรคใหญ่ สนใจพรรคทางเลือกที่ 3 (a third-party candidate) ตอกย้ำความจริงที่ว่าคนอเมริกันเบื่อหน่ายการเมือง ไม่คิดว่าพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกันเป็นทางออก แต่ที่สุดแล้วเมื่อมาถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งคนอเมริกันได้แต่เลือกตัวแทนจาก 2 พรรคใหญ่อยู่ดี ซ้ำรอยการเลือกตั้งรอบก่อนๆ เป็นระบอบการเมืองที่คนอเมริกันยังเอาชนะไม่ได้ หลายคนคิดว่าระบอบการเมืองปัจจุบันไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนจริง รู้สึกแปลกแยกต่อนักการเมือง

            ประเด็นความไม่เป็นประชาธิปไตยบ่งชี้ว่าประชาธิปไตยสหรัฐยังไม่สมบูรณ์ แต่ต้องยอมรับว่า หากเทียบกับหลายประเทศ การเมืองอเมริกาพัฒนามากกว่า วัฒนธรรมประชาธิปไตยแข็งแรง สังคมส่งเสริมเสรีภาพทางความคิด แม้ประชาชนมีความเห็นต่าง ที่สุดแล้วระบบสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ลุกลามบานปลาย เป็นประเทศที่สามารถดึงประโยชน์จากดำรงอยู่ในประชาคมโลก (ไม่ว่าต่างชาติจะเห็นด้วยกับนโยบายสหรัฐหรือไม่ก็ตาม) จึงสมควรเรียนรู้ทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของอเมริกา นำมาปรับใช้กับตัวเอง

            ในอนาคตประเทศนี้จะเป็นสังคมนิยม เผด็จการฟาสซิสต์หรือประชาธิปไตยเต็มตัวเป็นประเด็นที่ควรติดตาม การเมืองอเมริกามีผลต่อระเบียบโลก มีผลต่อนานาชาติ การเลือกตั้งสหรัฐจึงไม่ใช่เรื่องของคนอเมริกันเท่านั้น

3 พฤศจิกายน 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10215 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567)

----------------------------

บรรณานุกรม :

1. Harris slams Trump as 'fascist,' says John Kelly is 'putting out a 911 call' to Americans. (2024, October 24). ABC News. Retrieved from https://abcnews.go.com/Politics/harris-expected-advantage-kellys-critical-comments-trump-cnn/story?id=115069432

2. I’m the opposite of a Nazi – Trump. (2024, October 29). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/606668-trump-denies-being-nazi/

3. Trump says Harris has gone 'full communist' after unveiling handout-filled economic policy: 'Never worked'. (2024, August 17). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/politics/trump-says-harris-full-communist-unveiling-handout-ridden-economic-policy-never-worked

4. Trump’s former chief of staff says he fits ‘fascist’ definition and prefers ‘dictator approach’. (2024, October 23). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2024/10/22/politics/trump-fascist-john-kelly/index.html?iid=cnn_buildContentRecirc_end_recirc

5. What is fascism? And why does Harris say Trump is a fascist? (2024, October 25). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/fascism-meaning-harris-trump-kelly-fda56694feb1825dcf6477c8081a563d

-----------------

ทรัมป์จะเป็นเผด็จการหากชนะอีกสมัย?

หากได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยและปกครองแบบเผด็จการก็ต้องถือว่าเป็นเผด็จการที่มาจากความต้องการของคนอเมริกันตามระบอบประชาธิปไตยสหรัฐ


            ประธานาธิบดีไบเดนพูดเสมอว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับ MAGA Republicans เป็นพวกสุดโต่ง (an extremism – ไม่ใช่พวกประชาธิปไตย) นิยมความรุนแรง จงเกลียดจงชัง สร้างความแตกแยก ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่เชื่อหลักนิติธรรม ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง สนับสนุนพวกที่ปฏิเสธผลการเลือกตั้ง รวมความแล้ว ประธานาธิบดีไบเดนตีตราว่าเป็นพวกกึ่งเผด็จการ (semi-fascism) คุกคามบั่นทอนประชาธิปไตย

            สิงหาคม 2022 ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวย้ำว่า MAGA Republicans ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่เชื่อในหลักนิติธรรมและความต้องการของประชาชน บ่อนทำลายประชาธิปไตยทำให้ประเทศถดถอย มีการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง ชุมนุมพร้อมกับก่อเหตุรุนแรง เหล่านี้ล้วนผิดกฎหมาย คนอเมริกันต้องร่วมใจพูดว่าเราไม่ได้เป็นคนเช่นนี้ ไม่ปล่อยให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม คนอเมริกันต้องไม่มองการเมืองเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (total war – ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า) เลือกที่จะรักประเทศเฉพาะเมื่อพวกตนชนะเลือกตั้งไม่ได้ ประชาธิปไตยจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยอมรับหลักนิติธรรม MAGA Republicans หวังเปลี่ยนประเทศด้วยการพูดเท็จ หว่านความหวาดกลัวและการโกหก

            มีเสียงสะท้อนมากมายที่สนับสนุนไบเดน เช่น เจมส์ แมตทิส (James Mattis) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่าทรัมป์คือประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่พยายามรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว พยายามสร้างความแตกแยก

ทรัมป์จะเป็นเผด็จการ:

            ในที่ประชุมพรรคเดโมแครทแห่งชาติ 2024 (Democratic National Convention 2024) ชี้หากทรัมป์ชนะ ทรัมป์จะเป็นเผด็จการ (dictator) ตามแผน Project 2025 ของแนวทางฝ่ายขวา ทรัมป์บริหารประเทศเพื่อตัวเอง

            สอดคล้องกับที่ประธานาธิบดีไบเดนเอ่ยถึงเรื่องนี้ว่าทรัมป์เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ “จำคำพูดของผมไว้ ถ้าเขาชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ... ทุกคนจะเห็นผลที่เกิดขึ้น ให้ดูที่ระบอบประชาธิปไตย” ตอนนี้ตนขอทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริสชนะเลือกตั้ง

            รวมความแล้วไบเดนพูดชัดว่าทรัมป์ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตย เป็นพวกอำนาจนิยม ย้ำเสมอว่าถ้าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยประชาธิปไตยอเมริกาจะเสียหายมากกว่านี้

            ทรัมป์เป็นเผด็จการหรือไม่สามารถถกแถลงได้ บางทีอาจเป็นเพียงอำนาจนิยมอ่อนๆ อย่างไรเสียหากชนะเลือกตั้งอีกครั้ง ท่านก็มาจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ

            ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลเก่าที่บ่งชี้ความไม่เป็นประชาธิปไตย หัวข้อต่อไปจะนำเสนอข้อมูลล่าสุด

พวกทรัมป์สร้างความแตกแยก:

            ตุลาคม 2024 Brandon Wolf จาก Human Rights Campaign (HRC) ชี้ว่าพวกสนับสนุนทรัมป์ (The Maga) หาเสียงด้วยการ “สร้างความแตกแยก ทำให้ปั่นป่วนวุ่นวายและจงเกลียดจงชัง” (“division, chaos and hate”) พยายามสร้างเรื่องให้คนในชุมชนแตกแยก ทะเลาะกันผ่านประเด็นต่างๆ เห็นชัดว่าพวกเขาไม่คิดสร้างชาติ ไม่คิดทำให้คนอยู่ร่วมกันแม้คิดเห็นต่างกัน

            เป็นหลักการทั่วไปว่าการสร้างความแตกแยก บ่อนทำลายสังคมประเทศชาติ ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนอยู่ได้แม้เห็นต่าง ที่ควรจับตาคือบางคนบางกลุ่มจงใจสร้างความแตกแยกกันโดยอาศัยช่องว่างหรือความแตกต่างบางอย่างที่มีอยู่แล้วขยายให้รุนแรง เช่น ความเห็นต่างเรื่อง LGBTQ+

            Sarah Kate Ellis จาก Glaad กล่าวว่า พวกนักการเมืองตั้งใจใช้วิธีนี้ ผลสุดท้ายคือชีวิตทุกคนจะเลวร้ายกว่าเดิม

            ตุลาคม 2024 สื่อ Politico สำรวจพบว่าในการหาเสียง 20 ครั้ง ทรัมป์ด้อยค่าเหยียดชนกลุ่มต่างๆ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าทรัมป์พยายามกีดกันมุสลิมต่างชาติ ต่อต้านคนจีน คนต่างด้าวเข้าเมือง มองคนเหล่านี้เป็นภัยต่อประเทศ กล่าวหารัฐบาลไบเดนให้คนเหล่านี้เข้ามาก่ออาชญากรรม ทำให้เมืองไม่น่าอยู่ โยงเรื่องนี้เข้ากับการหาเสียง

            Robert Jones จาก Public Religion Research Institute ชี้ว่า แนวทางที่ใช้ วิธีที่ทรัมป์พูดเลียนแบบนาซี สอดคล้องกับ White Supremacy ที่คนอเมริกันผิวขาวส่วนหนึ่งมีรากความคิดว่าพวกตนเป็นเชื้อชาติที่เหนือกว่าเชื้อชาติอื่นๆ สมควรอยู่อย่างหรูหรามีความสุขเหนือชนชาติอื่นๆ

            คนที่ยึดถือ White Supremacy จะมีทัศนะคติดูถูกเหยียดหยามคนสีผิวอื่น เชื้อสายอื่น รวมทั้งพลเมืองอเมริกันที่เป็นคนผิวสี พลเมืองอเมริกันเชื้อสายเอเชีย (พวกหน้าตาคล้ายจีน) ทั้งๆ ที่บางตระกูลอยู่ในประเทศอเมริกาหลายรุ่นหลายชั่วคนแล้ว

            รัฐบาลสหรัฐกังวลก่อการร้ายแต่การสงสัยมุสลิมทุกคนเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เพียงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนยังส่งเสริมกระแสคนอเมริกันต่อต้านชาวจีน คนเชื้อสายจีนในสหรัฐโดนบูลลี่ (Bully) กล่าวหาผิดๆ ว่าคนต่างด้าวเข้าเมืองเป็นต้นเหตุอาชญกรรม ที่ความจริงแล้วแม้มีเหตุบ้างแต่คนอเมริกันนั่นแหละที่ก่ออาชญกรรมมากสุด น่าคิดว่าสหรัฐคือแบบอย่างประชาธิปไตยโลกหรือไม่ คู่ควรกับการพยายามผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่

ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น:

            สิงหาคม 2024 บนเวทีประชุมใหญ่พรรคเดโมแครท (DNC) แฮร์ริสชี้ว่าหากทรัมป์ได้รับเลือกอีกสมัยจะไม่ใช้อำนาจเพื่อดูแลประชาชน ไม่สร้างชาติให้มั่นคง เขาจะทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองเท่านั้น แฮร์ริสชี้ว่านโยบายของทรัมป์คือลดสวัสดิการสังคม ตัดงบโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล (Medicare) เอื้อประโยชน์ให้บริษัทประกันภัยมากกว่าสุขภาพประชาชน จะตัดงบประมาณโรงเรียนทำให้เด็กขาดการศึกษา คุณภาพต่ำ เหล่านี้ทำร้ายคนชั้นกลาง ทำร้ายประเทศ สู้เพื่อให้ตัวเขาที่รวยอยู่แล้วรวยกว่าเดิม

            บางทีข้อนี้อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ทรัมป์ยึดถือประชาธิปไตยหรือไม่นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง การเข้าสู่อำนาจเพื่อตัวเองหรือเพื่อชาติเป็นเรื่องสำคัญที่น่าติดตาม การแสดงออกต่างๆ ในช่วงหาเสียงเพียงเพื่อดึงให้คนเลือกตนเท่านั้น

รีพับลิกันไม่ยึดมั่นประชาธิปไตย:

            ผลวิจัยเมื่อมิถุนายน 2023 ของ Associated Press-NORC Center for Public Affairs Research เผย 8 ใน 10 ของพวกเดโมแครทฟันธงว่าพรรครีพับลิกันไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย

            ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ผลสำรวจชี้ว่า “พรรครีพับลิกันไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

            ควรตระหนักว่าไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ยึดมั่นประชาธิปไตย คนอเมริกันจำนวนมากเป็นนักประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม การแสดงออกที่ก้าวร้าวไม่เคารพสิทธิมนุษยชนมาจากบางคนบางกลุ่ม แต่ทั้งหลายทั้งมวลรวมกันเป็นพวกรีพับลิกัน เรื่องนี้สำคัญมากเพราะสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย สหรัฐกำลังก้าวสู่ทางใด “ประชาธิปไตย” หรือ “เผด็จการ”

            สังคมอเมริการวมทั้งนานาชาติวิพากษ์ความไม่เป็นประชาธิปไตยของทรัมป์มาช้านาน ผลงานกับพฤติกรรมประธานาธิบดีสมัยแรกเป็นหลักฐานที่เด่นชัดอยู่แล้ว ที่สำคัญและน่าคิดคือ ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายสิบล้านคน ผ่านกระบวนการเลือกสรรตามกลไกของพรรค ถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง หากได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยและปกครองแบบเผด็จการตามที่ไบเดนกับแฮร์ริสกล่าวหาก็ต้องถือว่าเป็นเผด็จการที่มาจากความต้องการของคนอเมริกันส่วนใหญ่ มาตามระบอบประชาธิปไตย

            อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจไม่ถูกต้องก็เป็นได้ ระยะหลังมีข่าวทรัมป์พยายามลดทอนความแข็งกร้าว และหากเข้าบริหารประเทศอาจเลือกบริหารแบบเสรีประชาธิปไตยก็เป็นได้ กาลเวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ

27 ตุลาคม 2024
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10208 วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567)

------------------------


บรรณานุกรม :

1. Biden slams ‘semi-fascism’ in GOP as he rallies for Democrats. (2022, August 26). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2022/8/26/biden-asks-democrats-to-defeat-semi-fascism-in-midterm-election

2. James Mattis Denounces President Trump, Describes Him as a Threat to the Constitution. (2020, June 3). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/politics/archive/2020/06/james-mattis-denounces-trump-protests-militarization/612640/

3. Kamala Harris's DNC speech in full: From warning about Trump return to push for Gaza deal. (2020, August 23). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/news/us/2024/08/23/kamala-harris-dnc-full-speech/

4. Republicans Blast Democrats As Socialists. Here's What Socialism Is. (2024, August 14). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/politics/elections/trump-economic-speech-takeaways-e47790ca?mod=latest_headlines

5. Trump and Republicans push ‘hate and chaos’ with anti-trans ads, advocates say. (2024, October 11). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2024/oct/11/trump-republicans-transgender-ads

6. US elections: Biden brands Trump a ‘danger’ to US. (2024, August 11). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/united-states/2024/08/11/us-elections-biden-brands-trump-a-danger-to-us

7. We watched 20 Trump rallies. His racist, anti-immigrant messaging is getting darker. (2024, October 12). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2024/10/12/trump-racist-rhetoric-immigrants-00183537

-----------------