GS1108 เมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็น "โลก"

เมโสโปเตเมียดินแดนอารยธรรมเริ่มต้นของโลก เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็นโลก

1. ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม

            นักเรียนบางคนอาจถามว่าทำไมต้องศึกษาอารยธรรม เรื่องเก่าแก่หลายพันปีก่อน เรียนเรื่องนี้แล้วจะได้อะไร คำตอบคือเราศึกษาอารยธรรมเพื่อค้นหาข้อดีข้อเสีย เรียนรู้สาเหตุความก้าวหน้าและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต ดังนี้

            1. ค้นหาข้อดีข้อเสีย

            เวลาพูดถึง “อารยธรรม” เรากำลังพูดถึงการที่คนจำนวนมากอยู่รวมกัน มีเจ้าเมือง มีทหาร มีผู้นำศาสนา พ่อค้าและประชาชา แต่ละอายธรรมจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีวิถีชีวิตของตัวเอง ที่มีความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ

            เราเรียนรู้อารยธรรมต่างๆ เพื่อเข้าใจว่าแต่ละอารยธรรมมีข้อดีอะไร มีสิ่งใดที่ควรปรับปรุง

            2. ต่อยอดความรู้

            ความรู้ต่างๆ ของมนุษย์หลายอย่างมาจากการต่อยอด

            คำว่า “ต่อยอด” หมายถึงรู้มากขึ้น ทำให้ดีขึ้นกว่าของเดิมที่มีอยู่ โดยอาศัยของเดิมเป็นพื้นความรู้

            ยกตัวอย่าง นักเรียนบางคนรู้ว่าสมัยก่อนคนแปรงฟันด้วยเกลือ หรือใช้สมุนไพรบางอย่าง เพื่อทำให้ฟันแข็งแรง ปัจจุบันเราใช้ยาสีฟันแทน และยาสีฟันก็พัฒนาให้มีประโยชน์และน่าใช้มากขึ้นทุกที

            การต่อยอดความรู้ การพัฒนาอยู่เสมอจึงได้ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม ชีวิตน่าอยู่ขึ้น

            สมัยยุคหินสร้างอาวุธที่ทำจากหิน จากนั้นเมื่อคนเราฉลาดขึ้น เริ่มสร้างอาวุธจากโลหะที่แข็งแรงกว่า ใช้ดีมากกว่า ปัจจุบันเรามีเครื่องบิน รถถัง เป็นต้น

            การมีอาวุธทันสมัยเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต่อการป้องกันประเทศ ในสมัยนี้เราไม่สามารถป้องกันประเทศด้วยหอกดาบอีกแล้ว

            3. ความล้มเหลว

            ในขณะเดียวกันเราเรียนรู้ความล้มเหลวด้วย ดังจะเห็นว่าอารยธรรมเกิดขึ้นแล้วล่มสลายหรือพังทลาย มีอารยธรรมใหม่เข้ามาแทน อะไรเป็นสาเหตุของการล่มสลาย ทำไมอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองจึงไม่อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ เราเรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ หลีกเลี่ยงความล้มเหลวของคนรุ่นก่อน



(คลิป: ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม) 

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนแห่งลุ่มน้ำทั้งสองและจุดกำเนิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์โลก"

            คำว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึง "ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสาย" คือ แม่น้ำไทกริส (Tigris) กับแม่น้ำยูเฟรทีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรักและซีเรีย

            เมื่อเอ่ยถึงเมโสโปเตเมียจึงเน้นพื้นที่มากกว่าผู้อาศัย (กลุ่มชนผู้เข้ามาอาศัยมีหลายกลุ่ม ดังจะศึกษาต่อไป)

            มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็น "ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์" (Fertile Crescent) ทอดตัวจากอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            เป็นดินแดนที่ไม่มีปราการธรรมชาติ คือไม่มีเครื่องกั้นขวาง (เช่น ทะเลทรายหรือภูเขาสูง) ทำให้ชนเผ่าอื่นเข้าถึงได้ง่าย บางครั้งมาแย่งชิงและแทนที่อารยธรรมเก่า

            มรดกสำคัญที่อารยธรรมนี้มอบให้ชนรุ่นหลัง เช่น

            1. นครรัฐ (City-State) หมายถึง เมืองที่เจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับใคร อาจเรียกเจ้าเมืองว่ากษัตริย์ ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนครรัฐ แต่ละจังหวัดจะมีเจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางที่กรุงเทพ

            2. อักษรรูปลิ่ม (Cuneiform-คูนิฟอร์ม) เป็นอักษรยุคแรก โดยใช้สัญลักษณ์ที่กดบนแผ่นดินเหนียว

            เป็นการเปลี่ยนจาก “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” เข้าสู่ “ยุคประวัติศาสตร์” ครั้งแรกของโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีตัวอักษรนั่นเอง การมีตัวอักษรทำให้คนในอายธรรมนั้นเขียนเรื่องราวของเขา ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจเรื่องราวในอดีตจากข้อเขียนโบราณ ไม่ต้องตีความเอาเอง

            อารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมแรกของโลกและเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (หมายถึงพวกยุโรป และรวมถึงอเมริกาด้วย)

 

4. ชนชาติในเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) อยู่ช่วงระหว่าง 4,000539 ปีก่อนคริสตกาล หรือยาวนานราว 3,500 ปี (ช่วงเวลาอาจต่างกันบ้างในแต่ละตำรา) ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายชนชาติปรากฎตัวโดดเด่น ดังนี้

            1. พวกซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerian) อยู่ช่วงประมาณ 4,000 – 2,300 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เริ่มต้นอารยธรรมและประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม (Cuneiform)

            2. พวกอัคคาเดียน (Akkadians) อยู่ช่วงประมาณ 2,300 – 2,150 ปีก่อนคริสตกาล สามารถรวบรวมนครรัฐต่างๆ เข้าเป็นจักรวรรดิแห่งแรก สังเกตว่ากลุ่มนี้อยู่ช่วงๆ สั้นราว 150 ปีเท่านั้น

            3. พวกบาบิโลนเก่า (Old Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 1,894 – 1,595 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นด้านกฎหมาย (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี)

            4. ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) อยู่ช่วงประมาณ 1,300 – 612 ปีก่อนคริสตกาล มีความเข้มแข็งทางทหาร ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง

            5. ชาวบาบิโลนใหม่หรือคาลเดีย (Neo-Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 626 – 539 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม (สวนลอยแห่งบาบิโลน)

(คลิป: ชนชาติในเมโสโปเตเมียสุเมเรียนอัคคาเดียน) 

5. ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน

            ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม เข้ามาหลายระลอก (ไม่ได้มาพร้อมกัน)

            คนกลุ่มแรกสุดคือ ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerians) เป็นคนกลุ่มแรกที่สร้าง "อารยธรรม" ขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย บางครั้งจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้บุกเบิก"

            เป็นผู้วางรากฐาน "นครรัฐ" (City-state) กับอักษรลิ่ม ใช้ไม้หรือไม้อ้อ (ไม้คนละชนิด) กดลงบนแผ่นดินเหนียว เกิดเป็นรูปภาพ

            ในสมัยนั้นพวกเขามีถึง 12 นครรัฐ แต่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยอาณาจักรเดียวกัน แต่ละนครรัฐมีอำนาจอธิปไตยและปกครองเป็นเอกเทศจากกัน นครรัฐเหล่านี้มักทำสงครามแย่งชิงทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำกับที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจอยู่ตลอดเวลา (ไม่มีศูนย์กลางอำนาจถาวร)

            นอกจากสร้างนครรัฐกับอักษรลิ่ม ยังสร้าง

            1) ซิกกูแรต (Ziggurat) วิหารเทพเจ้าทรงพีระมิดขั้นบันได ทำด้วยอิฐดินเผา เชื่อว่าใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละนครรัฐจะมีซิกกูแรตกับเทพเจ้าประจำเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือ โดยมีกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้า

            2) การประดิษฐ์ล้อ ใช้ในยานพาหนะและการเกษตร

            3) คณิตศาสตร์ ระบบเลขฐาน 60 (ที่มาของ 1 นาทีมี 60 วินาที)

            ขยายความระบบเลขฐาน 60 ...

6. ชาวอัคคาเดียน

            จักรวรรดิคืออาณาจักรหรือประเทศขนาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจมาก มักเก่งเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่เมืองอื่นๆ อาณาจักรอื่นๆ พยายามเข้าครอบครองหรือปกครองดินแดนของกลุ่มคนอื่น

            ในสมัยสุเมเรียน เมโสโปเตเมียมีหลายนครรัฐ พระเจ้าซาร์กอนมหาราช (Sargon of Akkad) นำคนอัคคาเดียนรวบรวมนครรัฐเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้รัฐบาลกลาง เกิดเป็น "จักรวรรดิ" (Empire) แห่งแรกของโลก

            เหตุที่พระเจ้าซาร์กอนรบชนะเพราะ

            1. จัดตั้งกองทัพทหารอาชีพ แทนการเกณฑ์ประชาชนให้เป็นทหารชั่วคราว ทหารอาชีพคือเป็นทหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำงานอื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จึงมีเวลาฝึกรบมากและพร้อมรบตลอดเวลา

            2. กองทัพของชาวอัคคาเดียน มีพลธนูที่สามารถยิงธนูใส่ทหารราบข้าศึกก่อน เนื่องจากธนูยิงไกลกว่าและสามารถเจาะเกราะ

            3. เมื่อยึดเมืองข้าศึก จะทำลายกำแพงเมืองของนครรัฐเหล่านั้น ทำให้เมืองอ่อนแอ ไม่สามารถป้องกันตัวเอง ข้าศึกจึงไม่อยากก่อกบฏ

            4. ส่งคนของตัวเองเข้าไปปกครองเมืองที่ยึดได้ หรือบังคับให้เจ้าเมืองเดิมต้องสาบานตนสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ จึงยากที่อำนาจเก่าจะลุกฮือเข้ายึดอำนาจคืน

 

(คลิป: ชาวบาบิโลเนียน) 

7. ชาวบาบิโลเนียน

            กฎหมาย (Law) คือ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ออกโดยผู้มีอำนาจสูงสุด เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบพฤติกรรมของคนในสังคม มีบทลงโทษหากฝ่าฝืน

            กฎหมายมีประโยชน์ เช่น ชี้ว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ เช่น ห้ามชกต่อยทำร้ายคนอื่น ห้ามลักขโมย กฎหมายไฟจราจรช่วยจัดระเบียบ ให้สังคมสงบสุข

            เมื่อเกิดความขัดแย้งจะใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบและสรุปว่าใครถูกผิด แทนที่จะใช้กำลังหรืออำนาจมืดในการตัดสินปัญหา เช่น สองคนทะเลาะกัน ต่างบอกว่าตัวเองถูก - กฎหมายจะเข้ามาตรวจสอบว่าใครถูกผิดอย่างไร

            คำสั่งหรือข้อห้ามของพ่อแม่ ไม่ใช่กฎหมายแต่มีสถานะเป็น "อำนาจตามกฎหมาย" (Legal Authority) ตามที่กฎหมายรับรองให้ทำได้ เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกตื่นนอนเพื่ออ่านหนังสือ ขอให้กินข้าวอย่ากินแต่ขนม

            ระเบียบหรือกฎเกณฑ์อื่นๆ เช่น ต้องเข้าเรียนตรงเวลา

            คำถาม: พ่อแม่ของนักเรียนเคยสั่งห้ามทำสิ่งใดหรือไม่ จงยกตัวอย่าง

            7.1 ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี

            1) ปรับปรุงและต่อยอด

            พระเจ้าฮัมมูราบีจัดทำประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยนำกฎหมายของพวกสุเมเรียนมาปรับปรุงและจัดระเบียบให้เป็นมวลหมู่

            ข้อสังเกต กฎหมายฮัมมูราบีไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำของเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงและเพิ่มเติมบางส่วน เป็นข้อคิดว่าไม่จำต้องเริ่มใหม่จากศูนย์เสมอไป แต่ใช้วิธีปรับปรุงต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่

            2) เน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            กฎหมายนี้ยึดหลัก "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (An eye for an eye) หมายถึง ทำผิดอย่างไรก็ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือต้องชดใช้เท่ากับที่ทำผิด

            เช่น หากนาย ก ทำฟันของนาย ข หัก 1 ซี่ ฟันของนาย ก จะต้องถูกทำให้หัก 1 ซี่เช่นกัน หาก นาย ก ทำให้วัวนาย ข ตาย 2 ตัว นาย ข ต้องชดใช้วัวให้นาย ก 2 ตัว

            นอกจากนี้กฎหมายังกำหนดราคาสินค้า บริการต่างๆ เช่น กำหนดค่ารักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ การตั้งราคาขายสูงเกินไป

            กฎหมายฮัมมูราบีจึงเน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            3) เป็นลายลักษณ์อักษร

            คือ เขียนกฎหมายเป็นตัวหนังสือบนศิลาจารึก ทุกคนจึงอ่านได้ รู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างไร  การตัดสินต้องทำตามกฎหมาย (คิดเอาเองไม่ได้) ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน


8. ชาวอัสซีเรียน  

            1) บริหารจัดการกองทัพได้ดีกว่า

            ชาวอัสซีเรียนมีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันแถบประเทศอิรัก) สามารถยึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมด เพราะจัดการกองทัพได้ดีกว่าและใช้อาวุธที่ทำจากเหล็ก

            อัสซีเรียนเป็นชนชาติแรกๆ ที่สามารถนำเหล็ก (Iron) มาผลิตเป็นอาวุธครั้งละมากๆ แทนการใช้สำริด (Bronze) ซึ่งอ่อนและหักง่ายกว่า

            สำริดหรือทองสัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสมที่ส่วนใหญ่เป็นทองแดง (มีทองแดงในสำริดมากกว่า 60%) ผสมกับโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก อะลูมิเนียม แมงกานีส นิกเกิล หรือตะกั่ว

            แต่สำริดแข็งสุดเหล็กไม่ได้

            นักรบอัสซีเรียใช้อาวุธกับชุดเกราะที่ทำจากเหล็กจึงได้เปรียบคนกลุ่มอื่นๆ และใช้ทหารอาชีพหรือกองทัพประจำการ สร้างถนนและสถานีเสบียงเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนทัพทางไกลอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รบได้ดีแม้อยู่พื้นที่ห่างไกล ด้วยหตุผลทั้งหมดนี้จึงรบชนะและยึดครองเมืองต่างๆ ทั้งด้วยการทำสงคราม

            2) ห้องสมุดนิเนเวห์

            นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องกองทัพ อัสซีเรียนยังโดดเด่นเรื่องการเก็บรวบรวมหนังสือ สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่

            ห้องสมุดนิเนเวห์ (Nineveh) เป็นห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวงที่เมืองนิเนเวห์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก)

            ในสมัยนั้น ความรู้เป็นของหายาก ห้องสมุดเป็นเหมือน "คลังสมอง" ของจักรวรรดิ รวบรวมความรู้ทั้งหลายมารวมกันในที่เดียว เป็นที่เก็บบันทึกทางการทูต ข้อมูลประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาอย่างเต็มที่ (มีหนังสือให้อ่านเยอะมากที่สุด)

(คลิป: ชาวอัสซีเรียนกับนีโอ-บาบิโลเนียน) 

9. ชาวนีโอ-บาบิโลเนียนหรือคาลเดีย

            อาณาจักรนีโอ-บาบิโลเนียน (บาบิโลนใหม่) หรือคาลเดีย (Chaldeans) เป็นอาณาจักรสุดท้ายของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            ในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 อาณาจักรรุ่งเรืองมาก สามารถสร้างสวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens) เป็นสวนขนาดใหญ่ แต่ที่เรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะต้นไม้ในสวนนี้เขียวสดตลอดปี สะท้อนว่าพวกเขามีความรู้ด้านชลประทานดีมาก และเก่งเรื่องการออกแบบ

          ในสมัยคาลเดีย พวกเขาคาดการปรากฏการณ์บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

            ประโยชน์ของการดูดวงดาว

            1) ทำนายโชคชะตา

            คนโบราณเชื่อเรื่องการดูดวง นักพยากรณ์ (หมอดู) ใช้การเคลื่อนไหวของดวงดาวเพื่อทำนายว่าจะเกิดเรื่องใดในอนาคต เช่น ทำนายภัยพิบัติและสงคราม จะโชคดีหรือโชคร้าย

            2) ทำนายฤดูกาลละกำหนดการทำเกษตร

            สามารถดูการเคลื่อนไหวของดวงดาว ดวงจันทร์เพื่อตรวจสอบฤดูกาล ว่าเป็นหน้าร้อน หน้าฝน ควรเริ่มต้นเพาะปลูกแล้วหรือยัง

            สังเกตว่านานมาแล้วที่มนุษย์สามารถดูดวงดาว รู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูกแล้วหรือยัง คาดการเรื่องฟ้าฝนต่างๆ แม้ไม่เที่ยงตรงนักแต่ใช้การได้ในระดับหนึ่ง

จุดสิ้นสุดของอารยธรรม:

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียในฐานะรัฐอิสระสิ้นสุดใน 539 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียเข้ายึดครองบาบิโลน และพื้นที่นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างๆ ในเวลาต่อมา

-------------

วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (1)

รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

            สัปดาห์ที่ 3 ของเมษายน 2026 Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านชี้ว่าทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้

ทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ:

            นานแล้วที่บางคนเชื่อว่าอิสราเอลมีอิทธิพลต่อสหรัฐ (แทนที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมีอิทธิเหนืออิสราเอล) บางแนวคิดถึงกับพูดว่าชนชั้นนำอิสราเอลควบคุมรัฐบาลสหรัฐ ยกหลักฐานว่าคนยิวดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเสมอ ระดับที่เข้มข้นน้อยลงคืออิสราเอลมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอเมริกันมากแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม ล็อบบี้ยิสต์อิสราเอลทำงานเข้าถึงนักการเมือง จึงไม่แปลกที่หลายคนมั่นใจว่านโยบายสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งข้อหลังมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย

            ด้วยความเชื่อกับความจริงทั้งหลายจึงตีความว่าสหรัฐรบอิหร่านรอบนี้ เพราะรับอิทธิพลจากอิสราเอลไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับฟันธงว่าอิสราเอลลากสหรัฐเข้าทำสงคราม

            Joe Kent อดีตหัวหน้า US National Counterterrorism Center ในสมัยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (ไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวตามคำอ้างของทรัมป์) หน่วยการข่าวสหรัฐทุกหน่วยสรุปตรงกันในเรื่องนี้ ทั้งยังเตือนว่าอิหร่านจะเล่นงานฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิสราเอลให้ข้อมูลอีกด้านและทรัมป์เชื่อตามนั้น

            ผลคือสหรัฐถูกอิสราเอลลากเข้าทำสงครามที่ไม่มีวันจบ ไม่ก่อประโยชน์ต่ออเมริกาจากคำโกหกของอิสราเอล

            อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าการรบครั้งนี้สหรัฐตัดสินใจเอง “อิสราเอลไม่เคยพูดกับผมให้เข้าทำสงครามกับอิหร่าน” ย้ำว่านโยบายคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้หมด

            วิเคราะห์: หากใครสามารถแสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทำตามขอคำของประเทศอื่น สร้างความเสียหายแก่คนอเมริกันมากมาย ประธานาธิบดีอาจมีความผิดตามกฎหมาย  คาดว่าในอนาคตพรรคเดโมแครทอาจเล่นงานทรัมป์เรื่องนี้

อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์:

            สงครามนี้ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าตัวเองชนะ ทรัมป์ชี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝ่ายใดคุมการเมืองอิหร่าน หลังการโจมตีสังหารผู้นำอิหร่านหลายท่าน ด้านอิหร่านชี้ว่าตนชนะทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังนี้

          1. เหตุผลทำสงครามฟังไม่ขึ้น

            หลังเริ่มสงคราม 4-5 วัน ทรัมป์ให้เหตุผลว่าอิหร่านน่าจะลงมือโจมตี (พวกเรา) ก่อน ซึ่งปล่อยให้เกิดเช่นนั้นไม่ได้ เรื่องนี้มาจากการที่ฝ่ายสหรัฐคิดว่าหากอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐ ดังนั้นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อลดความเสียหาย

            ในอีกวาระหนึ่งทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกอย่างโดยรอบ เราจึงทำงานร่วมกัน ทำลายประเทศที่คิดทำลายอิสราเอล” วันนี้จึงยังมีประเทศอิสราเอล

            แต่บางคนคิดแย้ง เช่น Hakeem Jeffries แกนนำสส. เดโมแครท กล่าวว่าการโจมตีเสี่ยงอันตรายอย่างไม่สมควร และปราศจากภัยคุกคาม “ที่สมควรชิงโจมตีก่อน”

            วิเคราะห์: เหตุผลข้อนี้คล้ายเดิมที่อิสราเอลกับสหรัฐใช้มาตลอด คิดว่าหากอิหร่านมีนิวเคลียร์และจะใช้ยิงสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ จึงต้องชิงลงมือก่อน แต่บางคนไม่เห็นด้วย ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัว อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนอาวุธอื่นก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายอิสราเอล กลายเป็นว่าสหรัฐพาตัวเองสู่สงครามใหญ่ ก่อศึกครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

            หากการตัดสินใจครั้งนี้นำสู่การรบยืดเยื้อเป็นปีหรือหลายปี เท่ากับทรัมป์ 2.0 นำประเทศสู่ความเสี่ยงและสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

          2. เป็นภัยคุกคามจวนตัวหรือไม่

            ทางการสหรัฐมักอ้างเรื่อง "Imminent Threat" หรือ "ภัยคุกคามจวนตัว" เป็นความชอบธรรมที่จะรบเพื่อป้องกันตัวเอง (Self-Defense) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51

            ในทางวิชาการจะยึดแนวทางของ Caroline (The Caroline Test) ซึ่งระบุว่าการจะอ้าง "ภัยคุกคามที่กระชั้นชิด" เพื่อใช้กำลังทหารก่อน ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ประการ

            คือ Necessity (ความจำเป็น) ภัยนั้นต้องบีบคั้นและท่วมท้น Immediacy (ความกระชั้นชิด) ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ และไม่มีเวลารอเพื่อไตร่ตรอง และ Proportionality (ความสมน้ำสมเนื้อ) การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าเหตุเพื่อระงับภัยนั้น

            ภัยคุกคามจวนตัวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นปรปักษ์ และไม่ใช่ภัยแฝงตัว (ambient menace) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างทำสงครามป้องกันตัวเอง

            การเคลื่อนไหวของฮามาส ฮิซบอลเลาะห์และนโยบายอิหร่าน ขัดผลประโยชน์สหรัฐ แต่ไม่ถึงขั้นให้สหรัฐต้องเข้าทำลาย หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านไม่มีความตั้งใจเข้าปะทะหรือทำสงครามกับสหรัฐแต่อย่างไร

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าภัยอิหร่านคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้เกินตัว โดยกลุ่มผู้วางหลักนโยบายต่างประเทศ สถาบันวิชาการบางแห่ง รวมทั้งสื่อบางสำนัก พยายามทำให้เห็นภาพร้ายแรงเกินจริง ทั้งเรื่องอิทธิพลอิหร่านต่อตะวันออกกลาง โครงการพัฒนานิวเคลียร์ การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ

            ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรู สหรัฐกับอิสราเอลต้องสร้างศัตรู ใช้เป็นข้ออ้างจัดการศัตรูเพื่อแผ่อำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์มักอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของโลก

            ตัวอย่างในอดีตที่เด่นชัดมากสุดคืออิรัก ในตอนนั้นรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้ภัยคุกคามจวนตัว อ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ โยงกับเรื่องที่รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว

            ในเวลาต่อมารัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง หลังตรวจไม่พบอิรักมี WMD ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)

            ประเด็นคือรัฐบาลสหรัฐไม่สนใจและไม่มีใครห้ามได้ จึงใช้เรื่องภัยคุกคามจวนตัวทำสงครามแบบชิงลงมือก่อน ดังที่ทำกับอิหร่านในขณะนี้ เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพพจน์สหรัฐในเวทีโลก ส่งผลต่อพันธมิตรอเมริกา และอุดมการณ์ประชาธิปไตย

          3. คนอเมริกัน 63% ชี้ว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน

            24 เมษายน 2026 ผลโพลของ Marquette Law School พบว่าคนอเมริกัน 63% คิดว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน ถ้าแยกเป็นพรรค 94% ของพวกเดโมแครทไม่เห็นด้วย 75% ของพวกไม่สังกัดพรรคไม่เห็นด้วย ที่สวนทางคือ 71% ของพวกรีพับลิกันเห็นด้วยกับสงคราม

            ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% ไม่ชอบอิสราเอล 68% ต่อต้านทรัมป์หากคิดเปลี่ยนประเทศอื่นด้วยกำลังทหาร 60% ยอมรับว่าสหรัฐคือตัวการทำให้โลกปั่นป่วน ในขณะที่ 39% คิดว่าสหรัฐกำลังสร้างเสถียรภาพแก่โลก

            เหตุผลทำสงครามและการตีความว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ขึ้นกับข้อมูล การตีความตามแนวคิดต่างๆ ซึ่งไม่จำต้องคิดตรงกัน รัฐบาลคิดอย่างประชาชนคิดอีกอย่าง แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าจำต้องรบและชนะสงครามนี้แล้ว แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ นี่คือส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

17 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10773 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

 

บรรณานุกรม :

1. Iran and the imminent threat mythology. (2026, March 20). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/03/iran-and-the-imminent-threat-mythology/

2. Iran war spreads across region as US, Israel suffer losses. (2026, March 2). Hurriyet Daily News. Retrieved from https://www.com/iran-war-spreads-across-region-as-us-israel-suffer-losses-219468

3. Ismael, Tareq Y., Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.

4. Most Americans say there was not sufficient reason to start war in Iran: Polls. (2026, April 24). ABC News. Retrieved from https://abcnews.com/Politics/americans-sufficient-reason-start-war-iran-polls/story?id=132317564

5. Qalibaf answers ten key questions on Iran–US talks in Islamabad. (2026, April 19). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/525593/Qalibaf-answers-ten-key-questions-on-Iran-US-talks-in-Islamabad

6. Trump insists he struck Iran on his own terms. (2026, March 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-war-iran-israel-marco-rubio-5968821

7. Trump says end of Iran war will be "mutual" with Netanyahu. (2026, March 9). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/169259-trump-says-end-of-iran-war-will-be-mutual-with-netanyahu

8. Washington ignored intel warnings on Iran – Trump’s ex-counterterror chief. (2026, May 9). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/639657-us-israel-iran-war/

-----------------

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (2)

ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา

ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล

            ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพานำเข้าพลังงาน

            ยกตัวอย่าง สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป

            เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้

            เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ    

            หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน

            การที่ทรัมป์ 2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

            บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้าเพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว

            เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026 ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน

            สังเกตว่ากรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ

อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:

            แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น

            ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น

            มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ

            ยกตัวอย่าง เมษายน 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์ หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

            ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

            สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล แต่ต้องการมากกว่านั้นขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด

ภาษีใหม่ Trade Act of 1974:

            รัฐบาลทรัมป์ 2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี 2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ คือ

            1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา เพื่อแก้ปัญหา "การขาดดุลชำระเงิน" แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)

            ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี 10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ ให้เสร็จสิ้น

            2) มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ) สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ "ละเมิดข้อตกลงการค้า" หรือมีนโยบายที่ "ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ"

            มีนาคม 2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา "กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" (Structural Excess Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก

            3) มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า "โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด" เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว (เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)

            มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน

            4) GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ "ระงับหรือยกเลิก" สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

            การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก "สงครามฉุกเฉิน" มาเป็น "สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง" ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม

ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:

            แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย1974 Trade Act อย่างถูกกฎมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

            อีกทั้งมาตราต่างๆ มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100% ไม่ได้อีกต่อไป

            ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆเข้ามาเจรจาต่อรอง ในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่

            เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ

            เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษาย 2026 มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ทำว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี

            ผลโพลของ AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 ชี้ว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก กระทั่งกองเชียร์รีพันลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

            ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง  

10 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10766 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. American LNG and Trump rolled into Europe: The EU started talking about Russian gas. (2025, April 14). Eurasia Daily. Retrieved from https://eadaily.com/en/news/2025/04/14/american-lng-and-trump-rolled-into-europe-the-eu-started-talking-about-russian-gas

2. Trump announces new tariffs of up to 40% on a growing number of countries. (2025, July 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2025/07/07/economy/trump-letters-tariffs

3. Trump pursues new import taxes to replace the tariffs the Supreme Court rejected. (2026, April 29). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-tariffs-supreme-court-trade-import-taxes-bf712c8ab01f99c3a92e91eb74a9d03f

4. Trump’s approval on economy falls in AP-NORC poll, showing new warning signs for president. (2026, April 22). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-approval-iran-economy-cost-of-living-poll-fff492898cc8ff34e11df90ec4837a79

5. Vit Nam seeks US's delayed imposition of new tariffs for negotiations: Deputy PM. (2025, April 4). Vietnam News. Retrieved from https://vietnamnews.vn/politics-laws/1695282/viet-nam-seeks-us-s-delayed-imposition-of-new-tariffs-for-negotiations-deputy-pm.html

6. Vietnam to buy US defence, security products to tackle trade gap. (2025, April 8). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-says-buy-american-defence-security-products-trump-tariffs-loom-2025-04-08/

-----------------

GS1107 มาตราส่วนภูมิศาสตร์ชนิดต่างๆ

            คนเราเวลาเดินทางนอกจากต้องรู้จุดหมายปลายทางแล้ว การรู้ระยะทางว่าใกล้ไกลแค่ไหน ช่วยวางแผนเวลาว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน การใช้มาตราส่วนช่วยหาคำตอบเรื่องระยะห่าง

1. การคำนวณมาตราส่วน

            สูตรการคำนวณ มาตราส่วน คือ ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง โดยที่ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน

            เช่น มาตรส่วน 1: 50,000 หมายความว่า ระยะบนแผนที่ 1 หน่วยจะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 หน่วย

            ใช้สูตร (มาตราส่วน) 1/n = ระยะบนแผนที่ หารด้วย ระยะจริง

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 3 หน่วย ระยะจริงคือ 3 คูณ 50,000 หน่วย

            จาก มาตรส่วน 1: 50,000  ถ้าวัดระยะแผนที่ได้ 10 หน่วย ระยะจริงคือ 10 คูณ 50,000 หน่วย

 (ชมคลิป:การคำนวณมาตราส่วน) 

            ถ้าหน่วยเป็นเซนติเมตร 1: 50,000 หมายถึง ระยะบนแผนที่ 1 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริง 50,000 ซม.

            จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 10 ซม. จะเท่ากับระยทางจริงกี่หน่วย ตอบ 500,000 ซม.

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 5,000 ม. หรือ 5 กิโลเมตรนั่นเอง (หรือ 100,000 ซม.เท่ากับ 1 กม.)

 

            มาตราส่วน 1: 50,000 กำหนดให้ หน่วยเป็นเซนติเมตร จากข้อมูลข้างต้น ถ้าระยะบนแผนที่เท่ากับ 30 ซม. จะเท่ากับระยะทางจริงกี่หน่วย ตอบ 1,500,000 ซม. (30 คูณ 50,000)

            และจะเท่ากับกี่กิโลเมตร ตอบ 100 ซม.กับ 1 เมตร. ดังนั้น จะเท่ากับ 15,000 ม. หรือ 15 กิโลเมตรนั่นเอง

 

3. มาตราส่วน 3 แบบ

            มาตราส่วนมี 3 แบบ คือ

            1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

 (ชมคลิป:มาตราส่วน 3 แบบ) 

1) มาตราส่วนคำพูด (Word Scale)

            เป็นการบอกมาตราส่วนด้วยคำพูด เช่น "1 เซนติเมตร ต่อ 50 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 50 กิโลเมตร

            ถ้าพูดว่า "1 นิ้ว ต่อ 200 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง 200 ไมล์

            ตัวอย่างเพิ่มเติม ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 200 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 200 กิโลเมตร"

            ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 1,000 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ 1,000 กิโลเมตร"

            คำถาม1 จากรูป "2 เซนติเมตร ต่อ 3,000 กิโลเมตร" หมายความว่า 1 เซนติเมตรในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริง จริงเท่าใด ตอบ 1,500 กม. โดยเอา 2 ไปหาร 3,000

            คำถาม2 จากรูป "2 นิ้ว ต่อ 500 ไมล์" หมายความว่า 1 นิ้วในแผนที่ เท่ากับระยะทางจริงเท่าใด ตอบ 250 ไมล์ โดยเอา 2 ไปหาร 500

            คำถาม3 ถ้าเรากำหนดให้ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 700 กิโลเมตร มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "1 เซนติเมตรต่อ ... กิโลเมตร"

            คำถาม4 ถ้าเรากำหนดให้ 2 นิ้วเท่ากับ 600 ไมล์ มาตราส่วนคำพูด จะพูดว่า "2 นิ้วต่อ ... ไมล์"

 

2) มาตราส่วนแบบเศษส่วนหรือแบบสัดส่วน (Ratio Scale)

            มาตราส่วนแบบสัดส่วน เช่น 1 : 50,000 (หมายความว่าความยาว 1 หน่วยในแผ่นที่ เท่ากับ 50,000 หน่วยในระยะทางจริง)

            มาตรส่วนแบบนี้ ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน เช่นถ้าบอกว่า 1 : 50,000 ถ้าขนาดบนแผนที่คือ 1 นิ้ว ระยะทางจริง 50,000 จะเท่ากับนิ้ว

            ตัวอย่าง: แผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 5 ซม. ระยะจริงคือการเอา 5 คูณ 100,000 = 500,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 5,000 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = 5 กิโลเมตร

            โจทย์: แผนที่มาตราส่วน 1 : 10,000

            ถ้าวัดระยะในแผนที่ได้ 6 ซม. ระยะจริงคือการเอา 6 คูณ 10,000 = 60,000 ซม.

            ถ้าแปลงเป็นเมตร (หารด้วย 100) = 600 เมตร

            และถ้าแปลงเป็นกิโลเมตร = ... กิโลเมตร

3) มาตราส่วนบรรทัด มาตราส่วนเส้น (Bar Scale) หรือมาตราส่วนรูปแท่ง

            เป็นแถบเส้นตรงที่แบ่งช่องไว้ในแผนที่ มีลักษณะเป็นเส้นบรรทัด บอกว่าระยะเท่านี้ในแผนที่คือระยะเท่าไหร่ในโลกจริง เช่น 1 ช่องคือ 100 กิโลเมตร

            บางครั้งเป็นรูปแท่งตามแนวนอน คล้ายไม้บรรทัด (สร้างรูป)

            ในเส้นหนึ่งหรือแท่งหนึ่งจะแบ่งหลายช่อง เช่น แบ่ง 10 ช่อง และจะเขียนกำกับว่า 1 ช่องเท่ากับระยะทางเท่าใด (ลักษณะคล้ายไม้บรรทัด) อาจเป็น 10 ไมล์ 500 กิโลเมตร แล้วแต่ผู้ออกแบบแผนที่

            เวลาใช้งาน ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 10 กิโลเมตร นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4 เซนติเมตร เท่ากับระยะจริง 40 กิโลเมตร

            โจทย์: ถ้า 1 ช่องแผนที่กว้าง 1 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 200 ไมล์ นักเรียนสามารถใช้ไม้บรรทัดวัดระยะทางในแผนที่ ถ้าจากจุด  A ไปจุด B เท่ากับ 4.5 นิ้ว เท่ากับระยะจริง 900 ไมล์

  (ชมคลิป:ทวีปอเมริกากับอเมริกาเหนือ) 

4. ทวีปอเมริกา

            ทวีปอเมริกา แบ่งเป็น 2 ทวีป คือ ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) กับทวีปอเมริกาใต้ (South America) หน้าตาทวีปเป็นอย่างที่เห็น เวลามองทวีปนี้ให้หาชื่อ สหรัฐอเมริกาก่อน เพราะเป็นชื่อที่ทุคกนคุ้นเคย

4.1 ทวีปอเมริกาเหนือ (North America)

            ทวีปอเมริกาเหนือ (North America) มีทั้งหมดประเทศ 23 ประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาคหรือ 3 กลุ่มประเทศ ดังนี้

               1. ภูมิภาคอเมริกาเหนือตอนบน (Northern America)

            มักเป็นส่วนที่รู้จักกันมากสุด

            ประกอบด้วย ประเทศแคนาดา (Canada) สหรัฐอเมริกา (United States of America) และเม็กซิโก (Mexico)

            2. ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America)

            เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มี 7 ประเทศ

            ได้แก่ กัวเตมาลา (Guatemala) เบลีซ (Belize) เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) ฮอนดูรัส (Honduras) นิการากัว (Nicaragua) คอสตาริกา (Costa Rica) ปานามา (Panama)

            3. แถบทะเลแคริบเบียน (The Caribbean)

            เป็นกลุ่มประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน มี 13 ประเทศ

            เช่น คิวบา (Cuba) เฮติ (Haiti) สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic) จาเมกา (Jamaica)

            ประเทศสำคัญในทวีปอเมริกาเหนือ คือ สหรัฐอเมริกา (บางครั้งเรียกว่าสหรัฐฯ หรืออเมริกา) เป็นประเทศที่มักถูกพูดถึง

            ทิศเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา คือแคนาดา

            ทิศใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือเม็กซิโก

            ระยะทางระหว่างเมือง

            ทวีปอเมริกาเหนือยู่ทางซีกโลกเหนือ ดังนั้น จะมีช่วงหนึ่งที่อากาศหนาวจัด มิหะตก โดยเฉพาะที่แคนาดากับสหรัฐ

 

5. คำถามกับกิจกรรมท้ายบทชุด2 GS1107

คำถาม 1 เปรียบเทียบระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก ในเรื่องเหล่านี้ โดยใช้ข้อมูลจาก Wikipedia (พิมพ์ชื่อประเทศใน Google) หรือแหล่งอื่น

 

สหรัฐ

เม็กซิโก

1. ประชากร คาดว่าในอนาคตประชากรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

อัตราการเติบโตของประชากรเป็นบวก 0.7%

ประชากรเม็กซิโกเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 1.70% ต่อปี

2. ภูมิศาสตร์ ขนาดประเทศ

มีหลายข้อมูล 9,522,055.0 ตร.กม., 9,629,091.5 ตร.กม. ไปจนถึง 9,833,516.6 ตร.กม.

ไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร

3. สาธารณสุข ผู้ชายเสียชีวิตจาก “โรค” ใดมากที่สุด

ไม่แบ่งชายหญิง ในปี 2010 โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรคมะเร็งตับ และโรคหลอดเลือดสมอง

4. ...

 

 

5. ...

 

 

            ให้นักเรียนบรรยายความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศ ข้อ 4 กับ 5 จะเปรียบเทียบเรื่องใดก็ได้ 

            โจทย์ระยะทาง

            คำถาม 1 เส้นทางเที่ยวบินจากลอสแอนเจลีสไปยังนิวยอร์ก จะมีระยะทางตามแนวเส้นตรง ราว 2,500 ไมล์ ถ้าแผนที่ใช้มาตรการส่วน 1 นิ้วต่อ 250 ไมล์ ถามว่าระยะทางในแผนที่จะยาวกี่นิ้ว (ตอบ 10 นิ้ว)

            ฝึกให้นักเรียนนำเสนอ (5 นาที)

(ชมคลิป:ภูมิภาค ละตินอเมริกากับอเมริกากลาง) 

6. ภูมิภาค

            ภูมิภาค (Region) คือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

            นอกจากการแบ่งเป็นทวีปกับประเทศ ยังแบ่งเป็นภูมิภาค เช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคตะวันออกกลาง

            ภูมิภาค (Region) คือ พื้นที่บนพื้นผิวโลกที่มีลักษณะบางประการที่เหมือนกันหรือร่วมกัน ช่วยจัดระเบียบและแบ่งส่วนโลกที่กว้างใหญ่ให้ง่ายต่อการศึกษาและการทำความเข้าใจ

            พูดแบบเข้าใจง่ายคือ การแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่าประเทศแต่เล็กกว่าทวีป

          ตัวอย่าง ภูมิภาคอาเซียน 11 ประเทศ

            ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน

            ตัวอย่าง ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region)

ภูมิภาคไม่ได้มีขนาดที่ตายตัว อาจจะมีขนาดใหญ่ระดับทวีป หรือเล็กระดับย่านในเมืองก็ได้ โดยหลักการสำคัญคือต้องมี "เอกลักษณ์" ที่ทำให้พื้นที่นั้นแตกต่างจากพื้นที่รอบข้าง

7. อเมริกากลางกับละตินอเมริกา

            ภูมิภาคอเมริกากลาง (Central America) เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ

            ตั้งอยู่ระหว่างเม็กซิโกทางตอนเหนือกับโคลอมเบียทางตะวันออกเฉียงใต้ มีชายฝั่งติดทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน

            อเมริกากลางมีลักษณะเป็นคอคอด เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีภูเขาไฟจำนวนมาก ภูมิอากาศแบบเขตร้อน

             มี 7 ประเทศ ได้แก่ เบลีซ, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว และปานามา

            ละตินอเมริกา (Latin America) คือ "ภูมิภาคทางวัฒนธรรม" (Cultural Region) หมายถึงการแบ่งโดยอาศัยวัฒนธรรมร่วมกัน รากวัฒนธรรมของประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้มาจากสเปนกับโปรตุเกส ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมีรากมาจากภาษาละติน เป็นที่มาของชื่อ "ละติน" อเมริกา

            ขอบเขตของละตินอเมริกาประกอบด้วยอะไรบ้าง

            แบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย:

            1) เม็กซิโก (Mexico): ประเทศเดียวในอเมริกาเหนือที่รวมอยู่ในภูมิภาคนี้

            2) อเมริกากลาง (Central America): เช่น กัวเตมาลา ปานามา คอสตาริกา

            3) หมู่เกาะในแคริบเบียน (The Caribbean): เฉพาะประเทศที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศส เช่น คิวบา สาธารณรัฐโดมินิกัน และเฮติ

            4) อเมริกาใต้ (South America): เช่น บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย

------------------------