จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพงดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

            ทันทีที่เริ่มบริหารประเทศ รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตามที่หาเสียงไว้ ด้วยเหตุผลสหรัฐขาดดุลการค้าเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม เมษายน 2025 ประกาศเก็บภาษีศุลกากร (tariff) อย่างน้อย 10% จากคู่ค้าทุกราย แม้ละเมิดหลักการค้าเสรีขององค์การค้าโลก ข้อตกลงการค้าเดิมที่ทำกับหลายประเทศ

ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) :

            นอกจากภาษีศุลกากร ยังเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อีกด้วย ภาษีตอบโต้ที่อาจสูงเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการเจรจาต่อรองและอื่นๆ จากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา บางประเทศได้ข้อตกลงเร็ว บางประเทศล่าช้าออกไป พร้อมกับขึ้นภาษีบางรายการเป็นพิเศษ เช่น ทองแดง เหล็ก

            สิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้า 20-30 ประเทศ โดยเก็บ 10-40% ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการค้าสูง เช่น กลุ่มอียู อาเซียน รวมทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล แคนาดา อัตราภาษีรอบนี้ปรับจากรอบต้นปี 2025 ที่ทรัมป์ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลก นับจากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา ปรับลดบางประเทศ ปรับขึ้นปรับลงบางรายการ เช่น เหล็ก ทองแดง รอบสิงหาคม 2025 คือรอบใหม่กับคู่ค้าบางรายเท่านั้น

            ในตอนนั้นนักวิชาการชี้ว่าคือสงครามการค้าที่สหรัฐทำกับหลายประเทศ

ภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย:

            ในช่วงเดียวกันนั้น หลายคนเริ่มวิพากษ์ว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

            เรื่องนี้เริ่มจากการที่บริษัทเอกชนบางแห่ง เช่น ห้าง Costco ยักษ์ใหญ่ค้าส่งชื่อดังฟ้องรัฐบาลทรัมป์ เรียกคืนเงินภาษีนำเข้าที่บริษัทได้จ่ายไป เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ตั้งกำแพงภาษีโดยมิชอบ ตามกฎหมาย IEEPA ต้องผ่านรัฐสภาเสียก่อน ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนมีอำนาจทำได้ พร้อมกับเตือนว่าหากศาลตัดสินให้การขึ้นภาษีเป็นโมฆะ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

            ในที่สุดศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจประกาศใช้ Reciprocal Tariffs และภาษีอื่น ๆ ผ่านทางกฎหมาย IEEPA

            เรื่องน่าคิดคือทรัมป์มักใช้อำนาจของตนให้มากที่สุดแม้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย (อาจตีความว่าพยายามใช้อำนาจทั้งหมดเพื่อบริหารประเทศ) นโยบายภาษีตอบโต้เป็นอีกเรื่องที่ชี้ว่าใช้อำนาจเกินกฎหมายจริง ผลคือประชาชนเสียหาย

            สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน 2026 รัฐบาลเริ่มคืนภาษีตามคำสั่งศาล จะคืนภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีก่อน เพราะคนอเมริกันคือผู้ที่ต้องจ่ายภาษีก้อนนี้ โดยบริษัทเอกชนคือผู้จ่ายในขั้นตอนแรก ก่อนผลักภาระให้ผู้บริโภค เงินที่ต้องคืนสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์

            วิเคราะห์: เงิน 166,000 ล้านดอลลาร์ที่ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่านโยบายภาษีศุลกากรของเขา ช่วยสร้างรายได้ ลดการขาดดุล บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าคือส่วนใหญ่คือเงินผู้บริโภคอเมริกัน ที่ตอนนี้ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย

            เป็นชัยชนะของบริษัทเอกชนสหรัฐกว่า 3,000 รายที่ยื่นฟ้องศาล ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำผิดกฎหมาย

ใครคือคนจ่ายภาษีให้รัฐบาล:

            ในตอนต้นสังคมอเมริกันถกเถียงอย่างหนักว่าใครเป็นคนจ่าย พวกรีพับลิกันมักตอบว่าต่างชาติเป็นคนจ่าย คำตอบคือตามกฎหมายศุลกากรของสหรัฐ (และเกือบทุกประเทศทั่วโลก) คนที่มีหน้าที่จ่ายภาษีนำเข้า (Tariffs) คือ "ผู้นำเข้าตามบันทึก" (Importer of Record) ซึ่งก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐที่เป็นคนสั่งสินค้าเข้าไป เมื่อสินค้าถึงท่าเรืออเมริกา บริษัทนำเข้าต้องเป็นคนควักเงินจ่ายภาษีให้กรมศุลกากรสหรัฐ (CBP) ก่อนนำสินค้าออกไปขาย เงินภาษีจึงวิ่งจากกระเป๋าบริษัทอเมริกันเข้าสู่คลังหลวงของรัฐบาลอเมริกา

            ภาษีศุลกากร ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จึงทำให้บริษัทอเมริกันผู้นำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งสามารถจัดการเรื่องด้วยการแบกรับภาษี กับอีกทางคือผลักภาระให้ผู้บริโภค ดังนั้นท้ายที่สุด "คนอเมริกันคือคนจ่าย"

            คนไทยควรทราบว่าภาษีตอบโต้ที่สหรัฐมีต่อไทยนั้น คนอเมริกันคือคนจ่าย ไม่ใช่บริษัทเอกชนไทย

            กระนั้นนโยบายนี้มีผลต่อไทย แม้บริษัทผู้ส่งออกไทยไม่ได้จ่ายเงินภาษีนั้นโดยตรง แต่เราเสียประโยชน์ในเชิง "ความสามารถในการแข่งขัน" เช่น ถ้าสินค้าไทยโดนภาษี 20% แต่สินค้าจากเวียดนามไม่โดน บริษัทอเมริกันก็จะเลิกสั่งของไทยแล้วไปสั่งจากเวียดนามแทน เพราะสินค้าเวียดนามอาจถูกกว่า

            ด้วยเหตุนี้บริษัทไทยต้องเลือกยอม "เสียรายได้จากยอดขายที่ลดลง" หรือ "ต้องยอมลดราคาสินค้าตัวเองเพื่อสู้ภาษี" แต่ไม่ใช่คนจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ เช่น บริษัทไทยเคยขายที่ 100 บาท โดนภาษี 20% บริษัทไทยยอมลดราคาสินค้าจาก 100 เหลือ 80 บาท เมื่อรวมภาษีสหรัฐจะกลาย 100 บาทเท่าเดิม คนอเมริกันซื้อที่ 100 บาท (ราคาเดิม) แต่จ่ายภาษี 20% เข้าคลังสหรัฐ (ใช้ตัวเลขโดยประมาณเพื่อให้เห็นภาพ)

            ข้อสรุปคือ ภาษีนำเข้าไม่ใช่การที่ประเทศหนึ่งไปเก็บเงินจากอีกประเทศหนึ่งได้ฟรีๆ แต่มันคือการเก็บเงินจากคนในประเทศตัวเองที่อยากซื้อของนอก ทำให้คนในประเทศตัวเองลำบากขึ้น

            เรื่องใครจ่ายภาษีก้อนนี้คนอเมริกันถกเถียงกันมาก ในช่วงต้นหลายคนคิดว่าต่างชาติจ่ายตามคำพูดของทรัมป์

เมื่อนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจเสียหาย:

            ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าคนอเมริกันคือคนหลักผู้แบกรับภาระภาษีทรัมป์ 2.0 ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติเป็นคนแบกรับภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะพวกสนับสนุนทรัมป์ที่คิดเช่นนั้น

            เหตุที่คนอเมริกันคิดว่าต่างชาติคือผู้จ่ายภาษี เพราะทรัมป์พูดซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าสหรัฐถูกต่างชาติเอาเปรียบ อยู่ในระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ทั้งๆ ที่เป็นการค้าเสรีใช้ทั้งโลก) ต้นเหตุคนอเมริกันตกงาน โรงงานล้มละลาย วิธีแก้ของเขาคือใช้มาตรการภาษีศุลกากร ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว กลายเป็นสงครามการค้าที่ร้อนแรงของปี 2025

          นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจของทรัมป์ 2.0

            ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก หลายองค์กรไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ชี้ว่าสร้างผลเสียต่อสหรัฐมากกว่าผลดี ในเวลาต่อมาข้อมูลต่างๆ ยืนยันว่าทรัมป์ผิดที่ชี้ว่าต่างชาติเป็นผู้จ่ายภาษี รายงานตัวเลขการเก็บภาษีศุลกากรล่าสุดฟันธงว่าคนอเมริกันนี่แหละที่เป็นผู้จ่ายภาษีสินค้านำเข้าเหล่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้นคือภาษีดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง บางคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

            ข้อผิดพลาดคือทรัมป์มองข้ามกลไกการส่งผ่าน (Pass-Through Mechanism) เมื่อผู้นำเข้าต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ต้นทุนของพวกเขาก็สูงขึ้น หากสินค้านั้นมีความต้องการสูงและหาของทดแทนยาก (Inelastic Demand) ผู้นำเข้าจะผลักภาระต้นทุนส่วนใหญ่ไปที่ราคาขาย ทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องจ่ายแพงขึ้น

            สถาบัน Kiel Institute for the World Economy สรุปว่า “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ชาวอเมริกันต้องจ่ายไป โดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับคืนมาเลย

            ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า แต่ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

            คนอเมริกันควรตั้งคำถามว่าทำไมทรัมป์ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่คนว่าภาษีทั้งหลายที่เก็บสุดท้ายคนอเมริกันจ่ายเกือบทั้งหมด ยิ่งตั้งภาษีสูงยิ่งสูบเงินออกจากกระเป๋าคนอเมริกัน

3 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10759 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. Costco Sues Trump Administration for Refund of Tariffs. (2025, December 2). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2025/12/02/us/politics/costco-trump-tariffs-lawsuit.html

2. "Reciprocal" tariffs: What are they really for? (2025, August 10). Peterson Institute for International Economics (PIIE). Retrieved from https://www.piie.com/publications/policy-briefs/2025/reciprocal-tariffs-what-are-they-really

3. Trump Administration Takes Steps to Refund $166 Billion in Tariffs. (2026, April 20). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/04/20/us/politics/trump-administration-tariff-refunds.html

4. US trade adviser says Trump tariff rates unlikely to change. (2025, August 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/business/us-trade-advisor-says-trump-tariff-rates-unlikely-change-5274746

5. Yes, you’re paying for Trump’s tariffs, and the price is going up. (2026, January 21). LA Times Retrieved from https://www.latimes.com/business/story/2026-01-21/youre-paying-for-trumps-tariffs-and-the-price-is-going-up

-----------------