วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (2)

รัฐบาลสหรัฐคิดว่านโยบายกับพฤติกรรมของตนกำลังสร้างความมั่นคงแก่ตนและโลก แต่หลายประเทศคิดตรงกันข้าม คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายความว่าอย่างไรกันแน่

            ทั้งๆ ที่โดนสหรัฐกับอิสราเอลถล่ม พยายามคว่ำบาตรอิหร่านทุกช่องทาง Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านกลับพูดว่าอิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปต้องโยงนโยบายสหรัฐหลายเรื่องดังนี้ ...

หลักคิดทรัมป์เป็นภัยต่อโลก:

            ทันทีที่รับตำแหน่งรอบ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่ายุคทองสหรัฐเริ่มต้นแล้ว ประเทศจะรุ่งเรือง นานาชาติเคารพนับถือ ยึดหลัก America First สร้างชาติที่น่าภาคภูมิใจ มั่งคั่งและเสรี

            ผู้นำสร้างความยิ่งใหญ่ พัฒนาประเทศไม่ผิดและสมควรทำอย่างยิ่ง แต่หลักคิดกับผลทางปฏิบัติส่งผลต่อโลกอย่างไร นานาชาติย่อมมีปฏิกิริยา ยกตัวอย่าง

          1) ทรัมป์เป็นมาเฟียโลก

            เพียงเดือนเศษหลังรับตำแหน่งทั่วโลกรับรู้พฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บ่งชี้ความไม่เป็นประชาธิปไตย สื่อ The Economist ฉบับ 27 กุมภาพันธ์ 2025 นำเสนอบทความ “Donald Trump has begun a mafia-like struggle for global power” พฤติกรรมของทรัมป์ 2.0 ไม่ต่างจากเจ้าพ่อมาเฟีย

            คำว่าเจ้าพ่อบ่งบอกว่าชอบข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย สามารถทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน ทรัมป์เป็น “เจ้าพ่อมาเฟีย" (a mafia don) เป็นพวกอำนาจนิยม

          2) สนธิสัญญาข้อตกลงไร้ความหมาย

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นานาชาติจะทำข้อตกลงและยึดข้อตกลง (แม้เปลี่ยนรัฐบาล) รัฐบาลสหรัฐมักพูดว่าเป็นประเทศที่ทำตามกฎและยึดถือกฎเกณฑ์ แต่การที่ทรัมป์มักฉีกข้อตกลงฝ่ายเดียว ด้วยหลายเหตุผล ขอทำข้อตกลงใหม่ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าข้อตกลงเก่าไม่ก่อประโยชน์ต่อสหรัฐมากพอ กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน

            สมัยสงครามเย็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตยจะค้าขายกันเอง และจะไม่พยายามค้าขายกับฝั่งสังคมนิยม การเป็นพันธมิตร การทำข้อตกลงการค้าระดับกลุ่มยิ่งส่งเสริมให้ขั้วโลกเสรีค้าขายกันมากขึ้น นักวิชาการตะวันตกพร่ำสอนว่าวิธีการนี้ช่วยให้โลกมั่นคง นานาชาติมั่งคั่ง ชาติฝ่ายเสรีประชาธิปไตยพัฒนาร่วมกัน

            ผลคือการค้าระหว่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปี 2024 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากอียู 606,000 ล้านดอลลาร์ ส่งออกสู่อียู 370,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐขาดดุลไม่น้อย ที่สำคัญคือ เมื่อมาถึงวันนี้รัฐบาลทรัมป์กลับชี้ว่า นี่คือการค้าที่สหรัฐเสียเปรียบ ถูกเอาเปรียบ จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอีก

            สังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 ไม่เอ่ยถึงหลักการค้าเสรีแต่กลับพูดว่าถูกเอาเปรียบ จึงประกาศขึ้นภาษีสินค้าอียูหลายรอบหลายสิบเปอร์เซ็นต์ (รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้) รัฐบาลสหรัฐใช้เหตุผลข้ออ้างใหม่ นี่คือการหักหลังพันธมิตรที่เคยยึดหลักการค้าตามขั้วใช่หรือไม่

          3) กรีนแลนด์กับแคนาดา

            โลกต้องตกตะลึงโดยเฉพาะพันธมิตรนาโต ที่ครั้งหนึ่งน่าจะปลอดภัยมากที่สุด บัดนี้ภัยคุกคามร้ายแรงของพวกเขาคือพันธมิตรอเมริกา ดังที่ทราบกันทั่วไปว่าทรัมป์ 2.0 ยืนยันกรีนแลนด์จำต้องเป็นของสหรัฐ มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าอาจใช้กำลังทหาร สหรัฐต้องครอบครองกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ แม้คนกรีนแลนด์ไม่เห็นด้วย

            วิเคราะห์: เป็นหลักคิดที่ว่าอะไรที่รัฐบาลสหรัฐต้องการก็จะต้องเอาให้ได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องสูญเสียอะไรมากน้อยแค่ไหน แม้กระทั่งสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย ผู้พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยโลกกำลังจะทำเช่นนั้น

            ล่าสุดสหรัฐยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้ ยังหวังขยายฐานทัพของตนบนเกาะแห่งนี้ เข้าลงทุนในทรัพยากรต่างๆ โดยที่รัฐบาลสหรัฐมีส่วนทำข้อตกลง

            ต่อมาทรัมป์ 2.0 ให้เหตุผลว่าจำต้องยึดครองแคนาดาเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของนานาชาติ เพราะจะช่วยให้สหรัฐมีพลังอำนาจมากขึ้น มีแรงต้านปรปักษ์อย่างจีน รัสเซีย ดีกว่าปล่อยให้แคนาดาตกเป็นของจีน แม้ว่ารัฐบาลแคนาดาไม่เห็นด้วย คนแคนาดาต่อต้าน รัฐบาลสหรัฐจะเดินหน้าดำเนินการให้สำเร็จ แม้ต้องล้มรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หรือด้วยกำลังทหาร ท้ายที่สุดประเทศนี้ต้องกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐซึ่งหมายถึงแคนาดาสิ้นชาติ

            แม้ท่าทีของทรัมป์ทำให้สหรัฐดูเข้มแข็งดุดัน อาจตีความว่าสหรัฐยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม แต่คือภัยคุกคามความมั่นคงร้ายแรงของนานาชาติ

พันธมิตรตะวันตกรวมตัวค้านสหรัฐ:

            มีนาคม 2026 ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีเยอรมนี กล่าวว่าสหรัฐ-อิสราเอลรุกรานอิหร่านผิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับสนับสนุนนโยบายขยายกองทัพเยอรมนีให้เข้มแข็ง กองทัพเยอรมัน “ต้องกลายเป็นแกนหลักของการป้องกันยุโรป” “ต้องมีเทคโนโลยีของตนเองลดการพึ่งพาสหรัฐ”

            เมื่อทรัมป์ข่มขู่ขอให้พันธมิตรส่งกองทัพช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลายประเทศยืนยันไม่ขอเข้าพัวพัน ไคยา คาลลัส (Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านกิจการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง กล่าวว่า “ไม่ใช่สงครามของยุโรป แต่มีผลประโยชน์ยุโรปในนั้น”

            การที่นาโตยุโรปไม่เข้าร่วมเพราะไม่เข้าข่ายสนธิสัญญา สงครามอิหร่านคือสหรัฐกับอิสราเอลเข้ารบกับอิหร่าน ไม่ใช่โดนอิหร่านโจมตีก่อน แม้รัฐบาลสหรัฐพยายามให้เหตุผลที่มาของสงครามหลายรอบ แต่ไม่สมเหตุผล ล่าสุดทรัมป์ยังต้องการให้นาโตยุโรปเข้าร่วมสงคราม

            กลางเดือนเมษายน 2026 อังกฤษกับฝรั่งเศสประกาศร่วมเป็นเจ้าภาพ "พันธกิจหลายชาติเพื่อสันติ" (“peaceful multinational mission”) เป้าหมายคือแก้ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในยามนี้ที่อิหร่านกับสหรัฐต่างอาศัยเป็นเครื่องมือต่อรอง เป็นงานสืบเนื่องจากที่จัดเมื่อต้นเดือนที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 ประเทศ นายกฯ สตาร์เมอร์ ย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการปิดช่องแคบ และจะไม่ยอมถูกลากเข้าร่วมสงคราม ไม่แม้กระทั่งส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดเข้าช่วยตามที่สหรัฐร้องขอ

            วิเคราะห์: การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นผลประโยชน์นานาชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน ไม่ว่าประเทศใดที่ขวางเส้นทางล้วนขัดผลประโยชน์ประชาคมโลก

            ในขณะที่หน้าสื่อเต็มด้วยคำพูดของทรัมป์ เรื่องราวของสงครามกับความตึงเครียด ตัวแสดงที่ 3 หรือ Third Party มีผลต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ Third Party ในที่นี้หมายถึงประเทศอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมสำคัญ เช่น จีน นาโตยุโรป ที่คาดว่าพวกเขากำลังทำงานอยู่หลังม่าน

            เป้าหมายของ Third Party คิดไกลมากกว่าสงครามอิหร่าน พวกเขาอาจกำลังสั่งสอนสหรัฐ ว่านานาชาติจะตอบโต้อย่างไรถ้าสหรัฐมีผู้นำอย่างทรัมป์ ที่ไปล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา เอาน้ำมันประเทศนี้มาเป็นของตัวเอง และหวังทำเช่นนี้กับอิหร่าน นโยบายเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาชอบอิหร่าน แต่โลกไม่ควรเป็นนี้ ไม่ควรยึดกฎแห่งป่า

            โลกไม่สงบสุขแน่ถ้ารัฐบาลสหรัฐละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ไปรุกรานประเทศอื่นตามใจชอบ Third Party จึงร่วมกันใช้โอกาสนี้ส่งสารไปถึงคนอเมริกันว่าอย่าเลือกประธานาธิบดีอย่างทรัมป์อีก

            ในการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐ-จีนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2025 มีการหารือเรื่องชองแคบฮอร์มุซ ความจริงแล้วการเปิดฮอร์มุซง่ายนิดเดียว เพียงแค่สหรัฐกับอิสราเอลหยุดรุกรานอิหร่าน ถอนกำลังรบกลับไป เพียงเท่านั้นสันติภาพจะเกิดขึ้นทันที อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วคราว เพราะสหรัฐอาจข่มขู่รุกรานประเทศอื่นแทน

            รัฐบาลสหรัฐคิดว่านโยบายกับพฤติกรรมของตนกำลังสร้างความมั่นคงแก่ตนและโลก แต่หลายประเทศคิดตรงกันข้าม ขนาดพันธมิตรนาโตยังมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายความว่าอย่างไรกันแน่

24 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10780 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

 

------------------

บรรณานุกรม :

1. Donald Trump has begun a mafia-like struggle for global power. (2025, February 27). The Economist. Retrieved from https://www.economist.com/leaders/2025/02/27/donald-trump-has-begun-a-mafia-like-struggle-for-global-power

2. Facing Trump’s threats, Canada shifts defense links away from US. (2025, March 21). Defense News. Retrieved from https://www.defensenews.com/global/the-americas/2025/03/20/facing-trumps-threats-canada-shifts-defense-links-away-from-us/

3. France, UK to host talks on ‘restoring’ navigation in Hormuz: Macron. (2026, April 13). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/world/13042026

4. German president slams Iran war as illegal. (2026, March 24). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/germany-president-frank-walter-steinmeier-slams-us-donald-trump-iran-war-as-illegal/

5. Germany’s Merz vows ‘independence’ from Trump’s America, warning NATO may soon be dead. (2025, February 23). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/friedrich-merz-germany-election-united-states-donald-trump-nato/

6. Mark Carney to Donald Trump: ‘Canada never, ever will be part of America’. (2025, March 9). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2025/03/09/canadas-liberals-pick-mark-carney-to-replace-justin-trudeau-00220148

7. Read the full transcript of Trump's inauguration speech. (2025, January 20). CBS News. Retrieved from https://www.cbsnews.com/news/transcript-trump-inauguration-speech-2025/

8 ‘This Is Not Our War’: Europe and U.K. Push Back Against Trump’s Demands. (2026, March 16). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/03/16/world/europe/europe-iran-war-trump-hormuz-warships.html

9. Trade Between the U.S. and EU Is Massive. We Break It Down. (2025, May 25). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/european-union-exports-tariffs-explained-64acab19?mod=economy_lead_pos2

10. Trump discussing how to acquire Greenland, US military always an option, White House says. (2026, January 7). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/world/trump-advisers-discussing-options-acquiring-greenland-us-military-is-always-an-2026-01-06/

11. Trump the Godfather: Why he is compared to the movie character. (2025, March 1). The Economic Times. Retrieved from https://economictimes.indiatimes.com/news/international/global-trends/trump-the-godfather-why-he-is-compared-to-the-movie-character/articleshow/118646966.cms?from=mdr

-----------------

Contact Us

             ยินดีต้อนรับสู่ “สถานการณ์โลก” หรือ Chanchai Vision ครับ หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหา ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น หรือสนใจร่วมงาน/โฆษณาประชาสัมพันธ์ สามารถติดต่อเราได้ผ่านช่องทางด้านล่างนี้ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำมาพัฒนาคอนเทนต์ให้ดียิ่งขึ้นครับ

Email: ckg5555@gmail.com

Facebook Page: https://www.facebook.com/mynamechanchai.thailandck

Twitter: @chanchaiCK

            เราจะพยายามตอบกลับทุกข้อความภายใน 24-48 ชั่วโมง (ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ขอบคุณสำหรับทุกการติดต่อครับ

GS0003 ทำอย่างไรเด็กมัธยมต้นจะสนใจเรียน

             เมื่อพูดถึงวิชาสังคม เด็กบางคนจะรู้สึกน่าเบื่อทันที คิดว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์

            ก่อนอื่นผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่าความคิดเรื่องนี้ของเด็กสำคัญ ควรปรับวิธีการเรียนการสอนให้เข้ากับสมองของวัยรุ่นที่กำลังพัฒนาเรื่องการคิด การตัดสินใจ พวกเขามีความรู้สึกนึกคิด อยากให้เพื่อนยอมรับ

            ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากับนักจิตวิทยาแนะนำว่า เราควร

1. เปลี่ยนเนื้อหาให้เป็นระบบเปิดและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง

            วัยรุ่นจะสนใจสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเขา และมีความคิด จึงแนะนำให้สอนแบบตั้งคำถาม (Inquiry-Based Learning)

            เนื้อหาที่สอนควรเกี่ยวข้องกับชีวิตรอบตัวเขา ครูสามารถใช้เหตุการณ์หรือข่าวสารใกล้ตัว เพื่อนำไปสู่เนื้อหาในบทเรียน

            เด็กอยากเลือกสิ่งที่ตรงตามความสนใจ ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กปลดปล่อยจินตนาการ ต้องออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์เรื่องที่เขาสนใจ ต้องมีคำถามปลายเปิดที่พวกเขาเลือกตอบได้

            ทั้งนี้ ต้องมีครูคอยกำกับไม่ให้ไปผิดทิศผิดทาง เช่น เด็กคิดว่าการพนันเป็นของดีเพราะได้เงินไว

2. เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

            สมองของวัยรุ่นตอบสนองต่อความท้าทายและการมีส่วนร่วมทางสังคมสูงมาก ดังนั้นแทนที่จะสอนแบบท่องจำ ควรใช้วิธีให้เด็กร่วมหาคำตอบ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กอยากมีส่วนร่วม ได้ฝึกฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆ ที่อาจคิดต่างจากตัวเอง

            ทั้งนี้ทั้งนี้ ในบางเรื่องผู้ใหญ่ต้องใจกว้าง เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดและตอบ แม้คำตอบนั้นไม่ถูกต้องที่สุด ขอเพียงเป็นคำตอบที่อยู่ในกรอบยอมรับได้ ครูต้องยอมรับว่านักเรียนกำลังเรียนรู้ วันนี้ตอบไม่ถูกต้องที่สุด แต่วันข้างหน้าจะตอบได้ดีขึ้น

            การเรียนการสอนแบบนี้ หากเป็นเรื่องความคิดเห็น นักเรียนไม่จำต้องตอบตรงตามตำราเสมอไป แต่ตอนท้ายครูควรนำแนะว่าตำราสอนและตอบอย่างไร

3. แบ่งสัดส่วนเนื้อหาและใช้สื่อหลากหลาย

            แทนที่จะให้นักเรียนนั่งฟังเป็นชั่วโมง การเรียนแบบใหม่จะสอนเป็นตอนสั้นๆ 5-10 นาที  แล้วเข้าสู่การตอบคำถามทันที มีช่วงเวลาที่นักเรียนต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

            เนื้อหาของครูจึงเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่บทเรียน เด็กมีส่วนร่วมค้นหาคำตอบเพิ่มเติม สื่อออนไลน์ช่วยเรื่องนี้ได้มาก

            นอกจากนี้ การใช้สื่อควรใช้หลากหลาย นอกจากใช้หนังสือ จะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ รูปภาพ วิดีโอสั้น ฯลฯ การถามตอบโดยตรง

4. ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยา

            ในชั่วโมงสอนจะดึงให้นักเรียนสนใจ ด้วยการสร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) โดยอาศัย 3 ข้อ

            1. ความเป็นอิสระ (Autonomy) 

             เปิดโอกาสให้เด็กเลือกหัวข้อรายงาน รูปแบบการนำเสนอ (เช่น วิดีโอ, แผนภาพ, หรือการเขียน) หรือเลือกกลุ่มทำงานเองในบางครั้ง

            2. ความสามารถ (Competence) 

            โจทย์หรือคำถามต้องความท้าทายความสามารถ แต่ไม่ยากเกินไปจนท้อใจ ครูต้องพยายามปรับโจทย์ให้ตรงกับความสามารถของเด็ก รับฟังความ Feedback ที่ชัดเจนและสร้างสรรค์

            3. ความสัมพันธ์ (Relatedness) 

            ครูต้องสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็น ให้นักเรียนเห็นว่าครูเข้าใจและรับฟังเขา ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้สอนกับนักเรียนช่วยให้นักเรียนเปิดใจรับฟัง ยินดีให้ความร่วมมือ

            ทั้ง 4 ข้อเป็นวิธีการออกแบบการเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนมัธยมต้นสนใจการเรียนและได้ประโยชน์ เสริมสร้างการใช้ความคิด มีจินตนาการ ที่ทั้งหมดอยู่ในกรอบยอมรับได้ สอดคล้องกับเนื้อหาในตำรา

-------------------

GS1109 อารยธรรมอียิปต์โบราณ

อียิปต์โบราณเป็นอีกอารยธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก สร้างความเจริญที่บางอย่างยังคงใช้จนถึงทุกวันนี้

1. จากเมโสโปเตเมียย้ายมาที่อียิปต์

            ครั้งก่อนเราศึกษาเรื่องอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมแห่งแรกของโลก ตอนนี้เราจะศึกษาอารยธรรมอียิปต์โบราณที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมโสโปเตเมีย

            คำถาม: ที่ตั้งอารยธรรมเมโสโปเตเมียปัจจุบันคือแถบประเทศใด (ตอบ อิรักกับซีเรีย ในทวีปเอเชีย) ส่วนอียิปต์คือประเทศอียิปต์ปัจจุบัน อยู่ในทวีปแอฟริกา

          จากแผนที่สังเกตว่า 2 อารยธรรมอยู่ใกล้กัน สามารถเดินทางติดต่อทั้งทางบกกับทางทะเล 2 อารยธรรมติดต่อไปมาหาสู่กัน ค้าขายกัน รวมทั้งทำสงครามต่อกันด้วย

2. ความเป็นมาของอารยธรรมอียิปต์โบราณ

            อารยธรรมอียิปต์โบราณรุ่งเรืองช่วง 3,100 - 525 ปีก่อนคริสต์ศักราช (กินเวลายาวนานราว 2,500 ปี) ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์

            อียิปต์โบราณเป็นอีกอารยธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (ทำนองเดียวกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่เกิดในช่วงเวลาใกล้ไล่กัน) โดยได้ถ่ายทอดความเจริญไปยังกรีกและโรมัน จนกลายเป็นรากฐานของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

            เมเนส (Menes) หรืออีกชื่อคือนาเมอร์ (Narmer) เป็นฟาโรห์องค์แรก เป็น "ผู้รวมชาติ"  คือรวมอาณาจักรอียิปต์บน (Upper Egypt) กับอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว มีการปกครองสืบต่อกันถึง 30 ราชวงศ์

            อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) อยู่ทาง "ตอนเหนือ" ของประเทศ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณนี้จะเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Delta) เป็นที่ราบลุ่มและอุดมสมบูรณ์มาก เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำไนล์ไหลลงทะเล

            อียิปต์บน (Upper Egypt) อยู่ทาง "ตอนใต้" ของประเทศ (ลึกเข้าไปในทวีปแอฟริกา) ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำไนล์ที่ไหลผ่านหุบเขาและที่สูงลงมา แม่น้ำไนล์ไกลจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ ลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            จน 620 ปีก่อนคริสต์ศักราชถูกกองทัพอัสซีเรีย (Assyrians) เข้ายึดครอง จากนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งขอจักรวรรดิเปอร์เซีย พวกกรีกและโรมันตามลำดับ

(คลิป: จากเมโสโปเตเมียย้ายมาที่อียิปต์กับความเป็นมาของอารยธรรมอียิปต์โบราณ)  

4. การปกครอง

            กษัตริย์อียิปต์โบราณเรียกว่า ฟาโรห์ (Pharaoh)

            คำว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) หมายถึงกษัตริย์ แต่ฟาโรห์ไม่เป็นเพียงกษัตริย์ที่ปกครองมนุษย์เท่านั้น แต่มีฐานะเป็นเทวราชา (God-King) เป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ ดังนั้นฟาโรห์จึงเป็นทั้งเทพเจ้ากับมนุษย์พร้อมกัน

            ฟาโรห์เป็นเทพฮอรัส (Horus) ในขณะที่ทรงพระชนม์อยู่ และจะเป็นเทพโอซิริส (Osiris) เมื่อเสด็จสวรรคต

            เป็นผู้นำสูงสุด เป็นจอมทัพ (แม่ทัพใหญ่) เป็นประมุขฝ่ายปกครอง (บริหารบ้านเมือง) และประมุขฝ่ายศาสนา (ทำพิธีกรรมติดต่อกับเทพเจ้า)

            หน้าที่สำคัญของฟาโรห์ คือ รักษากฎแห่งความสมดุลและความยุติธรรมของจักรวาล เพื่อไม่ให้โลกเกิดความวุ่นวาย

            ลักษณะที่เป็นทั้งกษัตริย์กับเทพเจ้าจะพบในที่ต่างๆ รวมทั้งไทยด้วย

5. ความเชื่อทางศาสนา

            ความเชื่อทางศาสนามีผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างมาก พวกเขานับถือเทพเจ้าหลายองค์ โดยมีสุริยเทพหรือเร (Re, Ra) เป็นเทพเจ้าสูงสุด การนับถือเทพเจ้าหลายองค์เรียกว่า “พหุเทวนิยม”

            คนอียิปต์โบราณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ถ้าชีวิตดีวิญญาณจะได้อยู่ในภพหน้า จึงมีการทำมัมมี่ (Mummy) เพื่อรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย และสร้างพีระมิด (Pyramid) เป็นสุสานบรรจุศพของฟาโรห์ พระราชวงศ์ หรือขุนนาง เพื่อรอการฟื้นคืนชีพ

(คลิป: การปกครองกับความเชื่อทางศาสนาของอารยธรรมอียิปต์) 

7. สถาปัตยกรรม

            เมื่อพูดถึงอารยธรรมอียิปต์โบราณจะพูดถึงมหาพีระมิดแห่งกิเซห์ของฟาโรห์คูฟู (Khufu) หรือ "คีออปส์" (Cheops)  เป็นพีระมิดใหญ่ที่สุดและเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

            การสร้างพีระมิดขนาดใหญ่สะท้อนความสามารถด้านวิทยาการในสมัยนั้น แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก

               1) ความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์กับเรขาคณิต

            สิ่งก่อสร้างที่สูงถึง 146 เมตรและคงทนจนถึงทุกวันนี้ (กว่า 4,500 ปี) เพราะพวกเขาสามารถคำนวนอย่างแม่นยำ สิ่งปลูกสร้างยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งต้องมีการคำนวณที่แม่นยำ 

            2) วิศวกรรมศาสตร์และโลจิสติกส์

            พวกเขาสามารถตัดหินปูนกับหินแกรนิตที่แต่ละก้อนหนักประมาณ 2.5 ตัน จำนวนถึง 2.3 ล้านก้อน โดยตัดอย่างเรียบสนิท แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ใช้แรงงานกว่า 20,000–30,000 คน ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาต้องหาอาหาร ที่พัก และสวัสดิการให้แก่แรงงานนับหมื่นคน ทั้งยังใช้เวลาก่อสร้างยาวนานมากกว่า 20 ปี จึงมีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยม

          เรื่องนี้เป็นตัวอย่างแก่เราว่า นอกจากมีความรู้ สามารถคิดค้นสร้างสิ่งใหม่ๆ ความสามารถในการบริหารสำคัญมาก หากต้องการสร้างสิ่งที่ใหญ่โต ใช้เวลานาน

            3) ความศรัทธาต่อความเชื่อกับการรวมศูนย์อำนาจ

            การก่อสร้างพีระมิดสะท้อนถึงความศรัทธาต่อความเชื่อศาสนาและยอมรับอำนาจของฟาโรห์ ถ้าไม่ศรัทธาจริง ฟาโรห์มีอำนาจน้อย จะไม่สามารถสร้างสิ่งที่ใหญ่โต ใช้เวลานาน

            เป็นข้อคิดว่าในสมัยโบราณ เรื่องความเชื่อศาสนาจึงสำคัญ มีผลต่อประเทศ

(คลิป: สถาปัตยกรรม GS1109) 

9. การประดิษฐ์ตัวอักษร

            อักษรไฮโรกลิฟิก (Hieroglyphic) เป็นอักษรภาพที่ชาวอียิปต์ประดิษฐ์ขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับอักษรคูนิฟอร์มของชาวสุเมเรียนคูนิฟอร์มตอนแรกเป็นอักษรภาพเหมือนกัน

            ใช้บันทึกเรื่องราวทางศาสนา พระราชกรณียกิจของฟาโรห์ ความรู้ด้านการแพทย์ ดาราศาสตร์ และวิทยาการต่างๆ

            ในช่วงแรกใช้วิธีแกะสลักลงบนแผ่นศิลากับฝาผนังหินขนาดใหญ่ ต่อมาเขียนลงบนกระดาษปาปิรัส (Papyrus) ซึ่งทำจากต้นปาปิรัส และใช้ปล้องหญ้าทำเป็นปากกาจิ้มหมึก และใช้น้ำหมึกที่ทำจากถ่านผสมกับยางไม้

            การใช้กระดาษปาปิรัสช่วยให้การบันทึกข้อมูลสะดวกและคนชอบใช้มากขึ้น

11. ความเจริญด้านวิทยาการ

            ชาวอียิปต์คิดค้นปฏิทินแบบสุริยคติ กำหนดให้ 1 ปีมี 365 วัน

            ปฏิทินแบบสุริยคติ (Solar Calendar) คือ ปฏิทินที่ใช้เกณฑ์ "โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์" เป็นหลักในการนับเวลา สังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์และฤดูกาล โดยยึดระยะเวลาที่โลกใช้ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ เป็นช่วงเวลา 1 ปี (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบเราเรียกว่า 1ปี หรือประมาณ 365 วัน หรือหากคิดให้ละเอียดคือประมาณ 365.2422 วัน) ปฏิทินสากล (ค.ศ.) กับปฏิทินไทยปัจจุบัน (พ.ศ.) เป็นปฏิทินแบบสุริยคติ

            ปฏิทินจันทรคติ (Lunar Calendar) ใช้เกณฑ์ดวงจันทร์โคจรรอบโลก สังเกตจากข้างขึ้น-ข้างแรมของดวงจันทร์ ประมาณ 354 วัน ปัจจุบัน ปฏิทินวันพระ, วันไหว้พระจันทร์, ปฏิทินฮิจเราะห์ (อิสลาม) ปฏิทินจันทรคติ

            การนับเดือนทางจันทรคติจะเริ่มนับจากดวงจันทร์ดับ (New Moon) ผ่านช่วงข้างขึ้น เต็มดวง ข้างแรม และกลับมาดับอีกครั้ง ระยะเวลาใน 1 รอบนี้เรียกว่า "เดือนจันทรคติ" (Synodic Month) กินเวลาจริงประมาณ 29.53 วัน (ไม่ใช่ 30 วันเต็ม)

            เมื่อนำระยะเวลาในหนึ่งรอบเดือนมาคูณกับจำนวน 12 เดือน เพื่อให้ครบ 1 ปีทางจันทรคติ จะได้ 354.36 วัน

            ข้อดีของปฏิทินแบบสุริยคติคือ ฤดูกาลจะตรงกับเดือนเดิมเสมอใน เช่น ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี ส่วนซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูหนาวในเดือนธันวาคมเสมอ ช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนเกษตรกรรมและการดำเนินชีวิต

            ด้านเรขาคณิต อียิปต์โบราณรู้ว่าวงกลมมี 360 องศา สามารถคำนวณหาพื้นที่สามเหลี่ยมและปริมาตรของพีระมิดได้

(คลิป: การประดิษฐ์ตัวอักษรกับปฏิทิน GS1109) 

12. สภาพสังคม

            ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรกับทาสซึ่งเป็นฐานรากของสังคม มักถูกเอาเปรียบจากชนชั้นปกครอง และไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิชัดเจน (ยึดถือคำสั่งของฟาโรห์เป็นกฎหมายสูงสุด)

            สตรีในสมัยอียิปต์โบราณมีฐานะ สิทธิ และความเสมอภาค ไม่ต่ำกว่าผู้ชาย เป็นจุดเด่นที่ต่างจากอารยธรรมอื่นในยุคเดียวกัน

            เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าอียิปต์โบราณมีระบบจริยธรรมที่ซับซ้อน มีวิทยาการที่แม่นยำ (ปฏิทินและคณิตศาสตร์) และมีโครงสร้างสังคมที่ให้เกียรติสตรี

-------------

 

GS1108 เมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็น "โลก"

เมโสโปเตเมียดินแดนอารยธรรมเริ่มต้นของโลก เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเมโสโปเตเมียที่ทำให้โลกกลายเป็นโลก

1. ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม

            นักเรียนบางคนอาจถามว่าทำไมต้องศึกษาอารยธรรม เรื่องเก่าแก่หลายพันปีก่อน เรียนเรื่องนี้แล้วจะได้อะไร คำตอบคือเราศึกษาอารยธรรมเพื่อค้นหาข้อดีข้อเสีย เรียนรู้สาเหตุความก้าวหน้าและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต ดังนี้

            1. ค้นหาข้อดีข้อเสีย

            เวลาพูดถึง “อารยธรรม” เรากำลังพูดถึงการที่คนจำนวนมากอยู่รวมกัน มีเจ้าเมือง มีทหาร มีผู้นำศาสนา พ่อค้าและประชาชา แต่ละอายธรรมจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีวิถีชีวิตของตัวเอง ที่มีความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ

            เราเรียนรู้อารยธรรมต่างๆ เพื่อเข้าใจว่าแต่ละอารยธรรมมีข้อดีอะไร มีสิ่งใดที่ควรปรับปรุง

            2. ต่อยอดความรู้

            ความรู้ต่างๆ ของมนุษย์หลายอย่างมาจากการต่อยอด

            คำว่า “ต่อยอด” หมายถึงรู้มากขึ้น ทำให้ดีขึ้นกว่าของเดิมที่มีอยู่ โดยอาศัยของเดิมเป็นพื้นความรู้

            ยกตัวอย่าง นักเรียนบางคนรู้ว่าสมัยก่อนคนแปรงฟันด้วยเกลือ หรือใช้สมุนไพรบางอย่าง เพื่อทำให้ฟันแข็งแรง ปัจจุบันเราใช้ยาสีฟันแทน และยาสีฟันก็พัฒนาให้มีประโยชน์และน่าใช้มากขึ้นทุกที

            การต่อยอดความรู้ การพัฒนาอยู่เสมอจึงได้ของใหม่ที่ดีกว่าเดิม ชีวิตน่าอยู่ขึ้น

            สมัยยุคหินสร้างอาวุธที่ทำจากหิน จากนั้นเมื่อคนเราฉลาดขึ้น เริ่มสร้างอาวุธจากโลหะที่แข็งแรงกว่า ใช้ดีมากกว่า ปัจจุบันเรามีเครื่องบิน รถถัง เป็นต้น

            การมีอาวุธทันสมัยเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต่อการป้องกันประเทศ ในสมัยนี้เราไม่สามารถป้องกันประเทศด้วยหอกดาบอีกแล้ว

            3. ความล้มเหลว

            ในขณะเดียวกันเราเรียนรู้ความล้มเหลวด้วย ดังจะเห็นว่าอารยธรรมเกิดขึ้นแล้วล่มสลายหรือพังทลาย มีอารยธรรมใหม่เข้ามาแทน อะไรเป็นสาเหตุของการล่มสลาย ทำไมอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองจึงไม่อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ เราเรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ หลีกเลี่ยงความล้มเหลวของคนรุ่นก่อน



(คลิป: ทำไมจึงศึกษาอารยธรรม) 

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนแห่งลุ่มน้ำทั้งสองและจุดกำเนิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์โลก"

            คำว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึง "ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสาย" คือ แม่น้ำไทกริส (Tigris) กับแม่น้ำยูเฟรทีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรักและซีเรีย

            เมื่อเอ่ยถึงเมโสโปเตเมียจึงเน้นพื้นที่มากกว่าผู้อาศัย (กลุ่มชนผู้เข้ามาอาศัยมีหลายกลุ่ม ดังจะศึกษาต่อไป)

            มีลักษณะภูมิศาสตร์เป็น "ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์" (Fertile Crescent) ทอดตัวจากอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            เป็นดินแดนที่ไม่มีปราการธรรมชาติ คือไม่มีเครื่องกั้นขวาง (เช่น ทะเลทรายหรือภูเขาสูง) ทำให้ชนเผ่าอื่นเข้าถึงได้ง่าย บางครั้งมาแย่งชิงและแทนที่อารยธรรมเก่า

            มรดกสำคัญที่อารยธรรมนี้มอบให้ชนรุ่นหลัง เช่น

            1. นครรัฐ (City-State) หมายถึง เมืองที่เจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับใคร อาจเรียกเจ้าเมืองว่ากษัตริย์ ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนครรัฐ แต่ละจังหวัดจะมีเจ้าเมืองใหญ่สุด ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางที่กรุงเทพ

            2. อักษรรูปลิ่ม (Cuneiform-คูนิฟอร์ม) เป็นอักษรยุคแรก โดยใช้สัญลักษณ์ที่กดบนแผ่นดินเหนียว

            เป็นการเปลี่ยนจาก “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” เข้าสู่ “ยุคประวัติศาสตร์” ครั้งแรกของโลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีตัวอักษรนั่นเอง การมีตัวอักษรทำให้คนในอายธรรมนั้นเขียนเรื่องราวของเขา ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจเรื่องราวในอดีตจากข้อเขียนโบราณ ไม่ต้องตีความเอาเอง

            อารยธรรมนี้เป็นอารยธรรมแรกของโลกและเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก (หมายถึงพวกยุโรป และรวมถึงอเมริกาด้วย)

 

4. ชนชาติในเมโสโปเตเมีย

            อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) อยู่ช่วงระหว่าง 4,000539 ปีก่อนคริสตกาล หรือยาวนานราว 3,500 ปี (ช่วงเวลาอาจต่างกันบ้างในแต่ละตำรา) ในช่วงเวลาดังกล่าว มีหลายชนชาติปรากฎตัวโดดเด่น ดังนี้

            1. พวกซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerian) อยู่ช่วงประมาณ 4,000 – 2,300 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เริ่มต้นอารยธรรมและประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม (Cuneiform)

            2. พวกอัคคาเดียน (Akkadians) อยู่ช่วงประมาณ 2,300 – 2,150 ปีก่อนคริสตกาล สามารถรวบรวมนครรัฐต่างๆ เข้าเป็นจักรวรรดิแห่งแรก สังเกตว่ากลุ่มนี้อยู่ช่วงๆ สั้นราว 150 ปีเท่านั้น

            3. พวกบาบิโลนเก่า (Old Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 1,894 – 1,595 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นด้านกฎหมาย (ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี)

            4. ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) อยู่ช่วงประมาณ 1,300 – 612 ปีก่อนคริสตกาล มีความเข้มแข็งทางทหาร ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง

            5. ชาวบาบิโลนใหม่หรือคาลเดีย (Neo-Babylonian) อยู่ช่วงประมาณ 626 – 539 ปีก่อนคริสตกาล โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม (สวนลอยแห่งบาบิโลน)

(คลิป: ชนชาติในเมโสโปเตเมียสุเมเรียนอัคคาเดียน) 

5. ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน

            ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม เข้ามาหลายระลอก (ไม่ได้มาพร้อมกัน)

            คนกลุ่มแรกสุดคือ ชาวซูเมเรียหรือสุเมเรียน (Sumerians) เป็นคนกลุ่มแรกที่สร้าง "อารยธรรม" ขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย บางครั้งจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้บุกเบิก"

            เป็นผู้วางรากฐาน "นครรัฐ" (City-state) กับอักษรลิ่ม ใช้ไม้หรือไม้อ้อ (ไม้คนละชนิด) กดลงบนแผ่นดินเหนียว เกิดเป็นรูปภาพ

            ในสมัยนั้นพวกเขามีถึง 12 นครรัฐ แต่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยอาณาจักรเดียวกัน แต่ละนครรัฐมีอำนาจอธิปไตยและปกครองเป็นเอกเทศจากกัน นครรัฐเหล่านี้มักทำสงครามแย่งชิงทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำกับที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจอยู่ตลอดเวลา (ไม่มีศูนย์กลางอำนาจถาวร)

            นอกจากสร้างนครรัฐกับอักษรลิ่ม ยังสร้าง

            1) ซิกกูแรต (Ziggurat) วิหารเทพเจ้าทรงพีระมิดขั้นบันได ทำด้วยอิฐดินเผา เชื่อว่าใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละนครรัฐจะมีซิกกูแรตกับเทพเจ้าประจำเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือ โดยมีกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้า

            2) การประดิษฐ์ล้อ ใช้ในยานพาหนะและการเกษตร

            3) คณิตศาสตร์ ระบบเลขฐาน 60 (ที่มาของ 1 นาทีมี 60 วินาที)

            ขยายความระบบเลขฐาน 60 ...

6. ชาวอัคคาเดียน

            จักรวรรดิคืออาณาจักรหรือประเทศขนาดใหญ่ ที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจมาก มักเก่งเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลไปสู่เมืองอื่นๆ อาณาจักรอื่นๆ พยายามเข้าครอบครองหรือปกครองดินแดนของกลุ่มคนอื่น

            ในสมัยสุเมเรียน เมโสโปเตเมียมีหลายนครรัฐ พระเจ้าซาร์กอนมหาราช (Sargon of Akkad) นำคนอัคคาเดียนรวบรวมนครรัฐเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้รัฐบาลกลาง เกิดเป็น "จักรวรรดิ" (Empire) แห่งแรกของโลก

            เหตุที่พระเจ้าซาร์กอนรบชนะเพราะ

            1. จัดตั้งกองทัพทหารอาชีพ แทนการเกณฑ์ประชาชนให้เป็นทหารชั่วคราว ทหารอาชีพคือเป็นทหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำงานอื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จึงมีเวลาฝึกรบมากและพร้อมรบตลอดเวลา

            2. กองทัพของชาวอัคคาเดียน มีพลธนูที่สามารถยิงธนูใส่ทหารราบข้าศึกก่อน เนื่องจากธนูยิงไกลกว่าและสามารถเจาะเกราะ

            3. เมื่อยึดเมืองข้าศึก จะทำลายกำแพงเมืองของนครรัฐเหล่านั้น ทำให้เมืองอ่อนแอ ไม่สามารถป้องกันตัวเอง ข้าศึกจึงไม่อยากก่อกบฏ

            4. ส่งคนของตัวเองเข้าไปปกครองเมืองที่ยึดได้ หรือบังคับให้เจ้าเมืองเดิมต้องสาบานตนสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ จึงยากที่อำนาจเก่าจะลุกฮือเข้ายึดอำนาจคืน

 

(คลิป: ชาวบาบิโลเนียน) 

7. ชาวบาบิโลเนียน

            กฎหมาย (Law) คือ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ออกโดยผู้มีอำนาจสูงสุด เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบพฤติกรรมของคนในสังคม มีบทลงโทษหากฝ่าฝืน

            กฎหมายมีประโยชน์ เช่น ชี้ว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ เช่น ห้ามชกต่อยทำร้ายคนอื่น ห้ามลักขโมย กฎหมายไฟจราจรช่วยจัดระเบียบ ให้สังคมสงบสุข

            เมื่อเกิดความขัดแย้งจะใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบและสรุปว่าใครถูกผิด แทนที่จะใช้กำลังหรืออำนาจมืดในการตัดสินปัญหา เช่น สองคนทะเลาะกัน ต่างบอกว่าตัวเองถูก - กฎหมายจะเข้ามาตรวจสอบว่าใครถูกผิดอย่างไร

            คำสั่งหรือข้อห้ามของพ่อแม่ ไม่ใช่กฎหมายแต่มีสถานะเป็น "อำนาจตามกฎหมาย" (Legal Authority) ตามที่กฎหมายรับรองให้ทำได้ เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกตื่นนอนเพื่ออ่านหนังสือ ขอให้กินข้าวอย่ากินแต่ขนม

            ระเบียบหรือกฎเกณฑ์อื่นๆ เช่น ต้องเข้าเรียนตรงเวลา

            คำถาม: พ่อแม่ของนักเรียนเคยสั่งห้ามทำสิ่งใดหรือไม่ จงยกตัวอย่าง

            7.1 ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี

            1) ปรับปรุงและต่อยอด

            พระเจ้าฮัมมูราบีจัดทำประมวลกฎหมายฮัมมูราบี โดยนำกฎหมายของพวกสุเมเรียนมาปรับปรุงและจัดระเบียบให้เป็นมวลหมู่

            ข้อสังเกต กฎหมายฮัมมูราบีไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำของเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงและเพิ่มเติมบางส่วน เป็นข้อคิดว่าไม่จำต้องเริ่มใหม่จากศูนย์เสมอไป แต่ใช้วิธีปรับปรุงต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่

            2) เน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            กฎหมายนี้ยึดหลัก "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (An eye for an eye) หมายถึง ทำผิดอย่างไรก็ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือต้องชดใช้เท่ากับที่ทำผิด

            เช่น หากนาย ก ทำฟันของนาย ข หัก 1 ซี่ ฟันของนาย ก จะต้องถูกทำให้หัก 1 ซี่เช่นกัน หาก นาย ก ทำให้วัวนาย ข ตาย 2 ตัว นาย ข ต้องชดใช้วัวให้นาย ก 2 ตัว

            นอกจากนี้กฎหมายังกำหนดราคาสินค้า บริการต่างๆ เช่น กำหนดค่ารักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ การตั้งราคาขายสูงเกินไป

            กฎหมายฮัมมูราบีจึงเน้นความยุติธรรมและการจัดระเบียบสังคม

            3) เป็นลายลักษณ์อักษร

            คือ เขียนกฎหมายเป็นตัวหนังสือบนศิลาจารึก ทุกคนจึงอ่านได้ รู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างไร  การตัดสินต้องทำตามกฎหมาย (คิดเอาเองไม่ได้) ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน


8. ชาวอัสซีเรียน  

            1) บริหารจัดการกองทัพได้ดีกว่า

            ชาวอัสซีเรียนมีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันแถบประเทศอิรัก) สามารถยึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมด เพราะจัดการกองทัพได้ดีกว่าและใช้อาวุธที่ทำจากเหล็ก

            อัสซีเรียนเป็นชนชาติแรกๆ ที่สามารถนำเหล็ก (Iron) มาผลิตเป็นอาวุธครั้งละมากๆ แทนการใช้สำริด (Bronze) ซึ่งอ่อนและหักง่ายกว่า

            สำริดหรือทองสัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสมที่ส่วนใหญ่เป็นทองแดง (มีทองแดงในสำริดมากกว่า 60%) ผสมกับโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก อะลูมิเนียม แมงกานีส นิกเกิล หรือตะกั่ว

            แต่สำริดแข็งสุดเหล็กไม่ได้

            นักรบอัสซีเรียใช้อาวุธกับชุดเกราะที่ทำจากเหล็กจึงได้เปรียบคนกลุ่มอื่นๆ และใช้ทหารอาชีพหรือกองทัพประจำการ สร้างถนนและสถานีเสบียงเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนทัพทางไกลอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รบได้ดีแม้อยู่พื้นที่ห่างไกล ด้วยหตุผลทั้งหมดนี้จึงรบชนะและยึดครองเมืองต่างๆ ทั้งด้วยการทำสงคราม

            2) ห้องสมุดนิเนเวห์

            นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องกองทัพ อัสซีเรียนยังโดดเด่นเรื่องการเก็บรวบรวมหนังสือ สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่

            ห้องสมุดนิเนเวห์ (Nineveh) เป็นห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวงที่เมืองนิเนเวห์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก)

            ในสมัยนั้น ความรู้เป็นของหายาก ห้องสมุดเป็นเหมือน "คลังสมอง" ของจักรวรรดิ รวบรวมความรู้ทั้งหลายมารวมกันในที่เดียว เป็นที่เก็บบันทึกทางการทูต ข้อมูลประวัติศาสตร์ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาอย่างเต็มที่ (มีหนังสือให้อ่านเยอะมากที่สุด)

(คลิป: ชาวอัสซีเรียนกับนีโอ-บาบิโลเนียน) 

9. ชาวนีโอ-บาบิโลเนียนหรือคาลเดีย

            อาณาจักรนีโอ-บาบิโลเนียน (บาบิโลนใหม่) หรือคาลเดีย (Chaldeans) เป็นอาณาจักรสุดท้ายของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

            ในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 อาณาจักรรุ่งเรืองมาก สามารถสร้างสวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens) เป็นสวนขนาดใหญ่ แต่ที่เรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะต้นไม้ในสวนนี้เขียวสดตลอดปี สะท้อนว่าพวกเขามีความรู้ด้านชลประทานดีมาก และเก่งเรื่องการออกแบบ

          ในสมัยคาลเดีย พวกเขาคาดการปรากฏการณ์บนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ

            ประโยชน์ของการดูดวงดาว

            1) ทำนายโชคชะตา

            คนโบราณเชื่อเรื่องการดูดวง นักพยากรณ์ (หมอดู) ใช้การเคลื่อนไหวของดวงดาวเพื่อทำนายว่าจะเกิดเรื่องใดในอนาคต เช่น ทำนายภัยพิบัติและสงคราม จะโชคดีหรือโชคร้าย

            2) ทำนายฤดูกาลละกำหนดการทำเกษตร

            สามารถดูการเคลื่อนไหวของดวงดาว ดวงจันทร์เพื่อตรวจสอบฤดูกาล ว่าเป็นหน้าร้อน หน้าฝน ควรเริ่มต้นเพาะปลูกแล้วหรือยัง

            สังเกตว่านานมาแล้วที่มนุษย์สามารถดูดวงดาว รู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูกแล้วหรือยัง คาดการเรื่องฟ้าฝนต่างๆ แม้ไม่เที่ยงตรงนักแต่ใช้การได้ในระดับหนึ่ง

จุดสิ้นสุดของอารยธรรม:

            อารยธรรมเมโสโปเตเมียในฐานะรัฐอิสระสิ้นสุดใน 539 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เซียเข้ายึดครองบาบิโลน และพื้นที่นี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต่างๆ ในเวลาต่อมา

-------------

วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (1)

รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

            สัปดาห์ที่ 3 ของเมษายน 2026 Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านชี้ว่าทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้

ทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ:

            นานแล้วที่บางคนเชื่อว่าอิสราเอลมีอิทธิพลต่อสหรัฐ (แทนที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมีอิทธิเหนืออิสราเอล) บางแนวคิดถึงกับพูดว่าชนชั้นนำอิสราเอลควบคุมรัฐบาลสหรัฐ ยกหลักฐานว่าคนยิวดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเสมอ ระดับที่เข้มข้นน้อยลงคืออิสราเอลมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอเมริกันมากแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม ล็อบบี้ยิสต์อิสราเอลทำงานเข้าถึงนักการเมือง จึงไม่แปลกที่หลายคนมั่นใจว่านโยบายสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งข้อหลังมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย

            ด้วยความเชื่อกับความจริงทั้งหลายจึงตีความว่าสหรัฐรบอิหร่านรอบนี้ เพราะรับอิทธิพลจากอิสราเอลไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับฟันธงว่าอิสราเอลลากสหรัฐเข้าทำสงคราม

            Joe Kent อดีตหัวหน้า US National Counterterrorism Center ในสมัยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (ไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวตามคำอ้างของทรัมป์) หน่วยการข่าวสหรัฐทุกหน่วยสรุปตรงกันในเรื่องนี้ ทั้งยังเตือนว่าอิหร่านจะเล่นงานฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิสราเอลให้ข้อมูลอีกด้านและทรัมป์เชื่อตามนั้น

            ผลคือสหรัฐถูกอิสราเอลลากเข้าทำสงครามที่ไม่มีวันจบ ไม่ก่อประโยชน์ต่ออเมริกาจากคำโกหกของอิสราเอล

            อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าการรบครั้งนี้สหรัฐตัดสินใจเอง “อิสราเอลไม่เคยพูดกับผมให้เข้าทำสงครามกับอิหร่าน” ย้ำว่านโยบายคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้หมด

            วิเคราะห์: หากใครสามารถแสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทำตามขอคำของประเทศอื่น สร้างความเสียหายแก่คนอเมริกันมากมาย ประธานาธิบดีอาจมีความผิดตามกฎหมาย  คาดว่าในอนาคตพรรคเดโมแครทอาจเล่นงานทรัมป์เรื่องนี้

อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์:

            สงครามนี้ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าตัวเองชนะ ทรัมป์ชี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝ่ายใดคุมการเมืองอิหร่าน หลังการโจมตีสังหารผู้นำอิหร่านหลายท่าน ด้านอิหร่านชี้ว่าตนชนะทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังนี้

          1. เหตุผลทำสงครามฟังไม่ขึ้น

            หลังเริ่มสงคราม 4-5 วัน ทรัมป์ให้เหตุผลว่าอิหร่านน่าจะลงมือโจมตี (พวกเรา) ก่อน ซึ่งปล่อยให้เกิดเช่นนั้นไม่ได้ เรื่องนี้มาจากการที่ฝ่ายสหรัฐคิดว่าหากอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐ ดังนั้นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อลดความเสียหาย

            ในอีกวาระหนึ่งทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกอย่างโดยรอบ เราจึงทำงานร่วมกัน ทำลายประเทศที่คิดทำลายอิสราเอล” วันนี้จึงยังมีประเทศอิสราเอล

            แต่บางคนคิดแย้ง เช่น Hakeem Jeffries แกนนำสส. เดโมแครท กล่าวว่าการโจมตีเสี่ยงอันตรายอย่างไม่สมควร และปราศจากภัยคุกคาม “ที่สมควรชิงโจมตีก่อน”

            วิเคราะห์: เหตุผลข้อนี้คล้ายเดิมที่อิสราเอลกับสหรัฐใช้มาตลอด คิดว่าหากอิหร่านมีนิวเคลียร์และจะใช้ยิงสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ จึงต้องชิงลงมือก่อน แต่บางคนไม่เห็นด้วย ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัว อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนอาวุธอื่นก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายอิสราเอล กลายเป็นว่าสหรัฐพาตัวเองสู่สงครามใหญ่ ก่อศึกครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

            หากการตัดสินใจครั้งนี้นำสู่การรบยืดเยื้อเป็นปีหรือหลายปี เท่ากับทรัมป์ 2.0 นำประเทศสู่ความเสี่ยงและสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น

          2. เป็นภัยคุกคามจวนตัวหรือไม่

            ทางการสหรัฐมักอ้างเรื่อง "Imminent Threat" หรือ "ภัยคุกคามจวนตัว" เป็นความชอบธรรมที่จะรบเพื่อป้องกันตัวเอง (Self-Defense) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51

            ในทางวิชาการจะยึดแนวทางของ Caroline (The Caroline Test) ซึ่งระบุว่าการจะอ้าง "ภัยคุกคามที่กระชั้นชิด" เพื่อใช้กำลังทหารก่อน ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ประการ

            คือ Necessity (ความจำเป็น) ภัยนั้นต้องบีบคั้นและท่วมท้น Immediacy (ความกระชั้นชิด) ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ และไม่มีเวลารอเพื่อไตร่ตรอง และ Proportionality (ความสมน้ำสมเนื้อ) การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าเหตุเพื่อระงับภัยนั้น

            ภัยคุกคามจวนตัวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นปรปักษ์ และไม่ใช่ภัยแฝงตัว (ambient menace) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างทำสงครามป้องกันตัวเอง

            การเคลื่อนไหวของฮามาส ฮิซบอลเลาะห์และนโยบายอิหร่าน ขัดผลประโยชน์สหรัฐ แต่ไม่ถึงขั้นให้สหรัฐต้องเข้าทำลาย หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านไม่มีความตั้งใจเข้าปะทะหรือทำสงครามกับสหรัฐแต่อย่างไร

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าภัยอิหร่านคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้เกินตัว โดยกลุ่มผู้วางหลักนโยบายต่างประเทศ สถาบันวิชาการบางแห่ง รวมทั้งสื่อบางสำนัก พยายามทำให้เห็นภาพร้ายแรงเกินจริง ทั้งเรื่องอิทธิพลอิหร่านต่อตะวันออกกลาง โครงการพัฒนานิวเคลียร์ การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ

            ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรู สหรัฐกับอิสราเอลต้องสร้างศัตรู ใช้เป็นข้ออ้างจัดการศัตรูเพื่อแผ่อำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์มักอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของโลก

            ตัวอย่างในอดีตที่เด่นชัดมากสุดคืออิรัก ในตอนนั้นรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้ภัยคุกคามจวนตัว อ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ โยงกับเรื่องที่รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว

            ในเวลาต่อมารัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง หลังตรวจไม่พบอิรักมี WMD ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)

            ประเด็นคือรัฐบาลสหรัฐไม่สนใจและไม่มีใครห้ามได้ จึงใช้เรื่องภัยคุกคามจวนตัวทำสงครามแบบชิงลงมือก่อน ดังที่ทำกับอิหร่านในขณะนี้ เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพพจน์สหรัฐในเวทีโลก ส่งผลต่อพันธมิตรอเมริกา และอุดมการณ์ประชาธิปไตย

          3. คนอเมริกัน 63% ชี้ว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน

            24 เมษายน 2026 ผลโพลของ Marquette Law School พบว่าคนอเมริกัน 63% คิดว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน ถ้าแยกเป็นพรรค 94% ของพวกเดโมแครทไม่เห็นด้วย 75% ของพวกไม่สังกัดพรรคไม่เห็นด้วย ที่สวนทางคือ 71% ของพวกรีพับลิกันเห็นด้วยกับสงคราม

            ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% ไม่ชอบอิสราเอล 68% ต่อต้านทรัมป์หากคิดเปลี่ยนประเทศอื่นด้วยกำลังทหาร 60% ยอมรับว่าสหรัฐคือตัวการทำให้โลกปั่นป่วน ในขณะที่ 39% คิดว่าสหรัฐกำลังสร้างเสถียรภาพแก่โลก

            เหตุผลทำสงครามและการตีความว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ขึ้นกับข้อมูล การตีความตามแนวคิดต่างๆ ซึ่งไม่จำต้องคิดตรงกัน รัฐบาลคิดอย่างประชาชนคิดอีกอย่าง แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าจำต้องรบและชนะสงครามนี้แล้ว แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ นี่คือส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์

17 พฤษภาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10773 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

 

บรรณานุกรม :

1. Iran and the imminent threat mythology. (2026, March 20). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/03/iran-and-the-imminent-threat-mythology/

2. Iran war spreads across region as US, Israel suffer losses. (2026, March 2). Hurriyet Daily News. Retrieved from https://www.com/iran-war-spreads-across-region-as-us-israel-suffer-losses-219468

3. Ismael, Tareq Y., Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.

4. Most Americans say there was not sufficient reason to start war in Iran: Polls. (2026, April 24). ABC News. Retrieved from https://abcnews.com/Politics/americans-sufficient-reason-start-war-iran-polls/story?id=132317564

5. Qalibaf answers ten key questions on Iran–US talks in Islamabad. (2026, April 19). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/525593/Qalibaf-answers-ten-key-questions-on-Iran-US-talks-in-Islamabad

6. Trump insists he struck Iran on his own terms. (2026, March 4). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-war-iran-israel-marco-rubio-5968821

7. Trump says end of Iran war will be "mutual" with Netanyahu. (2026, March 9). Times of Oman. Retrieved from https://timesofoman.com/article/169259-trump-says-end-of-iran-war-will-be-mutual-with-netanyahu

8. Washington ignored intel warnings on Iran – Trump’s ex-counterterror chief. (2026, May 9). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/639657-us-israel-iran-war/

-----------------