ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพงดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้
ทันทีที่เริ่มบริหารประเทศ รัฐบาลทรัมป์ 2.0
เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตามที่หาเสียงไว้
ด้วยเหตุผลสหรัฐขาดดุลการค้าเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม
เมษายน 2025 ประกาศเก็บภาษีศุลกากร (tariff) อย่างน้อย 10% จากคู่ค้าทุกราย แม้ละเมิดหลักการค้าเสรีขององค์การค้าโลก
ข้อตกลงการค้าเดิมที่ทำกับหลายประเทศ
ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) :
นอกจากภาษีศุลกากร
ยังเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อีกด้วย
ภาษีตอบโต้ที่อาจสูงเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการเจรจาต่อรองและอื่นๆ
จากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา บางประเทศได้ข้อตกลงเร็ว บางประเทศล่าช้าออกไป
พร้อมกับขึ้นภาษีบางรายการเป็นพิเศษ เช่น ทองแดง เหล็ก
สิงหาคม
2025 ทรัมป์ 2.0 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้า 20-30 ประเทศ โดยเก็บ 10-40% ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการค้าสูง เช่น กลุ่มอียู
อาเซียน รวมทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล แคนาดา อัตราภาษีรอบนี้ปรับจากรอบต้นปี
2025 ที่ทรัมป์ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลก นับจากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา
ปรับลดบางประเทศ ปรับขึ้นปรับลงบางรายการ เช่น เหล็ก ทองแดง รอบสิงหาคม 2025
คือรอบใหม่กับคู่ค้าบางรายเท่านั้น
ในตอนนั้นนักวิชาการชี้ว่าคือสงครามการค้าที่สหรัฐทำกับหลายประเทศ
ภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย:
ในช่วงเดียวกันนั้น
หลายคนเริ่มวิพากษ์ว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ผิดกฎหมาย
เรื่องนี้เริ่มจากการที่บริษัทเอกชนบางแห่ง
เช่น ห้าง Costco ยักษ์ใหญ่ค้าส่งชื่อดังฟ้องรัฐบาลทรัมป์
เรียกคืนเงินภาษีนำเข้าที่บริษัทได้จ่ายไป เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย International
Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ตั้งกำแพงภาษีโดยมิชอบ ตามกฎหมาย
IEEPA ต้องผ่านรัฐสภาเสียก่อน ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนมีอำนาจทำได้
พร้อมกับเตือนว่าหากศาลตัดสินให้การขึ้นภาษีเป็นโมฆะ
จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ในที่สุดศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจประกาศใช้
Reciprocal Tariffs และภาษีอื่น ๆ ผ่านทางกฎหมาย IEEPA
เรื่องน่าคิดคือทรัมป์มักใช้อำนาจของตนให้มากที่สุดแม้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย
(อาจตีความว่าพยายามใช้อำนาจทั้งหมดเพื่อบริหารประเทศ)
นโยบายภาษีตอบโต้เป็นอีกเรื่องที่ชี้ว่าใช้อำนาจเกินกฎหมายจริง ผลคือประชาชนเสียหาย
สัปดาห์ที่
3 ของเดือนเมษายน 2026 รัฐบาลเริ่มคืนภาษีตามคำสั่งศาล จะคืนภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีก่อน
เพราะคนอเมริกันคือผู้ที่ต้องจ่ายภาษีก้อนนี้
โดยบริษัทเอกชนคือผู้จ่ายในขั้นตอนแรก ก่อนผลักภาระให้ผู้บริโภค
เงินที่ต้องคืนสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์
วิเคราะห์: เงิน 166,000
ล้านดอลลาร์ที่ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่านโยบายภาษีศุลกากรของเขา
ช่วยสร้างรายได้ ลดการขาดดุล
บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าคือส่วนใหญ่คือเงินผู้บริโภคอเมริกัน
ที่ตอนนี้ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย
เป็นชัยชนะของบริษัทเอกชนสหรัฐกว่า 3,000 รายที่ยื่นฟ้องศาล
ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำผิดกฎหมาย
ใครคือคนจ่ายภาษีให้รัฐบาล:
ในตอนต้นสังคมอเมริกันถกเถียงอย่างหนักว่าใครเป็นคนจ่าย
พวกรีพับลิกันมักตอบว่าต่างชาติเป็นคนจ่าย คำตอบคือตามกฎหมายศุลกากรของสหรัฐ
(และเกือบทุกประเทศทั่วโลก) คนที่มีหน้าที่จ่ายภาษีนำเข้า (Tariffs) คือ "ผู้นำเข้าตามบันทึก" (Importer of Record) ซึ่งก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐที่เป็นคนสั่งสินค้าเข้าไป เมื่อสินค้าถึงท่าเรืออเมริกา
บริษัทนำเข้าต้องเป็นคนควักเงินจ่ายภาษีให้กรมศุลกากรสหรัฐ (CBP) ก่อนนำสินค้าออกไปขาย เงินภาษีจึงวิ่งจากกระเป๋าบริษัทอเมริกันเข้าสู่คลังหลวงของรัฐบาลอเมริกา
ภาษีศุลกากร
ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จึงทำให้บริษัทอเมริกันผู้นำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น
ซึ่งสามารถจัดการเรื่องด้วยการแบกรับภาษี กับอีกทางคือผลักภาระให้ผู้บริโภค
ดังนั้นท้ายที่สุด "คนอเมริกันคือคนจ่าย"
คนไทยควรทราบว่าภาษีตอบโต้ที่สหรัฐมีต่อไทยนั้น
คนอเมริกันคือคนจ่าย ไม่ใช่บริษัทเอกชนไทย
กระนั้นนโยบายนี้มีผลต่อไทย แม้บริษัทผู้ส่งออกไทยไม่ได้จ่ายเงินภาษีนั้นโดยตรง
แต่เราเสียประโยชน์ในเชิง "ความสามารถในการแข่งขัน" เช่น ถ้าสินค้าไทยโดนภาษี
20% แต่สินค้าจากเวียดนามไม่โดน
บริษัทอเมริกันก็จะเลิกสั่งของไทยแล้วไปสั่งจากเวียดนามแทน เพราะสินค้าเวียดนามอาจถูกกว่า
ด้วยเหตุนี้บริษัทไทยต้องเลือกยอม
"เสียรายได้จากยอดขายที่ลดลง" หรือ
"ต้องยอมลดราคาสินค้าตัวเองเพื่อสู้ภาษี"
แต่ไม่ใช่คนจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ เช่น บริษัทไทยเคยขายที่ 100 บาท โดนภาษี 20%
บริษัทไทยยอมลดราคาสินค้าจาก 100 เหลือ 80 บาท
เมื่อรวมภาษีสหรัฐจะกลาย 100 บาทเท่าเดิม คนอเมริกันซื้อที่ 100 บาท (ราคาเดิม)
แต่จ่ายภาษี 20% เข้าคลังสหรัฐ (ใช้ตัวเลขโดยประมาณเพื่อให้เห็นภาพ)
ข้อสรุปคือ
ภาษีนำเข้าไม่ใช่การที่ประเทศหนึ่งไปเก็บเงินจากอีกประเทศหนึ่งได้ฟรีๆ
แต่มันคือการเก็บเงินจากคนในประเทศตัวเองที่อยากซื้อของนอก
ทำให้คนในประเทศตัวเองลำบากขึ้น
เรื่องใครจ่ายภาษีก้อนนี้คนอเมริกันถกเถียงกันมาก
ในช่วงต้นหลายคนคิดว่าต่างชาติจ่ายตามคำพูดของทรัมป์
เมื่อนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจเสียหาย:
ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าคนอเมริกันคือคนหลักผู้แบกรับภาระภาษีทรัมป์
2.0 ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติเป็นคนแบกรับภาษีทั้งหมด
โดยเฉพาะพวกสนับสนุนทรัมป์ที่คิดเช่นนั้น
เหตุที่คนอเมริกันคิดว่าต่างชาติคือผู้จ่ายภาษี
เพราะทรัมป์พูดซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าสหรัฐถูกต่างชาติเอาเปรียบ
อยู่ในระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ทั้งๆ ที่เป็นการค้าเสรีใช้ทั้งโลก)
ต้นเหตุคนอเมริกันตกงาน โรงงานล้มละลาย วิธีแก้ของเขาคือใช้มาตรการภาษีศุลกากร
ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว กลายเป็นสงครามการค้าที่ร้อนแรงของปี
2025
นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจของทรัมป์
2.0
ตั้งแต่ช่วงหาเสียง
นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก หลายองค์กรไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้
ชี้ว่าสร้างผลเสียต่อสหรัฐมากกว่าผลดี ในเวลาต่อมาข้อมูลต่างๆ ยืนยันว่าทรัมป์ผิดที่ชี้ว่าต่างชาติเป็นผู้จ่ายภาษี
รายงานตัวเลขการเก็บภาษีศุลกากรล่าสุดฟันธงว่าคนอเมริกันนี่แหละที่เป็นผู้จ่ายภาษีสินค้านำเข้าเหล่านั้น
ซ้ำร้ายกว่านั้นคือภาษีดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น
ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง บางคนรายได้ไม่พอรายจ่าย
ข้อผิดพลาดคือทรัมป์มองข้ามกลไกการส่งผ่าน
(Pass-Through Mechanism) เมื่อผู้นำเข้าต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
ต้นทุนของพวกเขาก็สูงขึ้น หากสินค้านั้นมีความต้องการสูงและหาของทดแทนยาก (Inelastic
Demand) ผู้นำเข้าจะผลักภาระต้นทุนส่วนใหญ่ไปที่ราคาขาย
ทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องจ่ายแพงขึ้น
สถาบัน
Kiel Institute for the World Economy สรุปว่า
“ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ชาวอเมริกันต้องจ่ายไป
โดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับคืนมาเลย”
ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า
แต่ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้
คนอเมริกันควรตั้งคำถามว่าทำไมทรัมป์ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่คนว่าภาษีทั้งหลายที่เก็บสุดท้ายคนอเมริกันจ่ายเกือบทั้งหมด
ยิ่งตั้งภาษีสูงยิ่งสูบเงินออกจากกระเป๋าคนอเมริกัน
-------------------
บรรณานุกรม :
1.
Costco Sues Trump Administration for Refund of Tariffs. (2025,
December 2). NYT. Retrieved from
https://www.nytimes.com/2025/12/02/us/politics/costco-trump-tariffs-lawsuit.html
2. "Reciprocal"
tariffs: What are they really for? (2025, August 10). Peterson Institute for
International Economics (PIIE). Retrieved from
https://www.piie.com/publications/policy-briefs/2025/reciprocal-tariffs-what-are-they-really
3. Trump
Administration Takes Steps to Refund $166 Billion in Tariffs. (2026, April 20).
NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/04/20/us/politics/trump-administration-tariff-refunds.html
4. US trade
adviser says Trump tariff rates unlikely to change. (2025, August 4). Channel
News Asia. Retrieved from
https://www.channelnewsasia.com/business/us-trade-advisor-says-trump-tariff-rates-unlikely-change-5274746
5. Yes,
you’re paying for Trump’s tariffs, and the price is going up. (2026, January
21). LA
Times Retrieved from https://www.latimes.com/business/story/2026-01-21/youre-paying-for-trumps-tariffs-and-the-price-is-going-up
-----------------


