รัฐบาลเป็นปรปักษ์ มองสื่อเป็นอริ

หลายรัฐบาลมองสื่อเป็นอริเพราะมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในอีกมุมหนึ่งสื่อถูกใช้เป็นกลไกของรัฐช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อทั้งระดับประเทศและโลก เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

ในยุคแห่งสังคมข้อมูลข่าวสาร แต่ละวันผู้คนได้รับข่าวสารมากมายทั้งแบบตั้งใจกับไม่ตั้งใจ ข้อมูลข่าวสารทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์ ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ พยายามมุ่งตรงเข้าถึงผู้บริโภค (จะพูดว่าพยายามยัดเยียดก็ได้) ข่าวสารเหล่านี้มีทั้งสนับสนุนกัน แข่งขันกันจนถึงขัดแย้ง เรียกว่าเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร ในยุคดิจิทัล (Digital Age) สงครามข่าวสารรุนแรงกว่าเดิมทั้งเป้าหมายเชิงพาณิชย์ การเมือง และอื่นๆ
รัฐบาลเป็นอีกตัวแสดง (actor) ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารมานาน ปัจจุบันข่าวในหลายสื่อจะปรากฏข่าวที่ออกมาจากฝั่งรัฐบาลเสมอ
ตามระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการนำเสนอ แต่นับวันเสรีภาพถดถอยในหลายประเทศ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporter Without Borders: RSF) เผยดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกล่าสุดประจำปี 2018 พบว่ารัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกแสดงความเป็นปรปักษ์ ความเป็นอริ (animosity) ต่อนักข่าว สื่อมวลชนรุนแรงกว่าเดิม
รายงานฉบับล่าสุดใช้คำว่ารัฐหรือรัฐบาลจงเกลียดจงชังสื่อ (climate of hatred) ผลการศึกษาใน 180 ประเทศพบว่าไม่เฉพาะนักการเมืองหรือผู้นำประเทศอำนาจนิยมเท่านั้นที่แสดงความเป็นศัตรูต่อสื่อ รัฐบาลประชาธิปไตยในหลายประเทศก็เป็นเช่นนั้น นับวันผู้นำประเทศจากระบอบประชาธิปไตยจะไม่ถือว่าสื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่เป็นปรปักษ์ แสดงความเกลียดชัง (aversion) อย่างเปิดเผย ยกตัวอย่าง โรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์พูดว่านักข่าวอาจถูกลอบสังหาร ที่อินเดียรายชื่อนักข่าวที่ตกเป็นเป้าถูกกระจายในโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่งในยุโรปที่เคยมีเสรีภาพสูง บัดนี้นักข่าวถูกเรียกขานด้วยชื่อที่ดูหมิ่นดูแคลน ชี้ว่าเป็นศัตรู
Christophe Deloire เลขาธิการ RSF เห็นว่าความจงเกลียดจงชังต่อนักข่าวเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย ผู้นำการเมืองต้องรับผิดชอบเพราะรัฐโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) แทนการอภิปรายบนข้อเท็จจริง

ดัชนีปี 2018 สื่อของนอร์เวย์มีเสรีภาพมากที่สุด รองมาคือสวีเดน และแม้นอร์เวย์มาเป็นลำดับหนึ่งแต่ด้วยคะแนนที่ต่ำลง ด้วยมีเหตุคุกคามแหล่งข่าว ใน 180 ประเทศที่สำรวจ เกาหลีเหนืออยู่ลำดับสุดท้าย
ประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น รัสเซียอยู่ลำดับ 148 รัฐบาลปูตินยังคงโหมโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องผ่านสื่ออย่าง RT กับ Sputnik จีนแย่กว่านั้นอยู่ลำดับ 176 (เกือบเท่าเกาหลีเหนือ) ควบคุมข้อมูลข่าวสารทั้งในประเทศและในหมู่ชาติเอเชีย เวียดนามอยู่ลำดับ 175

ในระดับภูมิภาค ยุโรปอยู่ในสภาพดีที่สุด แต่คะแนนปีนี้ลดต่ำลงมากที่สุดในรอบ 5 ปี นักข่าวในยุโรปถูกสังหารเช่นกัน ทวีปแอฟริกาโดยรวมดีขึ้นเล็กน้อย (ประเทศส่วนใหญ่อยู่ในลำดับแย่)
ในย่านเอเชียแปซิฟิก ที่น่าชมเชยคือเกาหลีใต้ลำดับดีขึ้นถึง 20 ขั้นมาอยู่ลำดับที่ 43 เป็นผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) ชุดปัจจุบันที่ให้เสรีภาพ ที่ตรงข้ามคือกัมพูชาคะแนนลดลงมาอยู่ที่ลำดับ 142 หลังปิดสื่อหลายสำนัก
ภูมิภาคที่ลำดับแย่และคะแนนยังคงลดต่ำลงคือตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ ซาอุดิอาระเบียอยู่ลำดับ 169 อียิปต์ 161 เยเมน 167 บาห์เรน 166 อิรัก 160 นักข่าวที่ทำงานในย่านนี้เสี่ยงอันตรายยิ่ง

            รวมความแล้ว 180 ประเทศที่สำรวจ มีเพียงร้อยละ 9 ที่สื่อมีเสรีภาพ ร้อยละ 17 ค่อนข้างดี (Fairly good) ส่วนใหญ่ร้อยละ 35 อยู่ในสภาพมีปัญหา (Problematic) ร้อยละ 27 แย่ ที่เหลือร้อยละ 12 แย่มาก ถ้ารวมกลุ่มดีกับค่อนข้างดีจะได้เท่ากับร้อยละ 26 หรือ 47 ประเทศเท่านั้น ที่เหลือร้อยละ 74 หรือ 133 ประเทศอยู่ในกลุ่มมีปัญหาหรือแย่
จะเห็นว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก 1 ใน 4 เท่านั้นที่เสรีภาพสื่อจัดว่าอยู่ในขั้นน่าพอใจ ที่เหลือราว 3 ใน 4 ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นประชาธิปไตยแต่เปลือกนอก สะท้อนความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศเหล่านี้ แม้รัฐบาลหลายประเทศกับนักวิชาการบางคนพยายามชี้ว่าโลกเต็มด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ล้มเหลวหรือล้มลุกคลุกคลานกับการปกครองนี้
            ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เวลาที่ผ่านไปไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะเรียนรู้พัฒนาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเสมอไป ความจริงคือหลายประเทศถดถอย แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา บางประเทศในยุโรปตะวันตกที่ตำราสอนว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยโลก

            ส่วนประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นราชาธิปไตยหรือสังคมนิยม การปิดกั้นเสรีภาพสื่อเป็นเรื่องปกติ สื่อสำนักต่างๆ ที่เผยแพร่เป็นของรัฐหรืออยู่ภายใต้การกำกับควบคุมจากรัฐ ลักษณะเช่นนี้สื่อไม่มีเสรีภาพ แต่เป็นกลไกของรัฐ ทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อ

เสรีภาพสื่อในยุคทรัมป์ :
เสรีภาพสื่อในยุคทรัมป์เป็นที่กล่าวขานกันว่าแย่ลงมาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ถึงกับพูดว่าสื่อคือ ศัตรูของประชาชน” (enemies of the people) เป็นคำพูดเดียวกันจากปากของโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) บุคคลผู้เป็นผู้นำประเทศประกาศเป็นศัตรูกับสื่อมวลชนอย่างเปิดเผย พยายามปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงข้อมูลของทำเนียบขาว ข่าวใดที่ไม่สบอารมณ์จะบอกว่าเป็น ข่าวเท็จ” (fake news) เป็นยุคที่ผู้นำประเทศกล่าวให้ร้ายสื่อรุนแรงที่สุด หากใครพยายามทำข่าวเชิงลึกจะถูกเล่นงานโดยกฎหมาย Espionage Act เพื่อกันบุคคลนั้นเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของรัฐ
            รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาให้เสรีภาพในการพูด เสรีภาพแก่สื่อ มุ่งหวังให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บนหลักการว่าเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รัฐจะต้องไม่แทรกแซงสื่อ ไม่ปิดกั้นสื่อ เว้นแต่มีเหตุผลอันควร เช่น พูดเท็จและส่อว่าคำพูดนั้นมีเพื่อทำลายอีกฝ่าย พูดแง่ลบและส่อว่าจะทำร้ายอีกฝ่ายตามคำพูดนั้น ภาพอนาจาร โฆษณาที่ไม่เป็นความจริงหรือชี้นำให้เข้าใจผิด
            แต่เสรีภาพสื่อของสหรัฐในระยะหลังนับวันจะคลอนแคลน

สื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ :
            การที่สื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชักนำให้เข้าใจว่าสื่อเป็นปรปักษ์กับรัฐบาล แต่ในอีกมุมหนึ่ง บ่อยครั้งที่สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐบาลด้วย ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ที่เห็นเด่นชัดคือสื่อจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารของรัฐเต็มที่ ประเด็นคือสื่อกำลังทำหน้าที่ช่วยรัฐโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ หากชิ้นข่าวเป็นเช่นนั้น
            สื่อทำหน้าที่เหมือนเครื่องขยายเสียง แต่จำต้องมีผู้วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นด้วย การปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ปิดกั้นการวิพากษ์จึงเป็นโทษ

            ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ข่าวแต่ละวันที่ปรากฏมักมีส่วนวิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียนรัฐบาล นักการเมือง ผู้เสพข่าวจะได้เสพทุกวัน (หรือแทบทุกวัน) ราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง แม้ว่ารัฐบาลทำดีหลายอย่างแต่หากมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยก็จะถูกขยายความทันที ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ชอบฟังข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวของนักการเมืองกับรัฐบาลกลายเป็นขนมหวานของผู้ชอบเสพข่าวร้าย ในแง่นี้การขยายความเกินควรจึงไม่ยุติธรรมต่อผู้ถูกวิพากษ์

            ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สื่อคือตัวแทนสงครามข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนให้สาธารณชนเข้าใจผิด
            ยกตัวอย่าง สื่อตะวันตกจะใช้คำว่า "กองกำลังติดอาวุธในซีเรียที่อิหร่านสนับสนุน" เสมอๆ ไม่ว่าประเด็นข่าวนั้นคืออะไร แต่เมื่อพูดถึงกองกำลังอื่นๆ ที่เหลืออีกหลายสิบกลุ่มจะไม่พูดว่าเป็นกองกำลังที่ประเทศใดสนับสนุน การรายงานข่าวเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านถูกใส่ความคิดว่าอิหร่านสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย แต่ละเลยว่าประเทศอาหรับหรือชาติตะวันตกอื่นๆ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายด้วยหรือไม่
            กรณีขีปนาวุธเกาหลีเหนือเป็นอีกเรื่องที่สื่อสหรัฐมักนำเสนอในเชิงว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง รัฐบาลเกาหลีเหนือจะถล่มแผ่นดินใหญ่อเมริกาด้วยนิวเคลียร์ ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ต้องการโจมตีหรือไม่ ผลจากการประโคมข่าวทำให้คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าประเทศตนกำลังจะตกเป็นเป้าระเบิดนิวเคลียร์ในไม่ช้า

อย่างไรก็ตามในภาพรวม เมื่อถามชาวอเมริกันว่าเชื่อถือสื่อประเทศตนเพียงใด ผลสำรวจของ Gallup เมื่อกันยายน 2016 พบว่าชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 32 ที่เห็นว่าสื่อ (อเมริกัน) “รายงานข่าวอย่างครบถ้วน ถูกต้องและยุติธรรมตัวเลขนี้ลดลง 8 จุดเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปีก่อน
ข้อมูล Gallup บ่งชี้ว่าความเชื่อถือต่อสื่อค่อยๆ ลดน้อยถอยลงตามลำดับ ปี 1997 อยู่ที่ 53 ปี 1999 สูงขึ้นเป็น 55 จากนั้นค่อยๆ ลดลง (บางปีปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย) ปี 2015 อยู่ที่ร้อยละ 40 ปี 2016 ลดลงฮวบฮาบมาอยู่ที่ 32

            ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย สื่อมีหลากหลายสำนัก บางแห่งสนับสนุนรัฐบาล บางแห่งต่อต้าน บางครั้งสนับสนุนจนเกินงาม บางครั้งต่อต้านอย่างไร้เหตุผล บางครั้งราวกับทำหน้าที่เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ในยุคโลกาภิวัตน์การเข้าถึงสื่อประเทศต่างๆ เป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส การจะเข้าใจความเป็นไปของโลกจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ข้อแนะนำคือต้องมีใจเป็นกลาง ศึกษาข้อมูลรอบด้าน ทำตัวเปรียบเหมือนศาลที่ต้องฟังความทั้ง 2 ข้าง ติดตามข้อมูลต่อเนื่อง เช่นนี้จะช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด
29 เมษายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7841 วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ.2561)
----------------------------------
บรรณานุกรม :
1. Greenberg, Edward S., Page, Benjamin I. (2009).The Struggle for Democracy (9th Ed.). USA: Pearson Education.
2. Reporters Without Borders. (2018, April). RSF Index 2018: Hatred of journalism threatens democracies. Retrieved from https://rsf.org/en/rsf-index-2018-hatred-journalism-threatens-democracies
3. Reporters Without Borders. (2018, April). Trump exacerbates press freedom’s steady decline. Retrieved from https://rsf.org/en/united-states
4. Swift, Art. (2016, September 14). Americans' Trust in Mass Media Sinks to New Low. Gallup. Retrieved from http://www.gallup.com/poll/195542/americans-trust-mass-media-sinks-new-low.aspx
-----------------------------

ทรัมป์ไร้ศีลธรรมเกินกว่าจะเป็นประธานาธิบดี

โดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเพราะชาวอเมริกันเบื่อหน่ายนักการเมืองหน้าเก่า แต่นับจากทรัมป์ดำรงตำแหน่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์มีไม่หยุดหย่อน ล่าสุดคือไร้ศีลธรรมเกินกว่าจะเป็นประธานาธิบดี
 
ทันทีที่ชนะเลือกตั้ง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเริ่มแสดงความเห็นว่าไม่นานหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์จะถูกนำเข้ากระบวน Impeachment ขับออกจากตำแหน่ง หลายคนเดาว่าจะมาจากเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตคอร์รัปชัน
ล่าสุดอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ คอมีย์ (James Comey) กล่าวว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่ปัญหา แต่โดนัลด์ ทรัมป์ไร้ศีลธรรม (morally unfit) ไม่คู่ควรกับตำแหน่งประธานาธิบดี
ชมคลิปสั้น 3 นาที
อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอเอ่ยถึงความไม่เหมาะสมหลายข้อ ดังนี้
ประการแรก พูดปดเสมอ ไม่ยึดถือความจริง
            ประธานาธิบดีต้องไม่เป็นคนกลิ้งกลอกหลอกลวง ทรัมป์พูดโกหกเสมอไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ทั้งยังคิดว่าคนอเมริกันเชื่อเขา คนเช่นนี้ไม่คู่ควรกับตำแหน่งประธานาธิบดี ไร้ศีลธรรมเกินไป
            ผู้นำประเทศควรเป็นคนที่น่าเคารพ ยึดมั่นค่านิยมของสังคม สำคัญที่สุดคือเป็นคนยึดมั่นความจริง แต่ประธานาธิบดีคนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ในด้านศีลธรรมไม่คู่ควรกับตำแหน่งประธานาธิบดี
            ประการที่ 2 เห็นผู้หญิงเป็น “เครื่องปรนเปรอทางเพศ
            เวลาทรัมป์พูดถึงผู้หญิงมักจะพูดในมุมมองว่าพวกเธอเป็นเครื่องปรนเปรอทางเพศ (pieces of meat)
            ประการที่ 3 ทำให้คนรอบตัวด่างพร้อยไปด้วย
            อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอพูดประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือ ผลจากการที่ผู้นำประพฤติตัวไม่เหมาะสมพลอยทำให้คนรอบข้าง คนที่ทำงานด้วยด่างพร้อยไปด้วย (stain) เพราะการกระทำหรือคำสั่งของผู้นำส่งผลต่อผู้ตาม คนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่เหมาะสมด้วย
            ยกตัวอย่าง ถ้าผู้นำทุจริตคอร์รัปชัน ลูกน้องลูกทีมที่ร่วมขบวนการย่อมร่วมทำผิดด้วย ใครที่ได้ผู้นำเช่นนี้ย่อมมีโอกาสรับโทษด้วย ที่แย่กว่านั้นคือกลายเป็นแพะรับบาป
            ประการที่ 4 เพื่อผลประโยชน์ของนายกับครอบครัว
            คอมีย์อธิบายภาพว่าทุกคนต้องทำงานเพื่อเจ้านาย (ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย) ต้องจงรักภักดีต่อเจ้านาย พูดและทำทุกอย่างเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของนายกับครอบครัว ครอบครัวและครอบครัว สังเกตว่าคอมีย์ไม่เอ่ยถึงผลประโยชน์ประเทศ
            ประเด็นที่ล่อแหลมที่สุดคือข้าราชการ พนักงานรัฐต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ของนายหรือผลประโยชน์ของประเทศ หลายครั้งเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่าง 2 ข้อ แต่ในบางเรื่องชัดเจน เป็นเรื่องที่คนอเมริกันสงสัยมาตลอดว่านักการเมืองทำเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่

คนอสัตย์อธรรมจะเป็นผู้ปกครองที่ดีได้หรือ :
            มีคนพูดว่าขอเพียงมีฝีมือก็สามารถนำพาประเทศสู่ความรุ่งเรืองยั่งยืน คนเหล่านี้จะไม่คำนึงว่าผู้นำหรือผู้บริหารประเทศเป็นคนมีศีลมีธรรมหรือไม่ ขอเพียงหน้าฉากเป็นคนมีความสามารถ มีตำแหน่งเกียรติยศ ร่ำรวยเงินทอง
            กรณีทรัมป์เป็นตัวอย่าง เป็นนักธุรกิจพันล้านดอลลาร์ มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากมาย เจ้าของคาสิโนหลายแห่ง มีคฤหาสน์หรู บ้านที่พักหลายแห่ง แต่มักต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะคดีความต่างๆ จากความไม่ชอบมาพากลทางธุรกิจและอื่นๆ อย่างไรก็ตามหลายครั้งที่ทรัมป์หลุดรอดมาได้
ทรัมป์ที่เป็นนักธุรกิจกับประธานาธิบดีมีข้อหนึ่งตรงกันคือ ตกเป็นข่าวความไม่ชอบมาพากลอยู่เสมอ เสียงวิพากษ์ข้อเสียของทรัมป์ดังตั้งแต่เริ่มเป็นประธานาธิบดีวันแรกจนถึงวันนี้
ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีต่อไป มีคนพูดถึงการขับออกจากตำแหน่งหลายครั้ง แต่ก็ยังอยู่จนถึงปัจจุบันและอาจอยู่ต่อไปจนครบเทอม 4 ปี การที่เป็นเช่นนี้จะเป็นข้อดีหรือข้อเสียก็ยากจะสรุป มีประเด็นให้ถกอีกมาก
ไม่ว่าผู้นำประเทศต่อหน้าจะเป็นคนเช่นไรหากพื้นฐานของเขานึกถึงแต่สิ่งอสัตย์อธรรม ย่อมคิดถึงการเบียดเบียนผู้อื่น เห็นด้วยกับการทำลายประเทศอื่น การล่าอาณานิคมเพื่อประโยชน์ของตนกับครอบครัว ตัวอย่างคนเหล่านี้มีให้เห็นมากมายในประวัติศาสตร์และแม้กระทั่งปัจจุบัน

นักสร้างภาพตัวยง :
            นิโคโล มาเคียเวลลี่ (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) เสนอให้ผู้ปกครองต้องพยายามแสวงหาและรักษาอำนาจปกครองให้มากที่สุด โดยไม่สนใจเรื่องความถูกต้องตามหลักศาสนา จริยธรรมหรือคุณธรรมใดๆ ทั้งหมดนี้เพื่อความอยู่รอดของผู้ปกครองกับรัฐ
            ประกาศชัดว่าศาสนาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญกว่าคือความอยู่รอด
มาเคียเวลลี่มองธรรมชาติของคนในแง่ลบ คนส่วนใหญ่ เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว ถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา ชอบต่อสู้แข่งขัน แสวงหาอำนาจ โลภ ฯลฯ จากลักษณะดังกล่าวคนที่แข็งแกร่งกว่าได้เปรียบคน คนอ่อนแอจะถูกทำลาย ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก สังคมจึงมีแต่ความวุ่นวาย ขาดความมั่นคง เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาพวกที่อ่อนแอจึงยอมมอบตัวอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของผู้ที่แข็งแรงกว่า และบุคคลผู้นี้เองที่จะเป็นผู้วางกฎเกณฑ์สังคมเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย สวัสดิภาพและสันติภาพขึ้นในสังคม และนี่ก็คือบ่อเกิดของรัฐนั่นเอง
และด้วยการที่เขามองว่าคนส่วนใหญ่ ชั่วร้าย (evil) ดังนั้น เพื่อที่จะสามารถปกครองคนเหล่านี้ ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะใช้วิธีการที่ชั่วร้ายเพื่อจัดการกับคนชั่วร้ายเหล่านั้น ผู้ปกครองต้องรู้ที่จะจำแนกว่าอะไรที่เป็นอยู่จริง (what is) กับอะไรที่ควรจะเป็น (what ought to be)
มาเคียเวลลี่ให้นิยามว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ กิจกรรมทางการเมืองใดๆ ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ส่วนศีลธรรม จริยธรรม ความปรารถนาดี ความเมตตาล้วนเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเพียงประการเดียว เพื่อให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งอำนาจผู้ปกครองต้องพร้อมทำทุกอย่างแม้ต้องจูบเด็กหรือฆ่าเด็ก และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อจะปกครองคนได้ง่ายๆ อำนาจคือเป้าหมายสูงสุดของทุกกิจกรรมทางการเมืองและอะไรที่ขัดขวางเป้าหมายดังกล่าวถือเป็นศัตรูทั้งสิ้น แม้กระทั่งคุณความดี หลักศาสนา
            แม้จะทำร้ายทำลายคนจำนวนมากเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณะหรือต่อหน้าสื่อต้องแสดงตัวว่าเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรมสูง เป็นผู้สูงส่งในศีลธรรม รักประชาชน
ผลจากการเลือกคนที่แย่น้อยกว่า :
            ดังที่ได้เสนอในบทความก่อนว่า เหตุที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งมาจากหลายปัจจัย เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทรัมป์ชนะมาจากกระแสคิดว่าฮิลลารี คลินตันเป็นตัวแทนของระบอบขั้วอำนาจเดิม เป็นพวกนักการเมืองรุ่นเก่า เลือกไปก็เท่านั้น ไม่มีอะไรดีขึ้น หลายคนจึงไปใช้สิทธิ์ด้วยแนวคิดเลือก คนที่แย่น้อยกว่า” (the lesser of the two evils) บนฐานคิดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเสียหาย ซึ่งอาจถึงหายนะ ยิ่งมีโอกาสเสียหายหนัก ยิ่งต้องออกไปเลือกฝ่ายตรงข้าม
            ข้อวิพากษ์คือแนวทางนี้อาจเป็นทางเลือกเฉพาะหน้าแต่ได้ผู้นำที่ “แย่น้อยกว่า” เท่านั้น อีกทั้งความแย่น้อยกว่าอาจหมายถึงได้คนที่แย่มากๆ เพียงแค่คิดว่าน้อยกว่าอีกคนเท่านั้นเอง
            การเมืองสหรัฐเป็นระบบ 2 พรรค หากไม่เลือกตัวแทนของเดโมแครทก็ต้องเลือกพรรครีพับลิกัน แต่หากทั้ง 2 พรรคอยู่ภายใต้ชนชั้นปกครองที่แย่พอกัน ไม่ว่าเลือกผู้แทนจากพรรคใดก็ไม่แตกต่าง แนวทางเลือกคนที่แย่น้อยกว่าจึงไม่ใช่ทางออก และหากปล่อยไปเช่นนี้ในระยะยาวประเทศอาจถึงขั้นเสื่อมสลาย
            ไม่ว่าทรัมป์จะอยู่ใต้อิทธิพลพรรคหรือระบอบชนชั้นปกครองมากเพียงไร ความเป็นทรัมป์ตอนนี้คือผลจากการเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เป็นหลักฐานว่าการเลือกคนที่แย่น้อยกว่าไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
ระบอบการเมืองการปกครอง ระบบคัดสรรผู้นำประเทศต้องดีกว่านี้ สามารถมุ่งสู่เป้าหมายได้จริง ไม่เป็นเพียงทฤษฏีสวยหรูแต่ไม่บรรลุถึงเป้าหมาย ได้แต่พร่ำสอนให้คนยึดอุดมคติตามทฤษฎีที่สวยหรู ในขณะที่สังคมกำลังเสื่อมถอยและต้องการทางออกใหม่
ผู้นำสำคัญยิ่งเพราะอาจพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองหรือล่มจมได้ในชั่วรัฐบาลเดียว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
ข้อสรุป :
บทความนี้ไม่มีเจตนาสรุปว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนไร้ศีลธรรม เพียงอาศัยข้อมูล ประเด็นจากข่าวเด่นในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ประกอบการนำเสนอ ทั้งยังควรบันทึกว่าชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยสนับสนุนทรัมป์ หลายคนชอบนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลชุดนี้ เห็นว่าควรให้ทรัมป์บริหารประเทศต่อไปแม้มีเสียงวิพากษ์มากมายซึ่งเป็นปกติของการเมือง
ส่วนการจะสรุปว่าทรัมป์จะเป็นคนอสัตย์อธรรมหรือไม่ ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละคน ความคิดเห็นของเจมส์ คอมีย์อาจบั่นทอนความนิยมแต่ไม่มีผลทางกฎหมาย เว้นแต่จะมีข้อพิสูจน์ชัดว่าทรัมป์ทำผิดกฎหมายจริงๆ
ไม่ว่าจะมองแง่ลบหรือบวก เรื่องราวที่เกิดสหรัฐหรือประเทศใดๆ จะน่าเป็นเหตุให้กลับทบทวนประเทศตนเอง
22 เมษายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7834 วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ.2561)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในการเลือกตั้งบางครั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดที่ดีพอ คู่ควรกับตำแหน่ง แต่ด้วยระบอบกับระบบพยายามให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง หลายคนจึงใช้วิธีเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพื่อสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดได้ถืออำนาจบริหารประเทศ แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน เป็นเพียงการซื้อเวลา จึงต้องคิดหาระบบเลือกตั้ง/สรรหาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่ยึดกรอบว่าต้องเป็นการเลือก/สรรหาช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น

บรรณานุกรม :
1. ชรินทร์ สันประเสริฐ. (2546). รัฐ: ในทรรศนะของปราชญ์และนักคิดทางการเมืองคนสำคัญ. วารสารรวมบทความวิชาการรัฐศาสตร์ 21 ปี มสธ.
2. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
3. Barrett, Wayne. (2016). Trump: The Greatest Show on Earth: The Deals, the Downfall, the Reinvention. New York: Regan Arts.
4. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
5. Exclusive: James Comey strikes back against 'morally unfit' Donald Trump in scathing interview. (2018, April 16). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/politics/2018/04/16/james-comey-interview-donald-trump-morally-unfit/515529002/
6. In Interview, Comey Calls Trump ‘Morally Unfit’ and a ‘Stain’ on All Around Him. (2018, April 15). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/04/15/us/politics/comey-interview-trump.html
7. Jacobson, John A.(1998). An Introduction to Political Science. CA: West/Wadsworth publication.
8. James Comey interview: Trump 'morally unfit' to be president as a man who treats women 'like pieces of meat,' says former FBI chief. (2018, April 16). Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-politics/james-comey-interview-donald-trump-abc-tv-fbi-a-higher-loyalty-slimeball-tweet-a8306296.html
9. James Comey says Donald Trump 'morally unfit' to be president. (2018, April 16). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2018/apr/16/james-comey--donald-trump-morally-unfit-president-abc-interview
10. Johnston, David Cay. (2016). The Making of Donald Trump. New York: Melville House Publishing.
11. 'Morally unfit': The moments that mattered in James Comey's explosive interview. (2018, April 15). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Site/transcript-james-comeys-interview-abc-news-chief-anchor/story?id=54488723
12. Rafferty, Kirsten., & Mansbach, Richard. (2012). Introduction to Global Politics (2nd ed.). New York: Routledge.
-----------------------------

อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง

การยอมรับรัฐอิสราเอล ซาอุฯ ไม่มีปัญหาคนยิวทั้งยังมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่างจากปากของมกุฎราชกุมารซัลมาน จะนำสู่การพันธมิตรของ “อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง” อย่างเปิดเผย
 
            มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ผู้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “บัดนี้พระองค์เป็นมากกว่ามกุฎราชกุมารแล้ว” สร้างความตื่นตะลึงเมื่อเอ่ยว่าอิสราเอลกับปาเลสไตน์มี สิทธิเหนือดินแดนมาตุภูมิของตน คนยิวมีสิทธิ์แห่งการเป็นรัฐชาติ (nation-state) ที่อยู่ร่วมกับชนชาติอื่นโดยสันติ ทั้งยังเสนอข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำสู่ความสัมพันธ์ตามปกติ ซาอุฯ ไม่มีปัญหาคนยิวทั้งยัง มีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง
คำพูดสั้นๆ ดังกล่าวมีผลเปลี่ยนประวัติศาสตร์จากรัฐอิสราเอลสมัยใหม่ที่เป็นคู่อาฆาตบัดนี้กลายเป็นมิตร และไม่ใช่มิตรธรรมดาแต่เป็นพันธมิตรเพื่อจัดการศัตรูร่วม ดังที่มกุฎราชกุมารซัลมานพูดว่าปัจจุบันซาอุฯ มีศัตรูที่เรียกว่า ความชั่วร้าย 3 เส้า” (triangle of evil) ประกอบด้วย อุดมการณ์ชีอะห์ (Shiite ideology) กลุ่มภารดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) และผู้ก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ ISIS คำประกาศตอกย้ำว่าอิสราเอลไม่ใช่ศัตรูรัฐบาลซาอุฯ แต่เป็นอิหร่านที่ทั้งรัฐบาลเนธันยาฮูกับซาอุฯ ต่างเปรียบเทียบตรงกันว่าระบอบอิหร่านคือนาซี
หลายปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์บางคนคนเชื่อว่ารัฐบาลอิสราเอลกับอาหรับมีความร่วมมือในทางลับหลายครั้ง นับจากนี้เป็นต้นไปสิ่งที่จะต่างจากเดิมคือการร่วมมืออย่างเปิดเผย สังคมโลกจะเห็นผู้นำยิวจับมือกับผู้นำมุสลิมอาหรับ
ชมคลิปสั้น 4 นาที
ความหวังรัฐปาเลสไตน์ยิ่งเลือนราง :
แม้มกุฎราชกุมารซัลมานจะยืนยันแผนที่ฉบับปี 1967 ยึดมั่นแนวนโยบายก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ควบคู่รัฐอิสราเอล แต่เป็นที่ทราบกันว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายอิสราเอลรุกคืบกินพื้นที่ตลอด ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวกพยายามต่อต้านแต่ไม่เป็นผล พูดให้ชัดคือล้มเหลว ดังนั้นในยามที่ 2 ประเทศจับมือเป็นพันธมิตรต้านอิหร่าน ย่อมน่าเชื่อว่ารัฐบาลซาอุฯ จะคลายแรงต่อต้าน เอื้อการรุกคืบสร้างที่อยู่อาศัยของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์
จะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งถ้าหากการเป็นพันธมิตรจะช่วยให้ปาเลสไตน์ได้สันติภาพถาวร เกิดรัฐปาเลสไตน์ แต่ต้องดูรายละเอียดว่ารัฐปาเลสไตน์ต้องเป็นรัฐอธิปไตยจริงๆ เช่น ไม่อยู่ใต้อำนาจการดูแลด้านความมั่นคงจากอิสราเอล อิสราเอลคืนดินแดนที่ยึดครองโดยผิดกฎหมาย (กลับสู่แผนที่ 1967) นครเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์
แต่จะเป็นเช่นนั้นได้หรือในเมื่ออิสราเอลมีประชากรเพิ่ม ที่ผ่านมามีแต่ต้องการดินแดนเพิ่ม รัฐบาลอิสราเอลจะขับไล่พลเรือนของตนที่ไปตั้งรกรากในเขตเวสต์แบงก์หรือ จะยอมให้มีรัฐปาเลสไตน์หรือ จากท่าทีที่แสดงออกมาดูไม่เป็นผลดีต่อปาเลสไตน์เลย
            รวมความแล้ว การจับมือระหว่างยิวกับอาหรับน่าจะเป็นเหตุให้ความหวังของปาเลสไตน์ที่จะกลายเป็นรัฐ ได้คืนพื้นที่เลือนรางกว่าเดิม
            คำพูดว่าจะช่วยเหลือปาเลสไตน์เป็นคำลมๆ แล้งๆ ที่พูดมาหลายทศวรรษแล้ว และยังคงพูดต่อไป

ผลจากยึดแนวทางอิสลามสายกลาง :
            มกุฎราชกุมารซัลมานประกาศว่าซาอุฯ จะเปลี่ยนมาเป็นยึดแนวทางอิสลามสายกลาง (moderate) ซึ่งยังไม่ชัดว่าหมายความว่าอย่างไร จะหมายถึงตามหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah) ที่บางประเทศยึดถือใช่หรือไม่ อิสลามสายกลางตามอัลกุรอานหมายถึงอย่างไร
            ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมบ้างแล้วคือ ไม่บังคับให้ผู้หญิงต้องสวมเสื้อคลุมสีดำตัวหลวม ที่ใช้สวมทับชุดข้างในก่อนออกจากบ้าน (อาบายะห์ – แต่ยังต้องมีผ้าคลุมสีอื่นๆ) ผู้หญิงขับรถได้ มีโรงภาพยนตร์ที่ทั้งชายและหญิงสามารถเข้าชม เปิดโอกาสให้ชายหญิงได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน
            ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจตีความว่า อิสลามสายกลางที่มกุฎราชกุมารซัลมานเอ่ยถึงคือการละทิ้งความเป็นศัตรูกับอิสราเอล หันมาเป็นพันธมิตร นับจากนี้ชนชาติอาหรับกับยิวทุกคน (รวมทั้งพวกไซออนิสต์) จะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ในอนาคตอาจเห็นกองทัพยิวรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมุสลิมอาหรับ

คือศาสนาหรือเพื่อผลประโยชน์แห่งอำนาจ :
นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลซาอุฯ กับระบอบโคไมนี (Khomeini) แห่งอิหร่านไม่ใช่ความแตกต่างเรื่องนิกายศาสนาหรือเชื้อชาติ แต่เป็นการอ้างระบอบการปกครองที่ชอบธรรมโดยอิงศาสนา แนวทางของอิหร่านกลายเป็นการกล่าวโทษระบอบกษัตริย์ของซาอุฯ กับบรรดาประเทศที่ใช้ระบอบเดียวกับซาอุฯ รัฐบาลซาอุฯ จึงตอบโต้ด้วยการยกตัวเองเป็นผู้พิทักษ์อิสลาม ผู้นำโลกมุสลิม พร้อมกับหาทางบั่นทอนทำลายระบอบอิหร่าน
ความที่ศาสนาอิสลามครอบคลุมทุกด้านทุกมิติรวมทั้งระบอบการปกครอง ทุกครั้งเมื่อเอ่ยถึงการเมืองการปกครอง ผู้นำประเทศกับนักการศาสนาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงหลักคำสอน บัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อตีความแตกต่างกัน ยิ่งแตกต่างมากเพียงไรยิ่งเห็นความแตกต่างมากขึ้นเท่านั้น ทุกนิกายทุกสำนักคิดพยายามอธิบายชี้แจงว่าของตนนั้นถูกต้องที่สุดเหมาะสมที่สุด
จากนั้นความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้งเมื่อศาสนิกฝ่ายหนึ่งโจมตีอีกฝ่าย หรือผู้ปกครองฝ่ายหนึ่งโจมตีอีกฝ่าย ตั้งคำถามว่าใครละเมิดบทบัญญัติศาสนา ใครจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก
ปัญหานี้แก้ได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างนับถือปฏิบัติตามความศรัทธาของตน ไม่พยายามโจมตีให้ร้ายอีกฝ่าย ความแตกต่างทางนิกายสำนักคิดไม่ต่างจากความแตกต่างทางศาสนา ประเด็นคือจะตีความให้อยู่ร่วมกันได้ หรือจะตีความว่าจะต้องทำลายล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซาก

ด้วยความหวังว่าผู้นำประเทศ ชนชั้นปกครองจะไม่นำเหตุความแตกต่างทางนิกายศาสนาเป็นเครื่องมือขยายอำนาจหรือเพื่อความอยู่รอดของตนเอง เหตุผลข้อหลังนี้เป็นเรื่องของตัวผู้ปกครองโดยตรงไม่เกี่ยวกับนิกายศาสนาที่แตกต่าง ซึ่งต้องแก้ไขด้วยแนวทางอื่น
 ดังนั้น ก่อนจะแก้ไขจะต้องเข้าใจให้ชัดว่าแท้จริงแล้วปัญหาคือความแตกต่างทางศาสนาหรือเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง

อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง :
            ในขณะที่ผู้นำซาอุฯ เอ่ยถึงศัตรูปัจจุบันที่เรียกว่าความชั่วร้าย 3 เส้า สิ่งที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นคือ พันธมิตร 3 เส้าระหว่างรัฐบาลซาอุฯ (กับพวก) อิสราเอลและสหรัฐ อาจเรียกว่า อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง
            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามรักษาอำนาจอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทำนองเดียวกับซาอุฯ ที่พยายามจัดระเบียบตะวันออกกลาง ส่วนอิสราเอลพยายามขยายดินแดนและอิทธิพล หากรวม 3 อำนาจดังกล่าว นั่นหมายความว่า “อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง” กำลังร่วมมือกันจัดระเบียบ (เป็นไปได้ว่ามีความร่วมมือในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ประกาศชัดต่อสาธารณะ) ภายใต้แนวคิดนี้ความเป็นไปของภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันและอนาคตจะขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของ “อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง” นี้

            อาหรับสปริงซีเรียคือตัวอย่างความร่วมมือของอำนาจ 3 เส้า การประท้วงในซีเรียเริ่มต้นไม่ต่างจากการประท้วงในประเทศอื่นๆ ที่แตกต่างคือรัฐบาลอาหรับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ หลายประเทศกดดันซีเรียตามแนวทางของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งมีซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำ
ในเวลาไล่เลี่ยกันประธานาธิบดีบารัก โอบามา เรียกร้องให้อัสซาดก้าวลงจากอำนาจเช่นกัน
บทบาทที่อิสราเอลแสดงให้เห็นคือการโจมตีกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ กองทัพอัสซาด และกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ในระยะหลังเพิ่มการโจมตีระบบต่อต้านอากาศยาน สนามบินของซีเรียด้วย
            ไม่ว่าจะสมรู้ร่วมคิดหรือไม่จะเห็นการส่งเสริมเกื้อหนุนของอำนาจ 3 เส้านี้ไม่น้อย

            ซีเรียเป็นกรณีหนึ่งเท่านั้น มีอีกหลายประเทศที่เห็นลักษณะประการหนึ่งของตะวันออกกลางที่ชัดเจนมากนั่นคือ การล้มรัฐบาลประเทศอื่นด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น อียิปต์ ลิเบีย ไม่ว่าจะถูกกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ การที่รัฐบาลหนึ่งประกาศจะล้มล้างรัฐบาลของอีกประเทศเป็นเรื่องที่ทำกัน (แม้โลกจะอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้ว เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ยุคดิจิทัล) เมื่อมีหลายตัวอย่างให้เห็นจึงเชื่อว่าจะเกิดเรื่องราวทำนองนี้กับประเทศอื่นๆ อีก เพียงแต่ต้องอาศัยจังหวะเวลา บริบทที่เหมาะสม
            นี่คือส่วนหนึ่งของความเป็นไปในภูมิภาคตะวันออกกลางจากผลงานของ อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง
            น่าติดตามว่าที่สุดแล้วภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลายเป็นดินแดนของ “อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง” หรือไม่ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ประเทศแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร
15 เมษายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7827 วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ.2561)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
บัดนี้ ISIS ไม่เป็นภัยอีกแล้ว การที่อิสราเอลหรือฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีกองทัพอัสซาดไม่มีผลต่อการรบทางภาคพื้นดินมากนัก การโจมตีน่าจะมุ่งหวังครองน่านฟ้าและมองเป้าหมายที่ไกลกว่าซีเรีย

บรรณานุกรม :
1. A sectarian cloak for Middle East wars. (2014, February 14). Asia Times. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/Middle_East/MID-01-210214.html
2. Israel ready to work with Saudis against Iran, army chief says. (2017, November 17). France 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20171116-israel-cooperate-saudi-arabia-against-iran-intelligence-army-chief-eisenkot
3. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
4. Mohammed bin Salman, reformist prince who has shaken Saudi Arabia. (2018, April 6). New Strait Times. Retrieved from https://www.nst.com.my/world/2018/04/353668/mohammed-bin-salman-reformist-prince-who-has-shaken-saudi-arabia
5. Saudi Crown Prince recognizes Israel's right to exist. (2018, April 3).
FRANCE 24.
Retrieved from http://www.france24.com/en/20180403-saudi-arabia-israel-crown-prince-right-homeland-exist
6. Saudi Crown Prince: Iran's Supreme Leader 'Makes Hitler Look Good'. (2018, April 2). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/04/mohammed-bin-salman-iran-israel/557036/
7. Saudi Prince’s White House Visit Reinforces Trump’s Commitment to Heir Apparent. (2018, March 20). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/20/us/politics/saudi-crown-prince-arrives-at-white-house-to-meet-with-trump.html
-----------------------------

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ผู้นำซาอุฯ ยอมรับรัฐอิสราเอล

เป็นเรื่องตลกถ้าพูดว่ามุสลิมอาหรับเป็นมิตรกับยิว เพราะที่ได้ยินได้ฟังคือเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้ แต่บัดนี้ผู้นำซาอุฯ กำลังเปลี่ยนความบาดหมางเป็นความร่วมมือเพื่อจัดการศัตรูอีกฝ่าย

            มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดิอาระเบียเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสนับสนุนมกุฎราชกุมารหลังประสบความสำเร็จกระชับอำนาจในประเทศ ทรัมป์กล่าวว่า “บัดนี้พระองค์เป็นมากกว่ามกุฎราชกุมารแล้ว” ชี้ความสัมพันธ์กับสหรัฐว่า “น่าจะแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
มกุฎกษัตริย์ซัลมานกล่าวขณะเยือนว่าอิสราเอลมี “สิทธิ” เหนือดินแดนมาตุภูมิของตน คนยิวมีสิทธิ์แห่งการเป็นรัฐชาติ (nation-state) ที่อยู่ร่วมกับชนชาติอื่นโดยสันติ ทั้งยังเสนอข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำสู่ความสัมพันธ์ตามปกติ ซาอุฯ “ไม่มีปัญหาคนยิว” ทั้งยัง “มีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง” อธิบายรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมอาหรับกับยิวว่า “ประเทศของเราไม่มีปัญหากับคนยิว ศาสดามุฮัมมัด (Muhammad) ของเราแต่งงานกับหญิงยิว ไม่ใช่เพียงเป็นเพื่อนแต่แต่งงานกัน เพื่อนบ้านของศาสดาก็เป็นพวกยิว ซาอุฯ ในปัจจุบันมีชาวยิวไม่น้อยทั้งจากอเมริกา ยุโรป”
ได้เวลาปรับแก้ตำราเรียนแล้ว :
            ตำราเรียนกระแสหลักจะสอนว่ารัฐบาลซาอุฯ เป็นศัตรูกับอิสราเอลมานานตั้งแต่ก่อตั้งรัฐอิสราเอลหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพฤษภาคม 1948 ชาวอาหรับเห็นว่าปาเลสไตน์เป็นพื้นที่ๆ บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยมานานแล้วดังเช่นพื้นที่อื่นๆ ของชาวอาหรับ ส่วนพวกอิสราเอลหรือยิวที่กระจัดกระจายบางกลุ่มเห็นว่าดินแดนนี้เป็นที่ตั้งของชนชาติอิสราเอลในอดีตกาลและฝันจะตั้งประเทศบนพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้ง
การก่อตั้งรัฐอิสราเอลสมัยใหม่กลายเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับอย่างรุนแรง บรรดารัฐอาหรับต่างไม่ยอมรับรัฐอิสราเอล แสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยรุนแรงชนิดอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เกิดสงครามถึง 5 ครั้ง จนกระทั่งปี 1993 ทุกฝ่ายจึงเริ่มหันหน้าเจรจาเพื่อสันติ แม้ความขัดแย้งทุเลาลงบ้างแต่แสดงอาการเป็นระยะๆ หนักบ้างเบาบ้าง
การมีอยู่ของรัฐอิสราเอลกลายเป็นความขมขื่นของโลกมุสลิม คนมุสลิมจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ส่งต่อความรู้สึกเกลียดชังอิสราเอล ดังนั้นหากรัฐบาลอาหรับร่วมมือกับอิสราเอลจริง ตำราเรียนต้องปรับแก้ใหม่มากมาย เรื่องราวในอดีตคือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ส่วนเรื่องราววันนี้คือหน้าประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากเดิม ที่บัดนี้ดูเหมือนว่ามกุฎราชกุมารซัลมานกำลังลบล้างและ/หรือเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ รัฐอิสราเอลกับอาหรับกำลังจะเป็นมิตร ละทิ้งความเป็นศัตรูคู่อาฆาต
ชมคลิปสั้น 4 นาที
            ลึกกว่าการเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับตะวันออกกลางมักดึงศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายซุนนีกับชีอะห์ นักการศาสนามุสลิมหลายสำนักพร่ำสอนว่ามุสลิมกับยิวเป็นปรปักษ์ต่อกัน จึงเกิดคำถามใหญ่ว่าจะอธิบายในเชิงศาสนาอย่างไร มุสลิมจับมือกับยิวแล้วใช่หรือไม่ 2 ศาสนิกจะอยู่ร่วมกันโดยสันติแล้วใช่หรือไม่ ไม่ว่ายิวผู้นั้นจะเป็นพวกไซออนิสต์หรือไม่ก็ตาม
            ในอีกแง่หนึ่ง ผู้นำซาอุฯ กำลังเปลี่ยนแนวทางคำสอนของมุสลิมใช่หรือไม่
ควรบันทึกไว้ว่ามุสลิมบางนิกาย บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผู้นำซาอุฯ ในเรื่องนี้

ศัตรูซาอุฯ ในปัจจุบัน :
            เรื่องที่สำคัญพอๆ กับการเป็นมิตรกับอิสราเอล คือเรื่องที่มกุฎราชกุมารซัลมานพูดว่าปัจจุบันซาอุฯ มีศัตรูที่เรียกว่า “ความชั่วร้าย 3 เส้า” (triangle of evil) ประกอบด้วยอุดมการณ์ชีอะห์ (Shiite ideology) เป็นอุดมการณ์สุดโต่ง พวกชีอะห์เชื่อว่าถ้าพยายามเผยแพร่อุดมการณ์จะกระตุ้นให้ hidden Imam (Muhammad al-Mahdi) ปรากฏตัวและปกครองโลก
ศัตรูตัวที่ 2 คือ กลุ่มภารดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) เป็นอีกกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง กลุ่มนี้อาศัยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อเข้าถึงอำนาจ หวังสร้างระบอบคอลีฟะฮ์แฝง (shadow caliphates) ในรัฐบาลประชาธิปไตย จากนั้นจะขยายอาณาจักรของตนจนเต็มโลก
ศัตรูตัวที่ 3 คือ พวกผู้ก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์กับ ISIS
            มกุฎราชกุมารซัลมานอธิบายเพิ่มเติมว่าศัตรูทั้ง 3 มีเป้าหมายตรงกันข้อหนึ่งคือสร้างระบอบคอลีฟะฮ์ในรูปแบบต่างๆ ศาสดามุฮัมมัด (Muhammad) ไม่ได้สอนให้ตั้งคอลีฟะฮ์ เพียงให้เผยแพร่คำสอนเท่านั้นซึ่งปัจจุบันสำเร็จแล้ว เพราะคนในโลกปัจจุบันมีเสรีในการนับถือศาสนา สามารถซื้อหาตำราศาสนามาอ่าน

            แนวคิด “ความชั่วร้าย 3 เส้า” ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” เมื่อกลางปีที่แล้ว ต่อหน้าผู้นำมุสลิม 55 ประเทศ กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (Salman Bin Abdul Aziz) ตรัสว่า การประชุมแสดงให้เห็นชัดว่าชาติอาหรับกับอิสลามผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด 55 ประเทศ อันประกอบด้วยประชากรกว่า 1,500 ล้าคน ร่วมเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อสู้พลังลัทธิสุดโต่ง (extremism) กับลัทธิก่อการร้าย (terrorism) เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพโลกการประชุมช่วยกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยความรับผิดชอบต่ออัลเลาะห์ (Allah) ต่อประชาชนของเราและต่อโลก เราจะยืนเคียงข้างต่อสู้พลังความชั่ว (forces of evil) กับลัทธิสุดโต่ง
ทุกวันนี้เราเห็นบางคนที่คิดว่าตัวเขาเป็นมุสลิมพยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ศาสนา พยายามเชื่อมโยงศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้เข้ากับความรุนแรงซึ่งขัดแย้งกับหลักศาสนา
            จะเห็นว่ามีการเอ่ยถึงลัทธิสุดโต่ง มุสลิมที่บิดเบือนศาสนาและผู้ก่อการร้าย
รัฐบาลซาอุฯ อียิปต์ จอร์แดน บาห์เรน โอมาน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์และเยเมนจะร่วมกันต่อต้านพวกสุดโต่งเหล่านี้

ผู้นำอิหร่านคือฮิตเลอร์ :
            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าในบรรดาศัตรูทั้ง 3 อิหร่านคือภัยร้ายแรงที่สุด มกุฎราชกุมารซัลมานกล่าวโจมตีผู้นำอิหร่านอย่างรุนแรง “ผมเชื่อว่าผู้นำสูงสุดอิหร่านทำให้ฮิตเลอร์ดูดี ฮิตเลอร์ไม่ได้ทำอย่างที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านกำลังทำ ฮิตเลอร์พยายามครอบครองยุโรป แต่ผู้นำสูงสุดพยายามครอบครองโลก เป็นฮิตเลอร์ของตะวันออกกลาง ... ตนไม่อยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปมาเกิดในตะวันออกกลาง”
            การเปรียบเทียบกับฮิตเลอร์อาจเป็นของใหม่จากซาอุฯ แต่ไม่ใช่ของใหม่สำหรับอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวเมื่อปี 2015 เปรียบเทียบอิหร่านเหมือนพวกนาซี (Nazis) เพื่อโยงว่าอิหร่านคิดทำลายล้างยิวเหมือนที่นาซีทำกับชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อิหร่าน “ประกาศเป้าหมายว่าจะทำลายล้างรัฐยิว”
            ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ ผู้นำซาอุฯ กับผู้นำอิสราเอลพูดตรงกันว่าอิหร่านคือนาซี ผู้นำอิหร่านคือฮิตเลอร์ การเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่เพียงบ่งบอกความเป็นศัตรู ยังเป็นการระบุว่าระบอบอิหร่านคือเป้าหมายที่ต้องทำลาย เป็นศัตรูร่วมของซาอุฯ กับอิสราเอล
            ชวนให้คิดถึงกระแสข่าวการร่วมมือ การเป็นพันธมิตรเพื่อจัดการอิหร่าน เหมือนจัดการนาซีในอดีต

อาหรับจับมือยิวต้านอิหร่าน :
            ไม่ว่ามุสลิมอาหรับจะจับมือกับยิวจริงแท้เพียงไร หนึ่งในความร่วมมือที่เป็นไปได้ (และอาจเป็นไปแล้ว) คือการร่วมมือเพื่อ “จัดการ” อิหร่าน
            กลางเดือนพฤศจิกายน 2017 พลโท Gadi Eisenkot แห่งกองทัพอิสราเอลกล่าวว่าพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศอาหรับสายกลาง แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อต้านอิหร่าน พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรนานาชาติในภูมิภาค และยุทธศาสตร์ที่จะหยุดภัยคุกคามอิหร่าน
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าหลายปีที่ผ่าน รัฐบาลอิสราเอลกับรัฐบาลอาหรับมีความร่วมมือในทางลับหลายครั้ง ผู้นำอาหรับลดท่าทีแข็งกร้าวต่ออิสราเอล การที่ผู้นำกองทัพอิสราเอลออกมาพูดเช่นนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้น เพราะเป็นการพูดต่อสาธารณะว่าอิสราเอลพร้อมร่วมมือกับซาอุฯ เพื่อต้านอิหร่าน
            สอดคล้องกับท่าทีของนายกฯ เนธันยาฮูที่เสนอแนวคิดผูกมิตรกับรัฐอาหรับ โดยใช้ประเด็นอิหร่านเป็นตัวยึดโยง ดังนั้นที่แน่ชัดคือการแสดงท่าทีเป็นมิตรในช่วงนี้จะมีคำว่า “อิหร่าน” เข้ามาเกี่ยวข้อง พูดให้ชัดคืออิสราเอลกับรัฐอาหรับจะร่วมมือกัน “จัดการอิหร่าน”

ถ้ายึดมุมมองจากวาทกรรมจันทร์เสี้ยวชีอะห์ (Shiite Crescent/ Shia Crescent) ซีเรียกับอิรักถูกจัดการแล้ว เป้าหมายต่อไปคืออิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มต้นรัฐบาลก็ประกาศความเป็นปรปักษ์ต่ออิหร่านอย่างรุนแรง
            หากสามารถทำลายอิหร่าน (การทำลายไม่ได้หมายความว่าต้องยึดประเทศ เพียงแค่ทำให้อ่อนแอหรือเปลี่ยนระบอบก็นับว่าได้จัดการแล้ว) ถือว่าจบสิ้นจันทร์เสี้ยวชีอะห์
            หากมองย้อนหลังหลายสิบปีจนถึงเมื่อปีก่อนจะเป็นเรื่องตลกถ้าใครพูดว่ามุสลิมอาหรับเป็นมิตรกับยิว เพราะที่ได้ยินได้ฟังคือเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้ ยิ่งหากผูกเรื่องนี้กับศาสนาจะยิ่งเห็นความไม่ลงรอย ความบาดหมางที่ย้อนหลังนับพันๆ ปี แต่บัดนี้ ผู้นำซาอุฯ กำลังเปลี่ยนความบาดหมางให้เป็นความร่วมมือเพื่อจัดการศัตรูอีกฝ่าย เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นถกเถียงได้อีกมาก โฉมประวัติศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นภูมิภาคที่มีพลวัต
8 เมษายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7820 วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ.2561)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน

บรรณานุกรม :
1. Fraser, T. G. (2004). The Arab-Israeli Conflict (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
2. ‘Iran at forefront of global terrorism,’ says King Salman. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/05/21/-Iran-at-forefront-of-global-terrorism-says-King-Salman.html
3. Israel ready to work with Saudis against Iran, army chief says. (2017, November 17). France 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20171116-israel-cooperate-saudi-arabia-against-iran-intelligence-army-chief-eisenkot
4. Israel Has Right to Land, Iran's Khamenei Makes Hitler Look Good – Saudi Prince. (2018, April 3). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/middleeast/201804031063156343-israel-iran-saudi-prince-interview/
5. Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu compares Iran to the Nazis. (2015, April 16). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/israeli-prime-minister-benjamin-netanyahu-compares-iran-to-the-nazis-10183349.html
6. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
7. Saudi Crown Prince recognizes Israel's right to exist. (2018, April 3).
FRANCE 24.
Retrieved from http://www.france24.com/en/20180403-saudi-arabia-israel-crown-prince-right-homeland-exist
8. Saudi Crown Prince: Iran's Supreme Leader 'Makes Hitler Look Good'. (2018, April 2). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/04/mohammed-bin-salman-iran-israel/557036/
9. Saudi Prince’s White House Visit Reinforces Trump’s Commitment to Heir Apparent. (2018, March 20). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/20/us/politics/saudi-crown-prince-arrives-at-white-house-to-meet-with-trump.html
10. Ulrichsen, Kristian Coates. (2015). Insecure Gulf: The End of Certainty and the Transition to the Post-oil Era. New York: Oxford University Press.
-----------------------------

เกาหลีเหนือพลิกยุทธศาสตร์ ขอปลอดนิวเคลียร์

การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจนำสู่สันติภาพหรืออาจเป็นชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากโครงการนิวเคลียร์
            ต้นเดือนมีนาคมประธานาธิบดีทรัมป์ตกลงพบปะผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นข่าวที่สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เพราะนับจากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีความสัมพันธ์ทวิภาคีเลวร้ายลง เกาหลีเหนือยั่วยุหลายต่อหลายครั้งด้วยการยิงทดสอบขีปนาวุธถี่ยิบ รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ด้วยการเตือนว่าพร้อมทำสงคราม
            ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นสะเทือนถึงจีนอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลทรัมป์โทษจีนว่าไม่ห้ามปรามเกาหลีเหนือ เคยขู่ว่าจะคว่ำบาตรสินค้าจีนด้วยเหตุผลนี้ การพัฒนาอาวุธเกาหลีเหนือนำสู่การติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ในเกาหลีใต้ เพิ่มระบบป้องกันขีปนาวุธในญี่ปุ่น ซึ่งจีนเห็นว่าสหรัฐกำลังปิดล้อมตนมากกว่า
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) ผู้นำเกาหลีเหนือเยือนจีน The Rodong Sinmun สื่อเกาหลีเหนือชี้ว่าสัมพันธ์จีนกับเกาหลีเหนือแน่นแฟ้น เช่นเดียวกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเอ่ยถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีอันยาวนานตั้งแต่ปฏิวัติสังคมนิยม ส่งเสริมความร่วมมือทุกระดับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงประชาชนทั่วไป หารือสถานการณ์รอบด้าน ประธานาธิบดีสีย้ำคาบสมุทรเกาหลีจะต้องปลอดนิวเคลียร์ แก้ปัญหาด้วยการเจรจาหารือ
ด้านผู้นำคิมชี้ว่าสถานการณ์คาบสมุทรผ่อนคลายลงแล้ว ทั้งนี้เพราะเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายลดระดับตึงเครียดก่อน ร้องขอเปิดเจรจาสันติภาพ “ยึดนโยบายให้คาบสมุทรปลอดอาวุธนิวเคลียร์” อันเป็นแนวทางที่ยึดถือมานานแล้ว หวังเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อสันติภาพและความมั่นคงของคาบสมุทรเกาหลี
            จีนหวังว่าการเมืองในเกาหลีเหนือจะมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจพัฒนา ประชาชนเป็นสุข
ชมคลิปสั้น 3 นาที
การเยือนจีนน่าจะต้องการยืนยันความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของรัฐบาล 2 ประเทศ คลายภาพความไม่ลงรอยกัน เกาหลีเหนือยังคงพึ่งพาจีนช่วยดูแลสวัสดิภาพคนเกาหลีเหนือและรัฐบาลให้มั่นคงปลอดภัย รวมทั้งเปิดเจรจากับฝ่ายสหรัฐเรื่องเกาหลีเหนือพร้อมละโครงการอาวุธนิวเคลียร์

การเดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์ต่อไปคือหายนะ :
            ทุกครั้งที่มีเหตุยั่วยุ ปะทะคารม จะมีผู้เรียกร้องให้เปิดการเจรจา ทั้งแบบ 2 ฝ่ายหรือหลายฝ่าย การหารือคงมีเรื่อยมาแต่เป็นการลับ ส่วนการเจรจาอย่างเป็นทางการมักติดปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างวางข้อเรียกร้องที่อีกฝ่ายรับไม่ได้
            ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมักใช้ข้อตกลงเพื่อแลกความช่วยเหลือ แต่รักษาสัญญาได้ไม่นานก็ล้มเลิกข้อตกลง หันไปพัฒนาขีปนาวุธกับนิวเคลียร์อีกครั้ง รัฐบาลโอบามาจึงวางกรอบว่าจะยอมเจรจาบนเงื่อนไขว่าเกาหลีเหนือต้องล้มเลิกโครงการทั้งหมด
การพูดพร้อมกันของประธานาธิบดีสีกับผู้นำคิมจึงเป็นการแสดงออกว่าจริงจังกับการเจรจา

            ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือชี้ว่าอาวุธเหล่านี้มีเพื่อป้องกันประเทศ รัฐบาลสหรัฐแสดงความเป็นปรปักษ์เรื่อยมา หากจะเลิกล้มโครงการ ละทิ้งอาวุธเหล่านั้น ฝ่ายสหรัฐจะต้องเลิกนโยบายคุกคามตนด้วย หนึ่งในมาตรการคือคาบสมุทรเกาหลีจะต้องปลอดอาวุธนิวเคลียร์
            ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ เวลาที่เคลื่อนผ่านไป ขีดความสามารถทั้งด้านนิวเคลียร์กับขีปนาวุธเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ที่หนักกว่านั้นคือการเผชิญหน้าระหว่างเกาหลีเหนือกับฝ่ายสหรัฐที่รุนแรงมากขึ้น คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์พร้อมจะโจมตีแผ่นดินแม่สหรัฐไม่วันใดก็วันหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์เตือนว่าอาจเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน และหากเกาหลีเหนือใช้นิวเคลียร์จะถูกตอบโต้รุนแรงชนิดที่จะไม่เหลือระบอบเกาหลีเหนืออีกต่อไป ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Song Young-moo รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้พูดย้ำเรื่องนี้
            เป็นเวลานานแล้วที่เกาหลีเหนือใช้สิ่งนี้ยั่วยุข่มขู่ เป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง แต่ยุทธศาสตร์นี้เหมือนถึงทางตันแล้ว ถ้าเดินหน้าอีกโอกาสเกิดสงครามจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าชนชั้นปกครองเกาหลีเหนือต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป จึงได้เวลาที่จะปรับยุทธศาสตร์

เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐ :
            ประเด็นที่ลึกซึ้งกว่าคือ แท้จริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐไม่ได้มุ่งเป้าเกาหลีเหนือเท่านั้น ปรปักษ์ที่สำคัญกว่าคือจีน นโยบายต่อต้านเกาหลีเหนือแท้จริงแล้วแฝงด้วยยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าภายใต้ยุทธศาสตร์ความเป็นเจ้า ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลสหรัฐคงนโยบายปิดล้อมจีน คงความเป็นเจ้า ย่อมต้องหาเรื่องเกาหลีเหนือต่อไป เพื่อมีเหตุผลเพิ่มงบประมาณกลาโหม สร้างกองทัพให้ใหญ่โตจนไม่มีประเทศใดทัดเทียมได้ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            ยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของโอบามาชี้ชัดว่าให้ความสำคัญกับการสร้างสมอาวุธในเอเชียแปซิฟิก

ยุทธศาสตร์ของจีน :
            ไม่ว่าใครจะมองประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยแง่ลบแง่บวก รัฐบาลทรัมป์ตัดทอนงบประมาณทางสังคม เพิ่มงบประมาณกลาโหม มีแผนสร้างกองทัพใหม่ เพิ่มอาวุธใหม่ๆ สวนทางนโยบายโอบามาที่พยายามลดทอนงบกลาโหม สร้างอาวุธใหม่แต่น้อยเพื่อทดแทนของเก่าที่ต้องปลดประจำการ
            นโยบายเพิ่มพลังอำนาจรบกระทบต่อจีนโดยตรง (รวมทั้งประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะรัสเซีย ย่านเอเชียแปซิฟิก) กดดันให้จีนต้องเพิ่มงบกลาโหมด้วย แน่นอนว่าจีนกำลังพัฒนากองทัพอยู่แล้ว มีโครงการพัฒนาและซื้ออาวุธทันสมัยเข้าประจำการ แต่เมื่อสหรัฐเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้นย่อมกดดันให้จีนต้องทำตาม กลายเป็นว่าอาจต้องเบียดบังงบประมาณพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ
            เป็นไปได้ว่ารัฐบาลจีนหวังลดทอนแรงกดดันจากสหรัฐ เป็นเงื่อนไขให้เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นต้องรื้อถอนระบบ THAAD และระบบอาวุธทันสมัย ขาดเหตุผลที่จะเพิ่มงบกลาโหม หากเกาหลีเหนือยอมที่จะละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ของตน
            ลองคิดดูแบบพ่อค้า หากจีนสามารถลดงบประมาณกลาโหม หรือไม่ต้องเพิ่มมากเกินจำเป็น แล้วนำงบประมาณส่วนนี้ไปช่วยเกาหลีเหนือ (เป็นข้อต่อรองให้เกาหลีเหนือยอมทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์) เช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของจีน รัฐบาลสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ขาดเหตุผลที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขาดเหตุผลที่จะเพิ่มอาวุธใหม่ เพิ่มกำลังรบในย่านนี้
            ไม่รวมเหตุผลอื่นๆ เช่น ไม่เกิดสงคราม ระบอบเกาหลีเหนืออยู่รอดต่อไป

ทำไมต้องกดดันให้นาโตเพิ่มงบประมาณกลาโหม :
            เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่รัฐบาลสหรัฐกดดันให้ชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ เพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงร้อยละ 2 ของจีดีพี
            รัฐบาลสหรัฐมักให้เหตุผลว่าเพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่ายสหรัฐ พูดให้แรงขึ้นในสมัยทรัมป์ว่าประเทศเหล่านั้นเอาเปรียบ
            เป็นเรื่องจริงที่ว่านับจากสิ้นสงครามเย็น ชาติสมาชิกนาโตต่างทยอยลดกำลังพล เพราะไม่เห็นความจำเป็นอีกต่อไป หรืออาจพูดอีกมุมว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเผชิญหน้ารัสเซีย มาเป็นการผูกมิตรกับรัสเซีย เมื่อเป็นมิตรกันแล้วสงครามจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
            มองจากประเทศในยุโรป ถ้าไม่เกิดสงคราม ประเทศย่อมมั่นคงปลอดภัย เปิดโอกาสให้กับการพัฒนา แทนการเข้าร่วมสงครามโลก 2 ครั้งที่ต้องเสียหายอย่างหนัก จนสูญเสียความเป็นมหาอำนาจของตน และหากเกิดสงครามโลกอีกครั้ง คราวนี้อาจหมายถึงสงครามนิวเคลียร์ หากรัฐบาลสหรัฐทำสงครามนิวเคลียร์กับรัสเซียและจีนนั่นเป็นเรื่องของพวกเขา ทำไมต้องดึงยุโรปเป็นจุดหมายของหัวรบนิวเคลียร์ด้วย

            อีกประเด็นที่สำคัญพอกันคือ เพื่อครองความเป็นเจ้า รัฐบาลสหรัฐต้องครองความเหนือกว่าด้านทหาร ในการนี้ต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า การพัฒนาและประจำการอาวุธทันสมัยกว่าจึงเป็นเรื่องสำคัญต้องทำต่อเนื่อง แต่เนื่องจากนับวันการพัฒนาและผลิตอาวุธต้องใช้เงินทุน ใช้งบประมาณสูงมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดต้นทุนคือขายอาวุธ จะเห็นว่าชาติสมาชิกนาโต พันธมิตร หุ้นส่วนความมั่นคงของสหรัฐซื้ออาวุธ MADE IN USA จำนวนมาก ยิ่งซื้อมากเท่าไหร่ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ส่งเสริมการพัฒนาอาวุธใหม่ๆ ในทางตรงข้ามหากขายได้น้อยต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาวุธและกระทบต่อความเป็นเจ้าด้านกองทัพของสหรัฐในที่สุด
            สรุปสั้นๆ คือ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐต้องคงกองทัพที่ดีที่สุด ใช้อาวุธทันสมัยที่สุด จึงต้องสร้างสถานการณ์ตึงเครียดเพื่อให้ประเทศตนและมิตรประเทศเพิ่มงบกลาโหมไปเรื่อยๆ หากจีนสามารถลดทอนความตึงเครียด ในระยะยาวจะช่วยสกัดขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐ
            เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมจีนจึงพยายามลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี สนับสนุนให้เกาหลีเหนือชูนโยบายปลอดอาวุธนิวเคลียร์ นอกเหนือจากประโยชน์อื่นๆ เช่น ไม่เกิดความวุ่นวายในเกาหลีเหนือ ทหารอเมริกันไม่มาจ่อชิดพรมแดน ทรัมป์ไม่สามารถอ้างเรื่องเกาหลีเหนือเป็นเหตุคว่ำบาตรจีน


วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ประเด็นนิวเคลียร์เกาหลีเหนือมีส่วนที่เป็นความลับมาก ที่สังคมโลกรับรู้คือส่วนที่ต้องการให้รับรู้ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลายประเทศที่ต่างมีจุดยืนและผลประโยชน์ของตัวเอง รัฐบาลเกาหลีใต้ใช่ว่าจะเดินตามสหรัฐทั้งหมด ทำนองเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ การจะอธิบายจึงมีการคาดเดาปะปนอยู่เสมอ การนำเสนอข้างต้นพยายามใช้ข้อมูลที่มีอยู่และความเข้าใจในอดีต ชี้ว่าเกมกระดานนี้กำลังเปลี่ยนเพราะฝ่ายจีนกับเกาหลีเหนือบรรลุแผนใหม่ จากนี้ไปคือรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น คำถามสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐจะยอมปล่อยให้จีนก้าวขึ้นมาบั่นทอนผลประโยชน์สหรัฐหรือ
1 เมษายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7813 วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ.2561)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือช่วงกรกฎาคมถึงก่อนกลางสิงหาคม สะท้อนเส้นต้องห้าม (red line) ของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เข้าใจเป้าหมาย นโยบายที่แท้จริงของประเทศเหล่านี้ และช่วยวิเคราะห์อนาคต

บรรณานุกรม :
1. Defense Minister says N. Korea's use of nuke would be 'suicidal'. (2018, January 29). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2018/01/29/0301000000AEN20180129004700315.html
2. Kim Jong Un Has Talks with Xi Jinping. (2018, March 28). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2018-03-28-0013
3. Xi Jinping, Kim Jong Un hold talks in Beijing. (2018, March 28). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-03/28/c_137070598.htm
-------------------------