ปัญหาประชาธิปไตยจากสส.และสื่อ

คุณภาพของสส.ท้อนความเป็นประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี พื้นที่สื่อคือสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น การเอาชนะทางเมืองต้องเอาชนะทางสื่อด้วย

            รายงาน “Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move” ของ “สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง” (International IDEA) เมื่อกันยายน 2025 ส่วนที่นำเสนอเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสื่อ มีสาระสำคัญดังนี้ ดังนี้

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร:

            สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย เพราะคือตัวแทนประชาชน มีหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ดูแลทุกข์สุขประชาชน ผู้ขับเคลื่อนกลไกการเมือง หากผู้แทนราษฎรไม่ทำหน้าที่ของตน ระบอบประชาธิปไตยจะไม่แสดงประโยชน์ของมันทันที

            เยอรมนี เดนมาร์ก และนอร์เวย์ คือ 3 ประเทศที่ผู้แทนราษฎรมีคุณภาพสูงสุด หลายประเทศคุณภาพลดลง บ่งชี้ว่าระบบเลือกตั้งมีปัญหา รัฐสภาไร้ประสิทธิภาพ ที่ถดถอยมากสุดคือประเทศในแอฟริกา

            รายงานของ International IDEA ให้ข้อสังเกตว่าบางประเทศที่คะแนนดีมาตลอดอาจลดฮวบทันทีจากเหตุการณ์หนึ่งหรือการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ระดับความเป็นประชาธิปไตยจึงขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน

            วิเคราะห์: หลายประเทศเผชิญสถานการณ์เลือกตั้งแล้วเลือกตั้งอีก แต่การเมืองไม่ดีขึ้น นับวันประชาชนยากไร้อ่อนแอ ถ้าอธิบายในมุมผู้แทนราษฎรจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

            1) จากตัวผู้แทนฯ

            1.1) หลายคนเป็นผู้แทนฯ ที่ขาดความรู้ความสามารถบริหารประเทศ แต่ชนะเลือกตั้งเพราะหาเสียงเก่ง สร้างความนิยมได้ดี 1.2) มุ่งผลประโยชน์ส่วนตนกับพวกพ้อง คนเหล่านี้ไม่ควรเรียกว่าผู้แทนราษฎร แต่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัวและพวกพ้อง 1.3) ให้ความสำคัญกับพรรคมากกว่าประชาชน โดยเฉพาะพรรคที่ผู้แทนฯ ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคอย่างเคร่งครัด กลายเป็นเพียง "ตรายาง" ที่คอยรับรองนโยบายเจ้าของพรรคเท่านั้น

            2) ปัญหาจากโครงสร้างและระบบการเมือง

            2.1) ระบบเลือกตั้งชนะด้วยการใช้อิทธิพลหรือซื้อสิทธิขายเสียง 2.2) ขาดกลไกตรวจสอบและถอดถอนที่มีประสิทธิภาพ เพราะถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองที่ต้องการครอบงำการเมืองทั้งระบบ 2.3) การเมืองแบบแบ่งขั้วรุนแรง สภาฯ กลายเป็นเวทีของเกมการเมือง มากกว่าการทำงานให้ประชาชน

            3) ปัญหาจากฝั่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

            3.1) การเลือกตั้งโดยไม่ศึกษาข้อมูลหรือไม่สนใจ หลายคนเลือกผู้แทนฯ ด้วยความคุ้นเคยส่วนตัว อิทธิพลในพื้นที่ นโยบายประชานิยม 3.2) ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ในบางสังคมประชาชนยังคงผูกติดอยู่กับ "ระบบอุปถัมภ์" โดยเลือกผู้แทนฯ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือส่วนตัว หรือเคยได้รับความช่วยเหลือ ไม่สนใจผลประโยชน์ส่วนรวม

            คำอธิบายข้างต้นชี้ว่าปัญหาผู้แทนฯ มาจากทั้งตัวผู้แทนฯ ระบบและประชาชน การแก้ไขจึงต้องแก้ไขทุกระดับพร้อมกัน

เสรีภาพสื่อกับการแสดงออก:

            สื่อกับการแสดงออกเป็นหัวข้อสำคัญ เพราะโลกดิจิทัลเชื่อมทุกคนเข้าหากัน ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนกับต่อต้าน มีข้อมูลจากหลายแหล่งหลายแง่มุม พื้นที่สื่อคือสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น การเอาชนะทางเมืองต้องเอาชนะทางสื่อด้วย ทุกฝ่ายจึงความสำคัญกับสื่อและแสดงถึงเสรีภาพการแสดงออก

            เสรีภาพสื่อไม่ใช่เฉพาะมีสื่อเท่านั้น สื่อต้องตั้งใจให้ข้อมูลตรงไปตรงมา ไม่ถูกปิดกั้นความจริง นักข่าวไม่ถูกคุกคาม ไม่ใช่สื่อที่เอื้อรัฐบาลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นสื่อที่มุ่งบิดเบือน

            เทียบปี 2024 กับ 2019 มีเพียง 20 ประเทศ (12%) ที่เสรีภาพในการแสดงออกดีขึ้น ประเทศชิลีได้คะแนนดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมาจากการร่างกฎหมายคุ้มครองสื่อมวลชน หากกฎหมายนี้ผ่านสภาน่าจะเอื้อการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ระบบยุติธรรมกับการเลือกตั้งโปร่งใส

            ที่ควรตระหนักและเข้าใจคือไม่เฉพาะฝ่ายอำนาจนิยมที่ควบคุมสื่อ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยควบคุมสื่ออย่างเข้มข้นเช่นกัน การควบคุมกระทำในทางลับ เป็นคำสั่งลับ การกดดันด้วยอำนาจต่างๆ ประชาชนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจ ไม่ตระหนักว่าสื่อกำลังถูกควบคุม

            ประเทศที่เสรีภาพสื่อแย่สุดคืออัฟกานิสถาน ที่น่าสนใจคือเกาหลีใต้แย่สุดอันดับ 4 จากเหตุทางการห้ามรายการทีวีที่ทำเรื่องสืบสวนสอบสวนการเมือง รัฐบาลกับฝ่ายการเมืองมักฟ้องร้องนักข่าว บุกค้นที่พัก เหล่านี้เป็นวิธีที่ฝ่ายการเมืองพยายามเล่นงานสื่อ กีดกันสังคมตรวจสอบนักการเมือง

            หลายประเทศควบคุมสื่อด้วยข้ออ้างปกป้องประชาชนทางไซเบอร์ แต่บางประเทศส่งเสริมเสรีภาพจากข้ออ้างนี้ เช่น รัฐบาลรักษาการบังกลาเทศยกเลิกพระราชบัญญัติความมั่นคงทางไซเบอร์เมื่อพฤศจิกายน 2024 กฎหมายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากดขี่เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ และผู้เห็นต่างทางการเมือง การยกเลิกพระราชบัญญัตินี้เปิดทางแก่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ดีกว่า

            บางครั้งแค่พูดข่มขู่ก็มีผลแล้ว กันยายน 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเขา ชี้ว่านำเสนอข่าวสารที่เขาพิจารณาว่า "ไม่เป็นธรรม" หรือ "เป็นเท็จ" เรื่องนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์ข่มขู่และแทรกแซงการทำงานของสื่อ ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐเคยคุกคามนักข่าวรายบุคคลด้วย

          วิเคราะห์: ข่าวมีทั้งส่วนรายงานข้อมูลกับความคิดเห็น การรายงานข้อมูลจำต้องถูกต้องไม่บิดเบือน นำเสนอรอบด้าน ส่วนความคิดเห็นสามารถแสดงออกหลากหลาย หลายเรื่องที่พรรคเดโมแครทตีความในแง่ลบแต่พรรครีพับลิกันตีความในแง่บวก (หรือกลับกัน) ข้อนี้เป็นเรื่องปกติของความเห็นอันหลากหลาย หากทรัมป์ไม่ยอมรับความเห็นเชิงลบ สังคมควรวิพาก์ว่าท่านไม่เป็นประชาธิปไตยในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งขันจะชี้ว่าทรัมป์ไม่ผิด ท่านทำถูกแล้ว

            ในฐานะประธานาธิบดี สื่อต่างๆ จะรายงานคำพูดของทรัมป์ แม้หลายครั้งไม่ตรงความจริง สื่อกับองค์กรอิสระมักชี้ว่าท่านพูดจริงพูดเท็จเรื่องใด

“ทรัมป์คือสื่อ” โดยใช้สื่อของตน:

            เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างสื่อโซเชียลมีเดียของตนที่ชื่อ “Truth Social” หลังจากบัญชีของเขาถูกระงับจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ เช่น Twitter และ Facebook มีข้อมูลว่ากลางปี 2025 บัญชีของโดนัลด์ ทรัมป์ (@realDonaldTrump) มีผู้ติดตาม 6.5 ล้านถึง 9.3 ล้านคน แท้จริงแล้ว “ท่านคือสื่อ” ผู้คนหลายล้านทั่วโลกติดตามท่านจากสารพัดสื่อที่รายงานข่าวของท่าน

            ประธานาธิบดีทรัมป์กลายเป็นบุคคลที่สามารถสร้างข่าวเท็จ (fake news) ในขณะที่กล่าวโทษสื่อหรือผู้อื่นว่าสร้างข่าวเท็จ ไม่น่าเชื่อถือ แต่เรื่องนี้อาจตีความว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ “ให้คาดเดาไม่ได้” (unpredictable) ป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ล่วงหน้า จะไม่พูดตรงความจริง

            ทุกวันนี้ทรัมป์ยังพูดจริงบ้างเท็จบ้าง คาดเดาไม่ได้ แม้ดูไม่น่าเชื่อถือ แต่หลายครั้งช่วยให้ได้สิ่งที่ต้องการ

            ถ้ามองแง่ลบ ผู้นำสหรัฐกำลังส่งเสริมสังคมที่หาความจริงไม่ได้ ประเทศที่หลอกลวงกันได้ แม้กระทั่งผู้นำประเทศโกหกพลเมืองตัวเอง คนอเมริกันกับบริษัทเอกชนจำนวนมากไม่รู้ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร เพราะนโยบายรัฐบาลสับสน เอาแน่เอานอนไม่ได้ หลายคนสงสัยว่านโยบายรัฐช่วยหรือทำลายกันแน่

            ทุกวันนี้ข่าวของผู้แทนราษฎร บุคคลผู้เป็นตัวแทนประชาชนมักถูกตราหน้าว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน ด้วยดัชนีชี้วัดนี้สามารบ่งบอกว่าเป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหน ที่น่าติดตามคือเสรีภาพสื่อกับการแสดงออกที่โดนปิดกั้นมากขึ้นทุกที ประชาชนกำลังสนใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รัฐกับผู้มีอำนาจคอยกำกับควบคุม ให้ประชาชนสนใจและเข้าใจตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และกำลังรุนแรงขึ้น

28 กันยายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10543 วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม :

1. In reversal, Trump says would work with NATO to defeat ISIL. (2016, August 17). The Japan News/Reuters. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003152964

2. International Institute for Democracy and Electoral Assistance. (2025, September). Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move. Retrieved from https://www.idea.int/sites/default/files/2025-09/global-state-of-democracy-2025-democracy-on-the-move_0.pdf

3. Trump brands media 'true enemy of the people' just days after pipe bomb scare at CNN offices. (2018, October 29). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/americas/trump-twitter-media-fake-news-enemy-people-pittsburgh-shooting-synagogue-anti-semitism-a8606621.html

4. Trump threatens to revoke licenses of TV networks that give him bad press. (2025, September 19). France24. Retrieved from https://www.france24.com/en/americas/20250919-trump-threatens-to-revoke-licenses-of-tv-networks-that-give-him-bad-press

5. Unilateral policies wrecking the global trade order. (2023, October 2). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2023/10/unilateral-policies-wrecking-the-global-trade-order/

-----------------

 

ประชาธิปไตยโลกเสื่อมถอยลงทุกที

ประชาธิปไตยของหลายประเทศคือระบอบกดขี่ที่สร้างขึ้นให้ประชาชนยอมรับการกดขี่ เพราะคิดว่ามาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย

            ความจริงคือทุกวันนี้ประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยจำนวนมากไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบ เป็นประชาธิปไตยคุณภาพต่ำ หรือกึ่งเผด็จการ บางคนเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม" (Authoritarian Democracy) สิ่งที่มากับประชาธิปไตยเป็นแค่เปลือกนอก เช่น มีการเลือกตั้ง มี ส.ส. มีสถาบันการเมือง แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ประโยชน์ส่วนใหญ่อันมาจากการปกครองอยู่กับกลุ่มคนส่วนน้อย อาจเป็นนักการเมือง นายทุนใหญ่ กล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยของหลายประเทศคือระบอบกดขี่ที่สร้างขึ้นให้ประชาชนยอมรับการกดขี่ เพราะคิดว่ามาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย

            อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าแม้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ ประชาชนได้ประโยชน์เช่นกัน เช่น มีอิสระเสรีภาพตามกฎหมาย ได้รับความคุ้มครอง ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐไม่มากก็น้อย

            เรื่องนี้สามารถตรวจสอบง่ายๆ ด้วยการดูว่านักการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตคอร์รัปชันมากแค่ไหน นโยบายรัฐช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนหรือกดให้ยากจนข้นแค้น ระบอบการปกครองค่อยๆ กัดเซาะบ่อนทำลายชีวิต หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วอาจลงเอยด้วยการเป็นรัฐล้มเหลวหรือกึ่งล้มเหลว ประชาชนคือเหยื่อของระบอบการปกครอง

            กันยายน 2025 “สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง” (International Institute for Democracy and Electoral Assistance หรือ International IDEA) ในสวีเดนเผยแพร่งานวิจัยสถานการณ์ประชาธิปไตย ล่าสุดชื่อ “Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move” ตอกย้ำข้อสรุปความเป็นประชาธิปไตยแย่ลงทุกที ก้าวสู่อำนาจนิยม สภาพเช่นนี้เป็นเหมือนกันทุกทวีปทั่วโลก

            ข้อมูลล่าสุดตอกย้ำข้อสรุปเดิมว่าประชาธิปไตยเสื่อมถอยต่อเนื่อง ข้อมูลปี 2024 94 ประเทศหรือเท่ากับ 54% ของจำนวนประเทศทั้งหมดเสื่อมถอยในทางใดทางหนึ่ง ภาพความเสื่อมถอยชัดเจนมากถ้าเทียบกับ 5 ปีก่อนที่ 55 ประเทศ (32%) ดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งด้าน (ตามดัชนีชี้วัด)

            กราฟตามภาพชี้ว่านับจากปี 2011 จำนวนประเทศที่เสื่อมถอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลปี 2024 54% ของจำนวนประเทศทั้งหมดเสื่อมถอย ในทางกลับกันประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยดีขึ้นนั้นลดลง ปี 2024 ดีขึ้นเพียง 32%

            แอฟริกาเสื่อมถอยมาสุด (33%) ตามด้วยยุโรป (25%) เอเชีย (20% -ไม่รวมเอเชียตะวันตก) ทวีปอเมริกา (16%)

            หมวดหมู่สิทธิและเสรีภาพของพลเมือง (Rights and Civil Liberties) เสื่อมถอยในวงกว้างมากสุด โดยเฉพาะเสรีภาพสื่อ (Freedom of the Press) รองลงมาคือ เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ (Economic Equality) และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (Access to Justice)

ทำไมประชาธิปไตยเสื่อมถอย:

            คำถามนี้มีคำตอบมากมาย พอจะสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

          ประการแรก การเติบโตของประชานิยมและผู้นำอำนาจนิยม

            ในหลายประเทศ สส.กับผู้นำประเทศชนะเลือกตั้งด้วยนโยบายประชานิยม บางคนอ้างว่าเป็นตัวแทนของ "ประชาชนที่แท้จริง" เพื่อต่อสู้กับ "ชนชั้นนำ" ที่ทุจริต แต่เมื่อได้อำนาจมาแล้วนักการเมืองเหล่านี้บ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตย เช่น ระบบศาล สื่อสารมวลชน และองค์กรตรวจสอบ เพื่อรวบอำนาจไว้ที่ตนเอง สร้างระบอบเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง คนพวกนี้มักสร้างความแตกแยกในสังคม แบ่งประชาชนออกเป็น "พวกเรา" กับ "พวกเขา" มองฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าเป็นศัตรูของชาติ

          ประการที่ 2 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่พอใจของประชาชน

            ประชาธิปไตยถูกคาดหวังว่าช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ในหลายประเทศพบว่าผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น เมื่อประชาชนรู้สึกว่าระบบประชาธิปไตยไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ ก็จะเริ่มหมดศรัทธาและหันไปสนับสนุนผู้นำหรือแนวคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวและเป็นเผด็จการมากขึ้น โดยหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ดีกว่า

          ประการที่ 3 ความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรง

            เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เห็นว่าความเป็นอยู่ของตนย่ำแย่ลงหรือขาดการดูแล ไม่พอใจต่อระบบที่เป็นอยู่ รู้สึกสิ้นหวังและคับข้องใจ จุดนี้เป็นช่องว่างให้ผู้นำประชานิยมหรือผู้นำที่มีแนวคิดอำนาจนิยมเข้ามาแสวงหาประโยชน์ โดยให้คำสัญญาง่ายๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และมักโจมตีสถาบันประชาธิปไตยว่าเป็นต้นตอของปัญหา

            สังคมที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจนทำให้การประนีประนอมทางการเมืองเป็นไปได้ยาก ผู้คนจะมองฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น "ศัตรู" แทนที่จะเป็น "คู่แข่ง" การแบ่งขั้วที่รุนแรงนี้มักถูกกระตุ้นโดยผู้นำทางการเมืองและสื่อบางสำนัก ทำให้ผู้สนับสนุนยอมมองข้ามการกระทำที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยของฝ่ายตน เพื่อให้แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะพ่ายแพ้

          ประการที่ 4 การแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน

            โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงวิธีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคม แม้มีข้อดีด้านพื้นที่แสดงออกแต่กลายเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวปลอม ทฤษฎีสมคบคิด และโฆษณาชวนเชื่ออย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง ทำลายความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อสถาบันหลักของสังคม เช่น สื่อ รัฐบาล และกระบวนการเลือกตั้ง ประชาชนมีมุมมองต่อโลกบิดเบือนไม่ตรงความจริง

            เหล่านักการเมือง กลุ่มอำนาจทั้งหลาย ต่างใช้สื่อเป็นช่องทางรวบรวมคนของตนเอง และโจมตีฝ่ายตรงข้าม ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมักรับสื่อทางเดียว ฟังแต่ช่องพวกเดียวกับตน

            ในระยะยาวเมื่อประชาชนไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือความจริงความเท็จ จะไม่ไว้วางใจระบอบประชาธิปไตย

          ประการที่ 5 ความอ่อนแอของสถาบันประชาธิปไตย

            การเสื่อมถอยของประชาธิปไตยมักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และถูกกฎหมาย (Erosion from the Top) โดยสส.ที่มาจากการเลือกตั้งจะค่อยๆ เปลี่ยนกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเพื่อลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ แทรกแซงความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ จำกัดเสรีภาพการแสดงออกของสื่อและภาคประชาสังคม ทำให้กลไกการคานอำนาจซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยอ่อนแอลงจนไม่ทำงาน

            สส.อำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้งจะค่อยๆ บ่อนทำลายกลไกการตรวจสอบและระบบถ่วงดุล เปลี่ยนแปลงกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้ตนเองอยู่ในอำนาจนานขึ้น การกระทำเหล่านี้เป็นการ "ทำลายประชาธิปไตยอย่างถูกกฎหมาย" ซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนประชาชนอาจไม่ทันสังเกตหรือคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

          ประการที่ 6 การแทรกแซงจากต่างชาติ

            หลายครั้งที่ประเทศหนึ่งเลือกระบอบการปกครอง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชนเท่านั้น เบื้องหลังมาจากการแทรกแซงของรัฐบาลต่างชาติ

            กล่าวได้ว่าระบอบการเมืองการปกครองมาจากการส่งออกของมหาอำนาจ

            ในสมัยสงครามเย็น พวกสังคมนิยมจะส่งเสริมให้นานาชาติเป็นสังคมนิยม เช่นเดียวกับฝ่ายประชาธิปไตยจะชี้ว่าการปกครองแบบของตนดีที่สุด ดังจะเห็นว่าแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐจะส่งเสริมเสรีภาพ ระบอบประชาธิปไตย ตีตราว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่นมักเป็นปรปักษ์ของตน ตัวอย่างล่าสุด คือ รัสเซีย จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

            สรุป ความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยมาจากความไม่เป็นประชาธิปไตยหรือการเป็นประชาธิปไตยแบบหลอกๆ ผนวกกับความผิดหวังทางเศรษฐกิจ (ประชาชนบางประเทศสนับสนุนการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหากประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข เช่น พวกรัฐอาหรับ จีน)  

            การสื่อสารที่รวดเร็วกว้างขวางในยุคดิจิทัลเป็นอีกปัจจัยที่มีพลังขับเคลื่อนการเมือง การชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนหวังการเปลี่ยนแปลงแก้ไข บนฐานค่านิยม ความคิด ความต้องการของตน

21 กันยายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10536 วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม :

(International Institute for Democracy and Electoral Assistance. (2025, September). Global State of Democracy 2025: Democracy on the Move. Retrieved from https://www.idea.int/sites/default/files/2025-09/global-state-of-democracy-2025-democracy-on-the-move_0.pdf)

ข้อเสียของการคว่ำบาตร

บ่อยครั้งที่การคว่ำบาตรไม่สำเร็จตามเป้าหรือได้ผลช้า มีราคาต้องจ่าย โดนโต้กลับ แต่ยังเป็นแนวทางที่นิยมและใช้วิธีนี้ก่อนเครื่องมืออื่นๆ

            ส่วนนี้นำเสนอข้อเสียของการคว่ำบาตร ดังนี้

          ประการแรก ไม่สำเร็จตามเป้า

            งานวิจัยของเมื่อปี 1990 ของ Gary Hufbauer ให้ข้อสรุปว่าการคว่ำบาตรได้ผลตามเป้าหมายเพียง 34% ส่วนใหญ่ได้ผลบ้างแต่ไม่สมบูรณ์

            คิวบาในสมัยฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) เป็นตัวอย่างที่รัฐบาลสหรัฐคิดว่าการคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้รัฐบาลสังคมนิยมนี้ต้องล่มสลาย พยายามกดดันด้วยการไม่ซื้อสินค้า คว่ำบาตรยาวนานกว่า 4 ทศวรรษแต่ไม่สำเร็จ กุมภาพันธ์ 2008 ประธานาธิบดีคาสโตร ก้าวลงจากตำแหน่งด้วยดีหลังครองอำนาจยาวนาน

            ในสงครามยูเครน 2022 รัฐบาลสหรัฐกับพวกคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย หวังให้กระทบเศรษฐกิจรัสเซียที่พึ่งพาการส่งออกพลังงานเป็นหลัก แต่จีนเร่งนำเข้าพลังงานรัสเซียอย่างรวดเร็ว

            ที่น่าสนใจคืออินเดียกับจีนซื้อน้ำมันรัสเซียแล้วขายต่อในราคาตลาดโลก หลายประเทศซื้อน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดียกับจีนที่เป็นคนกลาง

            ล่าสุดสิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียถึง 50% หากยังเป็นคนกลางขายน้ำมันรัสเซีย แต่รัฐบาลอินเดียไม่สนใจ

            การคว่ำบาตรจะไม่ค่อยได้ผลหากนานาชาติไม่ให้ความร่วมมือ

            อย่างไรก็ตาม แม้ไม่สำเร็จสมบูรณ์ตามเป้า อย่างน้อยได้แสงออก ฝ่ายตรงข้ามรับผลเสียหายบางส่วน หากยอมรับเป้าหมายเพียงเท่านี้อาจนับว่ามาตรการคว่ำบาตรบรรลุผลแล้ว เช่น แม้ล้มรัฐบาลคาสโตรไม่ได้แต่ช่วยสกัดไม่ให้คิวบาพัฒนา เป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ว่าจะรับผลอย่างไรหากไม่ยอมจำนนต่อสหรัฐ

            การคว่ำบาตรช่วยลดทอนรายได้ บั่นทอนการพัฒนา สกัดการเสริมสร้างกองทัพของฝ่ายตรงข้าม

          ประการที่ 2 ได้ผลช้า

            การคว่ำบาตรมักต้องกินเวลา ได้ผลช้า ไม่ทันสถานการณ์

            มีข้อมูลว่านับจากกองทัพรัสเซียบุกยูเครนเมื่อกุมภาพันธ์ 2022 จนกรกฎาคม 2025 (2 ปีครึ่ง) สหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียกว่า 2,500 เรื่อง ทั้งกระทำต่อประเทศ บริษัทเอกชนและรายบุคคล แต่ยังไม่สามารถหยุดสงคราม

            การคว่ำบาตรจึงถูกเลือกใช้เป็นเครื่องเตือนหรือบั่นทอนบ่อนทำลายระยะยาว ยุทธศาสตร์ปิดล้อมที่ตั้งใจใช้เครื่องมือนี้ยาวนานหลายปีหลายทศวรรษ

          ประการที่ 3 มีราคาที่ต้องจ่าย

            การคว่ำบาตรประเทศอื่นมักต้องจ่ายราคา บางครั้งราคาที่จ่ายสูงกว่าความสูญเสียของผู้ถูกคว่ำบาตร ราคาที่ต้องจ่ายจึงเป็นข้อจำกัด ไม่สามารถคว่ำบาตรรุนแรงตามต้องการ โดยเฉพาะหากกระทบประชาชนของตน กลุ่มผลประโยชน์ การสนับสนุนจากภายในประเทศจึงสำคัญ

            ในสงครามยูเครนรัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรตั้งใจคว่ำบาตรให้เศรษฐกิจรัสเซียพัง เรื่องนี้จำต้องคว่ำบาตรพลังงานซึ่งส่งผลต่อชาติสมาชิกอียูด้วย การที่อียูเลิกนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซียที่ราคาถูก หันไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่ราคาสูงกว่า (ต้นทุนสูงกว่า เช่น ค่าขนส่ง กระบวนการผลิต) ส่งผลต่อเศรษฐกิจอียู การตีตราว่ารัสเซียเป็นศัตรูจึงมีราคาที่ต้องจ่าย

            ตลกร้ายคือการจ่ายราคาของอียูไม่ค่อยได้ผลเพราะจีนเข้าซื้อแทนทันที สิงหาคม 2022 จีนนำเข้าพลังงานรัสเซียถึง 8,300 ล้านดอลลาร์ (เพิ่ม 68% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) เป็นสถิติสูงสุด นำเข้าทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ถ้านับครึ่งปีแรกจีนนำเข้าเกือบ 44,000 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 74% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ตัวเลขนำเข้าเหล่านี้ไม่นับรวมที่ส่งผ่านท่อที่จีนไม่เปิดเผยข้อมูล

            บางครั้งฝ่ายการเมืองจะพยายามปกปิดไม่ให้สังคมรับรู้ตัวเองเสียหายหนักมากเพียงไร ข่าวตามสื่อจึงไม่ใช่ทั้งหมด ความเสียหายจริงมีมากกว่านั้นมาก ในกรณีสงครามยูเครน (2022) อียูแบกรับความเสียหายมากกว่าสหรัฐหลายเท่า และสร้างความเสียหายแก่คนทั้งโลก พวกที่ได้รับผลรุนแรงสุดคือประเทศยากจน พวกคนรากหญ้าทั้งหลาย

            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวซ้ำหลายครั้ง ยอมรับว่าการคว่ำบาตรทำให้เศรษฐกิจรัสเซียเสียหาย แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ จนถึงระดับโลก

            น่าคิดว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐพวกกับสร้างความเสียหายแก่ประชาชน ประเทศที่ไม่ใช่คู่
กรณีมากน้อยเพียงไร

            พฤศจิกายน 2023 อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน เรียกร้องให้ชาติอิสลามทั้งหลายคว่ำบาตรอิสราเอล โดยเฉพาะน้ำมันกับอาหาร ตัดขาดอิสราเอลทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง หลังอิสราเอลปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซาอย่างหนัก แต่ไม่มีชาติใดทำตามข้อเรียกร้อง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ มีผลต่อเศรษฐกิจตัวเอง ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไป

            ราคาที่ต้องจ่ายจึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง

          ประการที่ 4 ประชาชนรับผลรุนแรง

            ทุกครั้งที่คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประชาชนจะรับผลก่อนและรับผลรุนแรงสุด มีงานวิจัยพบว่าในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War, 1990–1991) คณะมนตรีความมั่นคงใช้มาตรการแรงมาก ผลคือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีเสียชีวิตมากกว่า 500,000 ราย (ข้อมูลบางแหล่งสูงกว่านี้) อันเป็นผลทั้งทางตรงทางอ้อมจากการคว่ำบาตร

            เนื่องจากสงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า โรงบำบัดน้ำเสีย และระบบชลประทาน การคว่ำบาตรทำให้อิรักไม่สามารถนำเข้าอะไหล่หรือเทคโนโลยีเพื่อซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ น้ำดื่มไม่สะอาด เกิดโรคระบาด เช่น อหิวาตกโรคและไทฟอยด์ โรงพยาบาลไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นสำหรับเก็บวัคซีนกับยาปฏิชีวนะใช้การไม่ได้ เครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าก็กลายเป็นเศษเหล็ก เป็นเหตุเด็กเล็กเสียชีวิต

            การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรุนแรงส่งกระทบต่อประชาชนวงกว้าง ยิ่งคว่ำบาตรนานยิ่งกระทบรุนแรง โดยเฉพาะต่อคนรากหญ้าที่จะโดนก่อนและรับผลกระทบแรงสุด แต่การเมืองระหว่างประเทศจะให้ความสำคัญกับการกดดันฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมักหมายถึงตัวรัฐบาล ไม่ค่อยเอ่ยถึงผลกระทบต่อประชาชน

            อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) กล่าวว่า “ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” หมายถึงปฏิบัติต่อคนต่างชาติด้วย “ควรปฏิบัติต่อคนเกาหลีเหนือด้วยความเคารพ ข้าพเจ้าคิดว่าการคว่ำบาตรที่เรากระทำต่อพวกเขาทำร้ายประชาชนที่ทุกข์ยากจากจอมเผด็จการ (ของพวกเขาอยู่แล้ว) แต่ไม่ส่งผลต่อผู้นำเกาหลีเหนือเท่าไรนัก”

            วิเคราะห์: อดีตประธานาธิบดีคาร์เตอร์เตือนว่าการคว่ำบาตรรุนแรงกระทบต่อประชาชนมากเกินไป ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว แต่อีกมุมมองเห็นว่าด้วยการคว่ำบาตรรุนแรงช่วยหยุดหรือสกัดสงคราม จึงลดความสูญเสีย และกระตุ้นให้คนในประเทศนั้นจัดการรัฐบาลตัวเอง เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ให้คนในประเทศศัตรูฆ่าทำลายกันเองย่อมดีกว่าให้ทหารของเราจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย โลกเป็นเช่นนี้

          ประการที่ 5 ต่างชาติตอบโต้

            ต่างชาติในที่นี้หมายถึงประเทศที่ไม่ใช่คู่กรณี ตอบโต้ด้วยหลายวิธี ตั้งแต่ประณาม คว่ำบาตร

            ในสงครามฮามาส-อิสราเอล รัฐบาลซาอุฯ คว่ำบาตรอิสราเอล ระงับเจรจาปรับสัมพันธ์กับอิสราเอล ประณามการโจมตีที่ทำร้ายพลเรือน ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ บ่อนทำลายความมั่นคงของภูมิภาค สันติภาพโลก ขอให้นานาชาติร่วมกดดันอิสราเอลหยุดการโจมตีนี้ นอกจากซาอุฯ แล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน ได้ประณามเช่นกัน สมาชิกทั้งหกของ GCC ขอให้หยุดยิงทันที

            องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) แถลงว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายรุกรานก่อน ละเมิดข้อมติสหประชาชาติ ทำร้ายชาวปาเลสไตน์ทุกวัน เรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทำหน้าที่หยุดอิสราเอล ปกป้องปาเลสไตน์ ปฏิบัติตามข้อมติต่างๆ

            การตอบโต้จากนานาชาติสร้างแรงกดดัน อิสราเอลเป็นตัวอย่างที่ภาพลักษณ์เสียหาย เกิดกระแสต้านยิว

            ข้อเสียของการคว่ำบาตรเป็นมุมมองเชิงลบ ในมุมมองที่เป็นบวก ความมั่นคงของชาติสำคัญที่สุด บางครั้งจำต้องเสียสละบางอย่าง แม้กระทั่งเสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผลประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest) ประชาชนผู้รักชาติต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ของตน จะมัวแต่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้

            เมื่อมีราคาที่ต้องจ่ายแต่หากคุ้มค่า หรือจ่ายราคาน้อยกว่าวิธีการอื่น การคว่ำบาตรยังเป็นวิธีที่น่าสนใจ สามารถปรับราคาที่ต้องจ่ายตามต้องการ ยังเป็นแนวทางที่นิยมและใช้วิธีนี้ก่อนใช้เครื่องมืออื่นๆ

14 กันยายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10529 วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568)

------------

บรรณานุกรม :

1. Are Donald Trump's tariffs the new sanctions? (2025, July 22). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/are-donald-trumps-tariffs-the-new-sanctions/a-73280374

2. China’s Spending on Russian Energy Climbs to Record $8.3 Billion. (2022, September 20). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-09-20/china-s-spending-on-russian-energy-climbs-to-record-8-3-billion?srnd=premium-asia&leadSource=uverify%20wall

3. Donald Trump says India's 50% tariff was 'big blow' to Russia's economy. (2025, August 12). Hindustan Times. Retrieved from https://www.hindustantimes.com/india-news/donald-trump-says-indias-50-tariff-was-big-blog-to-russias-economy-101754959652389.html

4. If Trump can achieve North Korea peace, he would be Nobel-worthy: Carter. (2018, May 23). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/05/23/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/trump-can-achieve-north-korea-peace-nobel-worthy-carter/#.WwTbGO6FPZ4

5. India and China snap up Russian oil in April above ‘price cap’. (2023, April 19). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/economy/2023/4/18/india-and-china-snap-up-russian-oil-in-april-above-price-cap

6. Iran urges sanctions on Israel, says Hamas ready for more 'surprise' attacks. (2023, November 1). Al-monitor. Retrieved from https://www.al-monitor.com/originals/2023/11/iran-urges-sanctions-israel-says-hamas-ready-more-surprise-attacks#ixzz8Hrm6zdKK

7. Kurian, George Thomas (Ed.). (2011). Sanctions and Embargoes. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1507-1509). DC: CQ Press.

8. OIC slams Israeli military aggression against Palestinians. (2023, October 9). New Strait Times. Retrieved from https://www.nst.com.my/world/world/2023/10/964680/oic-slams-israeli-military-aggression-against-palestinians#google_vignette

9. Palmer, Glenn., Morgan, T. Clifton. (2006). A Theory of Foreign Policy. UK: Princeton University Press.

10. Putin: Russia won’t demand $3bn early repayment that would ruin Ukraine. (2014, November 15). Xinhua. Retrieved from http://rt.com/politics/official-word/205887-putin-interview-sanctions-ukraine/

11. Russia overtakes Saudi Arabia as China’s top oil supplier. (2023, March 20). CNN. Retrieved from https://www.aljazeera.com/economy/2023/3/20/russia-overtakes-saudi-arabia-as-chinas-top-oil-supplier

12. Saudis said to tell US they are halting normalization talks with Israel. (2023, October 14). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/liveblog_entry/saudis-said-to-tell-us-they-are-halting-normalization-talks-with-israel/

13. Tyler, Patrick. (2006). A World of Trouble: The White House and the Middle East--from the Cold War to the War on Terror. USA: Farrar, Straus and Giroux.

-----------------

ข้อดีของการคว่ำบาตร

ประเทศทั้งหลายจะระมัดระวังไม่ถูกคว่ำบาตร บางครั้งเพียงแค่คำขู่เท่านั้นก็อาจทำให้อีกฝ่ายยอมทำตามเงื่อนไข

            การคว่ำบาตรคือพลังอำนาจแข็ง (Hard Power) หรือ coercive power คือความสามารถของประเทศหนึ่งที่ใช้อำนาจทางทหารและเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ บังคับประเทศอื่นจนบรรลุเป้าหมาย เป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะมีข้อดีดังนี้

          ประการแรก ส่งสัญญาณไม่พอใจ

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีการสื่อสารอยู่เสมอทั้งทางตรงทางลับ การคว่ำบาตรมักใช้เพื่อยกระดับคำเตือน แสดงให้เห็นชัดว่าไม่พอใจ เป็นบทลงโทษ

            ยกตัวอย่าง ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐคว่ำบาตรญี่ปุ่น เพื่อตอบโต้ที่ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลและรุกรานประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะรุกรานจีนกับอินโดจีน ตั้งใจกดดันให้ญี่ปุ่นยุติการกระทำดังกล่าว และเพื่อลดทอนแสนยานุภาพทางทหาร ด้วยการยกเลิกสนธิสัญญาการค้า จำกัดส่งออกยุทธปัจจัย (พวกเหล็กกล้า น้ำมัน) และอายัดทรัพย์สินญี่ปุ่นในสหรัฐ

            ชาติตะวันตกลดมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย หลังกลุ่ม Hay’et Tahrir al-Shams (HTS) โค่นล้มรัฐบาลชุดก่อนเมื่อปลายปี 2024 รัฐบาลสหรัฐกับพวกใช้การคว่ำบาตรกดดันให้รัฐบาลซีเรียชุดใหม่ดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับตน เตือนว่าจะโดนคว่ำบาตรหนักหากฝ่าฝืน

            ตราบใดที่ปัญหายังอยู่ตราบนั้นจะคว่ำบาตรต่อไป เช่น สหรัฐกับพวกคว่ำบาตรรัสเซีย บางกรณีคว่ำบาตรต่อเนื่องหลายทศวรรษ เช่น เกาหลีเหนือ อิหร่าน

            บางครั้งใช้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือต่อรอง เช่น ขู่ตัดความช่วยเหลือและจะให้ความช่วยเหลือมากขึ้นถ้ายินยอมทำตาม ตามหลักให้รางวัลหรือลงโทษ (Carrot and Stick Policy)

          ประการที่ 2 ประเทศให้ความสำคัญ

            ประเทศทั้งหลายให้ความสำคัญกับการติดต่อสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ การปิดประเทศไม่ติดต่อกับใครไม่ใช่นโยบายที่ดี เพราะตัดโอกาสที่จะพัฒนาโดยอาศัยความรู้ความก้าวหน้าของผู้อื่น ตัดโอกาสเศรษฐกิจเติบโตจากการค้าระหว่างประเทศ ได้รับประโยชน์จากสินค้าบริการมากมายทั่วโลก

            มุมมองหรือท่าทีของนานาชาติจึงสำคัญ ต้องระวังไม่ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หากนำสู่การถูกนานาชาติคว่ำบาตร เช่น หากประเทศหนึ่งคิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ละเมิดสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) จะเสี่ยงถูกนานาชาติคว่ำบาตร

            ในมุมนี้การคว่ำบาตรจึงมีพลังอำนาจ ประเทศทั้งหลายจะระมัดระวังไม่ถูกคว่ำบาตร บางครั้งเพียงแค่คำขู่เท่านั้นก็อาจทำให้อีกฝ่ายยอมทำตามเงื่อนไข หรือผ่อนคลายความแข็งกร้าว

          ประการที่ 3 หลีกเลี่ยงการปะทะด้วยอาวุธ

            การใช้กำลังรบมักเป็นทางเลือกสุดท้าย ดีที่สุดคือตกลงกันได้โดยไม่มีใครเสียเลือดเนื้อ แต่เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมเจรจาหรือตกลงกันไม่ได้ จึงใช้วิธีคว่ำบาตรก่อนถึงจุดใช้วิธีสุดท้าย

            ยกตัวอย่าง สหประชาชาติใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ เป็นมาตรการที่อยู่ตรงกลางระหว่างการทูตเจรจากับการใช้กำลังทหาร กล่าวคือ "เป็นเครื่องมือที่รุนแรงกว่าการประณาม แต่ไม่ถึงขั้นก่อสงคราม" เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หลักคิดคือการสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงพอ ที่จะบีบให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ

            อำนาจในการคว่ำบาตรของ UN มาจากกฎบัตรสหประชาชาติ หมวดที่ 7 (Chapter VII) ซึ่งให้อำนาจแก่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อจัดการภัยคุกคามต่อสันติภาพ

            UNSC จะออกข้อมติและบางครั้งข้อมติจะระบุมาตรการคว่ำบาตร ที่สมาชิกสมาชิกสหประชาชาติปฏิบัติตาม เช่น ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2397 (UNSC Resolution 2397) ควบคุมเกาหลีเหนือนำเข้าน้ำมันจากนานาชาติโดย "จำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด" การจำกัดน้ำมันคือกดดันเศรษฐกิจ กองทัพขาดน้ำมันที่จำต้องใช้ในการรบ เพื่อตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ของเกาหลีเหนือ

          ประการที่ 4 เพื่อบั่นทอนบ่อนทำลาย

            ในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐเลือกใช้การปิดล้อมเป็นยุทธศาสตร์บั่นทอนบ่อนทำลายสหภาพโซเวียต การปิดล้อมนี้คือการคว่ำบาตรรุนแรงหรือ Embargoes ไม่ติดต่อค้าขาย ปิดล้อมทางทหาร การทูตและอื่นๆ เป้าหมายสุดท้ายคือล้อมระบอบสังคมนิยม

            ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำที่ดุดันแบบโดนัลด์ ทรัมป์หรือนิ่มนวลแบบบารัก โอบามา นับจากสิ้นสงครามเย็นเป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน จะต่างกันเพียงวิธีการ ระดับความรุนแรง เหตุผลข้ออ้าง เช่น โอบามาเน้นเล่นงานประเด็นมนุษยชน ส่วนทรัมป์ชูประเด็นการค้าการลงทุนและการครอบงำทางเทคโนโลยี ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า มีข้อสังเกตว่าสหรัฐปิดล้อมเศรษฐกิจจีนหนักขึ้นทุกที

          ประการที่ 5 ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

            บางครั้งผู้คว่ำบาตรหวังได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเป้าหมายสำคัญข้อหนึ่งนอกเหนือจากเป้าหมายอื่น

            ยกตัวอย่าง หลายปีแล้วรัฐบาลสหรัฐหวังให้อียูนำเข้าพลังงานอเมริกาแทนก๊าซรัสเซีย ก่อนสงครามยูเครนให้เหตุผลว่าหากเยอรมนีหรืออียูนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเท่ากับพึ่งพาเศรษฐกิจการเมืองกับรัสเซียมากขึ้น อียูลังเลไม่อยากทำตามคำขอ เพราะต้นทุนก๊าซสหรัฐสูงกว่ามาก แต่เมื่อกองทัพรัสเซียบุกยูเครน กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องคว่ำบาตรรัสเซีย หนึ่งในมาตรการหลักคือเลิกนำเข้าพลังงาน และสหรัฐคือประเทศที่ได้ประโยชน์จากการนี้เต็มๆ แม้ราคาพลังงานสหรัฐจะสูงกว่ามากก็ตาม

            มีข้อมูลว่านับจากสหรัฐพัฒนาเทคโนโลยีใหม่สามารถผลิต shale gas จำนวนมหาศาลจนต้องหาทางส่งออก (LNG เป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งของ shale gas) แต่ติดปัญหาการขนส่งที่เป็นต้นทุนสำคัญ จึงส่งออกไม่ได้ บัดนี้การคว่ำบาตรช่วยให้สหรัฐมีลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อใช้พลังงานฟอสซิลของตนแล้ว

            กรณีนี้อาจตีความว่าเพื่อให้กองทัพรัสเซียถอนกำลังกลับไป หรือเพื่อขายสินค้า หรือ 2 เรื่องพร้อมกัน เป็นประเด็นที่ถกแถลงได้ ตราบใดที่อียูมองว่ารัสเซียเป็นศัตรูย่อมต้องนำเข้าพลังงานจากสหรัฐต่อไป

          ประการที่ 6 ผลประโยชน์การเมืองระหว่างประเทศ   

            การคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ กดดันให้ประเทศทั้งหลายยอมทำตามข้อเรียกร้อง บ่อยครั้งแค่คำขู่เท่านั้นอีกฝ่ายก็ยอมโดยดี จึงเป็นเครื่องมือที่มักใช้เป็นลำดับต้นๆ เช่น ขู่จะคว่ำบาตรสินค้าบริการ

            ควรเข้าใจว่าการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือยึดหลักเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่มีมิติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เปิดตลาดให้กันหรือจำกัดรายการสินค้าตามความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน

            ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่สหรัฐประกาศจัดเก็บนานาประเทศว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

            ทรัมป์ 2.0 ใช้กำแพงภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรอง ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่การค้าเศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ เป็นแนวทางเดียวกับไบเดน ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดกลไกตลาดเสรีเท่านั้น แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การค้ากับสหรัฐในทรัมป์ 2.0 เป็นการค้าทวิภาคีที่รัฐบาลสหรัฐต้องได้สิ่งที่ตนต้องการ

            ถ้ายึดมุมมองสหรัฐ น่าชื่นชมรัฐบาลทรัมป์พยายามรักษาและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศตัวเอง ตามหลัก ‘America First’ ขึ้นภาษีนำเข้าหลายสิบประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพูดถึงวาระซ่อนเร้นที่มากับกำแพงภาษี ผูกโยงการค้าขายของเอกชนเข้ากับการเมืองระหว่างประเทศ เช่น กดดันให้นานาชาติช่วยกันต้านจีน โดดเดี่ยวรัสเซีย หรือแม้กระทั่งใช้กำแพงภาษีเพื่อบ่อนทำลายประเทศอื่นอย่างเช่นแคนาดา ไม่ว่านานาชาติจะเห็นด้วยหรือไม่ รัฐบาลทรัมป์พยายามทำเพื่อประเทศตนเอง

7 กันยายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10522 วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม :

1. Ellis, James O. (2011). The Impact of 9/11 on U.S. Foreign Policy. In The 9/11 encyclopedia. (2nd Ed. pp.1-4). USA: ABC-CLIO, LLC.

2. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.

3. Legvold, Robert. (2016). Return to Cold War. UK: Polity Press.

4. Palmer, Glenn., Morgan, T. Clifton. (2006). A Theory of Foreign Policy. UK: Princeton University Press.

5. Trump announces new tariffs of up to 40% on a growing number of countries. (2025, July 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2025/07/07/economy/trump-letters-tariffs

6. Younger, Stephen M. (2008). The Bomb: A New History. USA: HarperCollins Publishers.

-----------------

 

-----------------


หลักการคว่ำบาตรสากล

ชาติอธิปไตยทั้งหลายมีสิทธิคว่ำบาตรฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องขออนุญาตสหประชาชาติหรือผู้ใด เป็นแนวทางที่นุ่มนวลกว่าใช้กำลังทหาร

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การคว่ำบาตร (sanction) หรือการบีบบังคับโดยไม่ใช่กำลังทางทหาร โดยทั่วไปจะกระทำระหว่างรัฐต่อรัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศกระทำต่อรัฐ และอาจกระทำต่อองค์กรระหว่างประเทศ บริษัทเอกชน หรือรายบุคคล เช่น ผู้นำประเทศ นักวิทยาศาสตร์ บุคคลเป้าหมาย

            มาตรการที่ใช้มักระงับความสัมพันธ์ต่ออีกฝ่าย หรือไม่ปฏิบัติดังเช่นควรกระทำ เช่น ไม่ค้าขายหรือจำกัดรายการ ปริมาณ ไม่ติดต่อทางการทูตหรือจำกัดระดับความสัมพันธ์การทูต กีดกันขัดขวางอำนาจอิทธิพลของศัตรูด้วยทุกวิถีทาง เป็นการค่อยๆ บ่อนทำลายศัตรู

            เป้าหมายของการคว่ำบาตรเป็นได้หลายอย่าง ตั้งแต่เป็นการส่งสัญญาณเตือน ขอให้อีกฝ่ายหยุดพฤติกรรมบางอย่าง ฉวยผลประโยชน์การเมืองเศรษฐกิจ จนถึงขั้นล้มระบอบ มาตรการคว่ำบาตรจึงมีขนาดความรุนแรงและระยะเวลายาวนานตามเป้าหมายที่ต้องการ

            เช่น หยุดการคว่ำบาตรทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามหยุดพฤติกรรมตามต้องการ คว่ำบาตรต่อเนื่องจนกว่าสามารถล้มรัฐบาล บ่อนทำลายจนกลายเป็นรัฐล้มเหลว

            อีกคำที่ความหมายคล้ายคือ Embargoes (ห้ามค้าขาย) เป็นมาตรการที่รุนแรงและครอบคลุมกว่า เพราะจะสั่งห้ามค้าขายเกือบทุกชนิด มักเป็นการแบนทั้งการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการทั้งหมด

ลักษณะบางประการของการคว่ำบาตร:

          ประการแรก ใช้ได้ก่อนมาตรการอื่น

            ทันทีเมื่อเกิดข้อพิพาท สิ่งแรกที่มักทำคือพูดคุยหารือเพื่อสกัดไม่ให้บานปลาย แต่หากการเจรจาไม่สามารถได้ข้อสรุปโดยเร็ว จำต้องใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย หนึ่งในมาตรการที่มักใช้คือการคว่ำบาตร เริ่มด้วยการคว่ำบาตรอย่างอ่อน เช่น ปรับลดความสัมพันธ์ทางการทูต เป็นการเตือนว่ามีข้อขัดแย้ง ไม่มีผลต่อประชาชน

            การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic sanctions) เป็นอีกวิธีที่ถูกเอ่ยถึงและใช้มากที่สุด สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คว่ำบาตรบางส่วนหรือทั้งหมด เช่น คว่ำบาตรสินค้าประมงจะกระทบธุรกิจประมง แรงงานประมง ห้ามส่งออกสินค้าสำคัญบางรายการ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า

            หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายสามารถเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้รุนแรงขึ้นตามลำดับ

          ประการที่ 2 กระทำฝ่ายเดียว

            การคว่ำบาตรจะทำตามข้อมติสหประชาชาติหรือกระทำฝ่ายเดียวก็ได้ ชาติอธิปไตยทั้งหลายมีสิทธิกระทำฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องขออนุญาตสหประชาชาติหรือผู้ใด

            ยกตัวอย่าง สิงหาคม 2022 จีนประกาศไม่ขายทรายแก่ไต้หวัน (เป็นทรายชนิดที่เหมาะสำหรับทำชิป) และระงับนำเข้าสินค้าไต้หวันบางรายการ เช่น พืชตระกูลส้ม ปลาดาบเงินใหญ่ ปลาทูแขก (horse mackerel) เป็นการตอบโต้เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเยือนไต้หวัน

          ประการที่ 3 นุ่มนวลกว่าการทำสงคราม

            ประวัติศาสตร์หลายพันปีบันทึกว่าโลกเต็มด้วยความขัดแย้ง หลายครั้งเป็นสงครามระหว่างเมือง อาณาจักร แต่การทำสงครามใหญ่ไม่ใช่ทางเลือกแรก หากสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น

            ในสมัยสงครามเย็น สหรัฐถือว่าสหภาพโซเวียตเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลก แต่ไม่อาจทำสงครามโดยตรงเพราะจะสูญเสียมากและประชาชนไม่เห็นด้วย จึงใช้การปิดล้อมเพื่อบั่นทอนทำลาย จนในที่สุดสหภาพโซเวียตล่มสลาย

            อียูไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ จึงสนับสนุนการคว่ำบาตร แต่ไม่สนับสนุนสงครามโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน หลักคิดของอียูคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนให้เกิดระบบความมั่นคงร่วมในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้ภูมิภาคสุขสงบ ให้การเมืองอิหร่านสอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ

            ทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐยังคงพยายามเล่นงานรัสเซียโดยไม่ทำสงครามโดยตรง อียูยังคงคว่ำบาตรอิหร่าน


          ประการที่ 4 ความร่วมมือจากนานาชาติเป็นกุญแจ

            กรณีที่เกี่ยวข้องหลายประเทศ การคว่ำบาตรจะต้องได้รับความร่วมมือจากนานาชาติหรือหลายประเทศ บ่อยครั้งที่การคว่ำบาตรไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อย เพราะหลายประเทศไม่เห็นด้วย ไม่ให้ความร่วมมือ ชาติตะวันตกประสบความสำเร็จในการคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันอิหร่านค่อนข้างได้ผลดี เนื่องจากหลายประเทศให้ความร่วมมือ เศรษฐกิจอิหร่านจึงประสบปัญหา

            จีนมีผลต่อการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมาก เพราะภายใต้สถานการณ์ที่กดดันทุกทิศทาง เกาหลีเหนือยังคงค้าขายกับจีน จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง การคว่ำบาตรที่สหรัฐเป็นแกนนำจึงได้ผลไม่เต็มที่ รัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงตั้งมั่นอยู่ได้ มาตรการคว่ำบาตรจะสัมฤทธิ์ผลได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความร่วมมือจากจีน

            แต่เมื่อเกาหลีเหนือทดสอบจุดระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลจีนไม่เห็นด้วย ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ จีนร่วมมือกับนานาชาติยกระดับการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ

            ทุกวันนี้เมื่อเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธใหม่ ข่มขู่คุกคามเพื่อนบ้าน รัฐบาลสหรัฐจะกล่าวโทษว่าเพราะจีนหนุนหลัง พยายามร้องขอกดดันให้จีนห้ามปรามหรือเลิกหนุนเกาหลีเหนือ

          ประการที่ 5 คว่ำบาตรรายบุคคลกับบริษัท

            ปกติการคว่ำบาตรมักกระทำต่อรัฐ แต่สามารถกระทำต่อรายบุคลกับบริษัท ข้อดีคือเจาะจงเป้าหมาย ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนถึงตัวบุคคล ไม่ต้องจ่ายราคามาก

            คว่ำบาตรรายบุคคล เช่น ผู้นำประเทศ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ก่อการร้าย วิธีการที่ใช้ เช่น ห้ามเดินทางเข้าประเทศ (ตัดความสัมพันธ์) สั่งจับกุม อายัดทรัพย์

            คว่ำบาตรบริษัททั้งในประเทศกับบริษัทต่างชาติที่ขัดขืนกฎหมายของตน เช่น ห้ามเรือของบริษัทเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันอิหร่านเข้าประเทศ ไม่ใช้บริการ อายัดทรัพย์ จับกุมเรือ

            แผน 100 วันสำหรับทรัมป์ 2.0 ต่ออิหร่าน’ หรือ “A 100 Day Plan for the Incoming Trump Administration on Iran” ของ United Against Nuclear Iran (UANI) ที่เผยแพร่เมื่อมกราคม 2025 ความตอนหนึ่งระบุว่า ผลักดันมาตรการคว่ำบาตรให้สัมฤทธิ์ผล เช่น สกัดการลักลอบส่งออกน้ำมัน เล่นงานเรือขนส่งน้ำมันเหล่านั้น ขึ้นบัญชีดำกองเรือผีทั้งหมดของอิหร่าน (เรือลักลอบถ่ายน้ำมัน) เพื่อตัดช่องทางรายได้หลัก ผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในการขนส่งทางทะเล เป็นอีกช่องทางสกัดการใช้เรืออิหร่าน การจดทะเบียนเรือภายใต้ธงชาติของประเทศใดประเทศหนึ่ง (สกัดวิธีเลี่ยงของอิหร่าน) ผลักดันให้นานาชาติร่วมมือสกัดเรืออิหร่าน ประณามบริษัทเดินเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำผิด ผลักดันให้ท่าเรือต่างๆ คุมเรือเข้าออกอย่างเข้มงวด

          ประการที่ 6 เครื่องมือของยุทธศาสตร์

            บ่อยครั้งที่การคว่ำบาตรเกิดจากข้อพิพาทอย่างใดอย่างหนึ่ง หากตกลงกันได้การคว่ำบาตรจะยุติ แต่บางกรณีเป็นเครื่องมือของยุทธศาสตร์ เช่น ยุทธศาสตร์ปิดล้อม เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หยุดพฤติกรรมบางอย่างเท่านั้น แต่หวังล้มรัฐบาล ล้มระบอบฝ่ายตรงข้าม

            ยกตัวอย่าง รัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลคว่ำบาตรอิหร่านเรื่อยมา หนึ่งในเหตุผลที่ใช้คือคิดว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่รัฐบาลอิหร่าน ผู้นำสูงสุดประกาศซ้ำหลายครั้งว่าอิสลามห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ฝ่ายสหรัฐกับอิสราเอลไม่สนใจยังคงคว่ำบาตรต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือล้มระบอบอิหร่าน ด้วยความคิดว่าถ้าจะจัดการอิหร่านต้องล้มระบอบเท่านั้น ภัยคุกคามจึงจะสิ้นสุด หลายสิบปีที่ผ่านมาฝ่ายสหรัฐ (รวมอิสราเอล) ดำเนินนโยบายนี้เรื่อยมา พยายามคว่ำบาตรอิหร่านเพื่อให้อ่อนแอ เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

            มิถุนายน 2025 เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า อิสราเอลกำลังช่วยปลดปล่อยชาวอิหร่านที่โดนเหยียบย่ำเกือบ 50 ปี ต้องทนทุกข์ทรมาน

            เป็นอีกครั้งที่ถ้อยคำของผู้นำอิสราเอลหวังล้มระบอบอิหร่าน

            สรุป การคว่ำบาตรพบเห็นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ เพราะเป็นมาตรการเริ่มต้น จนถึงเป็นเครื่องมือบั่นทอนทำลายฝ่ายตรงข้าม เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในถึงขั้นล้มรัฐบาล เปลี่ยนระบอบ

31 สิงหาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10515 วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568)

---------------------

บรรณานุกรม :

1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

2. IDF chief warns Israelis must brace for ‘prolonged campaign’ against Iran. (2025, June 20). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/idf-chief-warns-israelis-must-brace-for-prolonged-campaign-against-iran/

3. Ifantis, Kostas., Galariotis, Ioannis. (2012). The Quest for the Holy Grail: Europe’s Global Strategy. In Tzifakis, Nikolaos (Ed.), International Politics in Times of Change (pp.61-78). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.

4. Kurian, George Thomas (Ed.). (2011). Sanctions and Embargoes. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1507-1509). DC: CQ Press.

5. Pelosi pledges solidarity with Taiwan as China holds military drills, vents anger. (2022, August 3). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/asia/nancy-pelosi-taiwan-visit-pledges-solidarity-tsai-ing-wen-china-military-drills-2854966

6. Pollack, Kenneth. (2013). Unthinkable: Iran, the Bomb, and American Strategy. New York: Simon & Schuster.

7. Raju, S. R. T. P. Sugunakara. (2008). The Nation State System: National Power, Balance of Power and Collective Security. In Basu, Rumki (Ed.), International Politics: Concepts, Theories and Issues (pp. 3-51). India: Sage Publications Inc.

8. Sutter, Robert G. (2012). China’s Growing International Role. In Tzifakis, Nikolaos (Ed.), International Politics in Times of Change (pp.117-134). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.

9. United Against Nuclear Iran. (2025, January). A 100 Day Plan for the Incoming Trump Administration on Iran. Retrieved from https://www.unitedagainstnucleariran.com/sites/default/files/UANI_100DayPlanTrumpAdmin_Jan2025.pdf

10. U.S., China agree on draft North Korea sanctions resolution at U.N.: envoys. (2016, February 24). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-northkorea-nuclear-un-idUSKCN0VX2T5

-----------------