ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ความจริงกับภาพลวงตา

รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนและกำลังไปด้วยดี แต่นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งให้มุมมองตรงข้าม ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในวังวนภาพลวงตา

            ความขัดแย้งทางการค้าหรือที่บางคนเรียกว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกรณีสหรัฐกับจีน อย่างไรก็ตามการนำเสนอให้เป็นเรื่องใหญ่โต เบี่ยงเบนลดทอนความสำคัญของประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้การขาดดุลการค้า
เหตุผลทำไมเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น :
          ประการแรก ไม่แก้ขาดดุลได้จริง
            จุดเริ่มต้นสงครามการค้าที่พูดกันคือเมื่อรัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีร้อยละ 10-25 ต่อกลุ่มสินค้าจีน 34,000 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในมูลค่าสินค้าเท่ากัน จากนั้นมีการขึ้นภาษีสินค้าเพิ่มเติม รวมความแล้ว ณ ขณะนี้สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งหมดมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์
            จากการวิเคราะห์พบว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนอาจลดการซื้อสินค้าบางรายการ แต่ไม่น่าจะหยุดการซื้อสินค้าทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าที่ภาษีเพิ่มเพียงร้อยละ 10 ราคาที่สูงขึ้นผู้ขายน่าจะผลักภาระให้กับผู้บริโภค การที่ผู้บริโภคอเมริกันต้องเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น  เป็นประเด็นที่ใครๆ ก็คิดได้แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เอ่ยถึง ผู้ที่ได้แน่ๆ คือรัฐบาลได้ภาษีเพิ่มและบอกว่าได้ทำหน้าที่ลดการขาดดุลแล้ว
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนช่วยลดขาดดุล อันจะช่วยลดภาษีประชาชน นโยบายนี้กำลังไปด้วยดี แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนไม่เห็นด้วย ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือตั้งใจโกหก
            เดวิด เวสเซล (David Wessel) จาก Brookings Institution เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้การขาดดุลด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้า เหตุที่อเมริกาขาดดุลหนักมาจากนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนบริโภค โดยเฉพาะให้ซื้อรถซื้อบ้าน หวังกระตุ้นหรือรักษาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ ผลตามมาคือการจับจ่ายซื้อสินค้าต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ขาดดุล
            สตีฟ แฮนค์ (Steve Hanke) จาก Johns Hopkins University ให้ข้อสรุปว่าที่ประเทศขาดดุลเกิดจากน้ำมือของคนอเมริกันเอง (made in America) อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะยิ่งเพิ่มการขาดดุลเพราะเพิ่มการใช้จ่ายแต่ลดภาษี
            ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าสงครามการค้ามีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและลดการเติบโตในระยะปานกลาง อีกทั้งสหรัฐยังจะขาดดุลและขาดดุลหนักขึ้นเพราะอุปสงค์ของสหรัฐเพิ่มขึ้น

          ประการที่ 2 ไม่ค้าขายกับจีนจะยิ่งสร้างความเสียหายมากกว่า
          สินค้าจีน 200,000 ล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีไปแล้ว ทำให้ต้นทุนสินค้าที่ขายและผลิตในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ชาวอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มไม่ว่าจะซื้อสินค้าจีนหรือสินค้าของบริษัทอเมริกัน หรือไม่ก็ต้องซื้อสินค้ายี่ห้ออื่นจากประเทศอื่นที่แต่เดิมไม่คิดจะซื้อ
          ทุกอย่างเป็นวงจร ต้นทุนกิจการต่างๆ สูงขึ้น สินค้าอเมริกาที่แพงอยู่แล้วจะยิ่งแพงกว่าเดิม ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจะยิ่งลดลง กำไรหด ลดการจ้างงาน ฯลฯ
          ดักกลาส พาว (Douglas Paal) จาก Carnegie Endowment for International Peace กล่าวสรุปว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าลดการขาดดุลจีนจะทำให้ประเทศร่ำรวยขึ้นเป็นสมมติฐานที่ผิด เป็นการวางเป้าแก้ปัญหาอย่างผิดทิศผิดทาง สมัยเรแกนเคยใช้ลัทธิปกป้องการค้า ผลคือความสามารถการแข่งขันสหรัฐถดถอย 
          มาร์ติน ดาอุม (Martin Daum) ผู้บริหารระดับสูงของเดมเลอร์-เบนซ์กล่าวว่าคำตอบมีอยู่แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ที่สุดแล้วประเทศที่ปิดพรมแดนจะเสียหาย และผลเสียนั้นจะตกแก่ผู้บริโภคที่จะต้องซื้อสินค้าในราคาแพงกว่าเดิม
จอมสร้างภาพลวงตา :
            คำว่า “ภาพลวงตา” ในที่นี้หมายถึง การสร้างชุดเหตุการณ์เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจอย่างที่ผู้สร้างภาพต้องการสื่อ ยกตัวอย่าง ต้องการสร้างภาพเป็นคนดีมีเมตตาจึงพยายามออกงานช่วยเหลือคนยากไร้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เป็นคนมีใจเมตตาจริง
            การสร้างภาพไม่ใช่ของแปลกใหม่ทางการเมือง บรรดานักการเมืองจำนวนมากใช้ชีวิตการเมืองไปกับการสร้างภาพ หวังได้คะแนนนิยมจากประชาชน
            การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตรการกีดกันสินค้าจีนและพูดซ้ำบ่อยๆ คือการจุดประเด็นและสร้างภาพลวงตา สำเร็จด้วยดีเพราะสื่อทั้งแบบดั้งเดิมกับสื่อโซเชียลช่วยกันโหมกระแส
            สื่อทั้งในประเทศสหรัฐกับสื่อระดับโลกต่างประโคมข่าวความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนต่อเนื่อง เกิดบทวิเคราะห์วิจารณ์มากมาย กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับระดับโลก
            ผลอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือกลบข่าวฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทรัมป์และกลบข่าวสังคมเศรษฐกิจอื่นๆ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแสดงท่าทีและอธิบายเหตุผลตั้งแต่ที่ทรัมป์ยังหาเสียงเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดกลายเป็นข่าวสั้น ข่าวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”
            ความเห็นต่างจึงถูกกลบไปโดยปริยาย พร้อมกับบดบังพื้นที่ข่าวอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ถ่างขยายกว้างขึ้น คนยากจนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาสังคมทวีมากขึ้น คนหย่าร้าง ปัญหาสืบเนื่องจากการหย่าร้าง ชุมชนเสื่อมโทรมขยายตัว คนอเมริกันติดยาเสพติดหนักกว่าเดิม การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศนับวันจะรุนแรง
            ไม่ใช่ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่จัดการปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลทำอยู่แต่ไม่ประสบผลเท่าที่ควร ปัญหากำลังทวีความรุนแรงและจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผลจากการโหมกระแสบางเรื่อง (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่) ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนให้สนใจเฉพาะเรื่องที่อยู่ในกระแส เช่น สงครามการค้ากับจีน ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ความวุ่นวายในตะวันออกกลาง รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา

ทรัมป์คือพระเอกหรือดารานำ :
            ถ้าโพลให้ความสำคัญกับทุกประเด็นรัฐบาลทรัมป์คงสอบตก อันที่จริงคะแนนนิยมปัจจุบันก็สอบตกอยู่แล้ว แต่อาจจะหนักกว่าเดิมจนสังคมอเมริกันทนไม่ได้ แต่ด้วยการเบี่ยงเบนประเด็น ทรัมป์กำลังเป็นพระเอก เป็นผู้นำคนอเมริกันทั้งชาติเผชิญหน้ากับศัตรูร้ายของประเทศ อย่างจีนกับเกาหลีเหนือ
            ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่หยุดที่จะทวิชข้อความที่สร้างความฮือฮาแก่คนทั้งโลก สื่อแทบทุกสำนักนำเสนอข้อความที่ทรัมป์ทวิชพร้อมกับบทวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะถูกตีความว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย ทรัมป์คือดารานำเสมอ (นี่คือการสร้างกระแสและนำกระแส)
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังพยายามสร้างภาพให้ตนดูดี เช่น เดินทางไปพบผู้นำเกาหลีเหนือ ลงเอยด้วยภาพอันชื่นมื่น แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือไม่คืบหน้าจริง ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังจะปรับสัมพันธ์เป็นปกติกับประเทศนี้
            ไม่ว่าการค้ากับจีนเป็นอย่างไร ปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือจะคืบหน้าหรือไม่ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำพูดของตนที่สมัชชาสหประชาชาติว่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จมากกว่าแทบทุกรัฐบาลในประวัติศาสตร์ประเทศของข้าพเจ้า เป็นคำพูดที่พูดในแทบทุกเวทีเพื่อให้เข้าใจว่าท่านคือพระเอกของอเมริกา
            เป็นบทสรุปที่ประธานาธิบดีต้องการ

ผลเสียจากภาพลวงตา :
ประการแรก มองข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
องค์การ Oxford Economics ชี้ว่าคนอเมริกันร้อยละ 60 เป็นหนี้มากขึ้น พร้อมกับอธิบายว่าคนกลุ่มนี้คือพวกรากหญ้ากับพวกกินเงินเดือนประจำ ปัจจุบันเป็นกำลังซื้อสำคัญ ต้องรับผลกระทบซ้ำซ้อนจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะสงครามการค้า นโยบายลดภาษี สินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าราคาสูงขึ้น เกิดเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขึ้น ผลลัพธ์คือหลายคนรายได้เพิ่มแต่รายจ่ายเพิ่มมากกว่า หลายคนแก้ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กรณีเลวร้ายคือคนที่เงินออมหมด ต้องใช้เงินกู้
          ประการที่ 2 มองข้ามภัยที่กำลังจะมาเยือน
โรแบร์โต อาเซเบโด (Roberto Azevedo) เลขาธิการองค์การการค้าโลกเตือนว่าสงครามการค้าเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโลก ยิ่งยืดเยื้อยิ่งก่อความเสียหาย อาจทำให้คนนับล้านตกงาน ส่งผลเสียต่อบริษัท ชุมชน
            นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมาก เช่น การปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 4 คนอเมริกันจำนวนมากอาจตกงาน ปัญหาจากภาวะโลกร้อน

ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงการขึ้นภาษีสินค้าจีนว่า ผมไม่ได้ทำเพื่อการเมือง ผมทำสิ่งที่ถูกต้องแก่ประเทศของเราบทความนี้พยายามพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอาจมีผลช่วยลดการขาดดุลได้บ้างแต่ไม่แก้ปัญหาขาดดุลได้จริง เพราะการขาดดุลเกิดจากหลายสาเหตุ หากจะแก้ต้องแก้สาเหตุอื่นๆ ด้วย แต่รัฐบาลทรัมป์พยายามชักนำให้คนอเมริกันเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างได้ผล ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้นจริง ทั้งยังละทิ้งประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่ด้อยกว่าการขาดดุลการค้า
            นี่คือการสร้างภาพลวงตา
            แน่นอนว่าการจัดระเบียบโลก การปิดล้อมจีนยังมีอยู่และดำเนินต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป ในอีกส่วนที่ต้องจัดการคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนอเมริกันให้รับรู้และเข้าใจตามแบบที่รัฐบาลต้องการ
21 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8016 วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2561)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ปัญหาขาดดุลเป็นเรื่องใหญ่ ทรัมป์หาเสียงแก้ไขปัญหาดังกล่าวและกำลังทำหน้าที่รัฐบาลที่ดี คำถามคือนโยบายที่ใช้มุ่งหวังแก้ปัญหาจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ ให้ได้ทำเท่านั้น
หลายรัฐบาลมองสื่อเป็นอริเพราะมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในอีกมุมหนึ่งสื่อถูกใช้เป็นกลไกของรัฐช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อทั้งระดับประเทศและโลก เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

บรรณานุกรม :
1. Chinese yuan weakens to 6.912 against USD Friday. (2018, October 12). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-10/12/c_137527308.htm
2. Consumers will pay the price of a global trade war, Daimler executive says. (2018, September 19). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/19/ultimately-the-one-who-closes-the-border-suffers-says-daimler-board-member.html
3. Full text: Trump's 2018 UN speech transcript. (2018, September 25). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2018/09/25/trump-un-speech-2018-full-text-transcript-840043
4. IMF warns of damage from trade fight, says U.S. vulnerable. (2018, July 17). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201807170013.html
5. IMF warns tariffs could come at ‘significant economic cost’. (2018, September 20). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/views/business/economy/2018/09/20/IMF-warns-tariffs-could-come-at-significant-economic-cost-.html
6. Interview: Focusing on trade deficit a misplaced attention, U.S. expert says. (2018, August 22). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/northamerica/2018-08/22/c_137408259.htm
7. Mortgage, Groupon and card debt: how the bottom half bolsters U.S. economy. (2018, July 24). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-economy-consumers-insight/mortgage-groupon-and-card-debt-how-the-bottom-half-bolsters-u-s-economy-idUSKBN1KD0EM
8. Trade war puts millions of jobs at risk. (2018, October 18). Manila Bulletin. Retrieved from https://business.mb.com.ph/2018/10/18/trade-war-puts-millions-of-jobs-at-risk/
9. Trump ready to hit all Chinese imports with tariffs. (2018, July 20). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/59946997c37f4665b54b37ce5d2c8629/Trump-ready-to-hit-all-Chinese-imports-with-tariffs
10. Trump will slap 10% tariffs on $200 billion in Chinese goods — and they will go to 25% at year end. (2018, September 18). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/17/trump-puts-new-tariffs-on-china-as-trade-war-escalates.html
11. US firms to Trump: Don’t raise tariffs on more Chinese goods. (2018, August 20).
AP. Retrieved from https://www.apnews.com/36dd836b6d944777a89594db6b4ca293/US-firms-to-Trump:-Don't-raise-tariffs-on-more-Chinese-goods
12. US firms warn next China tariffs to cost Americans from cradle to grave. (2018, August 20). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/world/us-firms-warn-next-china-tariffs-to-cost-americans-from-cradle-to-grave-10633714
13. Why the US trade deficit is a 'made in America' problem that won't be helped by Trump's strong-arming on trade. (2018, September 2). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/01/trade-deficit-is-made-in-america-wont-be-helped-by-trump-tariffs.html
-----------------------------

unsplash-logoOscar Keys

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…