ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้

2 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1334)

            นับจากเหตุการณ์เขตกึ่งปกครองตนเองไครเมียลงประชามติเพื่อขอแยกตัวจากประเทศยูเครน พร้อมกับเกิดกองกำลังไม่ทราบสังกัดซึ่งในขณะนี้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าคือกองกำลังของรัสเซียเข้าควบคุมไครเมียเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือที่นิยมเรียกกันว่า กลุ่ม G7 อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น คือฝ่ายที่ออกมาต่อต้านไครเมียกับรัสเซียอย่างแข็งขัน เพราะประเทศเหล่ามีความเกี่ยวข้องได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นกลุ่มประเทศผู้ทรงอิทธิพลของโลก มีบทบาทสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ
            จากการพบปะของผู้นำกลุ่ม G7 รวมทั้งประธานสภาผู้นำยุโรป (President of the European Council) และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (President of the European Commission) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดต่อสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้ มีสาระสำคัญและมีประเด็นวิเคราะห์วิพากษ์ที่สำคัญ ดังนี้

            ประเด็นแรก เรื่องสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน
            แถลงการณ์ล่าสุดยืนยันจุดยืนสนับสนุนอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชของยูเครน ชี้ว่าการผนวกไครเมียเป็นของรัสเซียขัดต่อรัฐธรรมนูญยูเครน ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กลุ่ม G7 ไม่ยอมรับการประกาศเอกราชของไครเมีย และการผนวกรวมกับรัสเซีย
            ประเด็นเรื่องการปกป้องอธิปไตยยูเครนเป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่ม G7 ไม่อาจละเลย แต่กลับไม่เอ่ยถึงต้นเหตุของเรื่องที่รัฐบาลรักษาการณ์ยูเครนชุดปัจจุบันมีนโยบายอิงฝ่ายตะวันตก ต้องการเป็นสมาชิกนาโตกับอียู ทำให้รัสเซียเห็นว่าตนกำลังถูกคุกคาม เพราะอาจกระเทือนถึงฐานทัพเรือรัสเซียที่เช่าพื้นที่ในไครเมีย และหากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต เท่ากับว่ากองกำลังนาโตได้ประชิดพรมแดนรัสเซีย เป็นเรื่องที่รัสเซียยอมไม่ได้โดยเด็ดขาดและชาติตะวันตกทราบดี
            รัสเซียละเมิดอธิปไตยยูเครนนั้นผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แถลงการณ์กลุ่ม G7 เรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซียปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหากับรัฐบาลยูเครน ทำให้เกิดข้อกังขาจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อย่างไร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้อยู่แล้วว่ารัฐบาลปูตินไม่ฟังเสียใคร

            ประเด็นที่สอง ยกระดับคว่ำบาตรหากรัสเซียยังดำเนินนโยบายทำลายเสถียรภาพยูเครน
            แถลงการณ์ฉบับล่าสุดย้ำว่า จะยกระดับคว่ำบาตรรัสเซียถ้าประธานาธิบดีปูตินยังดำเนินนโยบายทำลายเสถียรภาพของยูเครน มาตรการคว่ำบาตรต่อจากนี้จะเป็นการคว่ำบาตรเฉพาะเจาะจงต่อภาคส่วนที่จะกระทบเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นภาคพลังงาน การเงินการธนาคาร และความร่วมมือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์
            เมื่อพิจารณาแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้านี้ คือ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม กลุ่ม G7 ได้เตือนรัสเซียว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม หากรัสเซียผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ผลลัพธ์เป็นที่ทราบกันคือรัสเซียไม่สนคำขู่ ผนวกไครเมียอย่างรวดเร็วทันทีที่ประชาชนไครเมียลงประชามติขอแยกตัวเป็นอิสระจากยูเครนและขอรวมกับประเทศรัสเซีย สิ่งที่กลุ่ม G7 ตอบโต้คือการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัสเซียกับไครเมียไม่กี่คน ด้วยการไม่อนุมัติวีซ่า อายัดทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในประเทศต่างๆ บริษัทบัตรเครดิต Visa กับ MasterCard ระงับการให้บริการบัตรเครดิตแก่ธนาคารรัสเซีย 2 แห่ง
            จะเห็นได้ว่าบทโทษเหล่านี้เบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับประเทศยูเครนที่ต้องสูญเสียดินแดนไครเมียที่มีประชากรราว 2 ล้านคน

            ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งนักวิเคราะห์บางคนวิจารณ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน
            คำกล่าวอย่างขึงขังของประธานาธิบดีบารัก โอบามาที่พูดว่า “ยุโรปกับอเมริการวมเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุนรัฐบาลยูเครนและประชาชนยูเครน ... เรารวมใจเพื่อให้รัสเซียจ่ายราคาในสิ่งที่ได้กระทำ” กลายเป็นเพียงคำขู่ที่ไร้ราคา ไม่อาจปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน
            ผลลัพธ์สุดท้าย ฝ่ายที่สูญเสียมากที่สุดคือประเทศยูเครน

            ประเด็นที่สาม นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย
            ประเด็นพลังงานเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเรื่องแรกๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสินค้าส่งออก และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัสเซีย ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในสัดส่วนที่สูง เกิดข้อวิพากษ์มากมายว่าชาติตะวันตกควรคว่ำบาตรการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียหรือไม่ แถลงการณ์ฉบับล่าสุดเป็นครั้งแรกที่ระบุว่ากลุ่ม G7 จะทบทวนนโยบายพลังงาน ซึ่งหมายถึงลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย
            การประกาศทบทวนนโยบายพลังงานจึงเป็นการรุกครั้งใหญ่ แต่เพียงการพูดนั้นเป็นเรื่องง่าย การปฏิบัติเป็นเรื่องยาก เพราะหลายประเทศในยุโรปที่เป็นฝ่ายชาติตะวันตกล้วนพึ่งพานำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ทั้งน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ การจะยกเลิกนำเข้าโดยทันทีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งประเทศคู่กรณีอย่างยูเครน ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึงร้อยละ 50 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่บ้านเรือน และที่น่าประหลาดใจคือนายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน ยืนยันว่าประเทศยังต้องซื้อพลังงานจากรัสเซียอีกต่อไป เป็นท่าทีที่ไม่แตกต่างจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ
            ที่ผ่านมามีการพูดถึงการนำเข้าทดแทนจากประเทศอื่นๆ เช่น จากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือจากสหรัฐฯ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของแผนระยะยาวที่ยังต้องดำเนินการเชิงโครงสร้างอีกมาก อันหมายถึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างโครงสร้างเหล่านี้ รวมทั้งราคาที่ผู้บริโภคอาจต้องแบกรับเพิ่มขึ้น
            เป็นไปได้หรือไม่ว่า รัฐบาลหลายประเทศอาจนึกในใจว่าที่สุดแล้วการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียยังเป็นวิธีการที่ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุด นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียจึงเป็นเพียงคำขู่ในระยะนี้เท่านั้นเอง

วิเคราะห์องค์รวม :
            เมื่อวิเคราะห์แถลงการณ์ของกลุ่ม G7 ทั้ง 3 ฉบับนับจากเกิดวิกฤตยูเครน พบว่า 2 ท่าทีสำคัญของกลุ่ม G7 คือ แสดงจุดยืนว่ารัสเซียได้ละเมิดอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน กับขอให้รัสเซียยับยั้งชั่งใจ ไม่ยั่วยุหรือดำเนินการใดๆ อันจะเป็นเหตุให้สถานการณ์วิกฤตกว่าที่เป็นอยู่
            ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากแถลงการณ์ล่าสุดกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้อีก 2 ฉบับ พบว่าเนื้อหาใจความใกล้เคียงกัน แถลงการณ์ฉบับล่าสุดเพิ่มเติมเรื่องยกระดับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น
            ในแง่หนึ่งอธิบายได้ว่า กลุ่ม G7 เสมอต้นเสมอปลาย รักษาจุดยืนของตน ในอีกมุมหนึ่งมองได้ว่า ทางกลุ่มไม่สามารถหรือไม่ยอมแสดงบทบาทเพิ่มเติมใดๆ ทั้งๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ ไครเมียประกาศเอกราชจากยูเครน และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย

            ตลอดเดือนเศษที่ผ่านมา รัฐบาลยูเครนใช้วาจาแข็งกร้าวต่อรัสเซีย แต่รัฐบาลยูเครนไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ ได้แต่ร้องขอให้ชาติตะวันตก ประชาคมโลกช่วยกันใช้ทุกมาตรการเพื่อให้รัสเซียคืนดินแดน ชาติสมาชิกกลุ่ม G7 หลายประเทศตอบสนองด้วยคำขู่คำเตือนมากมาย แต่ไม่มีประเทศใดดำเนินมาตรการที่มีน้ำหนักมากเพียงพอ และเมื่อพิจารณาจากแถลงการณ์ล่าสุดของกลุ่ม G7 ที่มุ่งหวังไม่ให้สถานการณ์บานปลายกว่านี้ จึงคาดว่าประเทศยูเครนคงจะเสียพื้นที่เขตไครเมียแก่รัสเซียอย่างถาวร

            หากเทียบกับกรณีอิรักบุกยึดคูเวตเมื่อปี 1990 ในครั้งนั้น ประชาคมโลกได้ผนึกกำลัง คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติอนุมัติให้ใช้กำลังต่ออิรัก ถ้าอิรักไม่ยอมถอนตัวจากคูเวต สงครามเพื่อขับไล่อิรักเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 1991 ประกอบด้วยกองทหารสหประชาชาติเกือบ แสนนาย ในจำนวนนี้กว่า แสนนายเป็นทหารสหรัฐฯ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของสหรัฐฯ ประสบชัยชนะอย่างง่ายดาย กองทัพอิรักถอยออกจากการยึดครองคูเวต และยอมรับการหยุดยิงในเดือนเมษายน 1991
            ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างกรณีอิรักยึดครองคูเวตกับกรณีรัสเซียควบคุมไครเมีย คือ รัสเซียเป็นชาติมหาอำนาจ มีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก เป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ อีกทั้งเศรษฐกิจรัสเซียเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจยุโรปและอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งหมดนี้ ก่อให้เกิดข้อสรุปว่า เมื่อรัสเซียรุกรานควบคุมดินแดนประเทศเล็กๆ อย่างยูเครน กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กลายเป็นสิ่งที่แทบจะไร้ความหมาย ไม่อาจปกป้องอธิปไตยยูเครนได้เลย
            นี่คือความจริงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์

            ถ้าจะวิเคราะห์ให้ครบถ้วน วิกฤติยูเครนนั้นซับซ้อนกว่าการที่รัสเซียผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เนื่องจากต้นตอวิกฤตเกิดจากการแทรกแซงก้าวก่ายของชาติมหาอำนาจ ยูเครนกลายเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการช่วงชิง การแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจที่หวังจะมีอิทธิพลต่อยูเครน เป็นผลจากนโยบายของนาโตที่ต้องการขยายสมาชิกสู่ตะวันออก อันหมายถึงต้องการให้ประเทศที่แตกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นพันธมิตรของโซเวียต เข้าเป็นสมาชิกนาโต ส่วนรัสเซียนั้นหวังใช้ประเทศยูเครนเป็นรัฐกันชน ไม่ต้องการให้กองกำลังนาโตมาประชิดพรมแดนของตนโดยตรง

            การแข่งขันช่วงชิงอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจจึงเป็นต้นเหตุของวิกฤตยูเครนในขณะนี้ นักวิชาการบางคนเห็นว่าการแก้รากปัญหาจึงอยู่ที่การระวังไม่ให้ประเทศตกเป็นพื้นที่ของการแทรกแซง ประเทศด้อยอิทธิพลควรวางตัวเป็นกลาง วางระยะห่างจากชาติมหาอำนาจต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            นอกจากนี้ ประเทศเล็กหรือมีอิทธิพลน้อยต้องรวมกลุ่มเพื่อต้านการแทรกแซงจากประเทศที่ใหญ่กว่า การรวมตัวเป็นกลุ่มระดับภูมิภาคหรืออนุภูมิภาคจึงมีประโยชน์ในหลายด้าน ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ช่วยปกป้องอธิปไตย เสริมความมั่นคงทางทหาร กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ย้ำเตือนความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ ทั้งยังเป็นข้อเตือนใจแก่องค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and Rule)
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว

บรรณานุกรม:
1. Cipkowski, Peter. (1992). Operation Desert Storm: Understanding The Crisis in The Persian Gulf. New York: John Wiley & Sons.
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. G7 sanctions will strike hard on Russia’s economy, finance and armory. (2014, March 25). Charter'97. Retrieved from http://www.charter97.org/en/news/2014/3/25/91793/
4. G-7 Leaders Statement. (2014, March 2). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/03/02/g-7-leaders-statement
5. Help from Germany: Firms Could Soon Provide Gas to Ukraine. (2014, March 11). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/german-companies-prepare-plans-to-supply-ukraine-with-gas-a-957988.html
6. Joint G7 statement from The Hague. (2014, March 24). Horseed Media . Retrieved from http://horseedmedia.net/2014/03/24/joint-g7-statement-hague/
7. Marr, Phebe. (2012). The Modern History of Iraq. USA: Westview Press.
8. Obama Finds Cold War Echoes in Face-Off With Putin. (2014, March 24). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-03-23/obama-finds-cold-war-echoes-in-face-off-with-putin.html
9. Statement of G-7 Leaders on Ukraine. (2014, March 12). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/03/12/statement-g-7-leaders-ukraine
10. Yatsenyuk: Ukraine will have to buy Russian gas even at $500 per 1,000 cubic meters. (2014, March 22). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/economy/724884
--------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…