ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน

มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6333 วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2557) 

            เมื่อสองสามเดือนก่อน สถานการณ์ในยูเครนยังเป็นเรื่องความวุ่นวายทางการเมือง อันเนื่องจากการชุมนุมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ประท้วงรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ที่ไม่ยอมทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป เนื่องจากรัฐบาลต้องการทำการค้ากับรัสเซียมากกว่า แต่แล้วเรื่องราวลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายตะวันตก เมื่อกองกำลังติดอาวุธซึ่งเชื่อว่าเป็นกองกำลังของรัสเซียเข้าควบคุมเขตไครเมียแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
            รัฐบาลรัสเซียอ้างว่าจำต้องเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือนยูเครนเชื้อสายรัสเซีย แต่เหตุผลลึกๆ คือ ยูเครนตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ คือ มีพรมแดนติดรัสเซียและเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย ที่รัสเซียขอเช่าพื้นที่จากยูเครน
            ทันทีที่ไครเมียถูกควบคุม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พร้อมด้วยนายเดวิด คาเมรอน นายกฯ อังกฤษ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกฯ เยอรมัน และนายบรอนิสลาฟ คอมอรอฟสกี (Bronislaw Komorowski) ประธานาธิบดีโปแลนด์ ประกาศจุดยืนร่วมกันว่ารัสเซียรุกรานยูเครน “ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน”
            ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะตอบโต้รัสเซียด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับทางการทูต ยังไม่พิจารณาเรื่องการใช้กำลัง เหตุที่รัฐบาลโอบามาประกาศเช่นนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าอยากจะใช้วิธีเจรจาก่อน ไม่ต้องการยั่วยุให้สถานการณ์บานปลายกว่าเดิม ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ควรเลือก แต่ก็มีข้อเสียและข้อวิพากษ์ตามมามากมาย และเอื้อให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบในขณะนี้

            ภายในสถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ สามารถอธิบายการเดินเกมแบบทั้งขู่ทั้งปลอบของรัสเซีย ดังนี้
          ประการแรก หมากไครเมียลงประชามติรวมกับรัสเซีย
            หากย้อนเวลาถอยหลังเล็กน้อย เมื่อกองกำลังติดอาวุธเข้าควบคุมไครเมียนั้น ได้ควบคุมรัฐสภาไครเมียด้วย และมีการจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ (ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูเครน แต่เป็นเขตกึ่งปกครองตนเอง) นายเซอร์เกย์ อัคเซโนฟ (Sergei Aksenov) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไครเมีย
            การปรากฏตัวของรัฐบาลไครเมียชุดใหม่มีความสำคัญ เพราะประกาศปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจจากรัฐบาลกลางยูเครน เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลรักษาการยูเครนไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลไครเมียยังจัดตั้งกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก (แต่เดิมไม่มีกระทรวงดังกล่าว เพราะถือว่าอยู่ใต้อธิปไตยของยูเครน) เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าไครเมียกำลังคิดแยกตัวออกจากยูเครนโดยสมบูรณ์
            ในระหว่างที่ชาติตะวันตกยังไม่มีข้อมติชัดเจนใดๆ ว่าจะจัดการเรื่องยูเครนอย่างไร วันที่ 6 มีนาคม รัฐสภาไครเมียกับสภาเทศบาลเมืองเซวาสโตโพล (Sevastopol) มีมติเห็นชอบที่จะเข้าร่วมรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ขั้นตอนจากนี้คือการลงประชามติในวันที่ 16 เดือนนี้ นายวลาดิเมียร์ คอนสแตนตินอฟ (Vladimir Konstantinov) โฆษกรัฐสภาไครเมียกล่าวว่า “เราไม่ได้เร่งรีบ แต่ทำสิ่งที่สถานการณ์ปัจจุบันเรียกร้อง” ตอบสนองกระแสความต้องการของประชาชน
            ด้านรัฐสภารัสเซียตอบสนองด้วยการแสดงท่าทีว่า จะพิจารณากฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ถ้ามีการลงประชามติและผู้นำประเทศมีคำสั่ง
            ที่น่าสนใจคือ เมื่อสองสามวันก่อนหน้าลงมติของรัฐสภาไครเมีย มีข่าวว่าพลเมืองไครเมียจะลงประชามติในวันที่ 30 มีนาคม เพื่อเรียกร้องมีอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้น และอาจนำสู่การกลับไปรวมกับรัสเซียใหม่อีกครั้ง (เขตไครเมียเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต ถูกรวมเข้ากับยูเครนในปี 1954) ดังนั้น การลงมติรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ชี้ว่ามีการตัดสินใจแล้วที่จะเดินหน้ารวมกับรัสเซียใหม่อีกครั้ง

            ไม่ว่ารัฐสภาไครเมียจะอ้างเหตุผลอย่างไร การกำหนดลงประชามติในวันที่ 16 เร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 2 สัปดาห์ โดยปราศจากการทำประชาพิจารณ์ที่น่าจะทำล่วงหน้าหลายเดือน ทั้งยังมีคำถามต่อความชอบธรรมของรัฐบาลไครเมียชุดปัจจุบัน ที่เพิ่งจัดตั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางการควบคุมของกองกำลังติดอาวุธไร้สังกัด ซึ่งเชื่อกันว่าคือกองกำลังรัสเซีย
            การรีบเร่งทำประชามติ ชี้ว่ารัสเซียกำลังเดิมเกมเร็ว อาศัยการแยกตัวออกของไครเมียเป็นแรงกดดันชาติตะวันตกอีกทางหนึ่ง เพื่อกดดันชาติตะวันตกให้ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย ไม่ยอมให้ฝ่ายตะวันตกถ่วงเวลายืดยาวออกไป ทั้งยังชี้ว่าหมากไครเมียแยกตัวอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย เพราะขั้นตอนต่อจากการลงประชามติคือขั้นตอนของฝ่ายรัสเซีย ซึ่งจะเร่งรัดหรือยืดการตัดสินเป็นเมื่อไหร่ก็ได้

          ประการที่สอง รัสเซียจะบุกยูเครนเพิ่มเติมหรือไม่
            ต้นเดือนมีนาคม นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียจะยังไม่ส่งทหารเข้ายูเครน (หมายถึงเข้าทางด้านยูเครนตะวันออก) “ณ ขณะนี้ยังไม่จำเป็น แต่ก็อาจเป็นไปได้” ถ้าเกิดสถานการณ์วุ่นวายในยูเครนตะวันออก และชาวบ้านร้องขอความช่วยเหลือ รัสเซีย “จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประชาชนเหล่านั้น” คำพูดของประธานาธิบดีปูติน อยู่ในช่วงจังหวะเดียวกับการการเจรจายุติปัญหากับประเทศอื่นๆ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการประกาศจุดยืน ว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งทหารข้ามพรมแดนเข้ายูเครนตะวันออก “ถ้าจำเป็น” ซึ่งสามารถตีความต่อได้อีกหลายทาง เช่น หากยูเครนหรือนาโตเตรียมส่งกองทัพเพื่อยึดไครเมียคืน รัสเซียจะชิงส่งทหารเข้าบุกก่อนทันที
            แท้ที่จริงแล้ว การคาดการณ์ว่ารัสเซียจะส่งทหารควบคุมยูเครนหรือไครเมียไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนหลังเมื่อปี 2005 เมื่อนายวิกเตอร์ ยูเชนโก (Viktor Yushchenko) ที่ชาติตะวันตกสนับสนุน ชนะการเลือกตั้ง ก็มีกระแสข่าวว่าหากประธานาธิบดีคนใหม่ไม่ยอมให้กองเรือรัสเซียประจำการต่อในฐานทัพที่ไครเมีย รัสเซียอาจส่งทหารเข้ายูเครน
            เรื่องทำนองนี้ชาติตะวันตกรู้ดีมาโดยตลอด และกังวลใจว่าวันหนึ่งรัสเซียจะบุกยูเครน

            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการ คือ การรักษาอิทธิพลของตนในยูเครนตะวันออกกับเขตไครเมีย ซึ่งรัสเซียสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นกับบริบท ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง
            ขณะนี้เขตไครเมียอยู่ในการควบคุมร่วมระหว่างรัฐบาลไครเมียกับกองทัพรัสเซียแล้ว จึงเกิดคำถามว่ารัสเซียจะบุกยูเครนส่วนที่เหลือหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ยูเครนตะวันออก ซึ่งประชากรจำนวนมากมีเชื้อสายรัสเซีย พูดภาษารัสเซีย เศรษฐกิจท้องถิ่นผูกโยงกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด นายวิลเลียม เฮก (William Hague) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ กล่าวยอมรับด้วยความกังวงลว่า นอกจากควบคุมไครเมียแล้ว รัสเซียอาจเคลื่อนกำลังเข้าไปในส่วนอื่นของยูเครน ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์วิกฤตกว่าเดิม
            หมากของรัสเซียคือ หากการเจรจาไม่สมประโยชน์รัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินอาจสั่งเคลื่อนทัพเข้ายูเครนตะวันออก นั่นหมายความว่าสถานการณ์ยูเครนและภูมิภาคจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตร้ายแรง
            แรงกดดันตกอยู่กับฝ่ายชาติตะวันตกว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร

          ประการที่สาม ใช้เศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน
            ถ้าจะวิเคราะห์เรื่องพลังอำนาจทางทหาร รัสเซียในปัจจุบันกำลังฟื้นฟูอำนาจการรบให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อย่างน้อยให้ยิ่งใหญ่สมกับความเป็นชาติมหาอำนาจ ให้เพียงพอต่อการป้องกันประเทศ แต่ ณ วันนี้ สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีอานุภาพทางทหารมากที่สุด ดังนั้น พลังอำนาจทางทหารของรัสเซียไม่อาจเทียบกับฝ่ายชาติตะวันตก ไม่ว่าจะมองในแง่เทียบกับสหรัฐเพียงประเทศเดียว หรือเปรียบเทียบในกรอบองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต
            ประเด็นอยู่ที่ว่าโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น แต่เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด รัสเซียเป็นทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าลำดับต้นๆ ของสหภาพยุโรป (อียู) และที่สำคัญคือ หากเกิดวิกฤตร้ายแรง จะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อตลาดเงินตลาดทุน หากเกิดสงครามขึ้นจริง ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของอียูที่ยังอยู่ในภาวะประคองตัว ชาติสมาชิกอียูหลายประเทศพร้อมจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐนั้นแม้จะดีขึ้นตามลำดับ ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่ก็พร้อมที่จะกลายเป็น “ขาลง” ได้เช่นกัน
            เมื่อประธานาธิบดีโอบามาขู่ว่าจะคว่ำบาตรรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินจึงโต้กลับว่า ชาติตะวันตกจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน และเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลโอบามาจึงประกาศว่าจะแก้ปัญหาด้วยการเจรจา ด้วยการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจกับทางการทูตต่อรัสเซีย ประเทศทุนนิยมอย่างสหรัฐย่อมเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ได้ดีกว่าประเทศใดๆ

          ประการที่สี่ รัสเซียเสนอให้ยูเครนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยเร็ว
            ภายใต้หมากกลดังกล่าว รัสเซียได้เปิดทางให้กับฝ่ายตะวันตกด้วย (พูดให้ถูกต้องกว่านี้คือ รัสเซียได้กำหนดผลประโยชน์ที่ตนต้องการไว้อย่างชัดเจน) ข้อเสนอของรัสเซียเพื่อเป็นทางออกของทุกฝ่าย คือ ขอให้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งโดยเร็ว โดยที่นายยานูโควิชยังอยู่ในฐานะประธานาธิบดี
            จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของรัสเซียคือ กลับไปมองว่าต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดมาจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในยูเครน (ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ความมั่นคงของรัสเซีย) จึงขอให้แก้ความขัดแย้งด้วยการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่รับปากว่าจะคืนไครเมียให้ยูเครน เป็นไปได้ว่าอาจจะคืนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับสถานการณ์ การเจรจาต่อรอง

            สถานการณ์ขณะนี้รัสเซียจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบ หากชาติตะวันตกไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลาย ทางออกที่ละมุนละม่อมมากสุด คือทำตามข้อเสนอของรัสเซีย ให้ตัดสินปัญหาด้วยการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
            ถ้าเป็นไปในทิศทางนี้ หากผู้สมัครที่รัสเซียสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง รัสเซียอาจยอมคืนไครเมียแก่ยูเครน (สถานการณ์กลับสู่จุดตั้งต้น คืนสู่ภาวะปกติ) แต่หากแพ้และผู้นำยูเครนคนใหม่ดำเนินนโยบายใกล้ชิดตะวันตก ยูเครนอาจเกิดเหตุวุ่นวายอีกรอบ เพื่อให้กองกำลังติดอาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง (สถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกรอบ)
            หรือรัสเซียอาจเลือกทางออกอีกอย่างคือ สนับสนุนให้ไครเมียกับยูเครนตะวันออกแยกตัวเป็นเอกราชจากยูเครน ซึ่งวิธีการหลังนี้น่าจะเป็นทางเลือกลำดับท้ายๆ

            ทั้งหมดนี้เป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ยูเครนตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ มีพรมแดนติดรัสเซีย และเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย หากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ยูเครนอาจไม่ยอมให้รัสเซียเช่าฐานทัพเรือที่ไครเมียอีกต่อไป อีกทั้งนาโตอาจวางกองกำลังในยูเครนที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ขณะนี้ รัสเซียอยู่ในฐานะได้เปรียบ เพราะอย่างน้อยได้ควบคุมไครเมียแล้ว ในขณะที่นาโตลังเลใจที่จะตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทหาร

2. ยูเครนวิกฤตรัสเซียสู้ไม่ถอย (Ookbee)
ยูเครนเป็นประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต เริ่มเป็นรัฐอธิปไตยหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตั้งแต่ปลายปี 2013 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัสเซียส่งกองกำลังเข้ายึดไครเมีย และเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมในฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ความสำคัญของสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้คือการเผชิญหน้า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย อีกฝ่ายคือสหรัฐฯ กับพันธมิตรอียู การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจรุนแรงยืดเยื้อกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากรัฐบาลรัสเซียสู้ไม่ถอย

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1.Bowie, Nile. (2014, March 4). US hypocrisy over ‘Russian aggression’ in Ukraine. Retrieved from http://rt.com/op-edge/ukraine-us-hypocrisy-russia-758/
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. Judah, Ben. (2013). Fragile Empire: How Russia Fell in and Out of Love with Vladimir Putin. UK: Yale University Press.
4. Putin: Deploying Russian troops in Ukraine not necessary now, but possible. (2014, March 4). Pravda.Ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/news/russia/04-03-2014/127014-putin_russian_troops_ukraine-0/
5. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
6. Russia tightens grip on Crimea as West scrambles to respond. (2014, March 3). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/03/russia-tightens-grip-on-crimea-as-west-scrambles-to-respond/
7. Sevastopol and Crimean parliament vote to join Russia, referendum to be held in 10 days. (2014, March 7). RT. http://rt.com/news/crimea-referendum-status-ukraine-154/
8. Standoffs persist in Crimea as Kerry prepares to meet Russian counterpart. (2014, March 5). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/europe/standoffs-persist-in-crimea-as-kerry-prepares-to-meet-russian-counterpart/2014/03/05/6677625e-a45f-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
9. Ukraine crisis: Western leaders scramble to respond to Russian incursion. (2014, March 2). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/02/crimean-leader-claims-control-asks-russia-for-help-in-restoring-peace/
------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…