วิสัยทัศน์โอบามา ระบบโลกใหม่ที่ควบคุมทุกรัฐบาลทั่วโลก

นับเป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแสดงสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เนื้อหาปีนี้ยังเน้นให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ พูดถึงเรื่องสงครามกลางเมืองในซีเรีย การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ทั้งหมดเป็นประเด็นร้อนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากมองข้ามประเด็นเหล่านี้จุดที่น่าสนใจคือในส่วนสุดท้ายของสุนทรพจน์ ประธานาธิบดีโอบามาได้แสดงวิสัยทัศน์เรื่ององค์กรหรือระบบโลกที่เข้าควบคุมจัดการเหตุจลาจลวุ่นวาย สงครามกลางเมืองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคน
            บทความนี้จะตีความวิสัยทัศน์ดังกล่าวพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
เหตุผลที่มา หลักคิดของโอบามา:
            ประการแรก เหตุจากความมั่นคงภายในอันเปราะบาง พลเรือนถูกกระทำทารุณกรรม
            ประธานาธิบดีโอบามาเริ่มต้นด้วยการคาดการณ์สถานการณ์โลกในอนาคตว่า บางประเทศบางสังคมอาจเกิดเหตุวุ่นวาย มีการใช้ความรุนแรง พลเรือนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กต้องเสียชีวิต เกิดเสียงเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้าจัดการ แต่เนื่องจากระบบโลกปัจจุบันยังไม่มีสถาบันระหว่างประเทศใดสามารถยื่นมือเข้าปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกจะได้ร่วมกันคิดว่าจะจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างไร
            ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าความขัดแย้งภายในรัฐจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่รัฐที่เป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) หลายกรณีมีต้นเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจสังคมภายในที่รุมเร้าอย่างกรณีอาหรับสปริงในปัจจุบัน และที่จะเกิดจากชนกลุ่มน้อย เช่น พวกเคิร์ดในตุรกี ชีอะฮ์ในเลบานอน
            ที่ผ่านมายังติดเรื่องอธิปไตย ถกเถียงกันว่ากรณีใดที่นานาชาติควรแทรกแซง ดังเช่นกรณีซีเรียในปัจจุบัน ฝ่ายรัฐบาลระบุว่าการประท้วงไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ กลุ่มผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าแทรกแซงซ้ำเติมสถานการณ์ รัฐบาลกำลังปกป้องพลเรือนปกป้องอธิปไตยของตน ในขณะที่อเมริกากับพันธมิตรเห็นว่ารัฐบาลซีเรียสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์

            ประการที่สอง สหประชาชาติจำต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
            ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเห็นว่าสหประชาชาติควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสหประชาชาติในปัจจุบันได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันสงครามระหว่างรัฐ ขาดประสิทธิภาพในการป้องกันการสังหารหมู่ภายในประเทศ
            ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามากำลังพูดถึงบทบาทของกองกำลังสหประชาชาติเรื่องการสร้างความสงบ (Peacemaking) ที่เจตนารมณ์เดิมของสหประชาชาติไม่มุ่งหวังให้องค์กรแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาภายในของประเทศใดๆ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียวหมีการถกเถียงกันมานานแล้ว เช่น การเข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองไม่จำต้องได้รับการยินยอมจากรัฐบาลของประเทศนั้น คำถามคือสหประชาชาติควรทำหน้าที่สร้างสันติภาพมากน้อยเพียงไร หรือควรมุ่งจำกัดกรอบให้เป็นการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping) เข้าระงับการพิพาท
            ไม่ว่าเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีโอบามาคืออะไร ท่านเห็นว่ากฎบัตรสหประชาชาติต้องปรับปรุง อาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือไม่ก็ต้องสถาปนาองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกองค์กรหนึ่งเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว

            ประการที่สาม อเมริกาต้องช่วยเหลือปกป้องพลเรือนร่วมกับนานาชาติ
            ในยามที่ประเทศใดอยู่ในภาวะดังกล่าวประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าสหรัฐมีหน้าที่ต้องเข้าไปปกป้องพลเรือนจากพฤติกรรมทารุณชั่วร้าย เป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แต่อเมริกาไม่สามารถและไม่ควรแบกรับหน้าที่ดังกล่าวเพียงลำพัง พยายามชี้ให้เห็นผลดีที่เกิดขึ้น เช่น อเมริกาสนับสนุนฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในประเทศมาลี สามารถผลักดันพวกอัลกออิดะห์ เพื่อให้กองกำลังแอฟริกันรับช่วงดูแลความเรียบร้อยนำความสงบสุขกลับมา ปัจจุบันอเมริกาเข้าร่วมในกองกำลังสหประชาชาติเพื่อปกป้องพลเรือนในลิเบีย เป็นเหตุให้หลายชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ยับยั้งไม่ให้กลุ่มอดีตทรราชคืนสู่อำนาจ แม้หลายคนอาจวิพากษ์ว่าลิเบียในขณะนี้ประสบปัญหาหลายอย่าง อีกหลายพื้นที่ที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย กลุ่มติดอาวุธกับพวกสุดโต่งเข้าควบคุมเขตพื้นที่ต่างๆ ตามอำเภอใจ แต่หากไม่มีกองกำลังสหประชาชาติในวันนี้สถานการณ์ลิเบียจะย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ จะเกิดสงครามกลางเมือง พวกอัลกออิดะห์สามารถฆ่าหรือทารุณประชาชนตามใจชอบ
            เป็นการตอกย้ำจุดยืนเดิมๆ ของอเมริกา เห็นว่ามีความชอบธรรมที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นเมื่อเกิดเหตุจลาจลวุ่นวาย อเมริกาไม่หวังผลเลิศในทุกกรณีแต่อย่างน้อยดีกว่าไม่ทำอะไรเลย พร้อมกับเรียกร้องนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

            ประการที่สี่ เป้าหมายคือองค์กรหรือระบบระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการเข้าแทรกแซง
            หลังจากไล่เลี่ยงเหตุผลที่มา จุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง จนถึงจุดยืนของอเมริกา ท้ายที่สุดประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าสถานการณ์โลกไม่ได้ดำเนินในแนวทางที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบตามหลักอุดมคติ “โลกไม่ได้อยู่ในทางที่ดีที่สุด หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับการเข้าจัดการทุกกรณี หลักอธิปไตยเป็นหัวใจของระเบียบระหว่างประเทศ แต่ไม่ควรให้ทรราชใช้อธิปไตยเป็นโล่ปกป้องตนเองในยามที่เขาสังหารผู้คน หรือเป็นข้ออ้างให้ประชาคมโลกปิดตาตัวเอง” แน่นอนว่าเราไม่สามารถขจัดความชั่วทุกอย่าง มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
            อย่างไรก็ตาม “ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราสามารถอ้าแขนต้อนรับอนาคตที่แตกต่าง” ด้วยการที่ทุกประเทศมีนโยบายดำเนินการบางอย่างเพื่อให้ “ประเทศทั้งหลายมีความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนและสิทธิต่างๆ ของปัจเจกบุคคล” หากประเทศใดฝ่าฝืนจะโดนทำโทษ เช่น ถูกคว่ำบาตร ได้รับแรงกดดันทางการทูต ถูกแทรกแซงด้วยกำลังทหารจากนานาชาติถ้าจำเป็น รวมถึงการที่นานาประเทศมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศอื่นๆ ให้สามารถรักษากฎเกณฑ์ต่างๆ
            สรุปแล้วประธานาธิบดีโอบามาวาดฝันถึงระบบโลกที่มีกลไกจัดการรัฐบาลของประเทศใดๆ ที่ขาดธรรมาภิบาล ไม่เคารพสิทธิของปัจเจกบุคคล
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวต่อว่า “นี่คือประชาคมโลกที่อเมริกาแสวงหา” โลกที่เหล่าผู้ปกครองไม่สามารถก่อสงครามอันป่าเถื่อน โลกที่พวกเราสามารถแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามที่บรรพบุรุษได้สู้รบกันมา โลกที่มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก
            ผลลัพธ์ที่ได้ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการเมืองภายในหรือระหว่างประเทศเท่านั้น จะเกี่ยวข้องกับชีวิตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาความอดอยากยากจน สุขภาพอนามัย ปัญหาโลกร้อน สิทธิในการประกอบอาชีพ “นี่คือการมองโลกอนาคตด้วยความหวังไม่ใช่ด้วยความกลัว และเชื่อว่าประชาคมโลกจะสามารถขับเคลื่อนให้โลกมีสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความยุติธรรมยิ่งกว่าเดิมเพื่อชนรุ่นถัดไป”
            รวมความแล้วคือระบบโลกที่ดูแลควบคุมมนุษย์ทุกคนผ่านรัฐบาลของประเทศนั้นนั่นเอง

วิเคราะห์องค์รวม:
            หากคิดวิเคราะห์ในรายละเอียดจะมีประเด็นให้ถกเถียงถึงความถูกต้อง เช่น ถ้าคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศหรือต่างชาติต้องการล้มรัฐบาล จึงจัดตั้งกลุ่มชุมนุมประท้วงด้วยความรุนแรง ยั่วยุให้รัฐบาลปราบปราม ยั่วยุให้เกิดสถานการณ์รุนแรงเพื่อดึงนานาชาติเข้ามาแทรกแซง จะเป็นการช่วยคนกลุ่มดังกล่าวหรือต่างชาติล้มรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศหรือไม่
            สหประชาชาติหรือระบบโลกใหม่จะวินิจฉัยเรื่องเหล่านี้อย่างไร เกณฑ์การตัดสินใจเป็นอย่างไร ใครหรือกลไกการสรุปตัดสินเป็นอย่างไร เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นให้ถกเถียงและไม่มั่นใจว่าระบบใหม่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของพวกที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลที่ชอบธรรม
            ในทางเทคนิคจะมีปัญหาบางอย่าง เช่น ใครจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหประชาชาติมีปัญหาเรื่องงบประมาณ อยู่ในภาวะต้องรัดเข็มขัด เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ชำระเงินตามกำหนด อเมริกาคือหนึ่งในประเทศที่ค้างชำระมากที่สุด นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเหตุที่ไม่ชำระเพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการของสหประชาชาติ สมาชิกสภาคองเกรสมีความเห็นต่างว่าอเมริกาควรสนับสนุนด้านงบประมาณมากน้อยเพียงใด บางคนเห็นว่าบางประเทศชำระน้อยแต่มีอิทธิพลต่อสหประชาชาติมาก (แนวคิดผู้จ่ายมากควรมีอิทธิพลมาก ผู้จ่ายน้อยควรมีอิทธิพลน้อย) หากจะให้สหรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่คงต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณ แต่ผลที่ตามมาคือหลายประเทศอาจไม่เห็นด้วยและไม่ยินดีชำระเพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อตนเช่นกัน
            ยิ่งหากกองกำลังสหประชาชาติมีพันธะกิจต้องเข้าจัดการเหตุจลาจลสงครามกลางเมืองในทุกกรณี ต้องเพิ่มจำนวนกองกำลังอีกมาก บางกรณีต้องใช้อาวุธหนัก เป็นภาระด้านงบประมาณอย่างยิ่ง

            หากมองย้อนอดีตการเสนอความคิดปรับเปลี่ยนสหประชาชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอ็ช.ดับเบิ้ลยู. บุชเรียกร้องให้สหประชาชาติเพิ่มบทบาทด้านการทูตเชิงป้องกัน เพิ่มบทบาทกองกำลังรักษาสันติภาพและสร้างความสงบ ประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันก็กล่าวในทำนองเดียวกัน เรียกร้องให้เพิ่มบทบาทของสหประชาชาติในการป้องกันเหตุมากกว่าเข้าไประงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้ว
            ดังนั้น สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามาคือการสานต่อ ปรับปรุงแนวคิดดังกล่าวให้ทันสมัยคมชัดยิ่งขึ้น คือระบบโลกใหม่ที่มีกลไกควบคุมเข้มข้นกว่าเดิม ความเป็นอธิปไตยลดน้อยลง รัฐทั้งหลายอยู่ภายใต้แนวทางเดียว ผลลัพธ์สุดท้ายคือมนุษย์ทุกคนทั่วโลกอยู่ภายใต้ระบบใหม่ มีวิถีชีวิตตามแบบแผนที่ระบบใหม่วางไว้เหมือนกันทั้งโลก นี่คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลโอบามาของรัฐบาลอเมริกัน ไม่ว่าจะมีข้อถกเถียงโต้แย้งมากน้อยเพียงไร
29 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6173 วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ,
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1752)
-------------------------
บรรณานุกรม:
1. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. The White House. http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013.
2. National Intelligence Council.  Global Trends 2030: alternative world. http://www.dni.gov/files/documents/GlobalTrends_2030.pdf accessed 27 January 2013.
3. Interview Given by President al-Assad to Lebanese Al-Manar TV, SANA. http://sana.sy/eng/21/2013/05/31/485037.htm 31 May 2013.
4. Syria Foreign Ministry's letters to UN Security Council and the UN Secretary General. Armweeklynews. http://www.armweeklynews.am/awn/e12/en_1054.htm17 March 2012.
5. Ray, James Lee and Kaarbo, Juliet. 2008. Global Politics.USA: Houghton Miffl in Company.
6. United Nations Peacekeeping. 2013.Year in Review: 2012 United Nations Peace Operations. http://www.un.org/en/peacekeeping/publications/yir/yir2012.pdf accessed 16 September 2013
7. Jentleson, Bruce W. 2010. American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century.  New York: W. W. Norton & Company.
--------------------

อนาคตแบร์ลุสโกนี อนาคตการเมืองอิตาลี

หลังจากเข้าสู่วงการเมืองอย่างยาวนาน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีถึง 4 สมัย ศาลสูงมีคำสั่งพิพากษานายซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี (Silvio Berlusconi) มีความผิดฐานฉ้อโกงภาษี นายแบร์ลุสโกนีปฏิเสธยืนกรานว่าตนบริสุทธิ์ “กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผมยึดมั่นทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ เมื่อมาถึงเกือบปลายทางชีวิตการเมืองของผม สิ่งที่ผมได้ตอบแทนคือข้อกล่าวหาและคำตัดสินที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างไร”
            คดีฉ้อโกงดังกล่าวเป็นคดีแรกในรอบ 20 ปี (ตั้งแต่ปี 1994) ที่นายแบร์ลุสโกนีเข้าสู่วงการเมืองและศาลพิพากษาถึงที่สุด ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญยิ่งเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่าสิ่งที่แบร์ลุสโกนีทำคือการรักษาเครือข่ายธุรกิจสื่อสารมวลชนกับการป้องกันตนเองจากคดีความต่างๆ
            นายจิออร์จิโอ นาโปลีตาโน (Giorgio Napolitano) ประธานาธิบดีพูดเป็นนัยว่านายแบร์ลุสโกนีจะต้องได้รับโทษถูกกักตัวในบ้านเป็นเวลาหนึ่งปีหรือทำงานสาธารณะประโยชน์เนื่องจากอายุมากแล้ว คาดว่าการลงโทษจะเริ่มต้นกลางเดือนตุลาคม
ผลการเลือกตั้งที่หลอกหลอน:
            ในระหว่างที่รอเวลาเพื่อรับโทษมีประเด็นทางการเมืองเรื่องการถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิก บรรดาสมาชิกของพรรค Popolo della Liberta (PdL) ที่นายแบร์ลุสโกนีเป็นผู้ก่อตั้งขู่ว่าพวกเขาจะลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หวังใช้เสถียรภาพของรัฐบาลกดดันให้ประธานาธิบดีประกาศนิรโทษกรรมแก่นายแบร์ลุสโกนีและดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
            หลายปีที่ผ่านมาการเมืองกับเศรษฐกิจอิตาลีอยู่ในภาวะอ่อนไหวไร้เสถียรภาพ ส่งผลกระทบต่อกันและกัน ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสะท้อนว่าการเมืองมีปัญหาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลอยู่พักหนึ่ง เนื่องจากเมื่อรวมคะแนนทุกพรรคตามขั้วการเมืองพบว่าขั้วพรรค Democratic Party (PD) มีเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่ขั้วพรรค PdL มีเสียงข้างมากในสภาบน ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งของอิตาลีบัญญัติว่ารัฐบาลที่จัดตั้งใหม่จะต้องมีเสียงข้างมากทั้งสองสภา
            หลังพยายามหาทางจัดตั้งรัฐบาลตามขั้วการเมืองอยู่นานแต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดนายปิแอร์ แบร์ซานิ อดีตหัวหน้าพรรค PD ยอมเสียสละลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อปลดล็อคการเมือง ให้พรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาประกาศว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายขวา PdL โดยเด็ดขาด
            การจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของสองพรรคใหญ่เป็นปรากฏการณ์พิเศษ เพราะแต่ไหนแต่ไรสองพรรคใหญ่นี้จะสลับกันเป็นแกนนำพรรครัฐบาลกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน แต่ผลสำเร็จดังกล่าวช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจอิตาลีกับอียูกลับมาอยู่ในสภาพทรงตัว ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปตามปกติ
            เสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับสองพรรคใหญ่ หากพรรค PdL ถอนตัวเท่ากับว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง และกลายเป็นภาพหลอนว่าหากผลการเลือกตั้งใหม่ไม่ต่างจากเดิมการเมืองอิตาลีจะเป็นอย่างไร

พรรค PdL กำลังเข้าสู่ยุคปราศจากแบร์ลุสโกนี และการปรากฏตัวของคุณมารินา:
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าหากเขาถูกขับออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิก จะไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งอีก 6 ปี นายแบร์ลุสโกนีผู้มีอายุ 76 ปีในปัจจุบันคงไม่กลับเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองอีก ปล่อยให้เป็นบทบาทของคนรุ่นใหม่ พรรค Popolo della Liberta (PdL) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะต้องหาทางอยู่ต่อแม้ปราศจากนายแบร์ลุสโกนี เป็นเวลาที่ทั้งนายแบร์ลุสโกนีผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคกับสมาชิกทั้งหมดจะต้องตัดสินใจหนทางอนาคตของพรรค

            หลายเดือนที่พรรค PdL กำลังอยู่มองหาอนาคตของตนเอง ชื่อของคุณมารินา แบร์ลุสโกนี (Marina Berlusconi) บุตรสาวคนโตของแบร์ลุสโกนีก็ปรากฏอยู่ในข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าหากพรรคได้คุณมารินามาสวมบทบาทแทนบิดา ปัญหาจะหมดไปทันที โดยบุตรสาวอาจทำหน้าที่ออกหน้า ส่วนนายแบร์ลุสโกนีคอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง
            แต่ท่าทีของคุณมารินาเปลี่ยนกลับไปมา บางช่วงพูดหนักแน่นว่าจะไม่ทำงานการเมือง ไม่เคยสนใจเข้าสู่วงการเมือง แต่กระแสข่าวล่าสุดโน้มเอียงไปทางที่คุณมารินาจะเข้ามีบทบาทแทนบิดา

            คุณมารินากลายเป็นตัวแปรสำคัญของพรรคและมีข้อควรระวังสองสามข้อ ประการแรก ยังไม่มีข้อสรุปว่าคุณมารินาจะเข้าสู่วงการเมือง แนวคิดที่ให้คุณมารินามาแทนบิดาอาจเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีทีท่าว่าคุณมารินาจะมารับช่วงต่อเป็นหลักฐานที่ดี
            ประการที่สอง ถ้าคุณมารินาเข้าสู่วงการเมืองเพื่อทำหน้าที่แทนบิดา ยังต้องรอพิสูจน์ว่าจะสามารถทดแทนได้ดีมากน้อยเพียงไร เพราะที่สุดแล้วการเมืองขึ้นกับฝีมือความสามารถส่วนตัวของบุคคล ขึ้นกับความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกพรรคและปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง บารมีของบิดามีส่วนช่วยในระยะแรกเท่านั้น โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีข่าวการแย่งชิงอำนาจกันภายใน มีผู้หวังขึ้นมาเป็นแกนนำพรรค
            ประการที่สาม เธอจะทำบทบาทหน้าที่แทนบิดาเต็มร้อยหรือไม่ ปัจจุบันเธอคือผู้ดูแลเครือข่ายธุรกิจครอบครัวมูลค่ามหาศาล การแบ่งงานแบ่งเวลาจะเป็นอย่างไร การก้าวสู่วงการเมืองคือเข้าแสดงบางบทบาทเท่านั้นหรือไม่ เชื่อว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ครอบครัวยังหาคำตอบกันอยู่
            ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณมารินาจะเข้าสู่วงการเมืองหรือไม่อย่างไร พรรค PdL จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หากแบร์ลุสโกนีหลุดจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกและต้องรับโทษตามกฎหมาย:
            คำถามสำคัญของการเมืองอิตาลีในขณะนี้คือ การเมืองอิตาลีจะเป็นอย่างไรหากนายแบร์ลุสโกนีต้องหลุดจากตำแหน่งทางการเมืองเนื่องจากคดีฉ้อโกงภาษี แนวทางแรกที่เป็นได้คือพรรค PdL ถอนตัวออกจากรัฐบาล เกิดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง การเลือกตั้งทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพอีกครั้ง ผลการเลือกตั้งอาจซ้ำรอยการเลือกตั้งครั้งก่อน และสุดท้ายพรรคฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายต้องมาจับมืออีกครั้งด้วยข้อตกลงใหม่ ได้รัฐบาลใหม่ที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองเดิม
            หากคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะดำเนินเช่นนี้ การเลือกตั้งใหม่ไม่มีน่าจะมีความจำเป็น วิธีการที่ง่ายกว่าคือไม่ต้องเลือกตั้ง เป็นแนวทางที่สองคือพรรค PdL ไม่ถอนตัว รัฐบาลเดินหน้าต่อไป คุณมารินาบุตรสาวเข้าไปมีบทบาทในพรรค เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต ถือว่าการที่นายแบร์ลุสโกนีต้องรับโทษตามกฎหมายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และค่อยๆ ถอนตัวออกจากการเมือง
            แนวทางนี้มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา แม้สมาชิกพรรค PdL จะพยายามกดดันรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ประธานาธิบดีไม่มีทีท่าจะประกาศนิรโทษกรรม คณะกรรมาธิการชุดพิเศษเดินหน้าพิจารณาถอดถอนแบร์ลุสโกนีออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิก อนาคตทางการเมืองของนายแบร์ลุสโกนีค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่เมื่อสองสามเดือนก่อนหน้านี้แล้ว การกดดันของสมาชิกพรรค PdL น่าจะทำเพื่อการต่อรองลับ

            ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา นายแบร์ลุสโกนีแถลงข่าวว่าตนจะไม่ดึงให้รัฐบาลล่ม เพราะไม่ก่อประโยชน์ต่อตัวเขา “ผมจะอยู่กับพวกคุณเสมอ อยู่เคียงข้างคุณ ไม่ว่าจะโดนไล่ออกหรือไม่ ... คุณสามารถอยู่ในการเมืองต่อไปแม้ตัวจะไม่อยู่ในรัฐสภา ตำแหน่งในรัฐสภาไม่ทำให้เป็นผู้นำ ความนิยมต่างหากที่ทำให้เป็นผู้นำ” พร้อมยืนยันว่า “ผมไม่มีความผิด ผมบริสุทธิ์ ผมบริสุทธิ์จริงๆ”
            แนวทางที่รัฐบาลเดินหน้าต่อไปเป็นวิธีที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะพรรค PdL ยังร่วมรัฐบาลต่อไป รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศโดยไม่สะดุด การเมืองอิตาลีไม่บั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจอียูที่กำลังต้องการเวลาฟื้นตัว

พรรคการเมืองกระแสหลักกับพรรคทางเลือก:
            การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ที่กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองกระแสหลักระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาที่จับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลเพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไป
            ถ้าไม่พูดถึงสองพรรคใหญ่ กลุ่มการเมืองที่กำลังโดดเด่นในอิตาลีขณะนี้คือกลุ่ม Five Star Movement ที่นำโดยนายเบ็บเป กรีโล (Beppe Grillo) ผลการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมากลุ่มนี้ได้ที่นั่งในสภามากกว่าที่หลายคนคิด แม้จะยังไม่ได้ครองเสียงข้างมากแต่เป็นเหตุให้การจัดตั้งรัฐบาลตามขั้วการเมืองมีปัญหา กล่าวได้ว่าการเมืองอิตาลีปัจจุบันเกิดการจับขั้วกันใหม่เป็นขั้วสองใหญ่ ประกอบด้วยขั้วกระแสหลักหรือกลุ่มพรรคการเมืองดั้งเดิมทั้งพรรคฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาที่ปัจจุบันร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล กับขั้วการเมืองสุดโต่ง Five Star Movement

            ชาวอิตาลีจำนวนไม่น้อยเห็นว่าการเมืองอยู่ในสภาพที่เหลวแหลก คนที่กระทำผิดกฎหมายหลายสิบคดีพยายามหลบเลี่ยงคดีเพราะมีอำนาจการเมืองหนุนหลัง พรรคการเมืองกระแสหลักร่วมมือกันเพียงเพื่อหวังให้รัฐบาลอยู่ต่อไป คนเหล่านี้ไม่ว่าจะเลือกสนับสนุนกลุ่ม Five Star Movement หรือเลือกที่นอนหลับทับสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผลที่ได้จะเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่ม Five Star Movement
            การเมืองอิตาลีอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ไม่ว่า ณ วันนั้นจะยังมีนายซิลวีโอ แบร์ลุสโกนีอยู่หรือไม่ก็ตาม
22 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6166 วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ.2556)
------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การเมืองอิตาลีมาถึงทางตันเมื่อไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีกับแกนนำพรรคการเมืองพยายามหาทางออก อีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้คือ จัดเลือกตั้งใหม่โดยพรรคใหญ่เสนอนโยบายประนีประนอมที่ผ่านการปรึกษากับพรรคคู่แข่งแล้วว่ายินดีเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหากพรรคใหญ่นั้นชนะการเลือกตั้ง
2. ภาวะชะงักงันทางการเมืองและแนวนโยบายเศรษฐกิจของอิตาลี
ผลการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ปรากฏว่าไม่มีขั้วการเมืองใดที่สามารถชนะขาด เป็นปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะจัดได้หรือไม่ หรือจะต้องประนีประนอมกันอย่างไร ประเด็นปัญหาที่ใหญ่กว่าคือรัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบรัดเข็มขัดที่หลายประเทศในยุโรปสนับสนุนหรือจะเลือกทางที่ประชาชนอิตาลีอยาก

บรรณานุกรม:
1. Italy ex-PM Berlusconi in angry tirade at jail ruling, BBC, 2 August 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-23544129
2. Alexander Stille, Has Silvio Berlusconi Ruined Italy Forever? New Republic, 11 December 2012, http://www.newrepublic.com/blog/plank/110970/has-silvio-berlusconi-ruined-italy-forever#
3. Italian president says Berlusconi conviction definitive, Reuters, 14 August 2013, http://uk.news.yahoo.com/italy-president-says-berlusconi-jail-sentence-must-applied-175121687.html#g7snOvI
4. Berlusconi's daughter denies she will lead Italy centre-right, Reuters, 13 August 2013, http://uk.news.yahoo.com/berlusconis-daughter-denies-she-lead-italy-centre-151518491.html#m5LpPPD
5. Berlusconi Vows to Stay in Politics, The Wall Street Journal, 18 September 2013, http://online.wsj.com/article/SB10001424127887324492604579082600561095042.html
6. “Berlusconi Stakes a Claim for Relevance, but Avoids Threats”, The New York Times, 18 September 2013, http://www.nytimes.com/2013/09/19/world/europe/berlusconi-stakes-a-claim-for-relevance-but-avoids-threats.html?_r=0
7. The problem with Italian politics is bigger than Berlusconi, Financial Times, 5 August 2013, http://www.ft.com/intl/cms/s/0/663ad55e-fdbc-11e2-a5b1-00144feabdc0.html#axzz2bADazOxv
------------

นโยบายโจมตีซีเรีย ประเด็นถกเถียงประชาธิปไตยอเมริกา

สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียดำเนินต่อเนื่องมาสองปีครึ่งแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงหนึ่งแสนคนในปัจจุบัน พร้อมกับผู้อพยพออกจากประเทศอีกราว 2 ล้าน มีข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงในซีเรียอย่างต่อเนื่อง และช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นร้อนของโลกเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศคิดจะโจมตีซีเรียเนื่องจากการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม
            บทความนี้จะวิเคราะห์วิพากษ์ประเด็นถกเถียงระบอบประชาธิปไตยอเมริกาโดยนำนโยบายโจมตีซีเรียเป็นกรณีตัวอย่าง มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
            ประการแรก ฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติควรฟังเสียงประชาชนหรือฟังหลักเหตุผล
            ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามายืนยันว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี เห็นว่าการอยู่นิ่งเฉยจะเป็นเหตุให้มีผู้ใช้อาวุธเคมีอีกในอนาคต และอาวุธดังกล่าวอาจตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้ายและนำมาโจมตีอเมริกาในที่สุด สั่งการหน่วยงานความมั่นคงเตรียมการโจมตี ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และหลายประเทศในโลกอาหรับให้การสนับสนุนรัฐบาลโอบามาอย่างเต็มที่ แต่ผลสำรวจของ CNN/ORC ชี้ว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 ไม่ต้องการให้รัฐสภาอนุมัติโจมตีซีเรีย ด้วยเหตุผลว่าการโจมตีไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ สหรัฐไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองซีเรีย ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับอีกหลายสำนักวิจัยที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประชาชนกว่าครึ่งไม่ต้องการให้ประเทศโจมตีซีเรีย
            คำถามคือประธานาธิบดีควรตัดสินใจอย่างไร เมื่อรัฐบาลเห็นว่าควรโจมตีด้วยเหตุผลต่างๆ นานาแต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
            น่าเสียดายที่ประธานาธิบดีโอบามาสั่งให้รัฐสภาหยุดพิจารณาเรื่องการโจมตีซีเรียไว้ก่อน เนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเสนอของรัสเซียที่ต้องการให้สหประชาชาติเข้าควบคุมอาวุธเคมีในซีเรีย แต่ยังเป็นคำถามว่าหากไม่มีทางออกจากรัสเซีย รัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไร จะฟังเสียงของประชาชนหรือฟังเหตุผลของรัฐบาล

            เมื่อพิจารณาผลสำรวจโดยละเอียดพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เพียงไม่ต้องการโจมตีซีเรียเท่านั้น ยังไม่ต้องการให้ประเทศแสดงบทบาทเป็นตำรวจโลก (ลงโทษโจมตีซีเรียด้วยเหตุผลใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ) ไม่ต้องการให้รัฐบาลต่อต้านภัยคุกคามก่อการร้ายที่อยู่ไกลตัว (ข้ออ้างเรื่องผู้ก่อการร้ายอาจใช้อาวุธเคมีซีเรียโจมตีสหรัฐ)
            มุมมองของประชาชนคือเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น เรื่องคนว่างงาน เรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาล แก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
            รัฐบาลโอบามาเปรียบเสมือนผู้ที่มองการณ์ไกล ให้ความสำคัญกับทุกเรื่องอย่างครอบคลุม ส่วนประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวเป็นหลัก เกิดคำถามว่ารัฐบาลควรทำตามข้อเสนอของชาวอเมริกันหรือไม่ อีกนัยหนึ่งคือรัฐบาลควรทำตามความเห็นของประชาชนทุกเรื่องหรือไม่ หรือรัฐบาลควรดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงต่อไป
            หากกลับมาพูดเรื่องโจมตีซีเรีย นักการเมืองอเมริกันบางคนสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างเต็มที่ ถึงกับเรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาส่งทหารโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดเหมือนดังที่เคยทำกับรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก

            ประการที่สอง รัฐบาลควรยึดถือเจตจำนงของประชาชนโดยรวมหรือกลุ่มผลประโยชน์
            ระบบประชาธิปไตยอเมริกันเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ประชาชนผู้เป็นพลเมืองมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่แทนตัวเองในรัฐสภา และเจตจำนงของรัฐสภาถือเป็นความต้องการของประชาชนและต้องสะท้อนความต้องการของประชาชน
            ในแง่หนึ่งนโยบายโจมตีซีเรียเป็นตัวอย่างเพื่อวิพากษ์ว่ารัฐบาลเข้าใจความต้องการของประชาชนโดยรวมหรือไม่ หากรัฐบาลโอบามาเข้าใจความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงก็ไม่น่าจะประกาศนโยบายโจมตีซีเรีย หรือว่าระบบการเมืองมีประเด็นที่ซับซ้อนกว่านั้น
            ประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจละเลยคือ ตามระบอบการเมืองอเมริกา ประชาชนผู้เรียกร้องต่อต้านสงครามไม่ใช่กลุ่มผู้มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลเพียงกลุ่มเดียว การดำเนินนโยบายขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ขึ้นกับกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมาก แต่ละวันแต่ละเดือนกลุ่มผลประโยชน์หลายพันกลุ่มกำลังวิ่งเต้นให้รัฐบาลทำตามความต้องการของตน ที่สำคัญคือไม่มีกฎหมายควบคุมว่ากลุ่มเหล่านี้จะต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม เพราะหลักประชาธิปไตยในแง่นี้ต้องการให้ทุกกลุ่มต่างแข่งขันกัน รัฐบาลจะเป็นผู้ทำหน้าที่กลั่นกรองอีกชั้นเอง

            แนวคิดการโจมตีซีเรียอาจเริ่มต้นจากกลุ่มผลประโยชน์เล็กๆ แต่ทรงอิทธิพล ดังที่กล่าวแล้วว่าสมาชิกรัฐสภาบางคนถึงกับกดดันให้รัฐบาลส่งทหารบุกซีเรียโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะหวนนึกถึงกรณีสงครามอิรัก อัฟกานิสถานที่ทหารอเมริกันต้องเสียชีวิตหลายพันนาย รัฐสูญเสียงบประมาณมหาศาลโดยที่ประชาชนไม่แน่ใจว่าสงครามดังกล่าวช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงขึ้นหรือไม่
            โดยวัฒนธรรมแล้วสังคมอเมริกันไม่มีชนชั้น ทุกคนมีความเสมอภาคทางสังคม แต่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีอิทธิพลมากน้อยแตกต่างกัน ต่างพยายามมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่ต้องนำความต้องการของทุกคนทุกฝ่ายมาประมวลเพื่อกำหนดนโยบาย ก่อนจะมีการโจมตีซีเรียการต่อสู้อย่างเข้มข้นเกิดขึ้นในระบบการเมืองอเมริกา

            ประการที่สาม วิพากษ์คะแนนนิยมของประธานาธิบดี
            ผลสำรวจชนิดหนึ่งที่มักทำเสมอคือ การสำรวจว่าประชาชนให้คะแนนรัฐบาลเท่าใด ให้สอบผ่านหรือสอบตก
            สำนักวิจัย Gallup ที่ติดตามสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันต่อผลงานของประธานาธิบดี รายงานผลเมื่อวันที่ 13 กันยายน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 45 ให้สอบผ่าน ร้อยละ 47 ให้สอบตก และตั้งแต่เดือนมีนาคม 2010 เป็นต้นมาคะแนนของประธานาธิบดีโอบามาอยู่ในลักษณะก้ำกึ่งระหว่างคะแนนสอบได้กับสอบตกเรื่อยมา ช่วงที่ได้คะแนนสอบผ่านสูงคือช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่สองเมื่อปลายปีที่แล้ว ประชาชนให้สอบผ่านราวร้อยละ 50 สอบตกร้อยละ 40

            การดูคะแนนรัฐบาลหรือผู้นำประเทศว่าสอบได้หรือสอบตก ถ้าดูที่คะแนนรวมจะได้ผลสรุปแบบง่ายๆ คือสอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่หากดูในรายละเอียดจะกลายเป็นเรื่องซับซ้อนแต่น่าสนใจ
            ยกตัวอย่าง สมมุติว่าประธานาธิบดีโอบามาสั่งโจมตีซีเรียโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของชาวอเมริกัน หากคิดในกรอบเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวประธานาธิบดีโอบามาน่าจะสอบตก แต่ในความเป็นจริงการวัดผลงานของรัฐบาลต้องคำนวณจากหลายเรื่องหลายด้าน ดังนั้นหากประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายด้านอื่นๆ ได้ดี เช่น เศรษฐกิจประเทศกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ อัตราคนว่างงานลดน้อยลงทุกที นโยบายสวัสดิการรักษาโรคเป็นที่พอใจและมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาการขาดดุล ผลคะแนนรวมของประธานาธิบดีน่าจะได้คะแนนสอบผ่าน
            เท่ากับว่าเรื่องการโจมตีซีเรียลดความสำคัญลงไปมาก ทุกรัฐบาลสามารถใช้กลวิธีเช่นนี้ในการบริหารประเทศ รู้จังหวะว่าเมื่อใดควรดำเนินนโยบายอะไร ถ้าเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งต้องดำเนินนโยบายที่จะได้คะแนน ดึงให้ตัวเองมีคะแนนสูงสุด แต่หากพึ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งคะแนนนิยมอาจไม่มีความจำเป็นมากเท่าช่วงกำลังหาเสียง ฯลฯ

            การวิเคราะห์แนวนี้ชี้ให้เห็นว่านักการเมืองกำลังเล่นกับคะแนนเสียงของตนเอง เล่นกับความคิดเห็นความรู้สึกของประชาชน หลักฐานที่ดีที่สุดดูได้จากผลสำรวจ
            ผลสำรวจของ Gallup นำเสนอเมื่อวันที่ 11 กันยายนชี้ว่าในช่วงความคิดที่จะโจมตีซีเรียกำลังเป็นประเด็นร้อน แม้ผลสำรวจหลายสำนักต่างรายงานในทำนองเดียวกันว่าชาวอเมริกันกว่าราวร้อยละ 70 ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีซีเรีย แต่มีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่เห็นว่าสถานการณ์ซีเรียเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของประเทศ ประเด็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจ อัตราคนว่างงาน ความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศโดยรวม และประเด็นการรักษาพยาบาลยังเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดตามลำดับ
            สถานการณ์ซีเรียที่กลายเป็นประเด็นร้อนสามารถกดคะแนนของประเด็นเศรษฐกิจและอีกสามอันดับถัดมา แต่ทั้งสี่อันดับแรกดังกล่าวยังคงตำแหน่งเดิม (ดูตารางประกอบ บรรณานุกรม 5)
            รายงานของ Gallup ทำให้ได้ข้อสรุปว่าประเด็นโจมตีซีเรียในขณะนี้ยังไม่กระทบต่อความนิยมของประธานาธิบดีเท่าไรนัก ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกอาจเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งแต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่คิดเช่นนั้น เป็นความเข้าใจที่ผู้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำต้องตระหนักไว้เสมอ อีกเรื่องหนึ่งคือแม้ในระยะหลังผลคะแนนรวมของประธานาธิบดีคือสอบตกหรือก้ำกึ่ง ท่านก็ยังบริหารประเทศต่อไป ไม่ปรากฏข่าวว่าสมาชิกรัฐสภากลุ่มใดคนใดต้องการให้ท่านลาออกจากตำแหน่ง

            สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยอย่างยาวนาน มีสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง หลายประเทศให้การยอมรับความเป็นประชาธิปไตยของอเมริกา แต่ภายใต้บริบทดังกล่าวยังมีประเด็นให้วิพากษ์ได้อีกมากว่าประชาธิปไตยที่เข้มแข็งคืออะไร ที่เห็นได้ชัดภายใต้ระบบการเมืองอเมริกาคือการต่อสู้ของประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้รัฐทำตามความต้องการของตน การอยู่นิ่งเฉยมีแต่จะเสียผลประโยชน์และอาจเป็นภัยต่อตนเอง
            ในภาพกว้าง ความเป็นไปในทางการเมืองของอเมริกาเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายต่างประเทศ แนวทางที่สหรัฐสัมพันธ์กับนานาประเทศ ส่งผลต่อความเป็นไปของโลกอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
14 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6159 วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ.2556 และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1746)
--------------------
ตาราง: แนวโน้มปัญหาที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกาในระยะนี้
(ดูใน) ที่มา: Andrew Dugan, “In U.S., Syria Emerges as a Top Problem, but Trails Economy”, Gallup, 11 September 2013, http://www.gallup.com/poll/164348/syria-emerges-top-problem-trails-economy.aspx

บทความที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 10 ก.ย. 20.00 น.) รัสเซียเสนอให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าควบคุมอาวุธเคมีของซีเรีย ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบรับจากรัฐบาลโอบามา รัฐสภาอเมริกันขอพิจารณารายละเอียดข้อเสนอ ล่าสุด ฝรั่งเศสจะเสนอร่างมติแก่คณะมนตรีความมั่นคง เป็นระเบียบ แนวทางการควบคุมอาวุธเคมีซีเรีย จากท่าทีของประธานาธิบดีโอบามา รัสเซีย ซีเรีย จนล่าสุดคือฝรั่งเศส เชื่อว่าคณะมนตรีฯ จะมีข้อมติดังกล่าว ผลคือเมื่อหน่วยงานระหว่างประเทศเข้าควบคุมอาวุธเคมีซีเรียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คองเกรสต้องพิจารณาเรื่องการโจมตีซีเรียอีก (เว้นแต่ว่าในอนาคตจะมีประเด็นใหม่)
บรรณานุกรม:
1. CNN poll: Public against Syria strike resolution, CNN, 9 September 2013, http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
2. U.S. weapons reaching Syrian rebels, The Washington Post, 12 September 2013, http://www.washingtonpost.com/world/national-security/cia-begins-weapons-delivery-to-syrian-rebels/2013/09/11/9fcf2ed8-1b0c-11e3-a628-7e6dde8f889d_story.html
3. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การเมือง: แนวความคิดและการพัฒนา, พิมพ์ครั้งที่ 18 (กรุงเทพฯ: เสมาธรรม, 2553)
4. Gallup Daily: Obama Job Approval, Gallup, http://www.gallup.com/poll/113980/gallup-daily-obama-job-approval.aspx, accessed 14 September 2013
5. Andrew Dugan, “In U.S., Syria Emerges as a Top Problem, but Trails Economy”, Gallup, 11 September 2013, http://www.gallup.com/poll/164348/syria-emerges-top-problem-trails-economy.aspx, accessed 12 September 2013
6. Barbara A. Bardes, Mack C. Shelley and Steffen W. Schmidt, “American Government and Politics Today: Essentials”, 2011 - 2012 Edition, (USA: Wadsworth, Cengage Learning, 2012).
7. G. William Domhoff, “Who Rules America? Power, Politics and Social Change”, 5th ed (NY: McGrawHillm, 2006).
-------------------------------

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (15)

สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 10 ก.ย. 9.30 น.) สหภาพยุโรปเสียงแข็งเรียกร้องให้รัฐบาลโอบามารอผลการพิสูจน์การใช้อาวุธเคมีจากสหประชาชาติ แม้จะกล่าวทำนองว่ารัฐบาลอัสซาดน่าจะเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี ในขณะที่รัฐบาลโอบามายังพยายามหว่านล้อมให้คนทั้งโลกเห็นความร้ายแรงของเหตุการใช้อาวุธเคมี
คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 10 ก.ย. 20.00 น.)
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารัฐบาลโอบามาจะเสียหน้าอย่างยิ่งหากแพ้โหวตในสภา บั่นทอนภาพลักษณ์ประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาหลายคนจะยกมือสนับสนุนการโจมตีซีเรียในที่สุด

            คุณ Radhika Miller นักเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามของ ANSWER Coalition กล่าวว่า ลูกระเบิดที่อเมริกาทั้งในที่ต่างๆ ทั่วโลกจะระเบิดที่ประเทศของเรา ในขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังตกงาน หลายคนได้รับความยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการโจมตีทางทหารในดินแดนที่ห่างไกล “พวกเราต่อต้านสงครามไม่ใช่เพราะเป็น isolationists แต่เพราะลูกระเบิดที่ทิ้งลงในซีเรียจะสังหารประชาชน เราไม่อนุญาตให้รัฐบาลฆ่าประชาชนในนามของเรา”
            คุณ Medea Benjamin ผู้ร่วมก่อต้านองค์กรต่อต้านสงคราม Code Pink กล่าวว่าสัปดาห์นี้ชาวอเมริกันจะได้พิสูจน์ว่ารัฐสภาฟังเสียงของประชาชนหรือเดินหน้าให้ทำสงครามอีกครั้ง “สงครามนี้ไม่ช่วยประชาชนซีเรีย ไม่ช่วยคนอเมริกัน และจะไม่ส่งเสริมนิติธรรมระหว่างประเทศ” และการโจมตีซีเรียเป็นเรื่องผิดกฎหมายถ้าสหประชาชาติไม่ให้การรับรอง
            ผลสำรวจล่าสุดของ CNN/ORC International poll พบว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 ไม่ต้องการให้รัฐสภาอนุมัติโจมตีซีเรีย การโจมตีไม่ก่อประโยชน์ต่อประเทศ และสหรัฐฯ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองซีเรีย
            ชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 แสดงความเห็นว่าการโจมตีไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ยกตัวอย่างกรณีการรุกรานอิรัก เหตุการณ์อาหรับสปริงในลิเบีย อียิปต์ ที่ไม่เห็นว่าอเมริกาจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้
            Keating Holland CNN Polling Director กล่าวว่าต่อให้รัฐสภาสนับสนุนประธานาธิบดีก็ไม่ช่วยให้ประชาชนจะลดแรงต่อต้าน “การอนุมัติจากคองเกรสมีส่วนช่วยโอบามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังต่อต้านการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในซีเรีย” “ถ้าคองเกสอนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหาร ชาวอเมริกันร้อยละ 55 จะต่อต้านการโจมตีดังกล่าว”

            Sergei Lavrov รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เห็นว่าหากสหรัฐฯ โจมตีซีเรียจะทำให้ผู้ก่อการร้ายเพิ่มจำนวนมากขึ้น การแก้ปัญหาจะต้องเน้น “การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงต่างๆ ต้องนำรายงานเรื่องการใช้อาวุธเคมีทุกชิ้นมาพิสูจน์ค้นหาความจริง” และอ้างถึงเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ “Carla del Ponte ที่เคยพูดว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี”
            
            รัฐบาลรัสเซียเสนอให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าควบคุมอาวุธเคมีของซีเรียแลกกับที่สหรัฐฯ จะไม่โจมตีซีเรีย ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเห็นว่าแนวทางดังกล่าว “น่าจะช่วยผ่านทางตันได้” ด้านวุฒิสภาเลื่อนการลงมติญัตติโจมตีซีเรียในวันพุธออกไป เพื่อพิจารณาข้อเสนอจากรัสเซีย
            Sergei Lavrov รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกล่าวเสริมว่า รัสเซีย “ได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวแก่ นาย Walid al-Moualem (รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรีย) แล้ว หวังว่าจะได้รับคำตอบในทางบวกโดยเร็ว”
            ส่วนนาย Walid al-Moualem กล่าวตอบรับทันทีว่า “ยินดีรับพิจารณาข้อเสนอของรัสเซีย บนพื้นฐานความห่วงใยชีวิตของประชาชนของรัฐบาลซีเรียและความมั่นคงของประเทศ”

            ล่าสุด นาย Laurent Fabius รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสเตรียมยื่นร่างมติเสนอคณะมนตรีความมั่นคงประชาชาติ กำหนดระเบียบที่หน่วยงานระหว่างประเทศจะควบคุมอาวุธเคมีของซีเรีย “เป้าหมายของเราคือการประณามการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม” โดยรัฐบาลซีเรีย และขู่ว่าหากรัฐบาลซีเรียไม่ทำตามจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง

วิเคราะห์: (อัพเดท 10 ก.ย. 20.00 น.)
            วิเคราะห์ประเด็นทางการเมือง:
            1. คาดการณ์คองเกรสจะอนุมัติหรือไม่
            สองสามวันก่อนหน้านี้การคาดการณ์คำถามว่าที่คองเกรสจะอนุมัติหรือไม่ ยังมีการตีความในสองทิศทาง
            ฝ่ายแรกเห็นว่า ด้วยแรงต้านจากอียู จากผลโพลล์ที่ชี้ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่อยากให้โจมตี น่าจะเป็นแรงกดดันให้รัฐสภาไม่ผ่านร่างญัตติ
            อีกฝ่ายเห็นว่า รัฐบาลโอบามายังสู้ไม่ถอย พยายามล็อบบี้สมาชิกรัฐสภา อ้างเหตุผลหลายข้อที่มีจุดประสงค์ขอการสนับสนุนจากประชาชน นายเคอร์รีเดินสายของการสนับสนุนจากชาติพันธมิตร
            แต่สถานการณ์ล่าสุดอาจเป็นจุดพลิกผัน เมื่อประธานาธิบดีโอบามาเห็นดีเห็นงามกับข้อเสนอของรัสเซียที่เสนอให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าควบคุมอาวุธเคมีของซีเรีย คองเกรสถึงกับเลื่อนการลงมติออกไป (แบบยังไม่มีกำหนดการใหม่) เพื่อพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว

            2.ทางเลือกของคองเกรส
            ดังที่วิเคราะห์ครั้งก่อนว่า คองเกรสมีทางเลือกหลักคือลงมติอนุมัติกับไม่อนุมัติ การที่จะไม่อนุมัติก็มีเหตุผลต่างๆ นานาที่สามารถอ้างได้ ข้อเสนอของรัสเซียกลายเป็นเหตุผลข้ออ้างล่าสุดเพื่อให้คองเกรสไม่ต้องอนุมัติโจมตีซีเรีย ข้อสรุปที่ยังอยู่ระหว่างการหารืออาจออกมาว่าขอโอกาสหน่วยงานระหว่างประเทศไดทำงานก่อน หากผลการทำงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ไม่น่าจะควบคุมอาวุธเคมีซีเรียได้จริง ค่อยมาพิจารณาญัตติโจมตีซีเรียใหม่อีกรอบ
            หากรัฐบาลอเมริกายังต้องการโจมตี น่าจะปัดข้อเสนอรัสเซียตั้งแต่ต้น อ้างว่าเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล เพราะรัฐบาลอัสซาดอาจปกปิดไม่เปิดเผยอาวุธเคมีทั้งหมด หรืออาจผลิตขึ้นมาใหม่ในอนาคต ฯลฯ

            เห็นได้ว่าทั้งประธานาธิบดีโอบามา สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนหนึ่งพยายามเลี่ยงการโจมตีซีเรีย ดังที่เคยวิเคราะห์ว่าการพิจารณาของคองเกรสน่าจะเป็นสัญญาณสุดท้ายแล้ว หากคองเกรสพิจารณาให้โอกาสหน่วยงานระหว่างประเทศ เท่ากับว่าความคิดโจมตีซีเรียรอบนี้ยุติแล้ว


            ล่าสุดคือ ฝรั่งเศสจะเสนอร่างมติแก่คณะมนตรีความมั่นคง เป็นระเบียบ แนวทางการควบคุมอาวุธเคมีซีเรีย จากท่าทีของประธานาธิบดีโอบามา รัสเซีย ซีเรีย จนล่าสุดคือฝรั่งเศส เชื่อว่าคณะมนตรีฯ จะมีข้อมติดังกล่าว ผลคือเมื่อหน่วยงานระหว่างประเทศเข้าควบคุมอาวุธเคมีซีเรียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คองเกรสต้องพิจารณาเรื่องการโจมตีซีเรียอีก (เว้นแต่ว่าในอนาคตจะมีประเด็นใหม่)

            ประเด็นร้อนเรื่องการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013 ชานกรุงดามัสกัส น่าจะจบลงเพียงเท่านี้
10 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 1 ก.ย. 20.40 น.) ประธานาธิบดีโอบามาร้องขอให้รัฐสภาอภิปรายเพื่อลงมติโจมตีซีเรีย สัญญาณการโจมตีเปลี่ยนจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ และมีแนวโน้มว่าหากเป็นการโจมตีคงต้องรออีกเป็นสัปดาห์
(อัพเดท 4 ก.ย. 1.15 น.) สถานการณ์ขณะนี้คือประธานาธิบดีโอบามากำลังรวบรวมให้ได้เสียงข้างมาก เพียงพอที่รัฐสภาจะประกาศโจมตีซีเรีย โดยไม่รอผลการตรวจสอบหลักฐานจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ หากเป็นเช่นนั้นจริง การโจมตีน่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า หลังการอภิปรายและรัฐสภาลงมติ
(อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น.) อเมริกากับรัสเซียเสริมกองทัพอย่างต่อเนื่อง อียูเรียกร้องให้รอการพิสูจน์การใช้อาวุธเคมีจากสหประชาชาติ สัปดาห์นี้รัฐสภาอเมริกันพิจารณาญัตติโจมตีซีเรีย

บรรณานุกรม:
1. Obama Hones Pitch on Syria As Opposition Rises at Home, The Wall Street Journal, 8 September 2013, http://online.wsj.com/article/SB10001424127887324094704579062930548599924.html
2. Obama meets resistance as he presses case for Syria strike, Xinhua, 8 September 2013, http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-09/08/c_132701636.htm
3. “U.S. strike on Syria risks emboldening terrorists: Russian, Syrian FMs”, Xinhua, 9 September 2013, http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-09/09/c_132705487.htm
4. CNN poll: Public against Syria strike resolution, CNN, 9 September 2013, http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
5. Obama sees potential ‘breakthrough’ in Russia’s Syria proposal, The Washington Post, 10 September 2013, http://www.washingtonpost.com/world/middle_east/john-kerry-in-london-campaigns-for-world-to-support-military-strike-against-syria/2013/09/09/e8ad7a72-193d-11e3-80ac-96205cacb45a_story.html
6. France to float UN resolution on Syria chemical weapons, France 24, 10 September 2013, http://www.france24.com/en/20130910-france-propose-new-un-resolution-syria-chemical-weapons-arms
----------

สหรัฐหวังโจมตีซีเรีย นโยบายคิดเองทำเองของโอบามา

หนึ่งปีก่อนประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศจุดยืนว่าอเมริกาจะไม่ทนอยู่นิ่งเฉยหากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดใช้อาวุธเคมี จะจัดการโดยเด็ดขาดเพราะล่วงล้ำเส้นต้องห้าม (red line) ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีข่าวการใช้อาวุธเคมีหลายครั้ง ทั้งจากฝีมือของรัฐบาลอัสซาดกับฝ่ายต่อต้าน ตลอดระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลโอบามาแสดงอาการลังเลใจไม่ยอมตัดสินว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธ จนในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ชานกรุงดามัสกัส รัฐบาลโอบามาแสดงอาการกระตือรือร้น ประกาศว่ารัฐบาลอัสซาดต้องได้รับการลงโทษ
ข้อกล่าวหารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี:
            รัฐบาลโอบามาได้แสดงหลักฐานที่สหรัฐเป็นผู้เก็บและสรุปเองว่ากองทัพอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 1,429 คน ทหารซีเรียที่ใช้อาวุธเคมีอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา 3 วันก่อนการโจมตี หลักฐานจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอกว่า 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐสามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว”
            ข้อมูลข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ แต่รายงานความยาว 4 หน้ากระดาษดังกล่าวเป็นเพียงรายงานสรุป ไม่ใช่หลักฐาน และที่สำคัญคือเป็นข้อสรุปฝ่ายเดียว ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียจึงท้าทายให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ พร้อมกับกล่าวอย่างท้าทายว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่ารายงานที่รัฐบาลอังกฤษนำเสนอไม่น่าเชื่อถือ หลายคนไม่เห็นด้วย หลายคนยังสงสัย รัฐสภาอังกฤษจึงไม่เห็นชอบที่รัฐบาลจะโจมตีซีเรีย นายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) หัวหน้าพรรคแรงงานกล่าวว่า “จากบทเรียนในอดีต รวมทั้งกรณีอิรัก” หลักฐานเรื่องอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงที่นำมาอ้างสุดท้ายกลายเป็นหลักฐานเท็จ
สนใจคลิกที่รูป

            อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือรายงานการใช้อาวุธเคมีที่สหประชาชาติได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ 13 ครั้ง รายงานดังกล่าวคือรายงานที่หลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียได้เสนอต่อสหประชาชาติ มีทั้งที่กล่าวหาว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี กับที่กล่าวหาว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้ ต้องไม่ลืมว่าเหตุผลเบื้องต้นที่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบการใช้อาวุธเคมีในซีเรียก็ด้วยต้องการพิสูจน์รายงานดังกล่าว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงก็เกิดเหตุการณ์วันที่ 21 สิงหาคม สุดท้ายกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บหลักฐานของวันนั้นเพียงเหตุการณ์เดียว ละเลยแผนที่กำหนดแต่แรกว่าต้องการหาหลักฐานของรายงานดั้งเดิม
            การถกเถียงว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีหรือไม่ในขณะนี้เป็นการถกเถียงที่ตั้งอยู่บนเหตุการณ์วันที่ 21 สิงหาคมเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมี 13 รายงานก่อนนี้ถูกละเลย รัฐบาลโอบามาไม่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์เหล่านั้น จึงกลายเป็นปริศนา และไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้พิสูจน์ความจริง

            อีกประเด็นที่ต้องเตือนความจำคือก่อนหน้านี้สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสได้นำเรื่องการใช้อาวุธเคมีเข้าสหประชาชาติเพื่อพิสูจน์ค้นหาความจริง (เป็นที่มาของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าซีเรียเพื่อตรวจสอบ) จึงมีคำถามว่าทำไมสหรัฐไม่ดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าวต่อไป รอให้สหประชาชาติได้ผลสรุปการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมก่อน แต่ขณะนี้กลับพยายามรวบรัดสรุปและเตรียมกองทัพโจมตีซีเรียด้วยตนเอง
            เป็นอีกคำถามว่าในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงกำลังพิจารณาเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรียอยู่แล้ว ทำรัฐบาลโอบามาจึงละทิ้งขั้นตอนดังกล่าว หากรัฐบาลโอบามาใจเย็นกว่านี้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติทำงานต่อไป ประชาคมโลกน่าจะมีโอกาสได้ข้อสรุปอันที่เป็นยอมรับมากกว่านี้

การใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ จำต้องได้รับการลงโทษ:
            ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าการใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำเตือนว่าถ้าประชาคมโลกไม่สามารถรักษามาตรฐาน บรรทัดฐาน กฎหมายต่างๆ ที่ควบคุมพฤติกรรมของประเทศและแนวทางปฏิบัติต่อประชาชน ความปลอดภัยของโลกจะลดน้อยลง “อันตรายจะเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงประชาชนผู้เป็นเหยื่ออาชญากรรมอันโหดร้ายนี้เท่านั้น แต่มีผลต่อมนุษย์ทุกผู้ตัวคน” การปล่อยให้อาวุธเคมีแพร่กระจายหรือมีผู้ใช้อาวุธดังกล่าวจึงเป็นการก้าวล่วงเส้นต้องห้าม (red line) ที่ไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉยต่อไป เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม “ทำให้ผมเปลี่ยนใจ” และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้กำหนดเส้นต้องห้าม โลกต่างหากที่กำหนดเส้นต้องห้าม”
            ด้วยเหตุผลดังกล่าวสหรัฐจึงต้องโจมตีกองทัพอัสซาดเพื่อการลงโทษ แม้อเมริกาจะต้องลงมือตามลำพังโดยไม่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ

            ไม่ว่ารัฐบาลอเมริกาจะอ้างเหตุผลใด นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเตือนว่า “การใช้กำลังจะถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และ/หรือ คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องให้การรับรองใช้กำลังดังกล่าว”
            ด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวอย่างชัดเจนว่า ถ้าสหรัฐโจมตีซีเรียโดยไม่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเท่ากับเป็นการ “รุกราน” ประเทศซีเรีย
            รัฐบาลโอบามาชี้ว่ารัฐบาลอัสซาดทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศและจำต้องได้รับโทษ แต่เลขาธิการสหประชาชาติกับประธานาธิบดีปูตินเตือนว่าการใช้กำลังต้องผ่านการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคง มิฉะนั้นคือการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน
            ทุกคนเข้าใจว่าการใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศและสมควรได้รับโทษ คำถามคือทำไมสหรัฐไม่ปล่อยให้เรื่องดังกล่าวอยู่ในมือของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้มีบทบาทโดยตรง นี่เป็นกฎเกณฑ์ เป็นบรรทัดฐานที่โลกวางไว้นานหลายทศวรรษแล้ว อีกทั้งสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดกฎเกณฑ์สร้างระบบดังกล่า
            โลกจะปลอดภัยขึ้นหรือ ถ้ากฎเกณฑ์ ระบบความมั่นของโลกถูกละเมิด

            การวิเคราะห์วิพากษ์ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางหนึ่ง แท้จริงแล้วแนวทางการวิเคราะห์ ตีความประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลายแนว หากยึดแนวทางแบบมีศีลมีธรรมอาจสงสัยรัฐบาลโอบามากำลังกระทำสิ่งที่มีความชอบธรรมหรือไม่ แต่ในอีกแนวหนึ่งเห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศไม่สามารถยึดถือเรื่องความดีความถูกต้องเพียงด้านเดียว ต้องให้ความสำคัญกับความอยู่รอด ผลประโยชน์ที่จะได้ เพราะโลกนี้เต็มด้วยอันตรายและต่างฝ่ายต่างมุ่งกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยหลักการแล้วที่ผ่านมารัฐบาลอเมริกายึดถือทั้งสองแนวทาง และพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดเองทำเองหรือไม่ ผลประโยชน์อเมริกาย่อมต้องมาก่อน
8 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6152 วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2556)
----------------
ประชาสัมพันธ์ :
จองโรงแรมที่พักกับ Booking.com
728*90
บทความที่เกี่ยว: 
จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
(อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.) ณ วันนี้ยังมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรียก็ได้ แม้ว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากการโจมตี เพราะรัฐบาลโอบามาเตรียมใจแต่ต้นแล้ว
(อัพเดท 1 ก.ย. 20.40 น.) ประธานาธิบดีโอบามาร้องขอให้รัฐสภาอภิปรายเพื่อลงมติโจมตีซีเรีย สัญญาณการโจมตีเปลี่ยนจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ และมีแนวโน้มว่าหากเป็นการโจมตีคงต้องรออีกเป็นสัปดาห์
(อัพเดท 4 ก.ย. 1.15 น.) สถานการณ์ขณะนี้คือประธานาธิบดีโอบามากำลังรวบรวมให้ได้เสียงข้างมาก เพียงพอที่รัฐสภาจะประกาศโจมตีซีเรีย โดยไม่รอผลการตรวจสอบหลักฐานจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ หากเป็นเช่นนั้นจริง การโจมตีน่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า หลังการอภิปรายและรัฐสภาลงมติ
(อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น.) อเมริกากับรัสเซียเสริมกองทัพอย่างต่อเนื่อง อียูเรียกร้องให้รอการพิสูจน์การใช้อาวุธเคมีจากสหประชาชาติ สัปดาห์นี้รัฐสภาอเมริกันพิจารณาญัตติโจมตีซีเรีย

บรรณานุกรม:
1. “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”, The White House, 30 August 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21, accessed 2 September 2013.
2. Statement by the President on Syria, The White House, 31 August 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/31/statement-president-syria, accessed 2 September 2013.
3. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims, BBC, 31 August 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
4. U.K. under pressure to produce Syria evidence, USA Today, 29 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/08/29/syria-united-kingdom-debate/2725999/
5. Obama: It's the world's 'red line' on Syria; Senate panel backs military strike plan, CNN, 5 September 2013, http://edition.cnn.com/2013/09/04/politics/us-syria/index.html?hpt=hp_t1
6. International Community Hedges Bets as Senate Readies for Syria Vote, Time, 4 September 2013, http://world.time.com/2013/09/04/international-community-hedges-bets-as-senate-readies-for-syria-vote/
7. Russia's President Putin warns US over Syria action, BBC, 4 September 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-23955655
--------------

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (14)

สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น. สหรัฐฯ กับรัสเซียเสริมกองทัพเข้าไปที่ตะวันออกกลางและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียลอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับรัสเซียแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ส่งเรือรบหลายลำสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียลเช่นกัน สัปดาห์นี้รัฐสภาอเมริกันจะเปิดประชุมพิจารณาญัตติโจมตีซีเรีย
คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น.)
            สหภาพยุโรปมีข้อสรุปว่าการโจมตีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม น่าจะเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด พร้อมกับเสนอให้สหรัฐฯ รอผลพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติก่อนโจมตี นายจอห์น เคอร์รี่เห็นว่าคำประกาศจากอียู “สนับสนุนว่ารัฐบาลอัสซาดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำ”
            สำนักข่าว AP รายงานว่าคำประกาศของอียูดังกล่าวเป็นความริเริ่มจากนายฟร็องซัว ออล็องด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เห็นว่าควรรอรายงานจากสหประชาชาติก่อนตัดสินใจเข้าแทรกแซงทางทหาร

            นาย Guido Westerwelle รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมันหวังว่าสหรัฐฯ จะเลียนแบบฝรั่งเศส พวกเราต่างยินดีกับเรื่องที่ “ฝรั่งเศสตัดสินใจรอการนำเสนอรายงานของสหประชาชาติ” พวกเรา “คาดดว่าอเมริกาหุ้นส่วนของเราจะดำเนินตามแบบฝรั่งเศส” ก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการใดๆ “ผมประทับใจที่ฝ่ายอเมริกาเข้าใจสิ่งที่เราคาดหวังและพวกเขาจะนำเรื่องนี้เข้าไปในกระบวนการตัดสินใจของเขา”
            นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงว่าควรนำเรื่องส่งศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) เพื่อพิจารณาไต่สวนความผิด แถลงการณ์ของ G-20 มีเนื้อหาค่อนไปทางประณามรัฐบาลซีเรียเรื่องอาวุธเคมี แต่ไม่กล่าวว่าจะต้องลงโทษด้วยการโจมตีซีเรีย

วิเคราะห์: (อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น.)
            (เกาะติดประเด็นร้อนฉบับนี้จะมุ่งติดตามคืบหน้าสถานการณ์ล่าสุด และกับรายงานผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน)
            วิเคราะห์ประเด็นทางการเมือง:
            1. อียูประณามรัฐบาลอัสซาด แต่เรียกร้องรอรายงานจากสหประชาติ
            ท่าทีของอียูชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ฝ่ายใดต้องเสียหน้า อียูตระหนักว่าการใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การตัดสินใจชี้ขาดควรเป็นหน้าที่ของสหประชาชาติ และน่าจะให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นผู้ชี้ว่าควรได้รับโทษอย่างไร
            ข้อสังเกตคือฝรั่งเศสซึ่งสนับสนุนการโจมตีมาตั้งแต่ต้น มีกองเรือลอยลำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียลพร้อมโจมตี ยังต้องโอนอ่อนกับท่าทีของอียู ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอียูไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ลงมือโจมตีตามอำเภอใจ ควรดำเนินตามขั้นตอน ตามระบบระหว่างประเทศมากกว่า
            2.ทางเลือกของคองเกรส
            เมื่อเป็นเช่นนี้ การตัดสินใจที่สำคัญของสัปดาห์นี้คือ การประชุมของรัฐสภาอเมริกัน ทางเลือกมีเพียงสองทางใหญ่ๆ คือ โจมตีกับยังไม่โจมตี แต่สามารถแยกแยะออกเป็นหลายทางเพื่อให้เห็นความแตกต่าง
            1) มีมติไม่สนับสนุนรัฐบาลโอบามาโจมตีซีเรียอย่างสิ้นเชิง แต่เสนอลงโทษรัฐบาลซีเรียด้วยแนวทางอื่นๆ ช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน
            เช่น คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจให้เข้มงวดมากขึ้น ให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้น แนวทางนี้เป็นทางออกแก่ประเทศที่ไม่ต้องพูดเรื่องโจมตีซีเรียเพราะเหตุวันที่ 21 สิงหาคมอีกต่อไป เนื่องจากได้ลงโทษรัฐบาลซีเรียด้วยวิธีการอื่นๆ แล้ว อีกทั้งรัฐบาลโอบามายืนยันมาโดยตลอดว่าปัญหาซีเรียต้องแก้ไขด้วยวิถีทางการเมือง
            2) มีมติรอรายงานของสหประชาชาติ
            การอ้างรอรายงานสหประชาชาติ เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อไม่ต้องลงมติโจมตีซีเรีย เพราะสหประชาชาติยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ารายงานจะออกเมื่อใด ที่สำคัญคือดังที่เคยวิเคราะห์ครั้งก่อนๆ แล้วว่าภารกิจของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติคือหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้อาวุธเคมีหรือไม่ ไม่มีหน้าที่สรุปว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่สุดแล้วรายงานของสหประชาชาติคือมีการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีการกล่าวหาหลายครั้ง
            ดังนั้น หากคองเกรสลงมติให้รอรายงานสหประชาชาติจะมีน้ำหนักค่อนไปทางไม่โจมตีซีเรีย
            3) รัฐสภาอเมริกาขอเวลาพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม
            แนวทางนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อเลื่อนการโจมตี ด้วยข้ออ้างที่ไม่ประเทศไม่ต้องเสียหน้า ไม่ต้องอ้างสหประชาชาติ อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ไม่ปิดกั้นทางของตนเอง ในอนาคตรัฐสภาอาจนำเรื่องการโจมตีซีเรียขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกรอบ
            4) มีมติโจมตีซีเรีย
            อ้างหลักฐานการใช้อาวุธเคมีของอเมริกา อ้างการล้ำเส้นต้องห้าม ฯลฯ

            สรุป ไม่ว่าคองเกรสจะมีมติเช่นไร การตัดสินใจของคองเกรสจะมีผลต่อนโยบายการโจมตีซีเรียของนโยบายโอบามาอย่างยิ่ง หากมติมีผลเลื่อนการโจมตีน่าจะวิเคราะห์ว่าโอกาสโจมตีจะเหลือน้อยมาก หากอนาคตจะมีการโจมตีจะต้องรอสัญญาณใหม่อีกรอบ
            อียูเป็นตัวอย่างกลุ่มประเทศล่าสุดที่แสดงอาการไม่เห็นด้วย อุปสรรคของประธานาธิบดีโอบามาในขณะนี้ไม่ใช่อยู่ที่สมาชิกรัฐสภาโดยตรง แต่อยู่ที่การแสดงออกของชาวอเมริกันว่าจะต่อต้านมากเพียงไร จะสังเกตเห็นได้ว่าประธานาธิบดีพยายามลดกระแสดังกล่าวด้วยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยมั่นคงของประเทศ เป็นการโจมตีอย่างจำกัด จะไม่ส่งทหารเข้ารบในพื้นราบอย่างกรณีอิรัก อัฟกานิสถานโดยเด็ดขาด

            ผลกระทบต่อตลาดทุน:
            (ข้อมูลส่วนนี้จะปรับตามเวลา เพื่อแสดงสถานะล่าสุด)
            ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (7 ก.ย.) ปรับสูงทะลุ 109 ราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 108-111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีปูตินประกาศว่าจะช่วยเหลือรัฐบาลซีเรียถ้าถูกโจมตี
            ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวแรงในช่วงแรกแล้วขยับกลับมาที่ราคาใกล้เคียงราคาเปิด

            วิเคราะห์: รัสเซียมีความสัมพันธ์เป็นมิตรกับรัฐบาลอัสซาดมาหลายทศวรรษ ย้อนตั้งแต่สมัยบิดาของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ตลอดสองปีครึ่งตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในซีเรีย รัฐบาลปูตินให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดทั้งแบบเปิดเผยกับปกปิด
            สถานการณ์การเสริมกำลังรบในตะวันออกกลาง ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียล มีกำลังรบของรัสเซียอยู่ด้วย แต่การประกาศว่าจะช่วยเหลือถ้าโจมตีไม่น่าจะเป็นการปะทะโดยตรงระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ น่าจะเป็นการช่วยเหลือเรื่องระบบข้อมูลมากกว่า เพื่อให้กองทัพอัสซาดป้องกันการโจมตีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเรดาห์ซีเรียแม้ถูกทำลายก็ยังมีระบบของรัสเซียที่คอยให้ข้อมูล
            ปัจจัยดันราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยจิตวิทยา
            อนึ่ง การวิเคราะห์นี้มุ่งอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน

            สัปดาห์นี้หรือระหว่างนี้จึงต้องติดตามกระแสการเมืองภายในประเทศอเมริกัน การเมืองระหว่างประเทศ ผลการตรวจสอบของสหประชาชาติ เพื่อประเมินว่ารัฐสภาน่าจะมีมติในทางใด
            ณ วันนี้สัญญาณการโจมตีเปลี่ยจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ ถ้าผลสรุปคือโจมตี การโจมตีน่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้ หากมติมีผลเลื่อนการโจมตีน่าจะวิเคราะห์ว่าโอกาสโจมตีจะเหลือน้อยมาก หากอนาคตจะมีการโจมตีจะต้องรอสัญญาณใหม่อีกรอบ
8 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 1 ก.ย. 20.40 น.) ประธานาธิบดีโอบามาร้องขอให้รัฐสภาอภิปรายเพื่อลงมติโจมตีซีเรีย สัญญาณการโจมตีเปลี่ยนจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ และมีแนวโน้มว่าหากเป็นการโจมตีคงต้องรออีกเป็นสัปดาห์
(อัพเดท 4 ก.ย. 1.15 น.) สถานการณ์ขณะนี้คือประธานาธิบดีโอบามากำลังรวบรวมให้ได้เสียงข้างมาก เพียงพอที่รัฐสภาจะประกาศโจมตีซีเรีย โดยไม่รอผลการตรวจสอบหลักฐานจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ หากเป็นเช่นนั้นจริง การโจมตีน่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า หลังการอภิปรายและรัฐสภาลงมติ

บรรณานุกรม:
1. “EU agrees Syria behind gas attack, urges U.S. to hold off”, CBC News/AP, 7 September 2013, http://www.cbc.ca/news/world/story/2013/09/07/syria-military-strike-europe-urge-us-hold-off.html
2. Crude Climbs to Two-Year High on Syria, Bloomberg, 8 September 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-09-06/crude-rises-for-second-day-after-jobs-report.html
----------