ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อเมริกาคิดโจมตีซีเรีย จุดเปลี่ยนนโยบายโอบามา

1 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6145 วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ,
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1733)

            เมื่อหนึ่งปีก่อนคุณวิตอเรีย นูแลนด์ (Victoria Nuland) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า นโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อซีเรียคือร่วมมือกับนานาชาติคว่ำบาตรรัฐบาลอัสซาด รัฐบาลเชื่อว่าการแทรกแซงทางทหารจากภายนอกเป็นการเติมเชื้อไฟ มีแต่ทำให้คนตายเพิ่มขึ้น
            ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีข่าวการใช้อาวุธเคมีในซีเรียหลายครั้ง เฉพาะที่สหประชาชาติได้รับรายงานอย่างเป็นทางการมีจำนวนถึง 13 ครั้ง (ไม่รวมเหตุการณ์ล่าสุด) และตลอดหนึ่งปีดังกล่าวประธานาธิบดีบารัก โอบามาแสดงท่าทีลังเลใจ ไม่ยอมสรุปว่ามีการใช้อาวุธเคมีหรือไม่ แม้ประกาศว่าจะลงมือจัดการอย่างเด็ดขาดถ้าพบว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริง
            การใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ชานกรุงดามัสกัส กลายเป็นตัวจุดชนวนให้รัฐบาลโอบามาประกาศว่าต้องการโจมตีซีเรีย ล่าสุดนายจอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสรุปว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีมาแล้วหลายครั้ง มีการพูดกันว่าอาจโจมตีซีเรียแม้จะต้องกระทำโดยลำพัง แม้สหประชาชาติ หลายประเทศไม่เห็นด้วย
            เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายรัฐบาลโอบามาต่อซีเรีย

            สิ่งที่รัฐบาลโอบามาพยายามแสดงออกและชักนำให้คนทั่วโลกคิดตามคือ แยกประเด็นความขัดแย้งในซีเรียกับประเด็นการใช้อาวุธเคมีออกจากกัน ชี้ว่าเรื่องความขัดแย้งในซีเรียต้องแก้ไขด้วยกระบวนการทางการเมือง ซึ่งอาจไม่บรรลุผลในระยะสั้น (อย่างน้อยไม่บรรลุผลมาสองปีครึ่งแล้วนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง) ที่รัฐบาลโอบามากำลังคิดทำขณะนี้คือโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาด เพื่อลงโทษเป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่คิดจะใช้อาวุธเคมีในอนาคต เนื่องจากการใช้อาวุธดังกล่าวผิดกฎหมายระหว่างประเทศ มีผลทำให้พลเรือนเสียชีวิต

            จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีผู้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย หลายแง่หลายมุม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
          ประการแรก หากรัฐบาลอัสซาดเป็นผู้อาวุธเคมีจริง รัฐบาลโอบามายึดถือกฎเกณฑ์ใดในการลงโทษด้วยการโจมตีทางทหาร
            การโจมตีมีรายละเอียดอย่างไร เช่น เป้าหมายโจมตีคืออะไร มากน้อยเพียงใด ทำไมต้องโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ กฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกหรือไม่
            ราวปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พลเอกมาร์ติน เดมพ์ซี่ย์ (Martin Dempsey) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสนอแนวทางช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน 5 แนวทาง เพื่อให้ฝ่ายบริหารประกอบการตัดสินใจ หนึ่งในนั้นคือโจมตีเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ และชี้ว่าอาจทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องเสียชีวิต

            หากสหรัฐลงมือโจมตี ผู้ที่เสียชีวิตคือทหารกับพลเรือนที่ได้รับลูกหลง ถามว่าคนเหล่านี้สมควรต้องจบชีวิตหรือไม่ หรือควรลงโทษผู้สั่งการใช้อาวุธเคมีมากกว่า การโจมตีจะทำให้จำนวนยอดผู้เสียชีวิตที่มีถึงแสนรายแล้วให้เพิ่มมากขึ้นอีก และได้ชื่อว่าเป็นอีกประเทศที่ทำให้ชาวซีเรียเสียชีวิตโดยตรง
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเพิ่งกล่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า (28 สิงหาคม) “ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ (โจมตีซีเรีย-ผู้เขียน) แต่คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสะท้อนให้รู้ว่ามีการใช้อาวุธเคมี” ในขณะที่รัฐบาลอัสซาดพยายามปิดบังมาโดยตลอด ... การใช้อาวุธเคมีไม่ช่วยแก้ปัญหาภายในของซีเรีย มีแต่ทำให้ “พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต” แต่การโจมตีย่อมมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลง ต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รัฐบาลโอบามาได้คำนึงสิทธิของพวกเขาตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ชาติตะวันตกยึดถือมากน้อยเพียงไร ขัดแย้งกับจุดยืนที่ประกาศไว้หรือไม่

          ประการที่สอง สหประชาชาติไม่มีข้อสรุปว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี
            ดังที่เคยวิเคราะห์ในบทความครั้งก่อนว่า ภารกิจดั้งเดิมของเจ้าหน้าสหประชาชาติที่เข้าไปตรวจสอบคือค้นหาความจริงว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรียหรือไม่เท่านั้น ภารกิจไม่ครอบคลุมถึงการสรุปว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ กรอบภารกิจดังกล่าวมาจากการตกลงของชาติมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ และการยินยอมของรัฐบาลซีเรีย หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ยินยอมการตรวจสอบจะไม่เกิดขึ้น
            จากหลักฐานที่ปรากฏ เหตุการณ์ที่ชานกรุงดามัสกัส เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม น่าจะเป็นการใช้อาวุธเคมี ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงอย่างมากได้เพียงข้อสรุปว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริงในวันนั้น แต่จะไม่มีคำตอบว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้
            ผลคือคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่มีข้อสรุปว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และยังไม่มีคำตอบของการใช้อาวุธเคมีตามที่เคยรับรายงานก่อนหน้านี้รวมทั้งหมด 13 ครั้งด้วย ในจำนวนนี้มีทั้งที่ชี้ว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้กับที่ชี้ว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้ กลายเป็นว่าขึ้นกับรัฐบาลของแต่ละประเทศว่าจะสรุปหรือไม่สรุปอย่างไร

            ส่วนข้อสรุปที่รัฐบาลโอบามาประกาศว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีมาแล้วหลายครั้ง เป็นเพียงข้อสรุปที่อีกหลายประเทศไม่เห็นด้วย ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียไม่ยอมรับข้อสรุปของอเมริกา กล่าวอย่างชัดเจนว่าหลายประเทศที่สรุปว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้นั้นปราศจากหลักฐานที่มีน้ำหนัก
            ความจริงเรื่องใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีจึงเป็นข้อสรุปจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ แต่ไม่ใช่ข้อสรุปจากสหประชาชาติ ทั้งยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบอีก

          ประการที่สาม ทำไมรัฐบาลโอบามารวบรัดอยากแทรกแซงทางทหาร
            ดังที่ได้เกริ่นแล้วว่าตลอดหนึ่งปีตั้งแต่ที่รัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะลงมือจัดการอย่างเด็ดขาดถ้าพบว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริง แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลโอบามาลังเลใจที่จะตัดสินใจว่ามีการใช้อาวุธเคมีหรือไม่ ได้แต่กล่าวว่าต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่จู่ๆ เมื่อเกิดเหตุวันที่ 21 สิงหาคม รัฐบาลโอบามารวบรัดตัดสินใจต้องการแทรกแซงทางทหารแบบปัจจุบันทันด่วน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานอันเป็นที่ยอมรับ เป็นพฤติกรรมที่แตกต่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเทียบกับตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

            คำถามนี้อาจมีได้หลายคำตอบ คำตอบหนึ่งที่สำคัญได้จากการตอบคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากเหตุการณ์วันที่ 21 สิงหาคม หลายคนให้ความเห็นว่าเหตุที่รัฐบาลโอบามาตัดสินใจคิดโจมตีซีเรียเพราะหวังช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน เนื่องจากกำลังเพลี่ยงพล้ำในหลายเมือง
            นาย Walid Muallem รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซีเรียกล่าวว่าการโจมตีจะเป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลกับอัลกออิดะห์เท่านั้น ทุกวันนี้กลุ่มฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่อิงกับอัลกออิดะห์คือกลุ่มที่มีการจัดตั้งดีที่สุด มีอาวุธทันสมัยและเข้มแข็งที่สุด
            นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ  (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเห็นว่าการโจมตี “เป็นไปตามคำขอ” จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
นายฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีอิหร่าน เชื่อว่ามีคนบางกลุ่มต้องการ “ใช้การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสถานการณ์การสู้รบที่แท้จริงในซีเรีย เพื่อจะได้ประโยชน์จากการใช้อาวุธเคมี แสดงมุมมองอย่างคนสายตาสั้นและเต็มไปด้วยอันตราย”

            การโจมตีทำลายกองทัพอัสซาดไม่ว่าจะเป็นศูนย์บัญชาการ ฐานทัพ คลังอาวุธ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ย่อมบั่นทอนขีดความสามารถในการรบของกองทัพรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการจงใจหรือไม่ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะได้ประโยชน์โดยตรง ทำให้สองฝ่ายมีอำนาจการรบทัดเทียมมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาลังเลใจที่จะช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านด้วยอาวุธ (อาจมีการช่วยเหลือแบบลับๆ แต่ไม่มาก)
            การที่สหรัฐโจมตีด้วยตนเองนอกจากแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลโอบามากังวลมาตลอดว่าหากให้อาวุธชั้นเลิศแก่ฝ่ายต่อต้าน อาวุธอาจตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้าย อีกเหตุผลหนึ่งคือการใช้อาวุธหนักไม่ว่าจะเป็นรถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบินรบ อาวุธเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ผู้ใช้หรือบังคับอาวุธเหล่านี้จำต้องมาจาการคัดสรร ผ่านการฝึกอบรมตามขั้นตอนยาวนาน ไม่ใช่พลเรือนทุกคนจะมีความเหมาะสม นอกจากนี้อาวุธเหล่านี้จำต้องมีระบบสนับสนุน ลองจินตนาการว่าเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องมีช่างเครื่อง ช่างซ่อมบำรุง ต้องเติมน้ำมัน กระสุน ต้องมีศูนย์ซ่อมบำรุงพร้อมอุปการณ์เครื่องมือจำนวนมาก ฯลฯ จึงเป็นเรื่องยากหากจะให้ฝ่ายต่อต้านมีและใช้ด้วยอาวุธเหล่านี้ด้วยตนเอง ทั้งยังไม่มีหลักประกันว่าหากฝ่ายต่อต้านมีและใช้อาวุธเหล่านี้จะรบชนะกองทัพอัสซาด
            การโจมตีลดทอนอำนาจการรบจึงเปรียบเหมือนการที่สหรัฐเป็นมือเป็นไม้ช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน ใช้กองทัพชั้นเลิศของตนจัดการกองทัพอัสซาด โดยที่ฝ่ายต่อต้านไม่ต้องเปลืองแรงเลย

            หากเหตุผลเบื้องหลังของการโจมตีคือเพื่อช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียดังกล่าว นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของนโยบายโอบามาต่อซีเรีย จากที่มุ่งสนับสนุนทางการเมือง ให้สนับสนุนทางการทหารเล็กน้อยอย่างลับๆ มาเป็นการพาตัวเองสู่สมรภูมิ

            การอ้างเหตุผลเรื่องสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมีความเป็นไปได้สูง เพราะตลอดสองปีครึ่งที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านเรียกร้องขอต่างชาติแทรกแซงด้วยกำลังทหารอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งดังกล่าวที่เคยวิเคราะห์แล้วว่าการใช้อาวุธเคมีไม่ช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านมีชัยในสมรภูมิ แต่ฝ่ายต่อต้านจะได้รับประโยชน์หากสามารถดึงความช่วยเหลือเพิ่มเติม
            กระแสการโจมตีซีเรียเพราะเหตุการใช้อาวุธเคมีกลายเป็นข่าวเด่นของโลก มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาทั้งด้านบวกด้านลบ หากจะพูดถึงด้านบวก การที่รัฐบาลโอบามาตัดสินใจคิดใช้กำลังโจมตีเท่ากับได้วางบรรทัดฐานว่าต่อไปนี้หากประเทศใดหรือฝ่ายใดใช้อาวุธดังกล่าวจะได้รับการลงโทษ ในอนาคตไม่ว่าประเทศใดหรือฝ่ายใดคิดจะใช้อาวุธเคมีจึงต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
            ในอีกมุมหนึ่งหากรัฐบาลโอบามาโจมตีจริงจะเป็นการพาประเทศถลำลึกสู่ความขัดแย้งในซีเรีย ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นนอกจากส่งผลต่อภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปั่นป่วนต่อเนื่องมาหลายปี อาจส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศด้วยก็เป็นไปได้ นี่อาจเป็น จุดเปลี่ยน สำคัญอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา
(อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.) นานาชาติพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับการใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัส เจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด และกำลังพิจารณาใช้กำลังทหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
(อัพเดท 28 ส.ค. 17.30 น.) กระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศล้วนชี้ว่าอเมริกากำลังเตรียมการโจมตี ล่าสุดทางการรัสเซียเริ่มอพยพคนของตนออกจากซีเรีย การวิเคราะห์ผลยุทธการต่อตลาดทุน ราคาน้ำมัน ควรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนโจมตี ช่วงระหว่างโจมตี และช่วงหลังโจมตี
(อัพเดท 29 ส.ค. 18.30 น.) ณ วันนี้ยังมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรียก็ได้ ตลาดเงินตลาดทุนกำลังรอดูสัญญาณ เพื่อทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้ การถอนตัวของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกับการประกาศพร้อมโจมตีของกองทัพฝรั่งเศสคือสัญญาณล่าสุด
(อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.) ณ วันนี้ยังมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรียก็ได้ แม้ว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากการโจมตี เพราะรัฐบาลโอบามาเตรียมใจแต่ต้นแล้ว
(อัพเดท 1 ก.ย. 20.40 น.) ประธานาธิบดีโอบามาร้องขอให้รัฐสภาอภิปรายเพื่อลงมติโจมตีซีเรีย สัญญาณการโจมตีเปลี่ยนจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ และมีแนวโน้มว่าหากเป็นการโจมตีคงต้องรออีกเป็นสัปดาห์ 

บรรณานุกรม:
1. Victoria Nuland, Daily Press Briefing, 26 July 2012, http://www.state.gov/r/pa/prs/dpb/2012/07/195580.htm,  Access 27 July 2012.
2. Gen. Dempsey Responds to Levin's Request for Assessment of Options for Use of U.S. Military Force in Syria, http://www.levin.senate.gov/newsroom/press/release/gen-dempsey-responds-to-levins-request-for-assessment-of-options-for-use-of-us-military-force-in-syria, accessed 24 July 2013.
3. Obama: No decision yet on launching Syria military strike, USA Today, 29 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/08/28/obama-syria-military-strike/2724905/
4. Putin to Cameron: No evidence Syria chemical weapons attack occurred, Tehran Times, 27 August 2013, http://www.tehrantimes.com/world/110333-putin-to-cameron-no-evidence-syria-chemical-weapons-attack-occurred
5. KSA, Arab League seek decisive world stand on Syria, Arab News, 28 August 2013, http://www.arabnews.com/news/462760
6. Military adventure in Mideast would cause irreparable damage: Rohani, Tehran Times, 28 August 2013, http://www.tehrantimes.com/politics/110375-military-adventure-in-mideast-would-cause-irreparable-damage-rohani-
7. White House releases report detailing Syria chemical attack, USA Today, 31 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/08/30/kerry-syria-chemical-weapons-obama/2742369/
----------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

รูปแบบการปกครอง (1) รูปบการปกครองแบบกรีก

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553 ชาญชัย  รูปแบบการปกครอง การจะบอกว่ามีกี่รูปแบบการปกครอง (Forms of Government) และแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัด ซึ่งพอจะมีวิธีแบ่งได้หลายแบบ เช่น เกณฑ์จำนวนผู้มีอำนาจปกครอง เกณฑ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น
“รูปแบบการปกครองที่ใช้เกณฑ์จำนวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง”             รูปแบบนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า รูปแบบการปกครองแบบกรีก (Greek Typology of Governments) โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบที่รัฐบาลมีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อความดีงามของรัฐ (polis) กับรูปแบบตรงกันข้ามที่รัฐบาลไม่มีเหตุผลและดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเท่านั้น ในแต่ละรูปแบบหลักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อยตามจำนวนผู้ปกครอง คือ 1 คน (one) จำนวนเล็กน้อย (few) และ หลายคน (many)
Government Pure Form Impure Form คนเดียว (of One) ราชาธิปไตย (Monarchy) ทรราชย์ (Tyranny) จำนวนน้อย (of the Few) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) จำนวนมาก (of the Many) มัชฌิมวิถีอธิปไตย (Polity) ประชาธิปไตย (Democracy)
รูปแบ…