ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรฮีนจา ปัญหาของใคร

8 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7639 วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2560)


ความทุกข์ยากของโรฮีนจา :
            ทุกครั้งเมื่อเหลือบไปมองโรฮีนจาจะพบแต่ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน อยู่ในยะไข่ก็ขาดแคลน นักเรียนขาดโรงเรียน ขาดโรงพยาบาล ขาดยา ไม่มีงานทำ หลายคนถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตไปหางานต่างแดนแม้ผิดกฎหมาย เป็นแรงงานราคาถูก ทำงานประเภทที่คนอื่นไม่อยากทำ โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนมีสิทธิตามกฎหมาย
            ช่วงนี้มีข่าวถูกไล่ที่ พากันอพยพหนีตายอลหม่าน ระหว่างเดินทางก็ถูกทำร้าย บางคนเหยียบกับระเบิดที่ฝังไว้อีก กว่าจะไปถึงบังคลาเทศก็ทุลักทุเล
            กว่า 500,000 คนที่หนีตายมาอยู่ชายแดนบังคลาเทศต้องมาอยู่ในพื้นที่แออัดกว่าเดิม ขอเพียงมีพื้นที่สักช่องให้เอนกายก็นับว่าดีมากแล้ว ขาดแคลนทุกอย่าง แม้หลายประเทศ องค์กรช่วยเหลือหลายหน่วยยื่นมือเข้าช่วยแล้วก็ตาม
Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทางการเมียนมาระงับปฏิบัติการทางทหาร ยุติความรุนแรง ปฏิบัติตามหลักกฎหมาย เคารพสิทธิที่ทุกคนจะกลับสู่บ้านเกิดตัวเอง ขอให้โรฮีนจาได้ฐานะความเป็นพลเมืองหรือไม่ก็ได้รับฐานะทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้พวกเขาอยู่ในเมียนมาต่อไป
ดูเหมือนว่าคำขอแต่ละข้อยากจะสมหวัง โรฮีนจายังคงออกจากเมียนมา คนที่มีสิทธิ์กลับมีไม่กี่คน โลกอาจมีผู้อพยพถาวรเพิ่มอีกครึ่งล้าน

การกล่าวโทษบางประเทศ :
            ทุกครั้งเมื่อโรฮีนจากลายเป็นประเด็น ไม่ว่าจะถูกไล่ที่ อพยพย้ายถิ่น เรือมนุษย์ จะมีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเทศหรือใครก็ตามที่ละเมิดจะถูกกล่าวโทษ ยกตัวอย่างเมื่อเรือผู้อพยพโรฮีนจาแล่นเข้าฝั่ง รัฐบาลหลายประเทศใช้วิธีให้อาหารกับน้ำจำนวนหนึ่ง แล้วผลักดันกลับไป กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มกล่าวหาประเทศเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ควรที่จะรับโรฮีนจาเป็นผู้อพยพลี้ภัย
การรับผู้อพยพลี้ภัยสัก 1,000-2,000 คน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่หลายฝ่ายคิดตรงกันคือ หากรับ 2,000 คนแล้ว อีกไม่นานจะมา 20,000 คน และกลายเป็น 200,000 คน ในที่สุดอาจเป็นโรฮีนจาทั้งหมดกว่าล้านคน และจะมีผู้อพยพประเทศอื่นๆ นอกเหนือโรฮีนจา
เรื่องไม่จบเท่านี้ เมื่อรับมาแล้วจะมีคนพูดต่อว่าดูแลพวกเขาดีหรือไม่ อาหารถูกปากหรือเปล่า แพทย์ไม่เก่ง ยาไม่ดี ครูไม่มีคุณภาพ กีดกั้นสิทธิเสรีภาพ อยู่อย่างไร้อนาคต
ประเทศที่รับผู้อพยพลี้ภัยแต่ต้นต้องเผชิญเสียงตำหนิจากอย่างไม่สิ้นสุด

แทนที่ต่างชาติ กลุ่มองค์กรต่างๆ จะให้ความช่วยเหลือ กลับมุ่งตรวจสอบว่าประเทศที่รับผู้ลี้ภัยละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ลี้ภัยเหล่านี้หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้หลายประเทศจึงเลือกที่จะไม่รับผู้อพยพลี้ภัยตั้งแต่ต้น หรือรับเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธี

มีคำกล่าวหามานานแล้วว่ารัฐบาลเมียนมากดขี่ข่มเหงโรฮีนจา เพื่อขับไล่คนเหล่านี้ออกนอกประเทศ แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธมาโดยตลอด
            ในเหตุการณ์ล่าสุด ประเด็นน่าคิดคือ เมื่อเกิดวุ่นวายรัฐบาลเมียนมาเอาใจใส่โรฮีนจาน้อยมาก ทางการเมียนมาน่าจะให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้ และน่าจะพยายามให้โรฮีนจากลับเข้าพื้นที่ แต่เหตุการณ์เป็นไปตามที่ทุกคนรับรู้ โรฮีนจากว่า 500,000 คนแล้วที่อพยพหนีเข้าบังคลาเทศ
            ในกรณีเมียนมา แม้รัฐบาลพยายามอ้างว่าดูแลคนทุกกลุ่ม แต่ในสายตานานาชาติกลับไม่เห็นด้วย การตัดสินกล่าวโทษแต่ละประเทศจึงไม่สมควรเหมารวม ต้องพิจารณาเป็นกรณี

การเข้าพัวพันของอาเซียน :
            กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ “เรียกร้องให้ทุกประเทศ รวมทั้งชาติสมาชิก OIC เข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์ ... ช่วยเหลือพลเมืองทุกหมู่เหล่าในรัฐยะไข่” ชี้ต้นตอปัญหาโรฮีนจา การเข้าพัวพันอย่างสร้างสรรค์คือเรื่องสำคัญ
            แถลงการณ์อาเซียนเมื่อ 24 กันยายน มีใจความสำคัญว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในระยะยาวต้องแก้ไขรากปัญหา
            ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์อาเซียนจึงใกล้เคียงกับแถลงการณ์อินโดนีเซีย ขอให้ทุกฝ่ายไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
            แถลงการณ์ไม่ได้เอ่ยชื่อ “โรฮีนจา” ทำให้มาเลเซียไม่พอใจ เห็นว่ารัฐบาลเมียนมารู้เห็นเป็นใจ การที่แถลงการณ์ไม่ระบุคำว่าโรฮีนจาก็เพราะแถลงการณ์ต้องผ่านฉันทามติ การแสดงออกของรัฐบาลมาเลเซีย ตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลนาจิบที่ชี้ว่ารัฐบาลเมียนมาต้องรับผิดชอบ และสามารถตีความว่าเป็น “เนื้อหาส่วนขยาย” ของแถลงการณ์อาเซียนด้วย อย่างน้อยที่สุดเป็นของมาเลเซีย
            รวมความแล้ว ประชาคมอาเซียนไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างน้อยมีคำประณาม ดำเนินตามแนวทางสิทธิมนุษยชนสากล

ต้องพิจารณาความมั่นคงแห่งชาติ :
            ไม่นานหลังรับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งห้ามคนต่างชาติ 6 ประเทศเข้าประเทศ แม้จะถูกวิพากษ์ว่าจงใจกีดกันมุสลิม หรือหวังเล่นงานบางประเทศ แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่าจำต้องทำเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้าประเทศ
            ประเด็นกีดกันแรงงานเม็กซิโกเป็นอีกเรื่องที่พูดกันมาก ถ้ามองในภาพกว้าง แต่ไหนแต่ไรนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อคนต่างด้าวย้ายถิ่นนั้นไม่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อคนแต่ละประเทศ แต่ละเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติแตกต่างกัน และเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน
            ดังนั้น ไม่ใช่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ดำเนินนโยบายปฏิบัติต่อแต่ละประเทศไม่เท่าเทียม ที่รู้สึกต่างเพราะการนำเสนอต่าง ใครสามารถสร้างภาพให้ดูดีได้มากกว่า และขึ้นกับบริบทว่าเศรษฐกิจอเมริกาในขณะนั้นต้องการแรงงานต่างด้าวมากน้อยเพียงไร

ประเด็นผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริกาหลั่งไหลเข้ายุโรปก็เช่นกัน     นายกรัฐมนตรีฮังการี Viktor Orban ถึงกับประกาศไม่รับชาวซีเรียเข้าประเทศ เห็นว่าเป็นอันตราย “ผมคิดว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าเราไม่ต้องการมีคนมุสลิมมากในประเทศของเรา” ไม่อยากเป็นดังเช่นอาณาจักรออตโตมัน ขอให้ผู้ลี้ภัยซีเรียอย่าได้มาฮังการีอีก เพราะไม่อาจรับรองว่าพวกเขาจะเป็นที่ยอมรับ
ทุกเหตุผลที่ยกมา ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับฮังการีเป็นกรณีตัวอย่างว่ารัฐมีสิทธิ์เลือกรับหรือไม่รับ จะรับเท่าไหร่ก็ได้ ควรที่จะต้องรับจนเป็นภัยต่อประเทศตัวเองหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ควรเป็นข้อตกลงร่วมของนานาชาติ :
            ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ ต่างฝ่ายต่างพูดจากมุมของตัวเอง รัฐบาลต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคง ต้องดูแลคนในประเทศก่อน ส่วนพวกสิทธิมนุษยชนก็จะมุ่งพูดแต่เรื่องที่ตนต้องการจะพูด ปัญหาจึงค้างคา และกลายเป็นความขัดแย้งเชิงความคิดอย่างไม่จบสิ้น
            ทางออกคือ ต้องมีการหารือร่วมกันว่าจะทำอะไรอย่างไร เช่น ถ้าจะให้เพื่อนบ้านเมียนมารับโรฮีนจาชั่วคราว ต้องมีสัญญาชัดเจนว่าคนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปประเทศที่ 3 เมื่อไหร่ อย่างไร การดูแลผู้อพยพจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พยายามยัดเยียดให้รับก่อนโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา

ประเด็นหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอคือคนไร้รัฐมักพยายามออกนอกประเทศเพื่อเป็นแรงงานต่างด้าว ยิ่งถูกกดขี่ข่มเหงจากในประเทศมากเท่าใดก็ยิ่งคิดอพยพย้ายถิ่นไปแสวงหาที่อยู่ที่ดีกว่า อย่างน้อยไปตายดาบหน้า หลายคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูกหลาน แรงจูงใจที่จะออกนอกประเทศจึงสูงมาก ยอมเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่สำคัญกว่านั้น คนไร้รัฐมักคิดตั้งถิ่นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ประเทศนั้นถาวร ไม่ว่าจะโดยถูกหรือผิดกฎหมาย เกิดปัญหาซ้ำซ้อนในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านไม่รู้จบ
การแก้ปัญหาจึงต้องมองโจทย์ให้ทะลุ

ในด้านสถานการณ์เฉพาะหน้า โรฮีนจา 500,000 คนอดอยากขาดแคลน จะช่วยอย่างไร แต่ละประเทศจะออกเงินหรือให้ความช่วยเหลืออย่างไร เป็นข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เมื่อเห็นร่วมแล้วจะไม่มีใครหรือหน่วยงานใดพูดกล่าวหาให้ร้ายอีก
            และต้องหาทางว่าในระยะยาวจะดูแลโรฮีนจาทั้ง 500,000 คนอย่างไร อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรถ้าพวกเขาไม่สามารถเป็นพลเมืองเมียนมา สามารถเช่าที่ดินบางประเทศเพื่อเป็นถิ่นอาศัยได้หรือไม่
            ส่วนการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ควรทำเป็นการรณรงค์ระดับโลก ให้ทุกคนมีส่วน ประหยัดคนละเล็กน้อยตามความสมัครใจ ให้เป็น “ปัญหาของทุกคน” ไม่เฉพาะรัฐหรือบางองค์กรเท่านั้น

            ความจริงอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือ โรฮีนจาไม่ใช่พวกเดียวที่ประสบปัญหา ถ้าคิดช่วยโรฮีนจากว่าล้าน จะมีอีกหลายสิบล้านที่ควรช่วย Global Trends: Forced displacement in 2016 รายงานผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกประจำปีของ UNHCR จำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานทั่วโลกปัจจุบันมีราว 65.6 ล้าน
ผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐาน ประกอบด้วยหลายประเภท เช่น ผู้ลี้ภัย (refugee) คนพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People: IDPs) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers)
ถ้าต้องการพูดเฉพาะคนไร้รัฐแบบโรฮีนจา ปี 2016 ประเมินว่าทั่วโลกมี 10 ล้านคนเป็นคนไร้รัฐ หรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้รัฐ (ข้อมูลที่เก็บได้จริงมีราว 3.2 ล้านคน ใน 75 ประเทศ) จึงเป็น 10 ล้านคนที่ต้องช่วยเหลือไม่เฉพาะพวกโรฮีนจาเท่านั้น

            และถ้าคิดว่าคือการช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสก็ควรช่วยเหลือคนอื่นๆ อีกหลายร้อยล้าน ถ้าปฏิบัติต่อโรฮีนจาอย่างไรก็ควรปฏิบัติต่อคนยากจนแร้นแค้นอีกหลายร้อยล้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพวกไร้รัฐหรือมีรัฐ
            หากยังไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด ก็ขอให้มีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน เพราะต้องเริ่มที่จุดนี้จะเกิดผลเป็นการลงมือปฏิบัติที่เหมาะสม
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
อองซาน ซูจี ในวัย 72 ปี กำลังเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่ นางจะเลือกพรรคหรือเลือกสิทธิมนุษยชน
บรรณานุกรม:
1. Cortes, Rachel Traut., & Poston, Dudley L. Jr. (2008). Immigration to North America. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 576-580). USA: The Gale Group.
2. Hungarian PM: We don't want more Muslims. (2015, September 4). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/09/refugees-hungary-train-station-150903064140564.html
3. Hunt, Luke. (2015, May 29). Crocodile Tears for the Rohingya. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2015/05/crocodile-tears-for-the-rohingya/
4. Indonesia Urges OIC, International Community, to Address Myanmar Conflict. (2017, September 13). Jakarta Globe. Retrieved from http://jakartaglobe.id/news/indonesia-urges-oic-international-community-address-myanmar-conflict/
5. Malaysia tells Myanmar to stop Rohingya atrocities, disagrees with Asean stand. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.todayonline.com/world/malaysia-tells-myanmar-stop-rohingya-atrocities-disagrees-asean-stand#cxrecs_s
6. Malaysia's dissent on Myanmar statement reveals cracks in ASEAN facade. (2017, September 25). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/malaysia-s-dissent-on-myanmar-statement-reveals-cracks-in-asean-facade-9248850
7. Myanmar faces mounting pressure over Rohingya refugee exodus. (2017, September 12). Al Arabiya/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/world/2017/09/12/Myanmar-faces-mounting-pressure-over-Rohingya-refugee-exodus.html
8. Myanmar says persecution not the cause of migrant crisis. (2015, June 6). Daily Times. Retrieved from http://www.dailytimes.com.pk/region/06-Jun-2015/myanmar-says-persecution-not-the-cause-of-migrant-crisis
9. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
10. UN Security Council calls for 'immediate steps' to end Myanmar violence. (2017, September 14). Channel NewsAsia. Retrieved from http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/un-security-council-calls-for-immediate-steps-to-end-myanmar-9214136
-----------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…