การก้าวขึ้นมาของเลอเปนกับพรรค National Rally

เลอเปนเป็นพวกที่ถอยห่างจากหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนฝรั่งเศส จนสามารถเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้

        ปี 2018 มารีน เลอเปน (Marie Le Pen) หัวหน้าพรรค National Front (FN) เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น National Rally (Rassemblement National หรือ RN) ชื่อ National Front เป็นนามเดิมที่บิดาเลอเปนใช้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองเมื่อ 1972

        นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป็นความพยายามปรับภาพลักษณ์ให้ดูอ่อนลง ลบล้างภาพลบในอดีต เลอเปนอธิบายตรงไปตรงมาว่า “ถ้าชื่อไม่เปลี่ยน จะไม่สามารถเป็นพันธมิตร (กับพรรคอื่นๆ) และถ้าปราศจากพันธมิตรก็ไม่อาจเข้าถึงอำนาจ” ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มจะเปลี่ยนจากพวกเดินประท้วงรัฐบาล เป็นพรรคฝ่ายค้าน สู่การเป็นผู้บริหารประเทศ ทั้งนี้ต้องสามารถรวมใจคนทั้งชาติเข้าร่วมกับเรา

        ย้อนหลังเลือกตั้งครั้งก่อน (ปี 2017) เลอเปนได้คะแนนร้อยละ 33.9 (คะแนนรอบที่ 2) พ่ายให้กับเอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายพรรค ตัวแทนกระแสหลัก

        ในครั้งนั้น Philippe Marlier จาก University College London อธิบายว่าถ้าเลอเปนต้องการคะแนนเสียงมากกว่านี้ จำต้องลดความสุดโต่ง Christophe Castaner แกนนำของพรรค Move party (ฝ่ายพรรครัฐบาล) วิพากษ์ว่า “เปลี่ยนชื่อแต่ไม่เปลี่ยนแนวการเมือง” เป็นการแต่งหน้าทาตาให้ดูแตกต่างจากเดิมเท่านั้น

        ในอดีตที่ผ่านมา พรรคการเมืองอื่นๆ โจมตีพวกเลอเปนว่าเป็นพวกนิยมความสุดโต่ง นิยมใช้ความรุนแรง เหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นความจริงโดยเฉพาะในสมัยที่บิดาเป็นผู้นำพรรค การเปลี่ยนชื่อพรรคเท่ากับยอมรับประวัติศาสตร์

วิพากษ์การเปลี่ยนชื่อพรรค :

       ประการแรก ต้องการปรับนโยบายบาย

        ในการเลือกตั้ง 2017 เหตุผลหลักข้อหนึ่งที่คนเลือกมาครงเพราะคนฝรั่งเศสส่วนหนึ่งกังวลนโยบายสุดโต่ง จึงเลือกมาครงเพราะกลัวเลอเปน มาครงชี้ว่าเลอเปนหาเสียงและเสนอนโยบายด้วยเรื่องโกหกมดเท็จ สร้างความหวาดกลัว ส่วนตนนั้นจะฟื้นฟูปฏิรูปประเทศ ไม่ปล่อยให้ประเทศแตกแยก ไม่สุดโต่งขวาจัด (far right)

        ถ้ามองในแง่บวก เป็นไปได้ว่าเลอเปนอาจต้องการลดความสุดโต่ง ปรับนโยบายให้ตอบโจทย์ประชากรกลุ่มอื่นๆ การปรับเปลี่ยนหลักนโยบายทำได้หากไม่ใช่การเปลี่ยนไปมาตลอดเวลาแบบไร้จุดยืน อีกทั้งยังคงนโยบายหลายเรื่อง เช่น โจมตีอียู ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ระบบตลาดเสรี แนวคิดทำให้เป็นมุสลิมและคนต่างด้าวอพยพเข้าเมือง ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากล มุ่งสนับสนุนค่านิยมกับประเพณีฝรั่งเศส รักษาภาษา อัตลักษณ์ฝรั่งเศส

        จะเห็นว่านับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลอเปนลดระดับความสุดโต่ง การเปลี่ยนชื่อเป็นโอกาสปรับลดระดับความสุดโต่งลงอีก เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสยอมรับได้มากขึ้น

       ประการที่ 2 ดีว่าพรรคการเมืองที่ชี้นำประชาชนอย่างผิดๆ

        ในแง่มุมอุดมการณ์ พรรคของเลอเปนเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ (แม้หลายคนไม่เห็นด้วยกับหลายนโยบาย) เป็นตัวอย่างที่ดีถ้าเทียบกับพรรคการเมืองที่ไม่ยึดอุดมการณ์ มุ่งเอาชนะทางการเมือง ชี้นำประชาชนให้เข้าใจการเมืองอย่างผิดๆ เช่น พูดว่าขอเพียงมีการเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตย

        Walter Lippmann นักวิเคราะห์การเมืองเห็นว่าบ่อยครั้งที่พรรคการเมือง นักการเมืองอ้างว่าเป็นความเห็นของประชาชนแต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่สะท้อนความเห็นจุดยืนของชนชั้นปกครอง งานวิจัยหลายชิ้นเห็นด้วยกับลักษณะเช่นนี้ ความเป็นไปทางการเมือง ความเป็นของประเทศจึงบิดเบี้ยวตามตรรกะที่บิดเบือน

ผู้ชี้นำให้เข้าใจผิดมักเป็นแกนนำ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สนับสนุนพรรค บางครั้งพรรคจะไม่ยอมรับว่าคำพูดการชี้นำเหล่านี้เป็นนโยบายหรือแถลงการณ์พรรค หากเกิดปัญหาทางกฎหมายบั่นทอนคะแนนเสียง

        ประการที่ 3 เบื้องหลังความคิดของฝ่ายขวาจัด

        การจะรู้จักพรรคใดต้องเข้าใจความคิดเบื้องหลังของพวกเขา รากฐานความคิดของพวกเขาคือ “ความเหนือกว่าทางเชื้อชาติของตะวันตก”

        ตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance ช่วงศตวรรษที่ 14-17) มีหลักฐานว่าคนยุโรปดูหมิ่นคนต่างด้าวที่ไม่ใช่ยุโรป การล่าอาณานิคม การนำคนผิวดำมาเป็นทาสคือตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด

        แนวคิดนี้เมื่อมาถึงกลางศตวรรษที่ 19 Darwinism อธิบายว่าเชื้อชาติต่างๆ ในโลกไม่เท่าเทียมกัน มีเชื้อชาติที่สูงส่งกว่ พวกที่ด้อยกว่าสมควรอยู่ใต้พวกที่สูงเด่นกว่า เรื่องนี้ถูกต้องตามหลักการคัดสรรตามธรรมชาติ ความเป็นไปของยุคล่าอาณานิคมเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นความเหนือกว่าของพวกยุโรปต่ออารยธรรมทวีปอื่นๆ

        แนวคิดเช่นนี้ได้พัฒนาและเป็นที่มาของการเหยียดผิวในยุคปัจจุบัน ลัทธิการเหยียดเชื้อชาติ (racism) เกลียดกลัวต่างชาติ (xenophobia) คนยุโรปหรือพวกผิวขาวโดยเฉพาะพวกขวาจัดจะดูหมิ่นดูแคลนคนสีผิวอื่นๆ คนที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนยุโรป

       ประการที่ 4 ยิ่งกว่า America First

        ในยุคชาตินิยม ความรู้สึกเหนือกว่าพัฒนาเป็นชาตินิยมที่เน้นการขยายอำนาจด้วยการยึดดินแดน ยึดประชากรประเทศอื่นมาเป็นของตน เพื่อสร้างเกียรติภูมิและขยายความยิ่งใหญ่ของประเทศ

        เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์อิตาลี เป็นตัวอย่างผู้ยึดแนวทางนี้ เห็นว่าการทำสงครามเป็นเรื่องดี ทำให้ชาติกระชุ่มกระชวย รากฐานดั้งเดิมของเลอเปนคือระบอบฟาสซิสต์ เพียงแต่ไม่ได้ยึดถือครบถ้วนทั้งหมด

        แม้พรรค National Rally ปัจจุบันไม่สนับสนุนเสรีประชาธิปไตย แต่ไม่ได้ยึดความสุดโต่งของฟาสซิสต์เสียทุกเรื่อง เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดฟาสซิสต์บางส่วนกับประชาธิปไตยบางส่วน ได้แนวทางใหม่เชิงอำนาจนิยมประชาธิปไตย

        ชวนให้นึกถึง America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวถึงหลักนโยบายของตนว่าต้องการทำให้ประเทศปลอดภัยกว่าเดิม คนนับล้านมีงานทำ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

        หลักเสรีประชาธิปไตยมองว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ชายเท่ากับหญิง คนเมืองเท่ากับคนดอย ทุกคนอยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง ลัทธิเหยียดเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติสวนทางหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ

        ดังนั้นหากสังคมฝรั่งเศสยอมรับแนวคิดของพวกขวาจัดมากขึ้น นั่นคือกำลังยอมรับการมีชนชั้นในสังคมโลก พวกผิวขาวดีเด่นกว่าผิวสีอื่น พวกตะวันตกโดดเด่นกว่าคนชาติอื่นๆ รวมความแล้ว เสรีประชาธิปไตยฝรั่งเศสกำลังถอยหลังเข้าคลอง

        ที่น่ากลัวกว่านั้นคือหากรัฐบาลฝรั่งเศสยึดแนวทางเช่นนี้จะดำเนินนโยบายเชิงจักรวรรดินิยม การฉกฉวยผลประโยชน์ชาติอื่นๆ เป็นเรื่องสมควร คนฝรั่งเศสเท่านั้นที่สมควรอยู่ดีกินดี ที่เหลือควรอยู่อย่างผู้ด้อยพัฒนาต่อไป เฉกเช่นอดีตกาลที่คนต่างสีผิวต้องเป็นทาส เป็นอาณานิคมของพวกผิวขาว

        อุดมการณ์พรรคจึงเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการบิดเบือนอุดมการณ์

        หลายปีก่อนเลือกตั้งปี 2017 ชื่อของเลอเปนอยู่ในลำดับ 1 หรือ 2 ของโพลผู้ที่คนฝรั่งเศสอยากให้เป็นประธานาธิบดี เป็นหลักฐานชี้ชัดต่อมุมมองคนฝรั่งเศสที่นิยมพรรคขวาจัดนี้  ไม่ว่าเลอเปนจะชนะเลือกตั้งปี 2022 นี้หรือไม่ ไม่อาจปฏิเสธว่าฝรั่งเศสยุคนี้หลายล้านคนสนับสนุนแนวคิดของพวกขวาจัด

24 เมษายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9293 วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565)

-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

จุดแข็งกับจุดอ่อนของประชานิยม (populism) มารีน เลอ เปน
ความเป็นประชานิยมเป็นความหวังของพลเมืองฝรั่งเศสหลายคน หลายนโยบายแสดงถึงการไม่ยึดติดแนวทางเดิม ต่อต้านระบอบอำนาจที่ขัดขวางความเจริญรุ่งเรือง การเลือกตั้งปีนี้เห็นชัดว่ากระแสประชานิยมกำลังก้าวขึ้นมา ในอีกด้านหนึ่งการต่อต้านโลกาภิวัตน์เป็นการกล่าวอ้างเกินจริง การถอนตัวจากนาโตอาจบั่นทอนความมั่นคงมากกว่าเดิม การต่อต้านมุสลิมเห็นได้ชัดว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอย เลอเปนทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะเลือกตั้งเท่านั้น ไม่สนใจผลเสียที่จะตามมา

การถดถอยของเสรีประชาธิปไตย

นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน

บรรณานุกรม :

1. As it happened: Macron and Le Pen repeatedly clash in final French election debate. (2017, May 4). The Local. Retrieved from https://www.thelocal.fr/20170504/french-debate-live-macron-vs-le-pen-in-tv-clash-before-election

2. French election highlights a deep divide on the European Union. (2018, May 5). The Conversation. Retrieved from https://theconversation.com/french-election-highlights-a-deep-divide-on-the-european-union-77193

3. Hoffman, John., Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.

4. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.

5. Le Pen plans to change party name from National Front to National Union. (2018, March 11). The Local. Retrieved from https://www.thelocal.fr/20180311/le-pen-to-force-through-national-front-name-change

6. Le Pen seeks party rebranding into ‘National Rally’ to better appeal to French voters. (2018, March 12). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/421006-le-pen-national-front-rally-rebranding/

7. Macron attacks Le Pen on Russia, Muslim headscarf ban pledge. (2022, April 20). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/business-france-elections-campaigns-presidential-24d8ca9828ab7855b4d27d3bb3cf8bfe

8. Marine Le Pen marks Front National leadership win with rebrand proposal. (2018, March 11). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2018/mar/11/marine-le-pen-marks-front-national-leadership-win-with-rebrand-proposal

9. McDonald, W. Wesley. (2008). Right Wings. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 245-246). USA: The Gale Group.

10. New name, same old, same old: Marine Le Pen's far-right rebrand is no revolt. (2018, March 12). France 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20180312-france-marine-le-pen-national-front-new-name-same-old-far-right-rebrand-no-revolt

11. Panayi, Panikos. (2001). Immigration. In Encyclopedia of European Social History. (vol.2, pp. 538-544). New York: Charles Scribner’s Sons.

12. Trump promises ‘safety’ to fearful Americans. (2016, July 22). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/americas/usa/trump-promises-safety-to-fearful-americans-1.1866703

13. Wear racist badge 'like a medal', Bannon tells France's Front National. (2018, March 11). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/europe/wear-racist-badge-like-a-medal-bannon-tells-france-s-front-national-1.712221

-----------------------

ศัตรูซาอุดิอาระเบียกับอิสราเอลผู้เป็นมิตร

หากมองว่ายิวไม่ใช่ศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้ ซาอุฯ ในยุคนี้กำลังประกาศว่าสามารถอยู่ร่วมกับทุกศาสนาทุกเชื้อชาติ เป็นไปตามคำสอนอิสลาม

        เป็นธรรมดาในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะมีทั้งมิตรกับศัตรู แม้ปรารถนาจะเป็นมิตรกับทุกประเทศแต่หลายครั้งอยู่ในบริบทที่ไม่เอื้ออำนวย อีกฝ่ายไม่ต้องการเป็นมิตร ศัตรูเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติแต่อาจมองว่ามีคุณประโยชน์ต่อความมั่นคงแห่งชาติเช่นกันขึ้นกับการใช้ประโยชน์ บริบทของแต่ละประเทศ

        ซาอุดิอาระเบียเป็นอีกประเทศที่ประกาศความเป็นมิตรกับศัตรูอย่างชัดเจน

ความชั่วร้าย 3 เส้า :

        เมษายน 2018 มกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) กล่าวว่าซาอุฯ มีศัตรูที่เรียกว่า ความชั่วร้าย 3 เส้า” (triangle of evil) ประกอบด้วยอุดมการณ์ชีอะห์ (Shiite ideology) เป็นอุดมการณ์สุดโต่ง พวกชีอะห์เชื่อว่าถ้าพยายามเผยแพร่อุดมการณ์จะกระตุ้นให้ Hidden Imam (Muhammad al-Mahdi) ปรากฏตัวและปกครองโลก เป็นคำสอนที่ขัดแย้งกับซุนนี

        ศัตรูตัวที่ 2 คือ กลุ่มภารดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) มีแนวคิดสุดโต่งเช่นกัน กลุ่มนี้อาศัยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อเข้าถึงอำนาจ หวังสร้างระบอบเคาะลีฟะฮ์แฝงตัว (shadow caliphates – มีความเป็นรัฐอิสลาม) ในรัฐบาลประชาธิปไตย จากนั้นจะขยายอาณาจักรของตนจนเต็มโลก

        ศัตรูตัวที่ 3 คือ พวกผู้ก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์กับ ISIS

        มกุฎราชกุมารซัลมานอธิบายเพิ่มเติมว่าศัตรูทั้ง 3 มีเป้าหมายตรงกันข้อหนึ่งคือสร้างระบอบเคาะลีฟะฮ์ในรูปแบบต่างๆ ศาสดามุฮัมมัด (Muhammad) ไม่ได้สอนให้ตั้งเคาะลีฟะฮ์ แต่ให้เผยแพร่คำสอนเท่านั้นซึ่งปัจจุบันสำเร็จแล้ว เพราะคนในโลกปัจจุบันมีเสรีในการนับถือศาสนา สามารถซื้อหาตำราศาสนามาอ่าน

        แนวคิด “ความชั่วร้าย 3 เส้า” ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” เมื่อพฤษภาคม 2017 ต่อหน้าผู้นำมุสลิม 55 ประเทศ กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (Salman Bin Abdul Aziz) ตรัสว่า การประชุมแสดงให้เห็นชัดว่าชาติอาหรับกับผู้นำมุสลิมผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด 55 ประเทศ อันประกอบด้วยประชากรกว่า 1,500 ล้าคน ร่วมต่อสู้ลัทธิสุดโต่ง (extremism) กับลัทธิก่อการร้าย (terrorism) เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพโลกเราจะยืนเคียงข้างต่อสู้พลังความชั่ว (forces of evil) กับลัทธิสุดโต่ง ทุกวันนี้เราเห็นบางคนที่คิดว่าตัวเขาเป็นมุสลิมพยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ศาสนา พยายามเชื่อมโยงศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้เข้ากับความรุนแรงซึ่งขัดแย้งกับหลักศาสนา

        จะเห็นว่ามีการเอ่ยถึงลัทธิสุดโต่ง มุสลิมที่บิดเบือนศาสนาและผู้ก่อการร้าย

        รัฐบาลซาอุฯ อียิปต์ จอร์แดน บาห์เรน โอมาน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเยเมนจะร่วมกันต่อต้านพวกสุดโต่งเหล่านี้

สัมพันธ์ใหม่มุสลิมอาหรับไม่มีปัญหากับยิว :

        ปี 2018 มกุฎราชกุมารซัลมานกล่าวว่าอิสราเอลมี “สิทธิ” เหนือดินแดนมาตุภูมิของตน คนยิวมีสิทธิแห่งการเป็นรัฐชาติ (nation-state) ที่อยู่ร่วมกับชนชาติอื่นโดยสันติ ทั้งยังเสนอข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำสู่ความสัมพันธ์ตามปกติ ซาอุฯ “ไม่มีปัญหาคนยิว” ทั้งยัง “มีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง”

        คำพูดนี้เท่ากับยอมรับประเทศอิสราเอลปัจจุบัน เป็นท่าทีที่ต่างจากอดีตที่เห็นว่าอาหรับกับยิวอยู่ร่วมโลกไม่ได้ กลุ่มชาติอาหรับเคยทำสงครามกับประเทศอิสราเอล (สมัยใหม่) หลายครั้ง

        มกุฎราชกุมารอธิบายเพิ่มว่า “ประเทศของเราไม่มีปัญหากับคนยิว ศาสดามุฮัมมัด (Muhammad) ของเราแต่งงานกับหญิงยิว ไม่ใช่เพียงเป็นเพื่อนแต่แต่งงานกัน เพื่อนบ้านของศาสดาก็เป็นพวกยิว ซาอุฯ ในปัจจุบันมีชาวยิวไม่น้อยทั้งจากอเมริกา ยุโรป”

        แต่ไหนแต่ไรตำราเรียนกระแสหลักจะสอนว่ารัฐบาลซาอุฯ เป็นศัตรูกับอิสราเอลตั้งแต่ก่อตั้งรัฐอิสราเอลหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อค.ศ.1948 ชาวอาหรับเห็นว่าปาเลสไตน์เป็นพื้นที่ๆ บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยมานานแล้วดังเช่นพื้นที่อื่นๆ ของอาหรับ การก่อตั้งรัฐอิสราเอลสมัยใหม่กลายเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอาหรับอย่างรุนแรง บรรดารัฐอาหรับต่างไม่ยอมรับรัฐอิสราเอล แสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยรุนแรงชนิดอยู่ร่วมโลกไม่ได้ เกิดสงครามถึง 5 ครั้ง จนกระทั่งปี 1993 ทุกฝ่ายจึงเริ่มหันหน้าเจรจา แม้ความขัดแย้งทุเลาลงบ้างแต่แสดงอาการเป็นระยะๆ หนักบ้างเบาบ้าง

การมีอยู่ของรัฐอิสราเอลกลายเป็นความขมขื่นของโลกมุสลิม คนมุสลิมจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ส่งต่อความเกลียดชังอิสราเอล เรื่องราวในอดีตคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ส่วนเรื่องราววันนี้คือหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ที่บัดนี้ดูเหมือนว่ามกุฎราชกุมารซัลมานกำลังลบล้างและ/หรือเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ รัฐอิสราเอลกับอาหรับจะเป็นมิตร ละทิ้งความเป็นศัตรูคู่อาฆาต

        ลึกกว่าการเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับตะวันออกกลางมักดึงศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายซุนนีกับชีอะห์ นักการศาสนามุสลิมหลายสำนักพร่ำสอนว่ามุสลิมกับยิวเป็นปรปักษ์ต่อกัน จึงเกิดคำถามใหญ่ว่าจะอธิบายในเชิงศาสนาอย่างไร มุสลิมจับมือกับยิวแล้วใช่หรือไม่ 2 ศาสนิกจะอยู่ร่วมกันโดยสันติแล้วใช่หรือไม่ ไม่ว่ายิวผู้นั้นจะเป็นพวกไซออนิสต์หรือไม่ก็ตาม

        มีนาคม 2022 มกุฎราชกุมารซัลมานกล่าวว่าตนหวังว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะหมดไป ซาอุฯ ไม่มองว่าอิสราเอลเป็นศัตรู ตรงกันข้ามคาดหวังว่าจะเป็นพันธมิตรต่อกัน มีผลประโยชน์หลายอย่างที่ร่วมมือกันได้ จะเห็นว่าท่าทีของมกุฎราชกุมารซัลมานต่างจากกษัตริย์ซาอุฯ ในอดีต เป็นจุดยืนใหม่ในศตวรรษที่ 21 หลับขับเคี่ยวหลายสิบปีนับตั้งแต่เกิดรัฐอิสราเอล

Abraham Accord ความสัมพันธ์รูปธรรม :

        บางแนวคิดอธิบายว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลซาอุฯ ร่วมมือกับอิสราเอลมานานแล้ว เป็นความร่วมมือในทางลับ แต่ถ้าจะอธิบายการปรับสัมพันธ์ ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในศตวรรษนี้ควรเอ่ยถึง Abraham Accord

        13 สิงหาคม 2020 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับอิสราเอลประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับปกติตามข้อตกลง Abraham Accords Peace Agreement แถลงการณ์ร่วมระบุว่าเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ ก้าวย่างสำคัญของสันติภาพตะวันออกกลาง เดือนถัดมาบาห์เรนประกาศสถาปนาการทูตกับอิสราเอลเช่นกัน

        เนื้อหาตอนหนึ่งใน Abraham Accord ระบุว่าทั้งอาหรับกับยิวต่างเป็นลูกหลานของอับราฮัม (Abraham) ความจริงแล้วในภูมิภาคตะวันออกกลางประกอบด้วยมุสลิม ยิว พวกนับถือคริสต์ และผู้นับถือศาสนาความเชื่ออื่นๆ แม้แตกต่างแต่ปรารถนาอยู่ร่วมกัน (spirit of coexistence) ด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

        นับจากนั้นเป็นต้นมาความร่วมมือต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ธันวาคม 2021 นาฟทาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett) นายกฯ อิสราเอลเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นครั้งแรกนับจากก่อตั้งรัฐอิสราเอลที่ผู้นำอิสราเอล “เหยียบแผ่นดินอาหรับ” อย่างเป็นทางการภายใต้การต้อนรับอันอบอุ่น

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

        มีข้อสังเกตว่าความชั่วร้าย 3 เส้าที่รัฐบาลซาอุฯ เอ่ยถึงเกี่ยวข้องศาสนาโดยตรง เกี่ยวข้องกับนิกายที่แตกต่าง แม้กระทั่งผู้ก่อการร้ายที่เอ่ยถึงก็สัมพันธ์กับศาสนาเช่นกัน อันที่จริงแล้วศัตรูของซาอุฯ อาจมีมากกว่านี้แต่ศัตรูตัวสำคัญคือนิกายศาสนาที่แตกต่าง ศัตรูเหล่านี้อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

        ด้วยหลักคิดเดียวกัน น่าจะเป็นเรื่องแปลกถ้ามองอิสราเอลที่ครั้งหนึ่งเป็นศัตรูแล้วตอนนี้มาเป็นมิตร แต่หากมองว่ายิวไม่ใช่ศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้ ซาอุฯ ในยุคนี้กำลังประกาศว่าสามารถอยู่ร่วมกับทุกศาสนาทุกเชื้อชาติ เป็นไปตามคำสอนอิสลาม เว้นแต่กลุ่มสุดโต่งที่รับไม่ได้จริงๆ

17 เมษายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9286 วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565)

--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ซาอุฯ จะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ตามแนวทางอิสลามต่อไป คงอยู่คู่อิสลาม ยึดมั่นหลักศาสนาอย่างถูกต้องไม่บิดเบือน พัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยที่ไม่ขัดหลักศาสนา
การปรับความสัมพันธ์ระหว่างอาหรับกับอิสราเอลอาจช่วยแก้ปัญหาปาเลสไตน์ นำสันติภาพสู่ตะวันออกกลาง แต่อีกมุมที่ชัดเจนคือนับจากนี้ชาติอาหรับกับอิสราเอลจะร่วมกันเล่นงานอิหร่านอย่างเปิดเผย
บรรณานุกรม :

1. Abraham Accord signing: top quotes from the signing ceremony. (2020, September 16). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/middle-east/two-states-settlements-not-part-of-israel-deals-with-uae-bahrain-642424

2. ‘Iran at forefront of global terrorism,’ says King Salman. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2017/05/21/-Iran-at-forefront-of-global-terrorism-says-King-Salman.html

3. Israel and the Kingdom of Bahrain to establish 'full diplomatic relations,' Trump says. (2020, September 11). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/09/11/politics/israel-bahrain-trump/index.html

4. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia

5. Mohammed bin Salman on Iran, Israel, US and future of Saudi Arabia: Full transcript. (2022, March 3).

Al Arabiya. Retrieved fromhttps://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/03/03/Mohammed-bin-Salman-on-Iran-Israel-US-and-future-of-Saudi-Arabia-Full-transcript

6. Saudi Crown Prince recognizes Israel's right to exist. (2018, April 3). FRANCE 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20180403-saudi-arabia-israel-crown-prince-right-homeland-exist

7. Saudi Crown Prince: Iran's Supreme Leader 'Makes Hitler Look Good'. (2018, April 2). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/04/mohammed-bin-salman-iran-israel/557036/

8. Saudi Prince’s White House Visit Reinforces Trump’s Commitment to Heir Apparent. (2018, March 20). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/20/us/politics/saudi-crown-prince-arrives-at-white-house-to-meet-with-trump.html

9. UAE-Israel trade has ‘limitless’ potential, says PM Naftali Bennett during visit. (2021, December 13). The National. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/uae/government/2021/12/13/potential-for-further-uae-trade-unlimited-says-israeli-pm-bennett/

-----------------------

ระบอบการปกครองซาอุฯ ที่สัมพันธ์กับอิสลาม

ซาอุฯ จะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ตามแนวทางอิสลามต่อไป คงอยู่คู่อิสลาม ยึดมั่นหลักศาสนาอย่างถูกต้องไม่บิดเบือน พัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยที่ไม่ขัดหลักศาสนา 

        มีนาคม 2018 มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดิอาระเบียเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีโดลันด์ ทรัมป์ยืนยันสนับสนุนมกุฎราชกุมาร หลังประสบความสำเร็จในการกระชับอำนาจ กล่าวว่า “บัดนี้พระองค์เป็นมากกว่ามกุฎราชกุมารแล้ว” แม้ทรงเป็นมกุฎราชกุมารแต่พูดกันหนาหูว่าพระองค์คือบริหารประเทศซาอุดิอาระเบียตัวจริง

        บทความนี้สรุประบอบการปกครองซาอุฯ ที่สัมพันธ์กับอิสลามตามคำกล่าวของมกุฎราชกุมารซัลมาน ดังนี้

ภายใต้การปกครองโดยกษัตริย์ :

        ในการสัมภาษณ์เมื่อต้นเดือนมีนา 2022 มกุฎราชกุมารซัลมานกล่าวว่าซาอุฯ ปกครองด้วยกษัตริย์ ภายใต้ระบอบนี้มีโครงสร้างชนเผ่าและคนเมืองที่ซับซ้อน มีชนเผ่าต่างๆ หลายพันกลุ่ม เฉพาะสมาชิกราชวงศ์มีกว่า 5 พันคน พระองค์ได้รับการคัดเลือกจากคนเหล่านี้ให้ทำหน้าที่ดูแลราชวงศ์ ให้ชนเผ่าต่างๆ อยู่ร่วมกันทำงานด้วยกัน หากตนเปลี่ยนระบอบนี้เท่ากับทรยศต่อคนเหล่านี้ทั้งหมด ในขณะเดียวกันคนเหล่านี้คือผู้กำลังเปลี่ยนแปลงประเทศทีละน้อย กษัตริย์จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามความต้องการของคนในราชวงศ์ทั้งมวล หน้าที่กษัตริย์กับมกุฎราชกุมารคือทำงานอย่างว่องไวและให้ไวยิ่งขึ้น เปิดโอกาสแก่เป้าหมายใหม่ๆ ตลอดเวลา

        ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติไม่ใช่มุสลิม คำสอนอิสลามไม่ผูกพันกับคุณ ดังนั้นชาวต่างชาติผู้อาศัยหรือเข้าซาอุฯ มีสิทธิ์ทำทุกอย่างที่ต้องการ ปฏิบัติตามศรัทธาความเชื่อศาสนาของตนได้เต็มที่ภายใต้กฎหมายตามแนวทางเดียวกับที่ทำในสมัยศาสดา

        ตามคำสอนและกฎหมายอิสลาม ผู้นำโลกอิสลามคือ “wali al-`amr” (ผู้ปกครอง) ดังนั้นผู้นำสูงสุดไม่ใช่มุฟตี (Mufti) ผู้ประกาศฟัตวาสุดท้ายคือกษัตริย์ (ตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นถกเถียง) มุฟตีกับคณะฟัตวา (Fatwa Board) เป็นที่ปรึกษากษัตริย์ ทั้งนี้ทุกคนแสดงความคิดเห็นโต้แย้งได้ กษัตริย์ต้องตัดสินโดยรับฟังความเห็นรอบด้านก่อน

        ซาอุฯ พัฒนาประเทศตามแนวทางของตน ผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นซาอุฯ เข้าด้วยกัน เป็นตัวของตัวเองไม่คิดเป็นเหมือนใคร แน่นอนว่าไม่สมบูรณ์แต่ทุกชาติไม่สมบูรณ์แบบ ชาติประชาธิปไตยก็ไม่สมบูรณ์แบบ ซาอุฯ ตั้งอยู่บนรากฐานศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมชนเผ่า วัฒนธรรมอาหรับ หากละทิ้งสิ่งเหล่านี้เท่ากับประเทศล่มสลาย นโยบายซาอุฯ เคารพการปกครองอื่นๆ เป็นสิทธิที่จะเลือกระบบการปกครอง และหวังว่าประเทศอื่นๆ จะเคารพซาอุฯ ด้วย

        ซาอุฯ พยายามสัมพันธ์ดีกับนานาชาติ ร่วมมือกับสหรัฐหลายด้าน ซาอุฯ ลงทุนในอเมริกากว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ มีชาวอเมริกันในประเทศกว่า 3 แสนคน ซาอุฯ ลงทุนในจีนไม่ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์และกำลังเพิ่มขึ้น

เป็นผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิม :

        นานมาแล้วที่ทางการซาอุฯ ประกาศตนเองว่าเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกลาง เป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของโลกอาหรับ นับจากปี 1986 เป็นต้นมากษัตริย์ซาอุฯ จะเรียกตนว่า “ผู้พิทักษ์แห่งสองมัสยิดศักดิ์สิทธิ์” (Custodian of the Two Holy Mosques) ชี้บทบาทของพระองค์ในฐานะผู้นำมุสลิม และไม่ใช่ผู้นำมุสลิมซาอุฯ เท่านั้นแต่เป็นผู้นำมุสลิมโลก

        มกุฎราชกุมารซัลมานย้ำว่าจุดยืนที่ทิ้งไม่ได้คือบทบาทต่อสองมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชาวซาอุฯ ทั้งมวล เพื่อภูมิภาคและโลกที่ตั้งอยู่บนศรัทธา สันติภาพและการอยู่ร่วมกัน สำหรับตนไม่มีคำว่าอิสลามสายกลาง (moderate Islam) เพราะใครก็เปลี่ยนอิสลามไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามคำสอนที่ถูกต้อง เป็นคำสอนที่อยู่ร่วมกับพวกนับถือคริสต์กับยิว อิสลามสอนให้เคารพทุกวัฒนธรรม ทุกศาสนา และเป็นเช่นนี้ในสมัยท่านศาสดา แต่พวกสุดโต่งบิดเบือนคำสอน พยายามเผยแพร่คำสอนผิดๆ นำสู่การสร้างกลุ่มก่อการร้ายสุดโต่งทั้งในฝ่ายซุนนีและชีอะห์

        คำว่าอิสลามสายกลาง (moderate Islam) ใช้ในความหมายต่อต้านความสุดโต่ง เช่น ต่อต้านแนวทางของไอซิส (ISIS หรือ Islamic State in Iraq and Syria) หรือ IS ในช่วงนั้นโลกมุสลิมมีทั้งพวกที่สนับสนุนกับพวกที่ต่อต้าน IS มุสลิมที่ต่อต้านความสุดโต่งบางกลุ่มประกาศเน้นหลักวะสะฏียะฮ์ (wasatiyyah – คำภาษาอังกฤษคือ Moderation) หมายถึงความพอเหมาะ ไม่สุดโต่ง ชี้ว่าความสุดโต่งไม่ใช่อิสลาม

        นาจิบ ราซัค (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในสมัยนั้นเอ่ยถึงหลักวะสะฏียะฮ์ว่าเป็นบัญญัติจากอัลกุรอาน เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลางหลักการนี้ให้ความสำคัญกับความสมดุลและความพอดี ยึดทางสายกลาง ไม่สุดโต่งและตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความสมดุลระหว่างความศรัทธาในศาสนากับความต้องการด้านวัตถุ ไม่มีการบังคับใดๆ ในการนับถือศาสนา

        มุสลิมบางคนบางกลุ่มเห็นว่านิกายวาห์ฮะบี (Wahhabism) เป็นพวกสุดโต่งกลุ่มหนึ่งและสัมพันธ์กับรัฐบาลซาอุฯ  

ซาอุฯ กับวาห์ฮะบี :

        มกุฎราชกุมารซัลมานอธิบายว่า Muhammad Ibn 'Abd al-Wahhab ผู้นำนิกายวาห์ฮะบีเป็นครูสอนศาสนาช่วงเดียวกับเริ่มเกิดรัฐซาอุฯ ท่านเขียนคำสอนมากมายและมีพวกสุดโต่งบางคนบิดเบือนคำสอนของท่าน นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อันที่จริงแล้วถ้า al-Wahhab มีชีวิตในตอนนี้ท่านน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ต่อต้านพวกสุดโต่ง

        ในประเทศซาอุฯ มีทั้งซุนนีกับชีอะห์ พวกซุนนียังแบ่งออกเป็น 4 สำนักคิด (schools) ทั้งหมดร่วมอยู่ในคณะกรรมการศาสนาหลากหลายชุด ทุกวันนี้ไม่มีสำนักคิดใดที่สามารถผลักดันหลักการของตนเพียงฝ่ายเดียว ซาอุฯ จึงประกอบด้วยซุนนีกับชีอะห์หลายสำนักคิดอยู่ด้วยกัน ในอดีตหลายสิบปีก่อนอาจเป็นไม่เช่นนี้แต่ปัจจุบันซาอุฯ กลับสู่รากฐานอิสลามที่แท้จริง

        วาห์ฮะบีเป็นที่กล่าวขวัญเนื่องจากถูกโยงกับการก่อการร้าย ปลายปี 2014 นายพล Hassan Firouzabadi เสนาธิการใหญ่กองทัพอิหร่านกล่าวว่า “ซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ก่อตั้งและสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายวาฮะบีตักฟีรี (Wahhabi terrorist-takfiri) อย่างเช่น กลุ่มดาอิซ (Daesh – หมายถึง IS) ใช้รายได้จากการขายน้ำมันอุ้มชูกลุ่มเหล่านี้” ซาอุฯ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อให้สหรัฐกับชาติตะวันตกมั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลนน้ำมัน ในขณะที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวจะเป็นภาระต่อประเทศที่ต้องพึ่งรายได้จากการขายน้ำมัน

        มีแนวคิดว่าปี 1979 ไม่เพียงเป็นปีปฏิวัติอิหร่านเท่านั้น ยังเป็นปีที่รัฐบาลซาอุฯ เริ่มนโยบายส่งเสริมวาห์ฮะบีระลอกใหม่ ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์จากการขายน้ำมันส่งเสริมวาห์ฮะบีทั่วโลก เป็นที่มาของมุสลิมหัวรุนแรงหลายกลุ่มในปัจจุบัน มีแนวคิดต่อต้านชีอะห์อย่างรุนแรง

        ด้านรัฐบาลซาอุฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งยังปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ทั้งในประเทศและร่วมมือกับนานาชาติ

        ต้นเดือนเมษายน 2018 เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับนิกายวาห์ฮะบี มกุฎกษัตริย์ซัลมานตอบว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับวาห์ฮะบี ไม่ได้สัมพันธ์กับพวกนี้ ไม่รู้จักพวกนี้เลย เมื่อถูกถามต่อว่านิกายวาห์ฮะบีก่อตั้งโดย Ibn abd al-Wahhab เมื่อราวปี 1700 มกุฎราชกุมารอธิบายว่าไม่มีใครสามารถนิยามวาห์ฮะบี ไม่มีนิกายนี้ ที่มีอยู่คือซาอุดิอาระเบีย ซุนนี ชีอะห์ พวกซุนนีจะแยกออกเป็น 4 สำนักคิดคือ Hanbali, Hanafi, Shafi’i, Maliki ที่แยกเป็นหลายสำนักคิดจากการตีความหลักศาสนาแตกต่างกัน

        รัฐบาลซาอุฯ สนับสนุนทุกนิกาย พวกชีอะห์มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เป็นข้าราชการ บางคนมีตำแหน่งสูงในมหาวิทยาลัย พวกนับถือชีอะห์อยู่อย่างปกติสุขในซาอุฯ รัฐบาลไม่ได้มีปัญหากับชีอะห์ (ในนิยามทั่วไป) แต่มีปัญหากับระบอบอิหร่านปัจจุบัน

        รวมความแล้วมกุฎราชกุมารซัลมานตรัสว่าซาอุฯ จะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ตามแนวทางอิสลาม คงอยู่คู่อิสลาม ยึดมั่นหลักศาสนาอย่างถูกต้องไม่บิดเบือน ในขณะเดียวกันเรื่องราวของวาห์ฮะบีจะเป็นที่วิพากษ์ต่อไป ซาอุฯ กำลังพัฒนาให้ทันสมัยและมีบทบาทในโลกมุสลิมต่อไป

10 เมษายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9279 วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565)

----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
มีแนวคิดว่าแท้จริงแล้วการที่รัฐบาลสหรัฐจ้องเล่นงานอิหร่านเป็นเพราะแรงกดดันจากซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ กับอิหร่านเป็นการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยอมกันไม่ได้
เป็นเรื่องตลกถ้าพูดว่ามุสลิมอาหรับเป็นมิตรกับยิว เพราะที่ได้ยินได้ฟังคือเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้ แต่บัดนี้ผู้นำซาอุฯ กำลังเปลี่ยนความบาดหมางเป็นความร่วมมือเพื่อจัดการศัตรูอีกฝ่าย
บรรณานุกรม :

1. Institut Terjemahan & Buku Malaysia. (2012). การเคลื่อนไหวของการต่อต้านความรุนแรงระดับโลก. GLOBAL MOVEMENT OF MODERATES FOUNDATION. Retrieved from http://www.gmomf.org/wp-content/uploads/media/1228.pdf

2. ISIL sponsored by Saudi petrodollars: Iran’s top commander. (2014, December 17). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/120348-isil-sponsored-by-saudi-petrodollars-irans-top-commander-

3. Mohammed bin Salman on Iran, Israel, US and future of Saudi Arabia: Full transcript. (2022, March 3). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/gulf/2022/03/03/Mohammed-bin-Salman-on-Iran-Israel-US-and-future-of-Saudi-Arabia-Full-transcript

4. Napoleoni, Loretta. (2014). The Islamist Phoenix: The Islamic State and the Redrawing of the Middle East. New York: Seven Stories Press.

5. Saudi Arabia and Iran: The Cold War of Islam. (2016, May 9). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/saudia-arabia-iran-and-the-new-middle-eastern-cold-war-a-1090725.html

6. Saudi Arabian Army. (2013, October 23). Saudi Defence. Retrieved from http://www.saudidefence.com/saudi-arabian-army/

7. Saudi Crown Prince: Iran's Supreme Leader 'Makes Hitler Look Good'. (2018, April 2). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/04/mohammed-bin-salman-iran-israel/557036/

8. Saudi Prince’s White House Visit Reinforces Trump’s Commitment to Heir Apparent. (2018, March 20). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/20/us/politics/saudi-crown-prince-arrives-at-white-house-to-meet-with-trump.html

-----------------------

วิพากษ์นโยบายโชลซ์เยอรมันต่อสงครามยูเครน

สงครามยูเครนถูกตีความว่าเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับทรราชย์ แต่เยอรมันมองภาพที่ลึกกว่านั้น นั่นคือยุโรปที่เยอรมันมีบทบาทสำคัญ

ไม่กี่วันหลังกองทัพรัสเซียบุกยูเครน รัฐบาลของโอลาฟ โชลซ์ (Olaf Scholz) ประกาศนโยบายป้องกันประเทศใหม่ทันที สรุปจุดยืนและการเปลี่ยนบางประการ ดังนี้

        ประการแรก ปกป้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและการอยู่ดีกินดี

        จุดยืนหลักคือปกป้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและการอยู่ดีกินดี ดังเช่นชาวยุโรปทั่วไป

        นายกฯ โชลซ์กล่าวว่าคนยูเครนกำลังต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยของเขา ลำพังข้อนี้เพียงพอให้เยอรมันอยู่ฝ่ายยูเครน ส่งความช่วยเหลือแก่ประชาชนกองทัพยูเครนหลายรอบ ในอีกด้านหนึ่งคือคว่ำบาตรรัสเซีย ทั้งระดับกว้างกับเจาะจงรายบุคคล โดยเฉพาะพวกนายทุนผูกขาด (oligarchs) เช่น ระงับใช้ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ที่สร้างเสร็จแล้ว ประกาศแผนลดนำเข้าพลังงานรัสเซีย ลดนำเข้าสินค้า คว่ำบาตรธนาคารรัสเซียหลายแห่ง

       ประการที่ 2 ซื้อก๊าซธรรมชาติทดแทนรัสเซีย

        เดิมเยอรมันนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึง 55% ของปริมาณความต้องการ และนำเข้าน้ำมันรัสเซีย 1 ใน 3 ที่ใช้ทั้งประเทศ

        นโยบายใหม่ให้เร่งสร้างท่าเรือรองรับเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ Brunsbüttel กับ Wilhelmshaven เพื่อลดพึ่งก๊าซจากรัสเซีย อาจแล้วเสร็จในปี 2026 รองรับความต้องการก๊าซ 10% ของปริมาณใช้ทั้งประเทศ

        มีข้อมูลว่าแนวคิดก่อสร้างท่าเรือรองรับ LNG เริ่มตั้งแต่ปี 2015 แต่เนื่องจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับนักการเมืองบางคนไม่เห็นด้วยโครงการนี้จึงล้มพับไป และกลายเป็นที่มาของท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ในสมัยรัฐบาลของอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) มาวันนี้สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าไม่เปิดใช้ Nord Stream 2 หันมาเร่งสร้างท่าเรือรับรอง LNG แทน

        ประเด็นลดการนำเข้าพลังงานรัสเซียน่าจะเป็นที่ถกเถียงในอนาคต ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้เชื้อเพลิงราคาถูก กับอีกฝ่ายที่ต้องการคว่ำบาตรรัสเซีย

        สงครามยูเครนส่งผลต่อนโยบายพลังงานเยอรมันอย่างหนัก ต้องซื้อแพงขึ้นมาก งบประมาณประเทศ เงินในกระเป่าคนเยอรมันแทนที่จะนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นกลับต้องมาจ่ายราคาเพื่อคว่ำบาตรรัสเซีย ซ้ำร้ายในระยะสั้นอาจถึงขั้นไม่พอใช้ เมื่อรัสเซียตอบโต้ด้วยการประกาศว่าเยอรมันต้องซื้อด้วยเงินรูเบิล (ล่าสุดยังสามารถซื้อใช้ตามปกติ)

        ประเด็นสำคัญคือหากเยอรมันยกเลิกนำเข้าพลังงานรัสเซียสิ้นเชิง ผลร้ายแรงที่ตามมาคือราคาพลังงานในประเทศจะสูงขึ้นมาก ต้นทุนการผลิตทุกอย่างพุ่งพรวด อีกทั้งบางคนชี้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียไปซื้อจากตะวันออกกลางแทน ก็เหมือนคว่ำบาตรอำนาจนิยมประเทศหนึ่งแล้วไปสนับสนุนอำนาจนิยมอีกประเทศ

        รัฐบาลโชลซ์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีแต่จำต้องเดินหน้าต่อไปอย่างน้อยในระยะนี้

       ประการที่ 3 มุมมองภาพใหญ่ สงครามเย็นใหม่

        นายกฯ โชลซ์กล่าวว่ารัสเซียบุกยูเครนส่งผลต่อระบบความมั่นคงของยุโรป จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างยูเครน-รัสเซียเท่านั้น รัสเซียกำลังโดดเดี่ยวตัวเอง จำต้องหยุดรัสเซียผู้ก่อสงคราม

        ด้าน Margrethe Vestager รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) แสดงความเห็นว่าผลจากรัสเซียบุกยูเครนทำให้คิดว่าโลกเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว รัฐบาลปูตินเป็นภัยต่อประชาธิปไตย ต่อเสรีภาพของคนยุโรป เป็นสงครามเย็นแห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีลักษณะบางอย่างต่างจากสงครามเย็นในอดีต โลกาภิวัตน์ยังอยู่ โลกยังต้องร่วมมือกัน เช่นร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อียูต้องการซื้อขายแลกเปลี่ยนแต่อยากลงทุนในประเทศที่เป็นมิตรมากกว่า การส่งออกทำให้คนอยู่ดีกินดี เพิ่มการจ้างงานหลายล้านตำแหน่ง ทุกวันนี้อียูมีคู่ค้าเกือบ 80 ประเทศ (กับดินแดน) ช่วยให้อียูมีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆ อย่างไรก็ตามภาคเอกชนจะเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่าที่รัฐบาลจะชี้นิ้วให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

       ประการที่ 4 โดดเดี่ยวรัสเซีย เข้าใกล้อเมริกา

        ในสมัยรัฐบาลที่แล้วความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับแมร์เคิลไม่ดีนัก นโยบายสหรัฐบางอย่างบั่นทอนผลประโยชน์เยอรมัน ไฮโค มาส (Heiko Maas) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมันถึงกับกล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนความสัมพันธ์กับสหรัฐ พร้อมกับสร้างระบบชำระเงินของอียูที่เป็นอิสระจากอเมริกาหากสหรัฐก้าวข้ามเส้นต้องห้าม

        รัฐมนตรีมาสสรุปว่าเป้าหมายหลักคือสร้างนโยบายต่างประเทศที่ตั้งอยู่บนอธิปไตย ยุโรปที่เข้มแข็ง ยุโรปยังต้องการร่วมมือกับสหรัฐแต่ต้องไม่เบียดบังผลประโยชน์ยุโรปโดยไม่ปรึกษาก่อน

        กองทัพรัสเซียบุกยูเครนกลายเป็นเหตุให้ชาตินาโตประสานงานใกล้ชิด มองว่าตนถูกคุกคาม ออกมาตรการตอบโต้หลายอย่าง เป็นเหตุให้เยอรมันกลับมาใกล้ชิดอเมริกา เยอรมันเป็นหนึ่งในฝ่ายประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นาโตไม่ได้เป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ สมาชิกแต่ละประเทศยังพยายามรักษาผลประโยชน์ตนเอง ไม่ได้ตามใจรัฐบาลสหรัฐทั้งหมด แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าสหรัฐได้ประโยชน์จากยุโรปจากเหตุการณ์นี้

       ประการที่ 5 สร้างกองทัพให้เข้มแข็ง

        นายกฯ โชลซ์กล่าวว่ารัฐบาลมองสถานการณ์โลกตามที่เป็นจริง จึงมุ่งมั่นพัฒนากองทัพ ให้มีอาวุธที่ดีขึ้น ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และเพิ่มกำลังพล ทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณจำนวนมาก เฉพาะปี 2022 จะเพิ่มงบกลาโหมอีก 100,000,000,000 ล้านยูโร (100 billion euro) และปีหน้าจะกำหนดงบกลาโหมเท่ากับ 2% ของจีดีพี มีโครงการพัฒนาเครื่องบินรบ โดรน รถถังรุ่นใหม่ บางโครงการจะพัฒนาร่วมกับชาติยุโรปอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส

        ในอดีตมีข้อวิพากษ์มากมายว่ากองทัพเยอรมันอ่อนแอลง ขาดการเตรียมพร้อม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ มากกว่า กองทัพรัสเซียบุกยูเครนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การตั้งงบกลาโหม 2% ของจีดีพีเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐที่เรียกร้องเรื่อยมา

        หากรัฐบาลเยอรมันยึดมั่นนโยบายงบกลาโหม 2% ของจีดีพีในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเห็นกองทัพเยอรมันที่เข้มแข็งขึ้นมาก และเป็นแรงกดดันให้ชาตินาโตฝั่งยุโรปที่เหลือต้องปฏิบัติตาม

        ในอดีตเยอรมันคิดว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะส่งเสริมความสัมพันธ์ ป้องกันสงคราม จึงทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับจีนหลายฉบับ นำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงจากรัสเซียมากขึ้น แต่สงครามยูเครนทำให้ความคิดเช่นนี้เปลี่ยนไป กลับสู่แนวคิดว่าต้องยืนบนขาตัวเองให้ได้ ต้องสร้างกองทัพให้เข้มแข็งพอที่จะป้องกันตัวเอง ไม่คิดหวังแต่นาโตในแง่มีกองทัพสหรัฐอีกต่อไป

        แม้กระทั่งข่าวซื้อเครื่องบิน F-35 เพื่อทดทนเครื่องบินติดอาวุธนิวเคลียร์เครื่องเก่า เกิดคำถามว่าทำไมยุโรปไม่ใช้ไม่พัฒนาเครื่องบินของตนเอง การใช้เครื่องบินสหรัฐบั่นทอนอุตสาหกรรมการบินยุโรปที่กำลังพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ FCAS

        ไม่เพียงเท่านั้น มีข้อเสนอว่าเยอรมันไม่อาจคิดถึงแต่ความมั่นคงของตน ยังต้องรวมบทบาทหน้าที่ในฐานะสมาชิกนาโต ที่ชาติสมาชิกอื่นๆ คาดหวังทั้งในมุมนาโตภาพรวมกับนาโตที่เน้นฝั่งยุโรป ถึงเวลาแล้วที่จะฟื้นกองทัพเยอรมัน เป็นเวลาที่บริบทรับรอง รัฐบาลสหรัฐสนับสนุน

        Margrethe Vestager รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเอ่ยถึง "strategic autonomy” ว่ายุโรปต้องตัดสินอนาคตด้วยตัวเอง เรื่องนี้เป็นประเด็นที่หลายประเทศยุโรปเอ่ยถึงเป็นระยะ

        ความเป็นไปของยูเครนเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเป็นการมองในกรอบแคบ เยอรมันมียุทธศาสตร์ภาพใหญ่และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ต้องดำเนินไป ที่สุดแล้วยุโรปจำต้องรวมตัวกันต่อไป ไม่ว่าจะในนามนาโตหรือนาโตยุโรปหรืออื่นๆ เป็นยุโรปที่ต้องอยู่ร่วมกับชาติมหาอำนาจทั้งหลาย บทบาทเยอรมันในฐานะพี่ใหญ่เป็นเรื่องน่าติดตาม

3 เมษายน 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9272 วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565)

-----------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลสหรัฐเหมือนเซลส์แมนกำลังใช้พลังอำนาจทุกอย่างที่ตนมีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อก๊าซธรรมชาติจากตนด้วยสารพัดเหตุผลทั้งด้านความมั่นคงกับเรื่องเงินๆ ทองๆ
Nord Stream 2 คืออีกครั้งที่เยอรมันพยายามเป็นอิสระและรัฐบาลสหรัฐขัดขวาง ยูเครนเป็นตัวละครล่าสุดที่ถูกดึงเข้ามาใช้ สถานการณ์ยิ่งยืดเยื้อเท่ากับโลกต้องซื้อใช้พลังงานแพงนานขึ้น
บรรณานุกรม :

1. Does Germany really need LNG terminals? (2022, March 3). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/does-germany-really-need-lng-terminals/a-61005220

2. F-35: Why Germany is opting for the US-made stealth fighter jet. (2022, March 16). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/f-35-why-germany-is-opting-for-the-us-made-stealth-fighter-jet/a-61152127

3. Germany says Putin agreed to keep payments for gas in euros. (2022, March 31). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-says-putin-agreed-to-keep-payments-for-gas-in-euros/a-61310461

4. Germany to raise defence spending sharply in response to 'Putin's aggression'. (2022, February 27). FRANCE24. Retrieved from https://www.france24.com/en/europe/20220227-germany-to-raise-defence-spending-sharply-in-response-to-putin-s-aggression

5. Germany wants Europe to form a 'counterweight' to US. (2018, August 21). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/germany-wants-europe-to-form-a-counterweight-to-us/a-45168108

6. Germany's Alternatives to Putin's Gas. (2022, March 9). Spiegel Online. Retrieved from spiegel.de/international/business/lng-imports-and-nuclear-power-a-look-at-germany-s-alternatives-to-putin-s-gas-a-4e10b1fd-0828-4a0a-9183-f2fd38d4dfe1

7. Office of the Federal Government. (2022, February 27). Policy statement by Olaf Scholz, Chancellor of the Federal Republic of Germany and Member of the German Bundestag, 27 February 2022 in Berlin. Retrieved from https://www.bundesregierung.de/breg-en/news/policy-statement-by-olaf-scholz-chancellor-of-the-federal-republic-of-germany-and-member-of-the-german-bundestag-27-february-2022-in-berlin-2008378

8. "This Is a Cold War for the 21st Century" (2022, March 1). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/europe/european-commission-vice-president-vestager-on-ukraine-invasion-a-cold-war-for-the-21st-century-a-db73f70e-2669-46b4-b18e-3560b45558cd

--------------------------