ความฝันลมๆ แล้งๆ ของเซเลนสกี

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐกับรัสเซียขยับเข้าเป้าหมายที่ต้องการ น่าติดตามว่าเมื่อไหร่ประธานาธิบดีเซเลนสกีจะตื่นจากความฝัน ทำไมไม่ตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆ เสียที 

เมื่อสงครามยูเครนใกล้ครบเดือนกองทัพรัสเซียค่อยๆ รุกคืบกินพื้นที่ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskiy) เดินสายปราศรัยออนไลน์ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐและพวก

จุดยืนของรัฐบาลเซเลนสกีคือทำสงครามต่อไป เรียกร้องขอให้นาโตตั้งเขตห้ามบิน (no-fly zone) คว่ำบาตรรัสเซียมากกว่านี้ และโยนความเสียหายไม่ว่าจะชีวิตคน บ้านเมืองที่พังทลาย ชาวยูเครนที่อพยพออกนอกประเทศไปแล้วกว่า 3.5 ล้านคนแก่รัฐบาลรัสเซีย

ความฝันเรื่องเขตห้ามบิน :

หลายครั้งที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่าเขตห้ามบินจะช่วยรักษาชีวิตคนยูเครนได้หลายพันคน คำขอของตนจึงเป็นประโยชน์และไม่มากเกินไป

ถ้านาโตตั้งเขตห้ามบินจริงย่อมหมายความว่าเครื่องบินรบนาโตจะสู้กับเครื่องบินรัสเซีย ถ้ารัสเซียมีเครื่องบินรบ 500 ลำ นาโตต้องใช้หลายร้อยลำเช่นกัน คิดลงรายละเอียดมากขึ้น การครองน่านฟ้าจะต้องทำลายระบบต่อต้านอากาศยานของรัสเซียในยูเครน ต้องทำลายสนามบินที่รัสเซียใช้ซึ่งหมายถึงต้องทำลายสนามบินในประเทศรัสเซีย ในมุมกลับกันรัสเซียย่อมต้องทำลายสนามบินนาโตในยุโรป เรือบรรทุกเครื่องบินของกองเรือที่ 5 กับ 6 ของสหรัฐหรือไกลกว่านั้นคือยิงขีปนาวุธใส่สนามบินอเมริกาที่อยู่อีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก

ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดีเซเลนสกีร้องขอเขตห้ามบินต้องคิดลงรายละเอียดถึงขนาดนี้เป็นอย่างน้อย

ที่ผ่านมาสหรัฐเคยตั้งเขตห้ามบินในบางประเทศเช่น อิรักกับลิเบีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นบริบทที่กองทัพอากาศสหรัฐเหนือว่าประเทศเหล่านั้นมากแต่รัสเซียไม่ใช่เช่นนั้น

ความจริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐประกาศชัดหลายรอบแล้วว่าเขตห้ามบินจะเป็นต้นเหตุสงครามโลกครั้งที่ 3 (นาโตกับสหรัฐประกาศชัดตั้งแต่กองทัพรัสเซียยังไม่บุกยูเครนว่าศึกนี้ทหารยูเครนจะปะทะกับทหารรัสเซียเท่านั้น ทหารนาโตจะไม่ปะทะตรงกับรัสเซียอย่างเด็ดขาด) สอดคล้องกับที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามว่าตนไม่กลัวทำสงครามกับประเทศใด เตือนว่าตนพร้อมทำสงครามโลกเสมอ 2 สัปดาห์ก่อนบุกยูเครน รัสเซียซ้อมรบสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ แสดงให้เห็นว่าอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในสถานะพร้อมยิง

แต่เซเลนสกีดื้อดึงยังร้องขอเขตห้ามบินไม่หยุด เหมือนคนที่พยายามยึดความฝันที่ไร้เหตุผล 

ถ้าพูดเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ควรถามคนอเมริกัน คนฝรั่งเศสและอังกฤษ (เหล่าประเทศต้นแบบประชาธิปไตยโลก) ว่าเพื่อปกป้องเสรีภาพประชาธิปไตยของยูเครน ยินดีให้ลูกระเบิดนิวเคลียร์หล่นใส่บ้านตัวเองหรือไม่ ยินดีให้ลูกหลานพินาศพร้อมกับคนยูเครนหรือไม่

การร้องขออย่างไม่ลดละเหมือนคนมีความหวังว่าจะกลับมาเป็นฝ่ายเหนือกว่าทางอากาศ อาจสร้างความหวังแก่ชาวยูเครน แต่ในอีกมุมอาจตีความว่าเป็นความคิดไร้สาระ เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนคนไม่ใช้เหตุผล ไม่ยอมรับความจริง หลอกตัวเอง (และอาจหลอกคนอื่น) ไปเรื่อยๆ

ความฝันเรื่องเป็นสมาชิกนาโต : 

กล่าวได้ว่าต้นเหตุสงครามยูเครนรัสเซียรอบนี้เกิดจากกระแสข่าวรัฐบาลยูเครนต้องการเป็นสมาชิกนาโต รัฐบาลปูตินตีความว่าเป็นการละเมิดเส้นต้องห้าม (red line) ที่ประกาศซ้ำหลายปีแล้ว ก่อนเปิดศึกรัฐบาลรัสเซียเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงออกหลายเดือนด้วยการระดมกองทัพนับแสนประชิดชายแดน ซ้อมรบแล้วซ้อมรบอีก แต่รัฐบาลเซเลนสกีไม่เปลี่ยนความตั้งใจ 

ถ้าคิดอย่างคนใช้ตรรกะ ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามนาโตกับรัฐบาลไบเดนพูดซ้ำหลายรอบว่า นาโตป้องกันประเทศที่เป็นสมาชิกเท่านั้นและจะไม่ทำสงครามกับรัสเซียโดยเด็ดขาด ข้อนี้ให้ความเข้าใจว่าทันทีเมื่อกองทัพรัสเซียบุกยูเครนโอกาสการเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนเท่ากับศูนย์ ตลกร้ายคือหลังสงครามผ่านไปได้ครึ่งเดือนเซเลนกีจึงเริ่มพูดว่าเห็นทีต้องยอมรับว่าไม่อาจเป็นสมาชิกนาโตแล้ว 

แปลกแต่จริงที่ผู้นำยูเครนยังคิดเรื่องการเป็นสมาชิกนาโต สัปดาห์ก่อนเซเลนสกีกล่าวว่ายูเครนจะไม่ถูกรุนรานถ้าเป็นสมาชิกนาโต ดูเหมือนว่าท่านผู้นำยังงงๆ กับเหตุผลที่รัสเซียบุกยูเครน

ล่าสุดการประชุมสุดยอดผู้นำนาโตนัดพิเศษเมื่อวันที่ 24 มีนาคมนาโตไม่เอ่ยเรื่องรับยูเครนเป็นสมาชิกและไม่ได้พูดเรื่องสร้างเขตห้ามบิน

ฝันลมๆ แล้งๆ ของเซเลนสกี : 

ในความเป็นผู้นำประเทศย่อมต้องพยายามให้ตนเป็นฝ่ายชนะสงคราม แต่การคิดที่ขาดตรรกะ ไม่พิจารณาความเป็นไปได้ ความต้องการของรัฐบาลยูเครนกลายเป็น “ความฝันลมๆ แล้งๆ” 

คิดให้ไกลว่านั้น ผู้เป็นประธานาธิบดีไม่จำต้องรู้ทุกเรื่องเชี่ยวชาญทุกด้าน แต่รัฐบาลมีกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ มีนายพลเสนาธิการ นักการทูตผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักวิชา ควรจะได้คำตอบว่านาโตจะไม่สร้างเขตห้ามบินและไม่อาจเป็นสมาชิกนาโต แต่ประธานาธิบดีเซเลนสกีเหมือนคนที่ไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ (เพิ่งมาพูดในเชิงยอมรับคงไม่ได้เป็นสมาชิกนาโตหลังสงครามดำเนินไปแล้วกว่าครึ่งเดือน)

ถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เซเลนสกีควรยอมรับตั้งแต่ก่อนสงครามว่าศึกนี้เป็นการปะทะทางทหารระหว่างยูเครนกับรัสเซียเท่านั้น รัฐบาลสหรัฐกับพวกจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ทหารอเมริกันกับพวกจะไม่บาดเจ็บล้มตาย บ้านเมืองจะไม่พังพินาศอย่างยูเครน เซเลนสกีชอบอ้างประวัติศาสตร์และพูดถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ น่าจะเข้าใจว่าตั้งแต่เพิร์ลฮาร์เบอร์โดนถล่มในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐทำสงครามอีกหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งใดที่เกิดบนแผ่นดินอเมริกาเลย

บรรดารัฐบาลประชาธิปไตยทั้งหลายต่างย้ำว่ารัฐบาลมุ่งมั่นให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มั่นคงปลอดภัย เสียงประชาชนเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ผู้นำยูเครนควรเข้าใจและยึดถือข้อนี้เช่นกัน ส่วนที่รัฐบาลชาติตะวันตกสนับสนุนให้ยูเครนยืนหยัดต่อสู้กับทรราชย์เพื่อโลกเสรีประชาธิปไตย ต้องเข้าใจด้วยว่าไม่เกินกรอบที่วางไว้

ผลที่เกิดขึ้นเมื่อสงครามลากยาว : 

ดังที่ได้นำเสนอแล้วสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐได้จากสงครามยูเครนคือปิดล้อมรัสเซียเข้มข้นกว่าเดิมตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา รัฐบาลไบเดนมีเหตุผลความชอบธรรมที่จะคว่ำบาตรรัสเซียเข้มข้นขึ้น ข้อต่อมาคือรัฐบาลสหรัฐกระชับอำนาจในยุโรป แสดงบทบาทผู้นำนาโต เพิ่มทหารกับเครื่องบินรบเข้ายุโรปหลายประเทศ และที่สำคัญคือได้โหมกระแสสงครามเย็นใหม่ ความเป็นปรปักษ์ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐกับรัสเซียและจีนเพิ่มขึ้นเด่นชัด ความเป็นสงครามเย็นใหม่ชัดเจนขึ้น ข้อสุดท้ายนี้เป็นยุทธศาสตร์แม่บท (Grand Strategy) 

การที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกช่วยกันส่งอาวุธเครื่องกระสุนแก่ยูเครนรอบแล้วรอบเล่า นอกจากช่วยเรื่องกำลังใจแล้วยังทำให้ศึกนี้ยืดเยื้อ ทั้งรัสเซียกับยูเครนจะเสียหายมากขึ้นตามเวลาที่ยืดเยื้อออกไป

อนาคตของชาวยูเครนหลายสิบล้านดูเหมือนสิ้นหวังไม่แน่นอน เป็นไปได้ว่ารัฐบาลเซเลนสกีอาจกลายเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นถ้าการเจรจาสันติภาพล้มเหลว แต่ความสูญเสียของยูเครนช่วยให้รัฐบาลสหรัฐบรรลุเป้าหมายของตนมากขึ้น (ได้แก่ ปิดล้อมรัสเซียเข้มข้นกว่าเดิม กระชับอำนาจในยุโรป ได้ขายน้ำมันก๊าซธรรมชาติ และโหมกระแสสงครามเย็นใหม่) ด้านรัฐบาลปูตินยืนยันทำศึกต่อ ชี้ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการเช่นกันแม้ต้องจ่ายราคาไม่น้อย

ความฝันของเซเลนสกีเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐกับรัสเซียขยับเข้าเป้าหมายที่ต้องการ น่าติดตามว่าเมื่อไหร่ประธานาธิบดีเซเลนสกีจะตื่นจากความฝัน ทำไมไม่ตื่นจากความฝันลมๆ แล้งๆ เสียที แค่ประกาศวางตัวเป็นกลางเหมือนบางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ออสเตรียเท่านั้นเอง

สัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีเซเลนสกีมีแผนให้คนยูเครนทำประชามติในข้อตกลงใดๆ ที่ทำกับรัสเซีย อันที่จริงหากคิดเรื่องทำประชามติเพื่อสันติภาพควรคิดเรื่องนี้ก่อนนำประเทศให้กลายเป็นสนามรบ

27 มีนาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9265 วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565)
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
คำถามที่ไม่ตลกคือทำไมเซเลนสกีปล่อยให้เกิดสงครามและทำไมไม่รีบหยุดสงคราม คำว่า “ขอวางตัวเป็นกลาง” ไม่เป็นสมาชิกนาโตพูดยากมากเลยหรือ
ชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ

บรรณานุกรม :

1. Opinion | A No-Fly Zone Is a Calamitously Bad Idea. (2022, March 17). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/magazine/2022/03/17/no-fly-zone-bad-idea-zelenskyy-00018290

2. Russia-Ukraine war latest: referendum will be held on any peace deal, says Zelenskyy. (2022, March 22). The National News. Retrieved from https://www.thenationalnews.com/world/2022/02/18/russia-ukraine-latest-news/

3. Ukraine: Biden says NATO 'never been more united' — live updates. (2022, March 24). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-biden-says-nato-never-been-more-united-live-updates/a-61240748

4. Ukraine: US, EU seal gas deal — live updates. (2022, March 25). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-us-eu-seal-gas-deal-live-updates/a-61253453

5. Zelenskyy says 'a war wouldn't have started' if Ukraine were a NATO member. (2022, March 20). Business Insider. Retrieved from https://www.businessinsider.com/zelenskyy-ukraine-russia-invasion-nato-membership-military-aid-2022-3

--------------------------


เมื่อสงครามยูเครนกำลังลามมาที่อิหร่าน

ด้วยความที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเข้าควบคุมการซื้อขายน้ำมันก๊าซธรรมชาติของชาติพันธมิตรกับพวก จึงหวังใช้อิหร่านเป็นเครื่องมือ ดึงอิหร่านเข้าสู่สงครามเย็นใหม่

        บทความนี้นำเสนอแนวคิดลากอิหร่านเข้าสงครามเย็นใหม่ เท้าความตั้งแต่ข้อตกลงนิวเคลียร์ ตัวแปรรัสเซีย

ประวัติความเป็นมาของ JCOPA :

        ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เป็นข้อตกลงพหุภาคี อิหร่านกับ P5+1 (หรือ E3+3) ได้แก่ สหรัฐสมัยโอบามา รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน เป้าหมายคือนำโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเข้าสู่การตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) หน่วยงานสังกัดสหประชาชาติ ให้มั่นใจว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้ในทางสันติเท่านั้น

        ปี 2018 รัฐบาลทรัมป์ฉีกข้อตกลง JCOPA เพียงฝ่ายเดียวทั้งๆ ที่อิหร่านไม่ได้ละเมิดข้อตกลง IAEA กับประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ยืนยันเรื่องนี้ เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกระทำตามอำเภอใจ เป้าหมายคือต้องการคว่ำบาตรอิหร่าน จึงเป็นเรื่องแปลกเมื่อรัฐบาลไบเดนย้ำว่าจุดยืนคืออิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งๆ ที่ข้อตกลง JCPOA คือเครื่องประกันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของ IAEA ดังเช่นนานาประเทศทั้งหลาย

กระแสข่าวหมดเวลาเจรจาแล้ว :

        เมื่อเข้าสู่รัฐบาลไบเดนมีการเจรจาเรื่อยมาแต่ไม่สำเร็จ ล่าสุดรัสเซียเพิ่มเงื่อนไขว่าสัญญาฉบับใหม่จะต้องไม่กระทบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย ดังที่ตอนนี้รัสเซียถูกหลายประเทศคว่ำบาตร ด้านรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมันประกาศว่าไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว เตือนว่าอาจเป็นเหตุให้การเจรจาล้มเหลวแต่ข้อมูลเรื่องนี้ยังสนอยู่

        จากเหตุสงครามยูเครน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกระทบคนทั้งโลกไม่เว้นคนอเมริกันกับอียู รัฐบาลไบเดนมีแผนปรับสัมพันธ์กับอิหร่าน ยอมให้อิหร่านขายน้ำมันได้มากขึ้น (เพื่อให้นานาชาติซื้อแทนน้ำมันรัสเซีย) และลดแรงกดดันจากราคาน้ำมัน

        แผนรัฐบาลไบเดนฟื้นสัมพันธ์อิหร่านผ่านข้อตกลง JCPOA กลายเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่รัฐบาลไบเดนอาจตัดสินใจทิ้งการเจรจา (หรือลากยาวไปถึงรัฐบาลหน้า) อิหร่านต้องคิดหนักเพราะดับฝันที่จะได้ขายน้ำมันเต็มที่

        มองในแง่ร้ายถ้าการเจรจาล่ม รัฐบาลไบเดนจะคว่ำบาตรอิหร่านต่อไปอีกทั้งอาจเพิ่มมาตรการให้รุนแรงกว่าสมัยทรัมป์อีก เช่น ไม่อนุญาตให้ประเทศใดๆ ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ไม่เว้นแม้แต่บางประเทศที่ได้รับการผ่อนผัน เช่น เกาหลีใต้ยังสามารถนำเข้าน้ำมันอิหร่านโดยต้องขออนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ ตามแผนควบคุมการซื้อขายน้ำมันโลกของอเมริกา

        ตามยุทธศาสตร์จัดระเบียบโลกของอเมริกาหรือสงครามเย็นใหม่ เป้าหมายเฉพาะหน้าคือให้พันธมิตรกับมิตรประเทศของสหรัฐเลิกซื้อน้ำมันก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย จึงจำต้องหาแหล่งทดแทนซึ่งมีไม่กี่ทางเลือก อิหร่านเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางเลือกดังกล่าว

       เป็นทาง 2 แพร่งที่อิหร่านต้องตัดสินใจว่าจะตัดความสัมพันธ์กับรัสเซียหรือไม่ เป็นแผนที่รัฐบาลตะวันตกวางไว้

        กรณีที่เลวร้ายกว่านี้คือการปะทะทางทหารระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลอย่างเข้มข้น เป็นสงครามที่ไม่ประกาศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงภูมิภาคตะวันออกกกลางจะร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เป็นการดึงภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่สงครามเย็นใหม่ พูดให้ชัดคืออิหร่านถูกลากเข้ามาอยู่ในสงครามเย็นใหม่

สงครามเย็นใหม่ในตะวันออกกลาง? :

        ดังที่ได้นำเสนอแล้วว่าสงครามยูเครนมองได้หลายกรอบ กรอบใหญ่ที่สุดคือโหมกระพือสงครามเย็นใหม่ในภูมิภาคยุโรป หรือพูดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างนาโตกับรัสเซีย เป็นการแข่งขันช่วงชิงระหว่าง 2 มหาอำนาจ

         บัดนี้อิหร่านกำลังถูกลากเข้ามาในความขัดแย้งนี้ และอาจจะไม่ใช่แค่อิหร่าน-นาโต-รัสเซีย แต่เป็นขั้วอเมริกากับรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง ฝ่ายรัสเซียจะมีอิหร่าน ซีเรีย (รัฐบาลอัสซาด) ดังที่ประธานาธิบดีปูตินเปิดทางให้นักรบอาสาตะวันออกกลางซึ่งรวมซีเรียเข้ารบในยูเครน

        ฝ่ายสหรัฐจะมีรัฐอาหรับกับอิสราเอล โดยเฉพาะอิสราเอลที่จ้อง “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ต่ออิหร่านอยู่แล้ว การปะทะทางทหารมีความเป็นไปได้สูง ทุกวันนี้เครื่องบิน ขีปนาวุธอิสราเอลโจมตีกองกำลังอาสาอิหร่านในซีเรียเป็นระยะ เมื่อวันอาทิตย์ก่อน (13) อิหร่านยิงขีปนาวุธกว่า 10 ลูกใส่เป้าหมายที่เมืองเออร์บิล (Erbil) ของอิรัก มีข้อมูลว่าเป็นฐานที่ตั้งของมอสสาด (Mossad) เบื้องต้นรายงานผู้เสียชีวิต 9 ราย

        เป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยเครื่องบินไร้พลขับของอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่โจมตีคลังเก็บของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ในจังหวัด Kermanshah ทางภาคตะวันตกของอิหร่าน โดยอิสราเอลปล่อยเครื่องโดรนจากเขตเคอร์ดิสถานที่เมืองเออร์บิลตั้งอยู่

        หลายปีแล้วที่อิสราเอลกับอิหร่านใช้อาวุธสงครามต่อกัน ยอดผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นทุกที สมัยรัฐบาลทรัมป์เคยเตรียมเปิดศึกกับอิหร่าน เหล่านี้เป็นหลักฐานความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการปะทะทางทหารครั้งใหญ่ ซึ่งหากเกิดเช่นนั้นจริงเรื่องอาจบานปลาย รัสเซียอาจส่งทหารเครื่องบินรบของตนสู่อิหร่าน เหมือนตอนนี้ที่มีฐานทัพอากาศรัสเซียในซีเรียเพื่อคุ้มครองรัฐบาลอัสซาด

        ไม่ว่าจะเกิดการปะทะทางทหารครั้งใหญ่หรือเป็นแค่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ มีความเป็นไปได้ว่าอิหร่านจะถูกลากเข้ามาในสงครามยูเครน พูดให้ถูกกว่านี้คืออิหร่านอาจถูกลากเข้ามาในความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจ สงครามเย็นใหม่กำลังขยายตัวสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง

        ไม่ช้าไม่นานสงครามยูเครนจะยุติหรือคลายความรุนแรง แต่ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ไม่ได้หมายความว่าสงครามเย็นใหม่จะยุติด้วย รัฐบาลสหรัฐกับพวกจะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างรุนแรงต่อไป และรัสเซียจะโต้กลับสมน้ำสมเนื้อ (ต้องไม่ลืมว่าผลกระทบสำคัญต่อโลกคือผลจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ)

        หนึ่งในเป้าหมายสำคัญตอนนี้คือรัฐบาลสหรัฐต้องการเข้าควบคุมการซื้อขายน้ำมันก๊าซธรรมชาติของชาติพันธมิตรดังกล่าวข้างต้น นี่คือเครื่องมือควบคุมให้ประเทศทั้งหลายไม่แตกแถว เงินดอลลาร์ยังเป็นสกุลหลักของโลก

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

        หลักความขัดแย้งข้อหนึ่งคือความขัดแย้งหนึ่งสร้างอีกความขัดแย้งและบานปลายมากขึ้น จนกว่าคู่กรณีจะยอมยุติหรือฝ่ายหนึ่งถูกทำให้หยุด

        หากย้อนกลับตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าประเด็นยูเครนทวีความขัดแย้งมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างระดมกองกำลังอาสา คว่ำบาตรต่อกันมากขึ้นทุกที และลามสู่ประเทศอื่นๆ เช่น รัฐบาลไบเดนหวังดึงโปแลนด์เข้าสู่สนามรบด้วยข้อเสนอให้โปแลนด์มอบเครื่องบิน MiG-29 แก่ยูเครน ดีที่รัฐบาลโปแลนด์หาทางออกด้วยเงื่อนไขว่าจะส่งมอบเครื่องบินแก่สหรัฐ จนรัฐบาลไบเดนต้องยกเลิกแผนนี้

        ตอนนี้อิหร่านเป็นอีกประเทศที่กำลังถูกดึงเข้ามา น่าติดตามว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้ามองเฉพาะกรอบโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลไบเดนสามารถยกเลิกการเจรจาอย่างสิ้นเชิง สามารถห้ามทุกประเทศซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยไม่ผ่อนผันให้ประเทศใดๆ อีก (อย่างน้อยอาจใช้วิธีนี้ชั่วระยะหนึ่ง) ที่ร้ายแรงและอาจบานปลายคือการปะทะด้วยอาวุธอย่างเข้มข้นที่มีอิสราเอลเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงเท่านี้ก็ไม่อยากจินตนาการต่อไปแล้ว

        เรื่องนี้เป็นข้อเตือนใจนานาประเทศให้ระวังไม่ถูกลากเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งจนถึงขั้นประเทศตัวเองเป็น “พื้นที่ทำสงคราม” ดังที่ได้นำเสนอแล้วว่า “นักการเมืองพยายามแบ่งแยกประชาชน เกิดความเป็นขั้วอย่างรุนแรง นำสู่สงครามกลางเมืองกลายเป็นยูเครนตะวันตกกับตะวันออก ทั้งนี้ชาติมหาอำนาจร่วมผสมโรงได้ประโยชน์จากการแตกแยกของคนยูเครน สามารถดึงฝ่ายการเมืองให้อยู่กับตนเป็นรัฐบาลที่อิงตะวันตกหรืออิงรัสเซีย กล่าวได้ว่าชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ”

20 มีนาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9258 วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565)

-----------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
คู่สัญญา JCPOA กลับมาเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านโยบายของไบเดนเหมือนโอบามาหรือทรัมป์ อะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่เมื่อชาติตะวันตกขอให้อิหร่านเลิกโครงการนิวเคลียร์
ยูเครนเป็นพื้นที่กันชนระหว่าง 2 มหาอำนาจ ตอนนี้กำลังถูกใช้โหมกระแสสงครามเย็นใหม่ในยุโรป เป็นวิธีกระชับอำนาจที่รัฐบาลสหรัฐแทบทุกชุดทำเช่นนี้เรื่อยมา
ชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ
บรรณานุกรม :

1. ‘Impossible to imagine’ nuclear deal if Iran doesn’t release Americans: Sherman. (2022, March 18). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/middle-east/2022/03/18/-Impossible-to-imagine-nuclear-deal-if-Iran-doesn-t-release-Americans-Sherman

2. Iran won’t remain silent in face of Israeli actions. (2022, March 14). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/471010/Israeli-center-hit-with-Iranian-ballistic-missiles

3. US has to make decision on reviving N-deal: Iran. (2022, March 15). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/711780/US-has-to-make-decision-on-reviving-N-deal-Iran

--------------------------

หลักนิยมชิงลงมือก่อนในบริบทยูเครน

รัสเซียบุกยูเครนละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อโต้แย้งคือการบุกเข้าไปเป็นการป้องกันตัวเอง เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลหลายประเทศใช้

        มิถุนายน 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) เอ่ยถึงหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ว่ายุทธศาสตร์ป้องปรามและปิดล้อมที่ใช้ในยุคสงครามเย็นไม่เหมาะสมอีกแล้วหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 “ถ้าเรารอให้ภัยคุกคามก่อตัวจนเต็มที่ เรารอนานเกินไป เราต้องสู้กับศัตรู ทำลายแผนและเผชิญหน้าภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดก่อนที่ภัยคุกคามจะปะทุออกมา”

        สรุปได้ว่าหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ของสหรัฐหมายถึง สหรัฐมีความตั้งใจโจมตีข้าศึกที่แสดงท่าทีคุกคามก่อนที่พวกเขาลงมือจริง จะไม่รอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ ด้วยความคิดที่ว่า ตนมีสิทธิ์และความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีประเทศใดๆ ที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ถ้าเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) การชิงลงมือก่อนเป็นการป้องกันตนเองรูปแบบหนึ่ง

        และตั้งอยู่บนความคิดที่ว่า “ยิ่งปล่อยไว้ ภัยคุกคามจะยิ่งใหญ่โต ยิ่งยากแก่การป้องกัน” โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction : WMD)

        การชิงลงมือก่อนยังหมายถึงสหรัฐจะรุกรบกระทำการโดยฝ่ายเดียว (act unilaterally) ไม่รอการรับรองจากสหประชาชาติ

        อันที่จริงแล้วรัฐบาลอเมริกันในอดีตหลายชุดหลายสมัยดำเนินนโยบายต่อต้านรัฐบาลประเทศใดๆ ที่เป็นภัยคุกคามจนถึงขั้นบ่อนทำลาย โค่นล้มรัฐบาลประเทศนั้นๆ มีหลักฐานปรากฏมากมาย รัฐบาลสหรัฐยอมรับในบางกรณี บางครั้งเป็นปฏิบัติการลับทางทหาร รวมถึงการโจมตีด้วยเครื่องบินไร้พลขับ (drone) ไล่ล่าสังหารศัตรู

        ในแง่วิชาการ “การชิงลงมือก่อน” น่าจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกคือส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เช่น กรณีอิรัก แบบที่ 2 คือ ปฏิบัติการลับทั้งทางการเมืองและการทหาร โจมตีด้วยเครื่องบินไร้พลขับ กำจัดศัตรูด้วยการทำให้เสียชีวิต โค่นล้มรัฐบาล

ตัวอย่างกรณีอิรัก :

        รัฐบาลบุชใช้หลักนิยม ชิงลงมือก่อนเมื่อทำสงครามกับอิรัก อ้างว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสะสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมากรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ ชี้ว่ารัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธ WMD กับประชาชนตนเอง (ใช้อาวุธเคมี) อาจมอบอาวุธนิวเคลียร์แก่ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐ เป็นภัยคุกคามจวนตัว

        ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าความจริงแล้วอิรักไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐอ้างเหตุผลเพื่อรุกรานอิรัก และควรบันทึกด้วยว่าในช่วงนั้นราคาน้ำมันพุ่งทะยานยาวนาน ภาพลักษณ์รัฐบาลสหรัฐในสายตาต่างชาติเสียหาย เนื่องจากชาติพันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น อีกทั้งพิสูจน์แล้วว่าข้ออ้างของบุชเป็นเท็จ

ตัวอย่างมุ่งเป้าอิหร่าน เกาหลีเหนือ :

        รัฐบาลอิสราเอลมักจะย้ำเสมอว่าตนพร้อม “ชิงลงมือก่อน” กับอิหร่าน หลักคิดของอิสราเอลคือเป็นการยากที่จะคาดเดาว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรหากเกิดสงคราม อิสราเอลอาจเสียหายหนักหรือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประเมินว่าหากระเบิดนิวเคลียร์ขนาดย่อมตกใส่ใจกลางเมืองหลวง อิสราเอลจะไม่เหลือความเป็นรัฐทันสมัยอีกเลย

        จุดยืนคือถ้าอิหร่านมีหรือกำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์ หากรัฐบาลสหรัฐไม่โจมตีทำลายอาวุธนิวเคลียร์เหล่านั้น อิสราเอลจะชิงลงมือด้วยตนเอง

        การชิงโจมตีอิหร่านมีความเป็นไปได้ อิสราเอลเคยใช้เครื่องบินรบบินถล่มเตาปฏิกรณ์ปรมาณูของอิรัก Osiraq เมื่อค.ศ.1981 ด้วยความคิดว่าอิรักจะใช้เตาปฏิกรณ์ดังกล่าวสร้างอาวุธนิวเคลียร์

        รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันนาฟทาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett) ยังยึดหลักการนี้ พูดเป็นระยะว่าขีปนาวุธ โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นภัยคุกคาม จะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลจะทำสิ่งที่ตนเห็นควร ในระยะหลังขีปนาวุธรุ่นใหม่ของอิหร่านมีขีดความสามารถมากขึ้น ยิงไกลถึงอิสราเอล คุกคามมากขึ้นกว่าเดิม

        ไม่กี่ปีมานี้สัมพันธ์อิสราเอลกับรัฐอาหรับดีขึ้นตามลำดับ เป็นอีกปัจจัยส่งเสริมหากสักวันหนึ่งอิสราเอลลงมือโจมตีอิหร่าน จะไม่ต้องกังวลการรุมโต้กลับจากรัฐอาหรับดังเช่นอดีตอีก

        เกาหลีเหนือเป็นอีกตัวอย่าง ต้นปี 2018 โอริตะ คูนิโอะ (Orita Kunio) อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศญี่ปุ่น ฝ่ายสนับสนุนทางอากาศ (Air Support Commander) แสดงความเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐจะชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) หากเห็นว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามต่อตนและพันธมิตรจริง และเป็นกระทำที่ชอบธรรมเพราะเป็นการป้องกันตนเอง ไม่ได้ล้มล้างรัฐบาลอีกฝ่าย

        เหล่านี้เป็นบางตัวอย่างที่เอ่ยถึงการใช้หลักนิยมชิงลงมือก่อนในปัจจุบัน

เหตุผลของรัสเซีย :

        หลายปีมาแล้วที่รัสเซียอ้างว่าระบบปล่อยขีปนาวุธที่สหรัฐติดตั้งในโปแลนด์กับโรมาเนียสามารถบรรจุจรวดร่อน Tomahawk ที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ และตอนนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลไบเดนมีความคิดตั้งติดระบบปล่อยดังกล่าวในยูเครนด้วยหากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต สามารถยิงใส่เมืองหลวงมอสโกภายใน 4-5 นาที

        นาโตไม่ยอมรับข้อกล่าวหาดังกล่าว เรื่องนี้กลายเป็นข้อพิพาทและร้ายแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ หรือ Intermediate-Range Nuclear Forces (INF) Treaty 1987 ทำให้ยุโรปตึงเครียดเพราะ INF มีเพื่อลดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรป

        ทั้งยังลามมาที่อินโด-แปซิฟิก ทันทีเมื่อสหรัฐถอนตัวจาก INF มาร์ก เอสเปอร์ (Mark Esper) รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่าสหรัฐอาจเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ติดตั้งภาคพื้นดินอีกครั้ง หวังจะติดตั้งที่ใดที่หนึ่งในเอเชีย

        ท่ามกลางกระแสข่าวติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ที่เอเชีย โรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศทันทีจะไม่ยอมให้สหรัฐนำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในประเทศเพื่อต้านจีน การเป็นพันธมิตรนิวเคลียร์ไม่ช่วยอะไร หากเกิดสงครามนิวเคลียร์จะพังพินาศไปพร้อมกัน ทำไมต้องยอมให้ประเทศเป็นพื้นที่ลูกระเบิดนิวเคลียร์หล่นใส่

        เหตุที่ประธานาธิบดีดูเตร์เตรีบออกมาพูดเช่นนั้นอาจเป็นเพราะฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งใน major non-NATO ally ของสหรัฐนั่นเอง

        ส่วนเหตุผลหลักที่รัสเซียบุกยูเครนคือการสร้างรัฐกันชน (buffer state) เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของรัสเซียที่มีมาช้านาน เฉพาะกรณียูเครนฝ่ายรัสเซียพูดหลายปีแล้วว่าเป็นเส้นต้องห้าม (red line) ห้ามยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ทุกประเทศรับทราบรวมทั้งรัฐบาลยูเครนชุดปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ปูตินสั่งกองทัพบุกยูเครน เพราะละเมิดเส้นต้องห้ามแล้ว

        ดังนั้น การที่รัฐบาลปูตินส่งกองทัพเข้ายูเครนเป็นการทำตามเส้นต้องห้ามที่ประกาศนานหลายปีแล้ว และเป็นการประกาศให้โลกรับรู้ว่ารัสเซียจะทำอย่างไรหากถูกข่มขู่คุกคาม

        รัสเซียบุกยูเครนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติกับกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อโต้แย้งคือการบุกเข้าไปเป็นการป้องกันตัวเอง เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลหลายประเทศใช้

        ไม่ว่าเหตุผลถูกหรือผิด ความจริงคือกองทัพรัสเซียบุกเข้าไปแล้ว

        ประวัติศาสตร์บันทึกว่าในปี 431 ก่อนคริสต์ศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามต่อกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเหตุเกิดจากดุลอำนาจเสียไป แต่เดิม 2 รัฐอยู่ในความสงบโดยที่สปาร์ตามีอำนาจเหนือกว่า แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน

        โลกเป็นเช่นนี้

13 มีนาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9251 วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565)

----------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 
หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท
บรรณานุกรม :

1. Bouris, Erica. (2006). National Security Strategy of the United States. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.502-505). California: Sage Publications.

2. Corsi, Jerome R. (2009). Why Israel Can't Wait: The Coming War Between Israel and Iran. New York: Threshold Editions.

3. Do We Understand War? Japanese Experts Discuss the Realities of Confronting North Korea. (2018, January 10). Japan Forward. Retrieved from https://japan-forward.com/do-we-understand-war-japan-experts-discuss-realities-of-confronting-north-korea/

4. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.

5. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.

6. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.

7. Martin, Jerome V. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.1364-1366). USA: ABC-CLIO.

8. National Institute for South China Sea Studies. (2020, June). The U.S. Military Present in the Asia-Pacific 2020. Retrieved from http://www.nanhai.org.cn/uploads/file/20200623/jlbg.pdf

9. ‘The end of us all!’ Duterte will NEVER let US deploy nukes & mid-range missiles in the Philippines. (2019, August 7). Al Arabiya. Retrieved from https://www.rt.com/news/465940-manila-no-us-nukes-inf/

10. Tucker, Spencer C. (2008). Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty, 8 December 1987. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.2753-2755). USA: ABC-CLIO.

11. US Defence Secretary says he favours placing intermediate-range missiles in Asia. (2019, August 3). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/story/638168/US-Defence-Secretary-says-he-favours-placing-inter

--------------------------

ชีวิตการเมืองที่ไม่ตลกของเซเลนสกี

คำถามที่ไม่ตลกคือทำไมเซเลนสกีปล่อยให้เกิดสงครามและทำไมไม่รีบหยุดสงคราม คำว่า “ขอวางตัวเป็นกลาง” ไม่เป็นสมาชิกนาโตพูดยากมากเลยหรือ

        นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskiy) ตัดสินใจลงเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือนก่อนวันเลือกตั้ง หาเสียงเน้นเรื่องต่อต้านทุจริตทางการเมือง ต่อต้านกลุ่มการเมืองที่ครองอำนาจ ให้ประชาชนมีอำนาจการเมืองการปกครอง มีความยุติธรรม มั่นคงปลอดภัย ยุติความขัดแย้งกับยูเครนตะวันออก คะแนนนิยมของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนะประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโกคนก่อนที่เป็นนายทุนพันล้านด้วยคะแนนถล่มทลาย

        เซเลนสกีไม่เคยทำงานการเมืองมาก่อน ไม่มีประสบการณ์การเมืองเลย บทบาทที่คนยูเครนรู้จักคือเป็นดาวตลก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาชนะเลือกตั้งเพราะคนยูเครนเบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิมในสายตาประชาชนการเมืองยูเครนสกปรก นักการเมืองกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง เป็นบุคคลน่ารังเกียจในสายประชาชน คนยูเครนจึงมองหาตัวเลือกใหม่อย่างเซเลนสกีที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่คนของกลุ่มการเมืองแบบเก่า กล่าวได้ว่า ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายพวกนักการเมือง เซเลนสกีเข้าใจเรื่องนี้จึงพูดว่า “ตนไม่ใช่คู่แข่ง (ผู้สมัครรายอื่น) แต่เป็นผู้พิพากษา”

        3 ปีหลังดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ประธานาธิบดีเซเลนสกีพาประเทศทำสงครามกับมหาอำนาจรัสเซีย เกิดคำถามว่าทำไมผู้นำยูเครนจึงคิดทำสงคราม

ทำไมไม่หยุดที่จะเป็นสมาชิกนาโต :

       ประการแรก ก่อนสงคราม

        14 กุมภาพันธ์ 2022 ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า “พวกเขาบอกเราว่า (กองทัพรัสเซีย) จะบุก 16 กุมภาพันธ์” เป็นวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยทัพรัสเซีย 80% พร้อมรบเต็มตัว สามารถเปิดฉากโจมตีทุกเมื่อ ก่อนกองทัพรัสเซียบุกยูเครน นาโตประกาศชัดจะไม่ส่งทหารเข้าช่วยรบ เนื่องจากยูเครนไม่ได้เป็นสมาชิกนาโต มีหลักฐานมากมายชี้ว่าหากเกิดสงครามจะเป็นการปะทะทางทหารระหว่างยูเครนกับรัสเซีย รัฐบาลยูเครนรู้ตัวดี

        ส่วนที่ชาติตะวันตกกับพันธมิตรทำคือคว่ำบาตรรัสเซียทางเศรษฐกิจการทูตเป็นหลัก ไม่มีประเทศคิดให้ทหารของตนปะทะกับทหารรัสเซียโดยตรง หลักข้อนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าชาติมหาอำนาจจะไม่ทำสงครามกันเองเพราะจะหายนะด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งรัฐบาลปูตินขู่ล่วงหน้าว่าพร้อมทำสงครามนิวเคลียร์กับทุกประเทศที่เข้ามายุ่งเกี่ยว จะมีประเทศใดยอมหายนะเพราะยูเครนหรือ

        เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลปูตินต่อต้านยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว (NATO Enlargement) โดยเฉพาะการรับยูเครนเป็นสมาชิกนาโตเป็นเส้นต้องห้าม (red line) เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศรัสเซียที่จะสร้างแนวรัฐกันชน (buffer state) ด้านนาโตกล่าวว่ายูเครนจะยื่นเรื่องขอเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสิทธิ์ของยูเครน ที่ผ่านมารัฐบาลเซเลนสกีไม่ปฏิเสธเรื่องนี้

        ในช่วงที่รัสเซียเริ่มสะสมกำลังตามแนวพรมแดนติดยูเครนและซ้อมรบ มีคำเตือนมากมายว่ารัสเซียอาจบุกเข้ายูเครน ยิ่งใกล้วันที่รัสเซียส่งกองทัพเข้าไปคำเตือนยิ่งดังขึ้น ฝ่ายการทหารมีหลักฐานมากมายถึงการตระเตรียมกำลังพล รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้นเซเลนสกีไม่เอ่ยปากถอนเรื่องการเป็นสมาชิกนาโต กลับเตรียมกองทัพเรียกทหารกองหนุนให้เตรียมพร้อม นี่แปลว่ารัฐบาลเซเลนสกียินดีทำสงครามกับรัสเซียใช่หรือไม่

       ประการที่ 2 เมื่อกองทัพรัสเซียบุกเข้ายูเครนแล้ว

        สงครามเริ่มต้นด้วยการที่ทัพรัสเซียส่วนหนึ่งบุกเข้ายูเครนตะวันออก พื้นที่เหล่านี้เดิมเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังที่อิงรัสเซียอยู่แล้วจึงบุกยึดง่ายดาย เรื่องไม่จบเท่านี้รัฐบาลสหรัฐคาดกองทัพรัสเซียจะบุกเข้ายูเครนตะวันตกทำสงครามเต็มรูปแบบ ด้านยูเครนประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ขอให้คนทั้งชาติพร้อมทำสงครามปกป้องมาตุภูมิ

       เป็นอีกช่วงที่รัฐบาลเซเลนสกียืนยันพร้อมทำสงครามกับรัสเซียโดยที่ไม่มีชาติใดเข้าร่วมรบด้วย หลายคนย่อมคาดเดาได้ว่ายูเครนจะเป็นฝ่ายปราชัย ในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศที่กองทัพเข้มแข็งพอรับมือรัสเซีย น่าคิดว่าเซเลนสกียืนยันขอทำสงคราม ทำไมจึงไม่ขอเจรจา เพียงแค่ประกาศเลิกเป็นสมาชิกนาโตเท่านั้นยากเกินกว่าจะพูดหรือ

        เมื่อทัพรัสเซียรุกคืบสู่กรุงเคียฟ ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า “ประชาชนยูเครนต้องการสันติภาพ” ไม่ทราบว่านี่คือการพูดตลกอีกครั้งหรือไม่ หากเข้าใจว่าประชาชนต้องการอะไรทำไมปล่อยให้เรื่องบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ เซเลนสกีไม่รู้หรือว่าประชาชนไม่ต้องการสงคราม รัฐบาลยูเครนชุดนี้แหละที่ผลักดันให้รัสเซียส่งกองทัพเข้ายูเครน

เซเลนสกีที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง :

        ย้อนหลังช่วงสิ้นปีก่อน (2021) หลังอียูพูดชัดไม่สนใจ เส้นต้องห้าม ของรัสเซีย ปูตินย้ำต้องการสนธิสัญญาความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ไบเดนตอบว่าให้เพียงแค่จะไม่ส่งอาวุธที่ใช้โจมตีข้าศึกแก่ยูเครน จากนั้นความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัสเซียส่งทหารเข้าประชิดชายแดนยูเครนตามลำดับ นับจากนั้นรัฐบาลสหรัฐพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ารัสเซียจะบุกยูเครน จะหาเรื่องบุกยูเครน เป็นข่าวที่รับรู้กันทั่วโลก จะเห็นว่าเรื่องของยูเครนมีรัฐบาลสหรัฐ นาโตเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลาราวกับว่าความมั่นคงของยูเครนไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลยูเครนเท่านั้น
        แนวคิดหนึ่งที่อธิบายพฤติกรรมของผู้นำยูเครนคือ
เซเลนสกีไม่เพียงดำเนินนโยบายอิงตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นผู้นำประเทศที่ไม่เป็นอิสระ ขณะลงเลือกตั้งอาจตั้งใจดีหวังนำความสุขความเจริญสู่ประชาชน ได้เป็นผู้นำประเทศที่ปราศจากฐานอำนาจการเมือง แต่ความจริงคืออำนาจการปกครองยังอยู่กับกลุ่มชนชั้นอำนาจเดิม น่าเห็นใจที่เซเลนสกีอาจตั้งใจดีแต่สุดท้ายไม่อาจบริหารประเทศได้จริง เป็นข้อคิดสำหรับระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี ประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ที่อ่อนแอ เมื่อเกิดสงครามพวกนายทุนนักการเมืองไม่กระทบเท่าไหร่เพราะมีช่องทางหาเงินนอกประเทศ เตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว ประชาชนธรรมดาเท่านั้นที่ต้องรับเคราะห์

       ลำพังการเป็นประธานาธิบดีไม่อาจบริหารประเทศได้จริงหากอำนาจปกครองยังอยู่กับระบอบอำนาจเก่าที่อิงตะวันตก หน่วยรบพิเศษอเมริกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐเข้าๆ ออกๆ ยูเครน เซเลนสกีไม่เป็นอิสระ ไม่อาจตัดสินเลือกทางเดินประเทศเพื่อชาวยูเครนที่ต้องการสันติภาพ

        ตลอดช่วงของความขัดแย้งจนนำสู่สงครามเต็มรูปแบบปรากฏหลักฐานความไม่เป็นอิสระมากมาย การตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลโดยเฉพาะทำสงครามกับรัสเซีย เห็นชัดว่านโยบายของยูเครนทำตามนโยบายชาติตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐ แนวคิดนี้จะถูกหรือไม่อนาคตจะปรากฏหลักฐานมากขึ้น เป็นอีกตัวอย่างของหลายสิบตัวอย่างที่ผู้นำประเทศไม่เป็นอิสระอยู่ภายใต้อิทธิพลรัฐบาลต่างชาติ หลายๆ ประเทศที่เอ่ยถึงปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย

        บัดนี้เซเลนสกีคงได้เรียนรู้แล้วว่าบทบาทประธานาธิบดีไม่เหมือนการเล่นตลก สงครามยูเครนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะอยู่กับเขา ครอบครัว คนยูเครนทั้งชาติตลอดไป

        น่าเศร้าใจแทนประชาชนยูเครนทั้งประเทศที่หลายคนบาดเจ็บเสียชีวิตจากสงคราม กว่าล้านคนอพยพออกนอกประเทศและคาดว่าจะออกไปอีกหลายล้านคน ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บ้านเมืองถูกทำลายถดถอยหลายสิบปี จากนี้ไปยูเครนจะไม่เหมือนยูเครนเดิมอีกต่อไป เป็นอีกบทเรียนแก่คนทั้งโลกว่าบางครั้งการเมืองไม่ใช่เรื่องตลกให้พูดเฮฮาในสภากาแฟ อาจเป็นการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน สิ่งที่สูญเสียไปไม่อาจนำกลับคืนมา 

        คำถามที่ไม่ตลกคือทำไมเซเลนสกีปล่อยให้เกิดสงครามและทำไมไม่รีบหยุดสงคราม ล่าสุดทัพใหญ่รัสเซียจ่อกรุงเคียฟ คำว่า “ขอวางตัวเป็นกลาง” ไม่เป็นสมาชิกนาโตพูดยากมากเลยหรือ

6 มีนาคม 2022
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9244 วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565)

-----------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ชาติมหาอำนาจมั่นคงมั่งคั่งขึ้นบนความสูญเสียของยูเครน เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ เป็นอุทาหรณ์แก่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ
ยูเครนเป็นพื้นที่กันชนระหว่าง 2 มหาอำนาจ ตอนนี้กำลังถูกใช้โหมกระแสสงครามเย็นใหม่ในยุโรป เป็นวิธีกระชับอำนาจที่รัฐบาลสหรัฐแทบทุกชุดทำเช่นนี้เรื่อยมา
บรรณานุกรม :

1. 3 years ago Zelenskyy was a TV comedian. Now he’s standing up to Putin’s army. (2022, February 26). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2022/02/27/3-years-ago-zelenskyy-was-a-tv-comedian-now-hes-standing-up-to-putins-army.html

2. Biden begins to sanction Moscow for 'beginning of a Russian invasion' of Ukraine. (2022, February 23). ABC News. Retrieved from https://abcnews.go.com/Politics/bidens-threat-white-house-grapples-sanction-russia/story?id=83041555

3. How Volodymyr Zelenskiy beat Petro Poroshenko in Ukraine. (2019, April 22). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/how-volodymyr-zelenskiy-beat-petro-poroshenko-in-ukraine/a-48437457

4. Putin backfoots NATO with East Ukraine recognition. (2022, February 22). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2022/02/putin-backfoots-nato-with-east-ukraine-recognition/

5. Russia Needs Legally Binding Agreements on Security Guarantees, Kremlin Says After Putin-Biden Call. (2021, December 30). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/20211230/putin-biden-call-came-to-end-kremlin-spokesman-confirms-1091924744.html

6. Ukraine crisis latest: US relocating embassy from Kyiv. (2022, February 14). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-crisis-latest-us-relocating-embassy-from-kyiv/a-60775766

7. Ukraine requests urgent meeting of UN Security Council — live updates. (2022, February 23). CNBC. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-requests-urgent-meeting-of-un-security-council-live-updates/a-60880156

8. Ukraine: Zelenskiy outshined Poroshenko on way to victory. (2019, April 22). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/ukraine-zelenskiy-outshined-poroshenko-on-way-to-victory/a-48418387

9. U.S. says Russia may create pretext to attack Ukraine. (2022, February 13). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/world/europe/us-says-diplomacy-still-open-end-ukraine-standoff-with-russia-2022-02-13/

10. White House says it believes Putin is ‘improvising’ as U.S. official warns Russia is ready for an attack. (2022, February 23). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.cnbc.com/2022/02/23/putin-says-russia-open-to-diplomacy-as-moscow-hit-with-fresh-sanctions.html

11. White House: Russia prepping pretext for Ukraine invasion. (2022, January 14). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/europe-russia-media-ukraine-vladimir-putin-f24e6bd400e20d7890daff371cd80eb2

--------------------------