ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) : จากบุชถึงโอบามา

1 มีนาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6689 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2104459)

           “รายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy Report) ฉบับ 2015 ที่นำเสนอต่อสาธารณชนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงชี้ว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามสำคัญ เมื่อย้อนมองอดีตเป็นที่ทราบทั่วไปว่าการก่อการร้ายกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงหลังเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (George W. Bush) เอ่ยถึงหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) เป็นครั้งแรก ชี้ว่ายุทธศาสตร์ป้องปรามและปิดล้อมที่ใช้ในยุคสงครามเย็นไม่เหมาะสมอีกต่อไป “ถ้าเรารอให้ภัยคุกคามก่อตัวจนเต็มที่ เรารอนานเกินไป เราต้องสู้กับศัตรู ทำลายแผน และเผชิญหน้าภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดก่อนที่ภัยจะปะทุออกมา”
กันยายน 2002 รัฐบาลบุชประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ บรรจุหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” นับจาก 11 กันยายน 2001 บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 14 ที่สหรัฐยังคงทำสงครามต่อต้านก่อการร้าย บทความนี้จะนำเสนอหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” พร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

ย้อนดูประวัติศาสตร์ และนิยาม :
            หลัก “ชิงลงมือก่อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี 431 ก่อนคริสตศักราช สปาร์ตา (Sparta) กับเอเธนส์ (Athens) ทำสงครามกัน ธูซิดดิดีส (Thucydides) อธิบายว่าเดิม 2 รัฐอยู่ด้วยกันอย่างสงบ แต่เมื่อสปาร์ตาเห็นว่าเอเธนส์มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจรุกรานสปาร์ตา จึงตัดสินใจชิงโจมตีเอเธนส์ก่อน
            ปี 1967 อิสราเอลโจมตีฐานทัพอากาศอียิปต์ เนื่องจากเห็นว่าอียิปต์กำลังวางแผนโจมตีตน จึงลงมือก่อนเพื่อป้องกันตนเอง
            2 ตัวอย่างข้างต้นชี้ว่าการชิงลงมือก่อนเป็นหลักการที่ใช้มาแต่อดีตและเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่านิยาม “ชิงมือก่อน” จะเป็นอย่างไร

            จากการประมวลข้อมูลสรุปได้ว่า หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ของสหรัฐ หมายถึง สหรัฐมีความตั้งใจโจมตีข้าศึกที่แสดงท่าทีคุกคามก่อนที่พวกเขาลงมือจริง จะไม่รอให้ถูกโจมตีก่อนจึงโต้กลับ ด้วยความเชื่อที่ว่าตนมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีประเทศใดๆ ที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ถ้าเป็นภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัวแล้ว (imminent threat) การชิงลงมือก่อนเป็นการป้องกันตนเองรูปแบบหนึ่ง
            และตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า “ยิ่งปล่อยไว้ ภัยคุกคามจะยิ่งใหญ่โต ยิ่งยากแก่การป้องกัน” โดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายคิดจะโจมตีด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction : WMD)
            การชิงลงมือก่อนยังหมายถึงสหรัฐพร้อมจะรุกรบและกระทำการฝ่ายเดียว (act unilaterally) ไม่รอการรับรองจากสหประชาชาติ เช่น การทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก

            ประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือ ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับหลัก “ชิงลงมือก่อน” รัฐบาลสหรัฐเพิ่มความสำคัญกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศยากจน
            เป้าหมายคือเปลี่ยนรัฐบาลที่สนับสนุนก่อการร้ายมาเป็นรัฐบาลระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นกรณีล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ในอัฟกานิสถานแล้วตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ด้วยความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นภูมิคุ้มกันระบอบสุดโต่ง (extremist regimes) กับการก่อการร้าย
            การค้าเสรีเป็นอีกเรื่องที่ใช้ต่อสู้ก่อการร้าย ด้วยความเชื่อว่าคนจะไม่เป็นผู้ก่อการร้ายหากมีกินมีใช้ ประเทศเจริญมั่งคั่ง พวกผู้ก่อการร้ายมักเกิดในประเทศยากจน

ความสับสนของหลักนิยม :
หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชจำกัดขอบเขตในกรอบนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย ในความเป็นจริงรัฐบาลอเมริกันในอดีตหลายชุดดำเนินนโยบายต่อต้านรัฐบาล กลุ่มองค์กรใดๆ ที่เป็นภัยคุกคาม ใช้ปฏิบัติการลับ (covert action) กำจัด บ่อนทำลาย โค่นล้มรัฐบาล องค์กรเหล่านั้น เรื่องทำนองนี้มีหลักฐานมากมาย และรัฐบาลสหรัฐยอมรับในบางกรณี
            เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น “การชิงลงมือก่อน” น่าจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ การส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เช่น กรณีอิรัก
            ประเภทที่ 2 คือ ปฏิบัติการลับทั้งเศรษฐกิจการเมืองและการทหาร ถ้าปฏิบัติการเหล่านั้นมาจากวัตถุประสงค์เพื่อ “ชิงลงมือก่อน”
            ทั้งหมดนี้คือ “การชิงลงมือก่อน” ก่อนที่ผู้ก่อการร้าย พวกสุดโต่ง ปรปักษ์ทั้งหลายจะโจมตีสหรัฐ ก่อนที่พวกเขาจะเติบใหญ่แข็งแรงกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เหมือนกรณีสปาร์ตากับเอเธนส์
            และไม่ควรอ้างอิงนิยามของสหรัฐที่ก่อให้เกิดความสับสน ไม่ครอบคลุม

การใช้ในยุคบุช ปัญหาจากอิรัก :
            หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” รัฐบาลบุชนำไปใช้ครั้งแรกเมื่อทำสงครามกับอิรัก โดยอ้างว่ารัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) จำนวนมาก ชี้ว่ารัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้ WMD กับประชาชนของตนเอง จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว
            ก่อนที่รัฐบาลบุชจะส่งกองทัพบุกอิรัก ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับหลักนิยมไปโจมตีชาวบ้านก่อน บางคนเกรงว่าจะยิ่งเป็นเหตุให้ประเทศตกเป็นเป้าก่อการร้าย พันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่อาจต้านทานการตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช
            กระแสต่อต้านพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อรัฐบาลบุชไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี WMD ในอิรัก ขัดแย้งกับหลักนิยมที่ว่าชิงโจมตีก่อนเนื่องจาก “ภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริง”

            ในที่สุดรัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าหลักนิยมนี้มีจุดอ่อนในตัวเอง ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil) เป็นรัฐอันธพาล (rogue states)
            ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าอิหร่านมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แต่เป็นโครงการที่ใช้ในระดับพลเรือน ยังห่างไกลจากขั้นการใช้ทางทหาร ส่วนกรณีเกาหลีเหนือ รัฐบาลเปียงยางได้ทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ในห้องทดลอง 2 ครั้งเมื่อปี 2006 กับ 2009 รัฐบาลโอบามาไม่ถือว่าทั้ง 2 กรณีเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว จัดการกรณีเกาหลีเหนือด้วยการคว่ำบาตร เจรจาเพื่อขอให้ยกเลิกโครงการ พร้อมกับติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น
            รัฐบาลโอบามาจึงต่างจากรัฐบาลบุช ไม่เห็นว่าอิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง การตัดสินชี้ขาดเป็นอัตวิสัย (subjective) ขึ้นกับการพินิจพิเคราะห์ของแต่ละรัฐบาล
นี่เป็นการวิเคราะห์ในแง่มุมหนึ่ง มีความถูกต้องในระดับหนึ่ง

การปรับเปลี่ยนหลัก “ชิงลงมือก่อน” :
            หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ตามแนวทางของรัฐบาลบุชถูกนำไปใช้ครั้งแรกเพื่อทำสงครามกับอิรัก และเป็นต้นเหตุให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหลักนิยมนี้ ทั้งนี้เกิดจากเหตุผลหลัก 4 ประการ ได้แก่
            ประการแรก ชาวอเมริกันไม่สนับสนุน
สงครามอิรักเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ประธานาธิบดีบุชกับพรรครีพับลิกันสูญเสียคะแนนนิยม บารัก โอบามาจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก
            ประการที่ 2 การทำสงครามครั้งนี้สหรัฐต้อง “จ่ายราคา” อย่างหนัก
            คุณ Linda Bilmes นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Harvard ประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณราว 4-6 ล้านล้านดอลลาร์ในการทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถานกับอิรัก งบประมาณที่ใช้ใน 2 สมรภูมิดังกล่าว ทำให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่มขึ้นราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2001-2012 และเห็นว่าประสบการณ์ค่าใช้จ่ายที่มหาศาลจาก 2 สมรภูมินี้ จะเป็นแรงกดดันหากรัฐบาลคิดจะทำสงครามอีก
            ไม่รวมทหารอเมริกันอีกหลายพันนายที่สูญเสียชีวิตจากสงคราม ผู้บาดเจ็บพิการจำนวนมาก
            ประการที่ 3 ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
            วิกฤตเศรษฐกิจ 2008 สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเกินตัวทำให้หนี้สินพอกพูนเพิ่มมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม 2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาประสบความสำเร็จในการพาประเทศออกจากวิกฤต เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ การจ้างงานดีขึ้น แต่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว เห็นว่าต้องปรับลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งงบประมาณกลาโหมด้วย
ประการที่ 4 ทำลายภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ
เนื่องจากพันธมิตรหลายประเทศไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น อีกทั้งพิสูจน์แล้วว่าข้ออ้างของบุชเป็นเท็จ ผู้เชี่ยวชาญบางคนถึงกับชี้ว่าบทบาทของสหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ

            จากปัญหาทั้ง 4 ประการ ประธานาธิบดีโอบามาแก้ไขด้วยการถอนทหารออกจากอิรักกับอัฟกานิสถาน ยับยั้งชั่งใจที่จะส่งทหารเข้าร่วมรบในภาคพื้นดิน เช่น กรณีซีเรีย สงครามต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ปรับลดกำลังพลเพื่อประหยัดงบกลาโหม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยหลายมาตรการ เช่น มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (Quantitative Easing: QE) ที่ได้ผลดี
            ในด้านความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ รัฐบาลพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันพันธมิตร ใช้หลักการเป็น “หุ้นส่วนที่ร่วมแบกรับภาระในอันที่จะรักษาสันติภาพและความมั่งคั่งของโลก”
            คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะยุทธศาสตร์หลักยังคงอยู่ ทั้งการเผยแพร่ประชาธิปไตย ส่งเสริมการค้าเสรี ปฏิบัติการโจมตีก่อการร้ายในประเทศต่างๆ โดยไม่ผ่านการรับรองจากสหประชาชาติ

สรุป :
รัฐบาลบุชพยายามให้ชี้ว่าผู้ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว แต่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วคือ ภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือการต่อต้านจากชาวอเมริกัน ความหมางเมินจากมิตรประเทศ และงบประมาณที่ต้องสูญเสียเนื่องจากการทำสงครามเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลบุช เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ทั้งคู่ยังยึดมั่นหลักชิงลงมือก่อน เท่ากับว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุด (2015) คือ การปรับปรุงจากฉบับกันยายน 2002 นั่นเอง
------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลคาบูลในอนาคตจะมีความมั่นคงหรือไม่ สหรัฐประสบความสำเร็จในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ ในเมื่อฐานที่มั่นตอลีบันยังอยู่ พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายตัวไปหลายประเทศ

บรรณานุกรม:
1. Bilmes, Linda J. (2013). The Financial Legacy of Iraq and Afghanistan: How Wartime Spending Decisions Will Constrain Future National Security Budgets. Retrieved from https://research.hks.harvard.edu/publications/workingpapers/citation.aspx?PubId=8956&type=WPN
2. Bouris, Erica. (2006). National Security Strategy of the United States. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.502-505). California: Sage Publications.
3. Dunne, Charles W. (2011). Iraq: Policies, Politics, and the Art of the Possible. In Akbarzadeh, Shahram (editor). America's Challenges in the Greater Middle East: The Obama Administration's Policies (pp.11-30). New York: Palgrave Macmillan.
4. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
5. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.
6. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
7. Jacques, Martin. (2009). When China Rules the World: The End of the Western World and the Birth of a New Global Order. USA: Penguin Press.
8. North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation. (2013, January 4). Congressional Research Service. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
9. The White House. (2015, February 6). National Security Strategy 2015. Retrieved from http://nssarchive.us/wp-content/uploads/2015/02/2015.pdf
----------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…