UN Climate Action ร่วมต้านภาวะโลกร้อน

ไม่ควรเป็นคำถามอีกแล้วว่าการทำลายสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นผลร้ายหรือไม่ คำถามที่ควรถามคือจะจัดการแก้ไขอย่างไร และเร่งลงมือก่อนจะเสียหายหนักกว่านี้
            ที่ประชุม UN Climate Action ระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โลกปล่อยยังคงเพิ่มสูงขึ้นและไม่มีทีท่าจะลดลง ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (2016-2019) อุณหภูมิโลกร้อนทะลุสถิติถึง 4 ครั้ง เฉพาะที่แถบขั้วโลกเหนือเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียลเมื่อเทียบกับปี 1990 ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ปะการังกำลังตาย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคามชีวิตมนุษย์มากขึ้นทุกที มีผลต่อสุขภาพ ทั้งจากมลพิษอากาศ คลื่นความร้อน เสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร เหล่านี้เป็นสัญญาณโลกร้อนที่ทุกคนรู้สึกได้
            ในระดับกว้างบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศและจะแรงมากขึ้น กระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันกระตุ้นให้สังคมตระหนัก ช่วยกันแก้ไข
            หวังว่าทุกคนทั่วโลกทุกประเทศจะร่วมมือกัน ตั้งเป้าในเวลาไม่เกิน 12 ปี ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มอีก 2 องศาหรือต่ำกว่านั้น ซึ่งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) วิเคราะห์ว่าภายในศตวรรษนี้อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอีก 3-5 องศาเซลเซียส
            ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ยังเป็นแนวทางหลักที่ยึดถือ ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อตกลง
            เป้าหมายการประชุมปีนี้ (2019) แต่ละประเทศจะต้องเสนอแผนปฏิบัติการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยร้อยละ 45 ใน 10 ข้างหน้า และให้ตัวเลขสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (ตัวเลขสุทธิคือมีการปล่อยและลดก๊าซเรือนกระจกแต่รวมแล้วเป็นศูนย์)
            รายงานล่าสุดจากสถาบัน “ประเมินภูมิอากาศแห่งชาติ” (National Climate Assessment) อันเป็นผลงานร่วมของหน่วยงานภาครัฐสหรัฐหลายหน่วยชี้ว่าภาวะอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้นเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ ผลจากภาวะโลกร้อนกระทบถึงสหรัฐแล้วและรุนแรงชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร (ยกตัวอย่าง ผลผลิตการเกษตรลดลงเนื่องจากอากาศร้อนขึ้น เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง) ระบบธรรมชาติเปลี่ยนไป
            คนจน ผู้มีรายได้น้อยจะเห็นผลกระทบร้ายแรงก่อน
เสียงจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ :
            ในการสัมมนาแก้ปัญหาโลกร้อนเอ่ยถึงความสำคัญของเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน 2-3 ประเด็น นั่นคือการตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงอนาคตของผู้มีชีวิตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ต้องฟังเสียงของเยาวชน และต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมในทุกมิติ
            การชุมนุมปีนี้เด็กเยาวชนทั่วโลกกว่า 4 ล้านคนร่วมรณรงค์แก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สนับสนุนการรณรงค์ของสาวน้อยเกรตา ธันเบิร์ก ผู้เป็นแรงบันดาลใจ หลายคนทำป้ายรณรงค์ของตัวเอง บางคนชูคำขวัญ “Make The Earth Great Again.
            กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านภาวะโลกร้อนเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ยอมรับว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน จะมีประโยชน์อะไรเมื่อผู้ใหญ่สอนเราให้เป็นคนดีมีความรับผิดชอบแต่กลับเป็นผู้ทิ้งปัญหาแก่คนรุ่งหลัง ต้องลงมือแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่ดีแต่พูด
            พวกเขาคนรุ่นหลังต้องเป็นผู้แบกรับความทุกข์บนความสะดวกสบายขาดความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในรุ่นนี้ พวกเขามีสิทธิที่จะเรียกร้องขออนาคตที่สดใสกว่านี้
            บางคนเอ่ยถึงผลร้ายที่ไม่ได้มาจากประเทศตัวเอง เนื่องจากประเทศตนปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย
ต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว :
            ข้อเรียกร้องดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสหประชาชาติที่นำเสนอว่าหากต้องการบรรลุเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 1.5-2 องศาเซลเซียล จะต้องรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ทำอยู่อย่างน้อย 3 เท่าตัว
            ประเด็นจึงไม่อยู่ที่ไม่ทำเลยแต่อยู่ที่ทำน้อยเกินไป หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 10 ปีจะเห็นหายนะจากภาวะโลกร้อน
            รายงานล่าสุดของ Global Commission on Adaptation เตือนว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศต้องตัดสินใจว่าเลือกที่จะลงทุนป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ หรือเลือกที่จะไม่ลงมือตอนนี้แต่รับผลกระทบรุนแรงในอนาคตและจะเสียโอกาสครั้งสำคัญ เช่น หากไม่ลงมือแก้ไข ปี 2030 ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีคนยากจนเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน
            ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม ตั้งแต่รัฐบาล เอกชน กลุ่มประชาสังคม หน่วยงานท้องถิ่นจนถึงองค์กรระหว่างประเทศ หารือใน 6 หมวด ได้แก่ การใช้พลังงานทดทน โครงสร้างพื้นฐานกับเมืองที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น การเกษตรยั่งยืน การจัดการป่าและทะเล การฟื้นฟูผลกระทบ และปรับงบประมาณสู่เศรษฐกิจใหม่
มุมมองด้านบวก :
            ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีใหม่ให้ความหวังแก้ปัญหาได้ไม่น้อย เช่น พลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนที่ต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ ต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้น
            อันที่จริงแล้ว การลดก๊าซเรือนกระจกสามารถทำได้หากผู้เกี่ยวข้องกล้าตัดสินใจ
บริษัทยักษ์ใหญ่เกือบร้อยแห่งทั่วโลกประกาศร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายบริษัททั่วโลกประกาศแล้วว่าจะให้ตัวเลขสุทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 บางบริษัทประกาศเป้าตามข้อตกลงปารีส
            ความร่วมมือจากบรรดาบริษัทเอกชนเป็นนิมิตหมายอันดี การเคลื่อนไหวของเอกชนจะส่งเสริมเพิ่มความร่วมมือจากประชาชน ทำนองเดียวกับที่นโยบายรัฐบาลกับการตื่นรู้ของประชาชนผลักดันให้อีกฝ่ายต้องเร่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ไม่ใช่พวกโลกสวย แต่มองโลกตามความจริง :
            ความท้าทายมีหลายเรื่องโดยเฉพาะความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศต่างๆ เอกชนและประชาชน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่เชื่อ” รายงานวิจัยทั้งของในและต่างประเทศที่ชี้ว่าภาวะโลกร้อนกำลังเป็นภัยร้ายแรงต่ออเมริกา ภายใต้ระบบการเมืองอเมริกาประธานาธิบดีเพียงคนเดียวสามารถบดบังทุกผลการวิจัย ยังคงเดินหน้าต่อต้านข้อตกลงปารีส ถอนกฎระเบียบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลายฉบับที่ใช้ในสมัยรัฐบาลโอบามา
            รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส 2015 (2015 Paris Climate Accord) ด้วยเหตุผลว่าประโยชน์ที่ได้จากการแก้ไขภาวะโลกร้อนน้อยกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ต้องสูญเสียหากปฏิบัติตามข้อตกลง
            ประเด็นน่าคิดคือที่อ้างว่าผลประโยชน์ที่ได้น้อยกว่าราคาทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายนั้นรัฐบาลทรัมป์ได้ศึกษาและมีข้อสรุปเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะรายงานจากสถาบัน ประเมินภูมิอากาศแห่งชาติของสหรัฐประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไว้มหาศาล อีกทั้งเป็นการมุ่งผลประโยชน์อย่างคนสายตาสั้นหรือไม่ เพราะผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจะร้ายแรงมากในอนาคต มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่
            รัฐบาลทรัมป์เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาเอ่ยถึง ความจริงแล้วอีกหลายสิบประเทศทั่วโลกเป็นเช่นนี้
            ในระดับประชาชน หลายคนตระหนักปัญหาแต่ไม่คิดจ่ายราคาเพื่อแก้ปัญหา สิ่งนี้เกิดขึ้นกับชาวตะวันตกในประเทศประชาธิปไตยด้วย ผู้คนจำนวนมากไม่อยากเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่คุ้นเคย
            ถ้ายึดระบอบเสรีประชาธิปไตย หากจะโทษรัฐบาลก็ไม่ถูกนักถ้าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ความสุขเฉพาะหน้าต้องมาก่อนหรือที่เป็นอยู่แทบจะแบกรับไม่ไหวอยู่แล้ว
            ความร่วมมือจากประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อนโยบายจากภาครัฐหรือเอกชน นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าการผลักดันที่แรงเกินอาจเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ
            เสรีภาพอาจเป็นเหตุทำลายล้ายตัวเองถ้าปราศจากการยึดถือหลักการที่สร้างความยั่งยืน
            จะว่าไปแล้วรัฐบาลทรัมป์อาจมีเหตุผลคล้ายกับพวกผู้ที่ไม่อยากจ่ายราคา หรืออาจมีเหตุผลความจำเป็นของตนเอง เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงต่อไป
            การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) หรือภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการรณรงค์เรื่อยมาแต่ความพยายามไม่มากพอ โลกจึงร้อนขึ้นอีก มีหลักฐานปรากฏหลายประเทศที่อุณหภูมิร้อนทำลายสถิติ ประเทศในซีกโลกเหนือที่มักหนาวกลับเป็นร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางพื้นที่แล้งจัดบางพื้นที่ท่วมหนัก ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทุกที พื้นผิวแผ่นดินหดหาย บางประเทศที่เป็นเกาะจะจมบาดาลในที่สุด โรคเกี่ยวกับพืชสัตว์และคนบางชนิดกำลังสร้างปัญหา เช่น โรคที่มากับยุง ผลกระทบเหล่านี้เป็นผลสะท้อนคอยทิ่มแทงบอกพลเมืองโลกว่าปัญหารุนแรงเพียงไร ยิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นผลสะท้อนยิ่งทวีความรุนแรง นำสู่คำถามว่าควรจัดการอย่างไร อาจเป็นเหตุให้มนุษย์ใกล้ชิดโลกมากขึ้น มนุษย์ด้วยกันใกล้ชิดกันมากขึ้นร่วมมือกันมากขึ้น เพราะอยู่ในโลกใบเดียวกัน
            การเอ่ยถึงปัญหาโลกร้อนแต่ละครั้งเป็นโอกาสให้แต่ละคนทบทวนตัวเองว่ามีส่วนร่วมช่วยกันทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นหรือไม่
29 กันยายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์
สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8358 วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ทุกวันนี้ประชากรโลกกว่า 800 ล้านคนหิวโหยอดยาก และการกินอิ่มอาจหมายถึงการกินของทำลายสุขภาพจนอิ่ม เนื่องจากอาหารด้อยคุณภาพหรือกินสิ่งที่ไม่ควรเรียกว่าอาหาร เป็นความท้าทายของโลก
City Carshare” หวังสร้างชุมชนต้นแบบที่คนใช้รถร่วมกัน ช่วยลดรายจ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากความตั้งใจของคนไม่กี่คนกลายเป็นองค์กรใหญ่ บริหารแบบมืออาชีพ ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ กำไรขาดุทน ความสำเร็จของ “City Carshare” เป็นแบบอย่างแก่องค์กรภาคประชาชนอื่น สร้างประโยชน์แก่สังคมและให้ข้อคิดแก่ผู้ประสงค์ทำงานเพื่อสังคม
บรรณานุกรม :
1. 5-year period ending 2019 on pace to be hottest on record: UN. (2019, September 22). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/5-year-period-ending-2019-on-pace-to-be-hottest-on-record-un/a-50539624
2. Big firms commit to slash emissions ahead of summit. (2019, September 23). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2019/09/23/2003722755
3. Donald Trump buried a climate change report because 'I don't believe it'. (2018, November 26). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/11/26/politics/donald-trump-climate-change/index.html
4. In New York, global climate protesters plead for action. (2019, September 23). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/in-new-york-global-climate-protesters-plead-for-action/a-50542530
5. Major government climate change report contradicts Trump and warns of devastating economic and health impact. (2018, November 23). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/environment/trump-climate-change-economic-health-effects-impact-government-report-warning-a8649371.html
6. Major Trump administration climate report says damage is ‘intensifying across the country’. (2018, November 23). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/energy-environment/2018/11/23/major-trump-administration-climate-report-says-damages-are-intensifying-across-country/?noredirect=on&utm_term=.6046cbe21497
7. 'Millions' protest in youth-led global climate strike. (2019, September 21). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/millions-protest-youth-led-global-climate-strike-doc-1kg0yf7
8. Temperatures could hit 40°C in some parts of Malaysia, expert warns. (2019, February 27). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2019/02/27/temperatures-could-hit-40c-in-some-parts-of-malaysia-expert-warns/
9. The Challenge of Climate Change in a Democracy. (2019, September 20). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/europe/the-challenge-of-climate-change-in-a-democracy-editorial-a-1287797.html
10. United Nation. (2019). UN Climate Action Summit 2019. Retrieved from https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml
11. U.S. impacts of climate change are intensifying, federal report says. (2018, November 23). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/nation/2018/11/23/climate-change-intensifying-economy-impacted-federal-report-finds/2093291002/
12. World must adapt to 'inevitable' climate change, warns report. (2019, September 10). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/world-must-adapt-inevitable-climate-change-warns-report-doc-1k57nb2
-----------------------------
Markus Spiske

ความสับสนของรัฐบาลซาอุฯ ต่อสงครามฮูตี

รัฐบาลซาอุฯ ทำสงครามเต็มรูปแบบกับฮูตีหลายปีแล้ว การใช้เครื่องโดรนโจมตีโรงกลั่นเป็นอีกฉากของสงครามตัวแทนระหว่างฝ่ายซาอุฯ กับอิหร่านที่ดำเนินเรื่อยมา ไม่จำต้องชี้อีกว่าทำสงครามกันอยู่หรือไม่
เช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังฮูตี (Houthi Militias) ประกาศว่าได้ส่งเครื่องโดรน (เครื่องบินไร้พลขับ) หลายลำเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ รมต.ต่างประเทศ ไมค์ พอมเพโอ (Mike Pompeo) ทวิตข้อความในวันเดียวกับที่เกิดเหตุว่า “ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเป็นการโจมตีจากเยเมน”
            การที่รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปเบื้องต้นอย่างรวดเร็วน่าเชื่อได้ว่ามีหลักฐาน แต่รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาทันทีเหมือนกัน
            เมื่อพิจารณารายละเอียด บ่อน้ำมันกับโรงกลั่นที่ถูกโจมตีตั้งอยู่ที่เมือง Khurais กับ Abqaiq ทางภาคตะวันออกของประเทศ ทั้ง 2 จุดเป็นแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ทั้งคู่ กระทบกำลังการผลิตถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือกว่ากึ่งหนึ่งของกำลังผลิตซาอุดีอาระเบีย ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานทันทีถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับความกังวลว่าสถานการณ์จะรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่
            ข้อสรุปจากฝ่ายซาอุฯ คือการโจมตีไม่ใช่ฝีมือฮูตีแต่เป็นอิหร่าน ยิงมาจากทิศเหนือ (เยเมนอยู่ทางใต้) โดยใช้เครื่องโดรน 25 ลำกับจรวดร่วน (cruise missiles) กว่า 10 ลูก มีหลักฐานเศษซากชิ้นส่วนน่าเชื่อว่าเป็นอาวุธของอิหร่าน ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐพูดตรงกันว่าอาวุธเหล่านนี้ถูกปล่อยจากอิหร่าน รัฐบาลทรัมป์มีข้อสรุปมานานแล้วว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีซาอุฯ นับร้อยครั้ง
            เครื่องโดรนหรือเครื่องบินไร้พลขับเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มีหลายรุ่นหลายแบบ ตั้งแต่ขนาดใหญ่ยาวสิบเมตร บินได้เป็นพันกิโลจนถึงขนาดเล็กยาวไม่ถึงเมตร บางแบบใช้เทคโนโลยีชั้นสูง บางแบบไม่ต่างจากเครื่องบินบังคับที่เล่นเพื่อความบันเทิง
ซาอุฯ ทำสงครามกับฮูตีหลายปีแล้ว :
            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลซาอุฯ กับพวกเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบกับพวกฮูตี มีนาคม 2015 แถลงการณ์ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC - ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์และบาห์เรน) ให้เหตุผลที่ต้องแทรกแซงเพราะกองกำลังฮูตียึดอำนาจรัฐบาลประเทศเยเมน บั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค
ฮูตีเป็นชื่อเรียกคนเยเมนผู้เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ข้อมูลจาก The World Factbook 2018 ประเทศเยเมนมีประชากรทั้งสิ้น 28.7 ล้านคน ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม แยกเป็นซุนนีร้อยละ 65 ชีอะห์ร้อยละ 35
คนซาอุฯ ส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีหรือวาห์ฮะบี (การเป็นซุนนีหรือวาห์ฮะบีขึ้นกับการตีความ)
            ต้นเหตุของสงครามไม่ซับซ้อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลซาอุฯ กับพวกทำสงครามต่อต้านชีอะห์ในแถบตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอิรัก ซีเรีย เลบานอน และเยเมน เป็นสงครามตัวแทน (proxy war) ระหว่างรัฐบาลซาอุฯ กับอิหร่านที่เป็นศูนย์กลางของมุสลิมนิกายชีอะห์
            เป้าหมายต่อเยเมนคือต้องการให้เยเมนเป็นรัฐบริวารของซาอุฯ เหมือนหลายรัฐในแถบนี้
            รายงานจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่าสิ้นปี 2019 จะมีผู้เสียชีวิตถึง 233,000 รายจากสงครามในเยเมน (ทั้งสงครามกลางเมืองกับสงครามระหว่างฝ่ายซาอุฯ กับฮูตี) ที่น่าตกใจคือร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เด็กจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากขาดอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ อันเป็นผลจากสงครามที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2015
            ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซาอุฯ รายงานว่าที่ผ่านมากลุ่มฮูตีโจมตีซาอุฯ ด้วยขีปนาวุธ 225 ครั้ง เครื่องโดรน 155 ครั้ง การใช้เครื่องโดรนโจมตีโรงกลั่นเป็นอีกฉากหนึ่งของสงครามเท่านั้นเอง
            รอบนี้ รัฐบาลซาอุฯ แสดงท่าทีขึงขังว่าจะตอบโต้ ทำไมต้องพูดว่าจะตอบโต้ในเมื่อทำสงครามเต็มรูปแบบกันอยู่แล้ว
            เป็นความสับสนของรัฐบาลซาอุฯ หรือไม่
ความขัดแย้งที่ดำเนินมาเนิ่นนาน :
ตั้งแต่ปี 1984 รัฐบาลสหรัฐตีตราว่าอิหร่านคือรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism) จากการสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มก่อการร้ายในฉนวนกาซา หลายกลุ่มในซีเรียกับอิรัก และอีกมากในภูมิภาคตะวันออกกลาง
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อิหร่านกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของสหรัฐ เพราะสร้างความขัดแย้งและบ่อนทำลายผลประโยชน์สหรัฐในอัฟกานิสถาน บาห์เรน อิรัก เลบานอนและเยเมน อิหร่านระดมกองกำลังชีอะห์จากทั่วโลก ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฮูตีคือกองกำลังชีอะห์อีกกลุ่มที่อิหร่านสนับสนุน เพื่อทำสงครามตัวแทน
ทำนองเดียวกัน นับจากปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 1979 เป็นต้นมา รัฐบาลซาอุฯ กับพวกประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลอิหร่านเรื่อยมา กล่าวซ้ำๆ ว่าอิหร่านเป็นภัยต่อภูมิภาค อิหร่านปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนบ้าน เป็นพวกคนมักใหญ่ใฝ่สูงที่ชอบขยายอำนาจ (expansionist ambitions) พวกก่ออาชญากรรม แทรกแซงกิจกการภายในของประเทศอื่นๆ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน การเคารพซึ่งกันและกัน
            ตั้งแต่เริ่มสงครามกับเยเมน รัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ กล่าวหาอิหร่านเรื่อยมาว่าเป็นผู้หนุนหลังกองกำลังฮูตี ให้อาวุธสนับสนุน ขอให้อิหร่านยุติการสนับสนุนการเงิน ไม่โหมไฟความขัดแย้งจากนิกายศาสนา ไม่เป็นปรปักษ์กับประเทศอื่น ไม่บ่อนทำลายความมั่นคง คุกคามความปลอดภัยในการเดินเรือ
            ดังนั้น ไม่ว่าเครื่องโดรนที่ใช้โจมตีล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านหรืออาวุธเหล่านี้ปล่อยจากอิหร่านโดยตรง ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ ขัดแย้งกับอิหร่านรุนแรงอยู่แล้ว กล่าวได้ว่าทำสงครามกับอิหร่านมานานแล้ว นั่นคือสงครามความแตกต่างระหว่างนิกาย (อย่างน้อยในระดับความคิด) สงครามตัวแทนด้วยกองกำลังต่างๆ สงครามเศรษฐกิจด้วยการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างรุนแรงที่ทรัมป์ใช้คำว่านโยบาย กดดันสุดขีด” (maximum pressure) เป้าหมายสุดท้ายคือล้มระบอบอิหร่าน
            เป็นอีกความสับสนของรัฐบาลซาอุฯ หรือไม่

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            รัฐบาลซาอุฯ กับพวกทำสงครามเต็มรูปแบบกับกองกำลังฮูตีมานานหลายปีแล้ว กองกำลังฮูตีใช้เครื่องโดรนโจมตีซาอุฯ มาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุดใช้กว่า 20 เครื่องโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ พร้อมๆ กัน ฝ่ายซาอุฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าเพราะซื้อสะสมอาวุธของสหรัฐกับอีกหลายประเทศจำนวนมาก ส่วนกองกำลังฮูตีไม่มีอาวุธหลัก เช่น เครื่องบินรบ รถถัง ถึงกระนั้นก็ตามแม้ผ่านมาหลายปี ฝ่ายซาอุฯ ไม่สามารถเผด็จศึก กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ มีความพยายามเจรจาเพื่อยุติสงครามหลายรอบแต่ไม่ยังไม่สำเร็จ สงครามยังคงดำเนินเรื่อยมา ถ้าวิเคราะห์อย่างซับซ้อนในมุมหนึ่งอาจมองว่าซาอุฯ ไม่ชนะศึก แต่อีกมุมเป็นวิธีเพื่อกดไม่ให้พวกฮูตีมีอำนาจควบคุมประเทศเยเมน รัฐบาลซาอุฯ ได้ประโยชน์อีกหลายเรื่องจากสงครามนี้ แนวคิดนี้อธิบายว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีกนาน
            รัฐบาลทรัมป์กับซาอุฯ พยายามชี้เป้าไปที่อิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือเป็นผู้ใช้เอง ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เป็นจุดยืนที่รัฐบาลทรัมป์กับซาอุฯ มีต่ออิหร่านมานานแล้ว ดังนั้น ถ้าจะยึดข้อนี้เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน รัฐบาลสหรัฐกับซาอุฯ สามารถลงมือได้นานแล้ว ไม่ต้องรอให้โรงกลั่นถูกโจมตี ไม่ต้องรอหาหลักฐานเพิ่มเติมอีก
          ในเมื่อทุกวันนี้ทำศึกกันอยู่แล้ว ทำไมซาอุฯ ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อเป็นเหตุผลตอบโต้กรณีโรงกลั่นถูกโจมตีอีกเล่า ในยามที่รัฐบาลทรัมป์ยังลังเลใจที่จะใช้กำลังทหารเล่นงานอิหร่านโดยตรง หรือยังไม่คิดทำเช่นนั้น
            ท้ายที่สุดหากรัฐบาลทรัมป์ไม่ตัดสินใจใช้กำลังต่ออิหร่าน พวกซาอุฯ จะไม่ใช้กำลังต่ออิหร่านเช่นกัน สงครามที่เป็นอยู่ดำเนินต่อไป เหตุการณ์เครื่องโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่เกิดขึ้นจึงไม่มีอะไรพิเศษนอกจากผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานกว่า 10 ดอลลาร์อีกพักหนึ่งเท่านั้น ในอนาคตน่าจะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดซ้ำอีก
22 กันยายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8351 วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ.2562)
-----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลซาอุฯ พยายามโดดเดี่ยวอิหร่าน ร้องขอนานาชาติช่วยกันคว่ำบาตรให้รุนแรงจริงจังกว่าเดิม แม้จะเป็นแนวทางที่ดำเนินมาหลายทศวรรษแล้ว เชิดชูความเป็นผู้นำมุสลิมโลกของซาอุฯ
มีแนวคิดว่าแท้จริงแล้วการที่รัฐบาลสหรัฐจ้องเล่นงานอิหร่านเป็นเพราะแรงกดดันจากซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ กับอิหร่านเป็นการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยอมกันไม่ได้
บรรณานุกรม :
1. Al-Maliki: 25 drones, cruise missiles from the north struck oil facilities. (2019, September 18). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2019/09/18/Al-Maliki-Arab-Coalition-press-conference.html
2. AP Analysis: Saudi oil attack part of dangerous new pattern. (2019, September 17). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/c92741f2c8f9414a9dbccc5f7a8e2470
3. Central Intelligence Agency. (2018). Yemen in The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ym.html
4. GCC Extraordinary Summit Issues Final Communique 2 Makkah. (2019, May 31). Saudi Press Agency. Retrieved from https://www.spa.gov.sa/viewfullstory.php?lang=en&newsid=1930057#1930057
5. Iran denies role in attacks on Saudi oil facilities; Trump says U.S. is ‘locked and loaded’. (2019, September 15). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/iran-dismisses-allegations-it-carried-out-crippling-attack-on-saudi-oil-facilities/2019/09/15/021b6822-d731-11e9-8924-1db7dac797fb_story.html?noredirect=on
6. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
7. Pollack, Kenneth. (2013). Unthinkable: Iran, the Bomb, and American Strategy. New York: Simon & Schuster.
8. U.S. State Department. (2018, September).  Country Reports on Terrorism 2017. Retrieved from https://www.state.gov/documents/organization/283100.pdf
9. Yemen war dead could hit 233,000 by 2020 in what UN calls ‘humanity’s greatest preventable disaster’. (2019, April 30). Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/yemen-war-death-toll-un-houthi-gulf-saudi-arabia-arms-a8892926.html
-----------------------------

ประท้วงฮ่องกง ยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

การชุมนุมประท้วงฮ่องกงไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยประท้วงใหญ่มาก่อนและจัดชุมนุมเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ จุดติดแน่นอนว่าแกนนำต้องการความสำเร็จมากกว่าครั้งก่อน ทางออกอยู่ที่ใด
            การชุมนุมประท้วงที่เริ่มจากเหตุกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงกับจีนจุดกระแสความไม่พอใจต่อผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกงกับรัฐบาลจีนอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียกร้องขอปกครองตนเองมากขึ้น ดังคำขวัญ “สู้เพื่อเสรีภาพ ยืนเคียงข้างฮ่องกง” (Fight for freedom, stand with Hong Kong!) แกนนำโจชัว หว่องพูดเสมอว่าคนฮ่องกงต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตฮ่องกง ไม่ใช่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน
นอกจากข้อเรียกร้องต่างๆ ร่างกฎหมาย Hong Kong Human Rights and Democracy Act เป็นอีกประเด็นที่ควรจับตา
            ตามรายงานข่าวสมาชิกรัฐสภาสหรัฐจำนวนหนึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน (ช่วงเริ่มต้นชุมนุม) หลักสำคัญคือต้องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมของฮ่องกงเป็นประจำทุกปี กำหนดให้รัฐบาลพิจารณาเป็นรายปีว่าสมควรให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ฮ่องกงหรือไม่ กำหนดให้ประธานาธิบดีมีอำนาจคว่ำบาตร เช่น ไม่ให้วีซาแก่เจ้าหน้าที่ฮ่องกงผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน
            ฝ่ายจีนเห็นว่าแนวคิดกฎหมายดังกล่าวแทรกแซงกิจการภายใน เป็นหลักฐานที่ทางการจีนอ้างว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองสหรัฐ ละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หากสหรัฐผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวจีนอาจตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรผู้แทนรัฐสภาสหรัฐกับสมาชิกครอบครัว เช่น ห้ามทำธุรกิจในฮ่องกง ไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ
จับตาความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ :
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนที่พูดจาโผงผาง บ่อยครั้งเกินความจริง ถูกบ้างผิดบ้าง แต่หลายครั้งพิสูจน์ว่าทำเรื่องที่เกินคาด เช่น ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงภาวะโลกร้อน ยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเพียงฝ่ายเดียว ทำข้อตกลงการค้าเสรี NAFTA กับแคนาดาและเม็กซิโกใหม่ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาว่าข้อตกลงเก่าได้ประโยชน์น้อยเกินไป ต้องการข้อตกลงใหม่ที่สหรัฐได้ประโยชน์มากกว่าเดิม
            รัฐบาลสหรัฐทุกยุคทุกสมัยดำเนินนโยบายปิดล้อมจีน แรงบ้างเบาบ้าง แรงมากขึ้นในชุดรัฐบาลปัจจุบัน สงครามการค้าสหรัฐ-จีนนับวันจะแรงขึ้น กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งต่อคนอเมริกัน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่ดีและถูกต้อง
ต่อสถานการณ์การชุมนุมประท้วง แน่นอนว่าท่านประธานาธิบดีไม่ปล่อยโอกาสหลุดลอย ขอให้จีนปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างที่ควรกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน (humanely) มิฉะนั้นปัญหาการค้าสหรัฐ-จีนจะดำเนินต่อไป งานหลายล้านตำแหน่งจะหายไปจากประเทศจีน บริษัทนับพันจะถอนตัว
            เป็นคำเตือนและคำขู่ ยืนยันอยู่ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วง
            หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับแกนนำผู้ชุมนุมมีจริง เป็นที่ประจักษ์ชัด
            ถ้ายึดตามหลักนโยบาย แม้รัฐบาลทรัมป์เคยพูดว่าได้ปรับเปลี่ยนนโยบายยอมรับการปกครองที่แตกต่าง ดังสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง (inauguration address) เมื่อมกราคม 2017 ว่า จะไม่ยัดเยียดวิถีชีวิตของเราแก่ต่างชาติ แต่จะแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง และกล่าวทำนองนี้อีกใน Arab Islamic American Summit 2017 ว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างด้านระบอบการปกครอง ศาสนา
            แต่ในหลายกรณีรัฐบาลทรัมป์ยังพูดเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตย ผลักดันให้ประเทศอื่นๆ เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นไปได้ว่าจะผลักดันประชาธิปไตยฮ่องกงด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอดีตรมต.กลาโหม จิม แมททิส (Jim Mattis) กล่าวว่าการชุมนุมประท้วงฮ่องกงไม่ใช่ “กิจการภายใน” ของจีน ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐควรเข้าแทรกแซง อย่างน้อยให้กำลังใจ อยู่เคียงข้างผู้ชุมนุม
            ด้วยผลงานที่ผ่านมามีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์อาจทำสิ่งที่แหวกแนวต่อฮ่องกงก็เป็นได้
            ล่าสุด ทรัมป์แสดงท่าทีอ่อนลงต่อสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และมีข่าวว่าจีนจะระงับภาษีนำเข้าและกลับมาซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐบางรายการ เช่น ถั่วเหลืองกับสุกร แต่จะมีผลต่อฮ่องกงหรือไม่ยังไม่ชัดเจน
ตลกร้ายฮ่องกง :
ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่ารัฐบาลจีนถือว่าปัจจุบันปกครองแบบ สังคมนิยมประชาธิปไตย (socialist democracy) หมายถึงการปกครองที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตประจำวันตามสมควร สามารถเลือกเรียน เลือกงานทำ เลือกคู่ครอง เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจส่วนตัวตามกรอบกฎหมาย มีตลาดหุ้นให้ลงทุน ต่างชาติเข้ามาซื้อขาย แต่อำนาจการปกครองอยู่ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ คอยกำกับควบคุมชี้นำการเมืองเศรษฐกิจสังคม ฯลฯ
ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพ ขอสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้น บางคนกล่าวว่าพวกตนต้องการเสรีภาพเหมือนสหรัฐ แต่จะเป็นตลกร้ายหากเมื่อพวกเขาได้ประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจนี้กีดขวางคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการเข้ามาทำงาน ค้าขายที่ฮ่องกง ปิดกั้นการลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ กีดกันไม่ให้คนจีนซื้อบ้านคอนโดฮ่องกง
กลายเป็นว่าผู้บริหารฮ่องกงยุคประชาธิปไตยใหม่ควบคุมเรื่องเหล่านี้อย่างเข้มงวด ไม่ต่างจากข้อโจมตีที่ว่ารัฐบาลจีนกำกับควบคุมการค้าการลงทุน ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นการค้าเสรีแบบสากล
            ดังที่เสนอในบทความก่อนว่าสิ่งที่ผู้ประท้วงต้องการคือลิขิตชีวิตตัวเอง ระบอบการปกครองที่พวกตนตัดสินอนาคตของตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าเช่นนี้แล้วจะได้สิ่งที่ดีที่สุด
          หลักสำคัญที่ต้องยึดคือสิ่งผู้ประท้วงต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
          ระบอบเสรีประชาธิปไตยกินไม่ได้ แต่ต้องการประชาธิปไตยถ้าช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น หาไม่แล้วเสรีประชาธิปไตยไม่ก่อประโยชน์อันใด
            หรืออาจสรุปว่าการปกครองมีเพื่อการอยู่ดีมีสุขของพลเมืองก็ว่าได้
            ดีที่ตลกร้ายฮ่องกงคงไม่เกิด เพราะรัฐบาลจีนไม่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมฮ่องกงได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ระหว่าง 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแลกับชาวฮ่องกง 7 ล้านกว่าคน รัฐบาลปักกิ่งย่อมตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอะไร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนพูดเสมอว่าพร้อมจะใช้กำลัง “จัดการ” ไต้หวันหากประกาศเอกราช หรือจะเทียบเคียงกรณีเทียนอันเหมินก็น่าจะได้ เหล่าแกนนำผู้ชุมนุมรับรู้เป็นอย่างดี
ยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ :
            การชุมนุมประท้วงฮ่องกงไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยประท้วงใหญ่มาก่อน และจัดชุมนุมเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ “จุดติด” บางสัปดาห์มีคนเข้าร่วมนับแสนนับล้าน สัปดาห์ที่มีน้อยยังมีนับหมื่นคน ชุมนุมต่อเนื่องทุกสัปดาห์
ข้อดีของการชุมนุมคือโดยรวมแล้วยังอยู่ในความสงบเรียบร้อย แม้มีความรุนแรงเกิดขึ้นบ้าง ต้องมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการชุมนุมนับหมื่นนับแสนคน มีคนหัวร้อนใจร้อน บางจุดบางพื้นที่เกิดสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
            กลุ่มผู้ชุมนุมยังมีกำลังใจดี ทำอย่างมียุทธศาสตร์ มีระบบ แน่นอนว่าแกนนำต้องการความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าการชุมนุมรอบปีก่อนๆ จะไม่พลาดโอกาสทองของปีนี้
เกิดคำถามว่ารอบนี้จะจบลงเมื่อไร จบอย่างไร
ณ ขณะนี้เป็นการยากที่จะคาดการณ์ว่าจะลงเอยที่ใด อาจจะเป็นการประนีประนอมในทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อไหร่จะถึงวันนั้น เศรษฐกิจพังพินาศกว่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมอาจเห็นด้วยกับการต้องสูญเสียเพื่อให้ได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
แล้วปีหน้าจะกลับมาชุมนุมอีกไหมเหมือนที่ทำมาต่อเนื่องมาแล้วหลายปี เพื่อความสำเร็จที่ก้าวล้ำขึ้นไปอีก
15 กันยายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8344 วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ.2562)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทำไมผู้ประท้วงร้องขอ “ปลดปล่อย” ฮ่องกงจากรัฐบาลจีน
มีคำกล่าวว่า “ชีวิตต้องสู้” “ปากกัดตีนถีบ” แต่หากสู้แล้วถีบแล้วยังเป็น “สังคมอยู่ยาก” จนแทบรับไม่ได้อีกแล้ว ย่อมเกิดแรงผลักดันให้ก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง สถานการณ์ที่ฮ่องกงกำลังฉายภาพให้ชาวโลกเห็นและเข้าใจ
ถ้าอยากเข้าใจนโยบายจีนต่อฮ่องกงจะต้องมองกรอบกว้างด้วย รัฐบาลจีนปกครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรอีกราว 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแล หวังให้ฮ่องกงเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบที่เป็นแบบอย่างที่ดี
บรรณานุกรม :
1. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
2. HK protesters call on US to pass Human Rights Act. (2019, September 8). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/09/article/hk-protesters-call-on-us-to-pass-human-rights-act/
3. Hong Kong protesters march to US Consulate to call for help from Trump.  (2019, September 8). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/09/08/asia/hong-kong-us-protests-0809-intl-hnk/index.html
4. 'Now or never': Hong Kong protesters say they have nothing to lose. (2019, August 28). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/hong-kong-protests-nothing-to-lose-protesters-extradition-bill-11847688
5. The White House. (2017, May 21). President Trump’s Speech to the Arab Islamic American Summit. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/05/21/president-trumps-speech-arab-islamic-american-summit)
6. Trump links Hong Kong crisis to trade as China military rallies. (2019, August 15). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/trump-links-hong-kong-crisis-trade-china-military-rallies-doc-1jj6ka3
7. US should side with Hong Kong protesters: Former defence chief Mattis. (2019, September 10). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/asia/jim-mattis-hong-kong-protesters-former-defence-chief-11889046
8. US will never ‘free’ HK, only destabilize China: expert. (2019, September 8). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1164002.shtml
-----------------------------
Sawyer Bengtson

ไอซิสยังไม่ตายและอาจไม่มีวันตาย

แม้ไม่มีรัฐอิสลามดังที่เคยเป็นแต่ไอซิส (ISIS) ยังไม่ตาย ยังคงหาสมาชิกเพิ่มและปฏิบัติการเพื่อความอยู่รอดรอวันกลับมา การปราบปรามกลายเป็นภาระที่ต้องดำเนินอีกนานเท่ากับการคงอยู่ของสหรัฐ
Operation Inherent Resolve (OIR) คือปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐเพื่อแทรกแซงทางทหารต่อไอซิส (Islamic State in Iraq and Syria: ISIS) รวมทั้งปฏิบัติการต่างๆ ใน 2 ประเทศนี้ รายงานที่บทความนำเสนอเป็นฉบับ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2019 มีสาระสำคัญดังนี้
แม้ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับอิรักประกาศชัยชนะต่อการทำสงครามกับไอซิส แต่ยังคงมีสมาชิกไอซิสเหลืออยู่ราว 14,000 18,000 คนและก่อการเป็นจุดๆ คอยล่าสังหาร ซุ่มโจมตี เป็นระเบิดพลีชีพ ปฏิบัติการแบบกองโจร กองกำลังผสม Combined Joint Task Force-Operation Inherent Resolve (CJTF-OIR) ที่ประกอบด้วยหลายประเทศโดยมีสหรัฐเป็นแกนนำจึงยังทำหน้าที่รักษาความสงบในแถบนี้ต่อไป สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะกองทัพอิรักกับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces: SDF) ไม่อาจทำหน้าที่ได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถรักษาควบคุมพื้นที่ทั้งหมด
            เป้าหมายของกองกำลังสหรัฐยังเหมือนเดิมคือทำลายไอซิสและกลุ่มก่อการร้ายที่ใกล้ชิดอัลกออิดะห์ สนับสนุนแก้ปัญหาซีเรียด้วยวิถีทางการเมือง จัดเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อต้านกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุน ปกป้องพันธมิตรกับหุ้นส่วน สร้างเสริมเสถียรภาพภูมิภาค ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
            ปัจจุบันมี 80 ชาติที่อยู่ในฐานะกองกำลังร่วม รัฐบาลสหรัฐต้องการให้ทุกประเทศระบุชัดว่าจะมีส่วนสนับสนุนภารกิจเต็มที่ อาจเป็นเรื่องกำลังทหารหรืองบประมาณสนับสนุน โดยเฉพาะในยามที่สหรัฐถอนกำลังส่วนหนึ่งออกจากซีเรีย
สถานการณ์ในซีเรีย :
            ผู้ก่อการร้ายมักก่อเหตุในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ติดกับอิรัก) จังหวัดที่มักเกิดเหตุคือ Dayr az Zawr กับ Raqqah และ Homs ส่วนใหญ่เป็นปฏิบัติการต่อต้านกองกำลังฝ่ายรัฐบาลอัสซาด
            ในบางพื้นที่มีอิทธิพลสามารถเก็บภาษีจากคนท้องถิ่น กิจการต่างๆ แต่รายได้ลดน้อยลงมากเมื่อเทียบกับอดีต สูญเสียบ่อน้ำมันให้กับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF – ที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนใกล้ชิด)
            ไอซิสเลือกที่จะไม่เผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพสหรัฐ เน้นการหลบซ่อนฟื้นฟู ก่อเหตุเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ไม่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อกองกำลังสหรัฐในพื้นที่
            เป้าหมายหลักของ SDF คือกวาดล้างไอซิสออกจากพื้นที่ประชากรหนาแน่น แยกไอซิสออกจากคนท้องถิ่นให้มากที่สุด แต่กองกำลัง SDF มีประสิทธิภาพต่ำ ขาดทั้งการฝึกฝน ขีดความสามารถในการรบ จำต้องฝึกฝนกองกำลังท้องถิ่นให้มีขีดความสามารถมากพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้าน กองกำลังเหล่านี้มีความจำเป็นสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐ คอยทำหน้าที่กวาดล้าง
            ปัจจุบัน SDF ควบคุมตัวผู้ก่อการร้ายไอซิสได้ถึง 10,000 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 เป็นชาวต่างชาติ ร้อยละ 80 เป็นคนอิรักกับซีเรีย รัฐบาลสหรัฐร้องขอให้เจ้าของประเทศรับตัวกลับประเทศเพื่อรับโทษตามกฎหมาย แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่รับคืนหรือรับคืนบางส่วน
            นอกจากนี้ยังมีประเด็นสมาชิกครอบครัวไอซิสจำนวนกว่า 70,000 คน 2 ใน 3 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ คนเหล่านี้อาศัยในเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษเช่นกัน
            เมื่อไม่นานนี้สหรัฐถอนทหารจำนวนหนึ่งจากซีเรียไปประจำการในอิรัก อาจต้องอาศัยกองกำลังต่างชาติหรือหาทางอื่นๆ เพื่อเสริมกำลังในซีเรีย หาไม่แล้วจะทำให้เขตปกครองประชาธิปไตยในซีเรียเสียไป (หมายถึงเขตพื้นที่ๆ กองกำลังสหรัฐร่วมควบคุม ไม่ใช่เขตปกครองของรัฐบาลอัสซาด)
ตุรกีพยายามจะจัดตั้งเขตกันชน (buffer zone) กว้าง 20 ไมล์โดยกินพื้นที่ลึกเข้าไปในซีเรีย ประเด็นติดขัดคือเรื่องที่ตุรกีต้องการคงกองทัพในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลแอร์โดกานยืนยันว่าหากสหรัฐไม่ร่วมมือ ตุรกีจะคงกองทหารของตนเพียงลำพัง ล่าสุดการจัดตั้งเขตกันชนมีความคืบหน้า และอาจมีการจัดตั้งเขตกันชนเพิ่มในเขตอื่นด้วย
            รัฐบาลอัสซาดแม้สามารถยึดคืนพื้นที่จำนวนมาก แต่การฟื้นฟูให้เมืองกลับมาเป็นปกติมีอุปสรรค ขาดแคลนทรัพยากร ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปะทะที่ยังคงมีเป็นระยะๆ เป็นอีกอุปสรรคต่อการช่วยเหลือจากองค์การบรรเทาทุกข์
สถานการณ์ในอิรัก :
            พวกไอซิสในอิรักพยายามจัดโครงสร้างใหม่ กำหนดตัวผู้นำ สร้างแหล่งกบดานตามชนบท ภูเขา ในแถบพื้นที่ของพวกซุนนี อำนาจรัฐบาลยังไปไม่ถึงหรือไม่สามารถควบคุมพื้นที่ถาวร เช่นในแถบจังหวัด Anbar, Ninewa, Salah ad Din, Kirkuk และ Diyala ชาวบ้านท้องถิ่นให้การสนับสนุนหรือได้รับเงินค่าจ้าง ไอซิสซีเรียส่วนหนึ่งหนีเข้ามาในอิรัก
            เฉพาะไตรมาส 2 ของปี 2019 สามารถจับกุมหรือสังหารไอซิส 550 คนจากปฏิบัติการกวาดล้าง แต่เมื่อกองกำลังพันธมิตรถอนตัวกลับ ไอซิสกลับเข้าไปครองพื้นที่ตามเดิม
กองกำลังชีอะห์ที่อิหร่านสนับสนุน :
นับจากเริ่มปราบปรามไอซิสจนปัจจุบัน กองกำลังชีอะห์ที่อิหร่านหนุนหลังมีบทบาทไม่น้อย กองกำลังนี้ร่วมมือกับกองทัพรัฐบาลอัสซาด เดินทางข้ามพรมแดนระหว่างอิรักกับซีเรียเป็นประจำ รัฐบาลสหรัฐเป็นกังวลทั้งในมิติการปราบปรามไอซิส อิทธิพลของชีอะห์อิหร่านที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ กองกำลังชีอะห์ที่ว่านี้ส่วนหนึ่งคือมุสลิมชีอะห์ในอิรักนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าอิหร่านส่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps) 3,000 นายเข้าไปในซีเรีย เข้าร่วมกับกองกำลังชีอะห์ต่างชาติทั้งพวกอิซบอลเลาะห์จากเลบานอน ชีอะห์จากอิรัก อัฟกานิสถาน และปากีสถาน รวมกันทั้งหมดมีจำนวนกว่า 100,000 นาย กองกำลังเหล่านั้นได้รับทุนอุดหนุนจากรัฐบาลอิหร่าน มักปฏิบัติการในภาคตะวันออกของซีเรียกับภาคตะวันตกของอิรัก (เขตพื้นที่เดียวกับที่ไอซิสมีอิทธิพล) กองกำลังเหล่านี้รบกับพวกไอซิสโดยตรง หลีกเลี่ยงปะทะกับทหารสหรัฐ พยายามมีส่วนช่วยเหลือชาวบ้านและควบคุมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในระยะนี้ (จากเหตุขัดแย้งเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ เหตุตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย) ทำให้ความตึงเครียดระหว่างทหารสหรัฐกับกองกำลังที่อิหร่านหนุนเพิ่มขึ้นด้วย สหรัฐเกรงว่ากองกำลังที่อิหร่านหนุนอาจโจมตีกองกำลังสหรัฐ เป็นภัยต่อเจ้าหน้าที่สถานทูต จึงต้องลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในอิรักให้เหลือเท่าที่จำเป็น
ผู้ก่อการร้ายไอซิสส่วนใหญ่คือคนท้องถิ่น :
ความเข้าใจสำคัญข้อหนึ่งคือตั้งแต่เริ่มแรกสมาชิกไอซิสส่วนใหญ่คือคนท้องถิ่น คือชาวซีเรียกับอิรัก คนเหล่านี้พื้นฐานเป็นมุสลิมซุนนี ปัจจุบันมีสมาชิกไอซิสทั้งหมดราว 14,000 – 18,000 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติกว่า 3,000 คน และยังคงพยายามหาสมาชิกใหม่จากคนซีเรียกับอิรัก โดยเฉพาะจากพวกซุนนีเชื้อสายอาหรับ น่าสนใจว่าแม้ถูกปราบปรามต่อเนื่อง ไม่มีรัฐอิสลามดังอดีตอีกแล้ว แต่ความนิยมต่อแนวคิดไอซิสยังคงอยู่
            ไอซิสใช้หลายวิธีเพื่อขอการสนับสนุนจากคนพื้นที่ เช่น พยายามชี้ว่าพวกเคิร์ดที่เป็นมุสลิมซุนนีต่างจากมุสลิมซุนนีเชื้อสายอาหรับ มุสลิมเชื้อสายอาหรับจึงต่อต้านพวกเคิร์ดทั้งๆ ที่เป็นซุนนีเหมือนกันและต่างเป็นชาวซีเรียโดยสัญชาติเหมือกัน
            การที่ไอซิสยังอยู่ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนพื้นถิ่นจำนวนไม่น้อยยังนิยมชมชอบ เห็นใจ ช่วยปกปิดที่ซ่อน ให้ความช่วยเหลืออย่างลับๆ ดังนั้น ถ้าบอกว่าไอซิสคือผู้ก่อการร้ายต้องตีความต่อว่าได้รับการสนับสนุนจากมุสลิมซุนนีในพื้นที่เหล่านั้น เป็นอีกเหตุผลที่ไอซิสยังไม่ตาย พยายามฟื้นตัวตลอดเวลา การกวาดล้างอาจต้องกินเวลาอีกนานตราบเท่าที่ความนิยมต่อแนวคิดไอซิสยังคงอยู่ และรัฐบาลสหรัฐต้องการคงกองกำลังของตนในพื้นที่
8 กันยายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8337 วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2562)
-----------------------------
บทความ : 
ผู้ก่อการร้ายยังคงมีอยู่ในกว่าร้อยประเทศทั่วโลก มีทั้งกลุ่มเล็กกับกลุ่มใหญ่ชื่อดังอย่างอัลกออิดะห์ ISIS บางครั้งก่อเหตุตามลำพังจนถึงขั้นมีรัฐบาลต่างชาติให้การสนับสนุน เป็นอีกประเด็นที่อยู่คู่สถานการณ์โลก
Pew Research Center เสนอผลสำรวจภัยคุกคามต่างๆ ตามความคิดเห็นของประชาชน พบว่าผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) คือ 2 ประเด็นที่คนทั่วโลกเห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในขณะนี้
บรรณานุกรม :
1. Turkey, US agree to launch 1st phase of safe zone plan. (2019, August 22). Hurriyet Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-us-agree-to-launch-1st-phase-of-safe-zone-plan-145958
2. U.S. Department of Defense. (2019, 1 April-30 June). Operation Inherent Resolve (OIR). Retrieved from https://media.defense.gov/2019/Aug/06/2002167167/-1/-1/1/Q3FY2019_LEADIG_OIR_REPORT.PDF
---------------------------
‏🌸🙌 فی عین الله

ถ้าเดือนหน้าเลือกตั้งประธานาธิบดี ทรัมป์น่าจะชนะ

ถ้าเลือกตั้งเดือนหน้าหรือปลายปีนี้ทรัมป์มีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกรอบ ข้อแนะนำคือรัฐบาลทรัมป์ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งต่อไป
การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันไม่แตกต่างจากหลายประเทศที่ภาวะเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจมีผลต่อคะแนนเสียงมากที่สุด บทความนี้ตั้งบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะแพ้หรือชนะขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจ เน้นประเด็นสงครามการค้ากับจีน กำหนดเลือกตั้งเดือนหน้าหรือปลายปีนี้เพื่อจำกัดตัวแปร วิเคราะห์ว่าทรัมป์น่าจะชนะเลือกตั้งอีกครั้งหรือไม่
ขึ้นภาษีสินค้าจีนและข้อจำกัด :
ต้นเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ต่อสินค้าจีนในส่วนก้อนสินค้า 300,000 ล้านดอลลาร์ที่เหลือ เริ่มเก็บ 1 กันยายนนี้ (ล่าสุดทรัมป์ยืนยันคำสั่งดังกล่าว) พร้อมกับพูดอีกครั้งว่านโยบายเก็บภาษีสินค้าจีนช่วยให้ประเทศมีรายหลายเพิ่มขึ้นนับพันล้านดอลลาร์ “ไม่กระทบผู้บริโภคแต่อย่างไร จีนเท่านั้นที่ได้รับผล” สวนทางกับความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์หลายคนหลายสำนัก เช่น Gary Shapiro จาก Consumer Technology Association กล่าวว่า “ผู้บริโภคอเมริกันเป็นคนจ่ายไม่ว่าจะขึ้น 10 หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รัฐบาลจีน” ไม่ใช่นโยบายที่ดีและอาจละเมิดกฎหมายด้วย
ด้านบริษัทค้าปลีกหลายแห่งออกมาย้ำอีกครั้งว่าราคาสินค้าสูงขึ้นแน่นอน
กลางเดือนสิงหาคม ทรัมป์สั่งเลื่อนขึ้นภาษีสินค้าจีนบางรายการในก้อน 300,000 ล้านดอลลาร์ ให้เหตุผลว่าเนื่องจากใกล้เทศกาลคริสตมาสแล้ว “เผื่อว่า” การขึ้นภาษีอาจกระทบผู้บริโภค ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภค
            การประกาศระงับขึ้นภาษีสินค้าบางรายการเพื่อเทศกาลคริสต์มาสเป็นอีกหลักฐานบ่งชี้ว่าการเล่นงานจีนด้วยภาษีมีข้อจำกัด เป็นหลักฐานว่านโยบายขึ้นภาษีไม่ได้มีแต่เรื่องที่จีนเป็นฝ่ายเสียหาย หาไม่แล้วทรัมป์ไม่ควรชะลอขึ้นภาษี น่าจะบอกว่าขึ้นภาษีสินค้าจีนเพื่อเป็นของขวัญแก่คนอเมริกัน
            บางคนแย้งว่าขึ้นภาษีแต่ค่าเงินหยวนอ่อนลง ส่งผลหักล้างกัน Peter Navarro ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวอธิบายว่าสงครามการค้าส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลง ดอลลาร์แข็งค่า ชดเชยราคาสินค้า ข้อเท็จจริงคือชดเชยได้บางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด
20 สิงหาคม ในที่สุดทรัมป์เริ่มยอมพูดแล้วว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนกระทบคนอเมริกัน แต่จำต้องทำเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ระยะยาว การพูดเช่นนี้อาจเป็นเพราะรายงานของสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (Congressional Budget Office) ที่นำเสนอในเวลาใกล้เคียง ประเมินว่าจนถึงสิ้นปี 2020 คนอเมริกันจะต้องสูญเงินเฉลี่ยครอบครัวละ 580 ดอลลาร์ (18,560 บาท) และทำให้จีดีพีหดหายร้อยละ 0.3 ข้อสรุปนี้ยังไม่รวมการขึ้นภาษีกลุ่ม 300,000 ล้านดอลลาร์ล่าสุด
คำพูด/นโยบายที่ย้อนแย้ง :
ประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงเศรษฐกิจประเทศในขณะนี้ว่า “กำลังไปได้ดีเยี่ยม” (tremendously well) ... ผู้บริโภคมั่งคั่ง การลดภาษีคืนเงินเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ
เป็นความจริงที่ว่าอัตราว่างงานต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด ดัชนี S&P 500 วิ่งทะลุ 3,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังประธานเฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม
แต่นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่าดัชนีตลาดหุ้นพุ่งสูงเพราะผลกำไร แต่ผลกำไรดังกล่าวไม่ได้มาจากการลงทุนเพิ่ม แท้จริงแล้วบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนเพิ่มในระยะนี้ แต่จ่ายปันผลเพิ่มเนื่องจากผู้ประกอบการใช้อานิสงส์จากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อปี 2017
กรกฎาคมเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยด้วยเหตุผลการลงทุนในประเทศชะลอตัว เหตุจากเศรษฐกิจโลกอ่อนกำลังลง ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน
            กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีมุมมองคล้ายเฟด ประเมินภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นลบกว่าเดิม คาดว่าปีนี้จะโตร้อยละ 3.2 ต่ำกว่าปีก่อน (2018) ที่โต 3.6 เตือนว่าหากขึ้นภาษีต่อรถยุโรป เบร็กซิทโดยไร้ข้อตกลง สงครามการค้าจีน-สหรัฐยืดเยื้อจะกระทบเศรษฐกิจโลก
ท่ามกลางกระแสกังวลเศรษฐกิจอเมริกากำลังจะถดถอย ทำเนียบขาวยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่ง อัตราว่างงานต่ำ ดัชนีต่างๆ ส่วนใหญ่บ่งชี้ว่ายังไปได้สวย ด้านทรัมป์โทษเฟดว่าเป็นตัวบ่อนทำลายคะแนนเสียงของตน ต้องการให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 เปอร์เซ็นต์เต็ม
            การที่ทรัมป์พยายามพูดเรื่องปรับลดดอกเบี้ยเป็นอีกประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างที่ว่าหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจกำลังไปได้ดีเยี่ยมอย่างที่พูดจริง ทำไมต้องพูดเรื่องลดอัตราดอกเบี้ยซ้ำแล้วซ้ำอีก
เศรษฐกิจเฉพาะหน้ายังดีอยู่แม้ไม่เป็นไปดังหวัง :
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 2 ปรับปรุงล่าสุดเหลือร้อยละ 2.0 คิดรวม 2 ไตรมาสอยู่ที่ 2.6 นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 2.5 ต่ำกว่าเป้ารัฐบาลกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3
ไม่ถือว่าต่ำมากแต่ไม่สูงเท่าที่ประธานาธิบดีต้องการ
            ข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภคอเมริกันซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่าไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เป็นอัตราสูงสุดนับจากไตรมาส 4 ของปี 2014 แต่การลงทุนภาคธุรกิจประจำไตรมาส 2 ลดลงร้อยละ 0.6 เป็นการหดตัวครั้งแรกนับจากไตรมาสแรกของปี 2016
ถ้าดูข้อมูลอีกชิ้น สำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) ประเมินว่าปีงบประมาณหน้า (เริ่ม 1 ตุลาคม 2019) จะขาดดุลกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับอันตรายไม่ยั่งยืนแล้ว (unsustainable course) อนาคตว่าระดับหนี้จะเพิ่มขึ้นอีกจากเหตุคนสูงวัยเพิ่ม ทางแก้คือต้องขึ้นภาษี ลดการใช้จ่าย
ในช่วงหาเสียงทรัมป์บอกว่าจะแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล แต่ยิ่งแก้ยิ่งขาดดุล ประเทศเป็นหนี้หนักกว่าเดิม เข้าสู่ระดับเลวร้ายลงทุกที
“โลกแห่งความจริง” กับ”โลกแห่งมุมมอง”
มนุษย์ทุกคนมีโลกทัศน์หรือมุมมองต่อโลกของตัวเอง ไม่ว่ามุมมองนั้นสอดคล้องกับความจริงมากน้อยเพียงไร และแท้จริงแล้วไม่มีใครมองโลกได้ครบถ้วน เข้าถึงความจริงทุกเรื่อง
ยกตัวอย่าง ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางคน สถาบันการเงินนานาชาติหลายแห่งพูดแง่ลบ ผลสำรวจของ Pew Research Center ชี้ว่าพวกรีพับลิกันเกือบร้อยละ 80 เห็นคล้อยกับประธานาธิบดี ยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศอยู่ในภาวะดีเลิศ (excellent) หรือดี (good) พวกเดโมแครทร้อยละ 33 คิดเห็นเช่นกันแม้อยู่พรรคตรงข้ามกับรัฐบาลทรัมป์
รัฐบาลทรัมป์เป็นอีกตัวอย่างของรัฐบาลที่พยายามสร้างภาพว่าพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ห่างไกลจากภาวะถดถอย สงครามการค้ากับจีนสร้างประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะตรงกับความจริงหรือไม่คนอเมริกันหลายคนเห็นด้วย
หนทางชนะเลือกตั้ง กระตุ้นเศรษฐกิจอีกสักรอบ :
ผลโพลของ AP-NORC ล่าสุดชี้ว่าคนอเมริกันร้อยละ 62 ให้ประธานาธิบดีทรัมป์สอบตก เพียงร้อยละ 36 เท่านั้นที่ให้สอบผ่าน ทั้งๆ ที่ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวดูดี ประเด็นที่ทำให้เสียคะแนนคือเรื่องผู้อพยพ การประกันสุขภาพ นโยบายต่างประเทศและเรื่องการถือครองปืน
และเช่นเคย ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันร้อยละ 80 ให้ทรัมป์สอบผ่าน
ผลโพลล่าสุดนี้ไม่ต่างจากเหมือนผลโพลตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เพียงแต่พวกที่ให้สอบผ่านลดลงนิดหน่อยคือไม่ถึง 40 หลายคนอาจไม่ชอบประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ฐานคะแนนของท่านแข็งแกร่ง เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่เริ่มบริหารประเทศ คนเหล่านี้จะออกไปใช้สิทธิเลือกทรัมป์แน่นอน
สัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากำลังพิจารณาเรื่องการปรับลดภาษี คราวนี้เน้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าไม่มองเรื่องตรรกะที่ย้อนแย้ง ข้อเสนอนี้มีประโยชน์อย่างน้อย 2 ทาง คือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและได้คะแนนเสียง
            หากมองย้อนอดีต ประธานาธิบดีทรัมป์เคยพูดเรื่องนี้มาแล้วเมื่อครั้งเลือกตั้งกลางเทอม และเหมือนเช่นเคยที่เรื่องเงียบหาย ล่าสุดทรัมป์ยกเลิกความคิดดังกล่าวด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่
            เป็นไปได้ว่าทรัมป์จะใช้นโยบายนี้ในการหาเสียงรอบหน้า ไม่ว่าที่สุดแล้วนโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
            ถ้าเลือกตั้งเดือนหน้าหรือปลายปีนี้ทรัมป์มีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกรอบ ข้อแนะนำคือรัฐบาลทรัมป์ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งต่อไป (มองแง่บวก) เพื่อชะลอภาวะเศรษฐกิจถดถอย (มองแง่ลบ) ส่วนการแก้ปัญหาเพื่อความยั่งยืนเป็นเรื่องของอนาคต (ถ้าจะแก้จริง) การเมืองอเมริกาเป็นเช่นนี้
1 กันยายน 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8330 วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลหลายข้อว่าจีนทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ จึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทรัมป์ไม่พูดหรือไม่พยายามพูดคือคนอเมริกันเป็นผู้จ่ายภาษีนี้
กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
บรรณานุกรม :
1. A storm warning for the US stock market. (2019, July 25). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/07/article/a-storm-warning-for-the-us-stock-market/
2. American consumers are holding up the global economy. But for how long? (2019, August 18). The Washington Post. Retrieved from https://beta.washingtonpost.com/business/economy/american-consumers-are-holding-up-the-global-economy-but-for-how-long/2019/08/17/9eb20740-c066-11e9-a5c6-1e74f7ec4a93_story.html?noredirect=on
3. AP-NORC poll: Trump approval still weak despite economy. (2019, August 22). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/1ad13f32984a4480a45738ead2b4c0d8
4. Donald Trump considers tax cuts to stimulate economy. (2019, August 20). Financial Times. Retrieved from https://www.ft.com/content/b4f545d6-c38a-11e9-a8e9-296ca66511c9
5. Donald Trump’s Economic Anxiety. (2019, August 20). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2019/08/trumps-economic-anxiety/596404/
6. IMF warns of trade tensions in global outlook downgrade. (2019, August 23). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/imf-warns-of-trade-tensions-in-global-outlook-downgrade/a-49719758
7. Latest Trump tariffs to directly hit consumers. (2019, August 2). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/business/latest-trump-tariffs-to-directly-hit-consumers-11774440
8. Powell signals that rate cut could be coming soon. (2019, July 10). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/59d112f92f3e4fd7a3a69cae007485b8
9. Report shows US deficit to exceed $1 trillion next year. (2019, August 22). Taiwan News. Retrieved from https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3766191
10. Santa Trump freezes tariffs as China catches a chill. (2019, August 14). Asia Times. Retrieved from https://www.asiatimes.com/2019/08/article/santa-trump-freezes-tariffs-as-china-catches-chill/
11. S&P 500 jumps above 3,000 for the first time after the Fed chief signals a rate cut is coming. (2019, July 10). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/07/10/stock-market-fed-chair-powells-testimony-in-focus-on-wall-street.html
12. Trump acknowledges China policies may mean US economic pain. (2019, August 20). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/903107a1cc23480ba2a77008fed7899e
13. Trump downplays talk of a recession after his economic advisers say growing fears are unfounded. (2019, August 18). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/08/18/politics/recession-white-house-economic-advisers-larry-kudlow-peter-navarro-cnntv/index.html
14. Trump finally acknowledges his tariffs could hit consumers. (2019, August 13). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/business/2019/08/13/trump-finally-acknowledges-his-tariffs-could-hit-consumers/
15. Trump may have saved Christmas but loses face in the trade war. (2019, August 14). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/world/north-america/trump-may-have-saved-christmas-but-he-lost-a-lot-of-face-in-the-trade-war-20190814-p52gw1.html
16. Trump says he will go ahead with new China tariffs that would hit iPhones and toys. (2019, August 1). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/08/01/economy/new-china-tariffs-threat-trump/index.html
17. Trump's tariffs to cost average US household 580 USD: report. (2019, August 22). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1162247.shtml
18. U.S. removes some Chinese furniture, modems from planned 10% tariffs. (2019, August 16). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-trade-china/u-s-removes-some-chinese-furniture-modems-from-planned-10-tariffs-idUSKCN1V6242
19. U.S. second-quarter GDP growth revised to 2.0%. (2019, August 29). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-economy-gdp/u-s-second-quarter-gdp-growth-revised-to-2-0-idUSKCN1VJ1J2
20. What the Fed's interest rate cut means for the U.S. economy. (2019, August 3). Reuters. Retrieved from Trump defends stance on China trade after new tariffs
-----------------------------
Jeremy Ye