สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง เกมอาวุธนิวเคลียร์

นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลสหรัฐไม่คิดที่จะปลดอาวุธนี้เพราะเห็นว่าคือเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นขีปนาวุธพิสัยกลางคืออีกภาพสะท้อน

            เรื่องอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง สหรัฐไม่อาจปล่อยให้รัสเซียมีอาวุธชนิดนี้ในขณะที่สหรัฐไม่อาจจะมี ดังนั้นจึงขอถอนตัวจากสนธิสัญญา พร้อมกับพูดเป็นนัยว่าจีนต้องเข้าร่วมเจรจาด้วย มิเช่นนั้นสหรัฐจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางอีกครั้ง
คำกล่าวหาละเมิดสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง :
สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty: INF) เป็นสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตเมื่อธันวาคม 1987 ทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะกำจัดขีปนาวุธพิสัยระหว่าง 500 – 5,500 กิโลเมตรที่ติดตั้งบนฐานยิงภาคพื้นดินให้หมดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 1991 รวมทั้งระบบปล่อยอาวุธดังกล่าว ไม่ว่าจะติดหัวรบนิวเคลียร์หรืออื่นใด
            ภายใต้สนธิสัญญานี้การศึกษาพัฒนาในตัวกระดาษยังไม่นับว่าละเมิด หากผลิตหรือยิงทดสอบขีปนาวุธจึงถือว่าละเมิดแล้ว
            รัฐบาลสหรัฐกล่าวหารัสเซียละเมิดสนธิสัญญาณดังกล่าวตั้งแต่ปี 2008 ต่อมาปี 2014 รัฐบาลโอบามากล่าวหารัสเซียอีกครั้งว่าละเมิดสนธิสัญญาทำการทดสอบปล่อยจรวดร่อนจากระบบปล่อยภาคพื้นดิน รัฐสภามีมติให้ติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซียในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
            ธันวาคม 2017 สหรัฐระบุว่าขีปนาวุธที่ละเมิดคือ Novator 9M729 หรือ SSC-8 พัฒนามาจากขีปนาวุธพิสัยใกล้ Iskander K กลายเป็นพิสัยปานกลาง และกล่าวหาว่ารัสเซียได้ประจำการขีปนาวุธดังกล่าวแล้ว
            ด้านรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาพร้อมกับชี้ว่าสหรัฐละเมิดสนธิสัญญาเช่นกัน ยกกรณีติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ SM-3 ในโรมาเนียกับโปแลนด์ แม้ว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธ (พื้นสู่อากาศ) แต่สามารถติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่พื้น เช่นจรวดร่อนโทมาฮอว์ค
            ฝ่ายสหรัฐชี้แจงว่าไม่ได้ละเมิดเพราะติดตั้งแต่ระบบต่อต้านขีปนาวุธ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ในที่นี้จะนำเสนอแนวคิดมุมมองหลากหลาย ดังนี้
          ประการแรก ควรตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์หรือไม่
ภายใต้สนธิสัญญา INF ได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์พิเศษ (Special Verification Commission) ตรวจพิสูจน์ว่าคู่สัญญาทำตามข้อตกลงหรือไม่ คณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่ได้ดีเป็นที่ยอมรับในช่วงตรวจพิสูจน์การทำลายอาวุธของทั้ง 2 ฝ่าย
บัดนี้ เมื่อมีข้อกล่าวหาจึงมีผู้เสนอให้คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ทำหน้าที่อีกครั้ง เพื่อชี้ว่ามีการละเมิด INF หรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลทรัมป์ (รวมทั้งรัฐบาลโอบามา) ไม่สนใจตรวจพิสูจน์ด้วยคนกลาง เลือกที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่รัสเซียปฏิเสธเรื่อยมา
            แนวคิดใช้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์เป็นแนวคิดที่ดีแต่ยากจะปฏิบัติในบริบทปัจจุบัน ควรเท้าความว่าคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเริ่มบังคับใช้ INF นั้นในขณะนั้นเป็นช่วงปลายสงครามเย็น ทั้งยุโรปตะวันตกกับรัสเซียต่างเห็นพ้องที่จะลดความตึงเครียดจึงยินดีเปิดฐานทัพให้เข้าตรวจสอบและทำลายอาวุธนิวเคลียร์
            แต่บริบทปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น สหรัฐหรือรัสเซียคงไม่ยินดีที่จะเปิดให้ตรวจสอบอย่างทั่วถึง แท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดที่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่อาจสรุปได้ว่ายังยึดมั่น INF หรือไม่ อีกทั้งการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าจารกรรมล้วงความลับ บริบทที่ไม่เอื้อจึงเป็นอุปสรรคหากจะใช้แนวทางนี้
ประการที่ 2 เพื่อยับยั้งอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป้าหมายที่แท้คือสหรัฐหวังสกัดอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้ เกรงว่าขีปนาวุธจีนคุกคามพันธมิตร ฐานทัพ กองเรือสหรัฐในย่านนั้น การประกาศถอนตัวของทรัมป์อาจเป็นกลวิธีเจรจาเพื่อดึงให้จีนเข้าร่วมสนธิสัญญา INF ฉบับใหม่ (การเจรจาใหม่) จำกัดปริมาณอาวุธของจีน ฯลฯ
            หนึ่งในระบบขีปนาวุธจีนที่สหรัฐกังวลคือ DF-26 มีพิสัย 4,000 กิโลเมตร เป็นอันตรายต่อฐานทัพอเมริกันและกองเรือในรัศมีอาวุธ สหรัฐคงหวังให้ยุโรป รัสเซีย และอีกหลายประเทศช่วยกดดันจีนให้ยอมเข้าร่วม INF นับเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด หากสำเร็จลุล่วงควรยกความดีความชอบให้กับรัฐบาลทรัมป์
แดน บลูเมนธอล (Dan Blumenthal) อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเห็นว่าการถอนตัวจากสนธิสัญญาเปิดทางให้สหรัฐสร้างขีปนาวุธพิสัยกลางแบบใหม่ที่มีความสามารถในการพรางตัวและเคลื่อนที่ไปมาได้สะดวก และอาจประจำการขีปนาวุธชนิดนี้ที่เกาะกวมกับญี่ปุ่น หากเป็นเช่นนั้นจีนต้องพัฒนาและติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธอีกมากหากคิดจะสกัดกั้น
            แนวคิดนี้มุ่งเป้าที่จีน

          ประการที 3 INF ล้าสมัยควรเจรจาใหม่
            ในอีกมุมมองคือสนธิสัญญา INF เป็นประโยชน์ในยุคใกล้สิ้นสงครามเย็น แต่หลังใช้มากว่า 30 ปีบริบทเปลี่ยนไปมากแล้ว รัสเซียภายใต้ยุคปูตินกำลังฟื้นตัวอีกครั้งและต้องการความเป็นเจ้า (อย่างน้อยในระดับภูมิภาค) เร่งสร้างขยายกองทัพใหม่อีกครั้ง
            ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งมหาอำนาจนิวเคลียร์เจรจาเรื่อยมาเพื่อรักษาความปลอดภัยไม่ให้เกิดเหตุร้ายโดยไม่คาดฝัน เจรจาลดอาวุธหลายรอบ หนึ่งในผลงานคือ INF แต่ในอีกด้านการแข่งขันยังดำเนินต่อเนื่อง ชาตินิวเคลียร์ส่วนใหญ่ยังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ สหรัฐสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธและพยายามติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วโลก รัสเซียตอบโต้ด้วยการสร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถหลบหลีกหรือทะลวงระบบต่อต้านของสหรัฐ
            ด้วยแนวคิดนี้ การถอนตัวหรือยกเลิก INF เพื่อเจรจาใหม่น่าจะเป็นผลดี และควรนำทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์มาร่วมเจรจา รวมทั้งอิสราเอลที่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่าตนมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทั้งควรนำระบบต่อต้านขีปนาวุธ (Ballistic Missile Defense - BMD) เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาด้วย แต่แนวคิดนี้คงไม่ง่าย มากคนมากความ
          ประการที่ 4 ทำไมยังต้องทำสนธิสัญญาอีกเมื่อรัฐบาลสหรัฐพร้อมฉีกทุกเมื่อ
            ถ้ามองในแง่ลบ ในเวลาไม่ถึง 2 ปีรัฐบาลสหรัฐฉีกสนธิสัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ด้วยเหตุผลว่าไม่สนับสนุนผลประโยชน์อเมริกา ก่อให้เกิดคำถามว่าการทำสนธิสัญญา ข้อตกลงกับประเทศนี้มีประโยชน์แค่ไหน เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้อตกลงที่ทำวันนี้จะคงอยู่ในวันพรุ่งนี้
            รัฐบาลสหรัฐจะคงรักษาข้อตกลงตราบเท่าที่เห็นว่าได้ประโยชน์มากพอ คำถามคือจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำสัญญาเพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุด
            สมมุติว่าจีนเข้าร่วมทำข้อตกลงฉบับใหม่ จำกัดอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าในอนาคตสหรัฐจะไม่ฉีกสัญญาหรือขอให้ปรับสัญญาใหม่ตราบเท่าที่สหรัฐคงความเป็นเจ้าทางทหารของโลก
            แนวคิดนี้ให้หลักคิดว่ารัฐบาลสหรัฐใช้การทำสนธิสัญญา ข้อตกลงต่างๆ เป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจอิทธิพลของชาติอื่นๆ เพิ่มขยายผลประโยชน์ อำนาจอิทธิพลของตัวเอง
          ประการที่ 5 โลกแห่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์
            นับตั้งแต่โลกมีอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรก สหรัฐเป็นประเทศนำด้านนี้มาตลอด ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review : NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง เพราะสหรัฐมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อตน วันใดที่ภาพลักษณ์ความเป็นมหาอำนาจหดหาย จะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทันที เช่น กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบ
            ทั้งรัสเซียกับจีนล้วนเป็นผู้ตามหลังอเมริกาในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ (แม้สหรัฐจะไม่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางแต่โดยรวมแล้วยังเป็นเจ้า) และต้องย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ใครแซงนำในเรื่องนี้
            การถอนตัวจาก INF การนำสู่การเจรจาใหม่อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดว่าสหรัฐจะต้องเป็นผู้นำด้านกองกำลังนิวเคลียร์โลก ดังนั้น หากรัสเซีย จีนหรือประเทศใดพยายามจะแข่งสะสมนิวเคลียร์ สหรัฐจะก้าวไปให้เร็วกว่าและไกลกว่า โลกแห่งการสะสมกองกำลังนิวเคลียร์เป็นเช่นนี้
            ไม่ว่าประเทศใด องค์การระหว่างประเทศ คนชาติใดจะกล่าวโจมตีรัฐบาลสหรัฐ

          ประการที่ 6 ทรัมป์ไม่ต้องการสงครามล้างโลก
            บ่อยครั้งที่มีข่าวความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะมีผู้คิดถึงสงครามนิวเคลียร์ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรง สุ่มเสี่ยงให้เผชิญหน้า เพิ่มงบประมาณสร้างอาวุธจำนวนมากรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ๆ แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์คิดจะทำสงครามนิวเคลียร์
            ถ้าจะตั้งคำถามแบบเข้าใจง่ายๆ อาจตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีอยากทำสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ อยากดำเนินชีวิตต่อในโลกยุคหลังสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ คำตอบโดยสามัญสำนึกคือทรัมป์อยากอยู่ดีกินดี มีชีวิตยืนยาวอีกหลายปี ใช้ชีวิตเยี่ยงราชามากกว่า
            เรื่องที่ใส่ใจมากที่สุดตอนนี้อาจเป็นทำอย่างไรจะได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย
            ดังนั้นไม่ควรตั้งธงว่าทรัมป์ต้องการทำสงครามนิวเคลียร์ จะเกิดสงครามล้างโลกในไม่ช้า
            บางคนวิพากษ์ว่าความคิดถอนตัวจากสนธิสัญญาขีปนาวุธพิสัยกลาง (INF) จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียด เป็นเหตุแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ บางคนตั้งคำถามว่าเป็นประโยชน์ต่ออเมริกาแค่ไหน จะยิ่งทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ ที่ผ่านมากรณีเกาหลีเหนือกับอิหร่านก็ถูกตีความว่าอาจเป็นเหตุใช้นิวเคลียร์กันแล้ว กรณีล่าสุดเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ด้วยกันจะร้ายแรงกว่าเพียงใด เหล่านี้เป็นมุมมองที่พูดได้ ในอีกมุมมองหนึ่งควรชมเชยรัฐบาลสหรัฐที่กำลังใช้ความได้เปรียบของตนสร้างความได้เปรียบเพิ่มอีก ต้องอาศัยรัฐบาลอย่างทรัมป์ที่จะลงมือทำเรื่องเช่นนี้
28 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8023 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2561)
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตลอด 240 ปีนับจากก่อตั้งประเทศได้พิสูจน์ชัดว่าชาวอเมริกันผู้รักสันติแทบไม่มีผลต่อนโยบายทำสงคราม เป็นเหตุให้สหรัฐเข้าทำสงครามน้อยใหญ่อยู่เสมอ สงครามมีเพื่อใครกันแน่
โลกเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐจะชิงลงมือก่อน?
โอกาสเกิดสงครามล้างโลกนิวเคลียร์เป็นไปได้น้อยมาก ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นคือสหรัฐจะเป็นผู้ลงมือใช้ก่อนกับประเทศเล็กๆ 

บรรณานุกรม :
1. China’s missile buildup — a threat to U.S. bases in Japan — likely a key factor in Trump plan to exit INF. (2018, October 22). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/10/22/asia-pacific/russia-blamed-china-real-reason-u-s-inf-exit/#.W85fiXszbZ4
2. Council on Foreign Relations (CFR). (2018, February 21). The Uncertain Future of the INF Treaty. Retrieved from https://www.cfr.org/backgrounder/uncertain-future-inf-treaty
3. Stockholm International Peace Research Institute. (2018). World nuclear forces. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/SIPRIYB18c06.pdf
4. The Death of the INF Treaty Could Signal a U.S.-Russia Missile Race. (2017, December 6). The National Interest. Retrieved from https://nationalinterest.org/feature/the-death-the-inf-treaty-could-signal-us-russia-missile-race-23532
5. Trump's missile treaty pullout could escalate tension with China. (2018, October 23). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-nuclear-china/trumps-missile-treaty-pullout-could-escalate-tension-with-china-idUSKCN1MX0E7
6. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF
-----------------------------

สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ความจริงกับภาพลวงตา

รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนและกำลังไปด้วยดี แต่นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งให้มุมมองตรงข้าม ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในวังวนภาพลวงตา

            ความขัดแย้งทางการค้าหรือที่บางคนเรียกว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกรณีสหรัฐกับจีน อย่างไรก็ตามการนำเสนอให้เป็นเรื่องใหญ่โต เบี่ยงเบนลดทอนความสำคัญของประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้การขาดดุลการค้า
เหตุผลทำไมเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น :
          ประการแรก ไม่แก้ขาดดุลได้จริง
            จุดเริ่มต้นสงครามการค้าที่พูดกันคือเมื่อรัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีร้อยละ 10-25 ต่อกลุ่มสินค้าจีน 34,000 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในมูลค่าสินค้าเท่ากัน จากนั้นมีการขึ้นภาษีสินค้าเพิ่มเติม รวมความแล้ว ณ ขณะนี้สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งหมดมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์
            จากการวิเคราะห์พบว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนอาจลดการซื้อสินค้าบางรายการ แต่ไม่น่าจะหยุดการซื้อสินค้าทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าที่ภาษีเพิ่มเพียงร้อยละ 10 ราคาที่สูงขึ้นผู้ขายน่าจะผลักภาระให้กับผู้บริโภค การที่ผู้บริโภคอเมริกันต้องเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น  เป็นประเด็นที่ใครๆ ก็คิดได้แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เอ่ยถึง ผู้ที่ได้แน่ๆ คือรัฐบาลได้ภาษีเพิ่มและบอกว่าได้ทำหน้าที่ลดการขาดดุลแล้ว
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนช่วยลดขาดดุล อันจะช่วยลดภาษีประชาชน นโยบายนี้กำลังไปด้วยดี แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนไม่เห็นด้วย ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือตั้งใจโกหก
            เดวิด เวสเซล (David Wessel) จาก Brookings Institution เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้การขาดดุลด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้า เหตุที่อเมริกาขาดดุลหนักมาจากนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนบริโภค โดยเฉพาะให้ซื้อรถซื้อบ้าน หวังกระตุ้นหรือรักษาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ ผลตามมาคือการจับจ่ายซื้อสินค้าต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ขาดดุล
            สตีฟ แฮนค์ (Steve Hanke) จาก Johns Hopkins University ให้ข้อสรุปว่าที่ประเทศขาดดุลเกิดจากน้ำมือของคนอเมริกันเอง (made in America) อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะยิ่งเพิ่มการขาดดุลเพราะเพิ่มการใช้จ่ายแต่ลดภาษี
            ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าสงครามการค้ามีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและลดการเติบโตในระยะปานกลาง อีกทั้งสหรัฐยังจะขาดดุลและขาดดุลหนักขึ้นเพราะอุปสงค์ของสหรัฐเพิ่มขึ้น

          ประการที่ 2 ไม่ค้าขายกับจีนจะยิ่งสร้างความเสียหายมากกว่า
          สินค้าจีน 200,000 ล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีไปแล้ว ทำให้ต้นทุนสินค้าที่ขายและผลิตในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ชาวอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มไม่ว่าจะซื้อสินค้าจีนหรือสินค้าของบริษัทอเมริกัน หรือไม่ก็ต้องซื้อสินค้ายี่ห้ออื่นจากประเทศอื่นที่แต่เดิมไม่คิดจะซื้อ
          ทุกอย่างเป็นวงจร ต้นทุนกิจการต่างๆ สูงขึ้น สินค้าอเมริกาที่แพงอยู่แล้วจะยิ่งแพงกว่าเดิม ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจะยิ่งลดลง กำไรหด ลดการจ้างงาน ฯลฯ
          ดักกลาส พาว (Douglas Paal) จาก Carnegie Endowment for International Peace กล่าวสรุปว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าลดการขาดดุลจีนจะทำให้ประเทศร่ำรวยขึ้นเป็นสมมติฐานที่ผิด เป็นการวางเป้าแก้ปัญหาอย่างผิดทิศผิดทาง สมัยเรแกนเคยใช้ลัทธิปกป้องการค้า ผลคือความสามารถการแข่งขันสหรัฐถดถอย 
          มาร์ติน ดาอุม (Martin Daum) ผู้บริหารระดับสูงของเดมเลอร์-เบนซ์กล่าวว่าคำตอบมีอยู่แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ที่สุดแล้วประเทศที่ปิดพรมแดนจะเสียหาย และผลเสียนั้นจะตกแก่ผู้บริโภคที่จะต้องซื้อสินค้าในราคาแพงกว่าเดิม
จอมสร้างภาพลวงตา :
            คำว่า “ภาพลวงตา” ในที่นี้หมายถึง การสร้างชุดเหตุการณ์เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจอย่างที่ผู้สร้างภาพต้องการสื่อ ยกตัวอย่าง ต้องการสร้างภาพเป็นคนดีมีเมตตาจึงพยายามออกงานช่วยเหลือคนยากไร้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เป็นคนมีใจเมตตาจริง
            การสร้างภาพไม่ใช่ของแปลกใหม่ทางการเมือง บรรดานักการเมืองจำนวนมากใช้ชีวิตการเมืองไปกับการสร้างภาพ หวังได้คะแนนนิยมจากประชาชน
            การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตรการกีดกันสินค้าจีนและพูดซ้ำบ่อยๆ คือการจุดประเด็นและสร้างภาพลวงตา สำเร็จด้วยดีเพราะสื่อทั้งแบบดั้งเดิมกับสื่อโซเชียลช่วยกันโหมกระแส
            สื่อทั้งในประเทศสหรัฐกับสื่อระดับโลกต่างประโคมข่าวความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนต่อเนื่อง เกิดบทวิเคราะห์วิจารณ์มากมาย กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับระดับโลก
            ผลอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือกลบข่าวฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทรัมป์และกลบข่าวสังคมเศรษฐกิจอื่นๆ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแสดงท่าทีและอธิบายเหตุผลตั้งแต่ที่ทรัมป์ยังหาเสียงเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดกลายเป็นข่าวสั้น ข่าวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”
            ความเห็นต่างจึงถูกกลบไปโดยปริยาย พร้อมกับบดบังพื้นที่ข่าวอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ถ่างขยายกว้างขึ้น คนยากจนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาสังคมทวีมากขึ้น คนหย่าร้าง ปัญหาสืบเนื่องจากการหย่าร้าง ชุมชนเสื่อมโทรมขยายตัว คนอเมริกันติดยาเสพติดหนักกว่าเดิม การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศนับวันจะรุนแรง
            ไม่ใช่ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่จัดการปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลทำอยู่แต่ไม่ประสบผลเท่าที่ควร ปัญหากำลังทวีความรุนแรงและจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผลจากการโหมกระแสบางเรื่อง (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่) ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนให้สนใจเฉพาะเรื่องที่อยู่ในกระแส เช่น สงครามการค้ากับจีน ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ความวุ่นวายในตะวันออกกลาง รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา

ทรัมป์คือพระเอกหรือดารานำ :
            ถ้าโพลให้ความสำคัญกับทุกประเด็นรัฐบาลทรัมป์คงสอบตก อันที่จริงคะแนนนิยมปัจจุบันก็สอบตกอยู่แล้ว แต่อาจจะหนักกว่าเดิมจนสังคมอเมริกันทนไม่ได้ แต่ด้วยการเบี่ยงเบนประเด็น ทรัมป์กำลังเป็นพระเอก เป็นผู้นำคนอเมริกันทั้งชาติเผชิญหน้ากับศัตรูร้ายของประเทศ อย่างจีนกับเกาหลีเหนือ
            ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่หยุดที่จะทวิชข้อความที่สร้างความฮือฮาแก่คนทั้งโลก สื่อแทบทุกสำนักนำเสนอข้อความที่ทรัมป์ทวิชพร้อมกับบทวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะถูกตีความว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย ทรัมป์คือดารานำเสมอ (นี่คือการสร้างกระแสและนำกระแส)
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังพยายามสร้างภาพให้ตนดูดี เช่น เดินทางไปพบผู้นำเกาหลีเหนือ ลงเอยด้วยภาพอันชื่นมื่น แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือไม่คืบหน้าจริง ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังจะปรับสัมพันธ์เป็นปกติกับประเทศนี้
            ไม่ว่าการค้ากับจีนเป็นอย่างไร ปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือจะคืบหน้าหรือไม่ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำพูดของตนที่สมัชชาสหประชาชาติว่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จมากกว่าแทบทุกรัฐบาลในประวัติศาสตร์ประเทศของข้าพเจ้า เป็นคำพูดที่พูดในแทบทุกเวทีเพื่อให้เข้าใจว่าท่านคือพระเอกของอเมริกา
            เป็นบทสรุปที่ประธานาธิบดีต้องการ

ผลเสียจากภาพลวงตา :
ประการแรก มองข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
องค์การ Oxford Economics ชี้ว่าคนอเมริกันร้อยละ 60 เป็นหนี้มากขึ้น พร้อมกับอธิบายว่าคนกลุ่มนี้คือพวกรากหญ้ากับพวกกินเงินเดือนประจำ ปัจจุบันเป็นกำลังซื้อสำคัญ ต้องรับผลกระทบซ้ำซ้อนจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะสงครามการค้า นโยบายลดภาษี สินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าราคาสูงขึ้น เกิดเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขึ้น ผลลัพธ์คือหลายคนรายได้เพิ่มแต่รายจ่ายเพิ่มมากกว่า หลายคนแก้ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กรณีเลวร้ายคือคนที่เงินออมหมด ต้องใช้เงินกู้
          ประการที่ 2 มองข้ามภัยที่กำลังจะมาเยือน
โรแบร์โต อาเซเบโด (Roberto Azevedo) เลขาธิการองค์การการค้าโลกเตือนว่าสงครามการค้าเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโลก ยิ่งยืดเยื้อยิ่งก่อความเสียหาย อาจทำให้คนนับล้านตกงาน ส่งผลเสียต่อบริษัท ชุมชน
            นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมาก เช่น การปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 4 คนอเมริกันจำนวนมากอาจตกงาน ปัญหาจากภาวะโลกร้อน

ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงการขึ้นภาษีสินค้าจีนว่า ผมไม่ได้ทำเพื่อการเมือง ผมทำสิ่งที่ถูกต้องแก่ประเทศของเราบทความนี้พยายามพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอาจมีผลช่วยลดการขาดดุลได้บ้างแต่ไม่แก้ปัญหาขาดดุลได้จริง เพราะการขาดดุลเกิดจากหลายสาเหตุ หากจะแก้ต้องแก้สาเหตุอื่นๆ ด้วย แต่รัฐบาลทรัมป์พยายามชักนำให้คนอเมริกันเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างได้ผล ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้นจริง ทั้งยังละทิ้งประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่ด้อยกว่าการขาดดุลการค้า
            นี่คือการสร้างภาพลวงตา
            แน่นอนว่าการจัดระเบียบโลก การปิดล้อมจีนยังมีอยู่และดำเนินต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป ในอีกส่วนที่ต้องจัดการคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนอเมริกันให้รับรู้และเข้าใจตามแบบที่รัฐบาลต้องการ
21 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8016 วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2561)
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ปัญหาขาดดุลเป็นเรื่องใหญ่ ทรัมป์หาเสียงแก้ไขปัญหาดังกล่าวและกำลังทำหน้าที่รัฐบาลที่ดี คำถามคือนโยบายที่ใช้มุ่งหวังแก้ปัญหาจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ ให้ได้ทำเท่านั้น
หลายรัฐบาลมองสื่อเป็นอริเพราะมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในอีกมุมหนึ่งสื่อถูกใช้เป็นกลไกของรัฐช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อทั้งระดับประเทศและโลก เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

บรรณานุกรม :
1. Chinese yuan weakens to 6.912 against USD Friday. (2018, October 12). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-10/12/c_137527308.htm
2. Consumers will pay the price of a global trade war, Daimler executive says. (2018, September 19). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/19/ultimately-the-one-who-closes-the-border-suffers-says-daimler-board-member.html
3. Full text: Trump's 2018 UN speech transcript. (2018, September 25). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/story/2018/09/25/trump-un-speech-2018-full-text-transcript-840043
4. IMF warns of damage from trade fight, says U.S. vulnerable. (2018, July 17). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201807170013.html
5. IMF warns tariffs could come at ‘significant economic cost’. (2018, September 20). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/views/business/economy/2018/09/20/IMF-warns-tariffs-could-come-at-significant-economic-cost-.html
6. Interview: Focusing on trade deficit a misplaced attention, U.S. expert says. (2018, August 22). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/northamerica/2018-08/22/c_137408259.htm
7. Mortgage, Groupon and card debt: how the bottom half bolsters U.S. economy. (2018, July 24). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-economy-consumers-insight/mortgage-groupon-and-card-debt-how-the-bottom-half-bolsters-u-s-economy-idUSKBN1KD0EM
8. Trade war puts millions of jobs at risk. (2018, October 18). Manila Bulletin. Retrieved from https://business.mb.com.ph/2018/10/18/trade-war-puts-millions-of-jobs-at-risk/
9. Trump ready to hit all Chinese imports with tariffs. (2018, July 20). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/59946997c37f4665b54b37ce5d2c8629/Trump-ready-to-hit-all-Chinese-imports-with-tariffs
10. Trump will slap 10% tariffs on $200 billion in Chinese goods — and they will go to 25% at year end. (2018, September 18). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/17/trump-puts-new-tariffs-on-china-as-trade-war-escalates.html
11. US firms to Trump: Don’t raise tariffs on more Chinese goods. (2018, August 20).
AP. Retrieved from https://www.apnews.com/36dd836b6d944777a89594db6b4ca293/US-firms-to-Trump:-Don't-raise-tariffs-on-more-Chinese-goods
12. US firms warn next China tariffs to cost Americans from cradle to grave. (2018, August 20). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/news/world/us-firms-warn-next-china-tariffs-to-cost-americans-from-cradle-to-grave-10633714
13. Why the US trade deficit is a 'made in America' problem that won't be helped by Trump's strong-arming on trade. (2018, September 2). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/01/trade-deficit-is-made-in-america-wont-be-helped-by-trump-tariffs.html
-----------------------------

unsplash-logoOscar Keys

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและทางออก

แทบทุกรัฐบาลประกาศว่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่ยิ่งทำยิ่งเหลื่อมล้ำ องค์การอ็อกแฟมเสนอให้แก้ 3 เรื่องหลักคือ การใช้จ่ายภาคสังคม ภาษีและสิทธิแรงงาน ที่เหลืออยู่ที่ความตั้งใจของรัฐบาล
องค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) เป็นองค์กรร่วมที่ประกอบด้วยองค์การอื่นๆ อีกเกือบ 20 แห่งที่ทำงานร่วมกัน กลุ่มเชื่อว่า 'โลกที่ปราศจากความยากจน เป็นจริงได้'
หนึ่งในผลงานของอ็อกแฟมคือทำ ดัชนีพันธกรณีลดความเหลื่อมล้ำ’ (The Commitment to Reducing Inequality Index - CRI) ฉบับล่าสุดเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นรายงานสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลของ 193 ประเทศประกาศว่าจะลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมาย 10 ประการของ “เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ” (Goal 10 of the Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ
รายงานฉบับปี 2018 ครอบคลุม 157 ประเทศ มุ่งวัดผลงานของรัฐบาลในเรื่องการใช้จ่ายภาคสังคม ภาษี และสิทธิแรงงาน ทั้ง 3 ประเด็นช่วยลดความเหลื่อมล้ำมากที่สุด เป็นดัชนีชี้วัดว่ารัฐบาลประเทศใดที่จริงจังลดความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง รายงานชี้ว่าสถานการณ์บางประเทศดีขึ้นมาก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ นามิเบีย อุรุกวัย บางประเทศที่รัฐบาลไม่เอาใจใส่ เช่น อินเดีย ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา
รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ อุดหนุนให้การรักษาพยาบาลฟรี เรียนฟรี มีมาตรการดูแลทางสังคม ใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ยิ่งรวยยิ่งต้องจ่ายในอัตราสูงขึ้น) เลิกนโยบายยกเว้นภาษี จัดการพวกเลี่ยงภาษีอย่างจริงจัง เคารพสิทธิของสหภาพแรงงาน สิทธิสตรีในที่ทำงาน เปลี่ยนจากใช้วิธีกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) เป็นค่าจ้างที่เพียงพอแก่การดำรงชีวิต (Living Wage)

ความเหลื่อมล้ำไม่เกิดเฉพาะประเทศยากจน พบได้ในทุกแบบ ที่กังวลคือช่องว่างระหว่างคนรวยกับยากจนนับวันจะถ่างกว้างขึ้นทุกที คนรวยจำนวนหยิบมือร่ำรวยล้นฟ้า ท่ามกลางคนมากมายมหาศาลที่อยู่อย่างยากจน ปากกัดตีนถีบ
ความมั่งมีของประชากรครึ่งโลกจากฝั่งคนยากจนรวมกันมีความมั่งคั่งเพียงร้อยละ 1 ของความมั่งคั่งทั้งสิ้นโลก ในขณะที่ประชากรเพียงร้อยละ 1 ของโลกในกลุ่มคนรวยสุดครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 50 ของโลก
ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เพราะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ คนยากไร้มักมีสุขภาพย่ำแย่ ธนาคารโลกประเมินว่าก่อนสิ้นปี 2030 ประชากรโลก 500 ล้านคนยังอยู่กับความยากจนแร้นแค้น” (extreme poverty) ผู้หญิงมักเป็นเพศที่ได้รับผลกระทบมากกว่าชาย แสดงให้เห็นถึงภาวะการกดขี่ทางเพศ
ประเทศที่ควรถูกตำหนิ เช่น ไนจีเรียได้คะแนนต่ำสุดแม้ว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบันอ้างว่าให้ความสำคัญแก้ความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลฮังการีปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ละเมิดสิทธิแรงงาน บราซิลไม่เพิ่มงบประมาณช่วยเหลือทางสังคมกว่า 20 ปีแล้ว รัฐบาลทรัมป์หั่นภาษีเงินได้นิติบุคคล เหล่านี้มีแต่จะกระตุ้นสร้างความเหลื่อมล้ำ

การใช้จ่ายภาคสังคม ภาษี และสิทธิแรงงาน :
มีงานวิจัยและหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่าหากจะแก้ความเหลื่อมล้ำต้องแก้ 3 เสาหลัก คือ การใช้จ่ายภาคสังคม ภาษี ดูแลสิทธิแรงงาน
การใช้จ่ายภาคสังคม เช่น อุดหนุนการศึกษา การดูแลรักษาสุขภาพ มีประกันสังคม ช่วยให้คนยากจนมีการศึกษา ได้รับการรักษายามเจ็บป่วย และได้รับเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือคนตกงาน เด็กกับผู้สูงวัยได้รับการดูแล
ใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า ให้บริษัทเอกชนและคนรวยเสียภาษีในอัตราสูงกว่า ให้กลุ่มเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาล การหลบเลี่ยงภาษีทุกรูปแบบเป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องจัดการให้สำเร็จหากต้องการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ
ตราบใดที่รายได้ของกรรมกรยังต่ำ สิทธิกรรมกรถูกกีดกัน เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำยังดำรงต่อไป ผู้หญิงมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด ยิ่งสหภาพแรงงานอ่อนแรงยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดูแลคุ้มครองแรงงาน

อ็อกแฟมมั่นใจว่าเพียงแค่รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายจะมีผลต่อความเหลื่อมล้ำมากไม่ว่าบริบทประเทศนั้นเป็นอย่างไร ตระหนักว่าปัจจัยต่างประเทศมีผลโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
รายงาน ดัชนีพันธกรณีลดความเหลื่อมล้ำ’ (CRI) เป็นของใหม่ยังต้องพัฒนาปรับปรุง แต่เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่หวังลดความเหลื่อมล้ำ ข้อมูลที่ปรากฏเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ข้อสรุปที่ได้จากดัชนี 2018 :
          ประการแรก ทุกประเทศสามารถออกนโยบายลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่านี้
ทุกประเทศใน 158 ประเทศที่ปรากฏในรายงานล้วนสามารถออกนโยบายลดความเหลื่อมล้ำได้มากกว่านี้ ที่น่าตกใจคือ 112 จาก 157 ประเทศ (หรือร้อยละ 71) ออกแรงไม่ถึงครึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่ทำคะแนนได้สูงสุด พูดให้ชัดคือมีหลักฐานชัดเจนว่ากว่าร้อยละ 70 ของรัฐบาลทั่วโลกไม่พยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง (ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 74)
10 ลำดับแรกที่ทำคะแนนได้สูงสุดคือ เดนมาร์ก ตามมาด้วยเยอรมนี ฟินแลนด์ ออสเตรีย นอร์เวย์ เบลเยี่ยม สวีเดน ฝรั่งเศส ไอซแลนด์ ลักเซมเบิร์ก
ประการที่ 2 ประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยกำลังเหลื่อมล้ำมากขึ้น
ประเทศอุตสาหกรรม ประชาชนมีรายได้ต่อหัวสูง ไม่จำต้องเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่เท่าเทียมกัน รายงานการศึกษาพบว่าสังคมของประเทศเหล่านี้ซึ่งมักเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยกำลังเหลื่อมล้ำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักการเมือง นโยบายที่บั่นทอนความเสมอภาค เช่น ลดการใช้นโยบายอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ลดความสำคัญของสิทธิแรงงาน
ดังที่กล่าวแล้วว่ารัฐบาลมีผลต่อความเหลื่อมล้ำ หลายประเทศที่พบว่าแต่เดิมเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่เพียงได้รัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดใหม่ใช้นโยบายต่างจากเดิมส่งผลทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นทันตา เช่น บราซิล อาร์เจนตินา
ประการที่ 3 แบบอย่างที่ดีกับแบบอย่างยอดแย่
ประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างที่ดีคือเกาหลีใต้ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) เดิมนั้นเกาหลีใต้มีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง พวกคนจนมีรายได้เท่าเดิมในขณะที่คนรวยร่ำรวยขึ้นทุกปี รัฐบาลมุนแก้ปัญหาโดยยึดหลัก CRI ทั้ง 3 เสาหลัก เช่น เพิ่มอัตราแรงงานขั้นต่ำถึงร้อยละ 16.4 เพิ่มภาษีรายได้นิติบุคคลโดยเฉพาะบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เก็บภาษีคนมีรายได้มากในอัตราสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มขยายสวัสดิการสังคม เด็กทุกคนได้รับการดูแลจากภาครัฐครบวงจร ประธานาธิบดีมุนกล่าวด้วยความภาคภูมใจว่ารัฐบาลตนใช้ นโยบายเศรษฐกิจที่ยึดประชาชนประศูนย์กลาง (people-centered economy)
ในทางตรงข้าม 10 ประเทศหรือรัฐบาลที่ไม่เอาใจใส่ เรียงลำดับเริ่มจากแย่สุด คือ ไนจีเรีย อุซเบกิซถาน เฮติ ชาด เซียร์ราลีโอน ภูฎาน มาดากัสการ์ สปป.ลาว สิงคโปร์ และบังคลาเทศ
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมสิงคโปร์ติดอยู่ใน 10 อันดับยอดแย่ เป็นเพราะการขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 2 ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงสุดเสียภาษีแค่ร้อยละ 22 งบประมาณด้านสวัสดิการยังค่อนข้างต่ำ แรงงานสตรี ลูกจ้างสตรีได้รับค่าแรงต่ำกว่าผู้ชาย กฎหมายป้องกันการละเมิดทางเพศยังอ่อน ไม่มีอัตรารายได้ขั้นต่ำ (เว้นแต่พนักงานทำความสะอาดกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย)
ประการที่ 4 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำอื่นๆ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับความเหลื่อมล้ำทางเพศจะไปด้วยกัน สังคมใดมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาก การกดขี่ทางเพศจะมากตาม การแก้ไขค่านิยมให้ยกย่องสตรีเพศเป็นเรื่องยาก ที่ทำได้ง่ายกว่าคือแก้ปัญหาเศรษฐกิจอันจะช่วยลดการกดขี่ทางเพศไปในตัว ช่วยให้สตรีดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น มีเกียรติในสังคม และต้องตระหนักว่าสตรีเพศมักเป็นผู้ได้รับกระทบเร็วและมากที่สุดจากการขึ้นภาษี ลดสวัสดิการทางสังคม การกดค่าแรง ประเทศจะลดความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ต้องดูว่าผู้หญิงในประเทศนั้นได้รับการปฏิบัติอย่างไร
เด็กที่เกิดในครอบครัวอยากไร้ย่อมใช้ชีวิตอย่างขัดสน หากภาครัฐไม่ดูแลเด็กเหล่านี้จะตกอยู่ใน วัฏจักรยากจนซ้ำซาก พ่อแม่ยากจนลูกจึงยากจนต่อไป ขาดโอกาสที่จะพัฒนาก้าวหน้าทั้งๆ ที่หลายคนมีศักยภาพ
การด้อยโอกาสของคนหนุ่มสาวในหลายประเทศทุกทวีปทั่วโลกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ตกงาน ขาดรายได้ เห็นว่าชีวิตไร้คุณค่า สังคมไม่น่าอยู่ หลายคนตกอยู่ในอบายมุขซึ่งทำให้ชีวิตย่ำแย่กว่าเดิม หลายคนพิการเสียชีวิตอย่างไม่สมควร

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            รัฐบาลหลายประเทศใช้นโยบายเรียนฟรี รักษาฟรี ซึ่งไม่ใช่ของแปลกใหม่ หลายประเทศใช้มานานหลายทศวรรษแล้ว สหประชาชาติประกาศสนับสนุนแนวทางนี้ แต่เท่านี้ยังไม่พอควรใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า ลดนโยบายยกเว้นภาษี จัดการพวกเลี่ยงภาษีอย่างจริงจัง เคารพสิทธิของสหภาพแรงงาน สิทธิสตรีในที่ทำงาน เปลี่ยนจากวิธีกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) เป็นค่าจ้างที่เพียงพอแก่การดำรงชีวิต (Living Wage) นี่คือข้อเรียกร้องจากอ็อกแฟมหากรัฐบาลตั้งใจมุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ำ
            ระบอบประชาธิปไตยพร่ำบอกว่าการปกครองนี้มาจากประชาชน เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน แต่หากสังคมยังเหลื่อมล้ำมาก เรากำลังจะบอกว่าความเหลื่อมล้ำนี้มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนใช่หรือไม่
            ความเหลื่อมล้ำเป็นอีกดัชนีชี้วัดว่ารัฐบาลซึ่งหมายถึงบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง สถาบันการเมือง บรรดาผู้ถืออำนาจกำลังทำหน้าที่เพื่อใคร
            ส่วนการแก้ปัญหาอย่างฉาบฉวยเป็นดัชนีบ่งบอกความก้าวหน้าของประชาธิปไตยประเทศนั้นๆ
Louis Brandeis อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐ (US Supreme Court Justice) กล่าวอย่างน่าคิดว่า “เราอาจมีประชาธิปไตยหรือความมั่งคั่งที่กระจุกอยู่มือไม่กี่คน แต่ไม่อาจมี 2 อย่างพร้อมกัน”
14 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 8009 วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2561)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
โลกต้องชื่นชมเศรษฐีผู้สร้างความร่ำรวยเพื่อมุ่งช่วยเหลือสังคมให้เป็นอารยะ ไม่ส่งเสริมยกย่องเศรษฐีที่ไม่ดูแลสังคมอย่างจริงจัง ยึดหลัก “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” อยากเห็นผู้อื่นมีความสุขเหมือนตนเอง
บรรณานุกรม :
1. Oxfam International. (2018, October 9). The Commitment to Reducing Inequality Index 2018. Retrieved from https://www.oxfam.org/en/research/commitment-reducing-inequality-index-2018

เมื่องานสวนสนามกลายเป็นสนามรบ อิหร่านจึงต้องโต้กลับ

กลุ่มก่อการร้ายโจมตีงานสวนสนามของกองทัพ อิหร่านจึงโต้กลับด้วยขีปนาวุธ เป็นอีกฉากของความบาดหมางระหว่างอิหร่านกับปรปักษ์ที่รุนแรงเรื่อยมาหลายทศวรรษแล้วและจะยังดำเนินต่อไป

22 กันยายน กองทัพอิหร่านจัดงานสวนสนามที่เมือง (Ahvaz – ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้) เกิดเหตุผู้ก่อการร้ายอย่างน้อย 4 คนโจมตีผู้ร่วมงานด้วยอาวุธสงคราม มีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บเกือบ 70 ราย ผู้ก่อการร้ายทั้ง 4 เสียชีวิตหรือถูกจับกุม ทางการอิหร่านกล่าวโทษรัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์มีส่วนเกี่ยวข้อง อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ชี้ว่าศัตรูหวังสร้างความปั่นป่วน 
สัปดาห์ต่อมาอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่กลุ่มก่อการร้ายทางภาคตะวันออกของซีเรีย 6 ลูก เป้าหมายดังกล่าวอยู่ห่างจากฐานปล่อยขีปนาวุธ 570 กิโลเมตร เป็นขีปนาวุธรุ่น Zolfaqar กับ Qiam มีพิสัย 750 กับ 800 กิโลเมตร
            ขีปนาวุธอย่างน้อย 1 ลูกมีข้อความว่า 'Death to America', 'Death to Israel', 'Death to Al Saud' และประโยคที่ให้ความหมายตามบทบัญญัติศาสนาว่า “ต่อสู้กับเพื่อนซาตาน”
ไม่ใช่ของแปลกใหม่ ประเด็นการตีความ :
            การที่ขีปนาวุธมีข้อความดังกล่าวย่อมถูกตีความได้ว่ารัฐบาลอิหร่านมิได้มุ่งโจมตีกลุ่มก่อการร้ายเท่านั้น ยังต้องการสื่อว่าใครเป็นศัตรูที่ต้องทำลาย และเป็นศัตรูที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติตามหลักศาสนา
            การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธไม่ใช่ของแปลกใหม่ เมื่อมิถุนายน 2017 อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ผู้ก่อการร้ายหลังรัฐสภาอิหร่านถูกโจมตี
            และหากถอยไปอีกปีเมื่อมีนาคม 2016 อิหร่านได้ทำเรื่องถูกตีความให้น่ากลัวพอกันด้วยการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูก รุ่น Qadr-H กับ Qadr-F พลจัตวา Amir Ali Hajizadeh ผู้บัญชาการทหารอากาศแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolution Guards Corps Aerospace Force) แถลงหลังทดสอบว่าเป็นการซ้อมรบตามแผนป้องกันประเทศ ใช้ยิงศัตรูของอิหร่านโดยเฉพาะอิสราเอล อิหร่านไม่มีแผนรุกรานใครแต่พร้อมยิงขีปนาวุธใส่ผู้ที่คิดทำลายล้างอิหร่าน ระบอบไซออนนิสต์ (Zionist regime) เป็นเป้าหมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงออกแบบขีปนาวุธพิสัย 2,000 กิโลเมตร ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถยิงถึงเป้าหมายระยะ 2,000 กิโลเมตรในเวลา 12-13 นาที อาวุธดังนี้มีเพื่อป้องกันประเทศ ไม่ละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ ไม่ได้ติดหัวรบนิวเคลียร์
สื่ออิหร่านรายงานว่าบนตัวขีปนาวุธดังกล่าวมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” หรือออกจากแผ่นดินโลกเป็นภาษาฮีบรู (Hebrew)
            การเขียนเป็นภาษาฮีบรูบ่งบอกว่าต้องการให้คนอิสราเอลอ่าน ต้องการสื่อสารถึงอิสราเอลโดยตรง
ประโยคต้องการ “ลบอิสราเอลออกจากแผนที่” หรือประโยคที่มีความหมายคล้ายกันเป็นคำพูดที่ถูกกล่าวถึงเสมอๆ เช่นเมื่อเดือนตุลาคม 2005 ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ประกาศว่า “อิสราเอลจะต้องถูกลบออกจากแผนที่”

            จึงเป็นอีกครั้งที่ประโยคดังกล่าวปรากฏผ่านสื่อระหว่างประเทศ ตอกย้ำเป้าหมาย ทัศนคติที่รัฐบาลอิหร่านมีต่อพวกไซออนนิสต์ คำถามสำคัญคืออิหร่านหวังเพียง “ป้องกันประเทศ” หรือปรารถนา “ลงมือทำลายศัตรู” (เป็นฝ่ายบุก) หากวันใดพร้อมที่จะทำเช่นนั้น
          ถ้ามองจากมุมนายกฯ เนธันยาฮูย่อมได้คำตอบว่าอิหร่านหวังมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อโจมตีอิสราเอล เป็นเหตุผลให้รัฐบาลอิสราเอลอ้างความชอบธรรมที่จะต่อต้านโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ปิดล้อมคว่ำบาตรจนกว่าอิสราเอลจะเห็นว่าตนปลอดภัยซึ่งหมายถึงระบอบอิหร่านต้องถูกล้มล้าง ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
            หลายคนเชื่ออีกว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 สงครามนิวเคลียร์ล้างโลกที่จะเกิดในอนาคตมีต้นเหตุมาจากอิหร่าน

อิหร่านส่งสารเตือน :
            ถ้าวิเคราะห์แบบพื้นฐาน การยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 6 ลูกทำลายกลุ่มก่อการร้ายเป็นเพียง “ปฏิกิริยาตอบโต้” อีกมุมมองคือเป็นการรบติดพัน เนื่องจากทุกวันนี้กองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนกำลังต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียกับอิรักอยู่แล้ว ต่างยิงกันไปยิงกันมา ครั้งนี้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายเพียงฉวยโอกาสลงมือก่อเหตุในเขตประเทศอิหร่านเท่านั้น
            หากมองย้อนหลัง 1 ปีในเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีรัฐสภา ศัตรูยังคงหาช่องก่อเหตุเป็นระยะ กลุ่มก่อการร้ายอาจเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่ม และน่าจะมีมากกว่า 1 กลุ่ม ยากที่อิหร่านจะปราบปรามหรือสกัดได้หมด
            หากคำกล่าวหาของอิหร่านถูกต้อง กลุ่มเหล่านี้มีรัฐบาลต่างชาติสนับสนุน ยิ่งเชื่อได้ว่าเหตุก่อการร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก
            อิหร่านจะสามารถปราบปรามรัฐบาลหรือระบอบศัตรูที่เอ่ยถึงได้หรือไม่

ความบาดหมางที่ดำเนินต่อไป :
            ในอีกด้านหนึ่งทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวกกำลังเล่นงานอิหร่านอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว การประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ของรัฐบาลทรัมป์ การยกระดับมาตรการคว่ำบาตร ขู่ห้ามบริษัทเอกชนทุกแห่งทั่วโลกทำธุรกิจกับอิหร่าน มีผลต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างชัดเจน ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจสังคมภายในที่มีอยู่แล้วในรุนแรงกว่าเดิม
            การประกาศว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูเป็นคำพูดที่คุ้นชิน
ล่าสุดในช่วงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ รัฐบาลสหรัฐ รัฐบาลซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อิสราเอลส่งสัญญาณร่วมจุดยืนล้มล้างระบอบอิหร่าน ทั้งนี้จะรอให้การเมืองอิหร่านร้อนจนระเบิดออกมาก่อน
            ฝ่ายรัฐบาลอาหรับกล่าวหาเรื่อยมาว่าอิหร่านแทรกแซงกิจการภายในของตน ทั้งยังเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย Adel al-Jubeir รมต.กระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ กล่าวว่า “อิหร่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับโลกอาหรับจึงต้องถูกขับออกไป” “เราจะเจรจากับประเทศที่ต้องการฆ่าเราได้อย่างไร” ประโยคนี้หากตีความแบบการทูตคือกำลังสื่อว่าระบอบอิหร่านเป็นภัยคุมคามที่น่ากลัวร้ายแรง หากตีความตรงตัวอักษรคือการชี้ว่าเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้
ด้าน Yousef al-Otaiba เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ประจำสหรัฐกล่าวว่าแรงกดดันจากภายนอกเป็นกุญแจและจำต้องมีเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอิหร่าน ต้องปิดล้อมอิหร่านทุกทาง
            เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่รัฐบาลสหรัฐ พวกซาอุฯ และอิสราเอลต่างพูดเป็นนัยหรือพูดตรงๆ ว่าต้องการล้มล้างระบอบอิหร่านแต่ยังไม่สำเร็จ ถ้อยคำรุนแรงที่ปรากฏจึงไม่ใช่อะไรแปลกใหม่เช่นกัน ที่พอจะแตกต่างจากเดิมคือ ความร่วมมือ 3 เส้าระหว่างรัฐบาลสหรัฐ พวกซาอุฯ และอิสราเอลปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นทุกที ไม่ใช่อะไรที่ต้องปิดลับอีกแล้ว

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ถ้าวิเคราะห์โดยมองที่เหตุก่อการร้ายนี้เพียงเรื่องเดียวอาจได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง หากมองภาพกว้างมองย้อนอดีตจะพบว่าอิหร่านเคยตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่กลุ่มก่อการร้าย จึงไม่ใช่ของแปลกใหม่ เป็นการโต้กลับเมื่อถูกเล่นงานด้วยอาวุธเป็นครั้งๆ
            สมรภูมิต่อต้านก่อการร้ายทั้งในอิรักกับซีเรียต่างมีกองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุน กองกำลังเหล่านี้ยังคงอยู่ ยังรบในซีเรีย ดังนั้น สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายดำเนินต่อไป และผู้ก่อการร้ายย่อมหาทางโต้กลับและทำอยู่แล้ว เป็นสงครามที่ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันและกัน ดังนั้น หากยึดว่าเหตุยิงในการสวนสนามเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย ย่อมควรสรุปว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามในขณะนี้
            รัฐบาลอิหร่านต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบโต้ โดยไม่กังวลว่าสหรัฐกับพวกจะโต้กลับหรือไม่ เพราะที่กระทำต่ออิหร่านในขณะนี้รุนแรงมากอยู่แล้ว สื่อบางสำนักบทวิเคราะห์บางชิ้นพยายามชักนำให้คิดรู้สึกรุนแรง บ้างเอ่ยถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 (ไม่กี่เดือนก่อนก็คาดเดาว่าเกาหลีเหนือกับสหรัฐจะทำสงครามนิวเคลียร์) เป็นความจริงที่อิหร่านกับปรปักษ์หลายประเทศกำลังทำสงครามในระดับหนึ่ง เช่นการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ การตีความว่าสมรภูมิซีเรียคือสมรภูมิตัวแทน (proxy war) แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นสงครามโลกในความหมายว่าใช้อาวุธสงครามห้ำหั่นกันทั้งโลก และไม่ได้แปลว่าความเป็นปรปักษ์จะลดน้อยลง
            โลกที่เป็นอยู่จริงเป็นเช่นว่า
7 ตุลาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 8002 วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2561)

---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีอิหร่านเรื่อยมา การพูดอีกรอบในช่วงนี้จึงอาจดูเหมือนไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยาคนอเมริกันและอาจเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่าเดิม
การทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางของอิหร่านกลายเป็นประเด็นข่าว เพราะไม่เพียงยิงไกลถึงอิสราเอล อาจผิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง ที่สำคัญคือมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” บ่งบอกถึงทัศนคติที่อิหร่านมีต่ออิสราเอล แต่ถ้าวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ อิสราเอลในวันนี้มีศักยภาพที่จะ “ลบ” อิหร่านออกจากแผนที่โลกมากกว่า
ยุทธศาสตร์ปรับสัมพันธ์ของรัฐบาลโรฮานีมุ่งปรับสัมพันธ์กับอียูเป็นหลัก เปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถสานสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่กับสหรัฐ อิสราเอลและพวกซาอุฯ ตามที่ประกาศไว้

บรรณานุกรม :
1. 2,000-km missiles designed to reach Israel: IRGC. (2016, March 10). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/Index_view.asp?code=253664
2. Commander: Iranian Missiles to Hit Targets at 2,000km in 12-13 Minutes. (2016, March 10).  FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13941220000474
3. Despite Threat Of Sanctions, Iran Tests Missiles Marked With The Phrase 'Israel Must Be Wiped Out'. (2016, March 9). The Huffington Post/Reuters. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/entry/iran-missile-tests_us_56e000ace4b0860f99d73ba5
4. Iran fires missiles at Daesh positions in revenge for Ahvaz terror attack. (2018, October 1). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/428077/Iran-fires-missiles-at-Daesh-positions-in-revenge-for-Ahvaz-terror
5. Iran has no role in the Arab world other than to get out: Saudi FM. (2018, Sep 27). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1378501/saudi-arabia
6. Iran's missile attack on ISIS is intended as a threat to America. (2018, October 1). Washington Examiner. Retrieved from https://www.washingtonexaminer.com/opinion/irans-missile-attack-on-isis-is-intended-as-a-threat-to-america
7. IRGC rains ballistic missiles on Ahvaz terror attack ringleaders in Syria. (2018, October 1). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/428040/IRGC-rains-ballistic-missiles-on-Ahvaz-terror-attack-ringleaders
8. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
9. Saudi, UAE officials call for regime change in Iran at US summit. (2018, Sep 26). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2018/09/saudi-uae-officials-call-regime-change-iran-summit-180926120309913.html
10. Spokesman: Iran Seriously Pursuing Extradition of Ahwaz Attack Terrorists. (2018, October 1). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13970709000581
11. World War 3: Iran launches 'DEATH TO AMERICA' missiles in nighttime strike. (2018, October 2). Express. Retrieved from https://www.express.co.uk/news/world/1025189/world-war-3-news-iran-syria-us-donald-trump-missiles
-----------------------------

unsplash-logoMorteza F.Shojaei

2018 อียูกับระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ประเด็นอยู่ที่ทำอย่างไรจะเรียนรู้เท่าทันและได้ประโยชน์ อียูกำลังใช้โอกาสช่วงนี้ถอยห่างจากรัฐบาลสหรัฐ กำหนดวาระของตนเอง เป็นตัวแปรสำคัญของโลกอนาคต

            เมื่อพูดถึงระเบียบโลก (world order) มักชวนให้นึกถึงบทบาทชาติมหาอำนาจ เป็นความจริงที่ประเทศดังกล่าวมีบทบาทต่อการจัดระเบียบโลกมาก และเป็นความจริงที่ว่าทั้งประเทศเล็กกับใหญ่ต่างพยายามส่งผ่านอิทธิพล มีส่วนกำหนดระเบียบโลกที่ประสงค์ การจัดระเบียบโลกเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดำเนินตลอดเวลา บางเรื่องเห็นชัด บางเรื่องปิดบังอำพราง บางครั้งคือความร่วมมือ และบางกรณีคือสงคราม บั่นทอนบ่อนทำลายศัตรู
            นับตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี สัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับอียูนับวันจะเสื่อมถอย เห็นความบาดหมางชัดเจน บ่งบอกว่าอียูไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉยต่อไป เยอรมันที่ถือว่าเป็นแกนนำสำคัญมีการหารือถกเถียงว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่อียูต้องเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ ด้วยเหตุผลว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงได้เวลาคิดใหม่ทำใหม่แล้ว

อียูต้องคิดใหม่ทำใหม่ :
            สหรัฐไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อการตัดสินใจ แต่หลายเรื่องมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ ชักนำให้อียูไม่คิดว่าสหรัฐเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้อีก เช่น
            กรณียูเครน
            การขับเคี่ยวทางการเมืองของยูเครนเกี่ยวข้องกับการแบ่งขั้วระหว่างฝ่ายที่อิงชาติตะวันตกกับฝ่ายที่อิงรัสเซีย ลงเอยด้วยความวุ่นวายภายใน เกิดสงครามกลางเมือง รัสเซียส่งทหารเข้าคุมพื้นที่บางส่วน ตามด้วยสหรัฐคว่ำบาตรรัสเซียและชักนำให้อียูต้องร่วมคว่ำบาตรด้วย ผลเสียตกแก่อียูมากที่สุด ทั้งๆ ที่อียูไม่ต้องการ
            ความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลาง
            รัฐบาลสหรัฐเข้าพัวพันอาหรับสปริงทั้งแบบเปิดเผยกับซ่อนเร้น ผลความวุ่นวาย ต่างชาติเข้าแทรกทำให้เกิดผู้อพยพหลายล้านคนจากแอฟริกาเหนือกับตะวันออกกลางเข้าอียู กลายเป็นปัญหาใหญ่แก่อียูจนบัดนี้ ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ออกหลายนโยบายเพื่อต้านการรับผู้ลี้ภัย สำหรับอียูแล้วทางออกที่ดีที่สุดคือประเทศเหล่านี้ต้องมีเสถียรภาพ ไม่เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผู้อพยพกลับคืน แต่ยากจะเป็นไปได้หากรัฐบาลสหรัฐยังคงต้องการมีอิทธิพลเหนือประเทศเหล่านี้ และส่งทหารเข้าพื้นที่ก่อให้เกิดการปะทะด้วยอาวุธอย่างไม่จบสิ้น
            ทรัมป์ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์ คว่ำบาตรอิหร่าน
            ในสมัยรัฐบาลโอบามา สหรัฐร่วมกับคู่เจรจาอียู รัสเซีย จีน อิหร่าน ได้ข้อตกลงแก้ปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ให้อิหร่านใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติดังประเทศทั่วไป อยู่ภายใต้การตรวจสอบติดตามจากหน่วยงานสหประชาชาติ อิหร่านทำตามข้อตกลงด้วยดี แต่ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงเพียงลำพังและคว่ำบาตรอิหร่าน ทั้งยังขู่คว่ำบาตรบริษัทเอกชนทุกประเทศหากทำธุรกิจกับอิหร่าน สร้างความเสียหายแก่บริษัทเอกชนอียูที่เข้าไปลงทุนในอิหร่านมหาศาล
            นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของทรัมป์
            ประธานาธิบดีทรัมป์พร่ำบอกว่าจำต้องตอบโต้ทุกประกาศที่เกินดุลสหรัฐ ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าดังที่ทราบกันทั่วไป อียูตกเป็นเป้าด้วย แต่ทรัมป์ไม่เคยเอ่ยถึงอีกหลายสิบประเทศที่เสียดุลการค้าแก่สหรัฐ ไม่เคยเอ่ยว่าจะให้ความยุติธรรมแก่ประเทศที่ขาดดุลสหรัฐอย่างไร
            ปิดล้อมคว่ำบาตรรัสเซียกับจีน
            ในมุมมองของอียูต้องการเป็นมิตรกับรัสเซีย ค้าขายกับจีน ลดการเผชิญหน้าทางทหาร ไม่ต้องการอยู่ในภาวะสงครามเย็นกับ 2 ประเทศนี้อีก เพื่อทุ่มเททรัพยากรดูแลพัฒนาประเทศตัวเอง แต่นโยบายแม่บทของสหรัฐนั้นคือการปิดล้อมจีนกับรัสเซียและน่าจะเข้มข้นมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
            กรณีตัวอย่างทั้ง 5 เป็นส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายสหรัฐหลายเรื่องสร้างผลเสียหายร้ายแรงแก่อียู ขัดขวางโอกาสพัฒนา การอยู่ดีกินดีของประชาชน การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐในระยะหลังเกิดผลเสียมากมาย อียูยังต้องการเป็นมิตรกับสหรัฐต่อไปไม่ว่าจะรัฐบาลทรัมป์หรือรัฐบาลชุดหน้า แต่จำต้องถอยห่างจากเดิมไม่เดินตามก้นเสียทุกเรื่อง
            หากประธานาธิบดีสหรัฐบอกว่าต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ พิทักษ์รักษาอธิปไตย ทำไมอียูจะพูดและทำเช่นนี้บ้างไม่ได้
            ทำไมต้องทนรับผลเสียที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อให้รัฐบาลสหรัฐได้ทำในสิ่งที่ต้องการ

ระเบียบโลกเปลี่ยน ยุโรปควรวางตัวอย่างไร :
            ประเทศเยอรมันและยุโรปหลายประเทศเคยชินกับแนวคิดว่าชาติประชาธิปไตยจะต้องเป็นมิตรกัน ตำราตะวันตกมักพร่ำสอนเช่นนี้ ส่วนระบอบอื่นนั้นเป็นภัยหรือไม่อาจเป็นมิตรได้สนิทใจ
            แนวคิดนี้แม้เป็นจริงและมีข้อดีอยู่บ้างแต่หากพูดให้ลึกแล้วหลายกรณีเป็นวาทกรรม ยกตัวอย่าง ถ้าบอกว่าจีนเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รัฐบาลสหรัฐผู้อ้างตัวเป็นผู้นำโลกเสรีทำการค้ากับประเทศนี้มากกว่าประเทศอื่นใดในโลก ช่วยให้จีนพัฒนาเติบใหญ่จนสหรัฐหวั่นไหว รัฐบาลสหรัฐทุกสมัยเป็นมิตรหรือสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมหลายประเทศ สนับสนุนอิสราเอลขับไล่ที่ปาเลสไตน์ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ฯลฯ

ซิกมา กาเบรียล (Sigmar Gabriel) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมันกล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1945 (หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2) เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐพร่ำบอกให้สร้าง “ระเบียบเสรีนิยม” (liberal order) เพื่อใช้หลักนี้แทนกฎแห่งป่า (law of the jungle - ใครดีใครอยู่) ได้ระเบียบโลกใหม่ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ ในการนี้สหรัฐช่วยฟื้นฟูยุโรปที่เสียหายหนักจากสงคราม แต่ทั้งนี้เพราะสหรัฐเห็นว่าความมั่นคงของยุโรปเป็นผลประโยชน์แก่ตน
บัดนี้สหรัฐถอนตัวจาก ระเบียบเสรีนิยมที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ และกำลังใช้กฎแห่งป่าอีกครั้ง คำถามต่อยุโรปคือควรวางตัวอย่างไร
            สถานการณ์ปัจจุบันที่ 2 ฝั่งแอตแลนติกคิดเห็นต่างกันหลายเรื่องคือโอกาสที่อียูจะเป็นตัวของตัวเอง เดิมอียูไม่คิดถอยห่างจากสหรัฐแต่รัฐบาลทรัมป์โดดเดี่ยวตัวเอง ต้องขอบคุณทรัมป์ที่เปิดโอกาสให้อียูเป็นอิสระกว่าเดิม

            จีนเสนอแนวทางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ แต่รัฐบาลทรัมป์มุ่งเอาประโยชน์ตนเป็นหลัก
            รัฐบาลจีนเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม้ถูกวิพากษ์ว่าความร่วมมือบางโครงการไม่ก่อประโยชน์ เป็นผลเสียมากกว่า จีนพยายามตักตวงผลประโยชน์เหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจย่อมดีกว่าที่โลกจะตกอยู่ในความหวาดกลัว ภัยสงคราม การข่มขู่ด้วยกำลังทหาร อิทธิพลการเมืองจากประเทศที่ใหญ่กว่า
            คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับไปกลับมา ถูกๆ ผิดๆ ละทิ้งสนธิสัญญาข้อตกลงง่ายๆ เปลี่ยนแปลงไปมาจนยากจะจับทาง รัฐบาลสหรัฐยุคนี้เชื่อถือไม่ได้ยิ่งกว่าอดีต ที่ตกลงกันแล้ววันนี้ พรุ่งนี้อาจเป็นอื่น เช่นนี้คงร่วมมือกันยาก ด้วยเหตุผลเหล่านี้จีนน่าจะเป็นหุ้นส่วนที่ดีกว่า ส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐกลายเป็นความเปราะบางไม่แน่นอน
            ที่สำคัญที่สุดคือ การที่อียูจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพราะทรัมป์ แต่เพราะอียูต้องการเปลี่ยนแปลง

กำหนดวาระของตนเอง :
            การจะเป็นอิสระได้จริงต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นผู้กำหนดวาระของตัวเองด้วยตัวเอง แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ไม่แปลกใจที่สหรัฐสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้มากมาย
            การจะเป็นอิสระต้องใช้ความกล้าหาญ แม้มีความเสี่ยงแต่เป็นความเสี่ยงที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ เปิดกว้างให้สาธารณชนได้อภิปราย พูดในเรื่องที่ไม่ค่อยจะพูด

            อียูเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค เป็นกลุ่มประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงกว่าที่อื่นๆ มีความเข้มแข็งทางเทคโนโลยี พลังเศรษฐกิจพอสมควร หากอียูแสดงตัวเป็นอีกขั้วที่ไม่เกาะอเมริกา เมื่อนั้นดุลอำนาจโลกจะเปลี่ยน เกิดผลลัพธ์ตามมาอย่างน้อย 2 ข้อ ข้อแรกคือสหรัฐสูญเสียพันธมิตรแอตแลนติกที่สำคัญ อีกข้อคือประเทศเล็กๆ หลายประเทศจะกล้าถอยห่างจากสหรัฐมากกว่าเดิมโดยยึดอียูเป็นแบบอย่าง ประเทศเล็กๆ เหล่านี้จะหันไปสัมพันธ์ใกล้ชิดอียูมากขึ้น กลายเป็นโอกาสสำคัญที่อียูจะแสดงภาวะผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยเทียบเคียงสหรัฐ และในหลายเรื่องที่สหรัฐสูญเสียความเป็นผู้นำ เช่น การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน การยึดกติกาองค์การค้าโลก
            เกิดวัฏจักรที่สหรัฐสูญเสียมิตรหรือพันธมิตร เป็นวัฏจักรโดดเดี่ยวตัวเอง (หรือถูกโดดเดี่ยว)
            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวคิดนี้ อิทธิพลสหรัฐลดน้อยถอยลง
            บริบทโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำต้องติดตามให้รู้เท่าทัน ปรับตัวให้ได้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง การอยู่นิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกเพราะผู้อื่นกระทำต่อเราตลอดเวลา บริบทมีผลต่อเรา การอยู่นิ่งเฉยเท่ากับตั้งรับอย่างเดียว เป็นผลเสียมากกว่าและอาจเสียหายมากที่สุด จึงต้องกำหนดวาระของตนและผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์
30 กันยายน 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7995 วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ.2561)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก จนถึงวิถีชีวิตทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม 
หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน

บรรณานุกรม :
1. EU and Iran agree on new payment system to skirt U.S. sanction. (2018, September 25). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/427843/EU-and-Iran-agree-on-new-payment-system-to-skirt-U-S-sanctions
2. EU announces mechanism to ease trade with Iran despite sanctions. (2018, September 25). FRANCE24. Retrieved from https://www.france24.com/en/20180925-iran-european-union-payment-system-mechanism-ease-trade-despite-usa-sanctions?ref=tw_i
3. EU must grasp world role as U.S. retreats, Juncker says. (2018, September 25). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/eu-and-iran-create-special-vehicle-to-trade-despite-us-sanctions/a-45623867
4. How Europe Can Survive the Trump Era. (2018, July 20). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/how-europe-can-survive-the-donald-trump-era-a-1219447.html
5. 'The World Is Changing Dramatically'. (2018, September 24). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/interview-with-former-german-foreign-minister-sigmar-gabriel-a-1229393.html
6. What Trump Means for Germany's Future. (2018, April 18). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/trump-and-the-future-of-the-trans-atlantic-relationship-a-1203549.html
-----------------------------