พลังเศรษฐกิจ พลังเปลี่ยนแปลงเกาหลีเหนือและอื่นๆ

ความก้าวหน้าของโลก เศรษฐกิจสังคมเพื่อนบ้านที่พัฒนารุดหน้าเป็นปัจจัยสำคัญกดดันให้เกาหลีเหนือต้องเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีเกาหลีเหนือการจะปฏิรูปซับซ้อนกว่านั้นเพราะอยู่ในโลกที่ต่อสู้ขัดแย้งกัน

            ความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจมาจากหลายปัจจัย กล่าวโดยย่อว่านับจากแบ่งแยกเป็นเกาหลีเหนือกับใต้ เศรษฐกิจสังคมเกาหลีใต้นับวันจะพัฒนาทิ้งห่างเกาหลีเหนือ ความแตกต่างระหว่างพัฒนากับด้อยพัฒนานับวันจะเห็นเด่นชัด ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้น ยิ่งรัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธความจริงมีแต่จะยิ่งสร้างความกังขาแก่ประชาชน
            เศรษฐกิจสังคมจีนที่พัฒนาก้าวหน้าหลังเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นสมาชิกองค์การค้าโลกค้าขายกับทุกประเทศ เป็นอีกตัวอย่างที่แม้แต่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือไม่อาจปฏิเสธความจริง มีคำถามว่าทำไมนับวันจีนเจริญก้าวหน้าแตกต่างจากประเทศตน
            ทำไมจีนค้าขายเป็นล่ำเป็นสันกับอเมริกาในขณะที่เกาหลีเหนือถูกคว่ำบาตร ทั้งๆ ที่จีนกับเกาหลีเหนือต่างเป็นระบบสังคมนิยม (ถ้าจะอธิบายเช่นนี้)
            ปัจจัยอีกข้อมาจากเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเหนือเอง คนรุ่นใหม่เข้าแทนคนรุ่นเก่า มีความรู้แบบใหม่ เห็นความดีกว่าเหนือกว่าที่อยู่นอกประเทศ คนเหล่านี้เห็นความจำเป็นของการปฏิรูปเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นก่อน พร้อมแนวคิดใหม่ที่เปิดกว้างกว่าเดิม
วิสัยทัศน์รวม 2 เกาหลีของมุน แจ-อินตอบโจทย์ :
เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่าน ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) แห่งเกาหลีใต้แสดงวิสัยทัศน์รวม 2 เกาหลี ประเด็นหนึ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดคือให้คงไว้ซึ่งการปกครองของเกาหลีเหนือ ตรงกับหลักการสูงสุดของฝ่ายเหนือที่ระบุว่าการอยู่รอดของกลุ่มผู้ปกครองคือความสำคัญลำดับแรก ด้วยการเชื่อมโยงว่าหากไร้ซึ่งกลุ่มผู้ปกครองปัจจุบันเท่ากับไร้ประเทศ ประเทศชาติล่มสลาย ประชาชนเกาหลีเหนือทุกคนจึงมีชีวิตเพื่อปกป้องระบอบ เทิดทูนชนชั้นปกครองสุดชีวิต
วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีมุนระบุชัดว่าต้องการคงระบอบเกาหลีเหนือ ชี้ว่าการรวมเกาหลีเป็นระบอบปกครองเดียวเป็นเรื่องของอนาคตอีกยาวไกล ที่ทำได้ในช่วงนี้คือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สร้างประชาคมเศรษฐกิจร่วม (a joint economic community) ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางเยือนอีกฝั่งโดยเสรี ทุกฝ่ายเดินหน้าสู่สันติภาพและความมั่งคั่ง สหรัฐเลิกต่อต้านเกาหลีเหนือ พร้อมกับยกตัวอย่างสหภาพยุโรปที่แรกเริ่มเป็นเพียง ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” (European Coal and Steel Community) เท่านั้น
สังเกตว่า วิสัยทัศน์ต้องการให้สหรัฐเลิกเป็นศัตรูกับเกาหลีเหนือ อันหมายถึงนานาชาติสามารถติดต่อค้าขายกับเกาหลีเหนือ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจตามที่เกาหลีเหนือต้องการ โดยคงไว้ซึ่งการคงอยู่ของกลุ่มผู้ปกครองปัจจุบัน
วันใดที่วิสัยทัศน์กลายเป็นความจริง จีนกับเกาหลีใต้จะเป็น 2 พลังเศรษฐกิจสำคัญเข้าร่วมกระบวนปฏิรูปเศรษฐกิจ ลำพัง 2 ประเทศนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว และจะตามมาอีกหลายประเทศแม้กระทั่งญี่ปุ่น
ความร่วมมือ 3 เส้า เกาหลีเหนือ-ใต้-จีน :
            ภาพความร่วมมือ 3 เส้าเพื่อแก้ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีไม่ใช่ของใหม่ ในช่วงปี 2000-01 ผู้นำเกาหลีเหนือคิม จองอิล (Kim Jong-il – บิดาผู้นำคนปัจจุบัน ) เดินทางเยือนจีนกับรัสเซีย ผู้นำจีนเยือนเกาหลีเหนือ การหารือระหว่างฝ่ายเหนือกับใต้เพื่อหารือเจรจาสันติภาพ
            ข้อมูลย้อนหลังให้ความเข้าใจว่าทุกครั้งที่จะเกิดเจรจาสันติภาพ (หรือพยายามให้เกิด) ผู้นำเกาหลีเหนือจะหารือใกล้ชิดกับผู้นำจีนเสมอ
            ครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นกัน ภายในเวลาไม่กี่เดือนผู้นำคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) เดินทางเยือนจีน 3 รอบ ให้ข้อสรุปว่าจีนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจรจาสันติภาพ เป็นความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ
            ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ สาระสำคัญของวิสัยทัศน์รวมชาติของประธานาธิบดีมุนใกล้เคียงจุดยืนจีนที่ประกาศเรื่อยมา อาทิ ต้องการให้คาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า จีนมีผลประโยชน์และกังวลต่อคาบสมุทรเกาหลีมาก ยืนยันยึดมั่นว่าจะให้ปลอดนิวเคลียร์ ยึดมั่นสันติภาพ เสถียรภาพของคาบสมุทร
            จีนต้องการให้ระบอบเกาหลีเหนือคงอยู่ต่อไปด้วยหลายเหตุผล เช่น รัฐบาลเกาหลีเหนือเป็นมิตรใกล้ชิด เกรงว่าหากเกิดความวุ่นวายจะมีผู้อพยพจำนวนมากเข้าจีน และกังวลเรื่องความไม่แน่นอนในอนาคตของคาบสมุทรที่จะตามมา
จีนหวังเกาหลีเหนือปฏิรูปเศรษฐกิจตามอย่างตน รัฐบาลจีนเชิญผู้นำ ตัวแทนเกาหลีเหนือเยี่ยมชมโรงงาน เขตเศรษฐกิจจีนสม่ำเสมอ ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่กับการคงอยู่ของระบอบ พร้อมกับประกาศชัดว่าหากสหรัฐหรือเกาหลีใต้พยายามโค่นระบอบเกาหลีเหนือเมื่อนั้นจีนจะเข้าแทรกแซงกีดกัน
ถ้ารวมความคล้องจองระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ และระหว่างเกาหลีใต้กับจีน จะได้ข้อสรุปว่าทั้ง 3 ประเทศมีท่าทีจุดยืนตรงกันหลายเรื่อง เสมือนดั่งความร่วมมือ 3 เส้าไม่ว่าจะประกาศต่อสาธารณะหรือไม่ก็ตาม และเป็นจุดยืนที่ฝ่ายสหรัฐอาจไม่เห็นด้วย

มองโลกอย่างที่เป็นจริง :
แม้การพบปะระหว่างทรัมป์กับคิมที่สิงคโปร์ลงเอยด้วยความชื่นมื่น ประกาศร่วมสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งแก่คาบสมุทรเกาหลี เริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ให้คาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์ จนบัดนี้รัฐบาลสหรัฐยังคงคว่ำบาตรเกาหลีเหนือดังเดิม (และขู่ว่าอาจเพิ่มขึ้น) จะยกเลิกคว่ำบาตรเมื่อเกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าห้ามประเทศใดๆ ค้าขายลงทุนกับเกาหลีเหนือซึ่งเท่ากับขวางการปฏิรูปเศรษฐกิจ หลายบริษัทของรัสเซียกับจีนโดนโทษคว่ำบาตรเพราะเหตุทำการค้าขายกับเกาหลีเหนือในขณะนี้ เกาหลีใต้คงไม่กล้าหาญชาญชัยเท่า
            ประเด็นสำคัญคือ ไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าปลอดนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง จะมีวันนั้นหรือไม่
            ถ้าย้อนดูอดีต ช่วงสมัยรัฐบาลคลินตัน เกาหลีเหนือพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐ ความพยายามลงเอยด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อสหรัฐได้รัฐบาลใหม่คือรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ที่ประกาศชัดว่าเกาหลีเหนือเป็นปรปักษ์ตัวร้ายพอๆ กับอิรัก (ซัดดัม ฮุสเซน) และอิหร่าน ไม่ขอเจรจาสันติภาพ เกาหลีเหนือต้องยอมจำนนศิโรราบเท่านั้น
            รอบนี้เริ่มต้นด้วยการที่รัฐบาลทรัมป์ยอมญาติดีกับรัฐบาลคิม แต่จะลงเอยอย่างไรยังยากจะสรุป ที่แน่นอนคือตราบใดที่ข้อมติคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติยังคงอยู่ สหรัฐยังถือเป็นศัตรูเมื่อนั้นก็ยากที่เศรษฐกิจจะเดินหน้า คงไม่กล่าวเกินไปถ้าจะสรุปว่าเกาหลีเหนือจะปฏิรูปได้จริงหรือไม่ขึ้นกับรัฐบาลสหรัฐ

ข้อคิดที่ได้ พลังในและนอกประเทศ :
            หลายทศวรรษที่ผ่านมาระบอบเกาหลีเหนืออยู่ได้ด้วยการเสียประโยชน์ของประชาชน ปกครองด้วยทหาร หรือที่นักวิชาการบางคนชี้ว่าเป็น “รัฐทหาร” กองทัพต้องมาก่อน (military-first policy) กองทัพสำคัญที่สุดเพราะกำลังเผชิญหน้าภัยคุกคามต่างชาติ
            เกาหลีเหนือถูกคว่ำบาตร ประเทศเสียโอกาสพัฒนา มักมีข่าวประชาชนอดยาก ยากไร้ เด็กนับหมื่นนับแสนป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร เหล่านี้เป็นผลจากสิ่งที่รัฐบาลอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
            แนวทางของจีนชี้ว่าสามารถพัฒนาประเทศ ผู้คนอยู่ดีกิน เป็นแนวทางที่เกาหลีเหนือควรเลียนแบบ (แม้จะมีคำถามความยั่งยืนของเศรษฐกิจแบบจีนปัจจุบัน)

            ข้อคิดสำคัญที่ได้คือ แม้ระบอบเกาหลีเหนือควบคุมข่าวสารเข้มงวด หวังให้ประชาชนรับรู้เรื่องเฉพาะที่รัฐบาลต้องการให้รู้ ใครพูดแปลกแตกต่างจะต้องรับโทษตั้งแต่เบาถึงหนัก แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามทุ่มเทปิดบังเพียงไร พยายามโฆษณาชวนเชื่อกับคนของตนมากเพียงไร ยิ่งนานวันประชาชนยิ่งเห็นความจริงที่ไม่อาจปกปิด และกลายแรงต่อต้านรัฐบาลที่ซ่อนอยู่ภายใน
            และกลายเป็นว่าประชาชนเป็นฝ่ายหลอกรัฐบาลว่าเขาจงรักภักดี ยินดีตายเพื่อชาติ ซึ่งโดยความจริงแล้วทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีกว่า หวังอนาคตที่ดีกว่า อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง การฟื้นฟูพัฒนาคงดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความท้าทายรออยู่มาก ข้อดีคือจีนกับเกาหลีใต้หวังให้ความช่วยเหลือ
            แต่ความเป็นไปของโลกซับซ้อนกว่าความต้องการของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ความปรารถนาอยากอยู่ดีกินดีของชาวเกาหลีเหนือ 25 ล้านคนมีอุปสรรคขวางกั้น ขึ้นกับการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ความต้องการของมหาอำนาจ
            สิ่งหนึ่งที่เกาหลีเหนือทำได้คือการรักษาความหวัง ความตั้งใจ ว่าจะต้องเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงที่ภายใน
28 สิงหาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7960 วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2561)
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
วิสัยทัศน์รวม 2 เกาหลีของมุน แจ-อิน
2 เกาหลีมีแนวคิดรวมชาติมานานแล้ว ถ้ามองจากมุมเกาหลีใต้จะเป็นการยุติความทุกข์ยาก การตกอยู่ในความหวาดหวั่นของภัยสงครามที่มหาอำนาจวางไว้ เป็นความพยายามเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่
เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด
บรรณานุกรม :
1. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
2. China, U.S. reaffirm commitment to promote new type of major-country ties. (2014, March 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-03/25/c_126310230.htm
3. Full text of President Moon Jae-in’s address on Korea’s 73rd Liberation Day. (2018, August 15). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180814000716
4. Ken E. Gause. (2011). North Korea under Kim Chong-il: Power, Politics, and Prospects for Change. USA: Praeger.
5. Nathan, Andrew J., & Scobell, Andrew. (2012).China's Search for Security. NY: Columbia University Press.
6. Pompeo calls for pressure to be maintained on N. Korea. (2018, August 4). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/205/pompeo-calls-pressure-be-maintained-n-korea-doc-1846cd3
7. Reckless game over the Korean Peninsula runs risk of real war. (2017, August 10). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1060791.shtml
8. [US-NK Summit] Full text of the Trump-Kim joint statement. (2018, June 12). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180612000790
-----------------------------
Ciaran O'Brien

วิสัยทัศน์รวม 2 เกาหลีของมุน แจ-อิน

2 เกาหลีมีแนวคิดรวมชาติมานานแล้ว ถ้ามองจากมุมเกาหลีใต้จะเป็นการยุติความทุกข์ยาก การตกอยู่ในความหวาดหวั่นของภัยสงครามที่มหาอำนาจวางไว้ เป็นความพยายามเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

            เนื่องในวันประกาศอิสรภาพ (Liberation Day – จากการเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น) และฉลองวันชาติปีที่ 70 ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) แห่งเกาหลีใต้แสดงสุนทรพจน์ถึงเป้าหมายกับแนวทางการสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งรุ่งเรืองในคาบสมุทรเกาหลี มีสาระสำคัญว่า
          ประการแรก ไม่มีนโยบายแบ่งแยก 2 เกาหลีอีกแล้ว
            เกาหลีจะมีเสรีภาพแท้ก็ต่อเมื่อ 2 เกาหลีอยู่ด้วยกันโดยสันติ แม้ว่าการรวมเป็นหนึ่งเดียวทางการเมืองจะต้องผ่านหนทางอีกยาวไกล แต่เริ่มได้ด้วยการมีเศรษฐกิจร่วม (a joint economic community) ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางเยือนอีกฝั่งโดยเสรี
            บัดนี้ 2 เกาหลีกำลังมุ่งหน้าสู่สันติภาพ ไม่แสดงความเป็นปรปักษ์กันอีกแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังปฏิบัติตามข้อตกลงการประชุมสุดยอดเมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการประชุมสุดยอด 2 ผู้นำระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือที่สิงคโปร์ ทุกฝ่ายประกาศเดินหน้าสู่สันติภาพและความมั่งคั่ง หวังว่าเกาหลีเหนือจะปลอดอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเลิกต่อต้านเกาหลีเหนือ
          ประการที่ 2 เป็นมิตรกับทุกฝ่าย
            เกาหลีใต้ในอนาคตยังคงเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีน ส่งเสริมความร่วมมือทางทหาร 3 เส้าระหว่างรัสเซียกับ 2 เกาหลี ญี่ปุ่นกับเกาหลีเหนือจะกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งหมดนี้จะส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งแก่คาบสมุทรเกาหลีและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (หมายถึง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซียแถบตะวันออกไกล)

          ประการที่ 3 ก้าวต่อไปจากนี้
ประธานาธิบดีมุนเอ่ยถึงแผนขั้นต่อไปว่าจะเดินทางไปเกาหลีเหนือเดือนหน้า หารือกับผู้นำฝ่ายเหนือเพื่อเดินหน้าตามแถลงการณ์ Panmunjom Declaration หารือเรื่องประกาศยุติสงครามเกาหลีพร้อมกับลงนามสันติภาพ คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์
            ความขัดแย้งในอดีตทำให้ต่างฝ่ายไม่วางใจอีกฝ่าย งานสำคัญหนึ่งที่ต้องทำคือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันทั้งระหว่าง 2 เกาหลีและสหรัฐกับเกาหลีเหนือ
            ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสันติภาพ และคาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์ จะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ชาวเกาหลีทุกคนไม่ว่าเหนือหรือใต้จะได้ประโยชน์ มีงานวิจัยชี้ว่าหากเป็นไปตามแผนจะสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 150,000 ล้านดอลลาร์ใน 30 ปี จะมีทางรถไฟรถยนต์เชื่อม 2 เกาหลี ลงทุนพัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในเกาหลีเหนือ ความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเพิ่มการจ้างงานถึง 100,000 ตำแหน่ง
            เป็นนโยบายเปลี่ยนจากสนามรบเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งสันติภาพและความมั่งคั่งมั่นคงอย่างยั่งยืน เปรียบเสมือนพัฒนาการของสหภาพยุโรปที่เริ่มต้นจาก “ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” (European Coal and Steel Community) ด้วยเหตุผลหลักคือเป็นแผนรูปธรรมที่จะเลี่ยงไม่ให้ประเทศในยุโรปทำสงครามกันอีก จนบัดนี้กลายเป็นสหภาพยุโรป (EU)
          ประการที่ 4 วิสัยทัศน์ East Asian Railroad Community
ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน กล่าวถึงอีกวิสัยทัศน์ว่าจะเสนอสร้าง “ประชาคมรถไฟเอเชียตะวันออก” (East Asian Railroad Community) อันประกอบด้วยกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (หมายถึง 2 เกาหลี จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และมองโกเลีย) กับสหรัฐ รวมทั้งสิ้น 7 ประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ 7 ประเทศนี้ และจะเริ่มวางระบบสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคที่มีทั้ง 7 ประเทศร่วมกัน 
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
          ประการแรก อนาคตที่สร้างได้
            ข้อคิดอย่างหนึ่งที่ได้จากวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีมุนคือ อนาคตเป็นสิ่งที่เลือกได้สร้างได้ เอ่ยถึงตัวอย่างสหภาพยุโรปที่บรรดาประเทศในกลุ่มทำสงครามเรื่อยมา เป็นบ่อเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ให้มาอยู่ร่วมกันโดยสันติบนพื้นฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร นโยบายต่างประเทศ ในกรณีเกาหลีเป็นไปได้ว่ายังคงให้เป็นเกาหลีเหนือกับใต้ ไม่รวมตัวเป็นหนึ่งอย่างกรณีเยอรมัน ทั้งนี้เพราะบริบทต่างกัน ขอเพียงมีสันติภาพ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจก็เพียงพอ เกาหลีใต้ไม่คิดล้มล้างระบอบอำนาจการเมืองของฝ่ายเหนือ การรวมเป็นระบอบปกครองเดียวปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป
ที่สำคัญคือวิสัยทัศน์นี้ให้ความสำคัญกับประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะสร้างงาน ส่งเสริมการอยู่ดีกินดี ลดความยากจนในเกาหลีเหนือ ส่งเสริมเสรีภาพ ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อนาคต 2 เกาหลีจะดีขึ้นกว่าเดิม
          ประการที่ 2 วิสัยทัศน์ที่ครอบคลุม
            การแสดงวิสัยทัศน์รอบนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สัมพันธ์กัน กรอบเล็กคือการรวมชาติ กรอบที่ใหญ่กว่าคือข้อเสนอสร้าง ประชาคมรถไฟเอเชียตะวันออก ลำพังการรวมชาติอาจไม่ทำให้เกาหลีมั่นคงจริง จึงต้องมีอีกวิสัยทัศน์ที่ดึงทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ให้ประเทศเหล่านี้ลดการเผชิญหน้าทางทหาร มุ่งสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
            ความท้าทายคือเมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์จะเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นเกาะที่ไกลจากแผ่นดินใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นสหรัฐที่อยู่อีกฝากของมหาสมุทรแปซิฟิก การเชื่อมต่อทางรถไฟหรือคมนาคมทางบกจึงเป็นเรื่องแปลก
            ที่ประหลาดกว่านั้นคือ เป็นการเชื่อมต่อระหว่างจีน รัสเซียและสหรัฐ อย่างไรก็ตามเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของผู้ใฝ่สันติ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
          ประการที่ 3 การทูตเชิงรุก
            ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลต่อนโยบายความมั่นคง ความเป็นไปของเกาหลีใต้เรื่อยมา เช่นเดียวกับที่จีนมีอิทธิพลต่อเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ไม่แน่ใจว่าเพื่อความมั่นคงของใครมากกว่า ยุทธศาสตร์การรวมชาติเป็นการทูตเชิงรุกของเกาหลีใต้ที่ต้องการปลดแอกจากอิทธิพลสหรัฐ (หรือลดน้อยลง) การเอ่ยถึงคาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์หมายถึงปลอดนิวเคลียร์ของสหรัฐ รัสเซียและจีนด้วย เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจมีสนธิสัญญาปลอดนิวเคลียร์กับทั้ง 3 มหาอำนาจ ห้ามเครื่องบิน เรือรบ เรือดำน้ำที่ติดอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในเขตคาบสมุทร
            แม้จะยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ แต่ความจำเป็นที่จะต้องคงกองกำลังอเมริกันในเกาหลีใต้จะลดลง การเจรจาต่อรองให้เกาหลีใต้ช่วยออกค่าใช้จ่ายกองทัพอเมริกันในเกาหลีใต้จะบรรเทา  
          ประการที่ 4 ความฝันของคนเกาหลี
            ที่ทุกวันนี้มีเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์ตั้งแต่การเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกและตามมาด้วยสงครามเย็น ทำให้เกาหลีถูกมหาอำนาจแบ่งออกเป็นเหนือกับใต้ ถูกตีตราว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์กับพวกทุนนิยมประชาธิปไตย สงครามเกาหลีคร่าชีวิตคนหลายสัญชาติ ทั้งอเมริกัน โซเวียต จีน ฯลฯ แต่ฝ่ายที่เสียชีวิตมากที่สุดคือคนเกาหลีหลายล้านคน และทำให้ 2 เกาหลีอยู่ในความตึงเครียดเป็นระยะๆ
            ผู้ที่รับความทุกข์ยากลำบากมากที่สุดคือประชาชน โดยเฉพาะชาวเกาหลีเหนือ
          ความฝันของคนเกาหลีคือการรวมชาติ ซึ่งหมายถึงยุติความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้สร้าง แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากกว่าใคร
            นี่คือชีวิตจริงของคนเกาหลีหลายสิบล้านคน ที่ต้องทนทุกข์จากมหาอำนาจในแต่ละยุคสมัย

            วิสัยทัศน์รวมชาติไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่หากทำสำเร็จประธานาธิบดีมุน แจ-อิน จะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเกาหลี ทั้งนี้ต้องให้ความดีความชอบแก่ผู้นำเกาหลีเหนือด้วย
            2 ผู้นำเกาหลีนัดพบปะอีกครั้งที่กรุงเปียงยางเดือนหน้า การแสดงวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีมุนเป็นการปูท่าทีของฝ่ายใต้ คาดว่าฝ่ายเหนือจะตอบรับและแถลงการณ์การประชุมสุดยอดรอบหน้าน่าจะให้ความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะรวมกันอย่างไร จะเดินหน้าอย่างไร
            บทความนี้มุ่งชี้ความคิดของเกาหลีใต้ที่ต้องการสันติภาพ ไม่ได้เอ่ยถึงเป้าหมายความต้องการของตัวแสดงอื่นๆ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจที่อาจเห็นต่าง แม้ว่าทุกฝ่ายจะเอ่ยคำว่า “เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง” เพราะสันติภาพกับความมั่งคั่งของแต่ละประเทศมีความหมายแอบแฝงต่างกัน ใช้วิธีการต่างกัน
            เป็นตรรกะเดียวกันกับที่ทำไมเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ
19 สิงหาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7953 วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2561)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ไม่ว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าความเป็นไปของคาบสมุทรเกาหลีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น
เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด
การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจนำสู่สันติภาพหรืออาจเป็นชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากโครงการนิวเคลียร์

บรรณานุกรม :
1. Full text of President Moon Jae-in’s address on Korea’s 73rd Liberation Day. (2018, August 15). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180814000716
2. Speculation abounds about dates of 3rd Moon-Kim summit. (2018, August 14). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180815000095
-----------------------------

ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้น

ทรัมป์เตือนว่า ใครทำธุรกิจกับอิหร่าน สหรัฐจะไม่ทำธุรกิจกับผู้นั้นเป็นการเจาะจงเล่นงานบริษัทเอกชน เป็นแนวทางของจักรวรรดินิยมปัจจุบัน

เป็นคำเตือนล่าสุดจากประธานาธิบดีทรัมป์ หลังประกาศจะคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุด และที่ทำเช่นนี้ “ก็เพื่อสันติภาพโลก”
มีผลต่อทุกบริษัทในโลก :
            ประเด็นสำคัญที่ต้องตีความคือ รัฐบาลทรัมป์หมายถึงทุกบริษัทในโลกจริงๆ ใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจะเป็นมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐข่มขู่เล่นงานบริษัทเอกชนทั่วโลก  โดยไม่สนใจว่าเป็นบริษัทสัญชาติใด และที่น่ากังวลคือห้ามทำธุรกรรมการเงินผ่านธนาคารของสหรัฐซึ่งบริษัทใหญ่เล็กทั่วโลกต่างใช้บริการด้วยกันทั้งสิ้น
กรณี บริษัทยุโรปที่ลงทุนในอิหร่าน
            ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ มาตรการล่าสุดมีผลต่อบริษัทยุโรปที่ไปลงทุนในอิหร่านจำนวนมาก บริษัทเหล่านี้มักมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลตนเอง (แม้กระทั่งกับรัฐบาลสหรัฐ) หลายบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลก กองทุนต่างๆ มีส่วนถือหุ้น ถ้าพูดถึงความเสียหายที่เป็นรูปธรรม ความเสียหายเกิดกับบริษัทของอียูนั่นเอง
            แต่ทันทีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศนโยบายดังกล่าว สหภาพยุโรปแสดงจุดยืนทำธุรกิจกับอิหร่านต่อ ทั้งยังจะรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำกับอิหร่านด้วย
            ถ้าตีความในแง่บวก อียูและบริษัทของอียูเท่านั้นที่สามารถทำธุรกิจกับอิหร่านต่อไป เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนอียูกับรัฐบาลทรัมป์มีข้อตกลงว่าจะไม่ขึ้นภาษีสินค้าต่อกันอีก จนกว่าจะแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้วเสร็จ
            แต่ถ้าตีความในแง่ลบ รัฐบาลของอียูไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยืนยันให้ทำธุรกิจต่อ เพราะหากกลับลำเท่ากับยอมรับว่านโยบายที่ส่งเสริมให้ติดต่อกับอิหร่านนั้นผิดพลาดครั้งใหญ่ บริษัทเสียหายมากมายเกินว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบไหว
            ที่น่าสนใจคือรัฐบาลสหรัฐจะเล่นงานอียูตามคำขู่หรือไม่ จะสั่งเลิกทำธุรกิจกับบริษัทยุโรปจริงหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงคำขู่ หรือเลือกปฏิบัติต่อบางบริษัทเท่านั้น

            ถ้ามีการเล่นงานบริษัท คำประกาศจุดยืนของอียูที่ให้ทำธุรกิจกับอิหร่านต่อไปเท่ากับ “พูดไปอย่างนั้นเอง” เพราะรัฐบาลสหรัฐตอนนี้มีสิทธิ์คว่ำบาตรทุกบริษัท
            นี่คือหมายความหมายที่ซ่อนอยู่ของจุดยืนทำธุรกิจกับอิหร่านต่อ
หากทรัมป์คว่ำบาตรบริษัทเหล่านั้น อียูจะช่วยเอกชนของตนได้แค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ สุดท้ายการตัดสินใจอยู่ที่บริษัทเอกชนนั้นเอง
            ไม่ว่าความเข้าใจเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร หลายบริษัทระงับการดำเนินกิจการในอิหร่านแล้ว ตัวอย่างบริษัทใหญ่ๆ เช่น บรรษัทน้ำมันเทเทล (Total) เครือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ PSA และเรโน (Renault) ของฝรั่งเศส แม้กระทั่งบริษัทรถยนต์เดมเลอร์ เอจี (Daimler AG - รถเบนซ์) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรทำอย่างไร
            ถ้าหากไม่กลัว ทำไมต้องระงับธุรกิจกับอิหร่าน
อธิบายด้วยแนวคิดจักรวรรดินิยม :
บทความ Trump Goes From Threatening Iran to Threatening the World ของ คริสนาเดฟ กามามูร์ (Krishnadev Calamur) นำเสนออย่างน่าสนใจว่านโยบายต่ออิหร่านในขณะนี้ไม่ได้มุ่งเล่นงานอิหร่านเท่านั้น มีผลต่อทุกประเทศทั่วโลก มุ่งภาคเอกชนโดยไม่เลือกว่าเป็นบริษัทใด จากประเทศไหน
ไม่ได้มุ่งประเด็นการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านในขณะนี้มีเพื่อสันติเท่านั้น เหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ (เช่น ผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ใช้รังสีนิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง) การใช้นิวเคลียร์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากหน่วยงานสหประชาชาติอย่างใกล้ชิด
ที่รัฐบาลสหรัฐกล่าวหาอิหร่านเรื่องอื่นๆ คือ เรื่องสนับสนุนก่อการร้าย บ่อนทำลายคุกคามเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพวกซาอุฯ กับอิสราเอล เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องอธิบายรายละเอียดซับซ้อน แต่ถ้ารัฐบาลอิหร่านยอมรับเท่ากับต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งหมด แม้กระทั่งเปลี่ยนผู้ปกครองประเทศ
เท่ากับว่ากำลังข่มขู่บังคับให้อิหร่านสูญเสียอธิปไตย อยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลสหรัฐนั่นเอง นี่คือการสำแดงความเป็นจักรวรรดินิยมของอเมริกาในยุคนี้
ทรัมป์ที่เอ่ยว่า “เพื่อสันติภาพโลก” น่าจะตีความได้ว่าคือสันติภาพที่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว เป็นเจ้าโลก ประเทศอื่นๆ เอกชนทุกรายทุกคนต้องอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ
            ในกรณีอิหร่าน อียูเป็นตัวอย่างที่ดี ความขัดแย้งเรื่องถอนตัวจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน คว่ำบาตรอิหร่าน เป็นประเด็นล่าสุดที่สมาชิกบางประเทศของอียูเห็นว่าอียูควรมีนโยบายต่างประเทศที่ถอยห่างจากอเมริกามากขึ้น มีอิสระมากขึ้น

ล่าสุด ไฮโค มาส (Heiko Maas) รมต.ต่างประเทศเยอรมันกล่าวว่าเยอรมันกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านต่อไป สหรัฐกำลังโดดเดี่ยวตัวเอง ความมั่นคงของตะวันออกกลางเป็นประโยชน์ต่อเยอรมัน หากระบอบอิหร่านล้มจะยิ่งก่อปัญหาหนักกว่าเดิม เยอรมันมีผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้องรักษา
            การยืนยันจุดยืนที่แตกต่างของอียูเป็นการประกาศว่าอียูไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลของอเมริกา (หรือลดน้อยลง)
ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐละเมิดข้อมติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคงประชาชาติ (เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน) ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
            การอยู่เหนือกติกา เหนือกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอีกลักษณะเด่นของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มุ่งเขียนกติกาโลกเพื่อตัวเอง และฉีกกติกานั้นเมื่อเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์มากพอ โดยพูดว่าขอเจรจาใหม่ ดังที่ทรัมป์ขอเจรจากับอิหร่านใหม่อีกรอบ ซึ่งหมายถึงอิหร่านต้องสูญเสียอธิปไตย สหรัฐมีนิวเคลียร์ป้องกันประเทศได้ อิสราเอลมีได้ แต่อิหร่านห้ามมี อิสราเอลสามารถไล่รื้อที่ปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย แต่อิหร่านไม่สามารถทำสิ่งใดๆ แม้กระทั่งพูดจาต่อต้านต่อประเทศที่คุกคามตน มีแต่ทรัมป์ที่จะพูดอะไรอย่างไรก็ได้

แสดงพลังอำนาจของจักรวรรดินิยม :
            เรื่องราวที่เกิดกับอิหร่านสามารถอธิบายผ่านลัทธิจักรวรรดินิยมสมัยใหม่ ที่ความเป็นจักรวรรดินิยมเน้นการมีอำนาจอิทธิพลหรือรัฐหรือประเทศอื่นๆ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศนั้นเข้าตัวเองให้มากที่สุด
            สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐทำต่ออิหร่านไม่ได้มุ่งหวังต่ออิหร่านเท่านั้น แต่เป็นการแสดงพลังอำนาจของจักรวรรดิ เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ยอมสยบ โดยใช้ยุทธศาสตร์สร้างศัตรู (เช่น ให้อิหร่านเป็นศัตรู)
หลักยุทธศาสตร์สร้างศัตรู คือ ทำให้เป้าหมายกลายเป็นภัยคุกคามที่ต้องกำจัด จัดการ
ด้วยการยกหลักการหรือเหตุผลบางอย่างที่ร้ายแรงมากและมักเกินจริง เพื่อชี้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูที่ต้องจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเผชิญหน้าและแตกหัก
หลักการกับเหตุผลที่หยิบยกไม่จำต้องถูกต้อง เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพื่อความถูกต้องสมเหตุผล เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งเพื่อสร้างศัตรูขึ้นมา

            ที่ควรตระหนักคือ ไม่ว่ายุคสมัยใด รัฐบาลสหรัฐจะต้องเล่นงานประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อแสดงพลังอำนาจ
            ยุคประธานาธิบดีทรัมป์แสดง “อำนาจ” ชัดเจนกว่าบางรัฐบาล ไม่ใช้วิธีปิดลับ ไม่ค่อยอ้างเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของตัวรัฐบาล อีกเหตุผลคือความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐกำลังถดถอย

            ถ้าอธิบายกรอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเล่นงานอิหร่านไม่มีผลโดยตรงต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ แต่มีผลทางอ้อม เป็นการส่ง “คำเตือน” ถึงนานาชาติว่าหากไม่ยอมมอบผลประโยชน์แก่สหรัฐเท่าที่เขาต้องการ ประเทศนั้นอาจเป็น “ปรปักษ์” รายต่อไป
หนึ่งในผลประโยชน์ที่สหรัฐเป็นเจ้าโลกคือสามารถกดดันให้นานาประเทศใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นค่าเงินหลักเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ
            ค่าเงินดอลลาร์ปัจจุบันเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐสามารถพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายเรื่อยๆ โดยกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ในอนาคตหากนานาชาติยกเลิกหรือลดการใช้เงินสกุลดอลลาร์ ค่าเงินจะอ่อนค่ารุนแรง กระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอเมริกาอย่างมหาศาล

คำถามที่ซ่อนอยู่และบวกแง่บวก :
ถ้าไม่เอ่ยเรื่องการเมืองระดับโลกที่บางคนคิดว่าไกลตัว คำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์มีคำถามที่ซ่อนอยู่คือ การที่บริษัทหนึ่งถูกห้ามทำธุรกิจกับสหรัฐจะส่งผลดีผลเสียต่อสหรัฐอย่างไร พลเมืองอเมริกันคือผู้ต้องจ่ายราคาแก่นโยบายเล่นงานอิหร่านของทรัมป์หรือไม่
            นี่คือคำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบ
            ท้ายที่สุด ถ้ามองแง่บวกต่ออิหร่าน ในระยะยาวการคว่ำบาตรอาจไม่ส่งผลเป็นรูปธรรมมากนัก ญี่ปุ่น อินเดียและบางประเทศยังซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป บริษัทเอกชนหลายประเทศยังสามารถทำธุรกิจกับอิหร่าน เพราะอีกไม่นานทรัมป์จะอธิบายว่าการใช้มาตรการจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หรือไม่ก็ทำเป็นหลับหูหลับตา ไม่รู้ไม่เห็น
            ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เป็นเช่นนี้ ทั้งหมดขึ้นกับการเจรจา
12 สิงหาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7946 วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2561)
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ทรัมป์ตอกย้ำอิหร่านภัยคือร้ายแรงที่สุดของอเมริกา
ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีอิหร่านเรื่อยมา การพูดอีกรอบในช่วงนี้จึงอาจดูเหมือนไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยาคนอเมริกันและอาจเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่าเดิม
ไม่มีนิยามสากลว่าจันทร์เสี้ยวชีอะห์ครอบคลุมพื้นที่ใด คำตอบที่ถูกต้องไม่มี เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจน เป้าหมายที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำลาย
แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะใช้เพื่อสันติเท่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์กลับไม่ลดระดับภัยคุกคาม ซ้ำยังยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อคงการคว่ำบาตร แท้จริงแล้วการพูดถึงภัยคุกคามเป็นข้ออ้างมากกว่า

บรรณานุกรม :
1. EU foreign policy chief calls on firms to defy Trump over Iran. (2018, August 7). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2018/aug/07/eu-foreign-policy-chief-calls-on-firms-to-defy-trump-over-iran
2. Trump Goes From Threatening Iran to Threatening the World. (2018, August 7). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/08/trump-iran-tweet/566948/
3. Trump says anyone doing business with Iran will not be doing business with the United States. (2018, August 7). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1352391/middle-east
4. We will fight for JCPOA, German FM says. (2018, August 9). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/426317/We-will-fight-for-JCPOA-German-FM-says
-----------------------------
pán Vraný">unsplash-logoŠtěpán Vraný

ทรัมป์ตอกย้ำอิหร่านภัยคือร้ายแรงที่สุดของอเมริกา

ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีอิหร่านเรื่อยมา การพูดอีกรอบในช่วงนี้จึงอาจดูเหมือนไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยาคนอเมริกันและอาจเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่าเดิม

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังสหรัฐยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่คู่สัญญาอื่นๆ (รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและอิหร่าน) ยังคงรักษาข้อตกลงเดิม พร้อมกับออกมาตรการคว่ำบาตร ห้ามบริษัทเอกชนซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน ทั้งยังห้ามประเทศอื่นๆ ด้วย ขู่ว่าใครซื้อขายน้ำมันอิหร่านจะถูกเล่นงาน
วุฒิสมาชิก ลินซีย์ เกรแฮม (Lindsey Graham) ย้ำว่าอิหร่านคือภัยร้ายแรงสุดของอเมริกาในขณะนี้ พยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลพร้อมที่จะล้มระบอบอิหร่าน
            ก่อนหน้านั้นทรัมป์กล่าวถึงอิหร่านว่าอย่าได้ข่มขู่สหรัฐอเมริกาอีก มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้สาสมอย่างที่ไม่กี่ประเทศเคยประสบมาก่อน
            ด้านประธานาธิบดีโรฮานีโต้ว่า คุณทรัมป์ อย่าเล่นหางสิงโต เพราะคุณจะเสียใจหากทำสงครามจะกลายเป็นหายนะ อิหร่าน จะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่ถ้าอิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ ประเทศอื่นๆ จะส่งออกไม่ได้เช่นกัน พร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Straits of Hormuz) เป็นโอกาสอันดีที่ทั่วโลกจะเห็นนโยบายต่อต้านมุสลิมและความเป็นเชื้อชาตินิยมสุดโต่งของรัฐบาลสหรัฐ
            บทความนี้จะวิเคราะห์ด้วย 2 มุมมอง คือ “มองอย่างไม่มีเหตุผล” กับ “มองอย่างมีเหตุผล”

มองอย่างไม่มีเหตุผล :
            มุมมองอย่างไม่มีเหตุผลอธิบายว่าเนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ยึดถืออิหร่านเป็นปรปักษ์สำคัญลำดับต้นตั้งแต่เริ่มรัฐบาล เป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐ การพูดโจมตีอิหร่านอีกครั้งจึงไม่ใช่ของแปลก การพูดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง หวังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมก่อการร้าย บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องเก่าๆ พูดที่ซ้ำมาแล้วหลายรอบ
            การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงอีกครั้งจึงเหมือนนำหนังเก่ามาฉายซ้ำ ที่อาจถือว่าใหม่คือการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ทรัมป์กล่าวว่า JCPOA “เป็นเรื่องน่าละอายของสหรัฐอเมริกา” “เป็นข้อตกลงห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์” “ไม่ควรทำข้อตกลงแบบนี้เลย”
            ถ้าใช้แนว “มองอย่างไม่มีเหตุผล” คำพูดของทรัมป์รอบล่าสุดเป็นเพียงการยั่วยุ เกิดสงครามน้ำลายสักพัก ท้ายที่สุดไม่มีผลอะไร ทรัมป์ได้ทำสิ่งที่ต้องการแล้ว

มองอย่างมีเหตุผล :
            ถ้ามองอย่างมีเหตุผล เป็นไปได้ว่าทรัมป์กำลังทดสอบปฏิกิริยาจากนานาชาติและคนอเมริกันอีกครั้ง เหตุเพราะที่ผ่านมาหลายนโยบายบั่นทอนคะแนนนิยมของตน มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน ที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังจะมาถึง (เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. กลางสมัยรัฐบาล)
            อีกด้านคือมุมมองต่อสหรัฐจากสายตานานาชาติย่ำแย่ลงมาก อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยานานาชาติหากสหรัฐต้องการเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่านี้
            ยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐกำหนดเป้าหมายล้มล้างระบอบอิหร่านมาหลายทศวรรษแล้ว เป็นนโยบายเดียวกับพวกซาอุฯ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอิหร่านจึงตกเป็นเป้า ถูกคว่ำบาตรเรื่อยมา ในสมัยโอบามาแม้จะคลายคว่ำบาตรบ้างแต่ไม่ยุติทั้งหมด บัดนี้นโยบายของทรัมป์ดำเนินตามยุทธศาสตร์แม่บทเดิมอย่างเต็มที่
            สนับสนุนกลุ่มประท้วงในประเทศอิหร่าน
            เมื่อช่วงสิ้นปี 2017 จนถึงต้นปี 2018 ประชาชนอิหร่านจำนวนหนึ่งชุมนุมประท้วงรัฐบาล การประท้วงเริ่มที่เมืองมัชฮัด (Mashhad - เมืองใหญ่อันดับ 2 ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้อัฟกานิสถาน) จากนั้นกระจายไปหลายสิบเมือง
ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการจ้างงานและลดอัตราเงินเฟ้อ มีการชุมนุมต่อเนื่องหลายวัน ท่ามกลางการชุมนุมมีบางคนที่ใช้อาวุธ หวังก่อความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินราชการ รวมทั้งสถานที่ศาสนา
การชุมนุมดำเนินต่อเนื่องหลายวัน มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบราย หลายพันคนถูกจับกุม เหล่านี้ชี้ว่าไม่ใช่การชุมนุมเล็กๆ แน่นอน
            ควรเข้าใจว่าการชุมนุมรอบนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ยังไม่ประกาศห้ามซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน

            6 เดือนต่อมาหรือกลางปีที่ผ่านมา มีเหตุชุมนุมประท้วงใหญ่อีกรอบ ด้วยสาเหตุเดิมคือปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา
            ในการชุมนุมรอบนี้ ผู้ชุมนุมบางคนกังวลเรื่องการคว่ำบาตรจากสหรัฐด้วย
            แม้ว่าคนอิหร่านจะคุ้นเคยกับการคว่ำบาตรแต่วิตกกังวลต่อการคว่ำบาตรที่อาจรุนแรงมากในยุคทรัมป์ เพราะจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม ตัวเลขว่างงานที่รัฐบาลประกาศอยู่ที่ร้อยละ 12.3 และคาดว่าจะสูงขึ้นอีก
            เศรษฐกิจอิหร่านอ่อนแอเป็นเรื่องจริง ประชาชนบางส่วนไม่พอใจรัฐบาลเป็นเรื่องจริง แม้มีข้อโต้แย้งว่าคนเหล่านี้ถูกต่างชาติจ้างวาน เสี้ยมสอนให้ต่อต้านรัฐบาล

            ค่าเงินเรียลอิหร่านหล่นฮวบ
            พร้อมๆ กับการชุมนุมประท้วงรอบกลางปี ปลายเดือนมิถุนายนเงินเรียลในตลาดมืดซื้อขายกันที่ 90,000 เรียลต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจต่อการลงทุนในอิหร่าน แม้ยังไม่กระทบโดยตรงมากนัก แต่กระแสวิตกกังวลพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
            รัฐบาลอิหร่านชี้ว่าเป็นแผนใช้สงครามเศรษฐกิจบ่อนทำลายจากสหรัฐและยอมรับว่าผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจนโยบายรัฐที่ไม่โปร่งใสพอ
ปลายเดือนกรกฎาคม อัตราแลกเปลี่ยนเงินเรียลในตลาดมืดอ่อนตัวลงอีก อยู่ที่ 112,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ
            ถ้ามองอย่างมีเหตุผล การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดโจมตีอิหร่านในช่วงนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนบั่นทอนอิหร่าน สงครามน้ำลายยิ่งแรงเพียงไรยิ่งส่งผลร้ายต่ออิหร่าน
            ที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านจะตอบโต้สหรัฐเรื่อยมา จึงควรคิดว่าหากทรัมป์พูดจาหาเรื่องอีกครั้ง อิหร่านน่าจะตอบโต้ และครั้งนี้เป็นเช่นนั้น
            สหรัฐสามารถเล่นงานอิหร่านได้ง่ายๆ โดยอาศัยปากทรัมป์
            ประธานาธิบดีโรฮานียอมรับว่าสหรัฐใช้สงครามจิตวิทยาและสงครามเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแตกแยกในอิหร่าน ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและไม่มั่นใจอนาคต

อิหร่านคือภัยร้ายแรงที่สุดของอเมริกา :
            ถ้ายึดว่าความตึงเครียดกรณีเกาหลีเหนือผ่อนคลายแล้ว จะเหลืออิหร่านเพียงประเทศเดียวที่เป็นภัยร้ายแรงด้านความมั่นคง
            ลักษณะหนึ่งที่โดดเด่นมาก ในยุค America First คือรัฐบาลทรัมป์พร้อมทำทุกอย่าง แม้ละเมิดกติกาสากล ละเมิดความชอบธรรม ในกรณีอิหร่านที่เห็นชัดคือการยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA - หน่วยงานสหประชาชาติที่ดูแลนิวเคลียร์ทั่วโลก) ประกาศเรื่อยมาว่าอิหร่านทำตามข้อตกลงทุกข้อ (ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน รัสเซียและจีนยอมรับเช่นกัน) อิหร่าน ณ วันนี้ไม่เป็นภัยอาวุธนิวเคลียร์ ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเหมือนประเทศอื่นๆ แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับข้อสรุปนี้ ตัดสินด้วยตัวเองว่าอิหร่านยังเป็นภัยนิวเคลียร์ สวนทางข้อสรุปของ IAEA (และอีก 5 ประเทศคู่สัญญา)
            เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมวิเคราะห์ต่อได้ว่ารัฐบาลทรัมป์พร้อมทำทุกอย่างด้วยข้ออ้างตรรกะของตัวเองแม้จะขัดแย้งกับนานาชาติก็ตาม ข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐเคยทำกับประเทศใด ไม่ว่าจะทวิภาคีหรือพหุภาคี จะลับหรือไม่ลับ รัฐบาลสหรัฐพร้อมถอนตัวออกเสมอ
 สหรัฐเล่นงานอิหร่านได้อีกไหม :
            ถ้าใช้ตัวอย่างจากอดีต รัฐบาลทรัมป์อาจโจมตีอิหร่านด้วยขีปนาวุธ เหมือนที่เคยทำกับซีเรียและอิรักโดยอ้างเหตุผลบางเรื่อง เช่น ใช้อาวุธเคมี กำลังเร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ สนับสนุนก่อการร้าย
            ซึ่งหมายถึงยกระดับการเผชิญหน้าที่รัฐบาลสหรัฐดำเนินเป็นขั้นเป็นตอน คล้ายกับที่เคยทำกับอิรักและซีเรีย จนนำสู่สงครามล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ประกาศสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอัสซาด จนซีเรียกลายเป็นสงครามกลางเมืองดังที่ปรากฏ

ถ้ามองภาพรวมและพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามแนวคิดทำลายอิหร่าน การเพิ่มแรงกดดันอิหร่านในช่วงนี้เป็นจังหวะอันดี หวังให้ปัจจัยทั้งภายในกับภายนอกที่ต้านระบอบเสริมแรงกัน ถ้าแม้นไม่สามารถล้มระบอบก็ขอให้เกิดสงครามกลางเมือง อิหร่านถดถอยอ่อนแอย้อนกลับหลายสิบปี ดังเช่นซีเรียที่กลายเป็นซากปรักหักพังและยังไม่รู้ว่าจะสงบได้เมื่อไร
            เพียงเท่านี้นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว อิทธิพลชีอะห์อิหร่านที่มีต่อทั่วโลกจะลดต่ำลงมาก ทั้งยังมีประโยชน์อีกหลายเรื่องในระดับภูมิภาค
            ไม่ว่ารัฐบาลอิหร่านจะยอมเจรจาหรือไม่ หากรัฐบาลสหรัฐคิดจะเล่นงาน ย่อมทำได้เสมอ เพราะอิหร่านภัยคือร้ายแรงที่สุดของอเมริกา
5 สิงหาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7939 วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2561)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
อำนาจ 3เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลาง
การยอมรับรัฐอิสราเอล ซาอุฯ ไม่มีปัญหาคนยิวทั้งยังมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่างจากปากของมกุฎราชกุมารซัลมาน จะนำสู่การพันธมิตรของ อำนาจ 3 เส้าผู้หมายครองตะวันออกกลางอย่างเปิดเผย
ไม่มีนิยามสากลว่าจันทร์เสี้ยวชีอะห์ครอบคลุมพื้นที่ใด คำตอบที่ถูกต้องไม่มี เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจน เป้าหมายที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำลาย
การชุมนุมประท้วงในอิหร่านไม่เพียงสะท้อนว่าเรื่องปากท้องสำคัญ ที่ลึกกว่านั้นคือพวกเขาเห็นว่ารัฐบาลน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำไมรัฐจึงไม่ทำ

บรรณานุกรม :
1. 3,700 people were arrested during Iran protests, lawmaker says. (2018, January 9). CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2018/01/09/middleeast/iran-protests-3700-arrested-intl/index.html
2. For Europe, the Iran nuclear deal is all about trade. (2018, May 7). The Hill. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/04/22/politics/iran-foreign-minister-nuclear-deal/index.html
3. Iran faces ‘economic disaster’ as currency plunges to new low. (2018, July 31). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1348411/business-economy
4. Iran: Economic Crisis Deepens Amid Calls for Rouhani to Resign. (2018, June 26). Asharq Al-Awsats. Retrieved from https://aawsat.com/english/home/article/1312101/iran-economic-crisis-deepens-amid-calls-rouhani-resign
5. Iranians Rally for 3rd Consecutive Day to Condemn Rioters, Show Unity. (2018, January 5). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13961015000593
6. Mr. Trump, ‘do not play with the lion’s tail’, Rouhani warns. (2018, July 22). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/425661/Mr-Trump-do-not-play-with-the-lion-s-tail-Rouhani-warns
7. Rouhani: U.S. seeking to undermine people’s trust. (2018, June 27). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/424816/Rouhani-U-S-seeking-to-undermine-people-s-trust
8. Trump offers to meet with Iranian President Rouhani, without preconditions. (2018, July 30). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/politics/2018/07/30/trump-offers-to-meet-with-iranian-president-rouhani-without-preconditions.html
9. U.S. State Department. (2017, July 19). State Department Releases Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/272235.htm
10. World War 3: Trump is about to pull off something 'VERY BIG' against Iran, says US senator. (2018, July 24). Express. Retrieved from https://www.express.co.uk/news/world/993453/World-War-3-news-Iran-Donald-Trump-Twitter-date-2018
11. Zarif to Trump: Try respect for Iranians and international commitments. (2018, August 1). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/426039/Zarif-to-Trump-Try-respect-for-Iranians-and-international-commitments
-----------------------------
David Everett Strickler