วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

3 ภัยคุกคามหลักของอิหร่านในสมัยทรัมป์

23 ตุลาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7653 วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะใช้เพื่อสันติเท่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์กลับไม่ลดระดับภัยคุกคาม ซ้ำยังยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อคงการคว่ำบาตร แท้จริงแล้วการพูดถึงภัยคุกคามเป็นข้ออ้างมากกว่า

กลางเดือนตุลาคม รัฐบาลทรัมป์ประกาศยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ต่ออิหร่าน ชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง จำต้องตอบโต้ด้วยนโยบายแข็งกร้าว
            ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่เอ่ยถึงภัยหลายอย่าง โดยหลักแล้วมี 3 ประการ ดังนี้

            ประการแรก โครงการนิวเคลียร์
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านพยายามลดทอนความร่วมมือ (severely undercut) ตามข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่ยอมให้เข้าตรวจเขตพื้นที่ทหาร เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
            อันที่จริงแล้วแนวคิดล้มข้อตกลงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ พรรครีพับลิกันคิดทำมานานแล้ว ประเด็นน่าคิดคือทำไมประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งตัดสินใจล้มข้อตกลง ในขณะที่บริบทไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีการเจรจาต่อรองอยู่นาน กว่าที่ฝ่ายต้องการให้ล้มสามารถจูงใจให้ทรัมป์ลงมือ
            กลายเป็นว่ารัฐบาลสหรัฐคือประเทศเดียวที่สรุปว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐผิด หรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย
            ถ้าสหรัฐเป็นฝ่ายผิด เท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์พูดโกหกคำโตต่อโลกและต่อชาวอเมริกันใช่หรือไม่

            ประการที่ 2 การพัฒนาขีปนาวุธ
            รัฐบาลทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการขีปนาวุธอิหร่าน เป็นมาตรการฝ่ายเดียว เห็นว่าขีปนาวุธดังกล่าวบั่นทอนเสถียรภาพภูมิภาค หุ้นส่วนของสหรัฐ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โต้ว่า ขีปนาวุธไม่ขัดข้อมติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคง เพราะไม่ได้ออกแบบเพื่อติดหัวรบนิวเคลียร์
            ขีปนาวุธอิหร่านเป็นอีกกรณีที่รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ไม่ผ่านข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง เนื่องจากอิหร่านไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใดๆ ส่วนที่รัฐบาลทรัมป์บอกว่าละเมิดนั้นเป็นเพียงข้อสรุปของสหรัฐเท่านั้น ทำนองเดียวกับเรื่องโครงการนิวเคลียร์

            ประการที่ 3 สนับสนุนก่อการร้าย
รายงานต่อต้านก่อการร้ายฉบับล่าสุดเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมาของกระทรวงการต่างประเทศ “Country Reports on Terrorism 2016ตีตราว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย (State Sponsors of Terrorism) ระบุว่าอิหร่านสนับสนุนก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1984 สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ (Hizballah) กลุ่มในฉนวนกาซา ซีเรีย อิรักและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง คอยบั่นทอนสันติภาพย่านนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps) คอยให้ความช่วยเหลือ
อิหร่านช่วยฮิซบอลเลาะห์ผลิตจรวด ขีปนาวุธนับพันลูก ให้เงินอุดหนุน และนำกองกำลังนับพันไปฝึกในอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์มีบทบาทมากในสมรภูมิซีเรียเพื่อช่วยรัฐบาลอัสซาด กองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ที่เข้ารบสนับสนุนระบอบอัสซาด กลุ่มเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเรือนซุนนี กองกำลังอิหร่านมอบยุทโธปกรณ์แก่กลุ่มเหล่านี้
            ฝึกกองกำลังชีอะห์ในบาร์เรน และอีกหลายประเทศที่อิหร่านเป็นผู้จัดหาอาวุธ ให้เงิน    นอกจากนี้ นับจากปี 2009 เป็นต้นมา อิหร่านมีสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์ อำนวยความสะดวกการส่งผ่านเงินสนับสนุน และการเดินทางของสมาชิกสู่ต่างประเทศฃ

            ประเด็นผู้ก่อการร้ายมีข้อสงสัยและข้อวิพากษ์หลายจุด ...
Country Reports on Terrorism 2016 ระบุว่าในโลกนี้มี 3 ประเทศที่เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย คือ อิหร่าน ซูดานและซีเรีย เกิดคำถามว่าในโลกนี้มีรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายเพียง 3 ประเทศเท่านั้นหรือ

รัฐบาลสหรัฐชี้ว่ากองกำลังชีอะห์จากอัฟกานิสถานกับปากีสถานที่เข้าไปต่อสู้ในสมรภูมิซีเรียเป็นผู้ก่อการร้าย ข้อเท็จจริงคือในสมรภูมิซีเรียมีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติกว่า 100 ประเทศ เป็นกลุ่มใหญ่น้อยหลายสิบกลุ่ม ทั้งที่สัมพันธ์กับ IS/ISIL/ISIS และไม่เกี่ยวข้องด้วย ถามว่ากลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IS เป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ กลุ่มเหล่านี้ไม่มีรัฐอุปถัมภ์หรือ

James Mattis รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า อิหร่านเป็น “รัฐสนับสนุนก่อการร้ายรายใหญ่สุด” ของโลก เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่อาจละเลย แต่ประเทศนี้ไม่ได้สนับสนุน IS การพูดถึงอิหร่านคือการพูดถึงกองกำลังชีอะห์ในแถบตะวันออกกลาง
ในทางวิชาการเอ่ยถึงประเทศที่สนับสนุน IS/ISIL/ISIS สามารถระดมกองกำลังนับหมื่นจากทั่วทุกทวีป มีอาวุธเครื่องมือทันสมัย เป็นอาวุธที่ไม่สามารถหาซื้อทั่วไป แต่รัฐบาลสหรัฐกลับไม่ทราบว่าประเทศใดสนับสนุน IS
เป็นการดีที่จะตั้งคำถามว่าอะไรคือวาระแอบแฝง (hidden agenda) ของรายงานฉบับนี้

            นักวิชาการตะวันตกมักเอ่ยถึงความน่ากลัวหากอิหร่านมีระเบิดนิวเคลียร์ ไม่เพียงเพราะรัฐบาลอิหร่านอาจใช้เอง แต่เกรงว่าจะตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้ายหรือพวกหัวรุนแรง
            การเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้ผู้ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ในสายตาของตะวันตกจะคิดว่าจะต้องป้องกันไม่ให้ประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด เป็นเหตุผลข้ออ้างว่าจะต้องปิดล้อม คว่ำบาตร สหรัฐ อิสราเอล มีความชอบธรรมที่จะชิงโจมตีก่อน

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะถือว่าอิหร่านเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้ายที่สำคัญที่สุด แต่เมื่อพิจารณาเนื้อในกลับไม่เป็นภัยนัก เพราะไม่ได้ชี้ว่าคุกคามสหรัฐโดยตรง ยังไม่เชื่อมโยงผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุนจะโจมตีสหรัฐ
            ต่างจากสมัยซัดดัม ฮุสเซน ที่รัฐบาลบุชสมัยนั้นใช้หลักฐานเท็จ ทั้งเรื่องอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์กับสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ผู้ก่อการร้ายชื่อดังในยุคนั้น แล้วสร้างเรื่องเชื่อมโยงว่ารัฐบาลซัดดัมอาจมอบระเบิดนิวเคลียร์แก่อัลกอออิดะห์เพื่อก่อเหตุร้ายในแผ่นดินแม่อเมริกา สมัยนั้นชาวอเมริกันตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก ด้วยความคิดว่าอัลกออิดะห์คือผู้ก่อเหตุ 9/11 จึงเกรงว่าประเทศจะหายนะหากอัลกออิดะห์โจมตีอเมริกาด้วยนิวเคลียร์ เรื่องราวทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จทั้งสิ้น แต่ช่วยให้รัฐบาลบุชสมัยนั้นมีข้ออ้างส่งทหารรุกรานอิรัก โค่นล้มระบอบซัดดัม
            ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้เชื่อมโยง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงในอนาคต อาจเป็นผู้ก่อการร้ายชีอะห์หวังโจมตีแผ่นดินสหรัฐด้วยนิวเคลียร์

วิเคราะห์องค์รวม :
            ประการแรก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
            ภัยคุกคามที่รัฐบาลทรัมป์เอ่ยถึงล้วนเป็นเรื่องเดิมที่พูดกันหลายสิบปีแล้ว ที่น่าสนใจคือทรัมป์ไม่ปรับ “ลดระดับ” ภัยคุกคามตามความเป็นจริง ดังกรณีโครงการนิวเคลียร์ที่ปัจจุบันโครงการลดขนาดลงมาก เหลือเพียงส่วนที่ใช้เพื่อสันติเหมือนนานาประเทศ ท่าทีเช่นนี้อาจตีความว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดข้อเท็จจริง เพราะต้องการระบุว่าอิหร่านคือปรปักษ์ที่อันตรายที่สุด ยึดแนวทางสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ที่ประกาศว่าภัยคุกคามสำคัญประกอบด้วยอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือที่เรียกรวมๆ ว่าเป็น “axis of evil” ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย แสวงหาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction)
            ถ้ายึดตามบุช บัดนี้ก็เหลือเพียงเกาหลีเหนือกับอิหร่าน

            ประการที่ 2 หวังบั่นทอนระบอบอิหร่าน
            สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านตั้งแต่ปี 1979 จนบัดนี้เกือบ 4 ทศวรรษแล้ว คว่ำบาตรด้วยหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคือหวังว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ในสมัยของรัฐบาลอาห์มาดิเนจาดได้พิสูจน์แล้วว่าหากนานาชาติพร้อมใจคว่ำบาตรจะกระทบอิหร่านรุนแรง
นักวิชาการบางคนเห็นว่าแม้ฝ่ายศาสนามีอำนาจ ในขณะเดียวกันมีแรงต่อต้านด้วย และแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาด ด้วยเหตุผลหลายข้อ ทั้งความไม่พอใจต่อระบอบ ต้องการเสรีภาพมากขึ้น เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง การคอร์รัปชันดาษดื่น อาห์มาดิเนจาดไม่ใช่ตัวเลือกที่ประชาชนบางคนเห็นชอบ ชาวอิหร่านรู้ดีว่าทุกสิ่งมาจากการตัดสินใจของผู้นำจิตวิญญาณ
            สำหรับชีอะห์อิหร่าน พวกเขายังศรัทธาในชีอะห์ แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงระบอบ ประสิทธิภาพของรัฐบาลมีผลต่อความศรัทธาต่อระบอบ
            ประเด็นโต้แย้งคือ ณ ขณะนี้ กลุ่มอียู รัสเซีย จีน ฟื้นความสัมพันธ์กับอิหร่าน ขยายการค้าการลงทุน การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวจากสหรัฐจะได้ผลเพียงใด จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือไม่ จนบัดนี้ฝ่ายสนับสนุนคว่ำบาตรยังมีอิทธิพลสูง รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างคงการคว่ำบาตร ต่างกันเพียงมากหรือน้อยเท่านั้น

            ประการที่ 3 ความกังวลของอิสราเอลและพวกซาอุฯ
            จากข้อมูลทั้งหมด ค่อนข้างน่าเชื่อว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แลกกับการที่นานาชาติเข้ามาติดต่อค้าขายด้วย (ยกเว้นบางประเทศ) ความมั่นคงที่ผูกกับรัสเซียทำให้อิหร่านพลอยมั่นคง หากสามารถใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูพัฒนาประเทศ อิหร่านที่มีโอกาสและศักยภาพจะสามารถยกระดับตัวเองเป็นประเทศที่เจริญและมั่งคั่ง
            ความวิตกกังวลแท้ของอิสราเอลกับพวกซาอุฯ ไม่อยู่ที่นิวเคลียร์อิหร่าน แต่เป็นอิหร่านที่รุ่งเรืองและมั่งคั่ง เวลาที่ทอดยาวออกไปเป็นประโยชน์ต่ออิหร่าน
            ส่วนภัยคุกคามต่างๆ ที่อ้างถึงนั้น (นิวเคลียร์ ขีปนาวุธ ก่อการร้าย ฯลฯ) เป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า
            แน่นอนว่าปรปักษ์อิหร่านจะไม่ปล่อยไว้ ต้องสร้างสถานการณ์ใหม่ ตัวละครใหม่ เพื่อเล่นงานอิหร่าน
-------------------------



บทความที่เกี่ยวข้อง 
“หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) คือการยึดถือผลประโยชน์ของชาติกับอธิปไตยเป็นที่ตั้ง แม้ขัดแย้งประเทศอื่นหรือศีลธรรมคุณธรรม ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) 

2.ทรัมป์อาจยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน
นโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านอาจจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีกระแสข่าวว่าทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าจะ “หาเรื่อง” อิหร่านต่อไป สัปดาห์หน้าคงจะมีคำตอบชัดขึ้น ควรติดตามใกล้ชิด

บรรณานุกรม:
1. Iran is biggest state sponsor of terrorism – Pentagon chief Mattis. (2017, February 4). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/376288-iran-sponsor-terrorism-mattis/#.WJXbNOOsa6o.facebook
2. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.
3. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Axis of Evil. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.57). California: Sage Publications.
4. The White House. (2017, October 13). President Donald J. Trump's New Strategy on Iran. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/10/13/president-donald-j-trumps-new-strategy-iran
5. U.S. says Iran complying with nuclear deal, yet vows inter-agency review. (2017, April 19). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412746/U-S-says-Iran-complying-with-nuclear-deal-yet-vows-inter-agency
6. U.S. State Department. (2017, July 19). State Department Releases Country Reports on Terrorism 2016. Retrieved from https://www.state.gov/j/ct/rls/crt/2016/272235.htm
7. US imposes sanctions on Iranian entities, individuals after missile test. (2017, February 4). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1031346.shtml
8. Zarif says Russia can use Iran’s bases ‘on case by case basis’. (2017, March 28). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/412202/Zarif-says-Russia-can-use-Iran-s-bases-on-case-by-case-basis
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...