ทรัมป์ “ผู้คาดเดาไม่ได้” หรือ “ผู้พูดเท็จเป็นนิจ”

ในช่วง 100 วันของตำแหน่งประธานาธิบดี ความเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดออกสู่สายตาชาวอเมริกันและทั่วโลก หลายคนชอบ หลายคนไม่ชอบ ถ้าดูจากโพลความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่น้อยอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มีแนวโน้มลดลงอีก ต้นเหตุหนึ่งที่บั่นทอนคะแนนนิยมและมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือนโยบายต่างประเทศที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา (flip-flop) ไม่ตรงกับที่หาเสียง
กลยุทธ์ “คาดเดาไม่ได้” นโยบายที่กลับไปกลับมา :
ในช่วงหาเสียงทรัมป์พูดเสมอว่าตนศึกษาเรื่องนี้เรื่องนั้นมากกว่าใคร รู้ดีกว่าหลายคน ขอให้เชื่อเขาว่าเขาสามารถทำได้ อเมริกาจะยิ่งใหญ่อีกครั้ง ปัญหาหลายอย่างแก้ได้ด้วยการเจรจา เมื่อถูกสอบถามรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์ให้คำตอบว่าเป็นความลับ ไม่อาจเปิดเผย เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตั
ในเวลาไม่ถึง 100 วัน รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญหลายเรื่อง เช่น
ประกาศว่าจะทบทวนความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพราะ 2 ประเทศนี้เอาเปรียบสหรัฐ ไม่แบ่งเบาภาระงบประมาณเท่าที่ควร จะถอนทหารอเมริกันที่ประจำการใน 2 ประเทศนี้ ให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง
            2 สัปดาห์หลังเป็นรัฐบาล รัฐบาลทรัมป์ประกาศยึดมั่นสัญญาการเป็นพันธมิตร จิม แมททิส (Jim Mattis) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมพูดกับรักษาการนายกฯ เกาหลีใต้กับนายกฯ อาเบะด้วยคำเดียวกันว่า “ยืนยัน (ความเป็นพันธมิตร) ร้อยเปอร์เซ็นต์” พร้อมกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าภาระที่รับอยู่เหมาะสมแล้ว

            เดิมทรัมป์ยอมรับการคงอยู่ของรัฐบาลอัสซาด เห็นว่าควรมุ่งจัดการผู้ก่อการร้าย IS จะดีกว่า เปรียบเปรยว่าถ้าซัดดัมอยู่ผู้ก่อการร้ายในอิรักจะถูกกำจัดทันที แต่หลังเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีเมื่อต้นเมษายน ทรัมป์สั่งโจมตีซีเรียด้วยขีปนาวุธ อ้างว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี ทำให้เด็กผู้บริสุทธิ์ราว 30 คนต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน โดยไม่คิดว่าการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเป็นเหตุให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนคนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่าหมื่นคน

            ทรัมป์เห็นว่าองค์การนาโตเป็นของล้าสมัย สิ้นเปลืองงบประมาณ ที่ผ่านมาชาติสมาชิกแบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ดังนั้นหากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต
            ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศสนับสนุนนาโตเต็มที่ ยืนยันสถานภาพความเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆ ในยุโรป จะไม่ถือว่านาโตเป็นของล้าสมัยอีกต่อไป เป็นอีกนโยบายที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เหตุผลว่าชาติสมาชิกได้ปรับปรุงตัวเองแล้ว เรื่องงบประมาณกลายเป็นประเด็นที่ต้องเจรจาต่อไป แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอีกแล้ว

            ในช่วงหาเสียง จีนตกเป็นเป้าการโจมตีเมื่อเอ่ยถึงการค้าระหว่างประเทศ ปัญหาขาดดุล ทรัมป์เห็นว่าจีนเป็น “จอมหัวขโมยรายใหญ่ที่สุดของโลก” บิดเบือนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก กระทบต่ออุตสาหกรรม การจ้างงานในสหรัฐ หากสามารถแก้ปัญหาจากจีน อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง
             และเช่นเดียวกัน ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน พร้อมกับรายงานของกระทรวงการคลังระบุว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน ไม่ว่าจะเป็นรายงานเพื่อสนับสนุนทรัมป์ หรือทรัมป์ยอมรับข้อสรุปของรายงาน บัดนี้รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปชัดแล้วว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงิน ค่าเงินหยวนไม่เป็นต้นเหตุขาดดุลการค้าอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องที่ยังไม่ประกาศ เช่น นโยบายลดภาษี การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกือบร้อยวันแล้วยังขาดความชัดเจน นโยบายเศรษฐกิจอาจเป็นอีกเรื่องที่ทรัมป์ไม่ได้ทำตามที่หาเสียง ในเวลาไม่ถึง 100 วันจึงถูกวิพากษ์หนาหูว่าหลายนโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้แน่ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ทรัมป์กำลังหมายถึงอะไรกันแน่
ทรัมป์บอกตั้งแต่ต้นว่าจะใช้วิธีคาดเดาไม่ได้ (unpredictable) เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง แต่ควรใช้อย่างมีขอบเขต รู้ว่าเรื่องใดควรใช้ เรื่องใดไม่ควรใช้ ตระหนักว่ามีผลเสียจากการใช้ เช่น ประเด็นทบทวนพันธมิตรนาโต ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บั่นทอนความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ไม่น่าเชื่อถือ การคาดเดาไม่ได้ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันคาดเดาไม่ได้เช่นกัน วางตัวไม่ถูกว่าแต่ละนโยบายเป็นอย่างไร บางคนอาจตีความว่าคือเทคนิคง่ายๆ เพื่อหลอกหาเสียง
การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกทำได้จริงหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ สกัดกั้นแรงงานนอกระบบได้แค่ไหน ถ้ารู้แต่แรกแล้วว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงยังเสนอนโยบายเช่นนี้
ทรัมป์กำลังใช้เทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” หรือทำให้ “ตนเองสามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ

สืบเนื่องจากยุทธศาสตร์หาเสียง :
            การจะทำความเข้าใจว่าทรัมป์เป็นผู้คาดเดาไม่ได้หรือผู้พูดเท็จเป็นนิจ ต้องย้อนหลังตั้งแต่ช่วงหาเสียง ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์หาเสียงที่ทรัมป์ใช้คือ ”พูดตรงใจคนฟัง” พูดในสิ่งที่ประชาชนอยากฟัง เมื่อบวกกับบุคลิกภาพส่วนตัว จึงปรากฏเป็นภาพที่ทุกคนเห็น เช่น พูดจาขวานผ่าซาก ใช้คำพูดง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์สวยหรูของนักการเมือง ตอกย้ำว่าทรัมป์แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ไม่ใช่นักการเมืองน้ำเน่า อีกด้านหนึ่งคือกำลังเสนอแนวคิดแนวทางบางอย่างที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว”
เมื่อเป็นแนวคิดแนวทางที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว” หลายคนจึงมีข้อสรุปในใจอย่างรวดเร็ว เห็นว่าทรัมป์คือตัวเลือกที่ตรงใจเขามากที่สุด เป็นเหตุให้คะแนนนิยมของทรัมป์พุ่งสูงขึ้นๆ เรื่อยๆ แซงหน้าคู่แข่งในพรรคเดียวกันทั้งหมด ได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันและชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี
            การ “พูดตรงใจคนฟัง” มีข้อดีที่ได้ใจคนฟัง แต่มีจุดอ่อนหลายข้อ เช่น เป็นการคิดในกรอบแคบๆ ขาดการมองภาพรวม เกิดคำถามที่ว่าเป็นแนวนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่พูดเพื่อได้ใจคนเท่านั้น

วิเคราะห์องค์รวม :
            ประการแรก โทษทรัมป์หรือโทษใคร
            มีความเป็นไปได้ว่าการพูดกลับไปกลับมาคือกลยุทธ์การเจรจาของทรัมป์ ตั้งใจที่จะทำเช่นนี้จริง
ถ้ามองจากมุมพูดเท็จ ทรัมป์คงไม่ตั้งใจพูดเท็จทุกครั้ง หลายครั้งอาจเป็นเพราะไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้ศึกษาประเด็นอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องระหว่างประเทศ จึงเข้าใจผิด เสนอนโยบายผิดๆ แล้วต้องแก้ทีหลัง
            ถ้ามองจากมุมเลือกตั้ง เห็นชัดว่าในหลายประเด็น ทรัมป์พูดเพื่อให้ได้ใจคนอเมริกันเท่านั้น โดยไม่สนใจว่านโยบายที่เสนอนั้นทำได้จริงหรือไม่ มีผลดีผลเสียอย่างไร แต่ในช่วงหาเสียงทรัมป์ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ มุ่งชนะเลือกตั้งอย่างเดียว

            ในภาพกว้าง แม้ทรัมป์ไม่ได้ชนะเลือกตั้งเพราะมีคุณสมบัติเป็นผู้นำประเทศ เหตุที่ชนะมาจากหลายปัจจัย ทั้งตัวนโยบาย สำนวนโวหาร ทีมงาน เป็นตัวแทนพรรค ชาวอเมริกันหลายคนไม่ต้องการให้ ฮิลลารี คลินตัน เป็นฝ่ายชนะ ดังนั้น จะโทษทรัมป์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะชาวอเมริกันไม่มีตัวเลือกที่ดี เพราะระบบการเมืองคัดกรองที่มีอยู่ได้ตัวแทนแบบทรัมป์กับฮิลลารี ชาวอเมริกันหลายคนรู้ปัญหาแต่แม้ผ่านไปหลายทศวรรษ ปัญหาเดิมๆ ยังคงอยู่

            ประการที่ 2 การผสมโรงของสื่อ
            ตั้งแต่เริ่มหาเสียง ทรัมป์เป็นปฏิปักษ์กับสื่อกระแสหลัก และแม้บริหารประเทศแล้ว ความสัมพันธ์กับสื่อที่ปรากฏให้เห็นยังแย่ต่อไป และหนักกว่าเดิมในบางช่วงที่เกิดการพิพาทกับสื่อ
            ประเด็นน่าคิดคือ แม้สื่อกระแสหลักมักนำเสนอข่าวด้านลบของทรัมป์ แต่ชาวอเมริกันชื่นชอบที่จะบริโภคข่าวทำนองนี้ การแสดงออกของทรัมป์ในทาง "ลบ" ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดูเหมือนเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันหลายคน
            ในทางวิชาการมีข้อสรุปชัดเจนว่า ชาวอเมริกันไม่ไว้ใจสื่อมานานแล้ว แต่นับจากเกิดปรากฏการณ์ทรัมป์ สื่อนำเสนอข่าวลบต่อเนื่อง ราวกับว่าเป็นข่าวที่ขายดี เป็นอาหารจานอร่อยที่ต้องเสิร์ฟทุกวัน

            ทรัมป์โจมตีสื่อเรื่อยมา และพยายามใช้สื่อของตัวเอง ทวิชข้อความแทบทุกวัน อ้างว่าต้องทำเช่นนี้ต่อไปตราบเท่าที่สื่อไม่เป็นกลาง ไม่ว่าสื่อจะเป็นกลางหรือไม่ ปรากฏการณ์ทรัมป์ช่วยเพิ่มความสำคัญของสื่อกระแสหลัก เพราะผู้บริโภคที่สนใจข่าวสารจะคอยติดตามข้อความทวิชจากทรัมป์และสื่อที่ตอบโต้กันไปมา

            ที่สำคัญคือ ข้อความที่ทรัมป์ทวิช ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาล สื่อกระแสหลักสามารถครอบครองข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้ ถ้ามองในแง่ดี เป็นอีกครั้งที่สื่อกระแสหลักกับรัฐบาลสามารถส่งผ่านข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเต็มที่

            ถ้ามองในแง่ลบ เกิดคำถามว่าทั้งที่สื่อกับรัฐบาลนำเสนอ คือข้อเท็จจริงหรือไม่ กรณีโทษรัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีเป็นตัวอย่างที่ดี สื่อกระแสหลักแม้จะวิพากษ์รัฐบาลต่างๆ นานา แต่บรรทัดสุดท้ายคือบอกว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี (บนสมมติฐานว่ารัฐบาลอัสซาดไม่ได้ใช้อาวุธเคมีตามข้อกล่าวหา)
            ภาพที่เห็นคือดูเหมือนสื่อกับรัฐบาลทะเลาะกัน แต่ที่สุดแล้วให้ข้อสรุปตรงกัน
            ชาวอเมริกันหลายคนอาจชอบและถกกันตามประเด็นที่สื่อไม่เห็นตรงกับรัฐบาล แต่สุดท้ายจะมีข้อสรุปในใจว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี ไม่ว่าสื่อกระแสหลักเหล่านี้จะตั้งใจหรือไม่ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ สิ่งที่นำเสนอคือช่วยรัฐบาลประชาสัมพันธ์

            การวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหนาหูขึ้นทุกวัน ถูกมองว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่ทรัมป์ยังใช้ต่อไป เป็นเทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” ในอีกมุมคือทำให้ “ตนเองสามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหก เป็นลักษณะเด่นข้อหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยอเมริกายุคนี้
23 เมษายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7471 วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ.2560)
--------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท
การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

บรรณานุกรม:
1. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
2. Denyerm, Simon. (2017, January 25). Trade trumps national security in Trump’s worldview. That’s really bad news for China. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/president-trump-is-planning-to-sign-executive-orders-on-immigration-this-week/2017/01/24/aba22b7a-e287-11e6-a453-19ec4b3d09ba_story.html
3. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
4. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
5. In reversal, Trump says would work with NATO to defeat ISIL. (2016, August 17). The Japan News/Reuters. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003152964
6. Janjevic, Darko. (2017, April 12). Trump says NATO is 'no longer obsolete'. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/trump-says-nato-is-no-longer-obsolete/a-38407650
7. Mattis assures policy continuity on N. Korea, full defense commitment to S. Korea. (2017, February 3). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2016/09/23/0401000000AEN20160923005300315.html
8. Ramzy, Austine. (2016, March 28). Comments by Donald Trump Draw Fears of an Arms Race in Asia. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/29/world/asia/donald-trump-arms-race.html?_r=0
9. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
10. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
11. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
12. U.S. Treasury says China does not manipulate its currency. (2017, April 14). Trump is being schooled by international events and sly adversaries. Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-04/15/c_136210032.htm
13. Yoshida, Reija. (2017, February 3). Abe, Mattis reaffirm ties on defense. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/02/03/national/politics-diplomacy/shinzo-abe-james-mattis-u-s-japan-bilateral-ties-defense/#.WJXrStJ97IU
-----------------------------

ตรรกะของรัฐบาลทรัมป์ ใครใช้อาวุธเคมีในซีเรีย

การโจมตีซีเรียด้วยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 6 เมษายนกลายเป็นข่าวดังต่อเนื่อง ในทางวิชาการเป็นกรณีศึกษาให้เข้าใจนโยบายและการดำเนินนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ควรคิดกำหนดล่วงหน้าว่ารัฐบาลนี้จะอยู่อีกอย่างน้อยเกือบ 4 ปีเต็ม มีผลต่อความเป็นไปของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม กระทั่งเรื่องภาวะโลกร้อน เป็นกรณีศึกษาสำคัญช่วยให้เข้าใจระบบความคิด การใช้ตรรกะ จากการศึกษามีประเด็นสำคัญพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
ตรรกะของรัฐบาลทรัมป์ :
          ประการแรก ลงโทษเพราะสังหารพลเรือน ใช้อาวุธเคมี
            แถลงการณ์จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันที่ 6 กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้นำซีเรีย บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) โจมตีพลเรือนด้วยอาวุธเคมี ไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมีของสหประชาชาติ (Chemical Weapons Convention)
            แม้การปราบปรามผู้ก่อการร้ายสำคัญที่สุด รัฐบาลทรัมป์มีนโยบายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง สนับสนุนพวกเคิร์ดซีเรีย ไม่นานนี้ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินนับร้อยนับพันนายเพื่อสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน
            ประเด็นคือต้องเข้าใจว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 6 เมษายนเป็นนโยบายใหม่อีกข้อที่แตกต่างนโยบายเดิมๆ นั่นคือโจมตีกองทัพอัสซาดโดยตรง (แม้กล่าวว่าจะเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียว) เหตุผลหลักคือรัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือน ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หากไม่มีเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีก็จะไม่มีการยิงขีปนาวุธ
            รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การโจมตีซีเรียคือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดกฎบัตรสหประชาติอย่างร้ายแรง เท่ากับทำสงครามรุกรานซีเรีย ถ้ารัฐบาลทรัมป์ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศจริง ทำไมไม่นำเรื่องสู่สหประชาชาติ ใช้กลไกของสหประชาชาติ เป็นระบบที่วางไว้เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงโลก
            เท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังเขียนกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นใหม่ เขียนเองใช้เอง ลงโทษผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง ไม่สนใจว่าประเทศใดหรือใครจะคิดเห็นอย่างไร

          ประการที่ 2 ถ้ารัฐบาลสหรัฐบอกว่าใช่ก็คือใช่
            ถ้ามองจากมุมสหรัฐ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล้าออกคำสั่งโจมตีน่าจะมีเหตุผลชอบธรรมรองรับ ความชอบธรรมนี้รวมถึงเป็นความชอบธรรมที่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเท็จ สร้างเรื่องขึ้นมาเอง
            ทำเนียบขาวได้ส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่ระดับสูงชี้แจงสื่อ ย้ำว่าเป็นข้อมูลลับบางส่วนที่เปิดเผยได้ เช่น บัญชีสื่อโซเชียลมีเดีย วีดีโอ รายงาน ภาพ ตัวอย่างเหยื่อที่รับได้พิษซาริน (sarin) กับก๊าซทำลายประสาทที่ยังไม่ระบุว่าคือชนิดใด การโจมตีเริ่มเวลา 6.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยเครื่องบินรบ SU-22 จากฐานบิน Shayrat ของซีเรีย ราว 20 นาทีต่อมาก็เริ่มมีรายงานผู้รับพิษ พิษนั้นไม่ได้มาจากการโจมตีด้วยระเบิดแล้วโดนคลังอาวุธเคมี ยืนยันว่าหลักฐานที่อ้างถึงไม่ได้สร้างขึ้นเอง รัฐบาลยังคงได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ
            ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่า การใช้อาวุธเคมีในซีเรียเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งแล้ว บางครั้งโทษรัฐบาลอัสซาด บางครั้งโทษฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย

            การกล่าวหารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีครั้งที่รัฐบาลโอบามาแสดงความขึงขังมากที่สุดคือ การใช้ก๊าซซาริน (sarin) เมื่อสิงหาคม 2013 มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ราย ครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาชี้แจงว่ามีหลักฐานมากมาย ทั้งภาพจากดาวเทียม ภาพวีดีโอ สามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว" ในตอนนั้นประธานาธิบดีปูตินเรียกร้องให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ
            จากบัดนั้นจนบัดนี้ รัฐบาลสหรัฐไม่เคยแสดงหลักฐานเหล่านั้นเลยไม่ว่าจะต่อสาธารณะหรือต่อสหประชาชาติ แต่กลายเป็นประเด็นที่มีผลร้ายแรงและสืบเนื่องจนบัดนี้คือ รัฐบาลสหรัฐตั้งแต่โอบามาจนถึงทรัมป์ต่างถือว่ารัฐบาลอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมีครั้งนั้น

            การจะลงโทษใครเป็นโจรผู้ร้าย ต้องมีพยานหลักฐานที่ศาลยอมรับ ลำพังคำพูดว่าใครเป็นโจรหรือบอกว่ามีหลักฐานแต่ไม่แสดงต่อศาลย่อมไม่นับว่าเป็นหลักฐาน สิ่งที่รัฐบาลโอบามาทำคือพูดอย่างเดียว พูดว่ามีพยานหลักฐานมากมายแต่ไม่ยอมนำมาแสดง
            เหตุใช้อาวุธครั้งล่าสุดเมื่อ 4 เมษายน รัฐบาลทรัมป์ยังไม่แสดงหลักฐานให้องค์กรกลางพิสูจน์
            คำชี้แจงจากทำเนียบขาวย้ำว่าก๊าซพิษมาจากตัวระเบิด ไม่ได้เกิดจากระเบิดไปโดนคลังอาวุธเคมี ถ้ารัฐบาลสหรัฐมั่นใจหลักฐานของตนมาก ทำไมจึงไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเข้าตรวจสอบยืนยันหลักฐานเหล่านี้ เพื่อแก้ข้อครหาว่าหลักฐานที่นำเสนอมาจากการสร้างขึ้นมาเองหรือไม่ เช่น เครื่องบินรบ SU-22 เข้าโจมตีก่อน 7.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
            พฤติกรรมเช่นนี้เท่ากับว่าขอเพียงรัฐบาลทรัมป์คิดว่าเป็นเช่นไร ควรทำอย่างไร ก็จะลงมือกระทำตามที่ตนเห็นชอบ และสรุปเอาเองว่ามีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เช่นนี้ควรนับว่าเป็นพฤติกรรมของประเทศอารยะหรือ

          ประการที่ 3 ตายด้วยอาวุธเคมีเป็นเรื่องต้องห้าม
            สงครามกลางเมือง 6 ปี มีผู้เสียชีวิต 2 แสนกว่ารายและยังคงเพิ่มสูงขึ้น แม้กองทัพอัสซาดจะพยายามทำสงครามกับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลเรือนคือเหยื่อของสงครามกลางเมือง ความจริงคือราวกึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่าหมื่นคน ยอดผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้เสียชีวิตจากอาวุธเคมีที่กล่าวหาไปมานับสิบๆ ครั้ง
            รัฐบาลโอบามาประกาศว่าต้องโค่นล้มระบอบอัสซาดด้วยเหตุผลหลักคือ รัฐบาลอำนาจนิยมอัสซาดปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ จึงสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์ยอมรับการคงอยู่ของระบอบอัสซาด เพราะเห็นว่าภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ไม่ใช่ระบอบอัสซาด

            แต่เมื่อเกิดเหตุใช้อาวุธเคมี 4 เมษายน มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย เป็นเด็กเกือบ 30 ราย ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับกล่าวว่าต้องเปลี่ยนนโยบายแล้ว สั่งโจมตีฐานบิน เป็นการเตือนไม่ให้ใช้อาวุธเคมีอีก รับไม่ได้ที่เห็นเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน
            คำถามคือ สิ่งที่ทำช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตหรือไม่ ช่วยยุติสงครามกลางหรือไม่ ถ้ายังยืนยันสนับสนุนฝ่ายต่อต้านทำสงครามล้มรัฐบาล สงครามจะดำเนินต่อไป ผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเสียชีวิตด้วยอาวุธเคมีหรือด้วยวิธีอื่นใด
            ตรรกะของทรัมป์คือการเสียชีวิตด้วยก๊าซพิษน่าสงสารกว่าการตายด้วยวิธีอื่น คนซีเรียจะตายได้วิธีการใดก็ได้ ขอเพียงไม่ตายด้วยอาวุธเคมี
          จะตายเพิ่มอีกกี่หมื่นกี่แสนก็ได้ ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าไม่ตายด้วยอาวุธเคมีก็เป็นเรื่องยอมรับได้
            นี่คือตรรกะอันแปลกประหลาดของรัฐบาลทรัมป์

ผลของการใช้ตรรกะแบบทรัมป์ :
            บางคนอาจคิดว่าการโจมตีเพื่อตอบสนองเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น ในอีกมุมหนึ่ง ผลการโจมตีไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป มีผลสืบเนื่องระยะยาว ดังนี้
          ประการแรก ยืนยันฝ่ายเดียวต่อเนื่อง
            เรื่องแปลกแต่จริงคือ แม้ปากจะบอกว่ามีหลักฐานมากมาย มีข้อสรุปชัดเจนว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี แต่ไม่ยอมแสดงหลักฐาน สวนทางกับความเห็นบางประเทศ ความคิดเห็นของหลายคน ได้แต่พูดยืนยันอยู่เรื่อยๆ พฤติกรรมเช่นนี้จึงเป็นการ "ยืนยันฝ่ายเดียว" อย่างต่อเนื่อง
            เริ่มจากรัฐบาลโอบามา บัดนี้คือรัฐบาลทรัมป์ รวมเป็น 2 รัฐบาลแล้ว

          ประการที่ 2 ลดทอนบทบาทสหประชาชาติ
            ถ้าเทียบกับกรณีอิรัก อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) กลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ เอช.เอ็ม. บุช (George H. W. Bush - บิดาของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช) คณะมนตรีความมั่นคงมีมติให้อิรักต้องปลอด WMD ทุกชนิด
            เนื่องจากมีเรื่องการตรวจสอบ WMD จากคณะมนตรีความมั่นคง และดำเนินเรื่อยมาหลายปี จึงกลายเป็นประเด็นเมื่อได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าอิรักไม่มี WMD ตามที่รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุชกล่าวอ้าง รัฐบาลสหรัฐหลอกลวงประชาคมโลกด้วยหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้ ทำให้หลงเชื่อเช่นนั้น

            แต่เรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย รัฐบาลสหรัฐพยายามลดทอนการตรวจสอบจากสหประชาชาติ เมื่อเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีล่าสุดคือโจมตีทันที ไม่ต้องรอการพิสูจน์จากสหประชาชาติ

          ประการที่ 3 สร้างนโยบายจากความเท็จ
            ไม่ว่าประเทศอื่น คนอื่นๆ ในโลกจะคิดเห็นอย่างไร รัฐบาลสหรัฐยืนยันความคิดความเข้าใจของตนเองว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี (รัฐบาลทรัมป์อ้างการใช้สมัยสมัยโอบามาด้วย) และรัฐบาลสหรัฐจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เสมอ เมื่อให้เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลอัสซาดจึงเป็นภัยคุกคามต่อประเทศตนเอง ต่อภูมิภาคและโลก นี่คือการสร้างนโยบาย การดำเนินโยบายของรัฐบาลสหรัฐในกรณีซีเรีย

            ณ ช่วงนี้รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่าไม่คิดจะโจมตีกองทัพซีเรียอีก ไม่คิดโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลัง แต่ไม่มีใครประกันว่ารัฐบาลสหรัฐจะถือเช่นนี้ตลอดไป เมื่อถึงวันนั้นจะยกเหตุผลที่ต้องทำสงครามล้มล้างรัฐบาลซีเรียด้วยสารพัดเรื่อง หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลซีเรียเคยใช้อาวุธเคมี

            ประธานาธิบดีโอบามาอาจคิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงส่งทหารอเมริกันไปรบในสมรภูมิซีเรีย ประธานาธิบดีทรัมป์อาจคิดว่าการถล่มด้วยขีปนาวุธ 60 ลูกไม่น่าจะมีผลอะไรมาก แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ทำกลายเป็นการตอกย้ำว่าต้องกำจัดรัฐบาลอัสซาดให้จงได้ ไม่ว่าศึกนี้จะต้องยืดเยื้ออีกกี่ปี คนต้องตายเพิ่มอีกกี่แสน
16 เมษายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7464 วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
2 วันหลังข่าวการใช้อาวุธเคมีที่ Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย รัฐบาลทรัมป์สรุปทันทีว่าคือฝีมือของกองทัพรัฐบาลซีเรีย จึงโจมตีสนามบินแห่งหนึ่งด้วยขีปนาวุธ เรื่องสำคัญและร้ายแรงคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี พยายามอธิบายให้เห็นภาพเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ไม่คำนึงว่าการโจมตีของตนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสหรัฐสามารถโจมตีประเทศใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องมีเหตุผลที่นานาชาติยอมรับ
บรรณานุกรม:
1. About 2 millions and half killed and wounded since the beginning of the Syrian Revolution. (2015, October 16). Syrian Observatory for Human Rights. Retrieved from http://www.syriahr.com/en/2015/10/about-20-millions-and-half-killed-and-wounded-since-the-beginning-of-the-syrian-revolution/
2. Braude, Joseph. (2003). The New Iraq. New York : Basic Book.
3. Chulov, Martin., Shaheen, Kareem. (2017, April 5). Syria chemical weapons attack toll rises to 70 as Russian narrative dismissed. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/apr/04/syria-chemical-attack-idlib-province
4. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
5. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. (2013, September 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
6. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims. (2013, August 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
7. Starr, Barbara. (2017, April 13). US intelligence intercepted communications between Syrian military and chemical experts. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2017/04/12/politics/us-intelligence-syrian-chemical-weapons/index.html
8. The White House. (2013, August 21). “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21
9. The White House. (2017, April 6). Statement by President Trump on Syria. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/04/06/statement-president-trump-syria
10. The White House. (2017, April 11). Background Press Briefing on Syria, 4/11/2017. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/04/11/background-press-briefing-syria-4112017
11. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
-----------------------------

ทรัมป์โจมตีอัสซาด แม้ปราศจากหลักฐานใช้อาวุธเคมี

4 เมษายน เกิดเหตุใช้ก๊าซพิษในซีเรีย ที่เมือง Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย เขตควบคุมของฝ่ายต่อต้าน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กเกือบ 30 ราย สื่อ The Guardian อ้างข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์ว่าก๊าซพิษเกิดขึ้นหลังเครื่องบินรบบินผ่าน รัฐบาลสหรัฐโทษว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เมื่อวันอังคาร (4) ผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) โจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้ายด้วยอาวุธเคมี เป็นสารทำลายประสาท”
            คืน 6 เมษายน (ตามเวลาสหรัฐหรือเช้าวันที่ 7 ของซีเรีย) จรวดร่อน (cruise missiles) เกือบ 60 ลูกโจมตีฐานทัพอากาศ Shayrat ในจังหวัด Homs ที่ฝ่ายสหรัฐเชื่อว่าเครื่องบินที่ปล่อยอาวุธเคมีบินขึ้นจากฐานบินนี้
            ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะเป็นผลประโยชน์ยิ่งยวดแห่งชาติ (vital national security interest) พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติอารยะทั้งหลายร่วมมือกับสหรัฐหยุดการสังหารและหลั่งเลือดในซีเรีย รวมทั้งการก่อการร้ายทุกประเภท
คำชี้แจงของรัฐบาลซีเรียบกับรัสเซียตรงกัน คือชี้ว่าต้นเหตุเกิดจากเครื่องบินรบซีเรียโจมตีคลังอาวุธขนาดใหญ่ของผู้ก่อการร้าย คลังดังกล่าวเก็บสะสมสารพิษ เป็นที่ผลิตหัวรบบรรจุสารพิษ
วาลิด อัลเมาเล็ม (Walid al-Moallem) รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรียยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ใช้อาวุธเคมีและไม่เคยใช้ไม่ว่าต่อผู้ก่อการร้ายหรือประชาชน ให้รายละเอียดว่าการใช้อาวุธเคมีเกิดขึ้นเมื่อ 6.00 น. แต่เครื่องบินรบเริ่มปฏิบัติครั้งแรกของวันเมื่อ 11.30 น.เพื่อทำลายคลังเก็บอาวุธของกลุ่มก่อการร้าย Jabhat al-Nusra อาคารดังกล่าวเก็บอาวุธเคมีด้วย ทั้งยังอธิบายว่าหากเป็นการโจมตีทางอากาศสารพิษจะแพร่กระจายกว่า 1 กิโลเมตร ไม่อยู่ในขอบเขตแคบๆ อย่างที่เกิดขึ้น
            ด้านนายกฯ เทเรซา เมย์ (Theresa May) เรียกร้องให้องค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons) เข้าตรวจสอบ

ย้อนรอยสมัยโอบามา ข้อแตกต่างของทรัมป์ :
            การใช้อาวุธเคมีในซีเรียเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งแล้ว บางครั้งโทษรัฐบาลอัสซาด บางครั้งโทษฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย ครั้งร้ายแรงที่สุดเกิดเมื่อสิงหาคม 2013 แถบชานกรุงดามัสกัส มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ราย ครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาอ้างหลักฐานจากดาวเทียม แสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอกว่า 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐสามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว แต่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จึงท้าทายให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ พร้อมกับกล่าวว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”
ขณะนั้นเกิดกระแสให้สหรัฐโจมตีซีเรีย แต่ทั้งๆ ที่อ้างว่ามีหลักฐาน ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งโจมตีโดยชอบ แต่โอบามากลับโยนเรื่องให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรโจมตีหรือไม่ ให้เหตุผลว่าต้องการทำเป็นตัวอย่างในฐานะประเทศที่มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นการ “ขออนุญาตใช้กำลังจากตัวแทนของชาวอเมริกันในรัฐสภา” สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

สิ่งทื่ทรัมป์แตกต่างจากโอบามาคือ ทรัมป์สั่งโจมตีทันทีใน 2 วันถัดไป

เรื่องร้ายแรงสุดคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งโจมตีทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นฝีมือใคร (ทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียแต่ไม่แสดงหลักฐาน) กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ เพียงรัฐบาลทรัมป์ว่าคิดเป็นเช่นนั้นจริงก็จะลงมือทันที โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง คำคัดค้านจากประเทศอื่นๆ
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลือกโจมตีทันที ผลตามมาคือนับจากนี้รัฐบาลทรัมป์จะต้องยืนกระต่ายขาเดียวอ้างไปเรื่อยๆ ว่ากองทัพอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมี

ทำไมทรัมป์โจมตีอัสซาด :
            คำตอบว่าทำไมทรัมป์จึงโจมตีอัสซาด สามารถตอบใน 2 แนว คือ แนวพื้นฐานกับแนวซับซ้อน ถ้าตอบในแนวพื้นฐาน เป็นไปได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการบิดกระแสสื่อ จากระยะนี้ที่ถูกวิพากษ์เรื่องความสัมพันธ์กับรัสเซียก่อนเลือกตั้ง นโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน ข่าวแง่ลบทั้งหลายทำให้คะแนนนิยมลดลงเรื่อยๆ จนถึงมีกระแสคิดถอดถอน (impeachment) ประธานาธิบดี

            เหตุผลรองมาคือ เพื่อตอบสนองความต้องการของขั้วซาอุฯ ดังที่ทรัมป์พูดว่าเขารับมรดกจากรัฐบาลโอบามา คำพูดนี้สามารถโยงย้อนหลังว่าขั้วซาอุฯ หวังให้สหรัฐส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินล้มระบอบอัสซาด แต่โอบามาไม่ยอม กลายเป็นความระหองระแหงในสมัยนั้น มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียเพิ่งเยือนทำเนียบขาวหารือทรัมป์เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2 ฝ่ายสัมพันธ์ชื่นมื่น เจ้าชายถึงกับเอ่ยว่าทรัมป์เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims) การโจมตีอัสซาดอาจเป็นการเอาใจขั้วซาอุฯ รัฐบาลซาอุฯ มีแถลงการณ์สนับสนุนการโจมตีเต็มที่

            อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือพยายามแสดงความเป็นมหาอำนาจในยามที่สหรัฐกำลังถดถอย นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าคือการเตือนจีน เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกำลังเยือนสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจต้องการแสดงให้เห็นว่าตนทำอะไรได้บ้าง

นโยบายใหม่ต่อซีเรีย :
            การโจมตีฐานทัพอากาศเป็นนโยบายใหม่ที่แตกต่างจากแนวนโยบายของรัฐบาลโอบามา และแตกต่างจากช่วงหาเสียงของทรัมป์ด้วย
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์ใช้ประเด็นซีเรียโจมตีรัฐบาลโอบามา เห็นว่าโอบามาผิดพลาดที่มุ่งกำจัดรัฐบาลอัสซาด ความจริงแล้วภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ไม่ใช่ระบอบอัสซาด
ความคิดของเดิมทรัมป์คือแม้อัสซาดจะเป็นเผด็จการแต่ยังดีกว่า IS พูดเปรียบเปรยว่าโลกจะน่าอยู่ขึ้นหากซัดดัม ฮุสเซนกับกัดดาฟียังมีชีวิตอยู่ เพราะภูมิภาคมีเสถียรภาพ ลดผู้ก่อการร้าย แต่เดิมประเทศอย่างลิเบีย อิรักไม่ใช่ถิ่นของผู้ก่อการร้าย ถ้าซัดดัมอยู่ผู้ก่อการร้ายในอิรักจะถูกกำจัดทันที “ข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่าเขา (ซัดดัม) เป็นคนดี เขาเป็นคนโหดร้าย แต่ก็ยังดีกว่าที่อิรักตอนนี้กลายเป็นศูนย์ฝึกผู้ก่อการร้าย”
            ถ้ายึดตามแนวทางขณะหาเสียง คือ  ยอมรับการคงอยู่ของระบอบอัสซาด (โอบามาต้องการให้อัสซาดลงจากอำนาจ) ไม่แตะต้องกองทัพอัสซาด
            จะทำอะไรมากกว่าเพียงการโจมตีสนามบินหรือไม่
การโจมตีซีเรียรอบนี้เป็นปฏิบัติการจำกัด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐได้แจ้งรัสเซียล่วงหน้าแล้วว่าเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียว และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบป้องกันขีปนาวุธพื้นสู่อากาศของรัสเซียไม่สกัดขีปนาวุธสหรัฐ
แต่อีกหลายเดือนจากนี้รัฐบาลทรัมป์จะทำอะไรมากกว่านี้หรือไม่ จะอ้างการใช้อาวุธเคมีเพื่อความชอบธรรมในการอื่นๆ หรือไม่ เช่น ส่งกองทัพภาคพื้นดินเข้าล้มระบอบอัสซาด จัดตั้งเขตปลอดภัยแบ่งแยกดินแดนถาวร (เมื่อไม่นานนี้ได้ส่งทหารราบ นาวิกโยธินพร้อมอาวุธหนักเข้าร่วมทางภาคพื้นดินนับพันนายแล้ว) การแสดงออกของชาวอเมริกันต่อการโจมตีมีผลต่อการตัดสินใจทำการอื่นๆ ในอนาคต

อาจโจมตีเกาหลีเหนือ อิหร่านด้วยหลักการเดียวกัน :
เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ใช้บรรทัดฐานใหม่ คือ ไม่รอพิสูจน์ว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่ หรือใช้วิธีสรุปเอาเอง เมื่อวิเคราะห์แนวทางนี้กับประเทศปรปักษ์อื่นๆ โดยเฉพาะเกาหลีเหนือกับอิหร่าน สหรัฐมีเหตุผลที่จะโจมตีและมีความสมเหตุสมผลมากกว่า ยกตัวอย่าง โจมตีเกาหลีเหนือหากทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล ทดลองจุดติดระเบิดนิวเคลียร์ โจมตีอิหร่านโทษฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย มีกองกำลังในซีเรีย ทดสอบขีปนาวุธ
            นั่นหมายความว่า การโจมตีซีเรียครั้งนี้อาจเป็นแผนขั้นตอนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า เช่น จัดการอิหร่าน เกาหลีเหนือ จากหลักฐานที่ปรากฏมีความเป็นได้ เช่น การห้ามคน 6 สัญชาติเข้าประเทศ ขั้วซาอุฯ หวังรัฐบาลสหรัฐเร่งจัดการอิหร่าน รัฐบาลทรัมป์เตือนว่าอาจลงมือจัดการเกาหลีเหนือด้วยตัวเอง

            การจัดการอิหร่าน เกาหลีเหนือ อาจไม่ถึงขั้นส่งกองทัพเข้าล้มรัฐบาล แต่จะใช้วิธีคล้ายกับที่จัดการซีเรียในขณะนี้ นั่นคือยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพต่างๆ แหล่งทดลองนิวเคลียร์ ฐานปล่อยจรวด เป็นอีกขั้นตอนของหลายขั้นตอน

            นักวิชาการบางคนสนับสนุนแนวทางของทรัมป์ เห็นว่าการโจมตีซีเรียคือการเตือนประเทศอื่นๆ ที่คิดใช้อาวุธเคมี จุดอ่อนของแนวคิดนี้คือในอนาคตรัฐบาลทรัมป์อาจโจมตีประเทศใดๆ โดยใช้ข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องมีหลักฐานข้อเท็จจริงประกอบ
ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างศาสนาอย่างสวยหรูว่า “เราร้องขอสติปัญญาจากพระเจ้าเมื่อเผชิญปัญหาโลกทุกเรื่อง” “เราอธิษฐานเพื่อชีวิตของผู้บาดเจ็บและวิญญาณของพวกเขาที่ต้องจากร่างกาย และเราหวังว่าตราบใดที่อเมริกายึดมั่นความยุติธรรม เมื่อนั้นสันติภาพกับความสมานฉันท์จะปรากฏ”
            ถามว่าการตัดสินโจมตีครั้งนี้ผ่านการวิเคราะห์พิจารณาอย่างยุติธรรมแล้วหรือไม่

รัฐบาลทรัมป์พยายามอ้างเหตุผลสารพัดให้ฟังดูดี ชี้ให้เห็นว่าผู้เสียชีวิตต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงไร เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่น่าสงสาร แต่ต้องไม่ลืมว่าการโจมตีซีเรียดังกล่าวละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ การใช้กำลังจะถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และ/หรือ คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องให้การรับรองใช้กำลังดังกล่าว
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐแสดงตัวใหญ่กว่าสหประชาชาติ ใช้อำนาจเหนือกฎบัตร ประเทศอารยะเขาทำกันเช่นนี้หรือ ประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
9 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7457 วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ.2560)
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก
บรรณานุกรม:
1. Al-Moallem: Syrian Army didn’t and will not use chemical weapons even against terrorists. (2017, April 6). SANA.  Retrieved from http://sana.sy/en/?p=103704
2. Chulov, Martin., Shaheen, Kareem. (2017, April 5). Syria chemical weapons attack toll rises to 70 as Russian narrative dismissed. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/apr/04/syria-chemical-attack-idlib-province
3. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
4. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
5. Lamothe, Dan., Ryan, Missy., Gibbons-Neff, Thomas. (2017, April 6). U.S. strikes Syrian military airfield in first direct assault on Bashar al-Assad’s government. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/trump-weighing-military-options-following-chemical-weapons-attack-in-syria/2017/04/06/0c59603a-1ae8-11e7-9887-1a5314b56a08_story.html
6. Obama to ask Congress to approve strike on Syria. (2013, August 31). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/obama-to-ask-congress-to-approve-strike-on-syria-2013-08-31
7. Olorunnipa, Toluse., Shi, Ting., Talev, Margaret. (2017, April 6). Trump's Syria Strike Sends Not-So-Subtle Warning to U.S. Rivals. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-04-07/trump-s-syria-strike-sends-not-so-subtle-warning-to-u-s-rivals
8. Russian Foreign Ministry: Donald Trump has very hard times. (2017, April 7). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/russia/kremlin/07-04-2017/137409-russian_foreign_ministry_zakharova-0/
9. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims. (2013, August 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
10. The White House. (2013, August 21). “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21
11. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
12. Trump strikes Syria after ‘chemical’ attack. (2017, April 7). U.S. strikes Syrian military airfield in first direct assault on Bashar al-Assad’s government. Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1080481/middle-east
13. Trump ‘true friend of Muslims,’ Saudi prince says after meeting. (2017, March 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/380822-trump-saudi-muslim-friend/
14. US' Airstrike in Syria: Trump 'Needs a Swift Victory to Resolve' Domestic Issues. (2017, April 7). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/politics/201704071052404806-airstrike-trump-domestic-issues/
15. U.S. warns U.N. over failure to act in Syria. (2017, April 6). The Japan News.  Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003624183
16. Why Russia and Syria took no retaliatory measures to US missile attacks. (2017, April 7). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/hotspots/conflicts/07-04-2017/137407-russia_syria_attack-0/
-----------------------------

ประธานาธิบดีทรัมป์กับการถูกดักฟังโทรศัพท์

ประธานาธิบดีทรัมป์ทวิชข้อความว่าอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) ดักฟังโทรศัพท์ของตนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ ณ ขณะนั้นไม่ได้ฟ้องร้องหน่วยงานใด ต่อมาอ้างว่าเนื่องจากข้อมูลดักฟังมาจากสื่อ The New York Times ฉบับวันที่ 20 มกราคม ตนไม่ชอบสื่อดังกล่าวจึงไม่ดำเนินการฟ้องร้องโอบามาในขณะนั้น ด้าน The New York Times แย้งว่าที่นำเสนอคือ “ข้อมูลที่ได้จากการดักฟังถูกนำไปใช้ในการสอบสวนทีมผู้ช่วยทรัมป์” ไม่ได้ระบุว่าโอบามาสั่งดักฟังช่วงเลือกตั้ง
            เรื่องที่ The New York Times เอ่ยถึงคือเจ้าหน้าที่ FBI ดักฟังการติดต่อสารทีมงานทรัมป์ รวมทั้ง Roger Stone, Carter Page และ Paul Manafort (คนเหล่านี้เป็นทีมงานใกล้ชิด) เพื่อหาความเชื่อมโยงกับรัสเซียตามที่ประธานาธิบดีได้ลงนามในคำสั่งหลังฝ่ายการเมืองเรียกร้อง ไม่ได้ดักฟังทรัมป์แต่อย่างไร
            คำกล่าวหาของทรัมป์เป็นเรื่องร้ายแรงเพราะหากประธานาธิบดีโอบามาทำเช่นนั้นเท่ากับผิดกฎหมาย ใช้อำนาจดักฟังผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามในช่วงเลือกตั้ง อีกทั้งการตรวจสอบติดตามพลเมืองอเมริกันจะต้องมีหมายศาล มีมูลเหตุน่าสงสัย ลำพังคำสั่งประธานาธิบดีไม่สามารถทำได้
            หลักฐานที่ทรัมป์อ้างถึงจึงไม่ถูกต้อง
            ต่อมาทรัมป์ทวิชข้อความอีกว่า “เพิ่งค้นพบว่าโอบามาดักฟัง Trump Tower ไม่นานก่อนชนะเลือกตั้ง" โดยไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ Kellyanne Conway ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์คิดว่าการตรวจสอบติดตามทรัมป์ไม่ใช่เรื่องดักฟังทีมงานในช่วงหาเสียงเท่านั้น ทั้งยังทำต่ออาคาร Trump Tower ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งด้วยวิธีหลากหลายไม่เฉพาะดักฟังโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม Conway ไม่ได้แสดงหลักฐานตามคำกล่าวหาเช่นกัน
Conway ยังเชื่อว่าพวกเดโมแครทพยายามจะล้มรัฐบาลทรัมป์ เพราะไม่คิดว่าจะแพ้เลือกตั้ง จึงต้องใช้ทุกวิถีทาง พูดเป็นนัยว่าการเชื่อมโยงทรัมป์กับรัสเซียคือหนึ่งในวิธีดังกล่าว
อดีตประธานาธิบดีโอบามาโต้ว่าไม่ได้ดักฟังทรัมป์ตามคำกล่าวหาแต่อย่างไร

            16 มีนาคม แกนนำคณะกรรมาธิการด้านการข่าววุฒิสภา (Senate intelligence committee) ทั้งรีพับลิกันกับเดโมแครทร่วมแถลงว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ไม่พบการแอบตรวจสอบติดตาม Trump Tower จากหน่วยงานใดๆ ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการด้านการข่าวสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อสรุปเดียวกัน (คณะกรรมาธิการฯ มีหน้าที่ตรวจสอบกิจกรรมการข่าวของรัฐ เข้าถึงข้อมูลหน่วยงานต่างๆ)
ถึงกระนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ยังยืนยันว่ามีการดักฟังจริง ไม่สนการชี้แจงใดๆ Sean Spicer โฆษกทำเนียบขาวโต้ว่าเหตุที่คณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปเช่นนั้นเพราะไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างครบถ้วน
            ทีมงานทรัมป์มองว่าเป็นอำนาจครอบงำทำเนียบขาวจากกลุ่มผู้ทรงอำนาจเดิม (establishment) และเป็นอีกเหตุผลที่สื่อกระแสหลักมักรายงานข่าวลบต่อรัฐบาล
            ถ้าคิดว่าเป็นข้อแก้ตัวของฝ่ายทรัมป์ ในทางการเมืองย่อมหาข้ออ้างได้ตลอด และถ้าคิดว่ากลุ่มผู้ทรงอำนาจเดิมมีจริง อาจเป็นอีกหลักฐานชี้ว่าทรัมป์กำลังถูกเล่นงาน

            ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์อ้างว่าเขามีหลักฐานลับที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน พร้อมส่งให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบในไม่ช้า ที่รั้งรออยู่เพราะเกรงว่าจะทำให้หน่วยงานเสื่อมเสีย
ต่อมามีประเด็นว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติอังกฤษ (GCHQ) ช่วยโอบามาดักฟังทรัมป์ แต่ GCHQ ปฏิเสธ ควรเข้าใจว่าระบบการข่าวของสหรัฐในปัจจุบันเป็นระบบที่ร่วมมือกับพันธมิตรหลายประเทศเพื่อเก็บข่าวกรองจากทุกมุมโลก อังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “Five Eyes” ที่สหรัฐเป็นแกนนำ ดังนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้หากทีมพิเศษของ GCHQ ทำงานอย่างลับๆ
ด้านทำเนียบขาวออกมาขอโทษ GCHQ แทนผู้ดำเนินรายการฝั่งสหรัฐที่กล่าวหาอย่างผิดๆ แต่ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยที่ต้องขอโทษอังกฤษ ชี้ว่าที่ Spicer พูดถึง GCHQ เพราะใช้ข้อมูลจากสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้ายังมีข้อสงสัยให้ถามสื่อไม่ใช่มาถามรัฐบาล แต่ผู้ดำเนินรายการคนดังกล่าวหายไปจากเวที ไม่ปรากฎตัวอีก
            การแก้ตัวแบบทรัมป์ทำให้เกิดประเด็นว่าโฆษกทำเนียบขาวสมัยนี้ตกต่ำถึงขนาดต้องอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว และเมื่อพบความผิดพลาดก็โทษสื่อ แต่ไม่โทษตัวเอง

20 มีนาคม James B. Comey ผู้อำนวยการ FBI แถลงว่าไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าอดีตประธานาธิบดีโอลามาสั่งตรวจสอบติดตาม Trump Tower ในช่วงหาเสียง FBI ได้ตรวจสอบหน่วยงานตนเองอย่างละเอียดแล้วไม่พบข้อมูลหลักฐานใดๆ และโดยกฎหมายไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับ Michael S. Rogers ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency: NSA) ให้ข้อสรุปเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันกระทรวงยุติธรรมมีหนังสือชี้ว่าไม่พบหลักฐานเช่นกัน

ประเด็นซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อ Devin Nunes ประธานคณะกรรมาธิการด้านการข่าวสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรครีพับลิกันกล่าวในเวลาต่อมาว่าไม่มีการดักฟังทางสาย (wiretap) ต่อตึก Trump Tower แต่มีหน่วยงานความมั่นคงคอยติดตามประธานาธิบดีกับทีมงานอย่างลับๆ “โดยถูกกฎหมาย” เป็นระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่แล้ว เช่น ในกรณีติดต่อกับทูตต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “incidental collection
            Nunes ให้ความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วประธานาธิบดีกับทีมงานอยู่ภายใต้การติดตามอย่างลับๆ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เป็นกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานที่ทำกันเรื่อยมา แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดักฟังเพื่อประโยชน์ในช่วงเรื่องหาเสียง
ความเข้าใจตามมาอีกประการคือ หน่วยงานความมั่นคงบางส่วนมีอำนาจมากถึงขั้นแอบติดตามประธานาธิบดี ซึ่งเท่ากับรู้ความลับเรื่องสำคัญมากมาย อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ Nunes ให้น่าจะเป็นเชิงหลักการ คงมีรายละเอียดซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีหน่วยงานลับล่วงรู้ความลับทุกอย่างของประธานาธิบดี
            แต่จะดักฟังขณะหาเสียงหรือไม่นั้น หน่วยงานราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างออกมาแถลงว่า “ไม่มี”

วิเคราะห์ องค์รวมและสรุป :
            ประการแรก การตรวจสอบติดตามทางลับด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
            สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติบรรยายว่าตัวเองเป็นหน่วยงานด้านการข่าว มีหน้าที่เก็บรวบรวมข่าวกรองต่างประเทศ รวมถึงการต่อต้านหน่วยข่าวกรองต่างชาติ รวบรวมข้อมูลผ่านสื่อสัญญาณทุกชนิด เช่น สัญญาณวิทยุ สัญญาณตามสาย และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกรูปแบบ (อีเมล ข้อความสั้นหรือ SMS ล้วนอยู่ในข่ายทั้งสิ้น)
            สำนักงานฯ จะเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแล้วส่งให้ฝ่ายนโยบายและกองทัพตามต้องการ ลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จัดเก็บขึ้นกับนโยบายของประธานาธิบดี ทีมที่ปรึกษาความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ผู้เรียงลำดับความสำคัญ
            โดยพื้นฐานแล้วระบบการข่าวมีขีดความสามารถสูงมาก เพราะหลักพื้นฐานการข่าวคือ “ความลับ” “ไม่มีใครรู้เห็น” ต้องไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามจับได้ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัย ได้ข้อมูลที่เป็นจริง

            กรณีนายกฯ แมร์เคิลถูกดังฟังเมื่อปี 2013 เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ทางการเยอรมันจับได้ว่าสหรัฐดักฟังโทรศัพท์มือถือ นายกฯ แมร์เคิลถึงกับกล่าวว่า “เรายังเป็นพันธมิตร... แต่การเป็นพันธมิตรจะต้องสร้างบนความไว้ใจต่อกัน”
การดักฟังการสอดแนมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ รัสเซียกับจีนน่าจะกำลังทำเช่นนี้กับเยอรมนี แต่เมื่อพบว่าพันธมิตรสหรัฐเป็นผู้กระทำเสียเอง เป็นการทำลายความไว้วางใจต่อกัน และต้องหยุดทันที
            ถ้าตัดประเด็นการเป็นพันธมิตรหรือศัตรู การดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลให้ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีของสหรัฐสูงถึงขั้นสามารถเจาะเข้าระบบป้องกันของเยอรมัน ประเทศผู้เป็นเลิศทางเทคโนโลยีของโลกเช่นกัน ดังนั้น หากโทรศัพท์ของนายกฯ เยอรมันยังถูกดักฟัง นับประสาอะไรกับการดักฟังคนอื่นๆ

            ประการที่ 2 ไม่ตัดความเป็นไปได้ทั้งหมด
ความเข้าใจจาก Devin Nunes คือประธานาธิบดีกับทีมงานล้วนอยู่ภายใต้การติดตามอย่างลับๆ ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นไปตามกฎหมาย แม้ไม่มีใครชี้ว่ามีการดักฟังช่วงหาเสียงแต่ด้วยระบบดักฟังที่มีอยู่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดทิ้ง
            เอกสารของ NSA พูดถึงปฏิบัติการ Stateroom ว่าเป็นการดักฟังสัญญาณจากอาคารสถานทูตที่อยู่ต่างประเทศ ศูนย์สื่อสารของรัฐบาล ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความลับที่แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ในสถานทูตเหล่านั้นก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง อุปกรณ์เครื่องมือสอดแนมต่างๆ จะได้รับการปกปิดหรือตกแต่งเพื่อไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ว่าคืออะไร ข้อมูลชิ้นนี้ให้ความเข้าใจชัดเจนว่ามีชั้นความลับที่เข้าถึงไม่ได้ ถ้าคิดเข้าข้างทรัมป์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่บางคนของหน่วยงานลับทำงานด้วยคำสั่งที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการด้านการข่าวไม่พบหลักฐานใดๆ

เป็นไปได้หรือไม่ที่มีผู้พยายามหาหลักฐาน นำสู่การ Impeachment ประธานาธิบดี เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา
ทรัมป์อาจรู้ระแคะระคายจึงพยายามหาทางสกัด หรือหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

            โดยสรุปแล้ว ถ้าตัดประเด็นความสับสนของประธานาธิบดีทรัมป์ ประธานาธิบดีโอบามาไม่เคยสั่งให้ดักฟังช่วงหาเสียง ทรัมป์ยังเชื่อว่าตนถูกตรวจสอบติดตามอย่างลับๆ จากทีมลับสุดยอดที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยระบบที่มีอยู่ และไม่อาจรู้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง จะเป็นกลุ่มผู้ทรงอำนาจตามที่ฝ่ายทรัมป์ตั้งข้อสังเกตหรือไม่
            บทความนี้เพียงเสนอแง่มุมวิเคราะห์อีกแบบ ไม่มีเจตนาชี้นำว่าความคิดของทรัมป์ถูกต้องหรือไม่ ทุกอย่างควรพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลักฐานที่เชื่อได้ ปรากฏต่อสาธารณะ มิฉะนั้นจะเป็นเพียงปริศนาที่รอคำตอบ นี่คืออีกส่วนของการเมืองอเมริกาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน
2 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7450 วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2560)
-------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน
นับวันคนทั่วโลกจะรับทราบข้อมูลการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐหรือ NSA และกลายเป็นที่วิพากษ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลหลายประเทศไม่อาจทนนิ่งเฉยต้องหากไม่ต่อต้านการสอดแนมก็คือต่อต้านการเปิดโปง เรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อคิดหลายแง่มุม เช่น มีความจำเป็นเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนนับล้าน การกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนยังไม่จบเพียงเท่านี้

บรรณานุกรม:
1. Ackerman, Spencer., Siddiqui, Sabrina. (2017, March 16). Senate intelligence chiefs of both parties reject Trump wiretapping claim. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2017/mar/16/wiretapping-trump-tower-senate-intelligence-committee
2. Baker, Peter., Savage, Charlie. (2017, March 16). Trump Digs In on Wiretap, No Matter Who Says Differently. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/16/us/politics/richard-burr-mark-warner-trump-wiretap.html?_r=0
3. Carroll, Lauren. (2017, March 16). Donald Trump says he learned Obama tapped his phones from the New York Times. Politifact. Retrieved from http://www.politifact.com/truth-o-meter/statements/2017/mar/16/donald-trump/donald-trump-says-he-learned-obama-tapped-his-phon/
4. Gambino, Lauren., Rawlinson, Kevin. (2017, March 16). GCHQ dismisses 'utterly ridiculous' claim it helped wiretap Trump. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2017/mar/16/gchq-denies-wiretap-claim-trump-obama
5. Kelly, Mike. (2017, March 15). Kellyanne Conway alludes to even wider surveillance of Trump campaign. North Nersey.com. Retrieved from http://www.northjersey.com/story/news/columnists/mike-kelly/2017/03/12/mike-kelly-conway-suggests-even-wider-surveillance-trump-campaign/99060910/
6. Merkel calls US spying breach of trust. (2013, October 24). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/merkel-calls-us-spying-breach-trust-2013102416161685214.html
7. Nakashima, Ellen., Demirjian, Karoun., Barrett, Devlin. (2017, March 20). FBI Director Comey: Justice Dept. has no information that supports Trump’s tweets alleging he was wiretapped by Obama. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/fbi-director-to-testify-on-russian-interference-in-the-presidential-election/2017/03/20/cdea86ca-0ce2-11e7-9d5a-a83e627dc120_story.html
8. National Security Agency. (2013, October). The National Security Agency: Missions, Authorities, Oversight and Partnerships. Retrieved from http://www.NSA.gov/public_info/_files/speeches_testimonies/2013_08_09_the_NSA_story.pdf
9. 'Out of Hand': Europe Furious Over US Spying Allegations. (2013, October 24). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/angry-european-and-german-reactions-to-merkel-us-phone-spying-scandal-a-929725.html
10. Qiu, Linda. (2017, March 23). Fact Check: Trump Misleads About The Times’s Reporting on Surveillance. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/23/us/politics/fact-check-trump-misleads-surveillance-wiretapping.html?_r=0
11. Scherer, Michael. (2017, March 23). Can President Trump Handle the Truth? Time. Retrieved from http://time.com/4710614/donald-trump-fbi-surveillance-house-intelligence-committee/?xid=homepage
12. Swinford, Steven. (2017, March 17). US makes formal apology to Britain after White House accuses GCHQ of wiretapping Trump Tower. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/2017/03/17/us-makes-formal-apology-britain-white-house-accuses-gchq-wiretapping/
13. Swinford, Steven. (2017, March 18). Donald Trump fuels diplomatic row with Britain after apology from US officials over GCHQ wiretapping claims. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/2017/03/17/us-makes-formal-apology-britain-white-house-accuses-gchq-wiretapping/
14. White House defends Trump's wiretapping claim, playing down FBI's Russia-link probe. (2017, March 21). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-03/21/c_136143833.htm
-----------------------------