วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

สหรัฐหวังโจมตีซีเรีย นโยบายคิดเองทำเองของโอบามา

8 กันยายน 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6152 วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2556)
            หนึ่งปีก่อนประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศจุดยืนว่าอเมริกาจะไม่ทนอยู่นิ่งเฉยหากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดใช้อาวุธเคมี จะจัดการโดยเด็ดขาดเพราะล่วงล้ำเส้นต้องห้าม (red line) ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีข่าวการใช้อาวุธเคมีหลายครั้ง ทั้งจากฝีมือของรัฐบาลอัสซาดกับฝ่ายต่อต้าน ตลอดระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลโอบามาแสดงอาการลังเลใจไม่ยอมตัดสินว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธ จนในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ชานกรุงดามัสกัส รัฐบาลโอบามาแสดงอาการกระตือรือร้น ประกาศว่ารัฐบาลอัสซาดต้องได้รับการลงโทษ

ข้อกล่าวหารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี:
            รัฐบาลโอบามาได้แสดงหลักฐานที่สหรัฐเป็นผู้เก็บและสรุปเองว่ากองทัพอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 1,429 คน ทหารซีเรียที่ใช้อาวุธเคมีอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา 3 วันก่อนการโจมตี หลักฐานจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอกว่า 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐสามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว”
            ข้อมูลข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ แต่รายงานความยาว 4 หน้ากระดาษดังกล่าวเป็นเพียงรายงานสรุป ไม่ใช่หลักฐาน และที่สำคัญคือเป็นข้อสรุปฝ่ายเดียว ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียจึงท้าทายให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ พร้อมกับกล่าวอย่างท้าทายว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่ารายงานที่รัฐบาลอังกฤษนำเสนอไม่น่าเชื่อถือ หลายคนไม่เห็นด้วย หลายคนยังสงสัย รัฐสภาอังกฤษจึงไม่เห็นชอบที่รัฐบาลจะโจมตีซีเรีย นายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) หัวหน้าพรรคแรงงานกล่าวว่า “จากบทเรียนในอดีต รวมทั้งกรณีอิรัก” หลักฐานเรื่องอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงที่นำมาอ้างสุดท้ายกลายเป็นหลักฐานเท็จ

            อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือรายงานการใช้อาวุธเคมีที่สหประชาชาติได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ 13 ครั้ง รายงานดังกล่าวคือรายงานที่หลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียได้เสนอต่อสหประชาชาติ มีทั้งที่กล่าวหาว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี กับที่กล่าวหาว่าฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ใช้ ต้องไม่ลืมว่าเหตุผลเบื้องต้นที่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบการใช้อาวุธเคมีในซีเรียก็ด้วยต้องการพิสูจน์รายงานดังกล่าว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงก็เกิดเหตุการณ์วันที่ 21 สิงหาคม สุดท้ายกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บหลักฐานของวันนั้นเพียงเหตุการณ์เดียว ละเลยแผนที่กำหนดแต่แรกว่าต้องการหาหลักฐานของรายงานดั้งเดิม
            การถกเถียงว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีหรือไม่ในขณะนี้เป็นการถกเถียงที่ตั้งอยู่บนเหตุการณ์วันที่ 21 สิงหาคมเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เหตุการณ์ใช้อาวุธเคมี 13 รายงานก่อนนี้ถูกละเลย รัฐบาลโอบามาไม่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์เหล่านั้น จึงกลายเป็นปริศนา และไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้พิสูจน์ความจริง

            อีกประเด็นที่ต้องเตือนความจำคือก่อนหน้านี้สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสได้นำเรื่องการใช้อาวุธเคมีเข้าสหประชาชาติเพื่อพิสูจน์ค้นหาความจริง (เป็นที่มาของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าซีเรียเพื่อตรวจสอบ) จึงมีคำถามว่าทำไมสหรัฐไม่ดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าวต่อไป รอให้สหประชาชาติได้ผลสรุปการใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมก่อน แต่ขณะนี้กลับพยายามรวบรัดสรุปและเตรียมกองทัพโจมตีซีเรียด้วยตนเอง
            เป็นอีกคำถามว่าในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงกำลังพิจารณาเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรียอยู่แล้ว ทำรัฐบาลโอบามาจึงละทิ้งขั้นตอนดังกล่าว หากรัฐบาลโอบามาใจเย็นกว่านี้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติทำงานต่อไป ประชาคมโลกน่าจะมีโอกาสได้ข้อสรุปอันที่เป็นยอมรับมากกว่านี้

การใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ จำต้องได้รับการลงโทษ:
            ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าการใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำเตือนว่าถ้าประชาคมโลกไม่สามารถรักษามาตรฐาน บรรทัดฐาน กฎหมายต่างๆ ที่ควบคุมพฤติกรรมของประเทศและแนวทางปฏิบัติต่อประชาชน ความปลอดภัยของโลกจะลดน้อยลง “อันตรายจะเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงประชาชนผู้เป็นเหยื่ออาชญากรรมอันโหดร้ายนี้เท่านั้น แต่มีผลต่อมนุษย์ทุกผู้ตัวคน” การปล่อยให้อาวุธเคมีแพร่กระจายหรือมีผู้ใช้อาวุธดังกล่าวจึงเป็นการก้าวล่วงเส้นต้องห้าม (red line) ที่ไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉยต่อไป เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม “ทำให้ผมเปลี่ยนใจ” และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้กำหนดเส้นต้องห้าม โลกต่างหากที่กำหนดเส้นต้องห้าม”
            ด้วยเหตุผลดังกล่าวสหรัฐจึงต้องโจมตีกองทัพอัสซาดเพื่อการลงโทษ แม้อเมริกาจะต้องลงมือตามลำพังโดยไม่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ

            ไม่ว่ารัฐบาลอเมริกาจะอ้างเหตุผลใด นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเตือนว่า “การใช้กำลังจะถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และ/หรือ คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องให้การรับรองใช้กำลังดังกล่าว”
            ด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวอย่างชัดเจนว่า ถ้าสหรัฐโจมตีซีเรียโดยไม่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเท่ากับเป็นการ “รุกราน” ประเทศซีเรีย
            รัฐบาลโอบามาชี้ว่ารัฐบาลอัสซาดทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศและจำต้องได้รับโทษ แต่เลขาธิการสหประชาชาติกับประธานาธิบดีปูตินเตือนว่าการใช้กำลังต้องผ่านการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคง มิฉะนั้นคือการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน
            ทุกคนเข้าใจว่าการใช้อาวุธเคมีผิดกฎหมายระหว่างประเทศและสมควรได้รับโทษ คำถามคือทำไมสหรัฐไม่ปล่อยให้เรื่องดังกล่าวอยู่ในมือของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้มีบทบาทโดยตรง นี่เป็นกฎเกณฑ์ เป็นบรรทัดฐานที่โลกวางไว้นานหลายทศวรรษแล้ว อีกทั้งสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดกฎเกณฑ์สร้างระบบดังกล่า
            โลกจะปลอดภัยขึ้นหรือ ถ้ากฎเกณฑ์ ระบบความมั่นของโลกถูกละเมิด

            การวิเคราะห์วิพากษ์ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางหนึ่ง แท้จริงแล้วแนวทางการวิเคราะห์ ตีความประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลายแนว หากยึดแนวทางแบบมีศีลมีธรรมอาจสงสัยรัฐบาลโอบามากำลังกระทำสิ่งที่มีความชอบธรรมหรือไม่ แต่ในอีกแนวหนึ่งเห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศไม่สามารถยึดถือเรื่องความดีความถูกต้องเพียงด้านเดียว ต้องให้ความสำคัญกับความอยู่รอด ผลประโยชน์ที่จะได้ เพราะโลกนี้เต็มด้วยอันตรายและต่างฝ่ายต่างมุ่งกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยหลักการแล้วที่ผ่านมารัฐบาลอเมริกายึดถือทั้งสองแนวทาง และพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดเองทำเองหรือไม่ ผลประโยชน์อเมริกาย่อมต้องมาก่อน
-------------

บทความที่เกี่ยว: 
จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
(อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.) ณ วันนี้ยังมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรียก็ได้ แม้ว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากการโจมตี เพราะรัฐบาลโอบามาเตรียมใจแต่ต้นแล้ว
(อัพเดท 1 ก.ย. 20.40 น.) ประธานาธิบดีโอบามาร้องขอให้รัฐสภาอภิปรายเพื่อลงมติโจมตีซีเรีย สัญญาณการโจมตีเปลี่ยนจาก “ชัดเจน” มาเป็นจุดเดิมคืออาจโจมตีหรือไม่โจมตีก็เป็นได้ และมีแนวโน้มว่าหากเป็นการโจมตีคงต้องรออีกเป็นสัปดาห์
(อัพเดท 4 ก.ย. 1.15 น.) สถานการณ์ขณะนี้คือประธานาธิบดีโอบามากำลังรวบรวมให้ได้เสียงข้างมาก เพียงพอที่รัฐสภาจะประกาศโจมตีซีเรีย โดยไม่รอผลการตรวจสอบหลักฐานจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ หากเป็นเช่นนั้นจริง การโจมตีน่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า หลังการอภิปรายและรัฐสภาลงมติ
(อัพเดท 8 ก.ย. 21.50 น.) อเมริกากับรัสเซียเสริมกองทัพอย่างต่อเนื่อง อียูเรียกร้องให้รอการพิสูจน์การใช้อาวุธเคมีจากสหประชาชาติ สัปดาห์นี้รัฐสภาอเมริกันพิจารณาญัตติโจมตีซีเรีย

บรรณานุกรม:
1. “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”, The White House, 30 August 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21, accessed 2 September 2013.
2. Statement by the President on Syria, The White House, 31 August 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/31/statement-president-syria, accessed 2 September 2013.
3. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims, BBC, 31 August 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
4. U.K. under pressure to produce Syria evidence, USA Today, 29 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/08/29/syria-united-kingdom-debate/2725999/
5. Obama: It's the world's 'red line' on Syria; Senate panel backs military strike plan, CNN, 5 September 2013, http://edition.cnn.com/2013/09/04/politics/us-syria/index.html?hpt=hp_t1
6. International Community Hedges Bets as Senate Readies for Syria Vote, Time, 4 September 2013, http://world.time.com/2013/09/04/international-community-hedges-bets-as-senate-readies-for-syria-vote/
7. Russia's President Putin warns US over Syria action, BBC, 4 September 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-23955655
--------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น