ความขัดแย้งในร่างข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์

เป็นเวลาราว 18 เดือนนับจากอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 (สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีนและเยอรมนี) บรรลุข้อตกลงชั่วคราว “Joint Plan of Action” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2014 ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวอิหร่านหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นเกินร้อยละ 5 กำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินกว่าร้อย 5 ทั้งหมด ส่วนชนิดที่มีความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 5 จะแปรให้อยู่ในรูปไม่สามารถเสริมสมรรถนะสูงขึ้นกว่านี้ จะไม่ติดตั้งจำนวนเครื่องเสริมสมรรถนะ (centrifuge) เพิ่มเติม จะไม่เดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองอารัค (Arak) ระงับการพัฒนาโครงการที่เมืองฟอร์โดว์ (Fordow) กับนาทานซ์ (Natanz) ชั่วคราว อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) เข้าตรวจสอบทุกวัน
ด้านสหภาพยุโรปจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร คืนเงิน 4.2 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกกักไว้
            ตลอดปีเศษอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงชั่วคราว แต่เนื่องจากยังไม่ได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ จึงใช้วิธีต่ออายุข้อตกลงชั่วคราวเป็นระยะๆ กำหนดสิ้นสุดรอบปัจจุบันคือสิ้นเดือนมิถุนายน
ประเด็นขัดแย้ง :
            ในการประชุมเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลายฝ่ายคิดว่าน่าจะได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงต้องยืดขยายใช้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวอีกรอบ
            ในครั้งนั้น เกิดประเด็นความไม่เข้าใจบางประการระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ เนื่องจากร่างข้อตกลง “Joint Comprehensive Plan of Action” ฉบับวันที่ 2 เมษายนที่ฝ่ายสหรัฐประกาศ มีบางประเด็นที่รัฐบาลอิหร่านไม่เห็นด้วยและทักท้วงทันที
          ข้อแรก เรื่องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
หากยึดตามร่างที่ฝ่ายสหรัฐประกาศ มาตรการคว่ำบาตรจะค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน ขึ้นกับว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เงื่อนไขแต่ละข้อต้องใช้เวลาจัดการมากน้อยต่างกัน
            ในช่วงต้นฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าทันทีที่ลงนามข้อตกลงมีผลบังคับใช้ การคว่ำบาตรทั้งสิ้นจะต้องยุติ โดยเฉพาะการคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีโรฮานีแห่งอิหร่านย้ำว่า “จะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ ถ้าการคว่ำบาตรไม่ยกเลิกทั้งหมดในวันที่ลงนาม ... เราต้องการข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์”
            ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) กล่าวว่า “การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน ธนาคารทั้งหมด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคณะมนตรีความมั่นคง รัฐสภาสหรัฐ หรือฝ่ายบริหารสหรัฐ ควรยกเลิกทันทีหรือ ณ เวลาที่ข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับ ส่วนการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่เหลือให้ยกเลิกในช่วงเวลาอันสมเหตุผล” พร้อมกับกล่าวว่าสหรัฐพยายามวางเกณฑ์คลายมาตรการคว่ำบาตรแบบซับซ้อนหลายชั้น ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นผลดีต่ออิหร่าน ไม่เห็นด้วยที่ต้องรอให้ IAEA พิสูจน์ยืนยันว่าโปร่งใสจึงยกเลิกการคว่ำบาตร “เนื่องจากมีข้อพิสูจน์หลายรอบแล้วว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่เป็นอิสระและไม่ยุติธรรม (fair)”

          ข้อ 2 สามารถตรวจสอบได้ทุกที่หรือไม่
ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่มาจากแหล่งของสหรัฐระบุว่า IAEA จะเข้าตรวจสอบเป็นประจำ ตรวจสอบทั้งระบบ ประเด็นขัดแย้งคือสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศอิหร่านหรือไม่
อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวว่าคนต่างชาติ “ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเขตความมั่นคงของประเทศโดยอ้างการตรวจสอบ”
            ในช่วงที่กำลังถกเถียง แอช คาร์เตอร์ (Ash Carter) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “จะอาศัยความไว้ใจไม่ได้” เจ้าหน้าที่จะต้องสามารถเข้าถึงทุกจุดที่ต้องการแม้กระทั่งที่ตั้งทางทหาร ส่วนวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน (John McCain) แห่งพรรครีพับลิกันชี้ว่าการที่ท่านอยาตุลเลาะห์ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบทุกพื้นที่คือความล้มเหลว
ล่าสุด อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลง “การตรวจสอบของ IAEA บนข้อกำหนดที่มหาอำนาจยอมรับ” ส่วนหนึ่งหมายถึงการตรวจสอบทุกจุดทุกที่ รวมทั้งที่ตั้งทางทหาร
            ประเด็นวิพากษ์คือ กฎการทำหน้าที่ของ IAEA คือการตรวจสอบเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสีเท่านั้น ไม่สามารถใช้เหตุดังกล่าวเพื่อเข้าตรวจสอบที่ตั้งทางทหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ นี่เป็นกฎที่ใช้กับอีก 125 ประเทศทั่วโลก
แต่เงื่อนไขล่าสุดของรัฐบาลโอบามาต้องการเข้าตรวจที่ตั้งทางทหารโดยไม่มีข้อจำกัด อ้างว่าต้องทำเช่นนี้จึงมั่นได้ว่าอิหร่านไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้น เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้อิหร่านต้องปฏิบัติตามกฎที่รัฐบาลสหรัฐกำหนด และอยู่นอกเหนือเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีประเทศใดยอมให้กระทำเช่นนั้น อีกทั้ง ถ้าเกณฑ์การตรวจสอบที่มีอยู่ไม่ดีพอ ก็ไม่น่าจะสรุปว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกโปร่งใส

ประเด็นความขัดแย้งใหม่ เรื่องระงับกิจกรรมนิวเคลียร์เป็นเวลา 10 ปี :
            นอกจากประเด็นความขัดแย้งเก่าข้างต้น อาจมีประเด็นความขัดแย้งใหม่เพิ่มอีก 1 เรื่อง นั่นคือสื่อบางฉบับรายงานว่าอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง “ระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในส่วนที่อ่อนไหวเป็นเวลา 10 ปี” บางฉบับรายงานว่าอิหร่านไม่รับข้อตกลงเรื่อง “ไม่ดำเนินกรรมกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์เป็นเวลา 10 ปี”
            ถ้ายึดตามร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่สหรัฐนำเสนอเมื่อ 2 เมษายน รัฐบาลอิหร่านจะ “ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ส่วนที่อ่อนไหวเป็นเวลา 10 แต่ไม่ได้ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ทั้งหมด”
            เช่น ลดจำนวนเครื่องเสริมสมรรถนะ (centrifuge) จาก 19,000 เครื่องเหลือ 6,104 เครื่อง เป็นรุ่น IR-1s (เป็นเครื่องรุ่นแรก รุ่นเก่า) ในจำนวนนี้จะเดินเครื่องเพียง 5,060 เครื่องเป็นเวลา 10 ปี
            จะไม่เสริมสมรรถนะให้มีความเข้มข้นเกินร้อยละ 3.67 เป็นเวลา 15 ปี
            ลดจำนวนยูเรเนียมสมรรถนะต่ำ (low-enriched uranium : LEU) ความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 3.67 จากที่เก็บไว้ราว 10,000 กิโลกรัม เหลือเพียง 300 กิโลกรัมเป็นเวลา 15 ปี
ไม่ใช้ฟอร์โดว์เป็นสถานที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างน้อย 15 ปี และใช้สถานที่ดังกล่าวในทางสันติเท่านั้น เช่น เป็นศูนย์วิจัย ไม่ค้นคว้าวิจัยเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ฟอร์โดว์เป็นเวลา 15 ปี ไม่เป็นที่เก็บสะสมวัตถุนิวเคลียร์เป็นเวลา 15 ปี และอยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA
            อิหร่านจะทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นาทานซ์ด้วยเครื่องรุ่น IR-1 จำนวน 5,060 เครื่องเป็นเวลา 10 ปี เครื่องเสริมสมรรถนะอื่นๆ ที่เกินกว่านี้จะอยู่ในคลังเก็บของ IAEA เป็นเวลา 10 ปี
            อิหร่านจะไม่ใช้เครื่องรุ่นที่ใหม่กว่า ไม่ว่าจะเป็น IR-2, IR-4, IR-5, IR-6, หรือ IR-8 เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จำกัดการค้นคว้าพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ๆ
            อิหร่านจะปรับแก้เตาปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (heavy-water reactor) ที่อารัคเป็นเตารูปแบบใหม่ที่ P5+1 เห็นชอบ เตาแบบใหม่จะไม่ผลิตพลูโตเนียมที่สามารถใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จะทำลายหรือเคลื่อนย้ายแกนเตาตัวเดิมไปยังประเทศอื่น
            อิหร่านจะจำกัดขีดความสามารถการเสริมสมรรถนะ การค้นคว้าพัฒนาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี หลังจากนั้น การค้นคว้าพัฒนาจะต้องปรึกษากับ P5+1
            รวมความแล้ว ในการเจรจาที่ผ่านมาจนถึง 2 เมษายน ฝ่ายอิหร่านยอมลดขนาดโครงการ ส่วนที่เหลืออยู่เป็นส่วนที่พิสูจน์ชัดว่ามีเพื่อสันติจริงๆ
            การปรับโครงการนิวเคลียร์ให้ตรงกับหลักเกณฑ์ของนานาชาติ คือ จุดยืนของรัฐบาลโอบามาที่ประกาศเรื่อยมาว่าเคารพสิทธิของชาวอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ และขอให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty) กับข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง โครงการจะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดทั้งเชิงคุณภาพกับปริมาณ จนไม่มีโอกาสนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธ
การรายงานของสื่อบางฉบับที่ระบุว่าอิหร่านยังคงรักษา “กิจกรรมนิวเคลียร์หรือกิจกรรมส่วนที่อ่อนไหว” จึงสร้างความสับสนแก่สังคม และสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลโอบามา
            เรื่องสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจว่าทางการอิหร่านได้ลดขนาดโครงการ ระงับกิจกรรมนิวเคลียร์ที่อ่อนไหวตั้งแต่การประชุมเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2013 ทุกวันนี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงการที่ใช้เพื่อสันติ
            ในเรื่องนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย น่าจะได้คำตอบชัดเจนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ถ้าย้อนหลังไปเมื่อปลายมีนาคม ในช่วงนั้นดูเหมือนว่ากำลังจะได้ข้อสรุปร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่แล้วสถานการณ์พลิกผันเมื่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แสดงสุนทรพจน์ใจความว่าข้อตกลงที่รัฐบาลโอบามากำลังจะทำกับอิหร่านนั้น “เป็นข้อตกลงที่แย่ แย่มาก ไม่มีข้อตกลงยังดีเสียกว่า” พร้อมกับที่คนของพรรครีพับลิกันหลายคนออกมาสนับสนุนนายกฯ เนทันยาฮู
            ประธานาธิบดีโอบามาตอบโต้ยืนยันว่าแนวทางของตนดีที่สุด ยกเหตุผลต่างๆ นานา แต่ที่สุดก็ปรับท่าทีชี้ว่าข้อตกลงเป็นเพียงร่าง ยังมีรายละเอียดที่ต้องตกลงกัน ขอให้ทุกฝ่าย “รอดู” ข้อตกลงสุดท้าย พร้อมกับเปิดช่องว่า “เรายังต้องทำงานจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนมิถุนายนเพื่อมั่นว่าได้เอกสารที่ใช้การได้”
            ไม่กี่วันต่อมา ความจริงทางการเมืองก็กระจ่างเมื่อนายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเชื่อมั่นว่าฝ่ายการเมืองจะสามารถมีข้อสรุป เพราะ 2 พรรคได้หารือและประนีประนอม
นับจากนี้สถานการณ์การเจรจาโครงการนิวเคลียร์จะดุเดือดเข้มข้น ไม่แน่ใจว่าจะเหลือทางออกอีกกี่ทาง ถ้าหากรัฐบาลสหรัฐยังยืนกรานจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทีละขั้นตอน และต้องตรวจสอบที่ตั้งทางทหาร
            น่าคิดว่ารัฐบาลโอบามากำลังใช้ข้อนี้เพื่อบีบให้อิหร่านล้มการเจรจาหรือไม่ หรือว่าเป็นทางออกของรัฐบาลโอบามาด้วยการทำให้การเจรจายืดเยื้อออกไปอีก
28 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6808 วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2558)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลังการเจรจาอย่างยืดเยื้อ ในที่สุดทุกฝ่ายประกาศว่าบรรลุข้อสรุปได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ไม่กี่วันหลังจากนำเสนอร่างฯ ต่อสาธารณะ ปรากฏว่าอิหร่านคัดค้านไม่เห็นตรงใน 2 ประเด็นหลัก และกลายเป็นว่าร่างฯ ที่นำเสนอโดยฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างที่เห็นตรงกับอิหร่าน ความซับซ้อนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อพรรครีพับลิกันแสดงท่าทีไม่ยอมรับร่างฯ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีอ่อนลงเรื่อยๆ พยายามหาทางประนีประนอมกับรีพับลิกัน
รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป
บรรณานุกรม:
1. Deal reached on Iranian nuclear program. (2013, November 23). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2013/11/23/deal-reached-on-iranian-nuclear-program/
2. Details of Agreement to Limit Iran’s Nuclear Program. (2015, April 2). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/interactive/2015/04/02/world/middleeast/iran-nuclear-agreement.html?_r=0
3. Iran Leader: 10-year-Long Nuclear Restrictions Unacceptable. (2015, June 24). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13940403000026
4. Iran, major powers to start implementing Geneva nuclear deal on Jan. 20. (2014, January 12). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/113395-iran-major-powers-to-start-implementing-geneva-nuclear-deal-on-jan-20
5. Netanyahu: Deal with Iran a ‘historic mistake,’ Israel not bound by it. (2013, November 24). JTA. http://www.jta.org/2013/11/24/news-opinion/israel-middle-east/deal-with-iran-a-historic-mistake-netanyahu-says
6. President Rouhani: Iran won't sign final nuclear deal unless all sanctions lifted. (2015, April 9). RT. Retrieved from http://rt.com/news/248121-iran-rouhani-sanctions-deal/
7. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013
8. The White House. (2015, April 2). Parameters for a Joint Comprehensive Plan of Action Regarding the Islamic Republic of Iran's Nuclear Program. Retrieved from http://www.state.gov/r/pa/prs/ps/2015/04/240170.htm
9. Yazdani, Payman. (2015, June 23). Additional Protocol doesn’t give access to military sites unrelated to nuclear work: CSIS researcher. Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=247591
---------------------------------

ท่าทีรัฐบาลอาเบะต่อหญิงบำเรอ

การเข้าใจท่าที นโยบายของรัฐบาลอาเบะต่อประเด็นหญิงบำเรอ (comfort women) เพียงเรื่องเดียวจะช่วยเข้าใจนโยบายความมั่นคงสำคัญๆ ของญี่ปุ่น เพราะเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกัน อยู่ภายใต้กรอบหลักคิดเดียวกัน ท่าทีรัฐบาลอาเบะต่อหญิงบำเรอมีดังนี้
            ประการแรก จุดยืนดั้งเดิมของอาเบะ
            วันที่ 2 มีนาคม 2007 นายอาเบะครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรก (เริ่มเดือนกันยายน 2006) กล่าวปฏิเสธว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นบังคับผู้หญิงต่างชาติเป็นทาสทางเพศ
            ต่อมาอธิบายเพิ่มว่าหมายถึงไม่เคยบังคับแบบฉกชิงตัวมา
            ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2012 นายอาเบะย้ำว่าไม่มีหลักฐานทหารญี่ปุ่นบีบบังคับคนจีน เกาหลีให้เป็นหญิงบำเรอในช่วงทำสงครามกับเอเชีย ไม่เสียใจที่ไปสักการะทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ พรรค LDP ยังต้องการทบทวนรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างกองกำลังป้องกันตนเอง เพิ่มงบกลาโหม ขยายบทบาทให้ทหารญี่ปุ่นเข้าร่วมการรบ “เพื่อการป้องกันร่วม” (collective self-defense) กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศญี่ปุ่นโดยตรง
            ท่าทีดังกล่าวขัดแย้งแถลงการณ์โคโนะ และเท่ากับปฏิเสธการยอมรับของอดีตรัฐบาล
            นอกจากนี้ ก่อนที่นายอาเบะดำรงตำแหน่งนายกฯ เขาเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบประวัติศาสตร์ของพรรค LDP ที่นำเสนอมุมมองว่า การทำสงครามกับประเทศในเอเชียเป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง ปลดปล่อยประเทศเหล่านี้จากจักรวรรดินิยมตะวันตก ประเด็น “หญิงบำเรอ” และ “การทำลายล้างนานกิง” เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง สนับสนุนจัดตั้งสมาคมปฏิรูปตำราประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของกลุ่มชาตินิยม เพื่อเน้นประวัติศาสตร์ด้านบวก ลดเนื้อหาที่เป็นด้านมืด เช่นในปี 2001 ตัดคำว่า “หญิงบำเรอ” ออกจากตำรา

            ประการที่ 2 ขอศึกษาทบทวนท่าทีต่อหญิงบำเรอ
            ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2014 นายโยชิฮิเดะ ซูกะ (Yoshihide Suga) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นของรัฐบาลอาเบะ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังทบทวนเรื่องหญิงบำเรอใหม่อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางการขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากที่ฝ่ายขวายืนยันไม่เคยมีเรื่องหญิงบำเรอมาก่อน
            ทางการเกาหลีใต้กับจีนวิพากษ์นายกฯ อาเบะว่าพยายามลดระดับคำขอโทษ และการยอมรับความโหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นได้กระทำในช่วงสงคราม
            นายซูกะให้เหตุผลว่าเหตุที่ต้องทบทวนงานศึกษาหญิงบำเรอเพราะเป็นงานของเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ ยอมรับว่ามีการบังคับผู้หญิงให้เป็นหญิงบำเรอในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            ประเด็นน่าคิดคือ การศึกษาใหม่อีกทั้งเท่ากับปฏิเสธข้อสรุปของการศึกษาครั้งก่อนหรือไม่
            นายโทมิอิชิ มุรายามา (Tomiichi Murayama) อดีตนายกฯ กล่าวเตือนรัฐบาลอาเบะว่าการทบทวนขอโทษหญิงบำเรอจะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อประเทศ “ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการสถานบำเรอและรัฐบาลมีส่วนจัดตั้งสถานที่เหล่านั้น”
            หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ รัฐบาลอาเบะประกาศยึดมั่นแถลงการณ์โคโนะ นายซูกะกล่าวว่า “รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะทบทวนแถลงการณ์โคโนะ” ที่ผ่านมามีคำแนะนำให้ญี่ปุ่นเจรจากับเกาหลีใต้เรื่องเนื้อหาการขอโทษ การประกาศยึดถือแถลงการณ์โคโนะเกิดขึ้นหลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประท้วง ประธานาธิบดีปาร์คประกาศไม่ยอมเจรจากับนายกฯ อาเบะ
            ไม่กี่วันต่อมานายกฯ อาเบะกล่าวด้วยตนเองว่า “จะไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะในรัฐบาลของข้าพเจ้า” ทั้งยังกล่าวว่า “รู้สึกหัวใจสลายเมื่อพิจารณาความเจ็บปวดแสนสาหัส” ที่เกิดกับหญิงเหล่านั้น
             การเปลี่ยนท่าทีกลับไปกลับมา จนในที่สุดประกาศไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะน่าจะมาจากแรงกดดันจากรัฐบาลเกาหลีใต้ (และอาจรวมถึงสหรัฐด้วย) แต่ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การประกาศไม่ทบทวนแถลงการณ์โคโนะ เป็นกรณีที่แตกต่างจากจุดยืนอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การแก้ตำราเรียน ปฏิเสธการสังหารหมู่นานกิง
            แสดงให้เห็นว่าที่สุดแล้วรัฐบาลอาเบะยอมถอยอีกก้าว หรือในอีกมุมหนึ่งคือผลประโยชน์ที่ได้มีคุณค่ายิ่งกว่า

          ประการที่ 3 ยอมรับมุมมองประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ของรัฐบาลชุดก่อนๆ
หลังเผชิญแรงกดดันจากเกาหลีใต้และอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมารัฐบาลอาเบะประกาศยอมรับมุมมองประวัติศาสตร์และแถลงการณ์ของรัฐบาลในอดีต นายกฯ อาเบะกล่าวว่า” นักการเมืองควรนบนอบประวัติศาสตร์ และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์กับผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีประเด็นถกเถียง ... ข้าพเจ้าขอประกาศอีกครั้งอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลอาเบะยึดถือการยอมรับประวัติศาสตร์ของรัฐบาลชุดก่อนๆ รวมทั้งแถลงการณ์ของมูรายามาและโคอิซูมิ” (แถลงการณ์โคอิซูมิเมื่อปี 2005 ประกาศว่าญี่ปุ่นจะไม่ทำสงครามอีก) และประกาศหลายครั้งแล้วว่า “รัฐบาลอาเบะจะไม่ทบทวนแก้ไขแถลงการณ์โคโนะ”
            นายกฯ อาเบะพยายามไม่เพื่อผูกมัดตัวเองกับประวัติศาสตร์ โยนให้เป็นหน้าที่ของนักวิจัยที่จะค้นหาคำตอบ การค้นหาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องทางวิชาการก็จริง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบันผูกโยงกับประวัติศาสตร์ ประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูเป็นตัวอย่างที่ต้องหยิบยกประวัติศาสตร์ และฝ่ายญี่ปุ่นก็ใช้ประวัติศาสตร์เป็นประโยชน์แก่ตนเอง
            การที่นายกฯ อาเบะพยายามชี้ว่าไม่ควรนำเรื่องประวัติศาสตร์มาเป็นประเด็น จึงเป็นกรณีเฉพาะเจาะจงเรื่องหญิงบำเรอเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงที่จีน เกาหลีใต้กับอีกหลายประเทศใช้ประเด็นหญิงบำเรอเป็นเครื่องโจมตีรัฐบาลอาเบะ

            ในอีกด้านหนึ่ง ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้ประวัติศาสตร์ ตามคำสั่งของรัฐบาลอาเบะ เช่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวจากสื่อว่าสำนักพิมพ์ Suken Shuppan ของญี่ปุ่นได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นแก้ไขตัดเรื่องหญิงบำเรอออกจากหนังสือ 3 เล่ม
นอกจากการแก้ไขตำราเรียนภายในประเทศแล้ว ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวมุ่งต่อต่างประเทศ เช่น Ikuhiko Hata นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับพวกรวม 19 คนเห็นว่าตำราประวัติศาสตร์ Traditions & Encounters: A Global Perspective on the Past ของ McGraw-Hill ที่ระบุว่ามีหญิงบำเรอถึง 200,000 คนนั้นมากเกินจริง ตัวเลขจริงน่าจะอยู่ที่ราว 20,000 คน และปฏิเสธว่าทหารญี่ปุ่นไม่ได้สังหารหมู่หญิงบำเรอเพื่อกลบเกลื่อนความจริง ชี้ว่าไม่มีหลักฐานข้อมูลดังกล่าว เรียกร้องให้สำนักพิมพ์แก้ไขให้ถูกต้อง
การเอ่ยปากว่ายอมรับประวัติศาสตร์จึงสวนทางกับการแก้ไขตำราประวัติศาสตร์

ประการที่ 4 นายกฯ อาเบะไม่เอ่ยคำว่า “ขอโทษ”
ในการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา 2015’ (Asian-African Summit 2015) เมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมา นายกฯ อาเบะกล่าวสุนทรพจน์ย้ำว่าญี่ปุ่นจะ “แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยสันติวิธี” “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นชาติที่ยึดมั่นในหลักการทั้งหลายของบันดุง (Bandung) ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม”
            มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฯ อาเบะไม่ใช้คำว่า “ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology) ต่อความทุกข์ยากที่ญี่ปุ่นกระทำต่อประชาชนในเอเชียจาก “การปกครองอาณานิคมและการรุกราน” ดังเช่นนายโทมิอิชิ มุรายามากับนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ เคยใช้เมื่อปี 1995 กับ 2005 ตามลำดับ
            อันที่จริงก่อนแสดงสุนทรพจน์ นายกฯ อาเบะเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่ใช้คำว่า “การรุกราน” หรือ “ขอโทษ” ให้เหตุผลว่า “ถ้าแถลงการณ์เหมือนสมัยนายกฯ มูรายามากล่าวในวาระครบรอบ 50 ปีสงคราม (โลกครั้งที่ 2) และเหมือนของ นายกฯ โคอิซูมิในวาระครบรอบ 60 ปีก็ไม่จำต้องแถลงซ้ำอีก” “อย่างที่ผมเคยพูดแล้วว่า ผมสืบทอดมรดกของมุมมองประวัติศาสตร์ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเขียน (คำเหล่านั้น) ซ้ำ” และต้องการแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันตั้งอยู่บน “เส้นทางการเป็นชาติรักสันติและมุ่งมั่นที่จะมีส่วนสนับสนุนสันติภาพ”

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เมื่อประเมินจากจุดยืนของอาเบะตั้งแต่ต้นจนถึงล่าสุด นายกฯ อาเบะผ่อนคลายท่าทีแข็งกร้าว อย่างไรก็ตามเกิดข้อสงสัยว่า แม้ปากพูดยอมรับจุดยืนของรัฐบาลชุดก่อน แต่การแสดงออกไม่ชัดเจน ขัดแย้งในบางจุด
ปลายเดือนพฤษภาคม หลังนายกฯ อาเบะประกาศยอมรับแถลงการณ์โคโนะและอื่นๆ ลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังเห็นว่าญี่ปุ่นจำต้องยอมรับความผิดพลาดในอดีต ความเห็นสาธารณชนญี่ปุ่นต้องการปฏิเสธการตีความประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ ตามแนวทางของนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายขวา โดยรวมแล้วญี่ปุ่นได้แสดงความสำนึกผิดหรือขอโทษ (remorse or apologies) ต่อสงครามแล้ว โดยเฉพาะจากนายกรัฐมนตรีมูรายามาเมื่อ 20 ปีก่อน แต่เฉพาะเรื่องหญิงบำเรอ การสังหารหมู่นานกิงนั้นยังไม่ชัดเจนนัก
ด้านอดีตนายกรัฐมนตรีมุรายามาเรียกร้องให้นายกฯ อาเบะเอ่ยการกระทำอันโหดร้ายในสมัยสงครามอย่างสัตย์ซื่อตรงไปตรงมา ส่วนนาย Yohei Kono อดีตหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผู้ประกาศแถลงการณ์โคโนะตั้งข้อสงสัยว่านายกฯ อาเบะยอมรับจุดยืนท่าทีของรัฐบาลชุดก่อนๆ ตามที่กล่าวไว้หรือไม่

ถ้ารัฐบาลอาเบะขอโทษอย่างจริงใจ (ไม่ว่าจะเอ่ยคำดังกล่าวหรือไม่) ยอมรับความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก และตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดซ้ำอีก ญี่ปุ่นในอนาคตคงไม่เป็นผู้ก่อสงครามอีก แต่ถ้าไม่เป็นจริงตามนั้น ญี่ปุ่นอาจเข้าสงครามอีกครั้งเพราะจำต้องป้องกันตนเองอีกรอบ เพียงแต่คราวหน้าคงเปลี่ยนเป็นการปลดปล่อยชาติเอเชียแปซิฟิกจากจักรวรรดินิยมจีน
อาจเร็วเกินไปที่จะสรุปฟันธงในตอนนี้ แต่ทุกอย่างจะกระจ่างชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
21 มิถุนายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6801 วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2558)
--------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง
หญิงบำเรอคือสตรีหลายประเทศที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกนำมาตีแผ่จากฝ่ายเกาหลีใต้ จีน กลายเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลฝ่ายขวาญี่ปุ่น เชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องการมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เชื่อมโยงกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2
สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป
บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Abe says no ‘apology’ needed in statement. (2015, April 21). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0002096962
3. Abe says there will be no change to wartime sex slave apology. (2014, March 14). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/abe-says-there-will-be-no-change-to-wartime-sex-slave-apology
4. Abe to become Japan's 7th PM in 6 years after landslide LDP win. (2012, December 17). Japan Today. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/exit-polls-ldp-wins-japan-election
5. Cabinet Secretariat. (2015, April 22). Address to the Asian-African Summit 2015-- on the occasion of the Asian-African Conference Commemoration-- by Prime Minister Shinzo Abe. Retrieved from http://japan.kantei.go.jp/97_abe/statement/201504/aas2015.html
6. Hirano, Ko. (2015, April 22). Abe’s omissions in Jakarta were ‘unwise’ step backward, historian says. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/04/22/national/politics-diplomacy/abes-omissions-jakarta-unwise-step-backward-historian-says/#.VTeLudKqqko
7. Hsieh Chia-chen, & Y.F. Low. (2015, Jan 10). Taiwan demands Japan's apology over comfort women issue. CNA. Retrieved from http://focustaiwan.tw/news/aipl/201501100019.aspx
8. Ignatius, David. (2015, March 26). David Ignatius’s full interview with Japanese Prime Minister Shinzo Abe. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/blogs/post-partisan/wp/2015/03/26/david-ignatiuss-full-interview-with-japanese-prime-minister-shinzo-abe/
9. Japan may make another provocative move over WWII sex slavery. (2014, February 20). The Japan Times/AP. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/02/20/national/japan-may-make-another-provocative-move-over-wwii-sex-slavery/#.Uwa6p2KSz6Q
10. Japan may review study on WWII sex slavery. (2014, February 21). Japan Today/AP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-may-review-study-on-wwii-sex-slavery
11. Japan says it has no plan to revise wartime sex-slave apology. (2014, March 11). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-says-it-has-no-plan-to-revise-wartime-sex-slave-apology
12. Lee Hsien Loong. (2015, May 29). Keynote Address: Lee Hsien Loong. IISS Shangri-La Dialogue 2015. Retrieved from https://www.iiss.org/en/events/shangri%20la%20dialogue/archive/shangri-la-dialogue-2015-862b/opening-remarks-and-keynote-address-6729/keynote-address-a51f
13. Murayama says 1995 sex slavery apology review not in Japan's interest. (2014, February 28). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/murayama-says-1995-sex-slavery-apology-review-not-in-japans-interest
14. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
15. Yamaguchi, Mari.  (2015, June 9). Japan Ex-Leaders Known for WWII Apologies Want Abe to Repeat. The New York Times/AP. Retrieved from http://www.nytimes.com/aponline/2015/06/09/world/asia/ap-as-japan-wwii-apology.html?_r=0
16. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
---------------------------------