เมื่อพูดถึงวิชาสังคม เด็กบางคนจะรู้สึกน่าเบื่อทันที คิดว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์
ก่อนอื่นผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่าความคิดเรื่องนี้ของเด็กสำคัญ
ควรปรับวิธีการเรียนการสอนให้เข้ากับสมองของวัยรุ่นที่กำลังพัฒนาเรื่องการคิด
การตัดสินใจ พวกเขามีความรู้สึกนึกคิด อยากให้เพื่อนยอมรับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากับนักจิตวิทยาแนะนำว่า เราควร
1. เปลี่ยนเนื้อหาให้เป็นระบบเปิดและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
วัยรุ่นจะสนใจสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเขา และมีความคิด
จึงแนะนำให้สอนแบบตั้งคำถาม (Inquiry-Based Learning)
เนื้อหาที่สอนควรเกี่ยวข้องกับชีวิตรอบตัวเขา
ครูสามารถใช้เหตุการณ์หรือข่าวสารใกล้ตัว เพื่อนำไปสู่เนื้อหาในบทเรียน
เด็กอยากเลือกสิ่งที่ตรงตามความสนใจ
ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กปลดปล่อยจินตนาการ
ต้องออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์เรื่องที่เขาสนใจ ต้องมีคำถามปลายเปิดที่พวกเขาเลือกตอบได้
ทั้งนี้
ต้องมีครูคอยกำกับไม่ให้ไปผิดทิศผิดทาง เช่น
เด็กคิดว่าการพนันเป็นของดีเพราะได้เงินไว
2. เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
สมองของวัยรุ่นตอบสนองต่อความท้าทายและการมีส่วนร่วมทางสังคมสูงมาก
ดังนั้นแทนที่จะสอนแบบท่องจำ ควรใช้วิธีให้เด็กร่วมหาคำตอบ
วิธีนี้จะช่วยให้เด็กอยากมีส่วนร่วม ได้ฝึกฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆ
ที่อาจคิดต่างจากตัวเอง
ทั้งนี้ทั้งนี้
ในบางเรื่องผู้ใหญ่ต้องใจกว้าง เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดและตอบ
แม้คำตอบนั้นไม่ถูกต้องที่สุด ขอเพียงเป็นคำตอบที่อยู่ในกรอบยอมรับได้
ครูต้องยอมรับว่านักเรียนกำลังเรียนรู้ วันนี้ตอบไม่ถูกต้องที่สุด
แต่วันข้างหน้าจะตอบได้ดีขึ้น
การเรียนการสอนแบบนี้
หากเป็นเรื่องความคิดเห็น นักเรียนไม่จำต้องตอบตรงตามตำราเสมอไป
แต่ตอนท้ายครูควรนำแนะว่าตำราสอนและตอบอย่างไร
3. แบ่งสัดส่วนเนื้อหาและใช้สื่อหลากหลาย
แทนที่จะให้นักเรียนนั่งฟังเป็นชั่วโมง
การเรียนแบบใหม่จะสอนเป็นตอนสั้นๆ 5-10 นาที
แล้วเข้าสู่การตอบคำถามทันที
มีช่วงเวลาที่นักเรียนต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง
เนื้อหาของครูจึงเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่บทเรียน
เด็กมีส่วนร่วมค้นหาคำตอบเพิ่มเติม สื่อออนไลน์ช่วยเรื่องนี้ได้มาก
นอกจากนี้
การใช้สื่อควรใช้หลากหลาย นอกจากใช้หนังสือ จะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ รูปภาพ วิดีโอสั้น
ฯลฯ การถามตอบโดยตรง
4. ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยา
ในชั่วโมงสอนจะดึงให้นักเรียนสนใจ
ด้วยการสร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) โดยอาศัย
3 ข้อ
1. ความเป็นอิสระ (Autonomy)
เปิดโอกาสให้เด็กเลือกหัวข้อรายงาน
รูปแบบการนำเสนอ (เช่น วิดีโอ, แผนภาพ, หรือการเขียน) หรือเลือกกลุ่มทำงานเองในบางครั้ง
2. ความสามารถ (Competence)
โจทย์หรือคำถามต้องความท้าทายความสามารถ แต่ไม่ยากเกินไปจนท้อใจ
ครูต้องพยายามปรับโจทย์ให้ตรงกับความสามารถของเด็ก รับฟังความ Feedback ที่ชัดเจนและสร้างสรรค์
3. ความสัมพันธ์ (Relatedness)
ครูต้องสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็น
ให้นักเรียนเห็นว่าครูเข้าใจและรับฟังเขา
ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้สอนกับนักเรียนช่วยให้นักเรียนเปิดใจรับฟัง
ยินดีให้ความร่วมมือ
ทั้ง
4
ข้อเป็นวิธีการออกแบบการเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนมัธยมต้นสนใจการเรียนและได้ประโยชน์
เสริมสร้างการใช้ความคิด มีจินตนาการ ที่ทั้งหมดอยู่ในกรอบยอมรับได้
สอดคล้องกับเนื้อหาในตำรา
-------------------


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น