ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ก้าวย่างที่ถอยห่างออกจากอียูของเดวิด คาเมรอน

25 มกราคม 2013
ชาญชัย
            ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน ที่สัญญาจะจัดทำประชามติภายในสิ้นปี 2017 เพื่อให้ชาวอังกฤษตัดสินใจว่าประเทศควรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อหรือไม่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป
            ใจความสำคัญคือนายกฯ คาเมรอนต้องการปรับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปเสียใหม่ ทางเลือกแรกคืออังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อไปแต่ปรับความสัมพันธ์ให้ถอยห่างมากขึ้น ทางเลือกที่สองคือถ้าอังกฤษตกลงกับอียูไม่ได้ อังกฤษจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียูถ้าผลประชามติออกมาเช่นนั้น
            ถ้อยแถลงของนายกฯ คาเมรอนสร้างความไม่พอใจแก่เยอรมนีกับฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมัน กีโด เวสเตอร์เวลลา ตำหนิว่าอังกฤษไม่ควรตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ แบบนั้น “เยอรมนีต้องการให้สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในสหภาพยุโรปต่อไป ... การตัดสินใจเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ตนชอบนั้นทำไม่ได้” และกล่าวอีกว่า “ยุโรปไม่ใช่ผลรวมของผลประโยชน์แห่งชาติแต่เป็นประชาคมที่มีชะตากรรมร่วมแม้ในยามยากลำบาก” ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ลอรอนต์ แฟบิอุส กล่าวอย่างประชดประชันว่า “ถ้าสหราชอาณาจักรต้องการถอนตัวจากยุโรปเราจะปูพรมแดงให้ท่าน”

            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่านายกฯ คาเมรอนหวังใช้การแยกตัวออกจากอียูเป็นเครื่องมือหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปซึ่งจะจัดในปี 2015 หัวหน้าพรรคแรงงาน นายเอ็ด มิลิแบด กล่าวโจมตีว่า “เขาไม่ได้ทำด้วยแรงจูงใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ พรรคผลักให้เขาทำอย่างนั้น” เรื่องนี้อาจมีส่วนอยู่บ้างแต่การที่คนอังกฤษจะตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งนั้นขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก อีกทั้งหากการแยกตัวออกเป็นเรื่องเหมาะสมพรรคการเมืองอื่นๆ ควรให้การสนับสนุนด้วย
            ความจริงที่ต้องกล่าวคือ แต่ไหนแต่ไรสหราชอาณาจักรระแวดระวังในการสัมพันธ์กับอียู ไม่ได้เป็นสมาชิกที่แนบแน่นอยู่แล้ว เช่น ไม่ได้ยกเลิกสกุลเงินปอนด์แล้วถือสกุลเงินยูโร ปีที่แล้วประกาศว่าอาจจะถอนตัวจากการดำเนินนโยบายร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมของอียู โดยยังคงร่วมมือในนโยบายด้านการปราบปรามและกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ที่อังกฤษยังเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตน
            การถอนตัวออกจากสมาชิกยูโรโซนหรือออกจากอียูก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน กว่าสามปีตั้งแต่สหภาพยุโรปประสบปัญหาเศรษฐกิจ กระบวนการรวมตัวให้แนบแน่นลึกซึ้งกว่าเดิมเกือบจะหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ทั้งด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ นโยบายสังคมต่างๆ ฯลฯ ไม่มีประเทศใดแสดงท่าทีขอเข้าร่วมกลุ่มอีก ซ้ำร้ายกว่านั้นชาติสมาชิกบางประเทศบ่นพึมพำว่าควรอยู่ในยูโรโซนหรือสหภาพยุโรปต่อหรือไม่
            เฉพาะกรณีของอังกฤษ ความคิดที่จะถอนตัวออกจากอียูมีความเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ใช้สิทธิยับยั้งสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่เพิ่มอำนาจแก่สหภาพยุโรปเพื่อสู้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2011 ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล ถึงกับพูดว่า “ไม่เชื่อเลยว่าเดวิด คาเมรอนเคยนั่งโต๊ะเดียวกับพวกเรา” สื่อฝรั่งเศส Le Monde พาดหัวข่าวว่า “สิ้นสุดแล้วยุโรป 27 ประเทศ” ขณะที่สื่อเยอรมัน Der Spiegel พาดหัวว่า “ลาก่อน อังกฤษ” ในขณะที่นายกฯ คาเมรอน อธิบายว่า “เป็นสิทธิของอังกฤษที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศของตน”

            คำว่า “เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ” คือคำอธิบายสั้นๆ จากนายกฯ คาเมรอน
การตัดสินใจบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาตินั้นเป็นเรื่องเหมาะสม ปัญหาคือจะคำนวณอย่างไร ให้คุณค่ากับผลประโยชน์ด้านใด เช่น เมื่ออังกฤษประกาศว่าจะเข้าร่วมกับอียูเฉพาะส่วนที่ได้ประโยชน์ และไม่สนใจเข้าร่วมภาคส่วนอื่นๆ ประเทศสมาชิกที่เหลือจะคิดเห็นอย่างไร ในยามนี้ที่หลายประเทศส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อังกฤษอย่างรุนแรง จะกระทบต่อผลประโยชน์อังกฤษในอนาคตหรือไม่
            การที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เลื่อนแถลงการณ์มาแล้วหลายครั้งเป็นเวลาหลายเดือน เชื่อได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเจรจาในทางลับกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ว่าจะตอบสนองข้อเรียกร้องของอังกฤษอย่างไร ณ วันนี้แม้นายกฯ คาเมรอนบอกว่าจะไม่เจรจาอีกถ้าไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการส่วนเยอรมนีแสดงท่าทีเย็นชา เชื่อว่าการเจรจายังดำเนินต่อไป แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ในขณะที่เวลาเดินไปเรื่อยๆ การวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบย่อมหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งอียูกับอังกฤษ
            แท้ที่จริงทุกประเทศต่างยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ การที่ฝรั่งเศส เยอรมนี กับชาติสมาชิกอื่นๆ ยังอยู่ในสภาพยุโรปหรือยูโรโซนต่อไปก็เพราะเห็นว่าได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่นายกฯ คาเมรอนกำลังพาอังกฤษให้ถอยห่างจากสหภาพยุโรป ถอยห่างจากพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มุ่งรวมตัวในมิติต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
            การก้าวถอยออกจากสหภาพยุโรปจะดีเลวอย่างไรนั้นสามารถถกเถียงกันต่อไป
-------------------------

บรรณานุกรม:
1. Cameron Promises Referendum by 2017 on U.K. Leaving EU, 23 January 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-01-23/cameron-to-promise-referendum-by-2017-on-u-k-leaving-eu.html
2. Hugo Brady, Britain's 2014 justice opt-out: Why it bodes ill for Cameron's EU strategy, http://www.cer.org.uk/sites/default/files/publications/attachments/pdf/2013/essay_brady_jha_23jan13-6888.pdf
3. Cameron's Collison Course: London Takes Major Gamble with EU Referendum, 23 January 2013, http://www.spiegel.de/international/europe/analysis-and-reaction-on-david-cameron-s-plan-for-a-referendum-on-eu-a-879241.html
4. María Lorca-Susino, The Euro in the 21st Century, (UK: Ashgate Publishing, 2010).
5. EU pledge sets election battlelines, AP, 24 January 2013,
http://uk.news.yahoo.com/eu-pledge-sets-election-battlelines-034105774.html
6. JAMES CHAPMAN, Day PM put Britain first: Defiant Cameron stands up to Euro bullies... but French plot revenge for historic veto, 10 December 2011, http://www.dailymail.co.uk/news/article-2071952/Eurozone-crisis-David-Cameron-vetoes-EU-treaty-save-euro.html
----------------------------------

ความคิดเห็น

  1. น่าจะเป็นประเด็นเพื่อหวังผลเลือกตั้งนะคะ ที่ผ่านมาไม่ต้องทำไร มันก็อยู่ตัว ไม่เจ็บ ไม่เสีย ไม่ได้

    เรื่องที่นึกออก ก็มีแต่แรงงานจากยุโรปไหลเข้าอังกฤษค่ะ แต่ตีไม่ออกว่าจะมีผลอย่างไร ตัวอังกฤษก็มีปัญหาว่างงานอยู่ คนจากสเปน โปตุเกส ยังจะไหลเข้า แล้วตัวเองก็ยังพี่งแรงงานอยู่เยอะ เพราะอังกฤษไม่มีแรงงาน

    อยู่ลอยตัวมาเรื่อยๆ แต่พอใกล้เลือกตั้ง ดันโพล่งมา เยอรมัน ฝรั่งเศสจะไม่โกรธได้ไง

    ตอบลบ
  2. จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือที่บอกว่าอังกฤษยังหลงกับอดีตประวัติศาสตร์ของตน ไม่ยอมพาตัวเองออกมารับความจริงเสียที

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ประชาธิปไตยวิกฤตในยุคของทรัมป์

โอบามากับฮิลลารีโจมตีทรัมป์ว่าเป็นอำนาจนิยม บ่อนทำลายประชาธิปไตย ชาวอเมริกันจำนวนมากเดือดร้อน ต้องเลือกพรรคเดโมแครทเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล คำถามคือจริงหรือที่เลือกเดโมแครทเป็นคำตอบ

ในระยะนี้ที่สหรัฐกำลังหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม บรรดาแกนนำคนสำคัญๆ ออกมาปราศรัยหาเสียง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และฮิลลารี คลินตัน เป็นอีกครั้งที่เวทีปราศรัยเป็นโอกาสแก่บุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสภาพประชาธิปไตยของประเทศ ฮิลลารี คลินตัน : ประชาธิปไตยอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต             กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลโอบามา และตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมความแล้ว “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤต” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตยไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว คนทั้งประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้
            ฮิลลารีให้เหตุผล 5 ประการที่ควรต่…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…