การเผชิญหน้าของยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐกับจีน

ยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐสร้างศัตรูอยู่เสมอ จะเผชิญหน้าจีนรุนแรงมากน้อยขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ และขึ้นกับนานาชาติโดยเฉพาะพวกพันธมิตรสหรัฐว่าจะคิดเห็นอย่างไร

            การติดตามข่าวคือการดูปรากฏการณ์ผ่านสื่อ การมองอีกแบบคือการศึกษาเชิงหลักคิด เช่น อุดมการณ์ เป้าหมาย ความตั้งใจ ในที่นี้นำเสนอยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐเทียบกับความฝันของจีนที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์แม่บทเช่นกัน

ยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐกับจีน :

            ที่สหรัฐยึดเป็นหลักเรื่อยมาคือ ส่งเสริมการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การค้าเสรี หลักสิทธิมนุษยชน

            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่าอเมริกาต้องเข้าพัวพัน (Engagement) เพื่อความมั่นคงของตน และเชื่อว่าจะส่งผลให้โลกดีขึ้นด้วย ตั้งใจที่จะเสียสละเลือดและทรัพย์สินเพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศไม่เฉพาะผลประโยชน์แคบๆ อันเห็นแก่ตัวของเรา เพราะ “สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงโลก”

            อาจสรุปสั้นๆ ว่าสหรัฐจะเข้าพัวพันโลกเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี สิทธิมนุษยชน เป็นเสาหลักความมั่นคงของโลก เพื่อความผาสุกของอเมริกาและโลก

            ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวเมื่อปี 2014 ว่า “ความฝันของจีน” (Chinese Dream) คือการฟื้นฟูชาติจีน ประเทศที่ชาวจีนอยู่ดีกินดีมีความสุข

            ความฝันของจีนถูกตีความว่าเป็นยุทธศาสตร์แม่บทล่าสุดของจีน (Grand Strategy) ต้องการการสร้างชาติขึ้นใหม่ ประชาชนอยู่ดีกินดี ส่งเสริมสันติภาพกับการพัฒนา จีนหวังสร้างโลกที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน ไม่คิดเป็นเจ้าผู้ครองโลก (hegemony) ยอมรับโลกที่หลากหลาย ไม่พยายามเปลี่ยนประเทศอื่น วัฒนธรรมจีนเปิดกว้าง พัฒนา ดูซับสิ่งดีจากวัฒนธรรมอื่น

เพื่อการกินดีอยู่ดีหมายถึงอย่างไร :

            จะเห็นว่ารัฐบาลทั้ง 2 ประเทศมีเป้าหมายหลักตรงกันในเรื่องเพื่อความปลอดภัยอยู่ดีกินดีของประชาชนและต่างต้องการสันติภาพ แต่หากพิจารณารายละเอียดจะพบความแตกต่าง

             การอยู่ดีกินและมั่นคงของสหรัฐสัมพันธ์กับการรักษาความเป็นเจ้าผู้ครองโลก ภาวะผู้นำโลก ในขณะที่จีนย้ำว่าไม่ต้องการเป็นเช่นนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าอำนาจอิทธิพลจีนกำลังเพิ่มมากขึ้น

            สหรัฐต้องการสันติภาพแต่เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพจะต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แผ่อิทธิพลกว้างขวางมากที่สุด ในนามสันติภาพกองทัพสหรัฐทำสงครามไปทั่วหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการโค่นล้มรัฐบาลประเทศอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตร เหล่านี้คือตัวอย่าง “เพื่อการอยู่ดีกินดีของอเมริกัน”

            นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาสหรัฐมีศัตรูอยู่เสมอ ทั้งจากค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ผู้ก่อการร้ายที่สัมพันธ์มุสลิมสุดโต่ง อิหร่าน รัสเซียและจีนยุคหลังสงครามเย็น ทั้งนี้ยังไม่นับประเด็นอื่นๆ เช่น เกาหลีเหนือ สันติภาพในความหมายของรัฐบาลสหรัฐจะมีศัตรู มีภัยคุกคามอยู่เสมอ เพียงแต่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

          ในอีกมุมหนึ่งน่าคิดว่าประชาชนนับสิบนับร้อยล้านคนจากหลายประเทศได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุเพื่อการกินดีอยู่ดีของสหรัฐหรือไม่ ข้อนี้ช่วยให้เข้าใจยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐได้ดี ทุกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐเอ่ยถึงการอยู่ดีกินดีของคนอเมริกันต้องรีบตั้งคำถามว่าจะส่งผลต่อประเทศอื่นๆ อย่างไร

            ประเด็นสำคัญคือสหรัฐเปรียบเหมือนเจ้าถิ่นในขณะที่จีนกำลังเป็นผู้ท้าชิงที่เจ้าถิ่นหวั่นไหว เกิดคำถามว่าสักวันหนึ่งหากจีนได้เป็นลูกพี่จะทำตัวเหมือนรัฐบาลสหรัฐหรือไม่ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์เช่นกัน

            รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศต่างพูดว่าเพื่อความปลอดภัยอยู่ดีกินดีของประชาชน ถามว่าทุกวันนี้คนจีนกับคนอเมริกันมีความปลอดภัยอยู่ดีกินดีแค่ไหน มากขึ้นหรือน้อยลง เป็นคำถามที่คนจีนกับคนอเมริกันควรเป็นผู้ตอบเอง ประเมินว่ารัฐบาลหรือผู้ปกครองบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้มากน้อยเพียงไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่หรือไม่ รัฐบาลควรปรับแก้นโยบายอย่างไร

            คำถามที่ดีกว่านั้นคือ ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศมีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศมากน้อยเพียงไร ดูเหมือนว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนไม่เปิดโอกาสสักเท่าไหร่ คนอเมริกันเข้าถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของตนจริงๆ แค่ไหน เมื่อตอบคำถามนี้แล้วควรกลับไปทบทวนคำถามเริ่มต้นว่าทุกวันนี้คนจีนกับคนอเมริกันมีความปลอดภัยอยู่ดีกินดีแค่ไหน มากขึ้นหรือน้อยลง

มหาอาณาจักรหรือจักรวรรดินิยม :

            การตั้งประเด็น “การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐหลีกเลี่ยงได้หรือไม่” อาจเป็นคำถามที่ผิด เพราะทุกวันนี้เผชิญหน้าอยู่แล้วและรุนแรงขึ้นในหลายด้านหลายมิติ คำถามที่ดีกว่าคือจะบานปลายเป็นสงครามใหญ่หรือเป็นแค่สงครามเย็นใหม่

            สงครามเย็นในศตวรรษที่ 20 เกิดสงครามตัวแทน (proxy war) ในหลายประเทศ เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนามและอินโดจีน อาจรวมสงครามอัฟกานิสถานที่โซเวียตรัสเซียส่งทหารยึดครอง เกิดคำถามว่าหากเกิดสงครามเย็นใหม่จะเกิดสงครามตัวแทนด้วยหรือไม่ ประเทศใดจะเป็นเหยื่อของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นี่คือประเด็นที่น่าคิดและใกล้ตัวกว่าสงครามระหว่าง 2 มหาอำนาจโดยตรง

มองให้ไกลกว่ากรอบรัฐกับรัฐ :

            แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรอบใหญ่ มีตัวแสดงหรือประเด็นอื่นๆ ที่มากว่ารัฐ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution: 4IR)  โรคระบาดโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหล่านี้มีผลต่อโลกวันนี้และอนาคต

            ประเด็นที่นำเสนอไม่ใช่เรื่องระหว่างจีนกับสหรัฐเท่านั้น มาจากสารพัดปัจจัย เกี่ยวข้องกันทั้งโลกและสัมพันธ์กันและกัน ยกตัวอย่าง 4IR อาจทำให้คนจำนวนมหาศาลตกงาน เกิดคลื่นมนุษย์หลายล้านหรือล้านสิบล้านคนอพยพไปสู่ประเทศที่มีงานทำหรือเลี้ยงดูเขาได้ โรคระบาดโควิด-19 เร่ง 4IR ทำให้บางประเทศยากจนกว่าเดิม คนต้องหนีออกจากประเทศมากขึ้นหรือบางประเทศต้องการแรงงานต่างด้าวมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลก

            เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยการอยู่ดีกินดีของประชาชน มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นประเด็นสำคัญไม่น้อยกว่าการเดินเรือเสรีในทะเลจีนใต้ การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐอาจถูกลดความสำคัญ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหันมาร่วมมือกัน บางทีศัตรูร้ายกว่าต่างชาติคือเสียงร้องขอการอยู่ดีกินดี ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการของประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่างเป็นอีกเวทีช่วยให้ประชาชนมีกินมีใช้

            ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประวัติศาสตร์สอนว่าความขัดแย้งระหว่างอาณาจักร ระหว่างประเทศเกิดขึ้นเสมอเพราะผลประโยชน์ขัดกัน จีนที่ก้าวขึ้นมาแม้หวังจะก้าวขึ้นมาโดยสันติแต่จะขัดผลประโยชน์สหรัฐ ประเด็นอยู่ที่รัฐบาลสหรัฐคิดเห็นอย่างไร จะใช้วิธีใดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน เส้นต้องห้ามอยู่ที่ใด

            ในขณะที่รัฐบาลจีนต้องให้ประชากร 1,400 ล้านมีกินมีใช้ ตอบสนองด้านวัตถุมากขึ้นๆ คนจีนบริษัทจีนกำลังแผ่ขยายออกไปทั่วโลกซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการข่มขู่การคว่ำบาตรแบบที่สหรัฐใช้ MADE IN CHINA and OTHERS by Chinese people ดูเป็นมิตรและเป็นโอกาสแก่จีนมากกว่า เปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมาในทุกมิติ ขยายอิทธิพลอำนาจทุกด้านรวมทั้งพลังอำนาจทางทหาร

            ในกรณีของจีนพลังอำนาจทางทหารไม่ใช่เรื่องของการมีกองทัพที่ทรงอานุภาพเท่านั้น แต่เป็นดัชนีบ่งบอกความเข้มแข็งของประเทศ บ่งบอกว่าประเทศมีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพ มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การเมืองสังคมมีเสถียรภาพ เพราะด้านต่างๆ เหล่านี้ส่งเสริมให้ประเทศมีกองทัพเข้มแข็งต่อเนื่อง และหมายถึงเกียรติภูมิของชาติ (เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ย่อมดีกว่าล้าหลังด้อยพัฒนา)

            ท้ายที่สุดการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับจีนขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ และขึ้นกับนานาชาติโดยเฉพาะพวกพันธมิตรสหรัฐว่าจะคิดเห็นอย่างไร สงครามเย็นใหม่เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าจะพัฒนาไปสู่อะไร

23 พฤษภาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8958 วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำคัญที่ควบคุมได้หรือไม่ ทั้งนี้ชนชั้นนำผู้ปกครองประเทศมีส่วนสำคัญยิ่ง แม้กระทั่งในประเทศประชาธิปไตยก็ตาม
การชี้ว่าจีนจะบุกไต้หวันและสหรัฐอาจเป็นฝ่ายปราชัย เป็นคำถามที่น่าคิดว่าทำไมผู้นำกองทัพสหรัฐพูดเช่นนั้น กำลังปลุกเร้าสถานการณ์ให้ตึงเครียดใช่หรือไม่ กำลังพาไต้หวันเข้าสู่สงครามหรือเปล่า

บรรณานุกรม :

1. Cole, Bernard D. (2016). China's Quest for Great Power: Ships, Oil, and Foreign Policy. USA: Naval Institute Press.

2. Jin Yuanpu. (2014, February). The Chinese Dream: the Chinese Spirit and the Chinese Way. Retrieved from http://english.cntv.cn/special/newleadership/chinesedream05.html

3. Mladenov, Nikolai. (2021). Chinas Grand Strategy and Power Transition in the 21st Century. Switzerland: Palgrave Macmillan.

4. The White House. (2013, September 10). Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria

5. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly

6. Williams, Andrew J., Hadfield, Amelia., & Rofe, J. Simon. (2012). International History and International Relations. New York: Routledge.

--------------------------

สงครามร้อนระหว่างจีนกับสหรัฐหลีกเลี่ยงได้หรือไม่

 ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำคัญที่ควบคุมได้หรือไม่ ทั้งนี้ชนชั้นนำผู้ปกครองประเทศมีส่วนสำคัญยิ่ง แม้กระทั่งในประเทศประชาธิปไตยก็ตาม

             ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) ชี้เสมอว่าการเผชิญหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อต่างคิดรักษาผลประโยชน์ของตน ความขัดแย้งเกิดเมื่อผลประโยชน์ขัดกัน เสี่ยงเกิดความรุนแรงหากเจรจาไม่สำเร็จ

            จีนย้ำว่า 2 มหาอำนาจสามารถอยู่ด้วยกันได้ ยึดหลักได้ผลประโยชน์ร่วมกัน (win-win) เคารพอธิปไตย จีนกำลังก้าวขึ้นมาอย่างสันติ ไม่คิดเป็นมหาอำนาจผู้เป็นเจ้า ไม่คิดล้มรัฐบาลสหรัฐหรือรัฐบาลประเทศใดๆ มุ่งมั่นพัฒนาประเทศด้วยสันติ หวังให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุข

            ฝ่ายสหรัฐปัจจุบันเป็นอภิมหาอำนาจ ผลประโยชน์มากมายกระจายทั่วโลก ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน รัฐบาลทุกชุดมีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์อเมริกัน รวมทั้งผลประโยชน์ที่อยู่ต่างแดน

            จีนที่กำลังก้าวขึ้นมาขัดผลประโยชน์สหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง BRI ที่โครงการร่วมทุนของจีนกำลังแผ่ขยายในหลายประเทศ หลายกรณีที่ร่วมทุนกับจีนคือการเลือกไม่ร่วมทุนกับสหรัฐหรือไม่ร่วมทุนกับพันธมิตรสหรัฐ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ชี้ชัดสภาพของการมีได้มีเสีย ตรงข้ามกับหลัก win-win

            การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI ) เป็นตัวเลขชี้วัดที่ดี ยุคโควิด-19 ต่างชาติลงทุนในสหรัฐลดลงแต่เพิ่มที่จีน United Nations Conference on Trade and Development รายงานว่าปีที่แล้ว (2020) บริษัทต่างชาติลดลงทุนในสหรัฐ 49เหลือ 134,000 ล้านดอลลาร์ ไปลงทุนในจีนเพิ่ม 4% เป็น 163,000 ล้านดอลลาร์

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลฟื้นตัวเร็ว บรรยากาศน่าลงทุนหรืออะไรก็แล้วแต่ FDI บ่งชี้ว่าจีนเป็นผู้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกมากขึ้นทุกที ไม่แปลกที่ขนาดเศรษฐกิจโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นอันดับ 2 ของโลกและยอมรับกันทั่วไปว่าจะแซงสหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

            เศรษฐกิจที่เติบโตทันสมัยย่อมหมายถึงพลังเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อพลังอำนาจอื่นๆ มีงบประมาณมหาศาลพัฒนากองทัพ ยานอวกาศ เทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ พร้อมกับพัฒนาสังคมจีน คนจีนใช้สมาร์ทโฟนด้วยระบบเครือข่าย 5G ขนส่งระบบรางที่ทันสมัย ปกติแต่ละปีคนจีนหลายล้านคนท่องเที่ยวทั่วโลก นักศึกษาจีนคือนักศึกษาต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ปีการศึกษา 2019/20 มีมากถึง 372,542 คน คิดเป็น 34.6 % ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด หลายคนจบปริญญาโทปริญญาเอกที่นั่น เป็นจีนที่กำลังเจริญก้าวหน้าเหมือนประเทศพัฒนาอื่นๆ

เสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ :

            นักวิชาการบางคนอธิบายว่าเสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ (Thucydides Trap) ประวัติศาสตร์พิสูจน์หลักการนี้มาแล้วหลายครั้ง

            มีนาคม 2021 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงย้ำกองทัพต้องเข้มแข็งกว่านี้ ตามแผนพัฒนาฉบับใหม่ (2021-2025) กองทัพต้องพร้อมรบ พัฒนาระบบโต้กลับ ปฏิบัติการร่วมของเหล่าทัพ พัฒนากองทัพด้วยเทคโนโลยีของตนเอง โอกาสเกิดเหตุร้ายมีเสมอ ต้องอยู่ในสภาพพร้อมรบตลอดเวลา คาดเดาได้เลยว่ากองทัพจีนจะยิ่งใหญ่ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่

            เมษายน 2021 พลเรือเอกเจมส์ สตาวิรดิส (James Stavridis) ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐในทะเลจีนใต้ประเมินว่าสหรัฐกับจีนอาจทำสงครามกันในช่วงปี 2024-26 เร็วกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเคยประเมินไว้ จีนกำลังทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีไซเบอร์ อาวุธไฮเปอร์โซนิค ด้านอวกาศและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว (เป็นอีกปัจจัยชี้ว่าจะเกิดสงคราม) การที่จีนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน มีกองเรือรบขนาดใหญ่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าจีนไม่ต้องการดูแลทะเลจีนใต้เท่านั้น

            นายพลสตาวิรดิสกล่าวเสริมว่าสหรัฐไม่ต้องการทำสงครามและไม่อยากให้เกิด แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปิดหูปิดตาไม่รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น สหรัฐยินดีที่สมาชิกนาโตหลายประเทศส่งเรือรบไปเอเชียแปซิฟิก เพื่อเตือนจีนว่าทะเลจีนใต้ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งเท่านั้น

            การก้าวขึ้นมาของกองทัพจีนเป็นอีกประเด็นที่ฝ่ายสหรัฐติดตามอย่างใกล้ชิด หากพิจารณาพลังอำนาจการรบจริง จีนได้เปรียบในแง่ใกล้แผ่นดินแม่ในขณะที่สหรัฐต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลหลายพันกิโล แต่โดยรวมแล้วสหรัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยเฉพาะกองกำลังอาวุธนิวเคลียร์ที่จีนเทียบไม่ได้เลย

ประเด็นขัดแย้งหลัก :

            ถ้าไม่นับเรื่องการเผชิญหน้าโดยตรง ประเด็นที่อาจบานปลายมักเป็นเรื่องเก่าหลายสิบปี เช่น กรณีไต้หวัน ไม่กี่เดือนก่อนพลเรือเอกฟิล เดวิดสัน (Phil Davidson) ผู้บัญชาการ Indo­Pacific Command กล่าวต่อวุฒิสภาเป็นกังวลว่าจีนจะโจมตีไต้หวันภายในปี 2027 ประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุที่โหมแรงเป็นครั้งๆ ถ้าคิดให้ดีจะพบว่าการเผชิญหน้าทางทหารเกิดในบริเวณที่ใกล้แผ่นดินจีน เป็นส่วนหนึ่งของจีน (ถ้ายึดว่าทะเลจีนใต้กับไต้หวันเป็นของจีน)

            สิทธิมนุษยชนเป็นอีกประเด็นน่าติดตามว่าจะถูกโหมให้รุนแรงในสมัยไบเดนหรือไม่ ชี้ความเลวร้ายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ชี้นำเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจจีน (SOE) เป็นเครื่องมือของรัฐ นำสู่ข้อสรุปว่าเป็นภัยคุกคามระบอบเสรีประชาธิปไตย ประโยคต่อมาจะพยายามแยกให้เกิดขั้วเกิดฝ่าย หากจะรักษาเสรีประชาธิปไตยไว้ต้องช่วยกันต้านจีน ผู้เชี่ยวชาญนักการทูตหลายคนเอ่ยถึง “สงครามเย็นใหม่”

            มกราคม 2021 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวว่าผลสุดท้ายของการเผชิญหน้าแบบสงครามเย็นจะนำโลกสู่ทางตัน (“dead-end”) ไม่ควรแสดงว่าตนใหญ่ด้วยการแบ่งแยก ถ้าโลกไม่มีกฎระเบียบ (ที่มีอยู่แล้ว) เท่ากับพาโลกสู่กฎแห่งป่า (law of the jungle) มนุษยชาติจะถูกทำลาย ในอีกวาระกล่าวว่าต้องไม่ปล่อยให้ไม่กี่ประเทศวางกฎเกณฑ์บังคับให้ประเทศอื่นๆ ต้องปฏิบัติตาม หรือปล่อยให้บางประเทศใช้ลัทธิเอกภาคีนิยม (unilateralism) ควบคุมสันติภาพโลก นานาชาติต้องปรึกษาหารือกันมากขึ้น ตัดสินใจร่วมกันและทำงานร่วมกัน โลกาภิวัตน์เรียกร้องให้ยึดมั่นพหุภาคีนิยม ไม่ใช่ต่างคนต่างทำต่างกันต่างอยู่

ความขัดแย้งทางสังคม :

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักมีมิตรกับศัตรูอยู่เสมอ บางครั้งการเป็นศัตรูสัมพันธ์กับศาสนาความเชื่อ บางครั้งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์หรือเชื้อชาติที่ย้อนหลังได้นับร้อยนับพันปี

            ความขัดแย้งอาจจำกัดกรอบในหมู่ชนชั้นปกครอง เป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจของผู้ปกครอง ความทะยานอยากของผู้นำนักรบ แต่บางครั้งขยายมาสู่ระดับประชาชนคนทั่วไป คนเชื้อชาติหนึ่งเห็นด้วยกับการทำร้ายทำลายคนอีกเชื้อชาติหนึ่ง

            ประเด็นการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติคนเอเชียในสหรัฐกำลังเป็นที่กล่าวขวัญ อันที่จริงแล้วคนจีนมีในสหรัฐมานานแล้ว คนจีนเคยเป็นแรงงานต่างด้าวสำคัญของอเมริกาและส่วนหนึ่งอยู่จนถึงปัจจุบัน บางครอบครัวอยู่หลายชั่วคนแล้ว ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่คนเหล่านี้ที่เอ่ยถึงเป็นพลเมืองอเมริกันโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ถึงกระนั้นบ่อยครั้งพวกเขาได้รับการปฏิบัติเหมือน “คนต่างด้าวตลอดกาล” (“perpetual foreigners”)

            ด้วยกระแสต้านจีนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาลทรัมป์ เมื่อทรัมป์พยายามชี้ว่าจีนเป็นภัยร้าย ทำลายเศรษฐกิจต้นเหตุคนอเมริกันว่างงาน มักเรียกไวรัสโควิด-19 ว่า “China virus” ฯลฯ บวกกับค่านิยม White Supremacy ที่คนอเมริกันส่วนหนึ่งเห็นว่าคนผิวขาวสมควรอยู่อย่างอภิสิทธิ์ชนเหนือคนเชื้อสายอื่นๆ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เหล่านี้ทำให้กระแสเหยียดคนเอเชียรุนแรง รัฐบาลไบเดนยอมรับว่ามีปัญหานี้

            ต้นเหตุเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติเช่นนี้มาจากชนชั้นปกครอง กลายเป็นความขัดแย้งที่ฝังลึกลงในสังคม ช่วยสนับสนุนนโยบายรัฐ (นโยบายต้านจีน)

            ความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นอยู่เสมอ ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ความสำคัญคือทำอย่างไรจะจำกัดความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบ ในระยะ 100 ปีโลกผ่านสงครามโลกมาแล้ว 2 ครั้ง สงครามตัวแทนอีกหลายครั้ง ยุคโลกภิวัตน์หลายคนปฏิเสธสงคราม มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น แต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีนทวีความรุนแรงเช่นกัน บางคนคิดถึงสงครามร้อนแล้ว ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าดูเหมือนไม่อาจยับยั้งความขัดแย้งที่เกิดจากรัฐบาลต่อรัฐบาล แล้วขยายสู่ประชาชน สู่ประชาคมโลก

            เป็นประเด็นที่ท้าทายว่าสงครามใหญ่ระหว่าง 2 มหาอำนาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ได้ ประชาชนมีส่วนกำหนดอนาคตโลกมากแค่ไหน

16 พฤษภาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8951 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง
กองทัพจีนพัฒนาโดยยึดแนวการรบแบบชาติตะวันตก หากเศรษฐกิจพัฒนาเติบโตต่อไป ผลประโยชน์ที่ขยายตัวทั่วโลกย่อมเป็นเหตุให้กองทัพจีนต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ประเทศที่กระจายทั่วโลก
โอริตะ คูนิโอะ แสดงความคิดเห็นว่าภายในปี 2025 จีนจะก่อสงครามใหญ่ เพื่อยึดครองไต้หวัน ควบคุมทะเลจีนใต้ ข้อวิพากษ์คืออย่างไรเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าระหว่างสงครามกับสันติภาพ

บรรณานุกรม :

1. Asian American health workers fight virus and racist attacks. (2021, May 8). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/donald-trump-asia-business-race-and-ethnicity-immigration-954b84d1cd5d15aade8edeb262dfc37e

2. Foreign companies are giving up on the United States and betting big on China, report says. (2021, January 24). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2021/01/24/investing/us-china-foreign-direct-investment/index.html

3. Institute of International Education. (2021). All Places of Origin. Retrieved from https://opendoorsdata.org/data/international-students/all-places-of-origin/

4. President Xi calls for economic integration, opposes new ‘Cold War’ and ideological confrontation at Boao Forum. (2021, April 20). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202104/1221522.shtml

5. "We Need To Avoid Stumbling into a Major War". (2021, May 6). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/world/the-u-s-china-confrontation-we-need-to-avoid-stumbling-into-a-major-war-a-145ea252-612f-408a-b8c8-b2458ef11ece

6. Xi Focus: Xi calls for good start in strengthening military, national defense in 2021-2025. (2021, March 9). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2021-03/09/c_139797879.htm

7. Xi Jinping warns against new Cold War. (2021, January 21). The Sydney Morning Herald. Retrieved from https://www.smh.com.au/world/europe/xi-jinping-warns-against-new-cold-war-20210125-p56wsh.html

--------------------------

ความมั่นคงไต้หวัน กลเกมของมหาอำนาจ

การชี้ว่าจีนจะบุกไต้หวันและสหรัฐอาจเป็นฝ่ายปราชัย เป็นคำถามที่น่าคิดว่าทำไมผู้นำกองทัพสหรัฐพูดเช่นนั้น กำลังปลุกเร้าสถานการณ์ให้ตึงเครียดใช่หรือไม่ กำลังพาไต้หวันเข้าสู่สงครามหรือเปล่า

            พลเรือเอกฟิล เดวิดสัน (Phil Davidson) ผู้บัญชาการ Indo­Pacific Command กล่าวต่อวุฒิสภาเป็นกังวลว่าจีนจะโจมตีไต้หวันภายในปี 2027 บทความ The Most Dangerous Place on Earth บรรยายว่าเหตุผลหนึ่งที่จีนจะโจมตีคือเพื่อทดสอบประสิทธิภาพกองทัพอเมริกัน หากชนะจะเป็นผู้ครองภูมิภาคในชั่วข้ามคืน พันธมิตรสหรัฐเห็นว่าพึ่งสหรัฐไม่ได้อีกแล้ว Pax Americana ล่มสลาย

            จีนพัฒนาอาวุธและประจำการอาวุธตามชายฝั่งช่องแคบไต้หวัน ในช่วง 5 ปีกองทัพเรือจีนมีเรือรบผิวน้ำกับเรือดำน้ำใหม่ถึง 90 ลำ ผลิตเครื่องบินรบปีละ 100 ลำ มีขีปนาวุธที่ทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
            ผลจำลองสถานการณ์ (simulate) จีนโจมตีไต้หวันพบว่ากองทัพสหรัฐที่ประจำการในญี่ปุ่น เกาหลีใต้และเกาะกวมสู้ไม่ได้ นักวิเคราะห์อเมริกันหลายคนสรุปว่าด้วยพลังทางทหารจีนที่เหนือกว่าจีนจะรุกรานไต้หวันแน่นอน ไม่รอให้ไต้หวันล้ำเส้นอีกแล้ว (ประกาศเอกราช) บางคนคิดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะยึดไต้หวันเพื่อสร้างชื่อเสียง

            บทความนี้วิพากษ์ความมั่นคงไต้หวันโดยอิงข้อมูลจากบทความ The Most Dangerous Place on Earth ดังนี้

การต่อสู้ของ 2 มหาอำนาจ :

            ในช่วงสงครามเย็น เดิมนั้นจีนกับสหรัฐเป็นศัตรูจากความขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เมื่อสหรัฐกับจีนร่วมมือต้านสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1970 รัฐบาลนิกสันเปลี่ยนนโยบายยอมรับว่า “ไม่ว่าจะฝั่งใดของช่องแคบไต้หวันเป็นจีนหนึ่งเดียว ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน” เป็นการยอมรับนโยบายจีนเดียว (one China policy) ของจีนและทรยศไต้หวัน ในช่วงนั้นสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยสหรัฐกับคอมมิวนิสต์จีนเป็นไปอย่างชื่นมื่น

เข้าสู่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลสหรัฐเริ่มเปลี่ยนอีก เมื่อฝ่ายยุทธศาสตร์เห็นว่าจีนเป็นความท้าทายใหม่ เศรษฐกิจจีนเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับพลังอำนาจทางทหาร นับจากนั้นเป็นต้นมารัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างตีตราว่าจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงขึ้นทุกทีดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

            ต้นเหตุสงครามมีที่มาที่ไป ความตึงเครียดช่องแคบไต้หวันดำเนินมา 80-90 ปีแล้ว เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเข้าใจอย่างดีว่าสงครามจะไม่เกิดหากไม่มีใครล้ำเส้น คือไต้หวันไม่ประกาศเอกราชกับจีนไม่ส่งทหารบุกยึดไต้หวัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครล้ำเส้น

ความเสี่ยงและผลเสียหากโจมตีไต้หวัน :

            ประเด็นแรกที่ควรพิจารณาคือจีนจะบุกไต้หวันหรือไม่ ดังที่บางคนคิดว่าผู้นำจีนอาจทำเพื่อสร้างตำนานให้แก่ตัวเองและด้วยเหตุผลอื่นๆ มีมุมมองที่ควรพิจารณาเพิ่มดังนี้

            ที่ทุกฝ่ายกังวลมากสุดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกหากสหรัฐยิงนิวเคลียร์ใส่หลายสิบหลายร้อยจุดของจีน รวมทั้งเมืองใหญ่เขตเศรษฐกิจ คนจีนอาจเสียชีวิตหลายสิบล้านหรือนับร้อยล้านคน หรือจีนทำเช่นนี้เหมือนกัน กรณีนี้เป็นไปได้ยากมาก

            สงครามนิวเคลียร์อีกแบบคือใช้ขีปนาวุธโจมตีติดหัวรบนิวเคลียร์เพื่อทำลายเป้าหมายเฉพาะจุด เป้าหมายทางทหาร ฐานทัพ กองเรือ ให้อีกฝ่ายอัมพาตต้องยอมแพ้ ใครเสี่ยงเปิดศึกก่อนเป็นคำถามน่าคิด

            หากจีนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน สิ่งที่จีนสูญเสียแน่นอนคือจุดยืนที่ว่าจีนก้าวขึ้นอย่างสันติ ไม่คิดเป็นมหาอำนาจผู้ครองความเป็นเจ้า เรื่องนี้มีผลต่อชื่อเสียงจีนชนิดยากจะฟื้นคืนกลับมาอีก

            คำถามคือคุ้มหรือไม่ เฉพาะกรอบไต้หวันมีคำถามว่าจีนจะปกครองไต้หวันได้หรือไม่ จะเป็นภาระแก่จีนอีกกี่สิบปี จะดีกว่าไหมหากรักษาสภาพที่เป็นอยู่ ไต้หวันไม่ประกาศเอกราช จีนไม่โจมตีไต้หวัน ชาวไต้หวันหลายหมื่นหลายแสนคนยังคงทำมาค้าขายกับจีน ทั้งจีนกับไต้หวันต่างมีส่วนให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้าต่อไป ประชากร 1,400 ล้านของจีนกับ 24 ล้านของไต้หวันทำมาหากิน มีความสุขตามอัตภาพต่อไป

            ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นชัดคือรัฐบาลจีนเร่งพัฒนาประเทศทุกด้าน ส่งเสริมการค้าการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ พลเมืองจีนใช้ชีวิตสะดวกสบายทันสมัยตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว จีนจะแลกสิ่งนี้กับเกาะไต้หวันไหม

            ในแง่พลังอำนาจทางทหาร สิ่งที่รัฐบาลจีนทำในช่วงนี้คือมีกองทัพเข้มแข็งมากพอจนศัตรูไม่กล้าลงมือ

สำหรับคนไต้หวัน :

            คนไต้หวันเข้าใจการแข่งขันช่วงชิงระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นอย่างดี นับจากพวกก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) ของ เจียง ไคเช็ค (Chiang Kai-shek) พ่ายศึกในแผ่นดินใหญ่ ถอยร่นมาตั้งหลักที่ไต้หวัน นับจากนั้นเป็นต้นมาคนไต้หวันมีภารกิจพิเศษ ต้องเตรียมตัวกู้ชาติ นักเรียนชั้นประถมที่นี่แตกต่างจากเด็กทั่วไปเพราะต้องเรียนรู้และเตรียมตัวกอบกู้เอาแผ่นดินคืนจากคอมมิวนิสต์ ประเทศอยู่ในบรรยากาศกึ่งเตรียมพร้อมทำสงคราม กองทัพเป็นผู้ปกครองไต้หวัน เกิดพรรคชาตินิยม (Kuomintang: KMT) เป็นรัฐบาลบริหารประเทศอยู่นาน KMT ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

            สถานการณ์คลี่คลายเมื่อรัฐบาลสหรัฐจับมือกับจีนคอมมิวนิสต์ต้านโซเวียตรัสเซีย พร้อมกับที่จีนเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก คนไต้หวันนับหมื่นนับแสนไปทำงานทำธุรกิจที่จีน คน 2 ฝั่งช่องแคบแต่งงานมีครอบครัวออกลูกออกหลาน

            บัดนี้พลเรือเอกฟิล เดวิดสัน กำลังชี้ว่าจีนจะบุกไต้หวันและสหรัฐอาจเป็นฝ่ายปราชัย เป็นคำถามที่น่าคิดว่า ทำไมผู้นำกองทัพสหรัฐพูดเช่นนั้น กำลังปลุกเร้าสถานการณ์ให้ตึงเครียดใช่หรือไม่ กำลังพาไต้หวันเข้าสู่สงครามหรือเปล่า อนาคตของชาวไต้หวัน 24 ล้านคนจะเป็นอย่างไร ควรทำสงครามหรืออยู่อย่างสงบสุขกับจีนต่อไป นี่คือคำถามที่คนไต้หวันควรเป็นผู้ตอบเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของบางประเทศ ของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม

            แม้ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) จากพรรค Democratic Progressive Party’s (DPP)  ชูนโยบายประกาศเอกราชแต่เป็นแนวคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับพรรคชาตินิยม (KMT) ที่ระยะหลังปรับนโยบายเข้าหาจีนก็ใช่ว่าต้องการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจีน แม้จีนจะเสนอแนวทาง 1 ประเทศ 2 ระบบคนไต้หวันยังกังวลว่าจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้หรือไม่ ความเป็นไปของฮ่องกงเป็นตัวอย่าง

          สงครามจีนกับไต้หวันจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้ำเส้น หากจีนกับไต้หวันไม่ล้ำเส้น ย่อมไม่มีเหตุเกิดสงครามตามที่ผู้นำกองทัพสหรัฐกล่าวอ้าง

วิพากษ์จากมุมของสหรัฐ :

            เป็นเรื่องจริงที่กองทัพจีนเข้มแข็งขึ้นมาก มีอาวุธทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มงบกลาโหมทุกปี ยิ่งเศรษฐกิจเติบใหญ่ยิ่งเพิ่มได้มาก แต่เป็นมุมมองที่ผิดพลาดถ้าคิดว่าจีนพัฒนากองทัพเพื่อยึดไต้หวัน

            ถ้อยคำของพลเรือเอกฟิล เดวิดสัน พูดในบริบทไต้หวัน แต่หากตีความว่า “ไต้หวัน” คือ “อเมริกา” หรือเขตอิทธิพลอเมริกาย่อมสะท้อนว่ากองทัพสหรัฐกังวลการก้าวขึ้นมาของกองทัพจีน ข้อมูลจากบทความถึงกับพูดว่าสหรัฐแพ้สงคราม

            “จีนกำลังก้าวขึ้นมาในขณะที่อเมริกากำลังถดถอย” นี่คือข้อสรุปที่สหรัฐกังวล ทางออกคือประการใด ต้องขอให้รัฐสภาเพิ่มงบกลาโหม พัฒนาอาวุธใหม่ๆ กระชับพันธมิตรอินโด-แปซิกฟิกใช่หรือไม่ บางทีนี่อาจคือสิ่งที่ฝ่ายกองทัพต้องการ กองทัพชี้แจงรัฐสภา รัฐบาลไบเดนดำเนินการ เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ของแปลกใหม่ เกิดขึ้นเสมอเมื่อได้รัฐบาลใหม่ สหรัฐต้องมีศัตรูให้ได้แข่งขันช่วงชิงตลอดไป พลเมืองอเมริกันสังคมอเมริกันอยู่ในภาวะที่ถูกครอบงำด้วยภัยคุกคามร้ายแรงอยู่เสมอ ต้องทำศึกหรือเตรียมทำศึกอย่างเข้มข้นตลอดเวลา ภัยสงครามเป็นข่าวใหญ่ของประเทศอยู่เรื่อยเพราะผู้นำประเทศชี้นำไปทางนั้น

            ต้องยอมรับว่าหากสหรัฐพ่ายแพ้ในอินโด-แปซิฟิกเท่ากับสูญเสียฐานะเจ้าผู้ครองโลก แต่เป็นไปได้ว่าโลกอาจได้คำตอบโดยไม่ต้องทำสงครามด้วยเครื่องบินรถถัง

9 พฤษภาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8944 วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)

----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โอริตะ คูนิโอะ แสดงความคิดเห็นว่าภายในปี 2025 จีนจะก่อสงครามใหญ่ เพื่อยึดครองไต้หวัน ควบคุมทะเลจีนใต้ ข้อวิพากษ์คืออย่างไรเป็นประโยชน์ต่อจีนมากกว่าระหว่างสงครามกับสันติภาพ
ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ทบทวนนโยบายจีนเดียว หวังใช้เป็นเครื่องมือเจรจาแก้ปัญหาการค้าจีน  ฝ่ายจีนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชี้ว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยไต้หวัน เป็นเรื่องที่ยอมให้ไม่ได้ ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้รัฐบาลจีนได้ละเมิดนโยบายจีนเดียวมานานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐมีความชอบธรรมที่จะละเมิดหรือยกเลิก แต่จะได้ผลดีหรือผลเสียมากกว่า เพราะต้องคำนึงปัจจัยไต้หวันและอื่นๆ
นโยบายจีนเดียว (one-China policy) ถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ย้อนหลังถึงปี 1972 เมื่อ 2 รัฐบาลจับมือกันต้านสหภาพโซเวียต เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ในยุคนั้น ผู้นำโลกเสรีสามารถจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียตอีกแล้ว รัสเซียในปัจจุบันมีสัมพันธ์ใกล้ชิดจีน ส่วนสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น อะไรคือคุณค่าแท้ของนโยบายจีนเดียวในปัจจุบันและอนาคต

บรรณานุกรม :

1. Jiu-Hwa Lo Upshur. (2008). Taiwan (Republic of China). In Encyclopedia of World History. (Vol. 6., pp. 411-412). New York: Infobase Publishing.

2. Sandier, Todd., Hartley, Keith. (1999). The Political Economy of NATO: Past, Present and into the 21st Century. New York: Cambridge University Press.

3. Something wicked this way come. (2021, May 1-7). The Economist. pp.14-17.

4. The Most Dangerous Place on Earth. (2021, May 1-7). The Economist. p.7.

5. Wang, Jenn-hwan (2006). Sovereignty, survival, and the transformation of the Taiwan state. In State Making in Asia. (pp.94-112). Oxon: Routledge.

6. Zhang, Qingmin. (2011). China’s Diplomacy. Singapore: Cengage Learning Asia.

--------------------------

ไบเดนตั้งใจแก้โลกร้อนหรือแค่ “สร้างภาพ” “ซื้อเวลา”

 ดังที่เสียงจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ชี้ว่าพวกคนมีอำนาจมักพูดจาฟังดูดี จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้ใหญ่สอนเราให้เป็นคนดีมีความรับผิดชอบแต่กลับเป็นผู้ทิ้งปัญหาแก่เรา ต้องลงมือแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่ดีแต่พูด

             22 เมษายน 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ประกาศสหรัฐตั้งเป้าจะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 50ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับก๊าซเรือนกระจกปี 2005 หลังรัฐบาลไบเดนกลับมายึดข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) หวังเป็นประเทศผู้นำแก้ภาวะโลกร้อนอีกครั้ง

            เป้าหมายตามข้อตกลงปารีสคือโลกจะต้องไม่ร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส โดยจะพยายามควบคุมไม่ให้ร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ข้อมูลเมื่อปลายปี 2020 ของ United Nations Environment Program ชี้ว่าโลกส่อร้อนขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะเกิน 3 องศาเซลเซียลก่อนสิ้นศตวรรษนี้

            ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่านักวิทยาศาสตร์บอกเราว่าทศวรรษนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ เป็นทศวรรษที่ต้องตัดสินใจว่าจะหลีกเลี่ยงผลจากวิกฤตร้อนโลกร้อนหรือไม่ โลกที่ร้อนขึ้น 1.5 องศาหมายถึงเกิดไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ร้อนจัด เกิดพายุหนักบ่อยกว่าเดิม กระทบต่อชุมชน วิถีชีวิต

ทรัมป์ผู้ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส :

            ย้อนหลังพฤศจิกายน 2019 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยื่นเรื่องถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสต่อสหประชาชาติ ชี้ว่ามีแผนลดภาวะโลกร้อนของตัวเอง แม้หลายประเทศไม่เห็นด้วยพยายามขอให้สหรัฐอยู่ต่อ ท้ายที่สุดไม่มีใครสามารถห้ามรัฐบาลทรัมป์

            แม้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas หรือ GHG) คือสาเหตุสำคัญทำให้โลกร้อนขึ้นและก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มาจากพลังงานฟอสซิล (Fossil Fuels) เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปเรื่องโลกร้อน ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งๆ ที่พลังงานฟอสซิลคือที่มาของก๊าซทำให้โลกร้อนถึง 80%

            จะว่าไปแล้วแนวคิดของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสังคมอเมริกันถกเถียงประเด็นนี้เรื่อยมา พวกยึดถือลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) เห็นว่าหากให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากจะกระทบการค้าการลงทุน ต่างจากพวกนักสิ่งแวดล้อมเห็นว่าสิ่งแวดล้อมคือความยั่งยืน การขยายตัวของโลกาภิวัตน์อาจทำให้สิ่งแวดล้อมโลกเสื่อมโทรมเร็วขึ้น เพราะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            อุปสรรคสำคัญที่สุดหากจะแก้โลกร้อนคือต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ต้องปรับระบบการผลิตซึ่งลดขีดความสามารถการแข่งขัน คนว่างงานสูงขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ผู้นำประเทศหลายคนจึงไม่ยอมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ทรัมป์ผู้ปฏิเสธหลักฐานวิทยาศาสตร์ :

            ประเด็นที่สำคัญมากๆ คือ รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับหลักฐานทางวิทยาสตร์ทั้งจากสหประชาชาติ และจากหน่วยงานของสหรัฐ

            ข้อมูลสหประชาชาติปี 2019 เผยว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โลกปล่อยยังคงเพิ่มสูงขึ้นและไม่มีทีท่าจะลดลง ช่วงปี 2016-2019 อุณหภูมิโลกร้อนทำลายสถิติถึง 4 ครั้ง เฉพาะที่แถบขั้วโลกเหนือเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียลเมื่อเทียบกับปี 1990 ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ปะการังตาย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคามชีวิตมากขึ้นทุกที มีผลต่อสุขภาพ ทั้งจากมลพิษอากาศ คลื่นความร้อน เสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร เหล่านี้เป็นสัญญาณโลกร้อนที่ทุกคนรับรู้ได้

            รายงาน “การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” (National Climate Assessment) ฉบับปี 2018 อันเป็นผลงานร่วมของหน่วยงานภาครัฐสหรัฐหลายแห่งสรุปว่าสภาพภูมิอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรมโลก ต้นเหตุมาจากฝีมือมนุษย์

            ผลจากภาวะโลกร้อนกระทบถึงสหรัฐแล้วและรุนแรงชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร (ผลผลิตการเกษตรลดลงเนื่องจากอากาศร้อนขึ้น เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง) ธรรมชาติผิดปกติ สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกเมื่อยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป

            ข้อสรุปสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐอย่างทรัมป์สามารถทิ้งหลักฐานเหล่านี้และเดินหน้านโยบายที่สวนทางแก้ปัญหาโลกร้อน ชวนให้สงสัยข้ออ้างว่าผลประโยชน์ที่ได้น้อยกว่าราคาทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายนั้นจริงหรือไม่ เพราะรายงาน การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ของสหรัฐประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไว้มหาศาล รัฐบาลทรัมป์มีวาระแอบแฝงผลประโยชน์ซ่อนเร้นหรือไม่

            รัฐบาลทรัมป์เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาเอ่ยถึง ความจริงแล้วมีอีกหลายสิบประเทศทั่วโลกเป็นเช่นนี้

            องค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) นำเสนอความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ รายงานฉบับปี 2021 ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามมนุษยชาติที่รุนแรงที่สุด (มากกว่าโรคระบาดโควิด-19) ทำลายสิ่งมีชีวิตมากมายแล้ว คนยากจน คนด้อยโอกาส สตรีมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ

            ทางแก้คือต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green economy) รักษาโลกที่สมบูรณ์เพื่อชนรุ่นหลัง เลิกอุดหนุนการใช้พลังงานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งมหาเศรษฐีคือผู้ปล่อยก๊าซนี้มหาศาล นำภาษีส่วนนี้ส่งเสริมลดการปล่อยก๊าซที่กำลังคุกคามมนุษยชาติ อุดหนุนรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน รัฐบาลต้องจัดการทั้ง 2 เรื่องอย่างจริงจัง

รัฐบาลสหรัฐจริงจังกับการแก้ปัญหามากแค่ไหน :

            ผลจากการที่รัฐบาลสหรัฐชุดหนึ่งแก้ปัญหาโลกร้อนแต่ชุดถัดมาฉีกข้อตกลง เป็นเช่นนี้สลับไปมา ทำให้การต่อต้านโลกร้อนของสหรัฐ “ไม่ไปไหน” “ย่ำอยู่กับที่” เกิดคำถามว่านี่คือกลยุทธ์ “ซื้อเวลา” ของรัฐบาลสหรัฐใช่หรือไม่

            ในยามที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าแก้ปัญหา แม้ส่วนใหญ่จะทำน้อยกว่าที่ควร

            สัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีไบเดนจัดประชุม เชิญผู้นำหลายสิบประเทศเข้าร่วม ชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นไม่อยู่ที่นโยบายของไบเดนแต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐจะทำต่อเนื่องหรือไม่ ขนาดข้อตกลงปารีสที่หารือหลายปีจนนานาชาติได้ข้อสรุปร่วมยังละทิ้งได้

            ใครจะรับประกันได้ว่ารัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปจะไม่ฉีกความตั้งใจของไบเดน หันกลับไปใช้นโยบายให้โลกร้อนเร็วกว่าเดิม อย่าลืมว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรวมพลเมืองอเมริกันด้วย ทุกวันนี้ทางการสหรัฐยอมรับเรื่องนี้อยู่แล้ว

            การ สร้างภาพ” “ซื้อเวลา” อาจช่วยให้รัฐบาลเอาตัวรอดได้ แต่เท่ากับโยนภาระปัญหาให้ลูกหลานในอนาคตใช่หรือไม่ ดังที่เสียงจากเยาวชนคนรุ่นใหม่เรียกร้องต่อผู้นำประเทศต่างๆ ชี้ว่าพวกคนมีอำนาจมักพูดจาฟังดูดี แต่คำพูดของเขาไม่มีประโยชน์ จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้ใหญ่สอนเราให้เป็นคนดีมีความรับผิดชอบแต่กลับเป็นผู้ทิ้งปัญหาแก่เรา ต้องลงมือแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่ดีแต่พูด

พวกเขาต้องเป็นผู้แบกรับความทุกข์ยากบนความสะดวกสบายของผู้ใหญ่ในรุ่นนี้

            ผู้ติดตามการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนจะพบว่ารัฐบาลสหรัฐขัดขวางข้อตกลงนานาชาติมานานแล้ว ตั้งแต่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เมื่อปี 1995 ให้นานาชาติลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

            ข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2015 เป็นข้อตกลงนานาชาติฉบับใหม่ที่รัฐบาลโอบามาลงนาม แต่ถูกยกเลิกอย่างรวดเร็วเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เมื่อทบทวนตั้งแต่ต้นจนจบ เกิดคำถามว่าการเจรจามีข้อตกลงต่างๆ เป็นกลอุบายของรัฐบาลสหรัฐหรือไม่ ที่หวังให้นานาชาติลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยกันแก้โลกร้อน แต่ส่วนตนนั้นทำแค่ “สร้างภาพ” “ซื้อเวลา” ไม่ได้ตั้งใจแก้ปัญหาจริง ด้วยเหตุผลว่ากระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิตคนอเมริกัน

2 พฤษภาคม 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8937 วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ไม่ควรเป็นคำถามอีกแล้วว่าการทำลายสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นผลร้ายหรือไม่ คำถามที่ควรถามคือจะจัดการแก้ไขอย่างไร และเร่งลงมือก่อนจะเสียหายหนักกว่านี้

บรรณานุกรม :

1. Art, Robert J., Jervis, Robert. (2017). In International Politics: Enduring Concepts and Contemporary Issues (13th Ed.). New York: Pearson.

2. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.

3. In New York, global climate protesters plead for action. (2019, September 23). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/in-new-york-global-climate-protesters-plead-for-action/a-50542530

4. Kemp, David D. (1994). Global Environmental Issues: A Climatological Approach (2nd Ed.). London: Routledge.

5. Major Trump administration climate report says damage is ‘intensifying across the country’. (2018, November 23). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/energy-environment/2018/11/23/major-trump-administration-climate-report-says-damages-are-intensifying-across-country/?noredirect=on&utm_term=.6046cbe21497

6. Oxfam International. (2021, January). Time to Care. Retrieved from https://oxfamilibrary.openrepository.com/bitstream/handle/10546/620928/bp-time-to-care-inequality-200120-en.pdf

7. The US Will Return To The Global Climate Stage With An Aggressive Goal To Cut Emissions By 2030. (2021, April 22). Buzzfeed News. Retrieved from https://www.buzzfeednews.com/article/zahrahirji/joe-biden-will-announce-a-new-emissions-goal-to-reposition

8. United Nation. (2019). UN Climate Action Summit 2019. Retrieved from https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml

9. US begins withdrawal from Paris climate accord. (2019, November 4). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/us-begins-withdrawal-from-paris-climate-accord/a-51113107

10. U.S. impacts of climate change are intensifying, federal report says. (2018, November 23). USA Today. Retrieved from https://www.usatoday.com/story/news/nation/2018/11/23/climate-change-intensifying-economy-impacted-federal-report-finds/2093291002/

--------------------------