เป้าโจมตีอิหร่านหากการเจรจาล้มเหลว

กระแสข่าวโจมตีอิหร่านเด่นชัดขึ้นทุกที เป้าหมายการโจมตีทางอากาศน่าจะเป็นกองกำลังสำคัญๆ ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศและโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันในขณะที่อิหร่านพร้อมรับมือ
            ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายสหรัฐกับอิหร่านปะทุขึ้นอีกรอบ ฝ่ายสหรัฐในที่นี้ประกอบด้วยรัฐบาลสหรัฐ รัฐบาลกลุ่มประเทศอาหรับและอิสราเอล ต่างมองว่าอิหร่านมีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามเพื่อนบ้าน ในขณะที่อิหร่านย้ำว่าต้องการอยู่กับเพื่อนบ้านอย่างสันติ แต่เพราะรัฐบาลสหรัฐกับพวกที่พยายามปิดล้อมอิหร่านตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิหร่าน 1979 เป้าหมายสุดท้ายคือล้มล้างระบอบอิหร่าน

ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ :
            รัฐบาลสหรัฐทุกสมัยต่างต่อต้านอิหร่านในระดับความเข้มข้นต่างกัน รัฐบาลที่แล้ว (สมัยโอบามา) ถูกฝ่ายซาอุฯ โจมตีว่าเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนสถานการณ์จากหน้ามือหลังมือ ตีตราว่าอิหร่านคือภัยคุกคามสำคัญที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย ส่งเสริมกลุ่มก่อการร้ายอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส และกองกำลังมุสลิมชีอะห์จากหลายประเทศทั่วโลก พยายามพัฒนาขีปนาวุธ (ballistic missile) มีความคิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แทรกแซงกิจการภายในของเพื่อนบ้าน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
            การยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015 เป็นกรณีตัวอย่างชัดเจนที่รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกเพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ผู้กำกับดูแลยืนยันเรื่อยมาว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ประเทศคู่สัญญาอื่นๆ อย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย จีน ล้วนพอใจกับข้อตกลง ช่วยให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ อยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรระหว่างประเทศดังเช่นประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
            แต่ด้วยเหตุผลของฝ่ายสหรัฐดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติมหลายอย่าง ล่าสุดคือขู่คว่ำบาตรทุกประเทศที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน รวมทั้งประเทศที่แต่เดิมเคยรับการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ เป็นความพยายามปิดล้อมอย่างรุนแรงที่สุด
(YouTube:เป้าโจมตีอิหร่านหากการเจรจาล้มเหลว)

สถานการณ์ตึงเครียด :
            ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลอาหรับหลายประเทศพูดเสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงว่าไม่คิดทำสงครามกับอิหร่าน แต่พฤติกรรมที่สวนทางคือสหรัฐส่งกองกำลังเสริมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กองเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องรบ B-52, F-35, F-15 เตรียมพร้อมระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธอื่นๆ อีกมากที่ปิดลับ
            อีกข่าวที่แทรกเข้ามาคือการก่อเหตุร้ายในแถบอ่าวเปอร์เซีย เริ่มจากเรือบรรทุกสินค้าจำนวน 4 ลำ (รวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน) โดนก่อวินาศกรรมแถบชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์
วันต่อมาเครื่องโดรนติดอาวุธโจมตีสถานีสูบน้ำมัน 2 จุดของซาอุฯ สถานีหนึ่งถึงกับไฟไหม้ คาดว่าเป็นฝีมือของกองกำลังฮูตี (Houthi) ในเยเมนที่อิหร่านหนุนหลัง
ประธานาธิบดีทรัมป์ออกโรงเตือนรัฐบาลอิหร่านจะต้องรับโทษอย่างสาสม หากตรวจพบว่าเป็นผู้ก่อเหตุวินาศกรรม เหตุร้าย 2 เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเสริมทัพของสหรัฐเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนว่าสถานการณ์เข้าสู่ความตึงเครียด
            รัฐบาลสหราชอาณาจักรถึงกับออกโรงเตือนอิหร่านว่าอย่ายั่วยุสหรัฐเด็ดขาด ทรัมป์ “เอาจริง” ไม่ใช่ขู่เล่นๆ ล่าสุดช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โอมานส่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไปหารือกับอิหร่าน รายงานผลผ่านสื่อสั้นๆ ว่า มีโอกาสเกิดสงครามกระทบต่อทั้งโลก ทั้งอเมริกากับอิหร่านต่างรับรู้อันตรายของสงคราม
จากการวิเคราะห์พบว่ารัฐบาลทรัมป์น่าจะเริ่มแผนเสริมกองกำลังตั้งแต่เดือนเมษาหรือต้นเดือนพฤษภา กำหนดวันปฏิบัติการที่อาจเป็นไปได้คือปลายพฤษภาคมจนถึงกรกฎาคม ทั้งนี้ขึ้นกับการเจรจาว่าจะยืดเยื้อหรือไม่
            กำหนดการที่สำคัญคือการประชุมฉุกเฉินของกลุ่ม GCC กับสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ในปลายเดือนนี้ อาจมีการลงมติตัดสินใจบางเรื่อง ในอดีตที่ประชุมสันนิบาตอาหรับประกาศระงับสมาชิกภาพของซีเรีย เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ เป็นจุดเริ่มต้นที่หลายประเทศส่งกองทัพเข้าซีเรีย สงครามกลางเมืองซีเรียจึงรุนแรงและยืดเยื้อ
21 พฤษภาคม ผลโพลของ Reuters/Ipsos ชี้ชาวอเมริกันร้อยละ 51 คิดว่าจะเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านใน 2-3 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นถึง 8 จุดเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อเดือนก่อน ร้อยละ 54 เห็นว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (serious) หรือเป็นภัยจวนตัว (imminent) อย่างไรก็ตามร้อยละ 49 ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดการอิหร่านของรัฐบาล
            ถ้าอิงผลโพลดังกล่าวรัฐบาลทรัมป์สามารถตัดสินใจโจมตีทางอากาศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบทางการเมืองที่จะตาม แต่เป็นการยากที่จะสรุปว่าจะเปิดฉากโจมตีหรือไม่ เพราะขึ้นกับผลการเจรจาที่ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา ผ่านหลายช่องทาง
เป้าหมายการโจมตีจากสหรัฐและการรับมือจากอิหร่าน :
            หากมีการสู้รบจริง น่าจะเป็นการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสหรัฐ เป้าหมายที่น่าจะเป็นไปได้คือฐานทัพอากาศ ฐานทัพเรือ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps), Quds Force และอาจขยายไปถึงกองกำลังที่อิหร่านหนุนในซีเรียกับอิรัก
อีกจุดที่เป็นไปได้คือ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำมัน เพื่อลดการส่งออกน้ำมันจากอิหร่าน สอดคล้องกับแผนจำกัดการส่งออกน้ำมัน การคว่ำบาตรเศรษฐกิจที่ดำเนินเรื่อยมาและเข้มข้นมากในสมัยทรัมป์ การโจมตีทำลายเป็นทางเลือกในตอนนี้
รายงาน The Military Balance 2018 ของ International Institute for Strategic Studies (IISS) นำเสนอว่าอิหร่านยังคงเผชิญปัญหาอาวุธล้าสมัยลงทุกวัน ต้องพัฒนาปรับปรุงและสร้างด้วยตัวเอง แม้บางประเทศขายบางชิ้นบางเทคโนโลยีให้โดยเฉพาะรัสเซียกับจีน
อิหร่านมีกำลังพลทั้งสิ้น 523,000 นาย เป็นกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) 125,000 นาย IRGC เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพที่แยกออกมา จัดตั้งขึ้นหลังปฏิบัติ 1979 นอกจากนี้ยังมี Quds Force เป็นกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังซึ่งอาจเป็นชาวอิหร่านหรือต่างชาติ เช่น ฮิซบอลเลาะห์อยู่ในกลุ่มนี้
เครื่องบินรบที่สำคัญคือ MiG-29, F-7M (MiG-21 ที่จีนสร้างปรับปรุงใหม่) เครื่องบินโจมตี Su-24 นอกจากนั้นยังมีอีกหลายรุ่นแต่อายุใช้งานค่อนข้างสูง เช่น F-4, F-5, F-14
ขีปนาวุธ (ballistic missile) รุ่นล่าสุดคือ Shahab-3 มีพิสัยยิงถึง 1,300 กิโลเมตร Fateh-110 พิสัย 200-300 กิโลเมตร
ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สำคัญประกอบด้วยระบบ S-200A "Angara" ที่อิหร่านปรับปรุงด้วยตัวเอง ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้ TOR-M1 9A331 (SA-15) กับ Shahab Thaqeb FM-80 (HQ-7) และรุ่นเก่าอีกหลายรุ่น เช่น MIM-23 Hawk, S-75M (SA-2) นอกจากนี้ยังมีขีปนาวุธประทับบ่า ปืนต่อสู้อากาศยาน ที่สำคัญคือได้รับขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-300 จากรัสเซียในชื่อรุ่น SA-20c หลังบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015
            จะเห็นว่าระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่น่ากลัวสุดคือ S-300 กับ S-200A เป็นไปได้ว่าระบบดังกล่าวคือเป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายสหรัฐต้องทำลายให้สิ้นซาก
คำถามสำคัญคืออิหร่านจะตอบโต้อย่างไร :
            ฝ่ายสหรัฐจะเปิดฉากโจมตีหรือไม่เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ บางคนคิดว่าไม่น่าจะเกิด คำถามสำคัญกว่าคือหากเกิดขึ้นจริงอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร รุนแรงเพียงใด เปิดศึกหน้ากว้างแค่ไหน เช่น โจมตีกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ฐานทัพสหรัฐในภูมิภาค ปิดอ่าวเปอร์เซีย โจมตีพวกอาหรับ โจมตีอิสราเอล หรือกระทั่งโจมตีสถานทูต ผลประโยชน์สหรัฐทั่วโลก
            คำถามตามมาอีกข้อคือหากอิหร่านตอบโต้ ฝ่ายสหรัฐจะโจมตีให้หนักกว่าเดิม ยืดเยื้อกว่าเดิมหรือไม่
            สงครามจะเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าติดตามใกล้ชิด
26 พฤษภาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8232 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2562)
----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
อิหร่านต่อกรกับสหรัฐเรื่อยมา ไม่เพียงเพราะการปฏิวัติอิสลาม การมองย้อนหลังไกลกว่า 40 ปีช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้น ชาติมหาอำนาจต้องการครอบงำอิหร่าน เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ค้นพบน้ำมัน
ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีอิหร่านเรื่อยมา การพูดอีกรอบในช่วงนี้จึงอาจดูเหมือนไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล อาจเป็นการทดสอบปฏิกิริยาคนอเมริกันและอาจเล่นงานอิหร่านให้หนักกว่าเดิม
ไม่มีนิยามสากลว่าจันทร์เสี้ยวชีอะห์ครอบคลุมพื้นที่ใด คำตอบที่ถูกต้องไม่มี เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจน เป้าหมายที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำลาย
บรรณานุกรม :
1. First assessment blames Iran for Middle East ship explosions, official says. (2019, May 13). Fox News. Retrieved from https://www.foxnews.com/world/iran-middle-east-ship-explosions-assessment
2. International Institute for Strategic Studies (IISS). (2018). The Military Balance 2018. USA: Routledge.
3. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
4. Oman trying to reduce US-Iran tensions: foreign ministry tweet. (2019, May 24). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1501476/middle-east
5. S. Arabia calls urgent Gulf, Arab League meetings over tensions. (2019, May 19). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/s-arabia-calls-urgent-gulf-arab-league-meetings-over-tensions-doc-1gm7w13
6. Saudi Arabia says oil facilities outside Riyadh attacked. (2019, May 14). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-saudi-oil-usa-iran/saudi-arabia-says-oil-facilities-near-riyadh-attacked-idUSKCN1SK0YM
7. Saudi oil tankers sabotaged off UAE coast as Trump warns Iran of ‘suffering greatly’ if Tehran attacks. (2019, May 13). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1496301/saudi-arabia
8. US Americans believe war with Iran is coming: poll. (2019, May 21). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/us-americans-believe-war-with-iran-is-coming-poll/a-48822649
9. Trump: U.S. will respond with 'great force' if Iran attacks interests. (2019, May 21). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-iran/trump-u-s-will-respond-with-great-force-if-iran-attacks-interests-idUSKCN1SQ2BX
-----------------------------

unsplash-logoUX Gun

ทรัมป์เล่นงานสินค้าจีนด้วยภาษีที่คนอเมริกันเป็นผู้จ่าย

รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลหลายข้อว่าจีนทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ จึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทรัมป์ไม่พูดหรือไม่พยายามพูดคือคนอเมริกันเป็นผู้จ่ายภาษีนี้
            ปีที่แล้วรัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10-25 เปอร์เซ็นต์ต่อกลุ่มสินค้าทั้งหมดมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ (ในจำนวนนี้ 200,000 ล้านดอลลาร์เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเก็บ 25 เปอร์เซ็นต์) พร้อมกับขู่ว่าหากการเจรจาล้มเหลวจะขึ้นภาษีเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ในส่วน 200,000 ล้านดอลลาร์
            หลังเจรจากับจีนกว่า 10 รอบ ปรากฏว่าไม่ได้ข้อยุติ สหรัฐโทษจีนเป็นฝ่ายผิด ประกาศขึ้นภาษีเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ สินค้าจีนมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์จึงถูกเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับขู่ว่าอาจเก็บภาษีต่อสินค้าที่เหลืออีก 300,000 ล้านดอลลาร์
ความคิดของทรัมป์ :
          ประการแรก ต้นเหตุจากจีน
Robert Lighthizer ตัวแทนเจรจาการค้าของสหรัฐชี้ว่านโยบายอุดหนุนภาคการผลิตของรัฐบาลจีน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบั่นทอนเศรษฐกิจอเมริกามาช้านานแล้ว รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนยุติเรื่องเหล่านี้ เป็น 2 ประการหลักที่ต้องการ
          ประการที่ 2 เชื่อว่าการขึ้นภาษีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
            ตำราเศรษฐศาสตร์ทั่วไปสอนว่าสงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษีส่งผลเสียต่อกันและกัน แต่รัฐบาลทรัมป์กลับคิดว่าการขึ้นภาษีสินค้าจากจีนเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศ อ้างว่าช่วยให้จีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้โตถึง 3.2 เปอร์เซ็นต์ อัตราคนว่างงานเดือนเมษาเหลือเพียงร้อยละ 3.6 ต่ำสุดในรอบ 50 ปี ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น
ผลกระทบที่แท้จริง :
          ประการแรก รัฐบาลขึ้นภาษีสินค้าจีน คนอเมริกันจ่าย
ในรอบการขึ้นภาษีปีที่แล้ว หมวดสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือส่วนที่เรียกว่า “ปัจจัยนำเข้าขั้นกลาง” (Intermediate Input) อธิบายง่ายๆ คือชิ้นส่วนที่นำเข้าจากจีนเพื่อนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (สินค้าพร้อมใช้) ร้อยละ 86 ของหมวดนี้ตกเป้าการขึ้นภาษี
รองลงมาคือร้อยละ 40 ของหมวดเครื่องมือประเภททุน (Capital Equipment) เช่น เครื่องจักรต่างๆ
ในขณะที่ร้อยละ 33 ของสินค้าสำเร็จรูปจากจีนเท่านั้นที่ถูกขึ้นภาษี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน เครื่องใช้ในบ้าน
ดังนั้น ในการขึ้นภาษีปีที่แล้วและกลายเป็น 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อต้นพฤษภาคมที่ผ่านมา ภาคการผลิตคือส่วนที่ได้รับผลประทบมากที่สุด เป็นนโยบายมุ่งเล่นงานโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศโดยตรง ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามออกมาตรการชักจูงให้บริษัทที่เคยย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศให้กลับมาผลิตในประเทศแต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร การขึ้นภาษีทำให้ต้นทุนสินค้าที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นหากยังใช้สินค้าจีนต่อไป จำต้องหันไปใช้สินค้าประเทศอื่นๆ รวมทั้งอาจใช้สินค้าภายในประเทศก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วขีดความสามารถการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ลดลง สวนทางกับหลักคิดเพิ่มขีดความสามารถของเอกชนในประเทศ (เว้นแต่รัฐบาลอาจชดเชยด้วยนโยบายอุดหนุน)
            เป็นการเล่นงานผู้ประกอบอเมริกันที่ซื้อสินค้าจีนโดยตรง
            ส่วนสินค้าสำเร็จรูปประเภทเครื่องเรือน เครื่องใช้นั้นกระทบต่อผู้บริโภคอเมริกันโดยตรงเช่นกัน ต้องซื้อสินค้าแพงกว่าเดิม
            การที่รัฐบาลทรัมป์มุ่งพูดว่าจีนทำการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ จีนเป็นฝ่ายผิดต้องรับผิดชอบ รวมทั้งเรื่องการเจรจาล้มเหลว ทำให้ต้องขึ้นภาษีเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเบี่ยงประเด็นว่าเป็นเรื่องพิพาทกับจีน เป็นความผิดของจีน
            เรื่องที่รัฐบาลทรัมป์ไม่พูดหรือไม่พยายามพูดคือภาษีที่เพิ่มขึ้นตกเป็นภาระของผู้ซื้อซึ่งส่วนใหญ่คือภาคการผลิตและผู้บริโภคโดยตรง
            ดังนั้น ความเข้าใจสำคัญที่ต้องยึดให้มั่นคือการขึ้นภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ ภาษีนี้ผู้บริโภคอเมริกันเป็นผู้จ่ายโดยตรง ไม่ใช่บริษัทจีนหรือประเทศจีน แน่นอนว่าบริษัทจีนกับคนจีนส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบด้วยแต่น้อยกว่าเพราะโดยทั่วไปบริษัทไม่ได้ขายให้สหรัฐเพียงประเทศเดียว และเป็นผลที่ตามมาหากหาตลาดทดแทนไม่ได้
            ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าจีนประกาศเตรียมขึ้นภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ต่อสินค้าอเมริกัน มูลค่ารวม 60,000 ล้านดอลลาร์ ตอบโต้สหรัฐที่ขึ้นภาษี 25 เปอร์เซ็นต์รอบล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ออกโรงเตือนว่าพวกเขาจะได้รับผลกระทบเสียหายอย่างหนักถ้าไม่ยอมรับข้อตกลง บริษัทต่างๆ จะถูกบีบให้ออกไปตั้งโรงงานที่ประเทศอื่นแทน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พยายามพูดเรื่องผลกระทบต่อจีน แต่ไม่ยอมพูดว่าการที่จีนโต้กลับคือการแสดงออกชัดว่าจีนไม่ยอมแพ้เช่นกัน ผลคือคนอเมริกันต้องเป็นผู้แบกรับภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ไปอีกนาน
หลังการขึ้นภาษีรอบล่าสุด แลร์รี คัดโลว์ (Larry Kudlow) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวยอมรับว่าจีนไม่ใช่ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีที่รัฐบาลขึ้นโดยตรง คนที่จ่ายภาษีคือบริษัทอเมริกันและที่สุดแล้วจะส่งผ่านภาษีนี้แก่ผู้บริโภคอเมริกัน สวนทางกับที่ทรัมป์กล่าวว่าจีนคือผู้ต้องจ่ายภาษีดังกล่าว
ทั้งนี้คัดโลว์พยายามชี้ว่าทั้งจีนกับสหรัฐได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี จะกระทบจีดีพีที่จีนกำลังมีปัญหาภายในมากพออยู่แล้ว
            ยิ่งสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้นเพียงไร ยิ่งทอดยาวออกไป ผู้บริโภคอเมริกันนั่นแหละที่เสียประโยชน์ ส่วนภาคการผลิตส่งสินค้าไปขายต่างประเทศต้องดูว่าสามารถแข่งขันในตลาดหรือไม่ ในระยะยาวจะเป็นเหตุเพิ่มการจ้างงานหรือลดการจ้างงาน
          ประการที่ 2  คนอเมริกันมีสิทธิเลือกสินค้าประเทศอื่น
            สำหรับผู้บริโภคอเมริกันบางคนอาจรับได้กับการเก็บภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ ราคาเพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คงต้องคิดหนักหากเพิ่มถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (คิดแบบง่ายๆ ว่าผู้บริโภคจ่ายเต็ม) เพราะมีสินค้าอื่นๆ ให้เลือกอีกหลายยี่ห้อจากหลายประเทศ อาจเป็นแรงผลักดันให้ซื้อสินค้า MADE IN USA หรือประเทศอื่นก็เป็นได้ ช่วยลดเสียดุลการค้ากับจีน ประธานาธิบดีทรัมป์อาจได้เอ่ยความสำเร็จเฉพาะตรงนี้ แต่ยอดขาดดุลรวมไม่น่าจะลดลงและอาจเพิ่มขึ้น เป็นคำถามว่าเช่นนี้ช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลหรือไม่
          ประการที่ 3 อัฐยายซื้อขนมยาย
            ในรอบปีที่แล้ว จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันในกลุ่มสินค้ารวม 110,000 ล้านดอลลาร์ ในอัตราภาษีต่ำกว่า (สูงสุดไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์) หมวดที่ถูกกระทบหนักคือสินค้าภาคการเกษตร เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันและเกษตรกรเหล่านี้พึ่งพาการส่งออกสู่จีนเป็นหลัก เป็นเหตุผลที่ทรัมป์ชี้ว่าจีนตอบโต้ด้วยการเล่นงานทางการเมือง รีบออกมาตรการช่วยเหลือทันที
            จากฐานภาษีและตัวเลขภาษีจะเห็นว่าเม็ดเงินภาษีที่รัฐบาลทรัมป์เก็บได้จะมากกว่าที่รัฐบาลจีนเก็บ รัฐบาลสหรัฐสามารถนำส่วนหนึ่งของภาษีไปช่วยเหลือภาคการเกษตรและอื่นๆ ที่โดนมาตรการตอบโต้จากจีนซึ่งรัฐบาลได้ช่วยเหลือแล้ว ในแง่สูญเสียฐานเสียงเกษตรกรจึงตกไป ทรัมป์เอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน พร้อมกับกล่าวคำหวานแก่เกษตรกรว่าชาวไร่ชาวนาว่าเป็นผู้รักชาติจะได้ประโยชน์จากการ ขึ้นภาษีสินค้าจีน และจะสามารถตกลงกับจีนได้ในไม่ช้านี้ ท่ามกลางความตึงเครียดความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐที่รุนแรงกว่าปีก่อน
สรุป :
ในหลายเวทีเมื่อพูดถึงปัญหาการค้ากับจีน ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งแต่พูดว่าจีนทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้สหรัฐขาดดุลมหาศาล จีนเป็นฝ่ายทำให้การเจรจาล้มเหลว จึงเล่นงานจีนด้วยการขึ้นภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังขู่ว่าจะขึ้นภาษีในกลุ่มสินค้าที่เหลือมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ด้วย ที่ทรัมป์ไม่พยายามเอ่ยคือการขึ้นภาษีที่ว่าคนอเมริกันเป็นผู้จ่าย (ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือบริษัท) ข้อเท็จจริงจึงมีอยู่ว่ารัฐบาลเล่นงานสินค้าจีนด้วยการเก็บภาษีจากคนในประเทศ อ้างว่านี่คือการเล่นงานจีนและจะกดดันให้รัฐบาลจีนยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ
กล่าวได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์บิดเบือนว่าเป็นนโยบายต่อต้านจีน ความจริงแล้วเป็นการกีดกันบริษัทอเมริกัน คนอเมริกันที่ชอบซื้อกินซื้อใช้สินค้าจีนต่างหาก ผู้ประกอบในประเทศกับคนอเมริกันคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่บริษัทจีนหรือรัฐบาลจีนตามคำกล่าวอ้างของทรัมป์
19 พฤษภาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8225 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2562)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าต้องแก้ปัญหาขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนและกำลังไปด้วยดี แต่นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งให้มุมมองตรงข้าม ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในวังวนภาพลวงตา
บรรณานุกรม :
1. Bown, Chad P., Zhang, Eva (Yiwen). (2019, April 24).  Will a US-China Trade Deal Remove or Just Restructure the Massive 2018 Tariffs. Retrieved from https://piie.com/blogs/trade-investment-policy-watch/will-us-china-trade-deal-remove-or-just-restructure-massive-2018
2. China says will 'never surrender' on trade, Trump warns against retaliation. (2019, May 13). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-trade-china/china-says-will-never-surrender-as-u-s-trade-row-heats-up-idUSKCN1SI0B8
3. Consumers will pay the price of a global trade war, Daimler executive says. (2018, September 19). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/09/19/ultimately-the-one-who-closes-the-border-suffers-says-daimler-board-member.html
4. Kudlow acknowledges US will pay for China tariffs, contradicting Trump. (2019, May 12). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2019/05/12/kudlow-says-us-will-pay-for-china-tariffs-contradicting-trump.html
5. Trump defends China tariffs and claims 'great patriot farmers' will reap benefits. (2019, May 14). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2019/may/14/trump-china-tariffs-farmers-trade-war
6. Trump says U.S. farmers will get $15 billion in aid amid China trade war. (2019, May 14). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/05/14/business/trump-says-u-s-farmers-will-get-15-billion-aid-amid-china-trade-war/#.XNorbxQzbZ4
7. Trump’s tariffs on China: What are they? How do they work? (2019, May 11). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/83f8d0349379443a876f9179fe1091bb?
-----------------------------

unsplash-logoJomjakkapat Parrueng

การแข่งขันช่วงชิงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน

มีแนวคิดว่าแท้จริงแล้วการที่รัฐบาลสหรัฐจ้องเล่นงานอิหร่านเป็นเพราะแรงกดดันจากซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ กับอิหร่านเป็นการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยอมกันไม่ได้
            นักวิชาการบางคนอธิบายว่าความเป็นไปในภูมิภาคตะวันออกกลางในยุคนี้แท้จริงแล้วเป็นการแข่งขันช่วงชิงระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับผู้ปกครองซาอุดีอาระเบีย
            ฝ่ายซาอุฯ หวังยืมมือรัฐบาลสหรัฐจัดการอิหร่าน ชักชวนกดดันให้รัฐบาลสหรัฐดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์กับอิหร่าน รัฐบาลบางชุดร่วมมือด้วยดี บางชุดซาอุฯ ไม่พอใจดังเช่นรัฐบาลโอบามา
            ธันวาคม 2013 เจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz เขียนบทความลงสื่อ ความตอนหนึ่งว่า นโยบายหลายเรื่องที่มีต่ออิหร่านกับซีเรียของพวกตะวันตกทำให้เสถียรภาพและความมั่นคงของตะวันออกกลางตกอยู่ในความเสี่ยง เป็นเดิมพันอันตราย ทำให้เราไม่สามารถทนนิ่งเงียบ นิ่งเฉยอีกต่อไป” แทนที่จะจัดการรัฐบาลซีเรียกับอิหร่าน หุ้นส่วนชาติตะวันตกของเราบางประเทศปฏิเสธที่จะลงมือเต็มกำลัง พวกตะวันตกยอมให้ระบอบหนึ่งอยู่รอดต่อไป และอีกระบอบหนึ่งยังคงสามารถเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (หมายถึงซีเรียกับอิหร่าน)
            รัฐบาลซาอุฯ จะรับผิดชอบต่อเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าชาติตะวันตกจะสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ไม่มีอะไรสามารถขัดขวางความต้องการแสวงหาสันติภาพ ความมั่นคงของโลกอาหรับ เป็นสารที่ส่งตรงถึงรัฐบาลโอบามาแม้จะไม่เอ่ยนามโดยตรง
รากฐานความขัดแย้ง :
            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าผู้นำซาอุฯ ประกาศว่าตนเป็นผู้นำศาสนาที่แท้จริง เป็นผู้นำมุสลิมโลก
            กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (King Salman Bin Abdul Aziz) ตรัสในที่ประชุม Arab Islamic American Summit 2017 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ร่วมงานว่า ชาติอาหรับกับอิสลามผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด 55 ประเทศเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อสู้ลัทธิสุดโต่ง (extremism) กับลัทธิก่อการร้าย เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพโลก การประชุมช่วยกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ
            “ด้วยความรับผิดชอบต่อองค์อัลเลาะห์ (Allah) ต่อประชาชนของเราและต่อโลก เราจะยืนเคียงข้างกันเพื่อสู้พลังความชั่ว (forces of evil) ลัทธิสุดโต่ง”
            “ทุกวันนี้เราเห็นบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นมุสลิมพยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ศาสนา พยายามเชื่อมโยงศาสนาอันยิ่งใหญ่เข้ากับความรุนแรง” “ระบอบอิหร่านกับกลุ่มและองค์กรใกล้ชิดอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส รวมทั้ง ISIS (Daesh) อัลกออิดะห์ และอีกหลายกลุ่มเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนพวกเหล่านี้ พยายามใช้ประโยชน์จากอิสลาม (exploit Islam) เพื่อปิดบังเป้าหมายทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชัง ความสุดโต่ง การก่อการร้าย ความขัดแย้งทางศาสนาและนิกาย
            ในอีกวาระหนึ่งกล่าวว่า ระบอบอิหร่านเป็นหัวหอกก่อการร้ายโลกตั้งแต่ปฏิวัติโคไมนีจนถึงทุกวันนี้ ปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนบ้าน เป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูงที่ชอบขยายอำนาจ (expansionist ambitions) พวกก่ออาชญากรรม แทรกแซงกิจกการภายในของประเทศอื่นๆ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน การเคารพซึ่งกันและกัน
            Adel al-Jubeir ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ กล่าวว่า อิหร่านไม่มีส่วนกับโลกอาหรับจึงต้องถูกขับออกไป เราจะเจรจากับประเทศที่ต้องการฆ่าเราได้อย่างไร
            Yousef al-Otaiba เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ประจำสหรัฐกล่าวว่าแรงกดดันจากภายนอกเป็นกุญแจและจำต้องมีเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอิหร่าน ต้องปิดล้อมอิหร่านทุกทาง
จะเห็นว่า มุมมองของรัฐบาลซาอุฯ ต่ออิหร่านไม่แตกต่างจากรัฐบาลทรัมป์ จนต้องตั้งคำถามว่าใครลอกใคร ใครตามใคร หรือเป็นการปรึกษาหารือได้ข้อสรุปร่วมกัน

            ข้อมูลอีกด้านระบุว่าปี 1979 ไม่เพียงเป็นปีปฏิวัติอิหร่านเท่านั้น ยังเป็นปีที่รัฐบาลซาอุฯ เริ่มนโยบายส่งเสริมวาฮะบีระลอกใหม่ ใช้เงินมหาศาลจากการขายน้ำมันส่งเสริมวาฮะบีทั่วโลก เป็นที่มาของมุสลิมหัวรุนแรงหลายกลุ่มในปัจจุบัน พวกวาฮะบีต่อต้านชีอะห์อย่างรุนแรง
            อดีตผู้นำอยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) กล่าวว่าผู้ปกครองซาอุฯ เป็นพวกวาฮะบีที่ไร้พระเจ้า (godless Wahhabis) เรียกร้องให้ล้มราชวงศ์ซาอุ
            ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองซาอุฯ กับระบอบอิหร่านจึงมีที่มาทั้งจากประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ กับความขัดแย้งที่เพิ่มซ้อนทับจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ปกครองซาอุฯ ต้องการล้มล้างระบอบอิหร่าน เช่นเดียวกับที่ระบอบอิหร่านต้องการล้มล้างราชวงศ์ซาอุ

ทำไมต้องต้านอิทธิพลอิหร่านในซีเรีย :
            สงครามกลางเมืองซีเรียเป็นอีกตัวอย่างแสดงให้เห็นความเป็นปรปักษ์ระหว่างซาอุฯ กับอิหร่าน มีข้อมูลจำนวนมาชี้ว่ารัฐบาลอาหรับสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธมุสลิมสารพัดกลุ่มเข้าร่วมทำสงครามล้มล้างระบอบอัสซาด รวมทั้งกลุ่มที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคือผู้ก่อการร้าย ISIS เป็นเพียงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเท่านั้น หลายประเทศร่วมกันส่งกองทัพจัดการผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ รวมทั้งรัฐบาลอิหร่านสนับสนุนกองกำลังชีอะห์ช่วยรัฐบาลอัสซาด
            ทั้งที่อิหร่านประกาศว่าคือการต่อต้านก่อการร้ายเช่นเดียวกับที่นานาชาติกระทำ แต่ฝ่ายซาอุฯ มองว่าอิหร่านกำลังขยายอิทธิพลในซีเรีย เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะนอกจากประเด็นต่อต้านก่อการร้ายแล้ว ฝ่ายซาอุฯ สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด
            เจ้าชาย Abdulaziz กล่าวว่ากองกำลังอิหร่านในซีเรียเป็นแรงเสริมระบอบอัสซาด ทหารเหล่านี้ไม่ได้เข้าประเทศซีเรียเพื่อป้องกันการยึดครองจากศัตรูภายนอก แต่เพื่อสนับสนุนระบอบอันชั่วร้ายที่ทำร้ายทำลายประชาชนซีเรีย รัฐบาลซาอุฯ จะสนับสนุน Free Syrian Army และกลุ่มฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียต่อไป
            ถ้าอธิบายตามยุทธศาสตร์ปิดล้อม นี่คือการปิดล้อมอิทธิพลอิหร่านในซีเรียที่ฝ่ายซาอุฯ กับสหรัฐพยายามเรื่อยมา ดังเช่นในอิรัก เยเมนและทุกที่ๆ มีชีอะห์
ยืมมือรัฐบาลทรัมป์คว่ำบาตรอิหร่าน :
            ผลสำคัญข้อหนึ่งของการมีข้อตกลงนิวเคลียร์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ปี 2015 ที่ลงนามในสมัยรัฐบาลโอบามาคือ นานาชาติเลิกคว่ำบาตรอิหร่านตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ นักธุรกิจยุโรปนับร้อยนับพันแห่เข้าไปลงทุนในอิหร่านในยามที่อิหร่านต้องการการลงทุนจากต่างชาติอย่างยิ่ง
            ฝ่ายซาอุฯ ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ที่สำคัญกว่าคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่านคือการฟื้นตัวของระบอบที่แข่งอิทธิพลกับซาอุฯ
            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางนี้ รัฐบาลซาอุฯ ยืมมือรัฐบาลทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) ประกาศยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ฝ่ายเดียว พร้อมกับประกาศห้ามเอกชนไม่ว่าจากประเทศใดทำธุรกิจกับอิหร่าน มิฉะนั้นจะอยู่บัญชีรายชื่อที่รัฐบาลสหรัฐจะคว่ำบาตร ผลคือบริษัทเอกชนยุโรปพากันถอยกรูด แม้กระทั่งบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นกับรัฐบาลของตน
            การก้าวขึ้นมาของรัฐบาลทรัมป์ช่วยพลิกสถานการณ์ให้กลับมาคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเข้มข้นอีกครั้ง
            ล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ประกาศขู่คว่ำบาตรทุกประเทศที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน รวมทั้งประเทศที่เดิมได้รับผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ เห็นชัดว่าเป็นการปิดล้อมเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรง ตรงตามความต้องการของฝ่ายซาอุฯ
การจัดระเบียบตะวันออกกลาง  :
            เรื่องราวทั้งหมดสามารถอธิบายว่ารัฐบาลซาอุฯ กำลังจัดระเบียบตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ จัดการรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นอุปสรรค ดังที่เจ้าชาย Abdulaziz กล่าวว่าซาอุฯ เป็นเสาหลักของอิสลาม เป็นแหล่งพลังงานของโลก นี่คือท่าทีและเป้าหมายของซาอุ
            มีผู้เสนอให้ชาติตะวันตกวางตัวเป็นกลาง นำ 2 ฝ่ายสู่โต๊ะเจรจาระงับความขัดแย้ง เพื่อยุติการเข่นฆ่าที่ไม่รู้จบ เกิดผู้อพยพลี้ภัยหลายล้านคนที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก กำลังเป็นปัญหาแก่หลายประเทศ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายซาอุฯ ยังไม่อยากเจรจา แม้กระทั่งนักการเมืองอเมริกันบางคน เพราะคิดว่าการจัดการศัตรูตัวร้ายสำคัญกว่า ความโกลาหลและหายนะเป็นโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า
12 พฤษภาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8218 วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2562)
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ฝ่ายซาอุฯ ไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม แท้จริงแล้วทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค
ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน
บรรณานุกรม :
1. Iran has no role in the Arab world other than to get out: Saudi FM. (2018, Sep 27). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1378501/saudi-arabia
2. King Salman: Iran spearheading global terror. (2017, May 22). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1103121/saudi-arabia
3. Prince Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz. Saudi Arabia Will Go It Alone. (2013, December 17). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2013/12/18/opinion/saudi-arabia-will-go-it-alone.html?_r=0
4. Saudia Arabia and Iran: The Cold War of Islam. (2016, May 9). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/saudia-arabia-iran-and-the-new-middle-eastern-cold-war-a-1090725.html
5. ‘Saudi Arabia will go it alone,’ says diplomat.  (2013, December 18). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2013/12/18/-Saudi-Arabia-will-go-it-alone-.html
6. Saudi, UAE officials call for regime change in Iran at US summit. (2018, Sep 26). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2018/09/saudi-uae-officials-call-regime-change-iran-summit-180926120309913.html
7. Washington Post: State Department to announce all countries importing Iranian oil will be subject to US sanctions. (2019, April 22). CNN.  Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/04/21/politics/state-department-iran-oil-sanctions/index.html
-----------------------------

unsplash-logoKyle Glenn

Russophobia ในยุครัฐบาลทรัมป์

กระแสกลัวรัสเซียเป็นทัศนคติ การรับรู้ของผู้ที่มองรัสเซียเป็นภัยซึ่งอาจเป็นจริงหรือเกินจริง ในยุคทรัมป์กระแสกลัวรัสเซียถูกผูกเข้ากับการเมืองภายในอเมริกาเพื่อชี้ว่าทรัมป์คือหุ่นเชิดของรัสเซีย
            เป็นเวลานานแล้วที่ชาติตะวันตกหรือที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายเสรีประชาธิปไตยมองรัสเซียหรืออดีตสหภาพโซเวียตในแง่ลบ ทุกวันนี้ความคิดนี้ยังคงอยู่แม้เปลี่ยนไปบ้างตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง
นิยาม Russophobia :
            Russophobia หรือ “กระแสกลัวรัสเซีย” หมายถึง ความคิด ทัศนคติว่ารัสเซียข่มขู่คุกคาม บั่นทอนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ อันเป็นผลรวมจากประสบการณ์ มุมมอง การรับรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดในอนาคต อาจเป็นความจริงหรือเท็จ หรือมีความจริงปนเท็จ ตีความเกินจริง ตีความอย่างมีเป้าหมาย
            โดยทั่วไปหมายถึงกระแสความรู้สึกของคนจำนวนมากในสังคมกับรัฐบาลที่หวาดกลัวภัยจากรัสเซียหรือรัฐบาลรัสเซียที่เกินจริง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อให้เกลียดชัง ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อต่อต้านภัยจากรัสเซีย
            บางครั้งใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองภายในรัสเซียหรือประเทศอื่น ให้ต่อต้านรัฐบาล หรือใช้ในการหาเสียง เป็นลักษณะหนึ่งของการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign) ให้ประชาชนเกลียดชังไม่ชอบนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โจมตีนโยบายของฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ว่าจะนำสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เพราะใช้นโยบายเผชิญหน้ารัสเซีย
            เป็นการยากที่จะประเมินความกลัวในเชิงคุณภาพกับปริมาณ เป็นเรื่องของทัศนคติ การรับรู้ (perception) ของแต่ละคนที่แตกต่าง แม้กระทั่งการรับรู้ของรัฐเพราะการรับรู้ของรัฐคือรัฐบาลซึ่งแต่ละชุดแตกต่างกัน ขึ้นกับผู้นำประเทศ ทีมผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เป้าหมาย วาระที่ซ่อนอยู่ เช่นเดียวกับระดับประชาชนที่แต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจต่างกัน อาจคิดเหมือนหรือต่างจากรัฐบาล
            คำกว่า “กระแสกลัวรัสเซีย” ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย (ไม่ว่าจะใช้ศัพท์คำนี้โดยตรงหรือไม่) ทั้งจากสหรัฐ ชาติตะวันตก แม้กระทั่งในหมู่รัฐบริวารของอดีตสหภาพโซเวียต
รากฐานกระแสกลัวรัสเซีย :
            ประการแรก นโยบายดั้งเดิม
            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลสหรัฐต่อต้านอดีตสหภาพโซเวียตอย่างรุนแรง ถึงขั้นอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ การแข่งขันระหว่าง 2 อภิมหาอำนาจอาจกลายเป็นหายนะล้างโลกหากใช้อาวุธนิวเคลียร์ กระแสความวิตกกังวลเรื่องเหล่านี้ฝังอยู่ในตำรา ความทรงจำของคน
            Guy Mettan อธิบายว่าแท้จริงแล้วแนวคิดกระแสกลัวรัสเซียไม่ใช่ของใหม่แต่ประการใด สามารถย้อนหลังถึงศตวรรษที่ 9 ที่สมัยนั้นรัฐฝั่งยุโรปตะวันตกจงเกลียดจงชังรัสเซีย มี French russophobia, English russophobia, German russophobia และในที่สุดมี American russophobia โดยเนื้อแท้ เป็นความเกลียดชังระหว่าง “ผู้ปกครองด้วยกัน” และผู้ปกครองพยายามถ่ายทอดให้พลเมืองร่วมเกลียดชังด้วย เป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิทางความคิดที่ดำเนินเรื่อยมาร่วมพันปีแล้ว
            ประการที่ 2  ฝ่ายการเมืองที่มองเป็นศัตรู
            แม้ประธานาธิบดีทรัมป์คิดเปลี่ยนท่าทีมองรัสเซียเป็น “คู่แข่งขัน” แทนการเป็น “ปรปักษ์” (enemy) แต่ถูกฝ่ายการเมืองต่อต้านรุนแรง ยกตัวอย่าง วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครท มาร์ค วอร์เนอร์ (Mark Warner) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ร่วมแถลงข่าวว่าประชาคมโลกต้องรับรู้ว่าชาติประชาธิปไตยไม่อาจเข้าได้กับรัฐบาลปูตินหรือระบอบอำนาจนิยมใดๆ ต้องร่วมกันต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย
            วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน บิน ซาซ์ (Ben Sasse) กล่าวว่า “ชาวอเมริกันผู้รักชาติทุกคนควรเข้าใจว่าปูตินไม่ใช่เพื่อนอเมริกาและไม่ใช่คู่หูของประธานาธิบดี”
            เมื่อมีนักการเมืองจาก 2 พรรคใหญ่ที่ต่อต้านการเป็นมิตรกับรัสเซีย กระแสกลัวรัสเซียจึงถูกปลุกและโหมให้รุนแรงอยู่เสมอ

ลักษณะและเป้าหมายของ Russophobia :
            เป้าหมายของกระแสกลัวรัสเซียคือทำให้ผู้คนรู้สึกกลัวรัสเซีย ทั้งที่อาจถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ได้ อีกลักษณะคือแนวคิดว่ารัสเซียจะเติบใหญ่เป็นมหาอำนาจหรืออภิมหาอำนาจ การแข่งขันแย่งชิงระหว่าง 2 มหาอำนาจไม่อาจยุติ
            ประการแรก กระแสกลัวรัสเซียคือส่วนหนึ่งของการสร้างศัตรู
            เป็นความตั้งใจที่บางกลุ่มบางฝ่ายเจตนาสร้างขึ้นมา หรืออาจอธิบายว่าเป็นผลจากการรับรู้ของปัจเจกและส่งทอดแก่คนอื่น
            ประธานาธิบดีปูตินครั้งหนึ่งกล่าวว่ารัสเซียพัฒนากองทัพเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น ไม่คิดรุกรานใคร จะเห็นว่ารัสเซียแทบไม่มีฐานทัพต่างแดน งบประมาณกลาโหมต่ำกว่านาโต 10 เท่า จึงเป็นเรื่องตลกถ้าคิดว่ารัสเซียจะบุกโจมตีนาโต บางประเทศใช้ประโยชน์จากความกลัวของประชาชนที่มีต่อรัสเซีย และรัฐบาลบางประเทศพยายามสร้างความหวาดกลัวนี้ บางคนยังฝังใจสมัยสหภาพโซเวียต
            คำแก้ต่างของปูตินจะฟังขึ้นหรือไม่ ย่อมขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน
            ฝ่ายที่คิดต่างจะยอมรับว่ารัฐบาลรัสเซียไม่ได้ดีเลิศไปเสียทุกเรื่อง พยายามนำเสนอหลักฐานว่าสื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการตะวันตกบางคนบิดเบือนเรื่องรัสเซีย บางครั้งเห็นชัดว่าตั้งใจก่อความเข้าใจผิด เพราะเป็นยุทธศาสตร์ของชนชั้นปกครองอเมริกา
            ทำนองคล้ายกับแนวคิดของ George Kennan ที่พยายามชี้ภัยจากคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต นำแนะให้รัฐบาลสหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อม จนกลายเป็นสงครามเย็นในยุคนั้น ปัจจุบันแนวคิดกระแสกลัวรัสเซียพยายามชี้ภัยจากรัสเซียอีกครั้ง แต่เนื่องจากคราวนี้ไม่อาจใช้ความแตกต่างอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครอง จึงพยายามอาศัยหลายวิธี เช่น รัสเซียไม่เป็นประชาธิปไตยแม้มีการเลือกตั้ง กำลังสร้างสมกำลังทหารและจะครองโลก จนถึงเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี
            ประการ 2  การสร้างกระแสกลัวรัสเซียในการเลือกตั้ง 2016
            ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2016 ฮิลลารี คลินตันคู่แข่งทรัมป์แสดงตัวเป็นปรปักษ์ต่อรัสเซียโดยหวังผลเลือกตั้ง เนื่องจากทรัมป์วางตัวเป็นมิตรกับรัสเซีย ฮิลลารีพยายามสร้างภาพรัสเซียให้ดูน่ากลัว เช่น รัสเซียยังคงบ่อนทำลายสหรัฐ ทำสงครามไซเบอร์ กำลังแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา หากทรัมป์ชนะจะเป็นหุ่นเชิดของรัสเซีย
            ด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ารัสเซียไม่สนใจการเลือกตั้งอเมริกา พร้อมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำคนใหม่ สื่อตะวันตกเป็นผู้สร้างเรื่องว่ารัฐบาลรัสเซียสนับสนุนทรัมป์ เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามการเมือง พยายามบงการความเห็นสาธารณชนเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง”
            ในเชิงหลักการ เป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่ทั้งรัฐบาลรัสเซียกับสหรัฐต่างพยายามแทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่ายเรื่อยมาทั้งแบบทางตรงกับทางลับ เพื่อสร้างปัญหา บ่อนทำลายฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลสหรัฐพยายามโค่นล้ม มีอิทธิพลต่อรัฐบาลรัสเซีย เช่นเดียวกับที่รัสเซียพยายามแทรกแซงหรือชักนำนโยบายของสหรัฐ
            จุดน่าสนใจคือคำถามที่ว่า แล้วทำไมการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ผ่านมาจึงกลายเป็นประเด็นเด่นดังว่ารัสเซียแทรกแซงการเมืองอเมริกา ในเมื่อทำกันเรื่อยมาอยู่แล้ว นี่คือ “การสร้าง” กระแสกลัวรัสเซียในสมัยทรัมป์ ให้เชื่อมโยงกับการต่อสู้ทางการเมืองภายในของอเมริกาเอง
ทำไมต้องสร้างกระแสกลัวรัสเซีย :
            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการใส่ร้ายป้ายสีของรัฐบาลกับนักการเมืองสหรัฐว่าเป็นความพยายามที่จะโทษคนอื่น ทั้งที่เป็นปัญหาภายในการเมืองอเมริกาเอง ... พวกเขาลังเลที่จะยอมรับความผิดเรื่องนี้ เป็นเหตุผลที่โทษรัสเซีย
            นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่าชนชั้นปกครองอเมริกาไม่ชอบประธานาธิบดีปูติน เมื่อปูตินค่อยๆ นำพาประเทศสู่ความมั่นคงและเป็นอิสระจากอเมริกา
            เหตุผลอีกข้อคือ 7 ทศวรรษหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลก มาบัดนี้รัสเซีย-จีนและพวกกำลังร่วมจัดระเบียบโลกอีกแบบที่บั่นทอนผลประโยชน์สหรัฐ รัสเซียในยุคปูตินฟื้นฟูความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้ยังไม่เท่าเดิมแต่สามารถขัดแข้งขัดขาอเมริกาได้หลายเรื่อง
            ฝ่ายการเมืองอเมริกาจึงต้องโหมกระแสกลัวรัสเซียเพื่อให้พลเมืองอเมริกันสนับสนุนนโยบายต้านรัสเซีย หากคิดในกรอบเลือกตั้งพวกเดโมแครทจะไม่ยอมปล่อยให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัยอย่างง่ายๆ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งปลายปี 2020 กระแสกลัวรัสเซียจะถูกเอ่ยถึงมากขึ้น โหมให้หนักขึ้น นี่คือการเมืองของประเทศนี้
สงครามข้อมูลข่าวสารและความคิด :
            “กระแสกลัวรัสเซีย” พูดได้จาก 2 มุมมอง คือ ฝ่ายต่อต้านรัสเซียกับฝ่ายรัสเซีย ฝ่ายแรกพยายามชักนำให้คนเกลียดกลัว อีกฝ่ายชี้ว่าเป็นแผนบ่อนทำลายของศัตรู เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ระดับความเข้มข้น (degree) อยู่ที่ไหน รุนแรงร้ายแรงเพียงใด บ่อยครั้งการริเริ่มของบางคนบางฝ่ายสร้างกระแสสังคมจากนั้นกระแสสังคมกลับมากดดันรัฐบาลว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่ “เป็นเท็จ” กลายเป็น “ความจริง” ตามการรับรู้ของคนทั่วไป
            เป็นอีกลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้มีข้อมูลความรู้ท่วมโลก เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution) แล้ว
5 พฤษภาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8211 วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2562)
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงว่าการเป็นมิตรกับรัสเซียย่อมดีกว่า เพราะทั้งคู่เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ คำถามคืออยากเป็นมิตรเพื่อใคร
ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศขึ้นกับผู้นำประเทศเป็นสำคัญ รัสเซียในยุคปูตินกำลังฟื้นตัวตามลำดับ ปูตินเป็นนายกฯ สมัยแรกในปี 1999 และเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2000 จากนั้นครองอำนาจมาโดยตลอด หากทุกอย่างราบรื่นท่านน่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2018 ได้เป็นประธานาธิบดีถึงปี 2024 รัสเซียคงจะเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอีกมาก ภายใต้มุมมองของรัฐบาลสหรัฐย่อมเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม 
บรรณานุกรม :
1. As Trump says Putin 'not my enemy', skeptics in U.S. see danger. (2018, July 13). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-russia-summit-critics/as-trump-says-putin-not-my-enemy-skeptics-in-u-s-see-danger-idUSKBN1K2348
2. At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. (2016, October 19). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
3. Democrats urge Trump to cancel Putin summit following Mueller indictments. (2018, July 13). Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/politics/la-na-pol-doj-indictment-russian-hacking-20180713-story.html
4. Embassy of the Russian Federation in the USA. (2019, April 18). THE RUSSIAGATE HYSTERIA: A CASE OF SEVERE RUSSOPHOBIA. Retrieved from https://washington.mid.ru/upload/iblock/3c3/3c3d1e3b69a4c228e99bfaeb5491ecd7.pdf
5. Guy Mettan’s book on russophobia is a “must read” for any person interested in Russia. (2016, July 14). The Saker. Retrieved from https://thesaker.is/guy-mettans-book-on-russophobia-is-a-must-read-for-any-person-interested-in-russia/
6. Kanet, Roger E. (ed.). (2007). Re-Emerging Great Power. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
7. Polsby, Nelson W., Wildavsky,  Aaron., Schier, Steven E., & Hopkins, David A. (2016). Presidential Elections: strategies and structures of American politics (14th Ed.). Maryland: Rowman & Littlefeld.
8. Russia’s Not Playing Favorites but Trump Does Speak for the People, Putin Says. (2016, October 27). The Wall Street Journal. Retrieved from http://www.wsj.com/articles/putin-says-russia-has-no-influence-over-u-s-elections-1477579171?tesla=y
9. ‘Russia would attack NATO only in mad person’s dream’ – Putin. (2015, June 6). RT. Retrieved from http://rt.com/news/265399-putin-nato-europe-ukraine-italy/
10. Russophobia in the New Cold War. (2018, April 4). The Nation. Retrieved from https://www.thenation.com/article/russophobia-in-the-new-cold-war/
11. Sakwa, Richard. (2008). Russian Politics and Society (4th ed.). Oxon: Routledge.
12. Thomas Graham: US-Russian relations have entered a new era. (2016, March 2). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/world/860254
13. Trump says Clinton policy on Syria would lead to World War Three. (2016, October 26). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/10/25/trump-says-clinton-policy-on-syria-would-lead-to-world-war-three.html
-----------------------------
ภาพ : หน่วยขีปนาวุธนิวเคลียร์รัสเซีย
ที่มา : http://eng.mil.ru/en/structure/forces/strategic_rocket.htm