วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทรัมป์สัมพันธ์ดีกับซาอุฯ ร่วมต้านอิหร่าน

26 มีนาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7443 วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2560)

            กลางเดือนมีนาคม Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว แถลงการณ์ของฝ่ายซาอุฯ ระบุว่าเดิมมีความเห็นต่างบางเรื่อง (สมัยรัฐบาลโอบามา) บัดนี้ 2 รัฐบาลคิดเห็นตรงกันแล้ว พร้อมกับสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ว่า “ซาอุดิอาระเบียไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม” มีจุดมุ่งหมายเพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายเข้าประเทศเท่านั้น เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของสหรัฐในฐานะรัฐอธิปไตยที่จะทำเช่นนั้น รัฐบาลซาอุฯ มีข้อมูลเช่นกันว่ามีผู้วางแผนโจมตีสหรัฐ แท้จริงแล้ว “ประธานาธิบดีทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง” เห็นว่าเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญแต่ถูกพวกหัวรุนแรงนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ทรัมป์จึงเป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims) การมองทรัมป์แง่ลบต่ออิสลามเป็นเพราะสื่อบิดเบือน
            เรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าผลการเจรจาเมื่อปี 2015 เป็นข้อตกลงที่แย่ที่สุด เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพียงยับยั้งอิหร่านช่วงสั้นๆ นอกจากนี้อิหร่านคงนโยบายขยายอำนาจในภูมิภาค สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หวังขยายบทบาทในศาสนาอิสลาม ขัดขวางการแก้ปัญหาปาเลสไตน์ ตรงข้ามกับซาอุฯ ที่เป็นผู้นำโลกมุสลิมอย่างไร้ข้อกังขา 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค นอกจากนี้ สหรัฐจะร่วมมือกับซาอุฯ ในทุกด้าน ดูแลอุปทานน้ำมันโลก

การใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” ไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลซาอุฯ :
            แถลงการณ์ของเจ้าชาย Salman ไม่เอ่ยถึงการที่ทรัมป์ใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorism) แต่พอใจต่อทัศนคติ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิสลาม เห็นว่าท่านตั้งใจร่วมไม้ร่วมมือกับโลกมุสลิม ขอให้ทุกคนเข้าใจทรัมป์อย่างถูกต้องไม่เป็นไปตามการบิดเบือนของสื่อ
ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นโยบายต่อต้านก่อการร้ายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามว่าทรัมป์มุ่งเป้ามุสลิมหรือไม่ บางคนชี้ว่าการที่ทรัมป์หรือใครก็ตามที่ใช้คำว่าก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงย่อมตั้งใจที่จะเชื่อมโยง “อิสลาม” เข้ากับ “ก่อการร้าย” เข้ากับ “หัวรุนแรง นิยมความรุนแรง”
Zaid Jilani อธิบายในมุมกว้างว่า นับจากเหตุ 9/11 พวกฝ่ายขวาอเมริกันหาเสียงกับเรื่องโรคกลัวอิสลาม (Islamophobia) เชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้าย IS สถานการณ์ในซีเรีย อิรัก

บัดนี้ ถ้ายึดตามถ้อยแถลงของเจ้าชาย Salman ตัวแทนรัฐบาลซาอุฯ ย่อมต้องตีความว่ารัฐบาลซาอุฯ เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านก่อการร้ายของทรัมป์ ห้ามมุสลิมมองว่าทรัมป์กำลังคิดร้ายต่ออิสลาม รัฐบาลสหรัฐไม่ได้โหมกระแสโรคกลัวอิสลามแต่อย่างไร ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังไปด้วยดีและจะดีกว่าที่แล้วมา
เป็นเรื่องแปลกที่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าทรัมป์พยายามปลุกกระแสอิสลามหัวรุนแรง โรคกลัวอิสลาม เพราะเห็นว่าเป็นอีกประเด็นที่ “ให้ความรู้สึกรุนแรง” มากเพียงพอที่จะผลักให้คนอเมริกันออกจากบ้านไปคูหาเลือกทรัมป์ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าชาวอเมริกันกับยุโรปตะวันตกมีทั้งต่อต้านและสนับสนุน มุสลิมในหลายประเทศต่อต้าน แต่รัฐบาลซาอุฯ เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้พยายามต่อต้านมุสลิมแต่อย่างไร และสนับสนุนทรัมป์

ร่วมมือเพราะผลประโยชน์ เป้าหมายเดียวกัน :
            การเยือนของเจ้าชาย Salman แสดงภาพบวกแต่ความสัมพันธ์ซับซ้อนกว่านั้น แต่ไหนแต่ไรชาติมหาอำนาจพยายามครอบงำภูมิภาคตะวันออกกลาง ทรัพยากรน้ำมันเป็นอีกเหตุผลที่มหาอำนาจไม่อาจปล่อยภูมิภาคให้หลุดมือ
            ถ้าจะพูดว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเริ่มมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐตั้งแต่สมัย แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) เป็นประธานาธิบดี กุมภาพันธ์ 1945 ไม่กี่เดือนก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กษัตริย์ Abdel-Aziz พบประธานาธิบดีรูสเวลท์ 2 ฝ่ายตกลงกันว่าสหรัฐจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันของซาอุฯ แลกกับการที่สหรัฐจะปกป้องราชวงศ์
            เป็นความสัมพันธ์ที่สหรัฐได้เปรียบ แต่ในเวลาต่อมารัฐบาลซาอุฯ กับพวกสามารถเพิ่มผลประโยชน์ของตน วิกฤตน้ำมัน 1973 เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี เมื่อผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลางเริ่มตระหนักว่าพวกตนมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอล 1973 รัฐบาลสหรัฐหนุนหลังอิสราเอล โอเปกประกาศไม่ขายน้ำมันแก่ประเทศที่เป็นมิตรกับอิสราเอล หวังกดดันให้ลดการสนับสนุนอิสราเอล สร้างความปั่นป่วนแก่สหรัฐอย่างไม่รู้ลืม ต้องชื่นชมความสามารถของซาอุฯ กับพวกในสมัยนั้น

            จุดปรับความสัมพันธ์ครั้งใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นจากปฏิวัติอิสลาม (1977-79) การก้าวขึ้นมาของ อยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบอบกษัตริย์ซาอุฯ กับประเทศรอบข้าง พร้อมกับที่สหรัฐเห็นว่าตนเสียประโยชน์มหาศาลเนื่องจากไม่สามารถมีอิทธิพลต่ออิหร่านดังสมัยกษัตริย์ ชาห์ ปาห์ลาวี (Shah Pahlavi) อีกต่อไป
เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ มีศัตรูร่วม จึงร่วมกันสนับสนุนให้อิรักทำสงครามกับอิหร่าน (1980-88) ซาอุฯ กับพวกให้งบประมาณมหาศาล เงินกู้ยืมแก่อิรัก (สมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน) ส่วนสหรัฐให้อาวุธกับภาพถ่ายดาวเทียม
สงครามลงเอยด้วยไม่สามารถโค่นล้มระบอบอิหร่าน และเกิดปัญหาซ้อน เมื่ออิรักซึ่งขณะนั้นมีกำลังพลมหาศาลเข้ายึดครองคูเวต ประชิดชายแดนซาอุฯ ร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็นความอ่อนแอของขั้วซาอุฯ กองกำลังต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก โดยเฉพาะทหารอเมริกันปรากฏดาษดื่นบนแผ่นดินหลายประเทศในตะวันออกกลาง บางคนตั้งคำถามว่าราชวงศ์ซาอุฯ เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำอิสลาม ผู้พิทักษ์อิสลามหรือไม่

            และเป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายอันซับซ้อน Kristian Ulrichsen อธิบายว่า ในระดับรัฐ ซาอุฯ พึ่งพาความมั่นคงทางทหารจากสหรัฐ แต่ในอีกด้านรัฐบาลซาอุฯ ส่งเสริมให้พลเมือง (มุสลิม) ต่อต้านการเข้ามาของทหารต่างชาติ ดังที่ทหารอเมริกันเผชิญการต่อต้านอย่างดุเดือดจากสารพัดกองกำลังหลังสิ้นระบอบซัดดัม มีข้อมูลว่ากองกำลังติดอาวุธต่างชาติ (ต่อต้านพวกตะวันตก) ที่อยู่ในอิรักส่วนใหญ่คือคนซาอุฯ สื่อตะวันตกในยุคนั้นรายงานทหารอเมริกันที่ถูกยิงบาดเจ็บเสียชีวิตในแต่ละวัน คะแนนนิยมของประธานาธิบดีบุชหดหายไปเรื่อยๆ
            จะเห็นว่านโยบาย “รัฐบาลพึ่งพา ประชาต่อต้าน” เพิ่มพูนอำนาจต่อรองกับสหรัฐ ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ต่อต้านทหารต่างชาติในถิ่นมุสลิม ส่งเสริมความชอบธรรมของราชวงศ์ซาอุฯ

            เมื่อเอ่ยถึงปัจจุบัน สถานการณ์ซีเรียคือตัวอย่างเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ 2 ประเทศ
            แม้รัฐบาลโอบามาประกาศชัดต้องการให้ประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad)
ก้าวลงจากอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจแก่ประชาชนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่พยายามเลี่ยงใช้กำลังทหาร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสวนทางนโยบายที่ต้องการพาทหารกลับมาตุภูมิ พลเมืองอเมริกันไม่สนับสนุนการทำสงคราม ยังติดภาพหลอนจากสงครามอิรัก
            ในเวลาต่อมามีผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธสารพัดกลุ่มเข้าซีเรีย ทำสงครามกับรัฐบาลอัสซาด รวมทั้ง IS/ISIL/ISIS รัฐบาลโอบามาจึงประกาศทำศึกต่อต้านก่อการร้าย เพิ่มการสนับสนุนโค่นล้มระบอบอัสซาด เริ่มจากให้ความช่วยเหลือสิ่งที่ไม่ใช่อาวุธสังหาร จากนั้นใช้กำลังทางอากาศต่อ IS ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่ดูเหมือนว่าขั้วซาอุฯ ยังไม่พอใจ เพราะรัฐบาลโอบามาไม่ยอมส่งกองทัพเข้าทำศึกภาคพื้นดิน ทำให้สถานการณ์ซีเรียยืดเยื้อ ไม่มีฝ่ายใดชนะขาด
            ซ้ำร้ายกว่านั้น ตุลาคม 2014 รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวในงานปาฐกถาของ Harvard Kennedy School ความตอนหนึ่งว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่นโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่สู้กับอัสซาด” เอ่ยชื่อกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra อัลกออิดะห์ และพวกญิฮาดสุดโต่ง
            ไม่กี่วันต่อมาทำเนียบขาวแถลงว่ารองประธานาธิบดีไบเดน “ขออภัยต่อผลกระทบใดๆ ที่มีต่อตุรกี พันธมิตรหรือประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ว่าประเทศเหล่านี้ตั้งใจสนับสนุน ISIL หรือกลุ่มสุดโต่งหัวรุนแรงอื่นๆ ในซีเรีย” ชี้แจงว่ารองประธานาธิบดีไม่ได้หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ
            สถานการณ์ซีเรียเป็นกรณีตัวอย่างปัจจุบัน แสดงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โอบามา) กับขั้วซาอุฯ คล้ายหลายเหตุการณ์ในอดีต

วิเคราะห์องค์รวม :
            จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับสหรัฐในปัจจุบันพัฒนากลายเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่แบบอาณานิคมอีกต่อไป ถ้ายึดผลประโยชน์แต่ละฝ่ายเป็นที่ตั้ง ต้องชื่นชมความสามารถของขั้วซาอุฯ ที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐมากกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลสหรัฐยังให้ความคุ้มครอง แสดงออกเป็น 2 ฝ่ายร่วมมือกันในระบบค้าน้ำมันโลก ต่อต้านก่อการร้าย แก้ปัญหาปาเลสไตน์ และอีกประเด็นคือต่อต้านอิหร่าน
            อันที่จริงแล้ว ถ้าไม่คิดเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้หากสามารถควบคุมอิหร่าน อิหร่านถือเป็นภัยที่ไกลตัวสหรัฐ แต่ใกล้ตัวซาอุฯ การที่รัฐบาลสหรัฐถืออิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญส่วนหนึ่งจึงน่ามาจากการชักนำของซาอุฯ
การเยือนของเจ้าชาย Salman ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิหร่านกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่สำคัญกว่านั้นคือรัฐบาลทรัมป์คิดเห็นตรงกับซาอุฯ มากกว่าสมัยรัฐบาลโอบามา 2 ฝ่ายสนับสนุนแนวทางต่อต้านก่อการร้ายที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุ่งหมายมุสลิมหัวรุนแรง อีกไม่นานนโยบายเหล่านี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น การจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่อีกเฟสแล้ว
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

บรรณานุกรม:
1. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
2. Biden: Turks, Saudis, UAE funded and armed Al Nusra and Al Qaeda. (2014, October 4). Mideast Shuffle. Retrieved from http://mideastshuffle.com/2014/10/04/biden-turks-saudis-uae-funded-and-armed-al-nusra-and-al-qaeda/
3. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
4. Dargie, Richard. (2008). Iran.USA:  Arcturus Publishing.
5. Katusa, Marin. (2015). The Colder War: How the Global Energy Trade Slipped from America's Grasp. USA: John Wiley & Sons.
6. Saudi Prince Sees Trump as 'True Friend' to Muslims (Full Text). (2017, March 15). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-03-15/saudi-prince-sees-trump-as-true-friend-to-muslims-full-text
7. The White House. (2017, March 15). T Readout of the President's Meeting with Mohammed bin Salman Abdulaziz Al Saud, Deputy Crown Prince and Minister of Defense of the Kingdom of Saudi Arabia. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/15/readout-presidents-meeting-mohammed-bin-salman-abdulaziz-al-saud-deputy
8. Trump ‘true friend of Muslims,’ Saudi prince says after meeting. (2017, March 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/380822-trump-saudi-muslim-friend/
9. Ulrichsen, Kristian Coates. (2015). Insecure Gulf: The End of Certainty and the Transition to the Post-oil Era. New York: Oxford University Press.
10. What to know about the meeting between the Deputy Crown Prince and Trump. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/features/2017/03/15/All-what-you-need-to-know-about-the-meeting-between-the-Crown-Prince-and-Trump.html
11. Zaid Jilani: There Is an Islamophobia Industry in the US That Makes a Lot of Money. (2016, April 24). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13950204001409
-----------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...