ความพยายามจัดระเบียบโลกอาหรับของซาอุดิอาระเบีย

ประเทศซาอุดิอาระเบียตกเป็นข่าวเมื่อปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวร (Non-permanent Members/ Elected Members) ของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ กล่าวหาว่าคณะมนตรีประพฤติสองมาตรฐาน เรียกร้องการปฏิรูป จากนั้นหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางต่างออกมาชื่นชมสนับสนุนท่าทีดังกล่าวพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสหรัฐต่อภูมิภาคหลายเรื่อง จับใจความได้ว่าทั้งหมดนี้รัฐบาลซาอุฯ กำลังไม่พอใจรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
ดูเหมือนว่ามีการเตรียมการล่วงหน้า:
            เมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ข้อสังเกตประการแรกคือการแสดงออกของซาอุฯ การแสดงท่าทีสนับสนุนของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต ตุรกี ปาเลสไตน์ และองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ของโลกอาหรับอย่าง คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ต่างส่งเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่ละประเทศพูดบางประเด็นที่สัมพันธ์กันเป็นดังจิ๊กซอว์ของเรื่องราวทั้งหมด
            สหรัฐเป็นผู้ที่แสดงอาการเดือดเนื้อร้อนใจมากที่สุด นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศต้องบินด่วนไปเจรจา พยายามลดโทสะของซาอุดิอาระเบีย ชักจูงให้ยอมรับเก้าอี้ดังกล่าว แต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ เจ้าชายบันดาร์ บินซุลต่าน (Prince Bandar bin Sultan) หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลซาอุฯ กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับสหรัฐถึงคราวต้อง “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
            การแสดงออกของซาอุฯ กับประเทศอื่นๆ จึงน่าจะเป็นผลจากการปรึกษาหารือ ร่วมกันวางแผนตั้งแต่ต้น ต่างแสดงออกอย่างมีจังหวะจะโคน มีเป้าหมายบางอย่างที่ไม่ใช่การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงตามที่กล่าวอ้าง

ประเด็นความไม่พอใจของซาอุฯ:
            จิ๊กซอว์ทั้งหมดพูดอยู่หลายประเด็น  เมื่อพิจารณาแล้วมี 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องซีเรีย อิหร่านและปาเลสไตน์
            กว่าสองปีแล้วที่ซีเรียเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง รัฐบาลโอบามามักลังเลใจที่จะช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาด กรณีล่าสุดคือเลื่อนการพิจารณาโจมตีกองทัพซีเรีย
            การแสดงออกของซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับเป็นหลักฐานชี้ว่าพวกเขาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คอยกดดันรัฐบาลโอบามาให้โจมตีซีเรีย แต่เนื่องจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลข้อสรุปของรัฐบาลที่สรุปเอาเองว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ไม่เชื่อว่าการโจมตีจะช่วยให้สหรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น
            เมื่อรัฐบาลรัสเซียเสนอให้ซีเรียยอมรับการตรวจสอบและทำลายอาวุธเคมีทั้งหมด รัฐบาลอัสซาดตอบรับข้อเสนอทันที ความคิดที่จะโจมตีซีเรียจึงหดหายไปและยากจะอ้างเหตุผลเรื่องอาวุธเคมีอีก เพราะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติอยู่ระหว่างตรวจสอบและทำลาย นานาชาติพอใจกับความคืบหน้า การล้ำ “เส้นต้องห้าม” ของรัฐบาลโอบามาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก หรือหากมีการใช้อาวุธเคมีอีกก็จะยิ่งน่าสงสัยว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้กันแน่

            ในอีกด้านหนึ่งสหรัฐกับรัสเซียกำลังผลักดันให้เกิดการเจรจาที่เรียกว่า เจนีวา 2 มีกระแสข่าวว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในซีเรียด้วยการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศชั่วคราวที่มีอำนาจบริหารเต็ม ล่าสุด 11 ประเทศที่เรียกตัวว่า Friends of Syria (สมาชิกส่วนใหญ่คือพวกชาติตะวันตกกับอาหรับ) ผู้ให้การสนับสนุนแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลซีเรียแสดงจุดยืนว่าประธานาธิบดีอัสซาดกับบริวารจะต้องไม่มีส่วนในองค์กรบริหารประเทศดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงวิเคราะห์ต่อได้ว่าการประชุมเจนีวา 2 ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือหากมีการเจรจาก็คงไม่เกิดผลอะไรเพราะฝ่ายรัฐบาลอัสซาดไม่ยอมหลุดจากอำนาจแน่นอน
            นักวิเคราะห์บางคนให้ความสำคัญว่าหากปราศจากรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรียแล้ว จะเป็นการโดดเดี่ยวอิหร่านในตะวันออกกลาง แต่หากวิเคราะห์แบบง่ายๆ ทุกวันนี้รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรมองหน้ารัฐบาลอัสซาดไม่ติดเนื่องจากสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างเต็มที่ ให้ทั้งเงินกับอาวุธ สนับสนุนจัดตั้งฝ่ายต่อต้านที่พวกตนมีอิทธิพล ขับไล่รัฐบาลอัสซาดออกจากสมาชิกสันนิบาตอาหรับแล้วให้ตัวแทนฝ่ายต่อต้านเข้าสวมแทน
            รัฐบาลอัสซาดจึงเป็นหนามตำใจรัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับ ประวัติศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกลางจะบรรยายเรื่องราวเหล่านี้อย่างไร

            ประเด็นต่อมาคือกรณีอิหร่าน แต่ไหนแต่ไรซาอุฯ กับพันธมิตรมองอิหร่านเป็นภัยคุกคาม ไม่ต่างจากที่อิหร่านมองซาอุฯ เป็นภัยคุกคาม (แม้ในระยะนี้ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานีแห่งอิหร่านจะแสดงท่าทีเป็นมิตรมากกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว)
            หลายปีที่ผ่านมาสหรัฐกับพันธมิตรดำเนินนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน ทำให้อิหร่านประสบปัญหาเศรษฐกิจสังคมอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ หันมาสมานไมตรีกับสหรัฐและนานาประเทศ ล่าสุดอิหร่านอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม P-5+1 เพื่อแก้ปัญหาโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน และมีแนวโน้มว่าน่าจะบรรลุข้อตกลงเพราะประธานาธิบดีโรฮานีประกาศเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าจะต้องทำให้สหรัฐกับพันธมิตรยุติการคว่ำบาตรให้จงได้

            รัฐบาลซาอุฯ อาจกังวลว่าหากยุติการคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้อิหร่านสามารถฟื้นฟูประเทศ เป็นภัยคุกคามในอนาคต แต่หากวิเคราะห์ด้วยตรรกะแบบง่ายๆ ทบวงพลังงานโลก (International Energy Agency หรือ IEA) ได้รายงานว่าการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านลดการส่งออกน้ำมันราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากอิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันตามปกติเท่ากับว่าจะเพิ่มอุปทานในตลาดน้ำมันโลกถึงวันละ 1 ล้านบาร์เรล ถ้าคิดว่า 1 บาร์เรลมีราคาตามตลาดที่ 100 ดอลลาร์ เท่ากับว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะต้องสูญเสียรายได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือราว 36,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และหากคิดว่าอุปทานที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดลดลง ซาอุฯ กับพันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมันจะสูญเสียรายได้รวมกันมากกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีแน่นอน
            ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ การคว่ำบาตรช่วยพยุงราคาน้ำมัน ช่วยเพิ่มกำไรให้กับซาอุฯ กับพันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมัน ทั้งยังบั่นทอนเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอิหร่านไปในตัว แต่รัฐบาลโอบามายากจะปฏิเสธสิทธิ์การใช้นิวเคลียร์ในทางสันติของอิหร่าน เพราะไม่ใช่การเจรจาทวิภาคีมีชาติมหาอำนาจอื่นๆ เป็นคู่เจรจาด้วย

            ส่วนประเด็นปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์เป็นเรื่องที่เก่าซ้ำซาก สถานการณ์ล่าสุดคือทางการอิสราเอลยังเดินหน้าอนุมัติก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ๆ อิสราเอลยึดครองจากปาเลสไตน์เมื่อปี 1967 ทั้งๆ ที่เขตพื้นที่เหล่านี้ (เขตเวสต์แบ็งค์ ฉนวนกาซาและนครเยรูซาเล็มตะวันออก) คือพื้นที่ๆ ชาวปาเลสไตน์หวังจะก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลเข้าอยู่อาศัยราวหกแสนคนและยังคงก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยๆ ชวนให้คิดว่ารัฐปาเลสไตน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคงเหลือพื้นที่เล็กนิดเดียว
            สหรัฐกับอีกหลายประเทศแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของอิสราเอล แต่อิสราเอลไม่ยอมหยุดและยังไม่มีทีท่าจะถอนออกแต่อย่างไร
            ปัญหาปาเลสไตน์เป็นรากขมขื่นที่ฝังลึกในหมู่มุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางมาหลายทศวรรษแล้ว รัฐบาลซาอุฯ ดำเนินนโยบายปกป้องชาวปาเลสไตน์เพื่อดึงความร่วมมือจากมุสลิมทั้งหลาย แต่มีข้อวิพากษ์ว่านับจากสงครามเมื่อปี 1973 มวลหมู่ชาติอาหรับก็ไม่คิดทำสงครามกับอิสราเอลอีก รัฐบาลหลายประเทศประกาศยอมรับอธิปไตยของอิสราเอล ดำเนินนโยบายเป็นมิตรทั้งแบบต่อหน้าและลับหลัง
            หากรัฐบาลซาอุฯ หวังกดดันรัฐบาลโอบามาเพื่อให้ไปกดดันอิสราเอลอีกทอดหนึ่ง คาดว่าเป็นความหวังที่ยากจะประสบผล รัฐบาลซาอุฯ น่าจะเข้าใจเรื่องนี้เพราะทั้งคู่ต่างเป็นพันธมิตรสำคัญของอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าฝ่ายที่ต้องรับกรรมคือชาวปาเลสไตน์

ผลลัพธ์ที่ปรากฏ:
            จากข้อเรียกร้องต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นล้วนมีข้อสรุปว่าซาอุฯ ไม่น่าจะสมหวัง ผลลัพธ์ที่ได้จริงๆ คือบรรดาชาติอาหรับกับองค์กรระหว่างประเทศในภูมิภาคได้ประกาศอีกครั้งสนับสนุนซาอุดิอาระเบียเป็นพี่ใหญ่ของชาติอาหรับและชาวมุสลิมทั้งหลายโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ดังแถลงการณ์ของกลุ่มอาหรับว่า “เคารพและเข้าใจ” ท่าทีของซาอุฯ และเห็นว่าซาอุฯ คือตัวแทนของชาติอาหรับและชาวมุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง
            ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีอิทธิพลบารมีในภูมิภาคมานานแล้ว อีกทั้งทางการซาอุฯ ก็ประกาศจุดยืนว่าตนเป็นผู้นำโลกอาหรับมานานแล้วเช่นกัน ยิ่งในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเกิดอาหรับสปริงในหลายประเทศ ผู้นำที่ครองอำนาจอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็นที่ตูนิเซีย ลิเบีย อียิปต์ต่างล้มหายตายจาก ช่วยให้บารมีของผู้นำซาอุฯ โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม
            ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ การแสดงออกของซาอุฯ และผลที่เกิดขึ้นมีค่าเท่ากับเป็นการแสดงความเป็นผู้นำโลกอาหรับ กำลังแสดงบทบาทผู้จัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ จึงพาลกล่าวโทษคณะมนตรีความมั่นคงที่ไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์ของอาหรับโดยเฉพาะรัฐบาลโอบามา

            หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเรื่อง เรื่องที่ซาอุดิอาระเบียไม่ยอมรับเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ต้องเข้าใจก่อนว่าสมาชิกไม่ถาวรมาจากการเลือกของสมาชิกตามกลุ่มภูมิภาค กฎมีอยู่ว่ากลุ่มชาติอาหรับมีโควตาเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้นไม่มากหรือน้อยกว่านี้  ดังนั้นในจำนวนสมาชิกไม่ถาวร 10 ตำแหน่ง 1 ตำแหน่งจะเป็นของกลุ่มชาติอาหรับเสมอ ผลที่ตามมาคือหากซาอุฯ ไม่รับเก้าอี้ ประเทศที่เข้ามาแทนย่อมเป็นประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มและอยู่ภายใต้การชี้นำของซาอุฯ ดังนั้นการที่ซาอุฯ จะรับเก้าอี้หรือไม่จึงไม่มีความแตกต่างแต่ประการใด 
            ส่วนเรื่องที่ซาอุดิอาระเบียตั้งใจจะปรับลดความสัมพันธ์กับสหรัฐ ก็น่าคิดว่าฝ่ายใดจะสูญเสียผลประโยชน์มากกว่า ที่แน่นอนคือฝ่ายตรงข้ามของซาอุฯ จะได้ประโยชน์ สิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อการจัดระเบียบตะวันออกลางของซาอุฯ หรือ
27 ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6201 วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2556)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง
รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก
จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

บรรณานุกรม:
1. Arab League, OIC, Turkey, UAE join anti-UN chorus. Arab News. http://www.arabnews.com/news/468329 21 October 2013.
2. U.S. tries to calm Saudi anger over Syria, Iran. Reuters. http://www.reuters.com/article/2013/10/21/us-saudi-un-gulf-idUSBRE99K0BT20131021 21 October 2013.
3. Kuwait wants Saudis to take up U.N. Security Council seat. Reuters. http://www.reuters.com/article/2013/10/23/us-kuwait-saudi-un-idUSBRE99M0DJ20131023 23 October 2013.
4. NATO: Russia may assist in destruction of Syria's chemical weapons. Haaretz. http://www.haaretz.com/.premium-1.553979 23 October 2013.
5. Boucek, Christopher., and  Sadjadpour, Karim. Rivals - Iran vs. Saudi Arabia. 20 September 2011. http://carnegieendowment.org/2011/09/20/rivals-iran-vs.-saudi-arabia/68jg accessed 23 October 2013.
6. Israel approves nearly 1,200 new settlement homes. USA Today/AP. http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/08/11/israel-settlement-jewish-palestinians/2639967/ 11 August 2013.
7. Fraser., T. G. 2004. The Arab-Israeli Conflict.  2nd Edition.  N.Y.: Palgrave Macmillan.
8. The Security Council. Permanent Mission of Portugal to the United Nations. http://www.missionofportugal.org/pmop/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=54 accessed 24 October 2013.
-------------------


ประธานาธิบดีโรฮานีหวังเจรจาเพื่อยุติการคว่ำบาตรจากสหรัฐ

ตั้งแต่เริ่มหาเสียงจนถึงวันเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนนายฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านคนปัจจุบันและเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ประเด็นระหว่างประเทศที่ประธานาธิบดีโรฮานีให้ความสำคัญมากที่สุดคือการขอเจรจาเพื่อยุติการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตร
ทำไมต้องรีบเปิดการเจรจา:
            เหตุผลหลักที่ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวซ้ำหลายครั้งคือชาวอิหร่านจะต้องรู้สึกสงบปลอดภัยทั้งชีวิตทางด้านวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ แก้ปัญหาคนว่างงานที่มีมากกว่า 3 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อกว่าร้อยละ 30 ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นมาก คนรุ่นใหม่กำลังผิดหวังต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของตน ทั้งหมดนี้เกิดจากนโยบายแข็งกร้าวของประธานาธิบดีคนก่อน เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์โดยไม่สนใจการคว่ำบาตรจากต่างชาติ
            ประธานาธิบดีโรฮานีสัญญาว่าจะดำเนินนโยบายสายกลางไม่สุดโต่ง ปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติอย่างสร้างสรรค์ กล่าวว่า “วันนี้ เราควรร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในโลก” อิหร่านจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อมกับรักษาศีลธรรมอันดี
            แท้ที่จริงแล้วหากวิเคราะห์อย่างรอบด้าน เป้าหมายของอิหร่านในปัจจุบันคือต้องการกลับมาติดต่อกับประชาคมโลก เพราะการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรไม่เพียงกระทบเรื่องการส่งออกน้ำมันอันเป็นรายได้หลักของประเทศ ที่สำคัญกว่าคือหลายประเทศไม่ยอมติดต่อค้าขายกับอิหร่าน ปฏิเสธความสัมพันธ์ในทุกด้าน อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ไม่ช่วยให้ประเทศมั่นคงขึ้นแต่อย่างไร ในทางตรงข้ามอิหร่านมีมิตรน้อยลง มีศัตรูมากขึ้น ประชาชนประสบความยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด

หลักการและเทคนิคการเจรจาของอิหร่าน:
            เพื่อให้การเจรจาบรรลุผลและอิหร่านได้ประโยชน์มากที่สุด รัฐบาลโรฮานีประกาศล่วงหน้าถึงแนวทางการเจรจาว่าจะต้องตั้งอยู่บนความเท่าเทียมกัน การให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาค ยกเรื่องผลประโยชน์ร่วม ห้ามใช้อำนาจทางทหารเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง อ้างว่าหลักการเหล่านี้คือหลักการเจรจาที่ถูกต้อง กระบวนการเจรจาจะอยู่ในรูปพหุภาคี อาศัยกลไกเดิมคือ กลุ่ม P5+1 ได้แก่สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงถาวรทั้งห้าชาติกับเยอรมนี (หรือบางคนเรียกว่า E3+3 ได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป กับสหรัฐ รัสเซีย จีน) อิหร่านจะได้ประโยชน์จากการเจรจารูปแบบนี้มากกว่าทวิภาคี เพราะจะมีการถ่วงดุลภายในกลุ่ม P5+1 ไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
            ในด้านจุดยืนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวซ้ำหลายครั้งว่า “ประเทศอิหร่านไม่มีและไม่แสวงหาอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง อันที่จริงอิหร่านเคยตกเป็นเหยื่อของอาวุธเหล่านี้” จากสงครามอิรัก-อิหร่านในทศวรรษ 1980 ที่อิรักใช้อาวุธเคมีต่ออิหร่าน ในขณะที่อิหร่านจะไม่หยุดโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อใช้ในทางสันติเพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรม เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ การใช้งานในทางการแพทย์ คำประกาศจุดยืนเหล่านี้ไม่แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) และก่อนหน้านั้น
            จุดยืนที่แตกต่างคือประธานาธิบดีอาห์มาดีเนจาดแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านสหรัฐกับอิสราเอล เคยกล่าวว่า “ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ระบอบไซออนนิสต์จะต้องถูกทำลายราบในที่สุด” เห็นว่าคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ ประกาศว่าการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรจะช่วยให้อิหร่านเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง ท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดในสมัยนั้นทำให้เขาได้รับความนิยมจากคนในประเทศอย่างมาก
            ในขณะที่ประธานาธิบดีโรฮานีแสดงท่าทียอมรับผลกระทบที่ถูกคว่ำบาตร เรียกร้องต่างชาติให้ยกเลิกการคว่ำบาตรดังกล่าว เชื่อว่าการยอมโอนอ่อนต่อคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่กระทบต่อความนิยมภายในประเทศ
            หากมองว่าประธานาธิบดีอิหร่านคือตัวแทนความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ เท่ากับว่าชาวอิหร่านในวันนี้เห็นว่าเรื่องปากท้องต้องมาก่อน ไม่ว่าจะชอบอเมริกากับอิสราเอลหรือไม่ก็ตาม
            นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโรฮานียังได้ใช้เวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติอธิบายให้ทั่วโลกเข้าใจว่าอิหร่าน “ต่อต้านการใช้ความรุนแรงและลัทธิสุดโต่งทุกชนิดทุกประเภท” เรื่องการต่อต้านลัทธิสุดโต่งเป็นแนวทางใหม่ที่อิหร่านเพิ่งประกาศ เป็นเวลา 3 ทศวรรษแล้วที่อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) เป็นตัวแทนอิหร่านเพื่อสู้กับอิสราเอล คำประกาศนี้เป็นนโยบายที่กำลังชี้ว่าต้องการอยู่อย่างสันติกับอิสราเอล (โดยเฉพาะในระยะนี้) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและควรติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ผลการเจรจารอบแรก:
            ผลการเจรจารอบแรกเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณแคเทอรีน แอชตัน (Catherine Ashton) ตัวแทนจากสหภาพยุโรปและเป็นผู้นำเจรจาของฝ่าย P5+1 (E3+3) กล่าวว่าผลการประชุมดำเนินไปด้วยดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแต่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด เช่นเดียวกับนายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวพอใจต่อผลการประชุมว่า “เกิดผล” ทั้งสองฝ่ายยังกล่าวตรงกันด้วยว่าการประชุมในครั้งหน้าเดือนพฤศจิกายนจะประกอบด้วยตัวแทนจาก “E3+3 ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์อิหร่าน นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตร” จะเป็นการเจรจาลงรายละเอียด หากพิจารณาจากผู้เข้าร่วมประชุม การประชุมครั้งหน้าคงจะพูดเรื่องการเข้าตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การควบคุมโครงการเพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะดำเนินโครงการในทางสันติเท่านั้น และมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับควบคุม เช่น การควบคุมการส่งผ่านเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อโครงการนิวเคลียร์ หากการประชุมครั้งหน้าบรรลุข้อตกลงร่วมเชื่อว่าสหรัฐกับพันธมิตรจะคลายการคว่ำบาตรในไม่ช้า โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโครงการนิวเคลียร์โดยตรง
            ถ้ามองในแง่ดีคือการเจรจามีความคืบหน้า และน่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายตามต้องการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
            ถ้ามองในแง่ลบคือผลสำเร็จของการเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกของการเจรจารอบใหม่ เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงมิตรภาพความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ได้ประกันว่าการเจรจาในขั้นต่อจากนี้ซึ่งจะลงลึกในรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จะประสบผลสำเร็จ
            การที่คุณแอชตันไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดการเจรจา เป็นไปได้ว่าต่างฝ่ายต่างพูดข้อเสนอข้อเรียกร้องของตน และทุกฝ่ายต้องกลับไปทำการบ้านเพราะเป็นข้อเรียกร้องที่เกินว่าจะยอมรับ ไม่สามารถตอบตกลงทันที
            ถ้าจะมองเป้าหมายการเจรจา สองฝ่ายต่างได้แสดงเป้าหมายปลายทางของตนมานานแล้ว แม้ว่าเป้าหมายเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง จุดยืนหลักของรัฐบาลโรฮานีคืออิหร่านจะไม่ยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของตน รวมถึงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม จะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อใช้ในทางสันติอันเป็นจุดยืนที่พูดซ้ำมาแล้วหลายรัฐบาลหลายทศวรรษ
            ปัญหาอยู่ที่ท่าทีของฝ่าย P5+1 หรือ E3+3 ใน 6 ประเทศเหล่านี้มีจุดยืนที่ชัดเจนร่วมกันเพียงข้อเดียวคือไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ปราศจากรายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีเพียงสหรัฐประเทศเดียวมีรายละเอียดเงื่อนไขว่าโครงการนิวเคลียร์จะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดทั้งเชิงคุณภาพกับปริมาณ ไม่มีโอกาสนำไปผลิตเป็นอาวุธ
            ประเด็นปัญหาที่หลายคนพูดถึงจึงอยู่ที่การต่อรองในรายละเอียด เช่น จะยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่ระดับเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ จำนวนแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ครอบครองได้คือเท่าไหร่ หรืออิหร่านจะต้องระงับโครงการส่วนใหญ่ไว้ก่อน รวมทั้งที่ฟอร์โดว์ (Fordow) อิหร่านจะยอมรับข้อเรียกร้องเหล่านี้หรือไม่
            อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการตกลงในระดับทางเทคนิค เช่นจะตรวจสอบจุดไหนอย่างไร เป็นประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ตกลงกันไม่ได้ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐอยู่ในฐานะได้เปรียบ การคว่ำบาตรได้ผล:
            หลายปีของการคว่ำบาตรอิหร่านพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล ผู้นำประเทศอิหร่านต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลใหม่ของนายโรฮานีเน้นความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากกว่าเลือกที่จะเผชิญหน้า พร้อมกับคาดหวังอย่างผู้ที่มองโลกในแง่ดีว่าสหรัฐกับพันธมิตรจะยุติการคว่ำบาตรในไม่ช้า
            ในยามนี้ชาติตะวันตกเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง ย่อมสามารถตั้งข้อเรียกร้องต่างๆ แต่การบีบให้รัฐบาลโรฮานีจนมุมหรือจนตรอกน่าจะเป็นโทษมากกว่า เพราะหากรัฐบาลโรฮานีไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ภาพลักษณ์อิหร่านในสายตาประชาคมโลกเสียหาย ย่อมส่งผลทำให้ประธานาธิบดีโรฮานีเสียคะแนนนิยม เสียการสนับสนุนภายในประเทศ เมื่อวิถีทางการทูตไม่ได้ผลย่อมบีบให้อิหร่านหวนกลับไปใช้ไม้แข็งในการเจรจาต่อรอง อิหร่านอาจเปลี่ยนนโยบาย แม้กระทั่งอาจเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลที่แข็งกร้าวกว่าเดิมก็เป็นได้
            ในแง่มุมการเมืองระหว่างประเทศ หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์แต่ก็ไม่ปรารถนาจะเห็นบทบาทของอเมริกาที่แข็งกร้าวเกินไป หวังเห็นการถอยคนละก้าวมากกว่าบีบให้ประเทศหนึ่งถึงกับต้องจนตรอก
            รัฐบาลโอบามาในฐานะประเทศคู่เจรจาที่สำคัญควรใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทผู้สร้างสันติภาพโลก ที่สามารถสร้างความพอใจแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อิหร่านหรือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ควรลืมว่าผลประโยชน์อเมริกาไม่จำกัดเฉพาะตัวประเทศอิหร่านหรืออิสราเอลเท่านั้น แต่มีผลประโยชน์จากนานาประเทศทั่วโลก เป็นภาพพจน์ของอเมริกาต่อสายตาคนทั้งโลก
20 ตุลาคม 2013
แก้ไขปรับปรุง 20 ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6194 วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2556)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
อิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษแล้ว สมัยของอาห์มาดินาจาดเป็นช่วงที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตร ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่กระทำเช่นเดียวกันนี้ ขึ้นกับเหตุผลเบื้องหลัง บริบทแวดล้อมอื่นๆ
8 ปีของการพัฒนานิวเคลียร์ภายใต้สมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาด เป็นช่วงเวลาที่โครงการนิวเคลียร์มีความก้าวหน้ามาก ก่อทั้งผลดีผลเสียต่ออิหร่านชัดเจน แม้จะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สำเร็จตามเป้า แต่ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้ว

บรรณานุกรม:
1. Hitchcock, Mark. 2006 Iran: The Coming Crisis: Radical Islam, Oil, and the Nuclear Threat. CO: Multnomah Books.
2. Candidates hold debate on foreign and national policyTehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108311-candidates-hold-debate-on-foreign-and-national-policy 7 June 2013.
3. Rohani vows to bring moderation to the country. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country- 28 May 2013.
4. Rohani says fallacy that casting ballots has no effect is ‘word of Satan’. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country- 9 June 2013.
5. “Moderates, reformists join hands to challenge divided conservatives in Iran's poll” Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-06/11/c_132448462.htm 11 June 2013.
6. Foreign minister to lead Iran’s new nuclear negotiating team: report. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/110980-foreign-minister-to-lead-irans-new-nuclear-negotiating-team-report 22 September 2013.
7. Naji, Kasra. 2008. Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
8. Rouhani Voices Iran's Opposition to WMDs. FNA. http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13920701000398 23 September 2013.
9. Khan, Saira. 2010. Iran and Nuclear Weapons: Protracted Conflict and Proliferation. New York: Routledge.
10. Remarks EU HR Ashton following meeting of the E3/EU+3 with Iran, 15/16 October. European Union. http://www.eu-un.europa.eu/articles/en/article_14093_en.htm 16 October 2013.
11. Iran’s nuclear talks called fruitful, substantive, most detailed. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/111554-irans-nuclear-talks-called-fruitful-substantive-most-detailed16 October 2013.
---------------------

ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ผลักดันสัมพันธ์จีน-อาเซียน

ในวาระครบรอบ 10 ปีความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จีน- อาเซียน (China-Asean strategic partnership) นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้บรรยายสรุปความสัมพันธ์สองฝ่ายว่าปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอเซียน และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับสามของจีน สิ้นปี 2012 การค้าระหว่างสองฝ่ายสูงถึงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นห้าเท่าของเมื่อ 10 ปีก่อน ปีที่แล้วประชาชนสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่ถึง 15 ล้านคน คิดเป็น 4 เท่าของ 10 ปีก่อน นักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นอันดับสองของนักท่องเที่ยวอาเซียนทั้งหมด โดยสารด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำกว่าพันเที่ยวต่อสัปดาห์
ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ของจีน:
            ในโอกาสการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีนครั้งที่ 16 ภายใต้การประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปี 2013  นายกฯ หลี่นำเสนอข้อเสนอ 7 ประการหรือ 7 ยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน ดังนี้
            ข้อแรก ยึดมั่นสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จีนพร้อมที่จะปรึกษากับอาเซียนเพื่อลงนามในสนธิสัญญาเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพและความร่วมมือ (treaty on good-neighbourliness, friendship and cooperation) เป็นการเสริมสร้างรากฐานทางการเมืองสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สองฝ่ายผูกพันอย่างเหนียวแน่น
            ข้อสอง เพิ่มการแลกเปลี่ยนและเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยปรับปรุงกลไกประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน-อาเซียน (Asean-China Defence Ministers’ Meeting) ให้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การบังคับใช้กฎหมายร่วม และความมั่นคงนอกรูปแบบ (Non-traditional Security) อื่นๆ
            ข้อสาม ปรับยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area หรือ CAFTA) เพิ่มขยายการค้าการลงทุนเสรีระหว่างกัน กำหนดเป้าหมายปริมาณการค้าระหว่างกัน 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
            ข้อสี่ เร่งสร้างระบบเชื่อมโยงติดต่อ เสนอจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian infrastructure investment bank) เนื่องจากชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
            ข้อห้า ขยายความร่วมมือด้านการเงินและการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มปริมาณและขยายกรอบการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี ขยายโครงการนำร่องกระบวนการชำระเงินและส่งมอบสินค้าจากการซื้อขายข้ามประเทศด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ขยายความร่วมมือความริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation) ใช้สมาคมธนาคารนานาชาติจีน-อาเซียน (China-ASEAN Inter-Bank Association) ให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
            ข้อหก สร้างความร่วมมือทางทะเล กระชับความร่วมมือภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาทางทะเล (marine economy) อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลสำหรับศตวรรษที่ 21ผ่านความร่วมมือด้านการประมง การเชื่อมโยงทางทะเล การปกป้องสิ่งแวดล้อมและการวิจัยทางทะเล การค้นหาและกู้ภัยทางทะเล
            ข้อเจ็ด ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ร่วมกันวางแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างจีน-อาเซียน (China-Asean Cultural Cooperation Action Plan) เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา การแลกเปลี่ยนเยาวชน นักวิเคราะห์และสื่อมวลชน ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การปกป้องสิ่งแวดล้อมและด้านอื่นๆ อันจะเพิ่มกระชับความร่วมมือฉันท์มิตรระหว่างสองฝ่าย

วิเคราะห์องค์รวม:
            ประการแรก ยุทธศาสตร์ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจนำหน้าความสัมพันธ์
            แถลงการณ์ สุนทรพจน์ของฝ่ายจีนเต็มไปด้วยเนื้อหามุ่งหวังการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ใช้แนวทางดังกล่าวเช่นกัน แต่การพัฒนาเศรษฐกิจย่อมเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมิติอื่นๆ ยิ่งผูกพันทางเศรษฐกิจมากเพียงไรย่อมผูกพันกับมิติอื่นๆ มากขึ้นเพียงนั้น
            ในแง่ของจีน เป้าหมายหลักของจีนขณะนี้คือการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักดังกล่าวจำต้องมีบรรยากาศเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาของจีน ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง เช่น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่อาจนำสู่การกีดกันทางการค้าการเมืองระหว่างประเทศ ผลลัพธ์จากการพัฒนาของจีนย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายในประเทศ และต่อการเมืองระหว่างประเทศ
            ประการที่สอง การสัมพันธ์กับอาเซียนมีทั้งส่วนที่ง่ายกับส่วนที่ยาก
            แถลงการณ์ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีนระบุว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องกับข้อเสนอของจีนในการกระชับความสัมพันธ์อาเซียน-จีน แต่ความสัมพันธ์กับอาเซียนมีทั้งส่วนที่ง่ายกับส่วนที่ยาก ส่วนที่ง่ายคือชาติสมาชิกมีความสัมพันธ์กับจีนอยู่แล้ว หลายประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิด ตัวเลขการค้าการลงทุนระหว่างกันชี้ชัดเรื่องดังกล่าว ส่วนที่ยากคือทุกประเทศมีฐานความสัมพันธ์เดิมกับประเทศอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว พิจารณาได้จากตัวเลขการค้าการลงทุนระหว่างกันเช่นเดิม หากมองว่าข้อเสนอของจีนคือสินค้าตัวหนึ่ง สินค้าใหม่ตัวนี้เพิ่งออกวางจำหน่ายในตลาด ในขณะที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว บางรายถึงกับจงรักภักดีต่อสินค้ายี่ห้ออื่น ดังนั้น สินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความเพียรพยายามด้วยปัจจัยเงื่อนไขที่เกื้อหนุน จีนจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเติมไม่มากก็น้อย
            ประการที่สาม ประเด็นความไว้เนื้อเชื่อใจ
            ประเด็นที่อาเซียนกังวลคือบทบาทในอนาคตของจีน นายกฯ หลี่ตอบว่าเป็นธรรมดาที่จะมีข้อกังวลดังกล่าว ประวัติศาสตร์ชี้ว่าชาติมหาอำนาจพยายามแสวงหาความเป็นเจ้า และจีนเป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชีย แต่เหตุการณ์ในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากอดีต ทุกประเทศแสวงหาสันติภาพกับการพัฒนา จีนกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนจากเส้นทางดังกล่าว จีนยึดหลักว่า “จงอย่ากระทำต่อผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่อยากให้ผู้อื่นกระทำต่อตัวเอง” จีนเคยผ่านประสบการณ์ทุกข์ยากจากยุคอาณานิคมและการรุกรานของชาติตะวันตก จีนในยุคปัจจุบันต่อต้านลัทธิเจ้าโลกและการเมืองเชิงอำนาจ จีนไม่มีประเพณีแสวงหาความเป็นเจ้าหรือขยายอาณาจักร ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาจีนปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านด้วยมิตรภาพ ถือว่าสันติภาพมีคุณค่าสูงสุด และแสวงหาความสมานฉันท์ในความหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จีนจะดำเนินตามแบบแผนแสวงหาความเป็นเจ้าหลังจากที่ประเทศเข้มแข็ง
            นายกฯ หลี่กล่าวอีกว่าในฐานะเป็นสมาชิกของครอบครัวใหญ่เอเชีย อนาคตของจีนเชื่อมโยงใกล้ชิดกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จีนต้องการบรรยากาศการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านด้วยสันติและมีเสถียรภาพ ต้องการมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ต่างได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และพร้อมจัดการความแตกต่างและการไม่เห็นตรงกัน
            แถลงการณ์ร่วมจีน-อาเซียนหลังการประชุมระบุว่าอาเซียนตอบสนองข้อเสนอของจีนเรื่องการทำ สนธิสัญญาเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพและความร่วมมือ ด้วยความขอบคุณและขอรับไปพิจารณาเป็นตัวอย่างสะท้อนลักษณะอาเซียนที่มีความหลากหลายภายในตัวเอง สะท้อนการใช้หลักฉันทามติและกลไกถ่วงดุลความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทำนองเดียวกับที่อาเซียนตกลงที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงกับจีน แต่เรื่องจัดประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน-อาเซียนอย่างไม่เป็นทางการตามที่จีนเสนอมานั้น อาเซียนเห็นว่าอาจจัดประชุมในอนาคตเมื่อเหมาะสม
            ประการที่สี่ ดูความสำเร็จที่ระดับทวิภาคี
            ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนตั้งใจสัมพันธ์กับอาเซียนใน 10 ปีข้างหน้าไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ทางการจีนได้นำเสนอผ่านวาระต่างๆ มาแล้ว มีการพูดคุยหารือในระดับทวิภาคีเรื่อยมา บัดนี้เป็นได้รวมเป็นชุดยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่ออาเซียน เป็นนโยบายเพิ่มเติม กรอบนโยบายหลักที่จีนหวังจะผลักดันให้สำเร็จใน 10 ปีข้าง
            ดังนั้นไม่ว่าอาเซียนจะตอบตกลงหรือไม่ ชาติสมาชิกหลายประเทศอยู่ระหว่างการหารือความร่วมมือเหล่านี้อยู่แล้ว ความร่วมมือระดับทวิภาคีหรือระหว่างหลายประเทศอาเซียนกับจีนน่าจะเป็นเป้าหมายที่จีนมุ่งหวังจะประสบผลสำเร็จจริงๆ
            มีเรื่องน่าสนใจว่าในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ผู้นำจีนสองท่านเดินทางเยือนชาติสมาชิกอาเซียนรวมถึง 6 ประเทศ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเยือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคหรือเอเปคเมื่อวันที่ 7-8 ตุลาคม นายกฯ หลี่เข้าประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม แล้วเยือนบรูไน ไทย และเวียดนาม รวมแล้วสองผู้นำจีนเยือนทั้งหมด 5 ประเทศจากอาเซียน 10 ประเทศ (ประเทศที่ไม่ได้เยือนในรอบนี้ คือ ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์) สาระเนื้อหาการเยือนเกี่ยวข้องกับ 7 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว
            ความกังวลที่ว่าในอนาคตชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจีนมากกว่าบางประเทศ อาเซียนจะมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าเดิมจึงมีโอกาสเป็นจริงไม่มากก็ไม่น้อย

            ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์เป็นแนวทางและแผนรูปธรรมที่จีนตั้งใจจะสัมพันธ์กับอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือ 10 ปีที่จีนเรียกว่าเป็น ปีเพชรต่อเนื่องจาก 10 ปีก่อนที่จีนถือว่าเป็นปีทองจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาของการติดตามความสำเร็จของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ดูจากความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะระดับทวิภาคี เช่น การก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน
            ในแง่มุมของอาเซียน เป็นเรื่องที่ต้องย้ำเตือนว่าอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากอาเซียนเข้มแข็งในตัวเอง หากอาเซียนเข้มแข็งวาระอาเซียนย่อมแข็งแกร่ง และสามารถร่วมกำหนดวาระเอเชียตะวันออกร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนร่วมกัน
13 ตุลาคม 2013
(แก้ไข 15 ตุลาคม 2013)
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6187 วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สำนักประชาสัมพันธ์เขต กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2556, http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=38959&filename=index
สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2556, http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=3965:-7-&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)
------------------------
บรรณานุกรม:
1. Li raises seven-pronged proposal on promoting China-ASEAN cooperation. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/10/c_125503874.htm 10 October 2013.
2. Full text: Premier Li Keqiang Gives Joint Written Interview To Media from ASEAN Countries. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/08/c_125496903.htm 8 October 2013.
3. Joint Statement of the 16th ASEAN-China Summit on Commemoration of the 10th Anniversary of the ASEAN-China Strategic Partnership.http://www.asean.org/images/archive/23rdASEANSummit/7.%20joint%20statement%20of%20the%2016th%20asean-china%20summit%20final.pdf accessed 10 October 2013.
4. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 16TH ASEAN-CHINA SUMMIT. 9 October 2013
Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam. http://www.asean.org/images/archive/23rdASEANSummit/chairmans%20statementfor%20the%2016th%20asean-china%20summit%20-%20final%203.pdf 10 October 2013.
5. China hopes for momentous treaty with ASEAN: Li. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/09/c_132783278.htm 9 October 2013.
6. Li plans to seek deeper trust with neighbors. China Daily. http://www.chinadaily.com.cn/china/2013livisiteastasia/2013-10/09/content_17016119.htm 9 October 2013.
-----------------------------

จากโอบามาแคร์สู่การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

อีกครั้งหนึ่งที่กฎหมายระบบประกันสุขภาพของประธานาธิบดีบารัก โอบามาที่มีชื่อเต็มๆ ว่า Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) บางคนเรียกว่า Affordable Care Act (ACA) หรือที่นิยมเรียกติดปากว่าโอบามาแคร์ (Obamacare) กลายเป็นประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง
            หากพิจารณาประเด็นต่อสู้จะเห็นว่าก็ยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ประเด็นถกเถียงพื้นฐานคือ เป็นหน้าที่ของสังคมหรือไม่ที่จะต้องปกป้องผู้มีรายได้น้อยจนถึงขั้นส่งผลเสียต่อประเทศ รัฐบาลกำลังริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ หลายคนไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว นายจอห์น โบเนอร์ (John Boehner) วุฒิสมาชิกและโฆษกพรรครีพับลิกันกล่าวว่าพรรคกำลังทำหน้าที่เพื่อดำรงไว้ซึ่ง “ความยุติธรรมแก่ชาวอเมริกันทุกคน”
            ถ้าจะพูดถึงข้อดี พระราชบัญญัติดังกล่าวช่วยให้คนยากจนอีกหลายหมื่นหลายแสนคนสามารถซื้อกรรมธรรม์ประกันสุขภาพในราคาถูกกว่าเดิม ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อกรรมธรรม์ประกันสุขภาพใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาสุขภาพมากกว่าเดิมโดยที่รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุนบางส่วน ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าการผ่านงบประมาณระบบประกันสุขภาพนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าชีวิต “แต่ละปีชาวอเมริกันนับหลายหมื่นคนต้องจบชีวิตเพราะเขาไม่สามารถชำระค่าประกันสุขภาพ”
            ปัญหาติดอยู่ที่โครงการดังกล่าวกับโครงการสวัสดิการอื่นๆ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระมากขึ้นทุกขณะในยามที่รัฐบาลขาดดุลเรื่อยมา และกำลังเผชิญแรงกดดันว่าหนี้สาธารณะกำลังจะเลยเพดานตามที่กฎหมายกำหนดคือ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว
            ณ วันนี้จึงมีปัญหาสองเรื่องใหญ่คือโอบามาแคร์กับเพดานหนี้สาธารณะ แต่เรื่องโอบามาแคร์ลดตัวกลายเป็นประเด็นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเด็นหนี้สาธารณะ และจะต้องมีข้อสรุปภายวันที่ 17 ตุลาคมเนื่องจากถึงวันครบกำหนดชำระหนี้ หากร่างงบประมาณยังไม่ผ่าน จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐขาดการชำระหนี้
ปัญหาหนี้สาธารณะที่ซ้ำซาก:
            เป็นเวลานานแล้วชาวอเมริกันคุ้นเคยกับปัญหาการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง การต่อสู้เรื่องอัตราภาษี ควรลดหรือควรเพิ่ม ควรขึ้นภาษีคนรวยหรือคนจน ต้องแก้ปัญหาขาดดุลหรือจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล และถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่าควรบริหารประเทศอย่างไร บ่อยครั้งที่รัฐบาลใหม่เริ่มต้นด้วยการพูดว่าจะลดการขาดดุลแต่สุดท้ายคือหนี้สินสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก
            เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 รัฐบาลอเมริกันเกือบต้องขาดชำระหนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เนื่องจากพรรครีพับลิกันตั้งเงื่อนไขว่าทุกดอลลาร์ที่ปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะจะต้องปรับลดงบประมาณในจำนวนที่เท่ากัน เหตุการณ์ครั้งนั้นลงเอยด้วยสองพรรคบรรลุข้อตกลงก่อนถึงกำหนดชำระหนี้เพียงสองวัน โดยที่รัฐบาลกำหนดแผนปรับลดรายจ่ายจำนวน 9 แสนล้านดอลลาร์ ($900 billion) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อวางแผนปรับลดการขาดดุลอีก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีดังกล่าวด้วย แต่ไม่กี่เดือนต่อมาคณะกรรมาธิการสลายตัวไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ
            ทุกรัฐบาลทุกพรรคการเมืองพูดถึงการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ผลลัพธ์เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย หนี้สิ้นมีแต่จะพอกพูน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไม่ขึ้นเพดาน:
            กระทรวงการคลังสหรัฐนำเสนอรายงานฉบับหนึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคม ชี้ว่าประเทศไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่หากเกิดขึ้นจะส่งผลเสียหายใหญ่หลวง ค่าเงินจะลดลง อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบทั่วโลกเป็นลูกโซ่ และอาจเกิดวิกฤตการเงิน เศรษฐกิจถดถอยเหมือนเช่นปี 2008 หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น
            รายงานยังบรรยายสถานการณ์ย้อนหลังในปี 2011 เพื่อเตือนความจำว่าในช่วงนั้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกับภาคธุรกิจลดต่ำลงมาก (ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงร้อยละ 22 ภาคธุรกิจลดลงร้อยละ 3) ตลาดเงินอยู่ในภาวะตึงเครียด การจ้างงานลดลง รัฐบาลถูกปรับลดเครดิต หุ้นตกและมีความผันผวนอย่างรุนแรง เป็นเช่นนี้นานหลายเดือน
            ผลกระทบต่อตลาดเงินส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ หลายครอบครัวกับธุรกิจหลายแห่งจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินที่มาจากการกู้ยืม ดังนั้น ราคาหุ้นที่ลดต่ำลงกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะกดดันให้ครอบครัวกับธุรกิจลดการใช้จ่าย เหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ส่งผลกระทบเป็นเวลาหลายเดือน การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมีความสำคัญเพราะคิดเป็นร้อยละ 70 ของจีดีพี
            การปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนบางหน่วยงานที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้กระทบต่อเศรษฐกิจเช่นกัน มีผู้ประเมินว่าหากหน่วยงานรัฐที่ปิดบางส่วนนั้นปิดนานถึง 1 สัปดาห์จะทำให้จีดีพีลดลงร้อยละ 0.25 ถ้านานกว่าจะอาจส่งผลถึงขั้นทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
            สถานการณ์จึงอยู่ในภาวะล่อแหลมและอาจเกิดผลกระทบรุนแรงเพราะมีสองเรื่องรวมกันคือการปิดหน่วยงานภาครัฐกับการผิดนัดชำระหนี้
            รวมความแล้วกระทรวงการคลังพยายามชี้ว่าไม่อาจปล่อยให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้โดยเด็ดขาด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำต้องขึ้นเพดานหนี้สาธารณะ และรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะต้องตกลงเรื่องโอบามาแคร์ให้ได้ด้วยเพราะสองเรื่องถูกฝ่ายการเมืองจับผูกโยงเข้าด้วยกัน

สองพรรคต่างกันเพียงในรายละเอียด:
            จุดยืนล่าสุดของพรรครีพับลิกันคือเสนอให้ปรับเพดานหนี้สาธารณะบนเงื่อนไขว่าต้องปรับแก้โอบามาแคร์ ซึ่งอาจจะเป็นการเลื่อนโครงการดังกล่าวออกไปหรือลดขนาดลง (ขึ้นกับการเจรจา) เนื่องจากเห็นว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น นายมิช แมคคอนแนลวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันกล่าวว่าประธานาธิบดีโอบามาจะต้อง “เอาจริงเอาจังกับการใช้จ่ายและเป็นเวลาที่ดีที่จะแก้เพดานหนี้” ส่วนนายจอห์น โบเนอร์กล่าวว่า “คนอเมริกันไม่สนับสนุนเพิ่มเพดานหนี้หากรัฐบาลไม่ลดการใช้จ่ายด้วย”
            ท่าทีของพรรครีพับลิกันกำลังชี้ว่ารัฐบาลโอบามาคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการก่อหนี้สาธารณะ ในขณะที่ตนเป็นผู้พยายามแก้ไขปัญหา
            ทางด้านประธานาธิบดีโอบามาเห็นด้วยกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเช่นกัน แต่บนเงื่อนไขที่แตกต่างกันคือต้องปรับขึ้นเพดานหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข ถ้าต้องลดการขาดดุลด้วยการปรับลดงบประมาณ จะต้องขึ้นภาษีควบคู่ไปด้วยซึ่งหมายถึงเน้นการขึ้นภาษีคนรวยที่พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย
            หากมองเรื่องนี้ในแง่การต่อสู้ทางการเมือง นี่คือหนึ่งในสนามต่อสู้ที่สำคัญ สองพรรคต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นตัวก่อหนี้สาธารณะ ขัดขวางการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาจึงไม่มีฝ่ายใดยอมรับและพยายามโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ทั้งสองพรรคเห็นด้วยกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นอีก

รัฐบาลยังรับมือและแก้ไขได้ ขึ้นกับความกล้าหาญของฝ่ายการเมือง:
            นายจอห์นสัน (Johnson) กับควาก (Kwak) ย้ำเตือนหลักการพื้นฐานที่สำคัญว่า “เราต้องจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะต้องจ่ายเดี๋ยวนี้หรือในอนาคต” รัฐบาลใดก็ตามที่ขาดความรับผิดชอบด้านการคลังจะพบปัญหาใหญ่เมื่อเกิดภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตามในระยะนี้พันธบัตรอเมริกายังแข็งแกร่งมาก อัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลไม่มีปัญหาการขายพันธบัตร (กู้ยืม) แต่อย่างไร ดังนั้นการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะน่าจะเป็นปัญหาน้อยกว่าการผิดนัดชำระหนี้ และเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว เหมือนกับเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐที่ได้เตรียมการล่วงหน้ามาก่อน
            เพียงแต่ต้องพึงระลึกเสมอว่าหนี้สาธารณะขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไปเรื่อยๆ ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดลง สามารถรองรับภาระงบประมาณเพื่อใช้จ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงข้ามหากเศรษฐกิจอ่อนแอ ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น รัฐบาลขาดดุลมากขึ้น ภาระการคลังเพิ่มขึ้น ดัชนีตลาดเงินตลาดทุนทรุดตัว ประชาชนลดการบริโภค ธุรกิจชะลอการลงทุน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจอ่อนแอลงไปอีก
            สถานการณ์จึงเปรียบเสมือนเดิมพันที่รัฐต้องชนะอย่างเดียวคือเศรษฐกิจจะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ
            อันที่จริงนักวิชาการบางคนเชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณ สามารถปฏิรูประบบภาษีและระบบการใช้จ่ายเพื่อลดช่องว่างงบประมาณ ทั้งนี้ขึ้นกับความกล้าหาญของฝ่ายการเมือง ประเด็นคือการขึ้นภาษีทำให้เสียคะแนนเสียง พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีคนรวย ส่วนพรรคเดโมแครตไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีคนจนกับชนชั้นกลาง ทำนองเดียวกับการปรับลดอัตรากำลัง ลดการจ้างพนักงาน ลดสวัสดิการข้าราชการ เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงทางการเมือง จึงยังไม่มีพรรคใดที่อยากลงมือแก้ปัญหาจริงๆ ได้แต่แก้ไขตามสถานการณ์ แก้ไขบางส่วน

            ข้อดีอย่างหนึ่งคือความขัดแย้งการโต้เถียงที่ยืดเยื้อทำให้ประชาชนได้รับรู้ปัญหา เนื่องจากสังคมอเมริกันที่มีเสรีภาพทางสื่อค่อนข้างมาก ในแง่จิตวิทยาทำให้ประชาชนยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ส่วนรัฐบาลได้ตรวจสอบกระแสความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง รู้ว่าควรดำเนินการอย่างไรจึงเกิดผลดีที่สุด เพราะเรื่องราวทั้งหมดจะโทษฝ่ายการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ได้ ประชาชนมีส่วนอย่างมากเช่นกัน ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐลดการขาดดุลด้วยการลดการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ไม่ต้องการให้ลดโครงการสวัสดิการซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเอง
            ที่สุดของเรื่องนี้น่าจะลงเอยด้วยการประนีประนอมสองฝ่าย ปรับลดขนาดโอบามาแคร์ลงบางส่วน ลดการใช้งบประมาณลงบ้างเพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ โอบามาแคร์เริ่มต้นดำเนินการ สองพรรคตัดสินใจเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะอีกเล็กน้อย และพยายามแสดงให้เห็นว่าต่างได้ทำหน้าที่ของตนสุดความสามารถแล้ว
ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6180 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1758)
----------------
บรรณานุกรม:
1. Gawande, Atul. State of Health. The New Yorker. 7 October 2013.
2. US shutdown: White House talks fail to end deadlock. BBC. http://www.bbc.co.uk/news/world-us-canada-24378831 3 October 2013.
3. Obama to Republicans: Reopen the government. USA Today. http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/10/01/obama-statement-health-care-government-shutdown/2900767/ 1 October 2013.
4. U.S. Department of The Treasury. Potential Macroeconomic Impact of Debt Ceiling Brinkmanship. http://www.scribd.com/doc/173042648/Potential-Macroeconomic-Impact-of-Debt-Ceiling-Brinkmanship accessed 3 October 2013.
5. Obama digs heels in, refuses to negotiate debt ceiling. Reuters. http://news.yahoo.com/obama-says-refusal-lift-debt-ceiling-hurt-economy-170716116--business.html 15 January 2013.
6. Johnson, Simon and Kwak, James. 2012. White House Burning: The Founding Fathers, Our National Debt, and Why It Matters to You. New York: Pantheon Books.
7. Conti-Brown, Peter and Skeel, David. (Editors). 2012.  When States Go Broke: The Origins, Context, and Solutions for the American States in Fiscal Crisis. USA: Cambridge University Press.
8. Jones, Handel. 2010. CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World . USA: McGraw-Hill.
-------------------