วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เรื่องที่โอบามาพูดและไม่ได้พูด (ตอนที่ 3)

12 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6550 วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2005088)

            รัฐบาลโอบามาให้ได้แต่ความมั่นใจเป็นระยะๆ ว่ายังไม่พบเบาะแสผู้ก่อการร้าย IS กำลังเตรียมก่อเหตุร้ายในสหรัฐ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวย้ำอีกครั้งว่ายังไม่พบเบาะแสดังกล่าว แต่การให้ข่าวเป็นครั้งเป็นคราวเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้สหรัฐปลอดภัยขึ้น อีกทั้งรัฐบาลโอบามาไม่ได้สัญญาว่าอเมริกาจะปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ยืนยันว่า “จะไม่ยอมให้สหรัฐถูกลากเข้าไปในการสู้รบในอิรักอีกครั้ง” เพราะหากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน จุดยืนต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุผลที่สำคัญกว่า
            บทความตอนที่ 3 นี้จะชี้ประเด็นความแยบยลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามา ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

นโยบายต่อซีเรียที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม :
            เมื่อการลุกฮือของประชาชนในซีเรียกลายเป็นความรุนแรง ประธานาธิบดีโอบามาประกาศจุดยืนต้องการให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ ให้ซีเรียปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ในช่วงแรกนั้นรัฐบาลโอบามาสนับสนุนฝ่ายต่อต้านโดยร่วมมือกับมิตรประเทศโดดเดี่ยวและกดดันรัฐบาลซีเรียผ่านทางการทูต การคว่ำบาตร
            หลังผ่านไปหลายเดือนจนกลายเป็นปี นอกจากฝ่ายต่อต้านไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลแล้ว กองทัพอัสซาดกลับเป็นฝ่ายได้ชัยในหลายพื้นที่ เสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากฝ่ายต่อต้านแรงขึ้นทุกที เรื่องแรกที่ร้องขอคือต้องการอาวุธที่มีประสิทธิภาพ แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วย เกรงว่าอาวุธดังกล่าวจะตกอยู่ในมือของพวกสุดโต่ง รวมทั้งพวกกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ผลคือรัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์สนับสนุนเพียงอาวุธเบาแก่ฝ่ายต่อต้าน

            แต่เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาสหรัฐลงมติสนับสนุนท่วมท้นในญัตติให้อาวุธและฝึกกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า สหรัฐ “เป็นประเทศที่เข้มแข็งที่สุดเมื่อประธานาธิบดีกับวุฒิสภาทำงานร่วมกัน”
            นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่จะให้การสนับสนุนอาวุธเพิ่มเติม เช่น รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ซึ่งน่าจะหมายถึงให้อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

            อันจริงแล้ว ความกังวลเรื่องอาวุธประสิทธิภาพสูงจะตกอยู่ในมือของพวกสุดโต่งนั้นถูกต้อง แม้บางคนอาจอ้างว่าให้อาวุธเฉพาะบางกลุ่ม แต่ความจริงแล้วกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับกลุ่มหรือระดับปัจเจกบุคคลมีการเคลื่อนย้ายเข้าและออกจากกลุ่มเดิมไปสู่กลุ่มใหม่ๆ อยู่เสมอ และ IS คือกลุ่มที่มีแรงดึงดูดมากที่สุดในขณะนี้
            แต่มาบัดนี้ รัฐบาลโอบามา “เลือกที่จะมองข้าม” ประเด็นดังกล่าว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาวุธประสิทธิภาพสูง MADE IN USA ส่วนหนึ่งจะตกอยู่ในมือของพวก IS หรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายอื่นๆ และหันมาใช้กับคนอเมริกัน ชาวยุโรป และที่อื่นๆ ทั่วโลก

            ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่ากลุ่มที่เชื่อฟังสหรัฐในวันนี้อาจแปรพักตร์ไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามชาติตะวันตกในอนาคต ดังเช่นกรณีรัฐบาลสหรัฐส่งอาวุธทันสมัยให้แก่พวกมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถานเพื่อต่อต้านการรุกรานจากโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เมื่อเวลาผ่านไปทหารอเมริกันต้องสู้กับพวกตาลีบัน พวกอัลกออิดะห์ และอีกหลากหลายกลุ่มที่ครั้งหนึ่งก็คือพวกมูจาฮีดีนเหล่านั้น

            เขตห้ามบิน การใช้กำลังทางอากาศ
            เรื่องหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ คือ โดยพื้นฐานแล้วฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่เป็นชาวซีเรียแท้ๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน มีเพียงอาวุธปืนสั้นปืนยาว กลุ่มที่เรียกว่า “ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล” เป็นการรวมตัวของกลุ่มย่อยหลายสิบกลุ่มอย่างหลวมๆ จึงไม่ใช่กองกำลังที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับกองทัพรัฐบาลอัสซาด ฝ่ายต่อต้านต้องร้องขอความช่วยเหลือจากต่างชาติมาโดยตลอด นอกจากเรื่องอาวุธแล้วอีกเรื่องที่ต้องการคือ การปกป้องหรือได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศ อาจเรียกรวมๆ ว่าการจัดตั้งเขตห้ามบิน (No-fly zone) เหนือน่านฟ้าซีเรีย

            แนวคิดเรื่องเขตห้ามบิน มี 2 แบบ ชนิดแรกคือ อาศัยเขตห้ามบินเพื่อสร้างเขตปลอดภัย แนวคิดนี้เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลอัสซาดจำต้องตั้งรัฐบาลชั่วคราวในดินแดนซีเรีย และเป็นเขตพื้นที่ให้ผู้อพยพนับล้านคนได้ย้ายเข้ามา ในรูปแบบนี้เขตห้ามบินจึงมีค่าเป็นเขตปลดปล่อย (liberated zones) เขตห้ามบินแบบนี้จะเหมือนเขตห้ามบินสมัยที่ทำกับอิรัก สหรัฐเป็นแกนนำจัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนเหนือกับตอนใต้อิรัก เป็นผลให้ชาวเคิร์ดกับชาวชีอะห์ได้รับการปกป้องจากการโจมตีของซัดดัม ฮุสเซน
            อีกแนวคิดหนึ่งคือ เขตห้ามบินตามแบบที่นาโตทำกับลิเบีย ซึ่งหมายถึงไม่เพียงห้ามกองทัพรัฐบาลใช้กำลังทางอากาศเท่านั้น แต่หมายถึงให้นาโตใช้กำลังทางอากาศโจมตีกองทัพรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลลิเบียถูกโค่นล้ม ในรูปแบบที่ 2 นี้ เขตห้ามบินจึงเป็นการโจมตีทางอากาศต่อกองทัพรัฐบาล

            ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาแสดงท่าทีลังเลใจต่อการสร้างเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าซีเรีย พลเอกมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมเคยพูดว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งเขตห้ามบินและใช้กำลังทางอากาศจัดการทหารซีเรีย ให้เหตุผลว่าสหรัฐอาจช่วยโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย “แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทางเชื้อชาติ ศาสนา ความขัดแย้งระหว่างเผ่าที่อยู่เบื้องหลังเป็นเชื้อไฟความขัดแย้งในขณะนี้” และยังชี้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย แต่เป็นความขัดแย้งของหลายฝ่าย

            ย้อนอดีตเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโอบามาเกือบตัดสินใจโจมตีทางอากาศต่อกองทัพรัฐบาลอัสซาดเพื่อปกป้องสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน หลังเกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ชานกรุงดามัสกัส ส่งผลให้ประชาชนหลายร้อยหรือกว่าพันคนเสียชีวิต รัฐบาลโอบามาอ้างว่ามีหลักฐานชี้ว่าฝ่ายรัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ลงมือ ประกาศว่าต้องการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย
            แต่ที่สุดแล้วประธานาธิบดีโอบามาไม่ยอมตัดสินใจโจมตีซีเรียด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบชัดเจน โยนเรื่องการโจมตีให้รัฐสภาตัดสินใจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกและไม่จำเป็น เพราะในกรณีดังกล่าว ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มสามารถสั่งใช้กำลังได้ด้วยตนเอง แต่หากพิจารณาจากความเห็นของคนอเมริกัน ผลสำรวจของ Washington Post-ABC News ที่นำเสนอเมื่อวัน 9 กันยายน (2013) ชี้ว่าชาวอเมริกันร้อยละ 64 ต่อต้านการโจมตีซีเรีย ผู้ที่เห็นด้วยมีเพียงร้อยละ 30 ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ CNN/ORC ที่นำเสนอวันเดียวกัน พบว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 ไม่สนับสนุนที่รัฐสภาจะอนุมัติโจมตีซีเรีย

            จากท่าทีลังเลใจของรัฐบาลโอบามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้อาวุธ การโจมตีทางอากาศ และการจัดตั้งเขตห้ามบิน ทำให้รัฐบาลชาติอาหรับหลายประเทศไม่พอใจอย่างยิ่ง รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต ตุรกี ปาเลสไตน์ และองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ของโลกอาหรับอย่างคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ต่างส่งเสียงในทิศทางเดียวกัน ถึงขั้นระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุฯ ที่มีอย่างยาวนานหลายสิบปีกำลังถูกทดสอบจากความเห็นต่างต่อเรื่องอิหร่านกับซีเรีย
            เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าสหรัฐมีผลประโยชน์มากมายในตะวันออกกกลาง จึงน่าจะวิเคราะห์ว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับอาศัยความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางทหาร เป็นเครื่องมือ “กดดัน” รัฐบาลโอบามา ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสหรัฐไม่อาจทิ้ง “ผลประโยชน์ของตนในตะวันออกกลาง” จึงอาศัย “ผลประโยชน์ที่สหรัฐจะได้จากตะวันออกกลาง” นี้เป็น “เครื่องมือเชิงรุก” กดดันรัฐบาลโอบามา

            ณ วันนี้ นโยบายที่ครั้งหนึ่งเคยลังเลใจได้ปรับเปลี่ยนจากเดิม รัฐบาลโอบามาประกาศจะส่งและฝึกการใช้อาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน กองทัพสหรัฐเป็นหัวหอกใช้กำลังทางอากาศโจมตี IS และอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าซีเรีย
          น่าแปลกใจที่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของชาติอาหรับ แตกต่างอยู่ตรงคำประกาศที่ว่าเป็นการโจมตี IS ไม่ใช่โจมตีกองทัพอัสซาด แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่ายุทธการโจมตีทางอากาศในขณะนี้ ไม่เพียงบั่นทอน IS เท่านั้น แต่ยังมีผลปกป้องฝ่ายต่อต้านไปในตัว
            ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS จึงแฝงด้วยนโยบายใหม่ต่อซีเรีย ซึ่งน่าจะสร้างความพอใจแก่ชาติอาหรับไม่น้อย

            ถ้ามองในมุมกลยุทธ์ดำเนินนโยบายสาธารณะ นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะรัฐบาลโอบามาอาศัยการต่อต้านการก่อการร้าย ภาพข่าวชาวอเมริกันสองสามคนที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม แนบนโยบายซีเรียที่ชาวอเมริกันเคยต่อต้าน เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของแผนต่อต้าน IS สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายนโยบายเหล่านี้อย่างง่ายดาย เป็นภาพที่ตรงข้ามกับก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
            ถ้ามองในภาพกว้าง รัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศสต่างอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับรัฐบาลสหรัฐ มีข้อสังเกตว่ารัฐบาลของนายกฯ เดวิด คาเมรอนกับรัฐบาลของประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ คือชาติสมาชิกอียู 2 ประเทศที่กระตือรือร้นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หากจะมีติดขัดอยู่บ้างก็เนื่องด้วยแรงต้านจากพลเมืองของพวกเขาเอง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การหาข้อสรุปบางประเด็นจากสถานการณ์ของอิรักกับซีเรียในขณะนี้อาจยังเร็วเกินไป เพราะสถานการณ์บางอย่างยังไม่ชัดเจน อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจแปรผันกลายเป็นอย่างอื่น เรื่องที่แน่นอนคือ สหรัฐกับพันธมิตรซึ่งรวมถึงชาติอาหรับหลายประเทศได้ควบคุมน่านฟ้าของอิรักกับซีเรียแล้ว และน่าเชื่อว่า IS จะยังคงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกนาน คำว่า “รัฐอิสลาม” จึงจะปรากฏในข่าวต่อไปอีก
            ประเด็นที่ควรติดตามคือ การใช้กำลังทางอากาศส่งผลดีต่อฝ่ายใด ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ จะมีผลโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วดินแดนที่ IS ยึดครองในปัจจุบันจะตกอยู่ในมือของใคร จะได้ผู้ปกครองที่มุ่งทำประโยชน์แก่ชีอะห์หรือซุนนี หรือระบอบการปกครองใด
            ยุทธศาสตร์หรือนโยบายต่อต้าน IS ที่ประกาศนั้น จึงยังมีปริศนาที่รอคำตอบ อีกทั้งแผนอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่รอการเปิดเผย ที่แน่นอนคือภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS
------------------------

บทควาที่เกี่ยวข้อง 
มีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อการร้ายที่อาจก่อเหตุในอนาคตจะเป็นพลเมืองอเมริกัน และชาวอเมริกันต้องอยู่กับภัยคุกคามนี้อีกนาน เป็นกระแสภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายรอบที่ 2 หลังจากเหตุ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน หากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อถึงคราวนั้นสังคมอเมริกาคงต้องตัดสินใจอีกครั้ง และต้องคอยดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นผู้เป็นประธานาธิบดีจะตื่นตระหนกตกใจรีบเร่งส่งกองทัพเข้าสู่ตะวันออกกลางหรือไม่

ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

รัฐบาลซาอุฯ กำลังจัดระเบียบตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ หวังเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียกับอิหร่าน แต่จุดยืนดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลโอบามากับชาติตะวันตกหลายประเทศ ความพยายามของซาอุฯ ก่อให้เกิดคำถามว่ากำลังโดดเดี่ยวตนเองหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับอิสราเอลในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง

รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก

บรรณานุกรม ตอนที่ 3:
1. Arab League, OIC, Turkey, UAE join anti-UN chorus. (2013, October 21). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/468329
2. Carlisle, Rodney P. (2010). Afghanistan War. NY: Chelsea House Publications.
3. CNN poll: Public against Syria strike resolution. (2013, September 9). CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
4. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
5. France fears Islamist rise in Syria unless opposition helped. (2013, January 28). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2013/01/28/us-syria-crisis-talks-idUSBRE90R0D720130128
6. Libya 2.0: US Forms De Facto No-Fly Zone Over Syria. (2014, September 30). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930708001565
7. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
8. Opposition to Syria airstrikes rises as Republicans shift sharply against action. (2013, September 9). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/blogs/the-fix/wp/2013/09/09/opposition-to-syria-airstrikes-rises-as-republicans-shift-sharply-against-action/
9. Prince Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz. (2013, December 17). Saudi Arabia Will Go It Alone. The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/12/18/opinion/saudi-arabia-will-go-it-alone.html?_r=0
10. Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. (2014, October 3). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
11. Statement by the President. (2014, August 7). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/07/statement-president
12. U.S. against military intervention as Syria rebels noncommittal on U.S. interests: Dempsey. (2013, August 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-08/22/c_132651868.htm
13. U.S Policy on Syria. (2011, November 9). U.S. Department of State. Retrieved from http://www.state.gov/p/nea/rls/rm/176948.htm
14. WEEKLY ADDRESS: We Will Degrade and Destroy ISIL. (2014, September 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/13/weekly-address-we-will-degrade-and-destroy-isil
15. Weisman, Janathan., & Peters, Jaremy W. (2014, September 18). Senate Approves Training And Arming Syrian Rebels. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/09/19/world/middleeast/senate-approves-isis-bill-avoiding-bigger-war-debate.html?_r=0
---------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...