CIA ให้โลกซื้อระบบเข้ารหัสเพื่อขโมยความลับ

มีข้อมูลว่า CIA กับหน่วยงานข่าวกรองเยอรมันให้คนทั้งโลกซื้อระบบเข้ารหัสข้อมูล เพื่อจารกรรมข้อมูลจากผู้ซื้อเหล่านั้น ผู้ต้องการปกปิดความลับจ่ายเงินแก่บริษัทที่หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐตั้งขึ้นมา
            แต่ไหนแต่ไรหน่วยข่าวกรองทุกชาติพยายามเข้าถึงความลับของอีกฝ่ายด้วยหลากหลายวิธี เช่น ดักฟัง ส่งคนแทรกซึมเข้าองค์กร ซื้อตัวเพื่อให้ได้ข้อมูล รัฐบาลสหรัฐกับเยอรมนีใช้อีกวิธีคือร่วมมือกับบริษัทขายระบบป้องกันความลับทางอิเล็กทรอนิกส์  ระบบเข้ารหัสข้อมูล (encryption)
            บริษัทดังกล่าวคือ Crypto AG ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เชี่ยวชาญการเก็บข้อมูลลับ CIA กับหน่วยข่าวกรองเยอรมัน (BND) เข้าไปร่วมมือกับบริษัทอย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 1970 ในเวลาต่อมารัฐบาลสหรัฐเป็นเจ้าของเพิ่งเลิกเมื่อปี 2018 (เดิมเยอรมนีเป็นเจ้าของร่วมด้วยแต่ถอนตัวก่อน)
            ตั้งแต่แรกสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (National Security Agency: NSA) ช่วยออกแบบอุปกรณ์เข้ารหัสเพื่อส่งขายทั่วโลก โดยที่ฝ่ายสหรัฐสามารถแอบเข้าไปถอดรหัส อะไรที่พยายามปกปิดเป็นความลับรัฐบาลสหรัฐกับเยอรมนีรู้หมด
            ด้วยความสามารถทางการตลาดทำให้ Crypto AG มีชื่อเสียงทั่วโลก ขายอุปกรณ์เข้ารหัสแก่ 120 ประเทศ ทั้งแก่หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชนใหญ่น้อย แม้กระทั่งสำนักวาติกันก็ใช้ระบบของบริษัทนี้
            มีข้อมูลว่าในทศวรรษ 1980 ระบบดังกล่าวเข้าถึงความลับร้อยละ 40 ของนานาชาติ ยกเว้นบางประเทศอย่างโซเวียตรัสเซีย จีน ที่ไม่ใช้เครื่องมือของบริษัทแบบนี้ (รัสเซียกับจีนไม่เชื่อใจแต่แรก)
            นอกจากนี้บริษัท Crypto AG ยังได้กำไรจากการขายอุปกรณ์ ให้บริการปกปิดความลับอันแพงลิบแก่ทั่วโลก มีข้อมูลว่า CIA ใช้กำไรที่ได้ไปซื้อกิจการบริษัทคู่แข่งเพื่อให้เกิดภาวะกึ่งผูกขาด พูดอีกอย่างคือได้ทั้งความลับกับเงิน หรือต่างชาติจ่ายเงินเพื่อให้รัฐบาลสหรัฐได้ความลับ
            ขณะนี้รัฐบาลสวิสกำลังสอบสวนและร้อนตัวเพราะตนเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นกลาง สถานะทางการเมืองกับบรรยากาศธุรกิจของสวิสมาจากความเป็นกลาง แต่ตอนนี้ชื่อเสียงเริ่มมัวหมอง เกิดคำถามว่ามีลับลมคมในระหว่างรัฐบาลสวิสกับ CIA หรือไม่ มีเรื่องอื่นๆ ที่โลกยังไม่รู้หรือไม่
            เรื่องเริ่มแดงเมื่อหลายประเทศตั้งข้อสังเกตว่าทำไมข้อมูลลับของตนจึงเข้าหูสหรัฐ และสงสัยว่าน่าจะมาจากเครื่องเข้ารหัสนั่นเอง บางประเทศมีหลักฐานความผิดปกติของเครื่อง พนักงานตัวแทนที่มาขายเครื่อง อันที่จริงเรื่องราวของบริษัท Crypto AG เป็นข่าวมาแล้วหลายปี สื่อหลายสำนักเคยเอ่ยเรื่องนี้หลายครั้งแต่ไร้ข้อสรุป ปฏิบัติการขายเครื่องเก็บความลับเพื่อให้ได้ความลับจึงดำเนินเรื่อยมา 
            ด้าน CIA แถลงว่าเรื่องราวที่พูดกันเป็นเท็จทั้งสิ้น มีข้อกล่าวหาแบบนี้อยู่เสมอ
            รัฐบาลจีนใช้โอกาสนี้โจมตีรัฐบาลสหรัฐว่าชอบกล่าวหาประเทศอื่นลักลอบขโมยข้อมูล ทั้งๆ ที่สหรัฐนั่นแหละตัวดี จารกรรมข้อมูลลับทั่วโลกแต่ยังปฏิเสธหน้าตาเฉย
            ในที่สุดปี 2018 ได้เปลี่ยนมือผู้เป็นเจ้าของสู่นักลงทุน ด้วยชื่อใหม่ว่า Crypto International กับ CyOne Security AG พร้อมกับประกาศว่าบริษัทเป็นของเอกชนโดยแท้ ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐกับเยอรมนี
สำหรับรัฐบาลสหรัฐการขโมยความลับเป็นเรื่องดี :
การข่าวกรองมีในทุกประเทศ รัฐบาลสหรัฐพูดว่าช่วยให้โลกปลอดภัยขึ้น เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงความลับของผู้ก่อการร้าย ประเทศที่เป็นปรปักษ์ เพื่อลดเหตุร้าย ลดโอกาสเกิดสงครามใหญ่
            ยกตัวอย่าง ในสมัยรัฐบาลจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ใช้ระบบดังกล่าวเพื่อล้วงความลับของคู่เจรจาอียิปต์กับอิสราเอลขณะมาประชุมสุดยอดที่สหรัฐเมื่อปี 1978 ทำให้ฝ่ายสหรัฐล่วงรู้ความคิดเห็นของอียิปต์ทั้งหมด
รัฐบาลสหรัฐล่วงรู้ความลับความเป็นไปในเหตุปฏิวัติอิหร่านปี 1979 การจับตัวประกันในสถานทูตสหรัฐประจำกรุงเตหะราน ช่วยให้สหราชอาณาจักรเอาชนะอาร์เจนตินาในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (Falklands War) เมื่อต้นทศวรรษ 1980 รู้ว่าใครเป็นตัวการกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวลิเบียที่วางระเบิดดิสโก้เทคในกรุงเบอร์ลินเมื่อปี 1986
เหตุเพราะรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ใช้ระบบของ Crypto AG นั่นเอง
            ดังนั้น ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร รัฐบาลสหรัฐเห็นว่าต้องทำต่อไป และอีกหลายประเทศทั่วโลกคิดเช่นนี้เหมือนกัน
            ปี 2013 นายปีเตอร์ คิง (Peter King) สมาชิกรัฐสภาพรรครีพับลิกัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและการข่าวกล่าวว่า “ความจริงคือ NSA ได้ช่วยชีวิตหลายพันคนแล้ว ไม่เพียงที่สหรัฐแต่รวมถึงฝรั่งเศสกับเยอรมนีและทั่วทั้งยุโรป ... อันที่จริงฝรั่งเศสทำการจารกรรมทั้งรัฐบาลและอุตสาหกรรมของสหรัฐ”
            เป็นความจริงที่ว่าประเทศต่างๆ พยายามล้วงความลับของอีกฝ่าย
ปี 2013 มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ รัฐบาลเยอรมันชี้ว่าสหรัฐดักฟังโทรศัพท์มือถือของนางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel)
ประเด็นสำคัญคือเรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่ 2 ประเทศร่วมมือด้านข่าวกรอง แต่รัฐบาลสหรัฐไม่วายดักฟังโทรศัพท์มือถือนายกฯ แมร์เคิลด้วย นี่คือพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐ
            นายกฯ แมร์เคิล กล่าวว่า “เรายังเป็นพันธมิตร... แต่การเป็นพันธมิตรจะต้องตั้งบนความไว้ใจต่อกัน”
รัฐบาลโอบามา (ในขณะนั้น) ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลอีก แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะไม่จารกรรม พูดอีกอย่างคือการไม่จารกรรมข้อมูลผ่านตัวนายกฯ แมร์เคิลไม่ได้หมายความว่าจะไม่จารกรรมผ่านคนอื่นๆ เช่น ทีมงานนายกฯ รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อื่นๆ ดังนั้นสหรัฐอาจไม่ได้ความลับโดยตรงจากตัวนายกฯ เยอรมันอีกต่อไป แต่ไม่ปิดกั้นเรื่องได้ความลับผ่านแหล่งอื่นๆ
สื่อ The Guardian เปิดเผยข้อมูลจากนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนว่าในปี 2006 NSA สอดแนมผู้นำ 35 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส เม็กซิโก บราซิลและหลายประเทศในสหภาพยุโรป กับประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างคิวบาและเวเนซุเอลา เป็นการสอดแนมตามแผนปฏิบัติทั่วไปคือทำไปเรื่อยๆ ไม่จำต้องมีเหตุการณ์พิเศษ
สำหรับรัฐบาลสหรัฐคำว่า “พันธมิตร” ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่เข้าไปล้วงลึกล้วงลูก
            ในอีกมุมหนึ่งปี 2013 เจมส์ แคลปเปอร์ (James Clapper) ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐกล่าวต่อคณะกรรมาธิการการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ว่าชาติพันธมิตรสหรัฐจารกรรมข้อมูลสหรัฐรวมทั้งผู้นำประเทศเช่นกัน
การต่อสู้ของการข่าว :
            กลางเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลกลางสหรัฐฟ้องเพิ่มเติมต่อบริษัทหัวเว่ยของจีนอีกหลายกระทง รวมถึงขโมยความลับทางธุรกิจจากบริษัทอเมริกัน เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ พยายามกีดกันไม่ให้นานาชาติไม่ใช้ระบบ 5G ของหัวเว่ย แต่หลายประเทศไม่เห็นด้วย รวมทั้งพันธมิตรอย่างเยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส สาเหตุหนึ่งที่กีดกันเพราะเหตุผลเรื่องการข่าวนั่นเอง ทำให้สหรัฐยากจะเจาะเข้าระบบ ยากจะล้วงความลับของประเทศที่ใช้ระบบของหัวเว่ย
ในภาพกว้าง การจารกรรมข้อมูลในยุคนี้ไม่เฉพาะเจาะจงเรื่องการทหาร การเมืองระหว่างประเทศ เรื่องราวของบรรษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่สามารถเข้าถึงการติดต่อสื่อสารทุกรูปแบบ สื่อโซเชียลมีเดีย อีเมล แม้กระทั่งเข้าถึงฐานข้อมูลธนาคาร ประวัติสุขภาพของคนสามัญธรรมดาแต่ละคนที่บันทึกในโรงพยาบาล เครือข่ายสาธารณสุข สื่อ The Guardian รายงานว่าเรื่องนี้เป็นผลงานของ NSA ความก้าวล้ำของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ช่วยให้ทำงานนี้อย่างสบาย หรือด้วยการติดตั้งชิพบางตัวเข้าไปในอุปกรณ์ ละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนทั้งโลกซึ่งรัฐบาลสหรัฐปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน
            ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ายากจะหาความเป็นส่วนตัว เพราะมีผู้ที่ล่วงรู้อย่างลับๆ เราอาจกำลังจ่ายเงินเพื่อซื้อใช้ระบบให้คนอื่นรู้ความลับของเรา
23 กุมภาพันธ์ 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8505 วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
การเปิดเผยเรื่องราวของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมโลกตระหนักว่ารัฐได้ดำเนินการจารกรรม สอดแนม สายลับอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าสื่อโซเชียลมีเดีย เครือข่ายสังคมออนไลน์คือช่องทางการได้ข้อมูลตามการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาการของสังคมโลก
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน
บรรณานุกรม :
1. Burghardt, Tom. (2013, November 10). The U.S. Secret State and the Internet: “Dirty Secrets” and “Crypto Wars” from “Clipper Chip” and ECHELON to PRISM. Global Research. http://www.globalresearch.ca/the-u-s-secret-state-and-the-internet-dirty-secrets-and-crypto-wars-from-clipper-chip-to-prism/5357623
2. China says US is an ‘EMPIRE OF HACKERS,’ mocks cyber-accusations in wake of Crypto AG scandal. (2020, February 17). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/481055-china-us-hackers-cia/
3. CIA controlled global encryption company for decades, says report. (2020, February 11). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2020/feb/11/crypto-ag-cia-bnd-germany-intelligence-report
4. CIA scored intelligence 'coup of the century' by owning firm that sold code-making machines used by 120 countries - allowing them to read their enemies' (and allies') communications for DECADES. (2020, February 11). Daily Mail. Retrieved from https://www.dailymail.co.uk/news/article-7992175/CIA-secretly-OWNED-encrypted-code-making-machines-decades-allowing-spy-governments.html
5. CIA used encryption company to spy on other countries for decades: report. (2020, February 11). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/regulation/international/482522-cia-used-encryption-company-to-spy-on-other-countries-for-decades
6. ‘It keeps the French safe’: US lawmakers defend spying. (2013, October 28). FRANCE 24. http://www.france24.com/en/20131028-usa-NSA-france-germany-lawmakers-defend-spying-europe-safe
7. Leaked documents reportedly show the CIA secretly bought an encryption company and used it to spy on clients — while turning a profit. (2020, February 11). Business Insider. Retrieved from https://www.businessinsider.com/cia-secretly-bought-encryption-company-crypto-ag-spy-countries-report-2020-2
8. Merkel calls US spying breach of trust. (2013, October 24). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/merkel-calls-us-spying-breach-trust-2013102416161685214.html
9. NSA chief: We didn't spy on European citizens. (2013, October 29). CBS News. http://www.cbsnews.com/8301-250_162-57609833/NSA-chief-we-didnt-spy-on-european-citizens/
10. 'Out of Hand': Europe Furious Over US Spying Allegations. (2013, October 24). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/angry-european-and-german-reactions-to-merkel-us-phone-spying-scandal-a-929725.html
11. Report: US, Germany spied on countries for decades via Swiss encryption firm. (2020, February 11). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/report-us-germany-spied-on-countries-for-decades-via-swiss-encryption-firm/a-52344255
12. Spying on allied leaders carries big risks: Our view. (2013, October 24). USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/opinion/2013/10/24/NSA-eavesdropping-foreign-leaders-angela-merkel-editorials-debates/3183277/
13. US, German spies plundered global secrets via Swiss encryption firm: report. (2020, February 12). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/15/us-german-spies-plundered-global-secrets-swiss-encryption-firm-report-doc-1ox0953
14. U.S. Prosecutors Hit Huawei With New Federal Charges. (2020, February 13). NPR. Retrieved from https://www.npr.org/2020/02/13/805821661/u-s-prosecutors-hit-huawei-with-new-federal-charges
-----------------------------

unsplash-logokazuend

Oxfam : ถึงเวลาดูแลกันและกัน

หากไม่แก้ความเหลื่อมล้ำจะนำสู่หายนะทางเศรษฐกิจสังคม ร้ายแรงที่สุดคือล้มล้างการทางเมือง ทางออกนั้นชัดเจนด้วยการเก็บภาษีพวกมหาเศรษฐีพันล้าน ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ฯลฯ
เป็นประจำทุกปีองค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) จะนำเสนอรายงานความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รายงานฉบับล่าสุดตั้งชื่อว่า ‘Time to Care’ หรือ ถึงเวลาดูแลกันและกัน
โลกแห่งความเหลื่อมล้ำ :
            ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในยามนี้อยู่ในภาวะไร้การควบคุม ปี 2019 ทรัพย์สมบัติของอภิมหาเศรษฐี 2,153 คนมีมากกว่าประชากรโลก 4,600 ล้านคนรวมกัน เศรษฐีพันล้านเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นชายและกำลังรวยขึ้นและมีอำนาจมากขึ้นทุกที
            ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ยังคงนโยบายสนับสนุนการแสวงหาความมั่งคั่งที่สร้างความเหลื่อมล้ำ หลายประเทศออกนโยบายลดภาษีคนรวย ขยายความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ เกลียดชังชนกลุ่มน้อย
            ระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้เอื้อให้กับเพศชาย มหาเศรษฐีพันล้านของโลกส่วนใหญ่จึงเป็นชาย ในขณะที่หญิงจำนวนมากทั่วโลกทำงานโดยไม่ได้ค่าตอบแทน ไม่ได้รับการเหลียวแล ทั้งๆ ที่พวกเธอทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าต่อสังคม เช่น ทำงานบ้าน เลี้ยงดูบุตร ดูแลคนสูงวัยในบ้าน จะเห็นว่าชายทำงานได้เงินแต่หญิงทำงานไม่ได้เงิน
            หลักข้อแรกที่ต้องยึดให้มั่นคือเรากำลังอยู่ในโลกที่ส่งเสริมความเหลื่อมล้ำแบบสุดๆ ทศวรรษที่ผ่านมามหาเศรษฐีพันล้านเพิ่มเท่าตัว ถ้ามองความเหลื่อมล้ำทางเพศพบว่าโดยเฉลี่ยทั้งโลกชายมีทรัพย์สมบัติมากกว่าหญิงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คนที่ร่ำรวยที่สุด 22 คนแรกของโลกมีทรัพย์สมบัติเท่ากับหญิงในทวีปแอฟริกาทั้งหมดรวมกัน ผู้หญิงในสังคมมักอยู่ในฐานะถูกกดขี่และส่งเสริมให้ผู้ชายมั่งมี
            2 ใน 3 ของมหาเศรษฐีพันล้านร่ำรวยจากมรดกหรือไม่ก็มีความสัมพันธ์พิเศษกับรัฐบาล เป็นที่มาของความร่ำรวยมหาศาลดังที่รับรู้กัน ความเสียหายตกแก่ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเงินให้คนเหล่านั้น
เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (neoliberal economics) แนวคิดที่ใช้ในปัจจุบันส่งเสริมให้มีกฎระเบียบน้อยที่สุด ลดการใช้จ่ายภาครัฐ ผลักดันให้เกิดการผูกขาด ทุกวันนี้ธุรกิจหลายภาคส่วนของโลกเป็นแบบผูกขาดโดยกลุ่มคนไม่กี่คน อุตสาหกรรมอาหาร ยา สื่อ การเงินและเทคโนโลยีอยู่ในการควบคุมของบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่ง
ด้วยธุรกิจผูกขาดเช่นนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงหยิบมือ และร่วมกันแบ่งผลประโยชน์ในหมู่พวกเขา โดยที่ประชาชนคนทั่วไปคือผู้จ่าย เป็นผู้ทำให้พวกนั้นมั่งมี บั่นทอนโอกาสของคนธรรมดาที่จะได้ลืมตาอ้าปาก เป็นเหตุผลว่าทำไมทำงานหนักแต่ไม่พอกิน
พวกมหาเศรษฐีจ้างนักบัญชี นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญช่วยเขาประหยัดภาษี ที่ร้ายกว่านั้นคือหลายคนใช้วิธียักย้ายถ่ายเททรัพย์สมบัติไปสู่ประเทศกับธนาคารที่ช่วยหลบเลี่ยงภาษี เป็นที่มาว่าเพียงร้อยละ 4 ของเงินภาษีที่เก็บได้ทั้งโลกนั้นมาจากมหาเศรษฐีพันล้านที่เรากำลังกล่าวถึง
งานศึกษาของ Lily Batchelder จาก New York University พบว่าตามกฎหมายภาษีสหรัฐล่าสุด คนรวยเสียภาษีมรดกเพียง 2.1 เปอร์เซ็นต์ของมรดกตกทอด ในขณะที่คนทำงานเสียภาษี 15.8 เปอร์เซ็นต์จากหยาดเหงื่อแรงงาน เกิดคำถามว่าระบบภาษีปัจจุบันยุติธรรมหรือไม่
            เกิดกระแสให้เก็บภาษีมรดก ภาษีอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นเก็บพวกมหาเศรษฐีพันล้านไม่ใช่กับรายเล็กรายน้อย
คือระบบการเมืองเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ใช่หรือไม่ :
            ธนาคารโลกรายงานว่าทั่วโลกมีคนจน 735 ล้านคน (รายได้ต่ำกว่า 1.90 ดอลลาร์ต่อวัน) ที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์กำลังย่ำแย่ลง เรื่องความทุกข์ยากของคนเหล่านี้ไม่ค่อยได้พูดถึง เพราะสื่อส่วนใหญ่มัวแต่นำเสนอเรื่องของคนรวย การต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นปกครอง การรับรู้ของสังคมถูกชักจูงให้สนใจเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง
            เรื่องน่าเศร้าคือสตรีกับเด็กผู้หญิงเป็นพวกที่ได้รับผลกระทบมากสุดจากความยากจน เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเพราะสตรีเพศเหล่านั้นขี้เกียจ แต่ระบบเศรษฐกิจสังคมปัจจุบันส่งเสริมให้เป็นเช่นนั้น ผู้หญิงกับเด็กหญิงหลายล้านคนที่อยู่ฐานล่างสุดของระบบเศรษฐกิจทำงานหนักนานหลายชั่วโมง ทำงานบ้าน ดูแลเรื่องภายในครอบครัวที่ไม่ถูกนับคุณค่าทางเศรษฐกิจ ไม่มีรายได้จากการนี้  ส่งเสริมให้เกิดความเหลื่อมล้ำและขยายตัวมากขึ้น เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมสตรีเพศจึงยากจนกว่าบุรุษ และเป็นประเด็นที่นานาชาติยังคงไม่ให้ความสำคัญ
            ปัญหาที่ใหญ่จริงๆ คือ ในหลายประเทศพวกมหาเศรษฐีพันล้านสามารถเบี่ยงเบนการตัดสินของศาล นักการเมืองหลายคนขายตัวแลกเงินจากพวกเขา สื่อพูดเข้าข้าง สุดท้ายคือสามารถบิดเบือนการเมืองให้เป็นอย่างที่พวกเขาต้องการ เหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ มีหลักฐานมากมายในหลายประเทศ เป็นที่มาว่ายิ่งรวยยิ่งมีอำนาจ และใช้อำนาจสร้างความร่ำรวย
            นักวิเคราะห์บางคนจึงสรุปว่ามหาเศรษฐีพันล้านไม่ใช่เครื่องหมายบ่งบอกความสำเร็จของระบบการเมืองเศรษฐกิจ ตรงกันข้ามเป็นหลักฐานบ่งบอกความล้มเหลว
            รวยกระจุกจนกระจายคือความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจกันแน่
ทางออกกับหากปล่อยทิ้งไว้ :
งานวิจัยชี้ว่าถ้าต้องการแก้ปัญหาความยากจนต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ได้ก่อน (หรือทำพร้อมกัน) ด้วยการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เกื้อการุณย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน (Human Economy) ที่ให้คุณค่ากับทุกคนรวมทั้งสตรีเพศ แทนระบบเศรษฐกิจที่มุ่งตอบแทนพวกที่มุ่งหากำไรสะสมความมั่งคั่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการทำลายคนมั่งมี แต่หมายถึงระบบใหม่ที่ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่ยั่งยืน
เศรษฐกิจใหม่จะส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างบุรุษกับสตรี ให้มั่นใจว่าทุกคนมีงานทำ ได้ค่าแรงที่มากเพียงพอ ไม่มีใครตกอยู่ในความกังวลว่าไม่มีกินมีใช้ เด็กๆ ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเต็มที่
รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายใช้งบประมาณหรือภาษีเพื่อกระจายความมั่งคั่ง เน้นดูแลให้เกิดความเสมอภาค  ต้องเพิ่มภาษีพวกมหาเศรษฐีพันล้าน เช่น เก็บภาษีร้อยละ 0.5 ต่อคนที่มั่งคั่งที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์ของสังคม (หมายถึงถ้ารวมคนทั้งประเทศ ให้เพิ่มภาษีเฉพาะผู้ร่ำรวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์ของสังคม) และนำเงินเหล่านั้นช่วยเหลือคนยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำ
การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นเรื่องไม่ควรทำ เพราะภาษีเหล่านี้เก็บจากทุกคนรวมทั้งคนที่รายได้น้อยอยู่แล้ว เป็นคนยากจนอยู่แล้ว หรือทำงานดูแลบ้านดูแลลูกที่ไม่ได้ค่าตอบแทน
คริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าจากข้อมูลวิจัยล่าสุดสภาพเศรษฐกิจโลกตอนนี้คล้ายสมัยทศวรรษ 1920 ที่ในเวลาต่อมาเกิดการถดถอยครั้งใหญ่ (Great Depression) โดยให้เหตุผลว่าต้นเหตุมาจากความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้นทุกที
ยกตัวอย่าง สหราชอาณาจักรที่คน 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้มั่งมีที่สุดครอบครองความมั่งเท่ากับฝ่ายผู้มีรายได้น้อย 50 เปอร์เซ็นต์รวมกัน สภาพเช่นนี้เป็นคล้ายกันในกลุ่มประเทศ OECD ลักษณะความเหลื่อมล้ำแบบนี้เหมือนสมัยทศวรรษ 1920 ปลายทางคือหายนะทางการเงิน (financial disaster)
IMF ชี้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกจำต้องเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นประชาชนคนรากหญ้าจะลำบาก ความเหลื่อมล้ำจะนำสู่ลัทธิประชานิยม ใช้มาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าที่มีแต่ทำให้ย่ำแย่กว่าเดิม ที่สุดแล้วประชาชนคนรากหญ้าคือผู้เสียหายมากสุด ได้รับผลกระทบมากสุด อาจนำสู่การล้มล้างทางการเมือง
นอกจากนี้ IMF ย้ำว่ารัฐบาลต้องกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินการธนาคารอย่างเข้มงวด ไม่ควรลดหย่อน คลายกฎระเบียบ
            โดยรวมแล้ว รายงานของอ๊อกแฟมประจำปีนี้ยังคงเน้นย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจสังคม ชี้ว่าหากไม่แก้จะนำสู่หายนะทางเศรษฐกิจ ตามด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายทางสังคม ร้ายแรงที่สุดคือการล้มล้างการทางเมือง ทางออกนั้นชัดเจนด้วยการเก็บภาษีพวกมหาเศรษฐีพันล้าน ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ฯลฯ
16 กุมภาพันธ์ 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8498 วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563)
-------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือความร่ำรวยของไม่กี่คน
แทบทุกรัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำแต่ข้อเท็จจริงคือโลกเหลื่อมล้ำยิ่งกว่าเดิม องค์การอ็อกแฟมเสนอวิธีแก้ไขที่ทุกประเทศทำได้ เป็นมาตรการที่ได้ผล เหลือเพียงรัฐบาลกล้าลงมือหรือไม่
แทบทุกรัฐบาลประกาศว่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแต่ยิ่งทำยิ่งเหลื่อมล้ำ องค์การอ็อกแฟมเสนอให้แก้ 3 เรื่องหลักคือ การใช้จ่ายภาคสังคม ภาษีและสิทธิแรงงาน ที่เหลืออยู่ที่ความตั้งใจของรัฐบาล
บรรณานุกรม :
1. IMF boss says global economy risks return of Great Depression. (2020, January 17). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/business/2020/jan/17/head-of-imf-says-global-economy-risks-return-of-great-depression
2. Oxfam International. (2020, January). Time to Care. Retrieved from https://oxfamilibrary.openrepository.com/bitstream/handle/10546/620928/bp-time-to-care-inequality-200120-en.pdf
3. Rising inequality risks leading to new financial disaster, warns IMF chief. (2020, January 20). Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/business/news/wealth-inequality-financial-crisis-imf-kristalina-georgieva-a9292536.html
4. US rich to pay just 2.1% of US$764bn inheritance: study. (2020, January 29). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2020/01/29/2003729991
-----------------------------
Ishan @seefromthesky

กองทัพเรือญี่ปุ่นขยายภารกิจสู่อ่าวเปอร์เซีย

คำประกาศส่งเรือพิฆาตสู่ตะวันออกกลางเพื่อรวบรวมข่าวกรอง กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกครั้งว่ากำลังละเมิดรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีกองทัพเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้นหรือไม่
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ชินโซะ อาเบะ นายกฯ ญี่ปุ่นกล่าวในโอกาสส่งเรือพิฆาตทากานามิ (Takanami) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางว่า “การรักษาความปลอดภัยต่อเรือลำเลียงสินค้าที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล” เป็นภารกิจเก็บรวบรวมข้อมูลการข่าวที่จำเป็น มีผลสำคัญต่อชีวิตคนญี่ปุ่น
คำพูดนี้นายกฯ อาเบะสื่อในความหมายกว้างคือ “เรือที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น” ซึ่งอาจเป็นเรือต่างชาติที่ส่งสินค้าสู่ญี่ปุ่น หรือตีความไกลกว่านั้นคือเรือทุกลำที่อยู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะทั้งหมดอาจส่งผลต่อเรือลำเลียงสินค้าต่างๆ
            ข้อมูลเพิ่มเติมคือเรือทากานามิจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับเครื่องบินลาดตระเวน P-3C ของญี่ปุ่น เพื่อความปลอดภัยของเรือสินค้าญี่ปุ่นที่แล่นในย่านนั้น และพร้อมใช้กำลังปกป้องเรือญี่ปุ่น ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐ แต่ไม่วายว่าประกาศพร้อมใช้กำลังปกป้องเรือสินค้าประเทศตน
ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย :
ช่วงกลางปี 2019 เกิดเหตุตึงเครียดหลายครั้งในอ่าวเปอร์เซีย เริ่มจากเรือบรรทุกสินค้าจำนวน 4 ลำ (บางลำเป็นเรือบรรทุกน้ำมัน) ถูกก่อวินาศกรรมแถบชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ วันต่อมาเครื่องโดรนติดอาวุธโจมตีสถานีสูบน้ำมัน 2 แห่งของซาอุฯ สถานีหนึ่งถึงกับไฟไหม้
ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ลงมือ รัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ และพวกชี้ว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบ
            จากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลทรัมป์ขอให้พันธมิตรส่งเรือรบร่วมคุ้มกันอ่าวเปอร์เซีย ร่วมภารกิจตรวจตราช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่รัฐบาลอิหร่านขู่เรื่อยมาว่าจะปิดเส้นทางดังกล่าวหากจำเป็น  
ละเมิดรัฐธรรมนูญหรือประนีประนอม :
            การส่งเรือรบไปตะวันออกกลางเป็นประเด็นถกเถียง แบ่งเป็น 2 มุมคือฝ่ายที่มองว่าละเมิดรัฐธรรมนูญกับอีกฝ่ายที่อธิบายว่าเป็นการประนีประนอม
          มุมมอง 1 ละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
            แม้รัฐบาลอาเบะประกาศว่าเน้นเก็บข่าวกรองและจะทำหน้าที่เพียง 1 ปีหากเกินกว่านั้นต้องขออนุมัติใหม่ เกิดคำถามว่าเพื่อการดังกล่าวเท่านั้นหรือ ผู้สงสัยเจตนาจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการปกปิด บิดเบือนว่าเป็นเพียงเก็บข้อมูลหรือไม่ ทำตามคำขอจากรัฐบาลสหรัฐใช่ไหมที่รัฐบาลอาเบะยืนยันว่าเป็นปฏิบัติการเอกเทศไม่เกี่ยวกับใคร
            ถ้าตอบว่าไม่ได้ส่งไปช่วยสหรัฐ ทำไมต้องส่งเรือรบไปบริเวณนั้นในเวลาช่วงนี้ ถ้าตอบว่าช่วยทางอ้อมจะโดนวิพากษ์ว่าละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้กองทัพมีหน้าที่ป้องกันตัวเท่านั้น หากบิดเบือนอาจเป็นเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเปิดฉากทำสงครามด้วยเหตุผล “เพื่อป้องกันตนเอง” เพื่อความอยู่รอดจำต้องขัดขวางสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศสไม่ให้มีอิทธิพลในเอเชียต่อไป
            หลักคิดก่อสงครามชิงทำลายศัตรูก่อนเป็นหลักการที่ใช้ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าเพื่อป้องกันตนเองก่อนจะสายเกินไป
            ในอีกมุมหนึ่งต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นมีสิทธิที่จะคิดและทำในสิ่งที่ต้องการ และอาจเป็นสันติภาพในแบบที่เห็นว่าดี
          มุมมอง 2 ประนีประนอม
            แนวคิดประนีประนอมมาจากประเด็นที่ว่าแม้ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐ แต่ญี่ปุ่นเป็นมิตรกับอิหร่านและพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้
            ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นใช้หลักประนีประนอมหลายครั้ง เช่น ในสงครามอัฟกานิสถานปี 2001 ส่งเรือบรรทุกน้ำมันเติมเชื้อเพลิงแก่เรือรบสหรัฐ ปี 2003 ส่งทหารสู่อิรักในเขตปลอดการรบเพื่อช่วยฟื้นฟูประเทศอิรัก ตัวอย่างเหล่านี้อาจตีความว่าไม่เข้าสมรภูมิรบโดยตรง
ครั้งนี้เป็นการประนีประนอมอีกครั้งทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับการพยายามรักษารัฐธรรมนูญ ไม่ได้คิดส่งเรือเพื่อยิงใคร เป็นวิธีการป้องกันเหตุร้ายเหมือนส่งตำรวจไปเฝ้าจุดที่สุ่มเสี่ยง
ผลโพลจาก Kyodo News เมื่อต้นเดือนมกราคม พบว่าคนญี่ปุ่นร้อยละ 58.4 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเรือรบไปตะวันออกกลาง ร้อยละ 34.4 เห็นด้วย ร้อยละ 52.2 ไม่เห็นด้วยกับการปรับแก้รัฐธรรมนูญเพื่อขยายบทบาทกองทัพ ในขณะที่ร้อยละ 35.9 สนับสนุน อย่างไรก็ตามร้อยละ 49.3 ให้รัฐบาลสอบผ่าน คะแนนเพิ่มจากโพลครั้งก่อน 6.6 จุด ให้สอบตกเพียง 36.7
มองในแง่บวกแง่ลบ :
            การที่รัฐบาลอาเบะตัดสินใจส่งเรือรบไปตะวันออกกลาง ถ้ามองในแง่บวกปฏิเสธไม่ได้ว่าญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ หากช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางขนส่งน้ำมันถูกปิดหรือไม่ปลอดภัย ย่อมกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นและผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจะไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลาย ไม่ปล่อยให้สหรัฐแสดงบทบาทฝ่ายเดียว การมีส่วนร่วมจากญี่ปุ่นอาจช่วยลดทอนโอกาสเกิดเหตุลักลอบโจมตีเรือบรรทุกสินค้า ลดความเสี่ยงที่สถานการณ์จะบานปลาย ดังเช่นครั้งที่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งหน่วยรบเตรียมโจมตีอิหร่าน ดีที่ถอนคำสั่งใน 10 นาทีสุดท้าย
            ถ้ามองแง่ลบ อาจเป็นวิธีของรัฐบาลญี่ปุ่นที่กำลังคลายกฎให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจนอกประเทศ ขยายคำจำกัดความของคำว่า “เพื่อป้องกันตัวเอง” ดังที่ครั้งนี้ประกาศชัดว่าไปป้องกันเรือสินค้าต่างๆ  
            ด้านรัสเซียเห็นว่าเป็นวิธีสร้างความตึงเครียดแก่ภูมิภาคทั้งๆ ที่ไม่ได้รุนแรงเช่นนั้น รัสเซียกับอิหร่านพยายามสร้างความสมดุลแก่ภูมิภาค ให้ได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ถ้าจะแก้ปัญหาจริงต้องเจรจาเท่านั้นและจัดระบบความมั่นคงร่วมกัน
อิซูโมสะท้อนนโยบายกองทัพญี่ปุ่น:
            เมื่อกองทัพประกาศจะประจำการเรือพิฆาตอิซูโม (Izumo) เรือรบที่ญี่ปุ่นต่อเองและมีขนาดใหญ่สุดเท่าที่สร้างมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อสมรรถนะของเรือลำนี้ว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้ 9-14 ลำหรือเปลี่ยนเป็นเครื่องบินรบ F-35 ก็ได้
ดังที่นำเสนอในบทความก่อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่าหวังใช้เรือดังกล่าวเพื่อลาดตระเวน ป้องกันหมู่เกาะเซนกากุที่พิพาทกับจีน ความจริงแล้วทุกวันนี้เรือรบ เรือตรวจการยามฝั่งและเครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นได้ทำการเฝ้าระวังเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องระยะทาง ที่สำคัญคือหมู่เกาะเซนกากุอยู่ห่างจากหมู่เกาะโอกินาวา อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐเพียง 225 ไมล์ทะเล (410 กิโลเมตร) หากเกิดสงครามใหญ่ขึ้นจริง ฐานทัพที่โอกินาวาคือจุดใกล้ที่สุดและมีศักยภาพสูงสุด
            เทียบกับเรือหลวงจักรีนฤเบศรของไทยที่เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินกลับมีขนาดเล็กกว่าอย่างชัดเจน คือมีความยาวตลอดลำเพียง 182.6 เมตร ระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน อากาศยานประจำเรือประกอบด้วยเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งแบบ AV-8S จำนวน 9 เครื่องกับเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B จำนวน 6 เครื่อง ส่วนเรืออิซูโมยาว 248 เมตร ระวางขับน้ำ 24,000 ตัน บรรทุกอากาศยานจำนวนใกล้เคียงกับหลวงจักรีนฤเบศร
ความจริงที่ปกปิดไม่ได้คือ แม้จะจัดให้อยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่โดยลักษณะและสมรรถนะแล้วเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัย เหนือว่าเรือบรรทุกเครื่องบินของหลายประเทศ สามารถใช้เพื่อการโจมตีเชิงรุกได้เป็นอย่างดี
ต้นเดือนพฤศจิกายน 2019 ศูนย์การประเมินยุทธศาสตร์และงบประมาณ (Center for Strategic and Budgetary Assessments: CSBA) สถาบันอิสระด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐเปรียบเทียบพลังอำนาจกองทัพเรือประเทศต่างๆ สรุป 5 ลำดับกองทัพเรือที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก สหรัฐมาเป็นอันดับหนึ่ง รองมาคือกองทัพเรือจีน ลำดับที่ 3-5 คือ รัสเซีย สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น
ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือกองทัพเรือที่ถูกจำกัดขอบเขตเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แต่มีขีดความสามารถสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกและเป็นที่ 2 ของเอเชีย ขาดแต่อาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น
            การปกปิดเป็นเรื่องปกติทางทหาร คำถามสำคัญคือสิ่งที่ทำช่วยให้ชาติมั่นคงขึ้นหรือไม่ และต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นมีสิทธิที่จะตีความเช่นกัน
9 กุมภาพันธ์ 2020
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8491 วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563)
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท
ในการประชุมสุดยอด ‘เอเชีย-แอฟริกา 2015’ ตรงกับครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกฯ อาเบะเอ่ยคำว่า “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต แทนคำว่า ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology) ที่อดีตนายกฯ คนก่อนๆ เคยใช้  ปัญหาใหญ่ของประเด็นนี้อยู่ที่ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นที่แสดงท่าที ถ้อยคำ ไม่เสมอต้นเสมอปลายบางครั้งถึงกับขัดแย้งอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดคำถามต่อท่าทีภายในส่วนลึกของท่าน
บรรณานุกรม :
1. Author Reveals Top-5 List of World's Most Powerful Navies. (2019, December 12). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/military/201912121077550486-world-navies-russia-us-china-uk-japan/
2. Cabinet approves order to dispatch MSDF to the Middle East. (2019, December 27). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201912270038.html
4. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
5. EDITORIAL: SDF deployment to Mideast raises a host of legal, strategic issues. (2019, December 28). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201912280010.html
6. Germany will not take part in US-led mission in Strait of Hormuz: Foreign minister. (2019, July 31). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/international/middle-east-north-africa/455578-germany-will-not-take-part-in-us-led-mission-in
7. Japan's naval dispatch to Middle East a 'product of compromise' between Iran and U.S., experts say. (2019, December 28). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2019/12/28/national/politics-diplomacy/japans-naval-dispatch-middle-east-product-compromise-iran-u-s-experts-say/#.Xgf2plUzbZ4
8. Japanese destroyer leaves for Middle East intel-gathering mission. (2020, February 2). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/02/02/national/japan-destroyer-middle-east-mission-iran-msdf/#.XjaGgDIzbZ4
9. Lavrov: Russia Believes the West is Artificially Stirring Up Tensions in Persian Gulf. (2019, December 30). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/world/201912301077899608-lavrov-russia-believes-the-west-is-artificially-stirring-up-tensions-in-persian-gulf/
10. MSDF vessel sails for Middle East to ensure safety of Japanese ships. (2020, February 2). The Asahi Shimbun. Retrieved from http://www.asahi.com/ajw/articles/13094749
11. Poll finds 58% of voters oppose dispatch of MSDF personnel to Middle East. (2020, January 12). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2020/01/12/national/politics-diplomacy/msdf-dispatch-middle-east-poll/#.XhvUMP4zbZ4
12. 'You Can Create Chaos, but You'd Better Have a Plan'. (2019, July 2). Spiegel Online. Retrieved from https://www.spiegel.de/international/world/interview-with-former-defense-secretary-leon-panetta-a-1275417.html
-----------------------------
ที่มาของภาพ : http://www.seaforces.org/marint/Japan-Maritime-Self-Defense-Force/Destroyer/Takanami-class_DAT/DD-114-JDS-Suzunami.htm